ฟอกเงิน-รับของโจร !

 

 

 

ดีเอสไอตั้งข้อหาธัมมชโยและบริวาร

พัวพันโกงเงินสหกรณ์คลองจั่น 1200 ล้าน

 

 

 

 

 

 

 

 

ดีเอสไอสอบปมฟอกเงิน-รับของโจร เครือข่ายธรรมกาย กรณีรับเช็ค 2 พันล้าน เหตุไร้มูลหนี้

 

 

MGR Online - รองอธิบดีดีเอสไอ เผย เตรียมสอบปมฟอกเงิน - รับของโจร พร้อมแยกสอบแบบเจาะราย 6 กลุ่ม และครือข่ายธรรมกาย - พระ 20 รูป กรณีรับเช็คไม่มีมูลหนี้ 2 พันล้านบาท พร้อมแจ้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ 4 ราย อายัดทรัพย์ศุภชัยเพิ่ม 400 ล้านบาท กรณีโอนชื่อบุคคลอื่นซื้อที่ดิน
       
วันนี้ (2 ก.พ.) เวลา 14.00 น. ชั้น 1 ห้องประชุม 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผบ.สำนักคดีการเงินการธนาคาร พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ ดีเอสไอ พร้อม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมคณะพนักงานสอบสวนพิจารณาคำสั่งของ นายนภดล บุญศร อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 ในคดีพิเศษที่ 146/2556 (คดีสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำกัด)
       
โดยมีประเด็นสำคัญในการพิจารณาความผิดของกลุ่มผู้รับเช็คจาก นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ทั้งหมด 7 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้, กลุ่มวัดพระธรรมกาย, กลุ่มสหกรณ์อื่นๆ, กลุ่มผู้ต้องหาและเครือข่าย, กลุ่มบุคคลธรรมดาที่รับเช็ค, กลุ่มนายหน้าค้าที่ดิน และ กลุ่มนิติบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้ ใช้เวลาการประชุมราว 2 ชั่วโมง
       
พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวว่า ผลการประชุมในวันนี้ ทางพนักงานสอบสวนพิจารณาในประเด็นความผิดฐานฟอกเงินเพิ่มเติม โดยมี นายศุภชัย เป็นผู้ต้องหาคนสำคัญ ส่วนผู้รับเช็คคนอื่นจะมาพิจารณาว่ารับเช็คโดยมีมูลหนี้หรือไม่มีมูลหนี้กันต่อไป ซึ่งทางสอบสวนจะแยกพนักงานสอบสวนออกเป็น 7 กลุ่ม ส่งผลให้การดำเนินคดีรวดเร็วขึ้นและเดินไปพร้อมกัน คาดว่า ใช้เวลาไม่นาน ถ้าหากการสอบสวนคดีกลุ่มไหนเสร็จเรียบร้อยทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการแจ้งข้อหากับผู้กระทำผิดในกลุ่มนั้นทันที
       
อีกเรื่องทางพนักงานอัยการให้ ดีเอสไอ แจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันลักทรัพย์ กับ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร น.ส.ศรัณยา มานหมัด นายลภัส โสมคำ และ นายกฤษฎา มีบุญมาก ส่วนนี้สำนักคดีอาญาพิเศษ 3 เป็นผู้ดำเนินการแจ้งข้อหากับบุคคลทั้ง 4 นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ตรวจพบทรัพย์สินของ นายศุภชัย เพิ่มเติมอีก 3 รายการ 1. รายการของ นายสุวิช ฤทธิศร เป็นผู้ลงชื่อรับเช็คของ สหกรณ์คลองจั่น จำนวน 168 ล้านบาท นำไปซื้อที่ดินสร้างรีสอร์ต มูลค่า 20 ล้านบาท 2. เกี่ยวกับที่ดิน ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พื้นที่ 1,984 ไร่ มี นางบุญชอบ บุญจันทึก รับเงินจากสหกรณ์คลองจั่นยูเนียนฯ จำนวน 367 ล้านบาท และ 3. ที่ดิน อ.เมือง จ.มหาสารคาม พื้นที่ 3 ไร่เศษ มูลค่าประมาณ 23 ล้านบาท ซึ่งทำการอายัติทรัพย์ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าว
       
พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับ นายจิรเดช วรเพียรกุล และ นายวัฒน์ชานนท์ นวอิสรารักษ์ นั้น พนักงานสอบสวนชุดเก่าสรุปสำนวนส่งอัยการ คดีพิเศษ 146/2556 ข้อหา ร่วมกันยักยอกทรัพย์ โดยทั้งสองคนไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ฯ ไม่ได้มีส่วนในการครอบครองเงินเพียงแค่รับเช็คจาก นายศุภชัย ซึ่งไม่เข้าองค์ประกอบความผิดในเรื่องของ ร่วมกันยักยอกทรัพย์ ทางพนักงานอัยการพิจารณาห็นตามพนักงานสอบสวนที่เสนอมาจึงมีคำสั่งไม่ฟ้องทั้งคู่แต่กรณีรับเช็คทาง ดีเอสไอ จะดำเนินคดีในเรื่องของฟอกเงินและรับของโจร ส่วนจะมีคนอื่นๆ เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่นั้นขอเวลาตรวจสอบสักระยะ
       
พ.ต.ท.ปกรณ์ เปิดเผยว่า สำหรับการพิจารณาคดีเกี่ยวกับผู้รับเช็ค 878 ฉบับ แบ่งทั้งหมดออกเป็น 7
กลุ่มดังกล่าวแล้ว ซึ่งหลังการประชุมได้ให้พิจารณาคดีเกี่ยวกับการฟอกเงินและรับของโจรกับกลุ่มต่างๆ เพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป

ส่วนกลุ่มวัดพระธรรมกาย อยู่ในกลุ่มรับเช็คไม่มีมูลหนี้ 1,200 ล้านบาท และรวมกับพระในเครือข่ายประมาณ 20 รูป รวมเป็นเงิน 2,000 ล้านบาท ขอเวลาสอบสวนเพิ่มเติมแต่ไม่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งอะไรทั้งสิ้น
       
พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า คดีสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น เริ่มต้นคดีแรกที่ ดีเอสไอ รับไว้ดำเนินการ คือ คดีพิเศษ 146/2556 ข้อหายักยอกทรัพย์ ต่อมาส่งสำนวนไปให้พนักงานอัยการแต่ทางอัยการมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมและเชื่อมโยงคดีที่ 2 คดีพิเศษ 63/2557 กรณี ฉ้อโกงประชาชน หากตรวจสอบกันจริงแล้ว คดีพิเศษ 63/2557 เกิดขึ้นมาก่อนเนื่องจาก นายศุภชัย และพวก ทำเอกสารปลอมเพื่อชักจูงประชาชนมาลงทุนกับสหกรณ์ฯ เช่น ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูงเกินความจริง เป็นต้น ส่งผลให้มีผู้ลงเชื่อนำเงินมาลงทุน 6,866 ล้านบาท หลังจากได้ยอดเงินจะนำเข้าสหกรณ์ฯ ต่อมากลายเป็นคดีพิเศษ 146/2556 เกี่ยวข้องกับการออกเช็ค 878 ฉบับให้กับ 7
กลุ่ม โดยมีการสร้างหลักฐานปลอมในการปิดบังยอดบัญชีจริง

 

 

 

 

ที่มา  :  ผู้จัดการ  :  3 กุมภาพันธ์ 2559

 

 

 

'ดีเอสไอ-อัยการ' เห็นชอบดำเนินคดี 'ธัมมชโย-เครือข่ายธรรมกาย' รับของโจร-ฟอกเงิน รับบริจาคโดยไม่มีมูลหนี้ต่อกัน

 

2 ก.พ. 59  พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ และ พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผบ.สำนักคดีการเงินการธนาคาร ร่วมกันแถลงข่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจำกัด ร่วมกับอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินคดีฟอกเงินกับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานบริหารสหกรณ์ฯ กับผู้ที่มีชื่อรับเช็ค 878 ฉบับ โดยไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ดีเอสไอแยกการสอบสวนออกเป็น 7 กลุ่ม ตามความสัมพันธ์ของธุรกรรมการเงินประกอบด้วย 1. นิติบุคคลที่มีมูลหนี้ต่อกัน 2. วัดพระธรรมกาย 3. สหกรณ์อื่นๆ 4. ผู้ต้องหาและผู้ที่เข้าข่าย 5. บุคคลธรรมดา 6. นายหน้าค้าที่ดิน และ 7. นิติบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้ต่อกัน กลุ่มจะถูกดำเนินคดีข้อหารับของโจรและฟอกเงิน คือ กลุ่มที่รับเช็คโดยไม่มีมูลหนี้ต่อกัน โดยเฉพาะในส่วนของวัดพระธรรมกาย พบว่า มีการรับบริจาคโดยไม่มีมูลหนี้รวมกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งการบริจาคให้วัดเข้าบัญชีพระเทพญาณมหามุนี (ธัมมชโย) และเข้าบัญชีพระรูปอื่นในเครือข่ายวัดพระธรรมกาย ทั้งนี้ ในการดำเนินคดีฟอกเงินหากพบว่ามีทรัพย์สินที่ได้จากการยักยอกสหกรณ์หลงเหลืออยู่กับบุคคลใด พนักงานสอบสวนจะยึดอายัด

พ.ต.ท.ปกรณ์ กล่าวอีกว่า การสอบสวนคดียักยอกสหกรณ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย ไม่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบกรณีรถเบนซ์จดประกอบของ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เนื่องจากเป็นคนละส่วนกัน พนักงานสอบสวนแยกกันทำงาน โดยคดีฟอกเงินคาดว่าจะใช้ระยะเวลาไม่นาน เพราะมีการตั้งเรื่องสอบสวนมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งอาจตั้งเป็นคดีใหม่เพิ่มเติมจากก่อนหน้านี้ที่เคยรับไว้สอบสวน 3 คดี

 

ด้าน พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวว่า  ล่าสุดดีเอสไอยึดทรัพย์สินของนายศุภชัยได้เพิ่มเติม 3 รายการ ได้แก่ เงินที่นายศุภชัยโอนให้กับนายสุวิทย์ ฤทธิศร เป็นเงิน 168 ล้านบาท โดยนายสุวิทย์ นำเงินไปซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างรีสอร์ทมูลค่า 20 ล้านบาท , ที่ดิน 1,984 ไร่ ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา มูลค่า 367 ล้านบาท และที่ดิน จ.มหาสารคาม เนื้อที่ 3 ไร่เศษ มูลค่า 23 ล้านบาท      

นอกจากนี้อัยการยังได้ทำหนังสือแจ้งให้ดีเอสไอดำเนินการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับนายศุภชัย น.ส.ศรันยา มานหมัด นายลภัส โสมคำ และนายกฤษดา มีบุญมาก ฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างและร่วมกันปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์และให้สอบสวนเพิ่มเติมกรณีนางทองพิน กันล้อม และบุคคลอื่น ร่วมกันลงลายมือชื่อกับนายศุภชัยเพื่อจ่ายเช็คของสหกรณ์ อย่างไรก็ตาม พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนายจิรเดช วรเพียรกุล และนายวัฒชานนท์ นวอิศรารักษ์ ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์สหกรณ์ตามที่พนักงานสอบสวนชุดเดิมมีความเห็นไปก่อนหน้านี้ แต่ให้พิจารณาความผิดในฐานรับของโจรหรือฟอกเงินแทน

 

 

ที่มา  :  คมชัดลึก  :  3 กุมภาพันธ์ 2559

 

 

 

 

 

ดีเอสไอ แจ้งข้อหาลักทรัพย์อีก 4 ราย อายัดเพิ่ม 600 ล้านบาท คดีสหกรณ์ฯคลองจั่น

 

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 2 กุมภาพันธ์  ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ สำนักการสอบสวน เป็นประธานการประชุมคณะพนักงานสอบสวน เพื่อพิจารณาคำสั่งของนายนภดล บุญศร อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 ในคดีพิเศษที่ 146/2556 คดีสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำกัด โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวะกุล ผู้บัญชาการสำนักคดีการเงินการธนาคาร และ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ โดยมีประเด็นสำคัญในการพิจารณาฐานความผิดของกลุ่มผู้รับเช็คจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯคลองจั่น ประกอบด้วย กลุ่มวัดพระธรรมกาย กลุ่มบริษัท เอส ดับบลิวโฮลดิ้ง จำกัด กลุ่มสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมงคลเศรษฐี กลุ่มสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนรัฐประชา นายวัฒน์ชานนท์ นวอิสรารักษ์ และกลุ่มญาติธรรม โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 2 ชั่วโมง


พ.ต.ท.สมบูรณ์ แถลงภายหลังการประชุม ว่า ตามที่สำนักคดีอาญาพิเศษ 3 ดีเอสไอ ได้ส่งสำนวนการสอบสวนเพิ่มเติมคดีพิเศษที่ 146/2556 ซึ่งเป็นคดีระหว่างนายพิษณุ ชีวะสิทธิ์ ผู้กล่าวหา กับนายศุภชัย กับพวกรวม 6 คน ผู้ต้องหาในความผิดฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ของสหกรณ์ฯคลองจั่น  กว่า 13,000 ล้านบาท ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา นายนภดล ได้มีหนังสือแจ้งให้อธิบดีดีเอสไอดำเนินการ คือ

 

1. แจ้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างและร่วมกันปอมแปลงเอกสารสทธิและใช้เอกสารสิทธิแก่นายศุภชัย, น.ส.ศรัณยา มานหมัด นายลภัส โสมคำ และนายกฤษฎา มีบุญมาก ส่งให้พนักงานอัยการเพื่อดำเนินการต่อไป

 

2. ให้พนักงานสอบสวนไปสอบสวนเพิ่มเติมกรณีนางทองพิน กันล้อม และบุคคลอื่น ร่วมกันลงลายมือชื่อกับนายศุภชัย ส่งจ่ายเช็คของสหกรณ์ฯคลองจั่น หากพบว่ามีส่วนร่วมก็ให้ดำเนินคดี

 

3. สั่งไม่ฟ้องนายจิรเดช วรเพียรกุล และนายวัฒน์ชนนท์ ข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์ตามที่พนักงานสอบสวนชุดเดิมมีความเห็นทางคดีไป แต่ให้พิจารณาความผิดฐานรับของโจรหรือฐานฟอกเงิน เนื่องจากผู้ต้องหาไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ฯ เป็นเพียบผู้รับเช็ค จึงไม่เข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์ และ

4. ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีฟอกเงินกับนายศุภชัย และผู้ที่รับเช็คอื่นๆ

 

 

 

นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบพบทรัพย์สินของนายศุภชัยเพิ่มเติม 3 รายการ คือ

1. เป็นของ นายสุวิทย์ ฤทธิสรณ์ ซึ่งเป็นผู้ลงชื่อรับเช็คของสหกรณ์ฯคลองจั่น ประมาณ 168 ล้านบาท และนำไปซื้อที่ดินทำเป็นรีสอร์ทมีมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท

 

2. เป็นที่ดินที่ ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 1,984 ไร่ โดยมีนางบุญชอบ บุญจันทึก เป็นผู้รับเงินจากสหกรณ์ฯคลองจั่น 367 ล้านบาท ไปซื้อที่ดินในส่วนนี้ และ

 

3. เป็นที่ดินที่ จ.มหาสารคาม 3 ไร่เศษ 23 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้พนักงานสอบสวนจะดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สินเหล่านี้ทั้งหมด รวมกว่า 600 ล้านบาท

 

ด้าน พ.ต.ท.ปกรณ์ กล่าวว่า ส่วนการพิจารณาฐานความผิดของกลุ่มผู้ที่รับเช็คจากนายศุภชัย  878 ฉบับ มูลค่ากว่า 13,000 ล้านบาท ทางพนักงานสอบสวนได้แบ่งการดำเนินการตรวจสอบเป็น 7 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มนิติบุคคลที่มีมูลหนี้, กลุ่มวัดพระธรรมกาย, กลุ่มสหกรณ์อื่นๆ, กลุ่มผู้ต้องหาและที่อยู่ข่ายผู้ต้องหา, กลุ่มบุคคลธรรมดาที่รับเช็ค และกลุ่มนายหน้าค้าที่ดิน และกลุ่มนิติบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้ ทั้งนี้ เนื่องจากที่ประชุมจะพิจารณาดำเนินคดีเกี่ยวกับฟอกเงินและรับของโจรในกลุ่มบุคคลและนิติบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้ ได้แก่ กลุ่มวัดพระธรรมกาย กลุ่มผู้ต้องหาที่อยู่ในเครือข่าย กลุ่มคนธรรมดาที่รับเช็คโดยไม่มีมูลหนี้ และกลุ่มนิติบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้ ซึ่งตรงนี้เราจะพิจารณาสอบสวนหากการกระทำผิดต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของคดีฟอกเงินนี้จะต้องดำเนินการสอบสวนก่อน หากพบว่ามีปริมาณมากทางพนักงานสอบสวนอาจจะต้องแยกออกเป็นคดีต่างหาก เพราะก่อนหน้านี้ดีเอสไอเคยทำคดีฟอกเงินไว้แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับเช็คหรือไม่

 

พ.ต.ท.ปกรณ์ กล่าวว่า กรณีของวัดพระธรรมกายอยู่ในกลุ่มของผู้รับเช็คในส่วนที่ไม่มีมูลหนี้ โดยเป็นเงินที่ได้รับจากการบริจาค  120,000 ล้านบาท  ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนจะพิจารณาตามข้อเท็จจริง โดยไม่มีการเร่งรัดให้มีการตรวจสอบเพื่อให้ทันในการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชแต่อย่างใด

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะใช้ระยะเวลาในการสอบสวนเท่าไหร่

 

พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวว่า คาดว่าจะใช้เวลาสอบสวนระยะหนึ่ง

 

 

 

ที่มา  :  มติชน  :  3 กุมภาพันธ์ 2559

 

 

 

 

 

ดีเอสไอจ่อเชือดธัมมชโย ข้อหาหนักรับของโจร-ฟอกเงิน พ่วงเครือข่ายธรรมกายรับเช็ค เซ่นคดีโคตรโกงสหกรณ์คลองจั่น

 

 

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ สำนักการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมด้วย พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พ.ต.ท.สมบรูณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ และ พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผบ.สำนักการเงิน การธนาคาร ดีเอสไอ ได้ร่วมประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและคณะพนักงานอัยการ เพื่อพิจารณาคำสั่งของ นายนภดล บุญศร อัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ 4 ในคดีพิเศษที่ 146/2556 เกี่ยวกับกรณีทุจริตยักยอกทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจำกัด ซึ่งมีประเด็นสำคัญ คือ การพิจารณาฐานความผิดของกลุ่มผู้รับเช็คจาก นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ประกอบด้วย กลุ่มวัดพระธรรมกาย, กลุ่มบริษัท เอส ดับบลิวโฮลดิ้ง จำกัด, กลุ่มสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมงคลเศรษฐี, กลุ่มสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนรัฐประชา, นายวัฒน์ชานนท์ นวอิสรารักษ์ และกลุ่มญาติธรรม

พ.ต.ท.ปกรณ์ แถลงภายหลังการประชุมซึ่งใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมงว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินคดีฟอกเงินกับ นายศุภชัย กับผู้ที่มีชื่อรับเช็คจำนวน 878 ฉบับ โดยไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ดีเอสไอแยกการสอบสวนออกเป็น 7 กลุ่ม ตามความสัมพันธ์ของธุรกรรมการเงินประกอบด้วย 1.นิติบุคคลที่มีมูลหนี้ต่อกัน 2.วัดพระธรรมกาย 3.สหกรณ์อื่นๆ 4.ผู้ต้องหาและผู้ที่เข้าข่าย 5.บุคคลธรรมดา 6.นายหน้าค้าที่ดิน และ 7.นิติบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้ต่อกัน

 

สำหรับกลุ่มที่จะถูกดำเนินคดีข้อหารับของโจรและฟอกเงินนั้น อยู่ในกลุ่มบุคคลและกลุ่มนิติบุคคลใน 7 กลุ่ม ที่รับเช็คจากสหกรณ์รวมเป็นเงินราว 7,000-8,000 ล้านบาท และเป็นกลุ่มที่รับเช็คโดยไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ซึ่งรวมถึงกลุ่มวัดพระธรรมกายและเครือข่ายที่มีการรับบริจาคโดยไม่มีมูลหนี้รวมกว่า 2,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินบริจาคให้วัดผ่านบัญชี พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย จำนวนประมาณ 800 ล้านบาท และพระรูปอื่นในเครือข่ายวัดธรรมกายประมาณ 20 รูป ที่ได้รับเช็คจาก นายศุภชัย อีกรวมประมาณ 1,200 ล้านบาท ซึ่งดีเอสไอจะพิจารณาสอบสวนหาความจริงต่อไปเพื่อดำเนินการตามที่ทางอัยการได้สั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม และหากพบว่ามีทรัพย์สินที่ได้จากการยักยอกสหกรณ์หลงเหลืออยู่กับบุคคลใด พนักงานสอบสวนจะดำเนินการสั่งยึดอายัดทันที

 

พ.ต.ท.ปกรณ์ กล่าวอีกว่า การสอบสวนคดียักยอกสหกรณ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย ไม่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบกรณีรถเบนซ์จดประกอบของ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เนื่องจากเป็นคนละส่วนกัน พนักงานสอบสวนแยกกันทำงาน โดยคดีฟอกเงินคาดว่าจะใช้ระยะเวลาไม่นาน เพราะมีการตั้งเรื่องสอบสวนมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งหากผู้ต้องหาในกลุ่มนี้มีจำนวนมาก ก็อาจตั้งเป็นคดีใหม่เพิ่มเติมจากก่อนหน้านี้ที่เคยรับไว้สอบสวน 3 คดี

ด้าน พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวว่า พนักงานอัยการยังได้ทำหนังสือแจ้งให้ดีเอสไอ ดำเนินการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร น.ส.ศรันยา มานหมัด นายลภัส โสมคำ และนายกฤษดา มีบุญมาก ฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง และร่วมกันปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์ และให้สอบสวนเพิ่มเติมกรณี นางทองพิน กันล้อม และบุคคลอื่น ร่วมกันลงลายมือชื่อกับ นายศุภชัย เพื่อจ่ายเช็คของสหกรณ์ อย่างไรก็ตาม พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง นายจิรเดช วรเพียรกุล และ นายวัฒชานนท์ นวอิศรารักษ์ ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์สหกรณ์ตามที่พนักงานสอบสวนชุดเดิมมีความเห็นไปก่อนหน้านี้ แต่ให้พิจารณาความผิดในฐานรับของโจรหรือฟอกเงินแทน

 

นอกจากนี้ ดีเอสไอยังได้ดำเนินการอายัดทรัพย์สินของ นายศุภชัย ได้เพิ่มเติมอีก 3 รายการ ประกอบด้วย เงินที่ นายศุภชัย โอนให้กับ นายสุวิทย์ ฤทธิศร จำนวน 168 ล้านบาท โดย นายสุวิทย์ นำเงินไปซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างรีสอร์ทมูลค่า 20 ล้านบาท, ที่ดิน 1,984 ไร่ ที่ ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา มูลค่า 367 ล้านบาท และที่ดินใน จ.มหาสารคาม เนื้อที่ 3 ไร่เศษ มูลค่า 23 ล้านบาท

 

วันเดียวกันที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พระพุทธะอิสระ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ผ่าน นายยงยุทธ มะลิทอง รองเลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ดำเนินการเอาผิดมหาเถรสมาคม (มส.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จากกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน และดีเอสไอ ตรวจสอบพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชให้ พระธัมมชโย ต้องอาบัติปาราชิก และคืนทรัพย์สินที่ยักยอกไป แต่มหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกลับไม่ดำเนินการตามพระบัญชา และมีการเสนอให้ขอพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพฝ่ายวิปัสสนาธุระแก่ พระธัมมชโย อีก จึงถือว่ามหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งที่มีหน้าที่กำกับดูแลปกครองคณะสงฆ์ จึงขอให้ป.ป.ช.ดำเนินการตามกฎหมายเพื่อเอาผิดด้วย

 

 

 

 

ที่มา  :  แนวหน้า  :  3 กุมภาพันธ์ 2559

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264