84 สนช. เสนอแก้ กม.คณะสงฆ์ !

 

 

มาตรา 7 ว่าด้วยการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

 

ดีเดย์ 29 ธันวา 59 !

 

 

 

 

 

อา..ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ ก็แค่ตัดของใหม่ออก แล้วกลับไปกินของเก่า เอ๊ย กลับไปใช้ของเก่า เท่านั้นเอง ทั้งๆ ที่ควรจะทำตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่ยอมทำ ปล่อยเอ้อละเหยลอยชาย สุดท้ายก็กลับมาที่เดิม ย่ำเท้ายิ่งกว่าสวนสนามในสวนลุม แต่ว่า ที่มันวุ่นๆ อยู่ทุกวันนี้น่ะ มิใช่เพราะ พรบ. หรอก แต่เป็นเพราะ "รัฐบาล" ไม่เป็นมวยเรื่องศาสนา ที่กล้ากล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า ถ้าออกกฎหมายบังคับคณะสงฆ์ทั้งประเทศ ให้ยอมรับกติกาจาก สนช. ได้ ในการตั้งประมุขสงฆ์สูงสุด ทั้งธรรมยุตและมหานิกายก็ยอมรับโดยดุษณี แต่ถามว่า ทำไมไม่ออกกฎหมาย "รวมนิกายสงฆ์" ให้มันจบไปเลย ถามด้วยว่า ที่ สนช. (และรัฐบาล) ทำอย่างทุกวันนี้ เป็นการผลักภาระพระศาสนาให้แก่สำนักพระราชวังใช่หรือไม่ ไหนล่ะหลักการ "The king can do no wrong"

 

แล้วถามว่า สำนักพระราชวัง จะบริหารกิจการคณะสงฆ์โดยลำพังได้หรือ ในเมื่อพวกคุณ "ตัด" มหาเถรสมาคม ออกจากกิจการคณะสงฆ์ โดยไม่ลงไปดูในสาระหรือรายละเอียดอื่นๆ ที่มีอยู่ดาษดื่น แต่เลือกจะตั้งเฉพาะ "สมเด็จพระสังฆราช" เท่านั้น มันง่ายไปไหม !

 

คำถามง่ายๆ อีกคำหนึ่งก็คือ "บทบาทของมหาเถรสมาคม ในฐานะที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ เทียบเท่าคณะองคมนตรี" นั้น หายไปไหน ทำไมไม่ฟื้นประเพณีนี้ออกมา ไม่ฟื้นไม่พอ ยังหวนกลับไปใช้ของโบราณอีก ซึ่งมันมิได้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันเลย

 

ยอมรับกันหรือไม่เล่าว่า การที่รัฐบาล นายอานันท์ ปันยารชุน พ.ศ.2535 ออกกฎหมาย "แก้ไขเพิ่มเติม พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505" ก็เพื่อ "ปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันในวันนั้น" คือในปี 35 แต่ผ่านมา 20 ปี กฎหมายนี้ล้าหลัง แถมจะยิ่งล้าหลังหนักเข้าไปอีก เพราะรัฐบาลประยุทธ์จะให้ใช้ของเก่า ตั้งแต่ปี 05 แบบว่าสาละวันรำวงกันแค่นี้แหละ ระหว่าง "สฤษดิ์" กับ "อานันท์" ใครโหลกว่ากัน ?

 

ถ้าการแก้ปัญหาพระศาสนาในประเทศไทยสามารถแก้ได้ง่าย โดยการ "ตั้งสังฆราช" ถ้างั้นก็จะมีมหาเถรสมาคม มีเจ้าคณะพระสังฆาธิการ ไปทำไม ก็ตั้งสังฆราชเพียง "ตำแหน่งเดียว" ก็สิ้นเรื่อง มีอะไรก็ให้สังฆราช "ออกพระบัญชา" ก็น่าจะเพียงพอ

 

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน ก็คือการ "ไม่เอาใจใส่ในกิจการพระศาสนา" ของรัฐบาล ชัดๆ ก็คือ การตั้งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้มีอำนาจในการกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นับตั้งแต่ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ มาจนถึง นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ ซึ่งทั้งสองท่านเหล่านี้ ไม่มีประวัติที่เคยเกี่ยวข้องกับงานพระศาสนามาก่อนเลย ไม่เคยวัดเคยวา ไม่คุ้นหน้าพระหน้าเจ้า คนหนึ่งไปทางนักสืบ อีกคนไปทางค้าๆ ขายๆ กราบพระ-อาราธนาศีลอาราธนาธรรม เป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้ เรื่องพระธรรมคำสอนในพระไตรปิฎกยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทุกวันนี้พูดกันเฉพาะตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่มิได้มองว่า จะเอาพระธรรมคำสอนหรือพระศาสนา ไปประยุกต์ให้เข้ากับตัวบทกฎหมายกันอย่างไร ให้สถาบันหลักของชาติไปด้วยกันได้ โดยไม่เสียหลักการใดหลักการหนึ่ง

 

หรือแม้แต่ "ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" สมัยก่อนเรียกกรมสังฆการี นี่ก็ไม่เอาผู้รู้ทางวัดวาอาราม เคยบวชเคยเรียนเป็นเปรียญ เข้าไปบริหาร เอาใครก็ไม่รู้ แม้กระทั่ง "ผู้หญิง" เข้าไปนั่งเป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคม ประทานโทษเถิด แค่เวทีมวยลุมพินีเขายังไม่ให้สตรีขึ้นเลย แต่นี่กลับให้สตรีเข้าไปคุมที่ประชุม มส. มันก็บ้าแล้วประเทศไทย เพราะถ้ารัฐบาลบอกว่า "ตั้งสมเด็จช่วงเป็นสังฆราชผิด เพราะไม่ตรงกับแนวทางของรัฐบาล" ก็ขอถามว่า "การตั้งรัฐมนตรีกำกับสำนักพุทธฯ ก็ดี ตั้งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็ดี" ไม่ผิดยิ่งกว่าหรือ ?

 

นี่ไง ที่ไม่อยากโลกสวย หรือมโน ว่า ถ้าตั้งสังฆราชโดยพระบรมราชโองการเพียวๆ แล้ว จะสามารถแก้ปัญหาพระศาสนาได้ เพราะนั่นมันแค่หัว ส่วนตัวหรืออวัยวะอื่นใดนั้น ยังไม่ได้เปลี่ยน เหมือนมีคั่วกลิ้ง แต่คุณอยากจะให้เป็นผัดกะเพรา ก็ทำง่ายๆ แค่โยนกะเพราะใส่หน้าคั่วกลิ้ง แล้วมันจะเป็นผัดกะเพราได้อย่างไร ก็ขำกลิ้งซีฮะ !

 

ปัญหาที่เป็นเช่นทุกวันนี้น่ะ ถ้าจะพูดให้ตรงประเด็นแบบไม่เกรงใจใครแล้ว ก็ต้องบอกว่า "แม้แต่นายกรัฐมนตรีก็ไม่เข้าใจในเรื่องศาสนา" ท่านอาจจะมีศรัทธามาก ซึ่งก็ต้องสาธุว่าดี แต่ที่ยังคงเป็นปัญหาก็คือความรู้ความเข้าใจในทางพระศาสนา เพราะเห็นว่ายัง "แก้ปัญหา" ผิดทิศผิดทางอยู่ ทั้งๆ ที่เวลาเหลือน้อยลงทุกที ถ้ามหาเถรสมาคม ซึ่งเป็น "องคมนตรีทางศาสนา" ไม่เป็นที่น่าไว้วางใจในการปรึกษาหารือ ก็ขอถามว่า "ในการบริหารกิจการพระศาสนาของรัฐบาลปัจจุบัน มีใครเป็นที่ปรึกษาพระศาสนาบ้าง"

 

อย่างที่ข่าวเสนอว่า "ตัดอำนาจ มส." ออกไปน่ะ ถามว่าทำอย่างนี้ผิดไหม จะตั้งใครให้มาปกครองสงฆ์โดยที่พระสงฆ์ไม่รับรู้รับทราบเลยหรือ มีหลักการที่ไหนในโลก ความจริงแล้วต้องพูดว่า "เพิ่มอำนาจ มส." คือเพิ่มตัวเลือกให้ มส. ได้พิจารณา มิใช่จำกัดเฉพาะ "อาวุโสโดยสมณศักดิ์" เท่านั้น นั่นพอฟังได้

 

 

 




84 สนช. เข้าชื่อแก้ กม.คณะสงฆ์ ให้กษัตริย์สถานปนาพระสังฆราช ตัดอำนาจ มส.

 

 

 

โฆษกวิป สนช. เผย 84 สนช. เข้าชื่อแก้ กม. คณะสงฆ์หวังผ่าทางตันแก้ปัญหาขัดแย้ง ให้ พระมหากษัตริย์สถานปนาสมเด็จพระสังฆราช พร้อมตัดอำนาจ มส. เสนอชื่อ ไม่ทราบเกิดแรงกระเพื่อมหรือไม่ แต่ย้ำ กม. ต้องรีบทำ


วันนี้ (27 ธ.ค.) นพ.เจตน์ ศิรธรานท์ โฆษกวิป สนช. แถลงภายหลังการประชุม ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาวาระการเข้าชื่อของสมาชิก สนช. จำนวน 84 คน เพี่อเสนอแก้ไข พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ฉบับปี พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 ในมาตรา 7 เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช โดยให้ยกเลิกข้อบัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช" โดยแก้ไขเป็น "พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ" ซึ่งเป็นข้อบัญญัติเดิมของมาตรา 7 ใน พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505
       
นพ.เจตน์ กล่าวว่า โดยคณะกรรมาธิการการศาสนาและศิลปวัฒนธรรม ที่มี พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ให้เหตุผลการเสนอแก้ไขดังกล่าวได้รับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องมาแล้ว และเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชที่ผ่านมา รวมถึงกลับไปใช้ความเดิมตามโบราณราชประเพณี ที่เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ. นี้
จะเสนอเข้าที่ประชุม สนช. ในวันที่ 29 ธ.ค. นี้ ซึ่งจากการประสานงานไปยังรัฐบาล ทาง ครม. จะส่ง นายออมสิน ชีวพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เข้าร่วมประชุม เพื่อพิจารณารับเรื่องไปศึกษา ส่วนจะส่งเรื่องกลับมาให้ทาง สนช. เมื่อไหร่อย่างไรขึ้นอยู่ทาง ครม. แต่คาดว่าจะเข้าสู่ที่ประชุม สนช. ได้ภายหลังปีใหม่
       
เมื่อถามว่า แสดงว่า ตัดขั้นตอนการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชของมหาเถรสมาคมออกไปใช่หรือไม่

 

นพ.เจตน์ กล่าวว่า หากดูตามถ้อยคำจะเป็นลักษณะนั้น คือ ตัดตอนของมหาเถรสมาคมออกไป ถือเป็นการผ่าทางตันปัญหา แต่ทั้งนี้ คงต้องดูการศึกษาของคณะกรรมาธิการ และ ครม. อีกครั้งว่าเป็นอย่างไร
       
ส่วนความเป็นไปได้ที่จะพิจารณา 3
วาระรวด โฆษกวิป สนช. กล่าวว่า ที่ประชุมวิป สนช. ยังไม่ได้กำหนดจะพิจารณาอย่างไร แต่จะต้องทำโดยเร็ว เมื่อถามว่าเกรงหรือไม่ว่าจะเกิดแรงต่อต้านจากผู้ที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากกฎหมายเดิมใช้มาเป็นเวลานาน นพ.เจตน์ กล่าวว่า คงต้องสื่อ ตนไม่ทราบว่าจะเกิดแรงกระเพื่อมหรือไม่ แต่ว่ากฎหมายต้องรีบทำ ผู้สื่อข่าวถามว่า หากกฎหมายใหม่ยังไม่มีการประกาศใช้แสดงว่าจะยังไม่มีการตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่หรือไม่ นพ.เจตน์ ตอบว่า ถ้าจะตั้งก่อนกฎหมายบังคับใช้ก็ได้ แต่หากกฎหมายเสร็จแล้วจึงจะมีผลใช้บังคับ

 

 

 

 

 ข่าว : ผู้จัดการ : 28 ธันวาคม 2559

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264