คุ้มครอง หรือ ควบคุม ?

 

เจ้าคุณประสารถามสวนทางปืน

กรณีออก ม.44 ปรามทุกศาสนาอย่าสร้างความขัดแย้ง

 

 

 

อา..! รายการ "ภาษาไทยวันละคำ" วันนี้ มีศัพท์ใหม่ทางศาสนาและการเมืองให้ตีความอีกแล้ว มันก็น่าจะเหมือนการใช้วาทะ "เจริญพุทธมนต์" นั่นแหละ มีคนเขาถามแซ่ดว่า "เจริญพุทธมนต์หรือว่าปลุกม็อบ" ถามไปถามมา เจ้าคุณประสารก็ตอบโดยปริยายว่า "อาตมามีเจตนาบริสุทธิ์"  ดิ อินโนเซ๊นต์ เรียกพี่เลยฮ่ะ !

 

วันนี้ เจ้าคุณประสาร ถูกล้อมกรอบบ้าง ก็ออกมาถามรัฐบาล เหมือนตัวเองเคยถูกถามตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าการเจริญพุทธมนต์ รอบ 2 จะยังไม่เกิด หรืออาจจะไม่มีโอกาสเกิดเลยก็เป็นได้ เพราะวันที่ 5 ธันวาคม นี้ ก็จะมีพระรุ่นใหม่ "เดินแถวเข้าวัง" ไปรับพัดอีกชุดใหญ่ ข่าวแว่วว่า "บัญชีนี้ จะมีจำนวนถึง 89 หรือไม่ก็ 99 รูป" ช่วงนี้กำลังจะรวมบัญชี โควต้าของ มจร. ก็ผ่านไปแล้ว เหลือตำแหน่งเดียว คือ สมเด็จพระราชาคณะ ซึ่งต้องรอให้ผ่านงานพระราชทานเพลิงศพ "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์-วัดสุทัศน์" ไปก่อน ซึ่งมีกำหนดการออกมาแล้วว่า "วันที่ 3 กันยายน ศกนี้" หลังจากนั้น มหกรรมโอลิมปิก "ชิงพัดยศสมเด็จพระราชาคณะ" ก็จะระเบิดเถิดเทิง เจ้าคุณประสารจะร้องจะรำอย่างไรก็คงไม่มีใครสนใจ เพราะสวรรค์นิพพานของพระสงฆ์ไทยมันอยู่ที่ตรงนั้น

 

นับดูให้ดี ปีนี้จะมีบัญชีพระราชาคณะ (เจ้าคุณ) ผ่านมือ "บิ๊กตู่" ถึงเกือบๆ 200 รูป ไม่นับพระครูอีกหลายพัน ถ้าอยู่ต่อเนื่องไปอีกซัก 3-5 ปี รับรองว่า คสช. "กินรวบ" ไว้หมดแน่ อยากเข้าป่าหรือว่าอยากเข้าวัง ก็ถามใจตัวเองให้ดีนะครับ ท่านประสาร ?

 

 

 

 

 

 

ขอถามสักคำยังขุ่นข้อง ทุ่งกระโจมทอง..ไหงมีสองใจ ?

 

 

 

 

วิเคราะห์คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 49/2559 เรื่อง มาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่างๆ ในประเทศไทย

 

ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีดังกล่าวในเรื่องนี้ ถ้ามองดูเพียงผิวเผินก็ดูจะเป็นเรื่องที่ดี ที่ฝ่ายรัฐจะเข้ามาช่วยให้กิจการภายในระหว่างศาสนาทุกศาสนามีความสัมพันธ์ในทางที่ดีขึ้น

 

ในอีกแง่มุมหนึ่ง ระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา คณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการพิทักษ์ปกป้องพระพุทธศาสนา พยายามผลักดันแนวทางปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนามาโดยตลอดนั้น บัดนี้ แนวทางทั้งหมดดังกล่าวทั้ง 4 ด้านนั้น ถูกผลักดันให้เขียนลงไปในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ผ่าน ประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏในมาตราที่ 67 เป็นการย่อยการปฏิรูปทั้ง 4 ด้านของคณะกรรมการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาทั้งหมดลงไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างกระชับที่สุด และถือว่าเป็นความสำเร็จของคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและพิทักษ์พระพุทธศาสนา

 

 

ส่วนในข้อที่ 4 ในข้อเสนอแนะของคณะกรรมการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ในเรื่องของฝ่ายอาณาจักรต้องเข้ามาช่วยฝ่ายศาสนจักรนั้น มาปรากฏชัดเป็นรูปธรรมจับต้องสัมผัสได้ก็คือ การใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ที่ 44 ในครั้งนี้

 

 

ต้องถามตรงๆ ว่า จะเข้ามาช่วยในการอุปถัมภ์คุ้มครอง หรือการทำความเข้าใจระหว่างศาสนา  หรือว่าเจตนาของรัฐตรงกับเจตนาของคณะกรรมการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ในการเข้ามาควบคุมกิจการภายในของศาสนา

 

 

โดยเฉพาะคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เช่น การให้ประชาชนมีส่วนร่วม การมีมาตรการป้องกันและแก้ไข ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ดูจะสอดรับกันโดยบังเอิญเหลือเกิน รวมทั้งการให้องค์กรพุทธ โดยเฉพาะศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ต้องรายงานกิจกรรม ประวัติและความเป็นมาเพื่อส่งให้หน่วยงานของรัฐโดยด่วน

 

ทั้งหลายทั้งปวงจะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จและความพยายาม ของคณะกรรมการปฏิรูปกิจการและมาตรการพิทักษ์ปกป้องพระพุทธศาสนา ในการยืมมืออำนาจรัฐเข้ามาจัดการกิจการภายในของศาสนา โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่คณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนาหรือไม่น่าสนใจยิ่ง

 

สำหรับในศาสนาอื่นนั้นคงไม่มีผลกระทบใดๆ เพราะรัฐไม่สามารถเข้าไปยุ่มย่ามภายในกิจการของเขาได้เหมือนในพระพุทธศาสนา

 

แต่ถ้าจะมองในเจตนาที่เป็นกุศลของฝ่ายรัฐ ทำไมศาสนาอื่นๆ (ที่พวกเราในฐานะนักบวชต่างศาสนากลับไม่มีความรู้สึกว่าขณะนี้มีปัญหาอะไรมากมายด้านศาสนา ถึงขนาดจะต้องออกคำสั่งในอำนาจพิเศษมากมายเพียงนี้) เมื่อมีการเรียกร้องใดๆ จากเพื่อนร่วมกันในอีก 4 ศาสนา ภาครัฐจะต้องสนองตอบในทันทีทันใดขนาดนั้นเชียวหรือ เพราะขณะนี้สังคมก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าใครเป็นผู้ร้อง ร้องเรื่องอะไร สาระสำคัญปรากฏจริงตามคำร้องหรือไม่

 

แต่ที่แน่นอนที่สุดที่ปรากฏเห็นอย่างแจ่มชัดคือ มีเหตุอะไรที่เร่งด่วนด้านศาสนา จึงต้องสั่งการให้รายงานผลในทุก 3 เดือน อะไรจะเป็นเหตุเป็นผลให้ต้องเข้มข้นถึงขนาดนั้น อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงช่วยตอบคำตอบให้กระจ่างที และขอถามต่อไปอีกว่าขณะนี้ภาครัฐมีความสงสัยหรือหวาดระแวงอะไรเป็นพิเศษในกลุ่มพี่น้องชาวพุทธหรือไม่ เพราะเวลานี้มีการสั่งการถึงขนาดว่าต้องให้องค์กรของชาวพุทธในบางองค์กรต้องรายงานอะไรต่อมิอะไรภายในองค์กรให้หน่วยงานของรัฐทราบโดยด่วน

 

ในเวลานี้ถ้าจะมองในอีกแง่มุมหนึ่งว่า รัฐพยายามสนองตอบในการอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนาในทางที่ดีขึ้น ให้ความเป็นธรรมในทุกศาสนานั้น แล้วเหตุการณ์ที่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องในหลายๆ เรื่อง หลายกรณีพร้อมกันทั่วประเทศนั้นจะตอบคำถามเหล่านี้ว่าอย่างไร เช่น ขอให้ออกกฎหมายนมัสการสังเวชนียสถาน 4 แห่ง กฎหมายธนาคารพระพุทธศาสนา กฎหมายอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา เป็นต้น หรือแม้แต่การเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะเพื่อเสนอโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญ ก็ไม่เห็นมีท่าทีที่จะอ่อนน้อม ห่วงใย เอาใจใส่จากภาครัฐเหมือนในกรณีที่เร่งออกคำสั่งพิเศษนี้เลย ไม่เห็นเลยจริงๆ นอกจากท่าทีที่แข็งกร้าว ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ไร้ความเคารพยำเกรง อนิจจา

 

กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา เราชาวพุทธต้องอดทน เข้มแข็งและสามัคคีกันไว้ เพื่ออนาคตของพระพุทธศาสนาบนผืนแผ่นดินไทย พวกเราต้องช่วยกันรักษาพระศาสนาไว้เพื่อเป็นสมบัติสืบทอดไปสู่ลูกหลานรุ่นต่อๆ ไปของพวกเรา ตราบนานเท่านาน

 

พระเมธีธรรมาจารย์
‪#เจ้าคุณประสาร
23
สิงหาคม 2559

 

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คเจ้าคุณประสาร : 23 สิงหาคม 2559

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264