เปิดเกมส์ !

 

 

 

เจ้าคุณเบอร์ลิน "เขี่ยลูก" หลังสงกรานต์

 

เริ่มมหกรรมกีฬาสีเหลืองทอง vs สีขี้ม้า

 

สไนเปอร์ส่องห้องกระจกวัดบวร

 

 

สำทับนิ่มๆ

 

"งานนี้กูเอาจริง"

 

 

เตือนแรง

"ระวังระดับสมเด็จติดคุก"

 

เรื่องอะไร เรื่องเดียว คือ เงิน พ่ะย่ะค่ะ !

 

 

 

 

อา..ฟังคำโฆษณาหนังเรื่อง "มือที่มองไม่เห็น" แล้ว เสียวแทนใครหลายคน โดยเฉพาะคนโตๆ ที่นั่งโก้อยู่หลังตู้กระจกวัดบวร หรือไม่ก็คนโตๆ แถวๆ คลองสาม เพราะไฮโลว์มีแค่ "สูง" กับ "ต่ำ" เท่านั้น งานนี้ไม่มีเจ๊า ไม่ชนะก็ต้องเจ๊งบ๊งสถานเดียว !

 

 

 

 

 

 

 

พระราชญาณกวี (ปิยโสภณ)

 

 

 

 

ถามว่า ที่มาที่ไปมันเป็นอย่างไร อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ในฐานะที่เก็บข้อมูลเรื่องนี้ไว้พอประมาณ ก็ขอเล่าโดยสังเขปว่า เรื่องมันก็มาจากสำนวน "สตรีผู้จับด้ามหอก" ของพระราชญาณกวี ป.ธ.9 เจ้าของนามปากกา "ปิยโสภณ" แห่งวัดพระรามเก้ากาญจนาภิเษก ซึ่งเคยเป็นศิษย์ "ก้นกุฏิ" ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชมาก่อน แถมด้วยตำแหน่ง "ผู้ช่วยเลขาพระสังฆราช" สมัยนั้นสมเด็จพระสังฆราชเสด็จแห่งไหน ใครๆ ก็ต้องเห็นท่าน "ปิยโสภณ" ตามเสด็จไปด้วยทุกแห่ง เหมือนตุ๊แป๊ะกับสมเด็จช่วงในสมัยนี้แหละ แต่ท่านปิยโสภณต้องถูกฤทธิ์ของห้องกระจกอย่างแรง ถึงกับกระเด็นกระดอนออกจากวัดบวร ไปสังกัดวัดป่าชัยรังษีของหลวงตาจันทน์อยู่พักหนึ่ง ก่อนสตรีผู้มีศักดิ์จะส่งไปเรียนที่ยุโรป ครั้นจบแล้วกลับเมืองไทยก็ไม่สามารถเข้าวัดบวรได้อีก เพราะมีสตรีผู้นี้ "ขวางคลองอยู่" จึงต้องเลี่ยงไปสังกัดวัดพระรามเก้ามาจนกระทั่งปัจจุบัน ถ้ายังอยู่วัดบวร ป่านนี้ ปิยโสภณ "ติดชั้นเทพ" เป็นอย่างต่ำไปแล้ว เผลอๆ ถึงชั้นธรรมควบอธิการบดี มมร. ต่ถามว่าทุกอย่างมัน พพค. พังเพราะใคร ?

 

 

"ปิยโสภณ" ถือว่าเป็น "คนใน" ที่รู้เห็นในพฤติกรรมของห้องกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่อง "พระลิขิต" ที่นำมาเล่นกันจนบานปลายกลายเป็นปัญหาโลกแตกในปัจจุบัน ปิยโสภณ "เชื่อว่า" น่าจะมีขบวนการทำลายพระศาสนา (รวมทั้งทำลายธรรมกาย) โดยผู้ที่ไม่ปรากฏ เห็นแต่มือ ยื่นหอกให้คนโน้นคนนี้คอยทิ่มแทงกัน วันนี้น่าจะถึงเวลา "ชำระบัญชี" กับเจ้าของมือนั้นได้แล้ว เพราะสิ้นสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชไปแล้ว ไม่มีอะไรต้องเกรงใจกันอีกต่อไป

 

 

เจ้าคุณเบอร์ลินยังใช้กล้องส่องทางไกลจากยอดหอเอนเมืองปิซ่าทราบว่า ใช่แต่ "สตรีผู้ถือหอก" เท่านั้น แต่ในห้องกระจกวัดบวรนั้น ยังมีอีกหลายดวงวิญญาณ ทั้งดวงวิญญาณ "ชั้นเทพ-รองสมเด็จ-เจ้าคุณแขก" แถมด้วยสุดยอด คือ "ชั้นสมเด็จ" ซึ่งรอเก็บส้มหล่นจากทางวัดปากน้ำอย่างใจเย็นเป็นน้ำแข็งอีกด้วย จึงเตือนแรงว่า จะโดนคาร์บอมตายหมู่ทั้งบางลำพู ถ้าไม่อยู่ในอาการอันสงบ Please !

 

 

วิธีการบอมพ์นั้นก็ไม่ยาก มืออาชีพระดับนี้เขามีวิธีดัดแปลงระเบิดแสวงเครื่องได้สารพัด ที่ง่ายที่สุดก็คือ ใช้ชนวนเก่าที่พุทธะอิสระยื่นให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณที่รัฐบาลถวายแด่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อทรงใช้ในพระกรณียกิจตามตำแหน่ง เป้าหมายคือทำลายสมเด็จวัดปากน้ำ ลามปามไปถึงสมเด็จวัดสระเกศ สองพระมหาเถระฝ่ายมหานิกายที่ไปไม่ถึงดวงดาวซักที เพราะเข้าคิวกันนั่งเก้าอี้ "ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" มา 2 รูปซ้อนแล้ว !

 

 

วิธีการก็คือ จุดชนวนใหม่ขึ้นมา แล้วนำไปต่อเข้ากับระเบิดลูกเดิมของพุทธะอิสระนั่นแหละ เรียกร้องเพิ่มเติม ให้ตรวจสอบว่า ในช่วงที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงพระประชวร ไม่สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ เป็นเวลานานถึง 8-9 ปีนั้น เงินที่รัฐบาลถวายไปปีละกว่า 20 ล้าน รวมแล้วเกือบๆ 300 ล้าน เงินเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน ใครรับ ใครจ่าย จ่ายไปที่ไหน อย่างไร และมีอำนาจอะไรในการจ่าย ?

 

 

โห..ถามแบบนี้ก็ซี้แหงซีคะ เพราะว่าถ้าพบว่ามีการเบิกจ่ายไปโดยไม่มีลายพระหัตถ์สมเด็จพระสังฆราช "รับรอง" ก็จะหนักว่ากรณี "ธัมมชโย" รับเช็ค "คลองจั่น" เสียอีก เพราะนี่เป็นเงินหลวง เหมือนกรณีเจ้าคุณเสนาะ "แค่เชื่อว่าไม่สุจริต" ก็ถูกปลดถูกปลิดจนต้องปลิดชีพตัวเองเพราะอดสูใจ ถามว่าใครจะเป็นรายต่อไป ?

 

 

ถ้าเล่นเรื่องเงินสำเร็จ ต่อไปก็ขยายผลเป็นการ "ล้มลิขิต" สมเด็จพระสังฆราช กรณีธรรมกาย ว่ามิใช่ของจริง ! โดยยกพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช กรณีตั้ง "พระราชรัตนมงคล-มนตรี อภิมนฺติโก" ศิษย์ก้นกุฏิของสมเด็จพระญาณสังวรอีกรูปหนึ่ง ให้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ในเดือนธันวาคม ปี พ.ศ.2546 ซึ่งสุดท้าย "พระเทพสารเวที-บุญยนต์ ปุญฺญาคโม" เลขาธิการในสมเด็จพระสังฆราช จึงต้อง "ดึงเรื่องกลับ" ส่งผลให้ "พระบัญชา" ฉบับนั้นเป็นหมันไป ไม่เห็นมีใครเอาไปฟ้องว่า "มหาเถรสมาคมขัดบัญชาสมเด็จพระสังฆราช" เลย นี่แหละเป็นคดีตัวอย่าง หรือจะเรียกว่านำร่องก็ตามแต่ แต่ว่าเป้าหมายอยู่ตรงนี้

 

 

ทีนี้ ถ้าตรวจสอบย้อนกลับไปอีกก็จะพบว่า พระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช กรณีธรรมกายและพระธัมมชโย ทุกฉบับ ย้ำ ! ทุกฉบับ ได้รับการรับรอง โดย..พระราชรัตนมงคล ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเพียง "ผู้ช่วยเลขาธิการ" ในสมเด็จพระสังฆราช ขณะที่ พระเทพสารเวที เลขาธิการตัวจริงนั้นไม่เคยรับรองพระลิขิตเลย เป็นเรื่องแปลกแต่จริง !

 

กรณีนี้แหละที่ทาง "สหายเบอร์ลิน" จะทำพิธี "หักหอก" ทะลวงห้องกระจก ปลดปล่อยวิญญาณชั้นเทพ ชั้นรองสมเด็จ สมเด็จ รวมทั้งวิญญาณแขก ให้ท้องแตกตายกันเป็นเบือ

 

เสียดายนิดเดียวว่า ถึงจะมีข่าวเป็นระยะว่า "พระลิขิตปลอม" แต่สุดท้าย "มหาเถรสมาคม" อันมี "สมเด็จเกี่ยว" วัดสระเกศ เป็นประธาน ได้ยอมรับว่าเป็นของจริง และออกมติให้ดำเนินการ "นิคหกรรม" แก่พระธัมมชโย ซึ่ง "สมเด็จช่วง" ก็เป็นหนึ่งในผู้รับรองพระลิขิตดังกล่าวด้วย เรื่องมันเลย "ขัดแย้งกัน" ดังนี้แหละพ่ะย่ะค่ะ ยกเว้นเสียแต่ว่า เจ้าคุณเบอร์ลินจะมี "ทีเด็ด" ระดับหมัดเดียวสลบ อย่างนี้จึงค่อยเชื่อได้

 

 

ส่วนท่าน "ปิยโสภณ" หากล้างแค้นเจ้าแม่ห้องกระจก ไล่วิญญาณแขกพ้นวัดบวรนิเวศเสร็จแล้ว คงจะกลับคืนถิ่นเก่าได้ เพราะถึงตอนนั้น วัดบวรก็ไม่มีใครแล้ว เป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ พอๆ กับมหาภารตะ เลยทีเดียว !

 

ทางออกสุดท้ายคืออะไร ?

 

 

ตอบว่า ก็ง่ายๆ แค่ให้ใครในห้องกระจก "สั่ง" ไปยังวัดอ้อน้อย ให้หยุดทำลายสมเด็จช่วง และให้กลไกการแต่งตั้งพระสังฆราชดำเนินการต่อไป หมายถึงว่า สมเด็จช่วงต้องได้เป็นสังฆราช ไม่งั้นใครหน้าไหนก็อย่าแหยม ขืนแหยมก็..ยโสธร อิอิ !

 

แหล่งข้อมูล : เจ้าคุณจิตติก์อ้างว่า ข้อมูลที่ตัวเองได้มานั้น "ลับสุดยอด" ต้องระดับอธิบดีกรมตำรวจเท่านั้นถึงมีโอกาสได้เห็น แสดงว่าคนที่เห็นและนำมาให้เจ้าคุณจิตติก์ก็ต้อง "ใหญ่กว่า" อธิบดีกรมตำรวจ งานนี้ถ้าเป็นจริงดังคำขู่ ก็รับรองว่าเอกสารชุดนี้จะดังกว่า..ปานามา เปเปอร์ส !

 

 

ปล. มีคนฝากมาว่า วันหลัง เจ้าคุณเบอร์ลิน เขียนสั้นๆ บ้างก็ได้ เอาให้มันกระชับและเข้าใจง่ายหน่อย เขียนวนไปเวียนมา อ่านแล้วเวียนหัว !

 

 

 

 

 

พระโสภณพุทธิวิเทศ (จิตติ ญาณชโย) วัดพุทธาราม เบอร์ลิน เยอรมันนี

 

 

ยุทธศาสตร์ผิดพลาด อาจล้มทั้งกระดาน : กลุ่มด้านสังฆราชแตกคอ /พลาดครั้งใหญ่ หลังพุทธอิสระ ทำโดยพลการ ขั้นสติแตก บุก สตง. ยื่นสอบเงินอุดหนุนสังฆราช.

 

 


 

 

- ประเด็นเงินอุดหนุนสังฆราชฯ นี้ ในขณะนี้กำลังร้อนแรงในสังคมไทย.

- น่าจะร้อนยิ่งกว่าอากาศร้อนเดือนสงกรานต์เสียอีก.

- ดังนั้น โพสต์ครั้งนี้ อาจเป็นการปิดฝาโลงของแก๊งค์ชั่ว หรือดับอนาคตของใครบางคนไปเลยก็ได้นะครับ.

- โปรดพิจารณาอ่านจนจบนะครับ.
 


 

ประเด็นสำคัญในโพสต์วันนี้ คือ

- เงินอุดหนุนพระสังฆราช/ สตง.

- พระลิขิต/DSI - ปปช.
 

 

- ในโพสต์ครั้งนี้ ครั้งแรกผมคิดจะแยกเป็น 2 - 3 โพสต์ แต่เกรงจะไม่ต่อเนื่อง.

- ดังนั้น เพื่อความสมบูรณ์ และสะดวกในการสืบค้น ต่อเนื่อง ผมจึงขออนุญาตนำมารวมกันไปเลยนะครับ.

- จึงยาวเลยงวดนี้ แต่ค่อยๆพักสายตาไปเรื่อย ๆ นะครับ แล้วท่านจะได้รับทราบเรื่องราว แบบครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด.
 


 

- ก็ไม่อยากจะบอกว่า ก็ขนาดคนอ่านยังเหนื่อย แล้วคนเขียนจะขนาดไหน แฮม....เดียวจะหาว่าอ้อนแม่ยก (แต่ตาลายจริงๆ ครับ ในบางครั้ง).

- แต่เหนื่อยแค่นี้ ผมว่าแค่ จิ๊บ ๆ ครับ.

- เพราะงานป้องพระศาสนาสำคัญกว่าเยอะ ตัวผมไม่เคยมีคำว่าเหนื่อยใดๆเลยครับ.

- ทุกวันนี้ผมเอง ตัดภาระกิจแทบทั้งหมด มาอุทิศตนแบบ "ซัดกะมันลูกเดียว".

- ขอให้อย่าเพิ่งเหนื่อยกันนะครับ มาอ่าน มาเขียน มาลุย กับ แก๊งค์คนโฉดต่อไปด้วยกันนะครับ "บุญทั้งนั้น".

- คือในช่วงสงกรานต์ ผมไม่ได้ไปไหน เพราะที่นี่กิจกรรม ได้เสร็จไปตั้งแต่วันที่ 10 เมษา คราวที่ ท่านทูต นงนุชมาเป็นประธานไปแล้ว.

- ช่วงนั้นผม และทีมงาน จึงตั้งใจเขียนโพสต์นี้ออกมาเป็นพิเศษครับ.

- รอให้ทุกท่านฉลองสงกรานต์ไปก่อน แล้วเราก็กลับมาสู่ปกติชีวิตกันเช่นเดิมนะครับ.

- นั่นคือ งานปกป้องภัยพระศาสนาร่วมกัน.
 


 

เริ่มเรื่อง

 

 

- กลุ่มต้านสังฆราชส่อแตกคอ หลังกำหนดยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดมหันต์ นำมาซึ่งความผิดพลาดครั้งใหญ่.

- นั้นก็คือ เมื่อ พุทธอิสระ ได้คิด และดำเนินการโดยพลการ แบบสติแตก.

- บุกยื่นเรื่อง เพื่อให้ สตง. ตรวจสอบเงินพระสังฆราช ในช่วงที่สมเด็จญาณทรงประชวร ก่อนสิ้นพระชนม์.

- งานนึ้ จึงนับเป็นความผิดพลาด ทางยุทธศาสตร์ ครั้งสำคัญแบบไม่น่าให้อภัยเลยที่เดียว.

 

 

การดำเนินการโดยไม่ปรึกษาใครในครั้งนี้

- ได้สร้างบาดแผลอันแสนเจ็บปวด ให้กับพุทธอิสระโดยตรง และเป็นเหตุให้พรรคพวกร่วมขบวนการ ต้องหาวิธีแก้เกมส์ และต้องปรับแผนการณ์อย่างกระทันหัน.

- จนเกิดอาการ รวน และอาการเซ ทั้งองค์พยาคพ.

- "หัวหน้า" เริ่ม หงุดหงิด คิดหนัก และ น่าจะทำการประเมินให้ราคา ต่อพุทธอิสระ กันใหม่อีกรอบในเร็วๆนี้.

- ดังนั้น ณ วันนี้ สถานะภาพของ พุทธอิสระ.

- จึงเป็นเหมือนดัง อีแร้งแก่ๆ ตัวหนึ่ง ที่มีกลิ่นเหม็บสาบ ฟุ้งไปทั้วบ้านทั่วเมือง เป็นตัวประหลาด ที่นายรังเกียจ ไม่อยากเข้าใกล้ ไม่อยากคบหา และไม่อยากจะใช้งานอีกต่อไป.

- ไม่หลงเหลือความเป็นพญาราชสีห์ที่อ้างบ้าๆ อะไรนี่ อีกต่อไป.

- ส่ออาจจะถึงตัดหางปล่อยวัด ปลดระวางไปเลย.

- เพราะหมดความจำเป็น ทั้งยังจะกลายเป็นตัวซวย ตัวนำหายนะมาสู่ กลุ่มของตนได้ทุกเมื่อ.
 


 

- หากท่านใด ได้ติดตามโพสต์ของผม และข่าวจากสื่อทั่วไป ก็ไม่ต้องแปลกใจ ว่า...

- เหตุไร พุทธอิสระ จึงเกิดอาการรวนเซอย่างหนัก และไม่เดินตามยุทธศาสตร์ของการยื่นหนังสือ เพื่อตรวจสอบเงินอุดหนุนพระสังฆราช เกือบ 300 ล้านต่อไป.

- ซึ่งตามปกติแล้ว ถ้าตามสูตรที่แกใช้มาตลอด ก็คือ..

"การปฏิบัติการเก็บเรื่องที่ยื่น เพื่อเลี้ยงกระแสสังคม".

- นั้นก็คือ..

- หลังจากยื่นให้ สตง. ตรวจสอบไปแล้ว.

- จากนั้น ตามแผน แกก็จะทอดเวลาไว้ระยะหนึ่ง.

- ทำนองอ้างว่า ติดตามความคืบหน้า ให้เวลาทำงานพร้อมตีกินทางสื่อ.

- แล้วก็ขู่ระรานฝ่ายตรงข้ามไปในตัว ทั้งที่มีแต่น้ำ หาเนื้อหาสาระอะไรไม่ได้เลย.

- จากนั้น จึงเดินตามขั้นตอนต่อไป ก็คือ ..

- เดินนำสื่อไปยื่นหนังสือ เพื่อขอทวงถาม สตง. ว่า..

ได้ดำเนินการตรวจสอบไปถึงไหนแล้ว.
 


 

- แต่ปรากฏว่า กับเรื่องนี้ นับจนถึงวันนี้ กี่วันมาแล้วก็ไปนับเอาเอง.

- พุทธอิสระ ก็ยังไม่กล้า ที่จะเดินไปยื่นหนังสือ.

- เพื่อทวงถาม ถึงความคืบหน้า ในการตรวจสอบเงิน 300 ล้าน กับ สตง. ดังเช่นที่ผ่านๆ มาใดๆ ทั้งสิ้น.

- ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยของพุทธอิสระ อย่างไม่น่าเชื่อ.

- ทั้งยังมีพฤติกรรม ที่พยายามบ่ายเบี่ยง หลีกเลี่ยง ที่จะพูดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา เรียกว่าหุบปากสนิทไปเลยก็ว่าได้.
 

หากไปทวงถามจะเกิดอะไรขึ้น

-เหตุผลสั้นๆ สำคัญ ก็เพราะว่า หากทวงถาม.

- ก็อาจเท่ากับเร่งวันให้นายตัวเองเข้าไป "ใกล้คุก" เข้าไปทุกขณะ นั้นเอง.
 

- วันนี้ พุทธอิสระ จึงจำต้อง จำทนแบกรับ กับ ความหนักอกหนักใจเอาไว้ แบบกลืนเลือดตัวเอง ด้วยสีหน้าหมองคล้ำ ทำนอง

"ร้องให้ไม่ออก ทั้งหัวเราะก็ไม่ได้" ฉะนั้น.

 


- เพราะหากหยุดแค่นี้ ไม่เดินหน้าต่อไป.

- ก็จะถูกตราหน้าว่า พญาราชสีห์แห่งเวทีแจ้งวัฒนะ คงจะต้องเสียหมา (อาจเสียมานานแล้ว) และถูกมวลศิษย์เหยียดหยาม.

- แต่หากเดินหน้าไปจี้ให้ สตง. ตรวจสอบต่อไป ใคร ๆ ก็มองเห็นว่า..

"ประตูคุกก็เปิดรอรับ นายของตน เร็วยิ่งขึ้นไปเท่านั้น".

- นี่คือ สถานะภาพของพญาราชสีห์ขี้เรื้อน ที่หมดสภาพไร้ค่ากับนาย ในตอนนี้.

 

- ให้ไปพากันนึกสภาพจิตใจ และร่างกายของพุทธอิสระดูกันเอาเอง ก็แล้วกันนะครับว่า แกจะแสนบอบช้ำเช่นไรกับเหตุการณ์ที่แกพลาดครั้งนี้.


 

- ดังนั้น ในวันสงกรานต์ปีใหม่ ที่ผ่านมา วันที่คนทั่วไทยเขามีความสุขฉลองกัน.

- แต่ที่อ้อน้อย กลับตรงข้าม เกือบจะได้จัดงานศพหลวงปู่ตนเอง ไม่เรียกว่า"กรรมกำลังสนอง จะเรียกว่าอะไรครับ".

- ข่าวรายงานว่า วันนั้น พุทธอิสระ แก

"ฉลองสงกรานต์ด้วย คิ้วแตกเลือดออก เพราะหน้ามืดแข้งขาหมดแรงเอาดื้อ ๆ แกอ้างว่าอากาศร้อนจัด จึงได้หน้ามืด ทำให้หกล้ม หัวทิ่ม คิ้วแตก".

- อันวันมงคลของคนไทยแบบนี้.

- แต่กลับมีเกิดเหตุอัปมงคลขึ้นกับพุทธอิสระ โบราณเขาถือว่า "รางร้ายหายนะกำลังมาเยือน"

- เขาเรียกตามภาษาโหร ว่า "เสาร์ทับลัคกาจับโลง" ทำนายว่า "ชะตาขาด".
 


 

- ยังไงก็ขออย่าเพิ่งเป็นอะไรนะครับ เพราะผม....

"เห็นยังไม่ได้สะสางดีเบตพระลิขิตและเงิน 300 ล้านกับ ดร.เมธาพันธุ์ ให้เห็นดำเห็นแดงกันเลย".

- ประชาชนเขารอฟังอยู่ นะครับ.
 


 

- ก็น่าเห็นใจแหละครับ คงจะเนื่องจากเครียดหนัก ที่ถูกนายวีนจนวัดเกือบจะแตก กับกรณีสติแตกบุก สตง. ไปยื่นหนังสือตรวจสอบเงินสังฆราชนั้นแหละครับ.

- ไม่ใช่เรื่องสมบุกสมบัน ในการทำงานหนักพักผ่อนน้อยดังที่อ้างอะไรหรอก.

- ยังไงก็ขออย่าเพิ่งเป็นอะไรนะครับ "เรื่องยังไม่ได้สะสางเรื่องนี้กันเลย เป็นห่วงครับ (อีกรอบ)".
 


 

- ข่าววงในผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดวัดบวร ได้แจ้งมาถึงเบอร์ลิน ในช่วงก่อนวันสงกรานต์ เกี่ยวกับเรื่องสติแตกของพุทธอิสระในครั้งนี้ ว่า ...

"สาส์นลับที่สุด จากบุคคลลึกลับ ได้เดินทางออกจากห้องกระจกไปยังวัดอ้อน้อย แล้วไปโยนใส่หน้า "ยื่นคำขาด"

เพื่อให้ยุติการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ทันที".

"เหตุเกิดหลังพุทธอิสระเดินทางกลับจาก สตง ในแทบจะทันทีทันใด".

 


 

- คงนี่กระมัง ที่เป็นเหตุใหญ่ ที่ทำให้พุทธอิสระอยู่ในสภาพมอมโรคอมทุกข์ ทั้งกายใจ แบบสาหัสสากรรจ์.

- ศักดิ์ศรีที่สะสมมานานสูญหายหมดสิ้น.

- ดังนั้น แกจึงช๊อค และต้องหยุดชะงัก แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย อย่างที่เห็น.

- ไม่งั้น คงไม่มีใครสามารถหยุดพญาราชสีห์แห่งเวทีแจ้งวัฒนะได้แน่ เพราะใคร ๆ ก็รู้ฤทธิ์มุทะลุคนคนนี้ดี.

- ซึ่งนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้พญาราชสีห์แห่งเวทีแจ้งวัฒนะ ถึงกับต้องกลืนเลือดตัวเอง มีสภาพเป็นเสือลำบาก บาดเจ็บหนัก จนแทบสิ้นลาย.

- เพราะการทำงานพลาดครั้งใหญ่ในครั้งนี้นั้นเอง.
 


 

- เพราะเหนือสิ่งอื่นใด ณ วันนี้ หลักฐานต่างๆ มากมาย เกี่ยวกับความโสมมของแก๊งค์ชั่วที่หยิบออกมาเล่นงานสมเด็จช่วง และคณะสงฆ์อยู่นี้.

- ได้ออกจากแหล่งต้นทาง ผ่านกำแพงนครเบอร์ลิน และมาถึงมือเจ้าคุณเบอร์ลิน แทบจะเรียกว่า เกือบจะทั้งหมด ไปเรียบร้อยแล้ว.

- ทั้งนี้มิใช่ผมมีฤทธิ์เดชอะไรหรอกครับ เป็นแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ทั้งพระและคน เขาสุดจะทนกับพฤติกรรมเหลือบศาสนานึ้กันมานาน แล้ว.

- ซึ่งนับวันจะมึแต่เหิมเกริมระรานทำลายคณะสงฆ์ไปทั่วไม่รู้จักสำนึกสักที จึงทนกันไม่ไหว.

- สวรรค์ก็ดันส่ง เจ้าคุณเบอร์ลิน มาพอดิบพอดี ก็เลยซัดกันเละดังที่เห็นนี้แหละครับ.
 


 

ตรงนี้ขอแทรกว่า

อยากจะบอกสื่อไปยังพวกคิดไม่ดีกับผมว่า ..

 

"อย่าพยายามมาเกเรอะไรกับผมใหัเสียเวลาเลยนะครับ"

 

- เพราะว่า อันยุคนี้สมัยนี้ มันเป็นยุคดิจิตอลแล้ว.

- ดังนั้น การเก็บเอกสารหรือความลับนั้น.

- มันไม่เหมือนยุค 1000 กว่าปี ที่จะได้บันทึกลงบนหนังแกะหรือใส่กระบอกไม้ไผ่ไว้แล้วนะครับ.

- นั้นคือ อยากจะบอกว่า หากใครคิดชั่ว จะมาปิดปากหรือ "เก็บ"เจ้าคุณเบอร์ลิน แล้วคิดว่า ..

"เรื่องความลับ และเอกสารต่างๆ ที่มีอยู่ที่ผมจำนวนมากนั้น มันจะหายสาบสูญไปด้วยนั้น".

- อันนี้เลิกคิดนะครับ จะได้ไม่เสียเวลามาจัดการกับผม.

- เรื่องแค่นี้ ผมคงไม่โง่ ที่จะมาเก็บเรื่องสำคัญไว้ในที่ที่เดียวหรอกครับ ผมเตือนตนเสมอว่า ..

"งานนี้ประมาทไม่ได้ และต้องเอาจริง"

- ดังนั้น เอกสารจึงถูกถ่ายเทเก็บไว้อย่างดี และบางขิ้นผมได้สั่งให้แปลเป็นเยอรมัน และส่งแนบเรื่องต่างๆ ไปอยู่ที่หน่วยงานเยอรมันและอียูด้วยครับ.
 


 

- เพราะชัดเจนว่า ..

 

ในจำนวนเอกสารมากมายหลายสิบแผ่น นั้น.

- อาจมีสำเนาต้นขั้วเช็คย้อนหลังเงินพระสังฆราชครั้งละ 23 ล้าน จำนวน 4 ครั้ง เป็นเงิน จำนวน 92 ล้าน ถูกถวายผ่านเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ก็เป็นได้ (ระะวังไว้ดี /ผมเอาจริง).

- หากพุทธอิสระ นึกอยากจะดูข้อมูลว่าตรงกับที่เจ้าคุณเบอร์ลินมีไหม ก็ให้ไปขอดูที่ห้องกระจกวัดบวรเอาเอง.

- แต่อย่ามาคาดคั้นเอาข้อมูลจากเจ้าคุณเบอร์ลิน และอย่าท้าเจ้าคุณเบอร์ลินเชียวนะว่า ..

"ถ้ามึงมีจริง ก็เปิดเผยมาเลยสิโว้ย
กูเห็นแต่ขู่กูฟ่อๆ อยู่นั่นแหละ
กูจะประสาทแดกแล้ว".

- มาว่าเขาขู่ "แล้วมึง จะกลัวทำห่าอะไรละครับ".
 


 

- เพราะหากไม่ถึงเวลาจำเป็น และจวนตัว เจ้าคุณเบอร์ลินไม่เปิดเผยในที่สาธารณะแน่.

- เรื่องวีรกรรมห้องกระจกนี้ ผมจะบอกสังคมให้ทราบว่า ..

"เอกสารสำคัญๆ ได้ถูกเก็บไว้ที่ หน่วยงานตำรวจ (ไม่บอกว่า ตร.ไหน) และผู้ที่จะเซ็นเอาออกมาได้ มีเพียงคนเดียวคือ ผบ.ตร. เท่านั้น".

- แต่ที่ผมก็ดันมีกับเขามีด้วยครับ.

- แบบนี้ ไม่เรียกว่าเป็นบุญพระศาสนา แล้วจะเรียกว่าอะไรครับ ไม่เช่นนั้นคนพาลมันคงเหยียบคณะสงฆ์จมดินไปนานแล้ว.
 


 

- ผมจะขอบอกเอาบุญวันสงกรานต์สักหน่อยแบบภาษลูกทุ่งๆ เพื่อร่วมฉลองประเพณีปีใหม่ไทยโบราณๆ ว่า..

"งานนี้ พวกมึงพลาดครั้งใหญ่ให้กูแล้ว
กูขอให้หยุดทำชั่วเสียทีนะคุณเอ้ย

บาปบุญคุณโทษถูกผิดก็รู้อยู่เต็มอก
(เตือนครั้งที่เท่าไรก็จำไม่ไม่ได้แล้ว)

ก่อนที่จะสายเกินแก้

กูไม่ได้สนใจพวกมึงมากนักหรอก
แต่กูเห็นแก่พระศาสนา

แก่ชาติโดยส่วนรวม
เพราะบ้านเมืองบอบช้ำมากเกินแล้ว

ก็เพราะความคิดเอาแต่ได้ของพวกมึงนีแหละ
มันมากเหลือเกินแล้วนะครับ

สุดที่คนในสังคมเขาจะรับพวกมึงกันได้เแล้ว"
 


 

หากไม่หยุด ผลอะไรจะตามมา
 

 

- "แต่ถ้าพวกมึงไม่หยุด แสดงว่าพวกมึงชั่วในกมลสันดาน กูซัดมึงแหลกแน่ กูไม่สนใจใดๆเกี่ยวกับตัวกูหรอก งานนี้กูเอาจริงแน่ อาจารย์มึงกูก็ไม่เว้น"

- "ให้พวกมึงไปตั้งหลักกันให้ดีๆ ก็แล้ว

 

 


ปี 2559 อาจมี รองสมเด็จ สมเด็จพระราชาคณะ ใน นิกายเคร่งครัดของเถรวาทไทย กลายเป็นผู้ต้องหาคดีอาญา ข้อหาร่วมกันโกงกินเงินหลวงก็ได้


อย่าท้ากูก็แล้วกัน !

 

 


 

 

- ที่จริง หากให้ผมวิเคราะห์การที่พุทธอิสระไปยื่นหนังสือ สตง. นอกจากแกจะไร้สติแล้ว.

- แก ก็คงไม่ได้หวังผลอะไรมากนักหรอก อาจแค่ให้กองเชียร์สะใจเท่านั้น.

- หรือก็แค่เป็นการแสดงให้เห็นว่ามีการเคลื่อนไหวอยู่เท่านั้น.

- หรืออาจจะเพื่อจะได้เบิกเงินได้.
 


 

- แต่ผลสะท้อนหลังจากนั้น มันยิ่งกว่าสึนามิ.

- โดยตัวพุทธอิสระแกก็คาดไม่ถึง เพราะแทนที่จะได้เช็คบิลฝ่ายตรงข้าม แต่ดันจะผลักอาจารย์ตัวเองไปเข้าคุกเสียเองเสียงั้น.
 


 

- อีกอย่างก็เพื่อเป็นการสร้างกระแสข่าวไม่ให้หยุดนิ่ง เป็นการชงเรื่อง.

- แล้วให้นักข่าวฝ่ายตนตีข่าวให้เกิดความเสียหายแก่วงการคณะสงฆ์เท่านั้น.

 


 

- ถ้าใครอยากรู้จัก นักข่าวที่ถูกจัดตั้งให้สร้างเรื่องชั่วในพระศาสนา นั้น ว่ามีใครบ้าง.

- วงการคนทำข่าวชี้ว่า ก็ให้ดูหน้าในวันที่พุทธอิสระไป สตง.จะเห็นนักข่าวที่ถูกจัดตั้งมาทั้งนั้น.

- เรื่องนี้นักข่าวสาย สตง. ที่เขาประจำที่นั้น เขาต่างเอือมระอากับพวกนักข่าวชั่วสายพุทธอิสระกันทั้งนั้น.

- เขาแจ้งกับผมตั้งแต่คราวนั้นมาว่า ..

"เจ้าคุณครับ ที่ออกข่าวไปวันพุทธอิสระไป สตง.ไม่ใช่พวกผมนะครับ"

"เป็นนักข่าวพวกมันจัดตั้งกันมาทั้งนั้น.

- กลุ่มผมยังสังเกตดูเหมือนท่านผู้ว่า สตง. จะแจ้งพุทธอิสระว่า ...

"จะให้ตอบเลยไหม ว่า ..จะดำเนินการตรวจสอบอย่างเต็มที่ ไม่ต้องกลัวเสื่อมพระเกียรติ"

- แต่พุทธอิสระกลับตอบท่านผู้ว่า สตง. ไปว่า ..

"ไม่ต้องๆ ยังไม่ต้องตอบอะไร แค่มายื่นหนังสือ "

- ถามว่า "ในโลกนึ้ คนพันธุ์นี้ มันยังมีหลงเหลืออยู่อีกหรือครับ".

 


 

- จากนั้น พุทธอิสระ ก็ชวนนักข่าวไปนั่งแถลงข่าว พวกผมก็งงว่า "มันคืออะไร".

- ทั้งหมดนี้คือคำพูดนักข่าวประจำ สตง. ที่เขามาเล่าให้ฟัง แบบระอาๆ ทั้งคนมายื่นทั้งนักข่าวจัดตั้ง.
 

เวรกรรมนักข่าวจริงๆ

 

- ผมจะบอกนักข่าวพวกนี้ ไว้ ให้จงจำคำพูดของผม ชื่อเจ้าคุณเบอร์ลินไว้ ว่า

"อย่าเอาแต่สนุกกุข่าวชั่วให้พระศาสนามัวหมอง อยู่เลย".

- เพราะมันจะเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม คือ ประสบกรรมทันตาเห็น.

- วันหนึ่งข้างหน้า ท่านจะประสบชะตากรรมที่แสนเจ็บปวด เป็นโรคร้าย ถูกใส่ความ ทรัพย์สมบัติสูญหาย ตายอย่างทารุณ.

- สมดังที่พระพุทธดำรัสของพระพุทธองค์ที่ทรงสอนไว้มีคคิเป็นหนึ่ง ไม่มีสอง.

- บอกไว้ก่อน ตรงนี้ พวกนักข่าวทั้งหลาย อย่าเป็นเครื่องมือให้กับผู้ถือหอก อย่าถูกพุทธอิสระหลอกใช้ .

- อย่าได้ล้อเล่นกับกรรม หากไม่เขื่อผม ก็คงช่วยพวกท่านได้เพียงแนะนำได้เท่านี้แหละครับ.
 


 

มาเข้าเรื่องสาระหลัก

 

 

ปปช.

 

- เมื่อคนชั่วเดินเกมส์ตรวจเงินพระสังฆราชที่ สตง. ผิดพลาดครั้งนี้ไปแล้ว.

- สุดท้ายก็หันไปใช้บริการ ป.ป.ช. ให้มาตัดสิน พระลิขิต อีกรอบ ทำเหมือนหมดเกมส์เล่นไปทุกวัน.

- แต่ใช่ว่าจะง่ายๆ ดังที่คิด.

- เพราะก็ต้องมาติดพระลิขิตฉบับสุดท้ายเข้าอย่างจัง.

- พระลิขิตนั้นคือ การที่มีการขอให้เจ้าคุณชั้นราช เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม หรือ มส.
 


 

- ลิขิตฉบับสุดท้ายนี้ เป็นเรื่องที่ถือว่า เป็นบทสรุปของขบวนการพระลิขิตปลอมทั้งหมด.

- ที่หยิบขึ้นมาเมื่อไร ก็วงแตก เมื่อนั้น.

- ในวงการคณะสงฆ์ เขาเรียกพระลิขิตฉบับนี้ว่า "พระลิขิตอัปยศ"
 


 

- เพราะหลังจากที่พระลิขิตฉบับนี้ เดินทางมาถึงที่ประชุม มส.

- ก็ได้สร้างความอดสูใจให้แก่พระสงฆ์ทั้งปวงที่เคารพ และเทิดทูลสมเด็จพระสังฆราช ว่า..

"ทำไมคนพวกนี้ อยู่ข้างๆ พระองค์ท่าน แต่กลับทำเรื่องปู้ยี่ปู้ยำกันได้ถึงขนาดนี้"
 


 

- วันนี้ตัวผมชื่อ เจ้าคุณเบอร์ลิน ที่ไม่ใช่คนดีเด่นอะไร แต่ก็ไม่เลวร้ายถึงขนาดอ้างตัวเป็นพระ นุ่งห่มจีวร แต่ดันเลวเกินขีด ไปกินนอนอยู่ในม็อบการเมือง.

 

- ผมจึงขอเตือน ไปยัง ป.ป.ช. ว่า ..

- ถ้าท่านไม่อยากเสียคนเหมือน ผู้ตรวจการแผ่นดิน เหมือนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเหมือนดีเอสไอ.

- ซึ่งก็มีสภาพเหมือนตัวตลกสังคมคนดีไปแล้วทุกวันนี้ เพราะหลงไปเชื่อคนพาลนั้นละก็.


 

- ผมก็ขอให้ท่าน จงได้เลิกล้มความคิด ที่จะใช้พระลิขิตเป็นเครื่องมือจัดการสมเด็จช่วงเสีย โดยทันทีนับแต่วันนี้เป็นต้นไป.

 

 

- นับแต่ในวันที่มาได้ยินเสียงเตือนของผมนี้แหละครับ.

- แล้วก็ให้เงี่ยโสตลงสดับคำเจ้าคุณเบอร์ลินให้ดีๆ แล้วท่านจะแจ้งด้วยเหตุผลที่เป็นความจริงล้วนๆ.

- ขอยืนยันว่า ด้วยกุศลเจตนาทั้งสิ้น.


 


 

โยงเรื่องราว เพื่อความชัดเจน

จึงขอย้อน นำทุกท่าน ไปเยี่ยม ผู้ตรวจการแผ่นดิน อีกรอบ
 

ด้วยวิธีย้อนศร ให้ทำงานเพื่อแผ่นดินสมดังอ้าง

หากยังอยากจะรักษามาตรฐานตนไว้.

 

- คงจำกันได้ เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ผู้ตรวจการแผ่นดิน.

- ใช้อำนาจนอกเหนือหน้าที่ ไปทำการวินิจฉัยมติ มส.

- ในเรื่องเสนอนามพระมหาเถระ เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ว่า เป็นมติที่ผิด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย.

- ปรากฏว่า การกระทำดังกล่าว ได้สร้างความมึนงงคลางแคลงใจ ให้แก่พุทธบริษัททั้งประเทศ ว่า ..

"มันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ มีใครอยู่เบื้องหลังคอยสั่งการหรือไม่ จึงกล้าลุแก่อำนาจกันได้ถึงขนาดนี้".
 


 

- เห็นอย่างนี้แล้ว ในวันนี้ เจ้าคุณเบอร์ลิน จึงได้ขอเสนอ "ทฤษฎีโยนเผือกร้อน"

- เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัย ดูสิว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินจะวินิจฉัยว่าอย่างไร.

- เบื้องต้นโดยควรจะมีผู้ไปร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ช่วยวินิจฉัยเรื่องร้อน 2 เรื่อง คือ

เรื่องที่ 1

- ให้ไปร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยว่า

"การที่คณะกรรมการอิสลาม ได้เสนอแต่งตั้งจุฬาราชมนตรี ท่านที่ผ่านมา โดยไม่ได้เริ่มต้นจากนายกรัฐมนตรี เช่นนี้นั้น...

- "เป็นการดำเนินการผิดขั้นตอนหรือไม่".

- หากโยนเรื่องนี้เข้าไปให้ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยท่านจะทำเช่นไร ผมรับรองตายอย่างเขียดโดนรถทับ กันทั้งสำนักงานแน่ๆ.
 


 

- ก็ทำไมละครับ ผมเห็นชอบร้อนรนทุรนทุราย ที่เรียกว่ากรรมหนัก ลุแก่อำนาจกันนัก.

- ผมก็ว่าควรรับของร้อนไปกอดไว้ให้สังคมอีกเรื่องไปเสียเลย.

- ก็ไหนว่าทำงานเพื่อแผ่นดินกัน ก็ควรทำแบบทดแทนภาษีเงินหลวงให้เต็มที่.
 

- แต่หากผู้ตรวจการแผ่นดินไม่รับวินิจฉัยเรื่องนี้ แต่ถ้าเรื่องพุทธศาสนาโดดใส่ทันทีละก็.

- จะด้วยตกอยู่ในภยาคติ อะไรก็ตาม.

- ก็อาจจะถูกร้องผิด ม. 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ได้.

- จะเอากันอย่างนี้ใช่ไหม?

- ก็เอากันอย่างนี้ ก็ควรถูกสังคมช่วยกันจัดให้หนักไปเลย.
 


 

เรื่องที่ 2

 

- ให้ไปร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัย ว่า ..

"เลขานุการพระสังฆราชนั้น มีอำนาจในการเบิกจ่ายเงินสมเด็จพระสังฆราช ได้หรือไม่".

- ขอยื่นให้เพียงแค่ ๒ เรื่องเท่านี้ก่อน.
 

- ผมเชื่อว่า หากมีคนไปยื่นทั้ง 2 เรื่องนี้ แก่ ผู้ตรวจการแผ่นดินละก็.

- ผู้ว่าการตรวจการแผ่นดิน คงแทบยุบหน่วยงานแห่งนี้หนีเลยที่เดียว.
 

- เพราะจะทำให้ผู้ตรวจการแผ่นดินอึดอัดใจชนิดมองฟ้าไร้คำตอบ ครั้นก้มมองดินยิ่งมึนหนัก.

- เพราะนี่เป็นเรื่องร้อน ที่แทบจะเผาสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ไหม้เกรียมไปเลยที่เดียว.
 

ค่อยๆ ประติดประต่อเรื่องดีๆ นะครับผม.
 

- ดังนั้น จึงเป็นที่ชัดเจนว่า เมื่อแก๊งค์ชั่วนี้ ใช้ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้ผล.

- ก็จึงหันไปใช้บริการ ดีเอสไอ อีกรอบ.

- แต่เมื่อพอดีเอสไอทำงานไม่ได้ผลเช่นกัน.

- สุดท้ายไม้สุดท้ายตอนนี้ ที่จะพอพึ่งได้ ก็คือ อัยการ.
 


 

- ดังนั้น ต่อมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อธิบดีดีเอสไอ จึงได้เรียกอธิบดีกรมอัยการมาปรึกษา.

- เพื่อจะให้รับฟ้องรถโบราณสมเด็จช่วงให้ได้.

- แต่ไม่เป็นดังหวัง เพราะทางอัยการเขาก็ยืนยันว่า "มันฟ้องไม่ได้".

- ฟ้องไปเขาก็เป็นคนผิดกฎหมายเสียเอง.

- หากถูกฟ้องกลับจะทำอย่างไร.
 


 

- แต่ยังไม่หยุด ขบวนการชั่วก็ไม่ลดความพยายาม.

- ยังคงตั้งหน้าตั้งตาขะยั้นขะยอ จะให้อัยการฟ้อง หลวงพ่อสมเด็จช่วงให้ได้ โดยตั้งธงไว้ว่า..

"แค่ขอให้แค่รับฟ้องไว้ก่อนเท่านั้น ก็ยังดี"
 

- ดูจิตใจคนชั่วมันคิดซิครับ.
 

- แต่ก็ยังนับว่าพระสยามเทวาธิราชที่คุ้มครองแผ่นไทย และพระศาสนา ท่านทรงธรรม ไม่เล่นด้วยกับแก๊งค์ชั่ว.

- ดังนั้น คราวนั้น อัยการเขา จึงไม่เล่นด้วย.

- จึงต้องหยุดเรื่องรถโบราณไว้ก่อนชั่วคราวโดยปริยาย.
 


 

จิ๊กซอมาที่ ปปช.

 

พยายามทำขั่วไม่ลดละ เป้าหมาย ปปช.

- ความมานะทำกรรมชั่วต่อไป ของแก๊งค์นี้ ก็คือ ได้วางแผนเบนเป้าหมาย คือ หวังพึ่ง ปปช.

- ในวันนี้ ขบวนการชั่ว จึงหันไปใช้บริการ ป.ป.ช. เพื่อให้มาเล่นงาน มหาเถรสมาคม อีกครั้ง.

- แต่เบื้องต้น งานนึ้ ไม่หมู อย่างที่ที่คิด ครับ คือ ไอ้ที่หวังจะเอาขี้ ม. 157 มาป้าย.มส. ให้จมดินนั้น.

- ผมขอสั้น ๆ ว่า ขอให้ผ่าน เจ้าคุณเบอร์ลิน ไปให้ได้ก่อนแล้วกันครับ.

- จึงค่อยคิดงานใหญ่เล่นงานถึง มส.
 


 

ผมไม่ได้โอ่ตัว แต่เชิญตามมาดูในข้อกฏหมาย.

 

เหตุผลที่เตือน ปปช.

-เจ้าคุณเบอร์ลิน ขอตอบแบบชัดเจนว่า..

" ป.ป.ช. รับสอบ ม .157 มส. ไม่ได้โดยประการทั้งปวงนะครับ".
 

- ผมขอให้ ปปช. กรุณามาอ่านผมตรงนี้เสียก่อน จะได้ไม่เสียเวลาในเรื่องนี้.

 


 

ขอสรุปมาเป็น 3 ประการนะครับ

 

มาฟังเหตุผลว่าเพราะเหตุไร

 

ประการที่ 1

- ปปช.มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำผิดเกี่ยวกับการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือกระทำการทุจริตฯ

- แต่ พระผู้มีอำนาจ ในการปกครองทางสงฆ์ ตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะหน เจ้าคณะภาค - จังหวัด - อำเภอฯถึงเจ้าอาวาส นั้น.

- แม้ตาม ม.45 แห่ง พรบ.สงฆ์ จะกำหนดให้เป็นเจ้าพนักงานฯ.

- แต่ ปปช. เคยวินิจฉัยไม่รับดำเนินคดีกับพระมาแล้ว.

- เพราะถือว่า พระไม่ใช่ เจ้าพนักงานที่ ปปช.จะรับไว้ดำเนินคดี ไม่อยู่ในความหมายของ คำว่า เจ้าพนักงานตาม กม.ปปช.

- เนื่องจากพระ ไม่ได้รับเงินเดือนจากงบประมาณของแผ่นดิน ปปช. ไม่จึงรับดำเนินคดี .
 


 

- นี่ปปช. เคยทำมาแล้ว ทำมาเมื่อไร ไว้อย่างไร ไปหาเอาที่หน่วยงานท่านะแหละ.

- เอาแค่นี้ก่อนนะครับ เพราะมันไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรมากมาย.

- ผมชี้เท่านี้ ระดับ ปปช. คงตรวจค้นสืบค้นเรื่องนี้ได้ไม่ยากครับ.
 

อย่าตีกินแบบพุทธอิสระอีกเลย (เน้นว่า อีกเลย เพราะทำกันหลายครั้งมาแล้ว)
 


 

- ดังนั้น การที่ DSI ส่งเรื่องให้ ปปช.ดำเนินคดีกับกรรมการมหาเถรสมาคม จึงเป็นความโง่ อย่างยิ่งของDSI เอง.

- ก็อย่างที่สังคมเขาปรามาสไว้นั่นแหละว่า ดีเอสไอ เป็นที่รวมตำรวจไร้อนาคตทั้งนั้น.

- เพราะตำรวจพวกนี้ไม่ชอบอ่านกฏหมาย จึงไม่มีโอกาสเจริญในเส้นทางตำรวจ เลยขอย้ายมาอยู่ที่ ดีเอสไอ จริงเท็จอย่างไร ก็ดูผลงานที่ผ่านมากันเอาเอง.

- สุดท้ายแล้วยัง(เสือก) ไม่รู้จักอ่านกฏหมายของตัวเองเสียอีก.

- เอาเฉพาะเรื่องพระนี่ ก็พลาดแล้วพลาดอีก ซ้ำซาก จนชื่อเสียงกรมนี้ จนป่นปี้ไปหมดแล้ว.

- ผมไม่อยากพูดมากหรอกครับ เดียวจะหาว่าพระอคติ ไปคิดเอาเองต่อแล้วกัน จากนี้ว่าจะทำไงกันดี.

 


 

คำถามสำคัญ (อดทนอ่านให้จบนะครับ)

 

- นอกจากนั้น ยังมีปัญหาว่า ..

"ที่ให้ดำเนินคดีกับกรรมการมหาเถรฯ นั้น"

 

- ขอถามว่า...

"เป็นกรรมการ มหาเถรฯ ชุด ปัจจุบันเท่านั้น (บางรูปเพิ่มเข้ามาใหม่) หรือกรรมการมหาเถร ชุดปี '42 ด้วย แยกหรือรวมกัน"

 

- เพราะหากเป็นชุดปี 42 นั้น ก็คงมรณภาพไปหลายองค์แล้ว รวมทั้งองค์สมเด็จพระญานสังวรด้วย.

- ปัญหาโลกแตกมัยครับ หน่วยราชการไทยไทยดันมาคบคนพาลคนเมือง เรื่องมันถึงวุ่น พาลจะพากันลงนรกทุกวัน.
 


 

- ขอให้หน่วยราชการที่เอ่ยๆ มาทั้งหมดนี้ ไปคิดหาคำตอบกันนะครับว่า ..

"ไอ้ที่เจ้าคุณเบอร์ลินอุตส่าห์แยกแยะนำให้ฟังมาทั้งหมดแต่ต้นนั้น มันพอจะเข้ากะโหลกบ้างหรือเปล่า".

(ชักอ่อนใจกับพวกบื้อจริงๆ).
 


 

- เป็นไงครับ พอจะมองภาพออกไหม สำหรับปัญหาที่มันวุ่นวายทุกวันนี้ว่า ..

"มันมาไงและเป็นไงกันแน่"

- จริงๆ มันไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเล้ยยย.

- พระสงฆ์ท่านก็อยู่กันปกติสุขทั่วสังฆมณฑลดีมาตลอด เป็นมากว่า 100ๆ ปีแล้ว อยู่คู่กับแผ่นดินไทยมายาวนาน.

- ก็มายุคปัจจุบันนี้แหละ ที่ได้เกิดขบวนการแก๊งค์ชั่วขึ้นมา และมันก็สร้างปัญหาให้สังคมป่วนรายวันได้ ไม่หยุดไม่หย่อน.

- ซ้ำรัฐบาลเองก็ดันมาถือหางเสียอีก บ้านเมืองจึงป่วนขึ้นมาอย่างที่เห็น.

 


 

- คิดดูครับก็แค่จากเรื่องไม่มี คนพาลมันก็สร้างมีขึ้นมาจนได้.

- จากเรื่องไม่เป็นเรื่อง มันเสกจนเป็นเรื่องราวใหญ่โต ทั้งยังไปลากหน่วยงานรัฐมาเกี่ยวข้องมากมายอีกด้วย.

อ้อยจะเข้าปากช้าง ดันเอา คานมาสอด

- ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ก็ดูเหมือนมี "ธง" ที่จะต้องจัดการสมเด็จฯ ช่วง ให้ได้ เท่านั้นแหละไม่มีอะไรหรอกครับ.
 

- แต่ไอ้ที่หวังว่า จะง่าย ๆ แบบหมูในอวย อ้อยจะเข้าปากช้างอยู่ล่อมล่ออยู่แล้วเชี่ยว.

- จู่ๆ ก็ดันเกิดมี "เจ้าคุณเบอร์ลิน" มาโผล่ขวางทางชะงั้น.

- ซึ่งก็คงต้องโทษสวรรค์ ที่ดันถีบส่ง "เจ้าคุณเบอร์ลิน" ให้มาเกิดพอดีกับยุคนี้ แบบไม่คาดคิด.

- เพื่อมาจัดขวางแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเสียงั้นแหละ.

- เรื่องมันถึงบานไม่หุบมาถึงทุกวันนี้.
 

- ฝ่ายบ้ามันจึงแค้นผมมาทุกวันนี้อย่างหนัก.

- ผมคิดว่า หากมีโอกาสเขาคงไม่ยกลูกสาวให้ผมหรอกงานนี้.

- มีแต่คิดหาวิธีว่า จะต้องฝังผมอย่างเดียว ทุกวัน นะแหละ.

- ผมรู้ตัวครับ หากมันกินผมได้ มันคงกินไปนานแล้ว.
- เพราะทำมันพังเสียหายไปมาก.
 

- เพราะมันคงไม่คิดว่าไอ้เจ้าคุณเบอร์ลิน จะดันทำให้ยุ่งอีนุงตุงนัง ไปหมด พวกชั่วมันก็เลยทำอะไรไม่ค่อยถนัดนัก.

- และไอ้นิสัยผมเจ้าคุณเบอร์ลิน ก็ดันเสือกไปสอดรู้สอดเห็นเรื่องของชาวบ้านเขาไปหมดทุกเรื่องอีกด้วย.

- งานนี้ ก็เลยสนุกกันหนักขึ้นไปอีกหลายขีด.

- ยิ่งกว่า"เพชรพระอุมา" ของพนมเทียน อย่างที่เห็นนะแหละครับ.

 


 

ประการที่ 2.

- ตอบสั้นๆ เกี่ยวกับคำว่า" พระลิขิต" (หมายถึงของแท้).

- พระลิขิต ไม่ใช่หรือมีความหมายว่าเป็น" พระบัญชา "หรือ"พระวินิจฉัย" แน่นอน.

- พระลิขิต เป็นการเขียนข้อความตามความคิดของพระองค์เอง.

- หากเขียนข้อความตามความคิดออกมา ก็เรียกว่า " พระลิขิต" .

- หากพูดออกจากปากก็อาจเรียกได้ว่าเป็น" คำสอน".

- ส่วนคำว่า " พระบัญชา" เป็นคำสั่ง.

- ในคำสั่งนั้น ในทางโลก ก็จะต้อง มีเหตุมีผล ที่มาของคำสั่งอยู่ด้วย.

- ซึ่งอาจเรียกในส่วนนั้นว่า " พระวินิจฉัย".
 


 

- ที่สำคัญที่สุด พระบัญชา และคำวินิจฉัย นั้นๆ จะต้องเป็นไปตามกฎหมายฯ จะขัดกฎหมายหรือกฎมหาเถรสมาคมไม่ได้เด็ดขาด.

- พระบัญชาและพระวินิจฉัย จึงต้องชอบด้วยกฎหมายตาม ม.8.

- จึงสรุปว่า เกี่ยวกับ คำว่า "พระลิขิต"นี้ .

- จึงไม่ใช่คำสั่งที่เรียกว่า พระบัญชาหรือพระวินิจฉัย แน่นอน .


 

ยืนยันเรื่องคำเหล่านี้ได้ว่า..

 

- เรื่องคำนี้ ท่านวิษณุฯ รองนายกฯ ปัจจุบัน เคยมีความเห็นไว้แล้วว่า ..

"คำว่า "พระลิขิต" เป็นความเห็น ไม่ใช่พระบัญชา".
 


 

ประการที่ 3.

- สุดท้าย ขอยืนยันอีกครั้งว่า ปปช.ไม่มีอำนาจรับเรื่องนี้ไว้ เพื่อดำเนินคดีกับกรรมการมหาเถรสมาคม ตามที่ DSI เสนอไปให้พ้นตัว อย่างแน่นอน.

- เพราะกรรมการมหาเถรสมาคม แม้จะมีสถานะเป็น "เจ้าพนักงาน" ตาม ม.45 แห่ง พรบ.คณะสงฆ์ ก็ตาม.

- แต่ไม่เป็นเจ้าพนักงานที่ ป.ป.ช.จะรับไว้พิจารณาดำเนินคดีได้ .

- เพราะ ปปช.เคยวินิจฉัย ไม่รับดำเนินคดีพระที่เป็นเจ้าพนักงานตาม พรบ.สงฆ์ เป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว.
 


 

สุดท้ายก่อนจบ

 

- ขอจบเรื่อง ผู้ตรวจการแผ่นดิน สตง. ปปช. ดีเอสไอ เงินอุดหนุนฯ พระลิขิต ไว้แบบนี้ก่อนนะครับ.

- วันนี้ร่วมฉลองวันสงกรานต์ พาทุกท่านไปรดน้ำดำหัว กับทุก  หน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องไปจนครบเลย ถือว่า"รวดเดียวจบ ครบทุกประการ".

 

- แต่ใครอย่าเผลอตระกะ หยามใจมากินเหยื่อที่เจ้าคุณเบอร์ลินวางล่อไว้นี้ง่ายๆ นะครับ ขอบอกเสียก่อน.
 


 

- ไอ้ที่ดูเหมือนไม่มีอะไรนี้แหละ พูดเรื่อยๆ นี้แหละ ระวังไว้ดีๆ ก็แล้วกัน.

- เพราะมันน่ากลัวยิ่งกว่า"เหมือนมีอะไรเสียอีก".

- ขืนไม่ระวังอีกละก็ เป็นได้ปากฉีกแน่ๆ งานนี้ ชื่อเจ้าคุณเบอร์ลิน ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยนะครับ "เตือนไว้ก่อน เฉพาะพวกคนพาล".

- หากใครกล้า คิอจะลองของ ก็ก้าวมางับได้เลย.

- พวกใจเสาะ ถอยออกไปให้ไกล ๆ.

 

 

 

 

โชคดีมีชัยทุกท่านครับ

เจ้าคุณเบอร์ลิน 14.04.2016

 

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คเจ้าคุณเบอร์ลิน : 15 เมษายน 2559

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264