มจร.ส่วนภูมิภาคกระเพื่อม !

 

พระพรหมบัณฑิตตวัดปากกาเซ็น

แต่งตั้ง "รก.รองอธิการบดี" ทั่วไทย

 

มีเซอร์ไพรซ์หลายตำแหน่ง อาทิเช่น

 

 

 

 

 

 

ซ้าย : พระสุธีวรญาณ (ณรงค์ จิตฺตโสภโณ ป.ธ.8 Ph.D.) วัดมหาพฤฒาราม กรุงเทพมหานคร รองอธิการบดี มจร. วิทยาเขตนครราชสีมา

 

ขวา : พระราชวรมุนี (พล อาภากโร ป.ธ.9 Ph.D.) วัดสังเวชวิศยาราม กรุงเทพมหานคร คณบดีคณะพุทธศาสตร์

 

 

 

 

 

 

 

ซ้าย : พระราชสิงหวรมุนี (โสภณ โสภโณ น.ธ.เอก ศน.บ. ศศ.ม.) เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่

 

ขวา : พระราชสีมาภรณ์ (วันชัย กนฺตจารี ป.ธ.7 พธ.บ.) รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เจ้าอาวาสวัดบึง อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงาน มจร. วิทยาเขตนครราชสีมา

 

 

 

 

 

ข่าวจาก มจร. รายงานว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.9 Ph.D. ศาสตราจารย์) อธิการบดีมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง "รักษาการรองอธิการบดี มจร." ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 17 ตำแหน่ง แบ่งออกเป็น ส่วนกลาง 8 ตำแหน่ง ส่วนภูมิภาคอีก 9 ตำแหน่ง ทั้งนี้ มีหลายตำแหน่งที่น่าสนใจ ได้แก่

 

1. รองอธิการบดี มจร. วิทยาเขตนครราชสีมา ซึ่งก่อตั้งโดย พระสุธีวรญาณ (ณรงค์ จิตฺติโสภโณ) วัดมหาพฤฒาราม คณาจารย์ มจร. ส่วนกลางรุ่นอาวุโส ทั้งนี้ พระสุธีวรญาณหรือท่านเจ้าคุณณรงค์นั้น เป็นชาวโคราชโดยกำเนิด เมื่อจะก่อตั้ง มจร. ขึ้นมาที่นครราชสีมา จึงได้รับความไว้วางใจให้กลับไปทำงานในบ้านเกิด แต่ในเดือนเมษายน 2557 ที่ผ่านมา เกิดมีใบปลิวต่อต้านท่านเจ้าคุณณรงค์ไม่ให้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี วิทยาเขตนครราชสีมา เป็นสมัยที่ 2 ซึ่งก็ยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด กระแสข่าวถูกกลบไปหลายเวลา จนกระทั่งมีคำสั่งอธิการบดีในวันนี้ ผลปรากฏว่า พระสุธีวรญาณ ไม่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอีกครั้ง ผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งแทนนั้นได้แก่ พระราชสีมาภรณ์ (วันชัย กนฺตจารี ป.ธ.7 พธ.บ.) อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงาน มจร. วิทยาเขตนครราชสีมา พระราชสีมาภรณ์นั้น ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมาอยู่ด้วย การได้รับแต่งตั้งในครั้งนี้ ทางอธิการบดีคงจะพิจารณาแล้วว่า ถ้าหากได้พระที่ไม่มีตำแหน่งทางการปกครองมาเป็นรองอธิการบดี ก็จะมีปัญหา เพราะว่าไม่มีอำนาจ ก็อาจจะมีผู้ต่อต้านเหมือนท่านเจ้าคุณณรงค์ได้ ส่วนท่านเจ้าคุณณรงค์นั้นก็คงอิ่มพอแล้วกับงานที่ทำมาทั้งหมด อายุก็มากถึง 69 ปี ก็คงจะถือโอกาสเกษียนอายุงานลงแต่เพียงเท่านี้

 

2. รองอธิการบดี มจร. ฝ่ายกิจการนิสิต (ส่วนกลาง) ซึ่งก่อนหน้านั้นเป็นของ "พระธรรมปริยัติโมลี" (อาทร อินฺทปญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดบพิตรพิมุข และเจ้าคณะภาค 3 พระธรรมปริยัติโมลีถือว่าเป็นพระสังฆาธิการระดับสูง ที่ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี มจร. มานานมาก ปีนี้อายุ 63 ก็คิดว่าน่าจะพอแล้วกับงานด้านนี้ จึงสละตำแหน่งให้พระรุ่นน้องได้มาทำงานแทน ทั้งนี้ อธิการบดี ได้แต่งตั้งให้ "พระราชวรมุนี ป.ธ.9 Ph.D." หรือเจ้าคุณพล คนเมืองน่าน วัดสังเวชวิศยาราม มาดำรงตำแหน่งแทน โดยพระราชวรมุนีมีตำแหน่งเป็นคณบดี คณะพุทธศาสตร์อยู่แล้วแต่เดิม ถือว่าเป็นการเพิ่มตำแหน่งใหญ่ให้อีกตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งคาดว่า สมัยหน้า พระราชวรมุนีอาจจะสละตำแหน่งคณบดีคณะพุทธศาสตร์ให้แก่อาจารย์ท่านอื่นอีกเช่นกัน เพื่อขยับไปนั่งเก้าอี้ที่ใหญ่กว่า

 

3. รองอธิการบดี มจร. วิทยาเขตเชียงใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นวิทยาเขตสำคัญอันดับ 1 ของ มจร. ส่วนภูมิภาค แต่ก็มีปัญหาคาราคาซังมานานหลายปี นับตั้งแต่ พระครูพิพิธสุตาทร (บุญช่วย สิรินฺธโร Ph.D.) ประสบมรสุมใหญ่หลายระลอก ต้องหลุดทั้งจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสวนดอกพระอารามหลวงและรองอธิการบดี มจร. วิทยาเขตเชียงใหม่ ไปในปี พ.ศ.2553 แล้วนั้น จากนั้น มจร. เชียงใหม่ก็กะปลกกะเปลี้ยเสียแขน เพราะหาพระที่มีความชำนาญด้านวิชาการระดับพระครูบุญช่วยได้ยาก ทั้งนี้ เมื่อปลดพระครูบุญช่วยออกจากตำแหน่งรองอธิการบดีไปแล้ว พระพรหมบัณฑิต ก็ได้แต่งตั้งให้ พระครูโฆษิตปริยัตยาภรณ์ (ธีรพงษ์ สิรินฺธโร ป.ธ.4 พธ.บ. M.A.) วัดป่าแดงมหาวิหาร ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน แต่ก็ยังไม่ลงตัว เพราะว่าแต่เดิมนั้น ตำแหน่งรองอธิการบดี มจร. เชียงใหม่ เป็นของเจ้าอาวาสวัดสวนดอก ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย แต่เมื่อสิ้น "พระอมรเวที-วรรณ เขมจารี" ในปี 2551 แล้ว ก็เกิดปัญหาว่าด้วยตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนี้ ลามไปถึงตำแหน่งรองอธิการบดี มจร. วิทยาเขตเชียงใหม่อีกด้วย โดยเมื่อคณะสงฆ์ได้เลือกให้ "พระศรีสิทธิเมธี-นิมิต สิขรสุวณฺโณ ป.ธ.9) จากวัดท่าตอนพระอารามหลวง เข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสวนดอก ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2553 โดยที่พระครูบุญช่วยก็ยังช่วยงานอยู่ภายในวัด แต่พระครูบุญช่วยเคยดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีมาก่อน ก็เลยเกิดความลักลั่นกัน สุดท้ายทางอธิการบดีจึงได้ตั้งให้ "พระครูโฆษิตปริยัตยาภรณ์" จากวัดป่าแดง เข้ามาดำรงตำแหน่งแทน นัยยะว่าเป็นการขัดตาทัพ ซึ่งก็ขัดอยู่นานจนครบวาระ 4 ปี จึงถึงคราวจำเป็นที่ต้องหาตัวจริงเสียที

 

มาวันนี้ มีคำสั่งอธิการบดี มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) แต่งตั้งให้ พระราชสิงหวรมุนี (โสภณ โสภโณ น.ธ.เอก ศน.บ. ศศ.ม.) เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ เข้ามาดำรงตำแหน่งรักษาการรองอธิการบดี มจร. วิทยาเขตเชียงใหม่ ซึ่งถือว่าน่าสนใจมาก เนื่องจากว่า พระราชสิงหวรมุนีนั้น เป็นศิษย์รุ่นแรกของมหาวิทยาลัย มหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร.) วิทยาเขตล้านนา (วัดเจดีย์หลวง) พูดง่ายก็คือว่า เป็นศิษย์ธรรมยุต ซึ่งเป็นคู่แข่งของ มจร. อันเป็นฝ่ายมหานิกาย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แน่นอนว่าต้องเซอร์ไพรซ์บรรดาคณาจารย์และพระนิสิตนักศึกษา มจร. ทั่วประเทศเป็นอย่างยิ่ง ว่าเชียงใหม่ทั้งเมือง มจร. ซึ่งก่อตั้งมานานถึง 30 ปี และตั้งก่อน มมร. ถึง 6 ปี ไม่มีบุคคลากร (ศิษย์เก่า) ที่มีความรู้ความสามารถแล้วหรือ ถึงได้ไปเอาศิษย์ มมร. มาบริหารกิจการของ มจร. ในระดับสูงสุด

 

ว่าโดยคุณสมบัติ พระราชสิงหวรมุนี หรือท่านเจ้าคุณโสภณนั้น นับว่าเป็นพระหนุ่มมาแรงแห่งยุค แม้จะไร้เปรียญ แต่ก็สามารถยกระดับตัวเองขึ้นเป็นถึง "เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร" พระอารามหลวงอันดับหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ และได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น "ชั้นราช" แถมด้วยตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่อีกหนึ่งเก้าอี้ ที่สำคัญก็คือ เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ สนองงานพระผู้ใหญ่มายาวนานถึง 2 รูป 2 สมัยซ้อน ดังนั้น ถ้าว่าโดยความรู้ความสามารถแล้ว เจ้าคุณโสภณก็ไม่ด้อยกว่าใคร ติดก็แต่เรื่องเดียวคือ เป็นศิษย์ มมร. มิใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของ มจร. แต่เหตุไฉนจึงได้มาบริหารระดับ "สูงสุด" ของ มจร. เชียงใหม่ เป็นเรื่องที่ท่านอธิการบดี คือพระพรหมบัณฑิต ต้องให้คำตอบแก่ศิษย์ มจร. ทั้งเก่าและใหม่ ทั่วไทยและทั่วโลกให้หายข้องใจ แบบว่าต้องเคลียร์ เพราะเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องศักดิ์ศรีของมหาวิทยาลัย อย่าให้ใครเขามองว่า เรียนจบ มจร. โง่กว่า มมร. เพราะว่าเรียนจบ มมร. มีความรู้ความสามารถได้เป็นถึงรองอธิการบดี มจร. แต่เรียนจบ มจร. กลับไม่มีความสามารถจะดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี มมร. ดังนี้เลย

 

ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว มหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) วิทยาเขตล้านนา (วัดเจดีย์หลวง) ก็มีปัญหาไม่ด้อยไปกว่า มจร. ด้วยซ้ำไป เพราะไร้ตัวผู้บริหารในระดับสูง แต่เพราะ มมร. เขาหยิ่งในเกียรติยศและศักดิ์ศรี ถึงจะมี "พระราชสิงหวรมุนี" เป็นศิษย์เก่าอยู่โทนโท่ แต่เขาก็ไม่เอา ต้องไปนิมนต์ "พระราชพิศาลมุนี" จากวัดมกุฏกษัตริยาราม ให้มาเป็นรองอธิการบดี จนถึงปัจจุบันนี้ แค่นี้ก็มองออกแล้วว่า "กึ๋นใครลึกกว่าใคร" ระหว่างมหาวิทยาลัยสงฆ์ของไทยทั้งสองแห่ง

 

 

พระพรหมบัณฑิตนั้น เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิการบดี มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) เป็นสมัยที่ 5 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 คือสองวันที่ผ่านมา ตกวันรุ่งขึ้น (26 พ.ค.) ก็เซ็นคำสั่งแรก แต่งตั้งรักษาการรองอธิการบดี ซึ่งมีปัญหาในวันนี้ เป็นเรื่องที่น่าฉงนใจในอัจฉริยภาพของพระพรหมบัณฑิตเหลือเกิน เพราะถ้าศิษย์ มมร. สามารถเข้ามานั่งบริหารในตำแหน่ง "รองอธิการบดี มจร. วิทยาเขตเชียงใหม่" อันเป็นอันดับสองของ มจร. ได้ในวันนี้ ก็ไม่มีอะไรแล้วที่จะเป็นไปไม่ได้ แม้แต่ตำแหน่ง "อธิการบดี มจร." ก็อาจจะถูกศิษย์ มมร. ครองได้ในวันหนึ่ง ถึงวันนั้นก็เป็นอันสิ้นสุดสายเลือดมหาจุฬาฯอย่างแท้จริง วัฒนธรรมองค์กรของมหาจุฬาฯใกล้ถึงจุดเสื่อมสลายในระดับยอดแล้ว

 

 

ว่ากันถึงที่สุดแล้ว หากหาตัวรักษาการอธิการบดี วิทยาเขต ในจังหวัดเชียงใหม่ไม่ได้ การที่ท่านเจ้าคุณพรหมบัณฑิต จะเข้าไปรักษาการในตำแหน่งรองอธิการบดี มจร. เชียงใหม่ เสียเอง ก็ยังถือว่าเหมาะสมกว่าให้ศิษย์เก่า มมร. เข้ามาเป็นแทนเสียอีก ทางแก้มีอยู่

 

 

 

แต่ถามว่า ทำไมไม่ทำ ?

 

 

 

 

 

ตดไม่ทันหายเหม็น

 

 

 

ข่าวเมื่อวาน

 

พระพรหมบัณฑิต อธิการบดี มจร. คุยโม้ลั่นโลก อ้าง มจร. ดังระดับโลก ต่างชาติขอเป็นสถาบันสมทบเพียบ เพิ่งถึงบางอ้อว่า "ต่างชาติก็คือ มมร. นี่เอง ที่ขอเป็นสถาบันสมทบ โดยส่งศิษย์เก่าเข้ามาดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี มจร."

 

 

 

 

 

 

ะลิตเติ้ลบุ๋ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
2
7 พฤษภาคม 2557

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264