งานเข้าเจ้าคุณเอื้อน !

 

 

นพรัตน์โยนเผือกร้อนใส่วัดสามพระยา

"เหตุเกิดที่ไหน เจ้าของพื้นที่ต้องรับผิดชอบ"

 

อา..พุทธะอิสระทำการบวชเณรที่กรุงเทพฯ เจ้าคณะ กทม. คือเจ้าคุณเอื้อน ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ก็ต้องรับผิดชอบนะซีฮะ ส่วนพระเทพมหาเจติยาจารย์หรือเจ้าคุณชัยวัฒน์ เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ "ว้ดอ้อน้อย" ของพุทธะอิสระ ก็รอดตัวไป

 

 

 

เมื่อนักปิดถนนเดินธุดงค์เจอนักชัตดาวน์กรุงเทพฯ

ใครจะอึดกว่าใคร ?

 

 

 

 

 

ซ้าย : พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จังหวัดนครปฐม หัวหน้าม็อบการเมือง หนึ่งเดี่ยวที่นุ่งเหลืองห่มเหลืองเข้ารณรงค์ทางด้านการเมืองในยุคนี้

 

ขวา : พระพรหมดิลก หรือเจ้าคุณเอื้อน เจ้าคณะ กทม. ปกครองพระสงฆ์ในสังกัดมหานิกายทั้งหมดในกรุงเทพมหานคร ผู้มีบทบาทโดดเด่นในการสนับสนุนวัดพระธรรมกาย ให้ทำการ "ปิดถนนในกรุงเทพ" เพื่อบิณฑบาตช่วยชาติและเดินธุดงค์ธรรมชัย อย่างได้ผลงดงามมาแล้ว

 

 

 

ข่าวเก่าของเจ้าคุณเอื้อน

 

 


 

 

หลังจากโยกจากตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค 14" เข้ามคุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2556 ที่ผ่านมา โดยเมื่อรับตราตั้งเสร็จ เจ้าคุณเอื้อนก็เรียกเจ้าคณะพระสังฆาธิการในเขต กทม. มาประชุมที่วัดสามพระยาเพื่อรับนโยบายใหม่ ให้กวดขันการปกครองพระเณรอย่างเข้มงวด และส่งเสริมการศึกษาของพระเณรให้ดียิ่งขึ้น

 

จากนั้นอีกแค่ 10 วัน (วันที่ 20 เม.ย.56) เจ้าคุณเอื้อน-เจ้าคณะ กทม. ก็ประกาศผ่านสื่อ ระบุชื่อ "วัดตะล่อม" ของพระมหาบุญถึง ชุตินฺธโร อดีตอาจารย์สอนมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. ว่ามีปัญหาต้องแก้ไขเรื่องพระเณรต่างด้าวเข้าพักอย่างผิดกฎหมาย ถ้าพระมหาบุญถึงแก้ปัญหาไม่ได้ เจ้าคุณเอื้อนก็จะช่วยแก้ให้ โดยต้องปลดพระมหาบุญถึงออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส เด็ดขาด !

 

 



 

 

 

พอประกาศได้ 3 วัน พระครูธีรธรรมานันท์ เจ้าคณะแขวงบางแวก กทม. ก็รีบรุดเข้าตรวจสอบวัดตะล่อมของพระมหาบุญถึง โดยไม่ลืมนำเอาเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบสถานะของพระเณรทั้งวัดด้วย งานนี้จะว่าเป็นการทำงานเอาหน้าหรือเอาใจเจ้านายก็คงว่าไม่ได้ แต่ต้องบอกว่า "เป็นการสนองงานอย่างทันใจพระเดชพระคุณ" อย่างแท้จริง พระสงฆ์สามเณรในกรุงเทพมหานครได้เห็นข่าวแล้ว ต่างจับไข้กันเป็นแถวๆ เพราะกลัวอิทธิฤทธิ์ของท่านเจ้าคุณเอื้อน นักเลงอยุธยาของแท้

 

 

 



 

 

ผลงานอันสุดยอดของเจ้าคุณเอื้อนมาปรากฏในอีก 6 วันถัดมา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการนครบาล นำโดย พ.ต.อ.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผกก.ดส.บช.น., พ.ต.ต.สาโรจน์ จอกโคกสูง สว.งานสืบสวนตรวจตรา กก.ดส.บช.น., ร.ต.อ.ญาณพล พลเยี่ยม รอง สว.งานสืบสวนตรวจตรา กก.ดส.บช.น ได้สนธิกำลังกันเข้าตรวจสอบวัดหนังบางแวก หรือวัดวิจิตรการนิมิต ตามที่ได้รับแจ้งจากชาวบ้าน สงสัยว่าพระในวัดนี้มีพฤติกรรมเสพยาบ้า โดยทางเจ้าหน้าที่ได้ประกาศว่า "หากมีประชาชนให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์เกี่ยวกับพฤติกรรมของพระสงฆ์ นักเรียน และนักศึกษาตามวัดหรือสถาบันต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครไปพัวพันกับยาเสพติด ก็จะส่งชุดสืบสวนเข้าไปหาข่าวและประสานตำรวจท้องที่บุกเข้าตรวจค้นเหมือนกรณีนี้เช่นกัน" นั่นก็ถือว่า สอดคล้องกับนโยบายของเจ้าคณะ กทม. รูปใหม่ พระพรหมดิลกหรือเจ้าคุณเอื้อน

 

 

 

 

 

 

ใหญ่กว่าเจ้าคณะภาค 1

 

หลังจากนั้น อำนาจวาสนาบารมีของเจ้าคุณเอื้อน ก็แทบว่าจะกลบบทบาทของพระสังฆาธิการทั่วเมืองไทยไปหมดสิ้น แม้กระทั่งบทบาทของพระราชวิสุทธิเวที หรือมหาสายชล เจ้าคณะภาค 1 หลานรักของสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ซึ่งได้ตำแหน่งมาโดยการลักไก่ภายในกุฏิ ก็ยังด้อยกว่าบารมีของเจ้าคุณเอื้อน-เจ้าคณะ กทม. ซึ่งเป็นลูกน้องโดยตำแหน่ง

 

 



 

 

โดยในวันที่ 3 พฤษภาคม 2556 พระเดชพระคุณพระพรหมดิลก ได้เสด็จออก ณ พระอุโบสถวัดสามพระยาวรวิหาร เพื่อทำพิธีมอบตราตั้งเจ้าคณะเขตสัมพันธวงศ์ เขตทวีวัฒนา และเขตลาดกระบัง ตามคำสั่งของพระราชวิสุทธิเวที เจ้าคณะภาค 1 วัดชนะสงคราม โดยที่พระราชวิสุทธิเวทีก็สู้อุตส่าห์ไปนั่ง "เป็นกำลังใจ" อยู่ข้างๆ พระพรหมดิลกด้วย จะว่ามาศึกษาดูงานก็ใช่ที่ เพราะเห็นนั่งหลับตาปี๋เหมือนคนง่วงนอนมาทั้งคืน

 

 

 

 

 

เสร็จงานแล้ว มหาสายชล เจ้าคณะภาค 1 ผู้บังคับบัญชาของท่านเจ้าคุณเอื้อน เจ้าคณะ กทม. ก็คลานเข่าเข้าไปกราบบังคมทูลกับพระเดชพระคุณพระพรหมดิลก ยังกะลูกแหง่ที่ยังไม่อย่านมแม่ ขณะที่เจ้าคุณเอื้อนนั้นเชิดคอขึ้นเป็นเอ็น เอื้อนเอื่อยกับมหาสายชลยังกะเณรหัวขี้กลากวัดสามพระยา ดูเอาเถิดว่า ไผเป็นไผ ?

 

 

 

 

 

 

ตัดภาพไปที่วัดอ้อน้อย นครปฐม มีเจ้าอาวาสชื่อว่า พระอธิการศิริชัย สิริโสภโณ หรือพระบ๊วย แต่ยังมีผู้มีบารมีเหนือเจ้าอาวาส ชื่อว่า พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพุทธะอิสระ พระอาจารย์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของสื่อในเครือผู้จัดการและเอเอสทีวี ผู้มีบทบาทสามารถคว่ำ "ทักษิณ ชินวัตร" จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่มีคะแนนเสียงมากที่สุดในประเทศไทยมาแล้ว

 

 

วันที่ 29 สิงหาคม 2556 พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือพระน้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม พระครูถานาของเจ้าคุณเหนาะวัดสระเกศ ตำแหน่งหัวหน้าพระวินยาธิการ (ตำรวจพระ) ประจำจังหวัดนครปฐม ได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จังหวัดนครปฐม เข้าตรวจสอบวัดอ้อน้อย ตามคำสั่งของเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม

 

 

 

 

พระเทพมหาเจติยาจารย์

(ชัยวัฒน์ ปญฺญาสิริ ป.ธ.9)
เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม วัดพระปฐมเจดีย์

 

 

 

 

ปรากฏว่า ทางเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อยไม่ยอมให้ตรวจสอบ โดยอ้างว่า ยังไม่ได้รับอนุญาตจากพระอาจารย์ คือ พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม ส่งผลให้พระน้ำฝนอารมณ์เสียจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง และจากนั้นก็มีการ "รุกฆาต" จากทางพระสุวิทย์ แจ้งความเอาเรื่องนับตั้งแต่พระน้ำฝนไปถึงพระราชรัตนมุนี หรือเจ้าคุณชัยวัฒน์ ซึ่งเป็นถึงเจ้าคณะจังหวัด ส่งผลให้พระราชรัตนมุนี ต้องยินยอม "ยุบทิ้ง" ตำรวจพระประจำจังหวัดนครปฐม นั่นหมายถึงว่า พระน้ำฝนก็หลุดจากตำแหน่งไปโดยปริยาย แต่ถึงกระนั้น ในวันที่ 5 ธันวาคม 2556 ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีชื่อของ พระราชรัตนมุนี ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น พระเทพมหาเจติยาจารย์ ด้วย ก็แสดงว่า การยอมยุบตำแหน่งพระวินยาธิการจังหวัดนครปฐมของ "พระน้ำฝน" ลงไปนั้น เป็นการ "ทิ้งลูกน้อง" เพื่อให้ลูกพี่เอาตัวรอด และก็รอดจริงๆ เพราะถ้าไม่ทิ้งพระน้ำฝนเสียแต่ตอนนั้น เจ้าคุณชัยวัฒนก็อาจไม่ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นชั้นเทพ ดังนั้น เกมเขี่ยน้ำฝนจึงเป็นกลยุทธ์สุดยอดอย่างหนึ่งซึ่งควรแก่การศึกษา ว่าด้วยบทบาทของพระสังฆาธิการไทยสมัยนี้

 

 

 

พุทธะอิสระขยายวงเข้ากรุงเทพมหานคร

 

 

 

 

 

ก่อนหน้านี้ นับตั้งแต่ปี 2549 มีแต่เพียง "โพธิรักษ์" แห่งสันติอโศก ที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง เพื่อไล่ "ทักษิณ" ออกจากอำนาจ แต่ครั้นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อทำงาน "ปฏิรูปประเทศไทย" ในต้นเดือนพฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา ปรากฏว่า พระสุวิทย์ หรือพุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย ได้นำมวลชนออกมาตั้งม็อบร่วมกับนายสุเทพด้วย และเมื่อสำนักพุทธฯทราบ ก็ทำการแจ้งเตือนทั้งพุทธะอิสระให้สำนึก และเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม ให้ดำเนินการทางการปกครอง แต่ก็ไร้ผล พุทธะอิสระยังเหิมเกริมถึงขั้น "ปิดล้อมและยึดศูนย์กลางราชการแจ้งวัฒนะ" เป็นการถาวรมาจนบัดนี้ แม้ว่าทางศาลอาญาจะออกหมายจับพุทธะอิสระในข้อหา "ขัดขวางการเลือกตั้ง" แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าเข้าไปจับตัวพุทธะอิสระกลางม็อบได้

 

 

 

 

 

 

 

ก่อนหน้านั้น วันที่ 4 ธันวาคม 2556 ก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษา เพียงวันเดียว สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช วัดปากน้ำ ได้ออกทีวี ขอบิณฑบาตต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ หัวหน้าผู้ชุมนุม กปปส. และพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพุทธะอิสระ ขอให้หยุดการชุมนุม เพื่อในหลวง แต่กลับถูกพระสุวิทย์ตอบโต้แบบสาดเสียเทเสีย ทำนองว่าตนเองก็เรียนมาพอๆ กับสมเด็จวัดปากน้ำ ดังนั้นไม่ต้องมาสอน ให้ไปตรวจสอบการทำงานของท่านดีกว่า ว่าดีหรือยัง ?

 

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีพระสงฆ์ไทยรูปไหนกล้าแตะต้องพุทธะอิสระ เพราะขนาดระดับ "สังฆราช" ยังสอนไม่ได้ แล้วใครไหนจะกล้าเตือน

 

 

 

 

นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์

ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

 

แต่วันนี้ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กลับประกาศว่า

 

"สำหรับขั้นตอนการดำเนินการตามบทลงโทษของคณะสงฆ์นั้น ตามปกติ หากเกิดเหตุการณ์กระทำผิดของพระสงฆ์ที่เขตพื้นที่ไหน เจ้าคณะปกครองในเขตพื้นที่นั้นต้องดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งกรณีนี้ เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ดังนั้น พศ. จึงได้ส่งหนังสือแจ้งให้ พระพรหมดิลก กรรมการ มส. เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เจ้าอาวาสวัดสามพระยาวรวิหาร เป็นผู้ดำเนินการพิจารณาลงโทษ หลังจากนี้จึงต้องรอดูว่า เจ้าคณะปกครองจะดำเนินการกับพระพุทธะอิสระอย่างไร ?"

 

 

 

แปลเป็นไทยก็คือ โยนเผือกร้อน บีบให้พระพรหมดิลก หรือท่านเจ้าคุณเอื้อน เจ้าคณะ กทม. ว่า ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด !

 

ความจริงก็เป็นสิ่งที่พระสงฆ์ไทยทั้งประเทศคาดหวังว่า ว่าด้วยชื่อชั้น ด้วยอำนาจและบารมี ของพระพรหมดิลก ซึ่งเป็นถึงกรรมการมหาเถรสมาคม มียศระดับรองสมเด็จพระราชาคณะ และมีบารมีมากกว่าเจ้าคณะภาค 1 คงจะสามารถ "กำราบ" พุทธะอิสระให้เชื่องได้ในคราวนี้

 

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และเป็นถึงประธานกรรมการมหาเถรสมาคมด้วยแล้ว ก็หนักใจแทนเจ้าคุณเอื้อนว่าจะทำอะไรได้ ? หวยมีอยู่ 2 เบอร์ คือ  ถ้าทำได้ก็ ฮีโร่ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ ซีโร่ !

 

อย่างไรก็ตาม งานพระศาสนาเป็นงานที่ต้องการความพร้อมเพรียงของพระสงฆ์ทุกหมู่เหล่าให้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพราะถ้าพระสงฆ์ทั้งประเทศยินยอมพร้อมใจกัน "สนับสนุน" ผู้นำ การทำงานก็ง่าย แต่ก็ต้องย้อนกลับไปดู "ที่มาของผู้นำ" ด้วยว่า เป็นไปตามครรลองคลองธรรมหรือไม่

 

กรณีตั้งเจ้าคณะภาค 1 ของมหาสายชลก็ดี การลดตำแหน่งตัวเองจากเจ้าคณะภาค 14 มาเป็นเจ้าคณะ กทม. ของเจ้าคุณเอื้อนก็ดี ถามว่ามีความถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ เพราะหากตรงนี้ไม่มีการดำเนินการให้โปร่งใสแล้ว ก็ถือว่าไม่ถูกต้องชอบธรรม และเมื่อนั้นก็อย่าหวังว่าถ้าได้ตำแหน่งมาแล้ว จะมีอำนาจในการทำงาน ในเมื่อพฤติกรรมการได้ตำแหน่งของพวกท่านมันเป็นการ "ทำลาย" ความสามัคคีในหมู่สงฆ์เสียเอง แล้วจะโทษใคร ?

 

และก็ดังที่ เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ เคยวิจารณ์เอาไว้แล้วว่า หากมหาเถรสมาคม ไม่สามารถควบคุมการแต่งตั้งโยกย้ายให้เป็นไปโดยสุจริตและโปร่งใสได้ นั่นก็เท่ากับว่า มหาเถรสมาคมบ่อนทำลายตัวเอง โดยพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคมนิยมเล่นพรรคเล่นพวก  เล่นเส้นเล่นสาย เอาแต่คนของตัวเองเข้าไปกินตำแหน่ง แถมยังใช้มหาเถรสมาคมเป็นสภาตรายาง ปล่อยให้มีการวิ่งเต้นในตำแหน่งได้อย่างเสรี โดยไม่มีการทักท้วง และเมื่อผ่านมหาเถรสมาคมไปแล้ว ถึงจะรู้ว่าผิดหรือไม่เหมาะสม ก็ไม่สามารถยกเลิกได้ เพราะมหาเถรสมาคมเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งมีหลักการว่า "กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ" เพราะขืนคืนก็เสียคน จนกลายเป็นประเพณีของพระไทยไปเสียแล้ว

 

คำประกาศของนายนพรัตน์ ผอ.สำนักพุทธฯ ในวันนี้ ใช่แต่จะ "ลองดี" ต่อบารมีของ "ท่านเจ้าคุณเอื้อน เจ้าคณะ กทม." เท่านั้น หากแต่ยัง "ท้าทาย" ไปถึงอำนาจของ "มหาเถรสมาคม" ภายใต้การนำของ "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช อีกด้วย ว่าจะมีน้ำยาหรือไม่เพียงใด

 

 

ไม่อยากนึกภาพไปไกลเลยว่า หากท่านเจ้าคุณเอื้อนเล่นบท "โหด" เหมือนที่เคยทำกับพระมหาบุญถึง แต่หากพุทธะอิสระไม่กลัว แถมยังยกม็อบไปปิดล้อม "วัดสามพระยา" จะทำอย่างไร

 

 

 

ใครจะช่วยท่านเจ้าคุณเอื้อน ?

 

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

31 มีนาคม 2557

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264