หนุนสังฆเภท !

มจร.-กพฐ. หนุนโครงการเยาวชนท่องพุทธวจนะ

ของพระคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง

ซึ่งถูกขับไล่ออกจากสาขาวัดหนองป่าพง

 

 

 

อา..โบราณว่า ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก 20 ปีที่ผ่านมา ปัญหาที่หนักอกคณะสงฆ์ไทยก็คือ "สันติอโศก" ตามด้วย "ธรรมกาย" แต่ ณ ปัจจุบันวันนี้ ก็มีปัญหาใหม่เข้ามาแทรก นั่นคือ "พุทธวจนะ" ของ "คุณคึกฤทธิ์" อดีตศิษย์สาย "หลวงพ่อชา" ซึ่งถูกอัปเปหิออกมาเมื่อหลายปีก่อน

 

 

 

 

 

 

 

คึกฤทธิ์ ศิษย์ไม่มีครู

เจ้าของลัทธิพุทธพันธุ์ใหม่ "พุทธวจนะ"
ถ้าธรรมกายเอียงซ้าย คึกฤทธิ์ก็เอียงขวา จนตกขอบ

 

 

 

 

 

 

พระคึกฤทธิ์นั้น อ้างว่า ในพระไตรปิฎกมีสิกขาบท (ศีลของพระภิกษุ) อยู่แค่เพียง 150 ข้อเท่านั้น นอกนั้นเป็นของเพิ่มเติมเข้าไปในภายหลัง (เพราะไม่มีในพระไตรปิฎก) จึงยกออก หมายถึงว่า ตัดพระปาติโมกข์ออกเสีย 77 ข้อ จากเดิม 227 ข้อ เหลือเพียง 150 ข้อ นั่นหมายถึงว่า คณะสงฆ์วัดนาป่าพง ไม่สามารถทำสังฆกรรมร่วมกับใครได้ เพราะสวดไม่เท่ากัน จึงเท่ากับแยกตัวออกจากคณะสงฆ์ไทยโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ วัดหนองป่าพง ซึ่งเป็นวัดต้นสังกัดที่พระคึกฤทธิ์บวช ได้ประกาศขับไล่พระคึกฤทธิ์ออกจากสาขา ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2553 และมหาเถรสมาคมก็รับทราบ คือรับรองแล้วด้วย (คลิกอ่านข่าววัดหนองป่าพงประกาศตัดวัดนาป่าพง)

 

 

โดยนัยยะนี้ พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล จึงเป็นผู้ทำสังฆเภท เพราะแยกสงฆ์ออกจากกัน

 

 

 

 

 

 

พระราชภาวนาวิกรม
(หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธมฺโม)

 

เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง ประธานสาขาวัดหนองป่าพงทั่วโลก ผู้องอาจ ประกาศตัดขาดพระคึกฤทธิ์ออกจากสาขา ไม่นับเป็นศิษย์สายหลวงพ่อชาอีกต่อไป

 

 

 

 

 

เจาะกลุ่มเด็กเล็ก เพื่อล้างสมองแต่เยาว์วัย

 

ในขณะที่ต่างประเทศนั้น จะไม่ให้เด็กเรียนเรื่องศาสนา เพราะเป็นห่วงว่าจะถูกล้างสมอง แต่ของไทยกลับสวนทางกัน มันเป็นเรื่องอัศจรรย์เหลือเกินว่า แค่ข้าวปลาอาหารที่จะให้เด็กทานทางปากนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองจะพิจารณาแล้วพิจารณาอีก จึงค่อยให้กิน แต่สำหรับอาหารทางสมอง คือสติปัญญานั้น กลับมิได้รับการพิจารณาใคร่ครวญให้รอบคอบ ปล่อยให้ลัทธิแปลกปลอมย้อมสีเข้ามาขายจนเต็มตลาด และซื้อหากันอย่างสะดวก เดี๋ยวธรรมกาย เดี๋ยวพุทธวจนะ ถ้าทางรัฐบาลและคณะสงฆ์ยังคงปล่อยปละละเลยเช่นนี้ ก็ชี้ได้ว่า รัฐบาลและคณะสงฆ์นั้นเอง ที่เป็นตัวการสร้างความแตกแยกของประชาชนในชาติ มิใช่ใครอื่น เพราะพวกคุณมีอำนาจหน้าที่ แต่ไม่ยอมทำอะไร พอนานไป ก็อ้างว่า "ประชาชนแตกแยก เพื่อมิให้ประชาชนคนในชาติต้องมาเข่นฆ่ากันเอง จึงต้องยึดอำนาจ" แล้วก็ประกาศ "คืนความสุขให้ประชาชน" ผ่านจอโทรทัศน์ ยิ่งกว่าละครน้ำเน่า ปล่อยปละละเลยปัญหามานาน 20-30 ปี จะปฏิวัติแก้ปัญหาเพียง 2 ปี เพื่อสถาปนาประชาธิปไตย ฉบับยั่งยืน โถ !

 

 

 

 

 

ต่างคนต่างอ้าง

ธรรมกายอ้าง "หลวงพ่อสด" วัดปากน้ำ เป็นใบเบิกทาง

พุทธวจนะอ้าง "พุทธทาส" สวนโมกขพลาราม เป็นใบเบิกทาง

แต่..ไม่มีใครทำตามครูบาอาจารย์ที่อ้างเลย

อ้างแต่ว่า

"ผมเป็นผู้รู้และปฏิบัติตามอย่างถูกต้องที่สุด"

 

 

กรณี "พระคึกฤทธิ์" ผู้อ้างว่า จะพาประชาชนคนไทย หรือชาวพุทธ ไปให้ถึงพระพุทธวจนะ แต่กลับไม่ปรากฎว่าจะตั้งโรงเรียนสอนภาษาบาลีขึ้นมาเลยแม้แต่แห่งเดียว กลับกัน กลับพาเยาวชนไปนั่งท่องภาษาบาลีอย่างงูๆ ปลาๆ เอาแค่คำสะกดแบบไทยๆ ก็ให้รางวัลแล้ว รู้พุทธวจนะแล้ว ได้รางวัลไปอินเดียและเนปาลแล้ว พุทธวจนะนี่รู้ง่ายจริงๆ นะ ขนาดนักปราชญ์ยังเถียงกันว่าใช่หรือไม่ แล้วลูกเล็กเด็กแดงเอามาท่องแบบป้อนใส่ปากมันจะเหลืออะไร พอกินหมดคำก็รอพุทธวจนะคำใหม่จากปากของพระคึกฤทธิ์ป้อนให้อีก เหมือนลูกนกเลย

 

 

 

 

 

ความต่างในความเหมือน-ความเหมือนในความต่าง
เด็กดีแบบธรรมกาย VS เด็กดีแบบพุทธวจนะ

 

เด็กดีแบบธรรมกาย ให้นั่งสมาธิด้วยคำว่า "สัมมาอะระหัง" และเชื่อคำสอนของสำนักวัดพระธรรมกายทุกประการ อย่างอื่นไม่ใช่เด็กดีแบบพุทธวจนะ ให้การอบรมแบบใหม่ ไม่ให้เชื่อคำสอนแนวอื่น นอกจากสิ่งที่เรียกว่า "พุทธวจนะ" อันมาจากสำนักวัดนาป่าพงเท่านั้น อย่างอื่นไม่ใช่

 

 

 

 

 

ความต่างในความเหมือน-ความเหมือนในความต่าง

 

 

ธรรมกายมีพระไตรปิฎกฉบับอินเตอร์ - พุทธวจนะมีพระไตรปิฎกฉบับบริสุทธิ์ (คึกฤทธิ์ทำเอง) เพราะอ้างว่ามาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ไม่ได้เอามาจากอรรถกถา แต่ทุกถ้อยความที่เอามาสอนนั้น ก็มาจากอรรถกถาและคำอธิบายของครูบาอาจารย์ แม้กระทั่งคำว่า "อนึ่ง" เพราะถึงที่สุดแล้ว บรรดาสาวกสายพุทธวจนะก็ต้องรอฟังคำวินิจฉัยจากเจ้าลัทธิ คือ "พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล" เป็นแห่งสุดท้าย สรุปว่า พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ก็คือพระโอษฐ์ของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ นั่นเอง เพราะพระคึกฤทธิ์ตั้งตนเองเป็นศาสดาพยากรณ์ สามารถชี้ขาดได้ว่า สิ่งไหนเป็นพุทธวจนะ

 

 

 

 

 

ธรรมกาย VS พุทธวจนะ
ปัญหาพระพุทธศาสนาระดับสังฆเภทของไทย

 

 

 

สายธรรมกาย อ้างว่า ธรรมกาย คือกายของพระพุทธเจ้า มีตรัสไว้ในพระไตรปิฎก สามารถยกขึ้นมาเป็นหลักฐานอ้างอิงได้ (แต่จะเข้าถึงได้ก็ด้วยการปฏิบัติตามแนวทางของสำนักวัดพระธรรมกายและสายหลวงพ่อสดเท่านั้น)

 

 

สายพุทธวจนะ อ้างว่า พุทธวจนะ คือพระดำรัสจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า เป็นความบริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง อย่างอื่นไม่ใช่ มีตรัสไว้ในพระไตรปิฎก สามารถยกขึ้นมาเป็นหลักฐานอ้างอิงได้ (แต่จะเข้าถึงได้ ก็ด้วยการศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางของสำนักวัดนาป่าพงและพระอาจารย์คึกฤทธิ์เท่านั้น)

 

 

วัตถุประสงค์ในการอ้างอิง ก็มีเพียงสิ่งเดียว คือ สร้างความสำคัญให้เหนือกว่าคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ ว่าตัวเองเก่งกว่า เคร่งกว่า รู้มากกว่า เหนือกว่า ดีกว่า บริสุทธิ์กว่า ตรงกว่า ฯลฯ เพื่อจะตบตาชาวประชาให้เคารพนับถือเลื่อมใสศรัทธาในตัวเอง เพื่อนำเอาศรัทธานั้นมาเป็นกำลังหนุนให้ตัวเองสามารถประกาศตัวเป็นเอกเทศ คือแยกออกจากหมู่สงฆ์ได้

 

 

บุคคลประเภทเหล่านี้ (ทั้งสันติอโศก ธรรมกาย พุทธวจนะ) จึงใช้อุบายทุกรูปแบบในการสร้างตัวเอง หนึ่งในนั้นก็คือ การเข้าหาข้าราชการ นักการเมือง หรือรัฐบาล (รวมทั้งราชสำนัก) เพื่อให้ได้รับการยอมรับ เมื่อข้าราชการ นักการเมือง หรือราชสำนักยอมรับแล้ว ก็เป็นกำลังชั้นดีที่จะต่อสู้กับองค์กรปกครองสงฆ์ ไม่ให้สามารถลงนิคหกรรมได้ เพราะพระสงฆ์ไทยก็ยังต้องพึ่งพาอาศัยข้าราชการ นักการเมือง และราชสำนัก เช่นกัน

ที่มองข้ามไปไม่ได้ ก็คือ สื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ หรือการสื่อสารอื่นใด กลุ่มเหล่านี้จะต้องมีไว้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ลัทธิของตัวเอง เพราะสื่อคือฐานันดรที่ 4 มีอำนาจมากถึงขนาดว่า พระราชาก็ดี นักการเมืองการปกครอง หรือแม้แต่พระสงฆ์เอง (ฐานันดรที่ 1-2-3) ยังต้องพึ่งพาอาศัย ไม่กล้าต่อกรด้วย การได้ฐานันดรที่ 4 เป็นกำลังสนับสนุน จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและปลอดภัย ยิ่งกว่าการซื้อประกันภัยชั้นหนึ่งเลยทีเดียว เดี๋ยวนี้วัดใหญ่ๆ ดังๆ ก็ล้วนแต่เข้าหาฐานันดรที่ 4 กันทั้งนั้น มีแม้กระทั่งซื้อฐานันดรมาเป็นกระบอกเสียงส่วนตัวก็มี

 

 

กรณีธรรมกายก็ดี กรณีพุทธวจนะก็ดี ถือได้ว่าเป็นกลยุทธ "ทำสังฆเภท" อันแยบยล เพราะสามารถอ้างอิงหลักฐานจาก "พระไตรปิฎก" ให้ประชาชนเห็นได้ด้วยตา ฟังได้ด้วยหู และเชื่อด้วยใจ ส่วนว่า "เจตนา" ในการกระทำนั้น ถูกปิดบังเอาไว้ ไม่บอก แต่ถ้าสังเกตเป็นก็จะเห็นว่า กลุ่มบุคคลเหล่านี้ (สันติอโศก ธรรมกาย พุทธวจนะ ฯลฯ) เริ่มทำตัวแปลกแยกจากพระสงฆ์หมู่ใหญ่ ทั้งข้อวัตรปฏิบัติและกิจกรรมอื่นๆ รวมทั้งการใช้สัญลักษณ์ อาทิเช่น การสร้างพระพุทธรูปแบบใหม่ หรือการใช้สโลแกนที่แปลกออกไป และสุดท้าย เมื่อมีมวลชนหนุนหลังมากขึ้น ก็ทำการอาจหาญประกาศสร้างพระไตรปิฎกขึ้นมาใช้ใหม่ ไม่เอากับฉบับเดิม โดยถือว่าฉบับเดิมยังไม่บริสุทธิ์ ถึงตอนนั้นก็สายเกินแก้ เพราะว่าปล่อยปละละเลยจนเติบใหญ่ ก็ต้องยอมให้แยกเป็นนิกายใหม่ออกไปเรื่อยๆ เพราะมิใช่ปัญหาเรื่องพระธรรมคำสอนอีกต่อไปแล้ว แต่กลับกลายเป็นปัญหา "มวลชน" แทน หรือพูดง่ายๆ ว่า กลายเป็นปัญหาการเมือง ซึ่งจะแก้ได้ก็ด้วยวิธีเดียว คือ สมานฉันท์หรือปรองดอง โดยยอมรับทุกลัทธินิกายว่าเป็นพระสงฆ์ไทย สุดท้ายก็หมายถึงว่า สำเร็จ สามารถแยกตัวออกไปเป็นเจ้าลัทธิได้ สมกับความตั้งใจในการบวชของตัวเองแล้ว

 

 

ทำสังฆเภท ก็เหมือนทำปฏิวัติรัฐประหาร คือถ้าทำไม่สำเร็จ ก็กลายเป็นกบฎ ถูกประหารชีวิตในทางศาสนา แต่ถ้าทำสำเร็จ ก็จะกลายเป็นศาสดาเจ้าลัทธิ สามารถมีศักดิ์และสิทธิ์ เป็นรัฏฐาธิปัตย์ สามารถตั้งข้อกำหนดกฎเกณฑ์ในศาสนจักรของตนเองได้ ดังนั้น ใครที่คิดทำปฏิวัติศาสนา จึงถือว่าเป็นคนคิดการณ์ใหญ่ เดิมพันกินบ้านกินเมือง ดังนั้น โพธิรักษ์ก็ดี ธัมมชโยก็ดี คึกฤทธิ์ก็ดี จึงถือว่าเป็นบุคคลพิเศษที่ต้องจับตา มิใช่ปล่อยปละละเลย เห็นเป็นเพียงพระธรรมดาๆ รูปหนึ่งเท่านั้น เพราะแค่วันนี้ยังแข็งกร่าวเพียงนี้ ต่อไปภายหน้าจะมิยิ่งกว่าหรือ ถ้าไม่รีบตัดไฟเสียแต่ต้นลม ก็เท่ากับว่าปล่อยให้ไฟไหม้บ้าน ส่วนใครเป็นเจ้าของบ้านนั้นก็ไปดูในรายชื่อกรรมการมหาเถรสมาคมชุดปัจจุบัน พระพวกนี้อ้างว่า ตัวเองเป็นเจ้าของบ้าน เพราะถืออำนาจในการปกครองคณะสงฆ์ รวมทั้งผูกขาดการทูลขอสมณศักดิ์จากพระเจ้าอยู่หัว ไว้แต่ในพรรคพวกของตัวเอง ดังนั้น เมื่อรับชอบก็ต้องรับผิดด้วย แต่เท่าที่เห็น ไม่เคยมีพระผู้ใหญ่คนไหนออกมารับผิด มีแต่รับความชอบถ่ายเดียว

 

 

 

 

 

แนวทางการเติบโตไม่ต่างกัน

 

ธรรมกายเข้าหาเจ้าหานาย และมหาเถรสมาคม จนต่อติด ส่วนคึกฤทธิ์ก็เริ่มเข้าหาเจ้าหานาย และมหาเถรสมาคม จนได้ถ้วยในวังมาแจกเด็ก ต่อไป ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะได้เจ้านายและมหาเถรสมาคม รวมทั้งองค์กรของรัฐเข้าไปรับรองแต่ต้นแล้ว ณ วันนี้ วันที่มีสปอนเซอร์เพียบ

 

แต่ถามว่า ปัญหาการตัดลัดพระปาติโมกข์ ของวัดนาป่าพง จะทำอย่างไร  จะปล่อยไปให้เป็น ธรรมกาย-2 อย่างนั้นหรือ ?

 

 

 

 

 

 

ทิ้งปัญหาไว้ให้คนรุ่นหลังแก้

 

สมเด็จพระพุฒาจารย์-เกี่ยว วัดสระเกศ ดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่พระสังฆราช เมื่อมีรายงานจากวัดหนองป่าพงว่า พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล วัดนาป่าพง ปทุมธานี มีความคิดวิปริต ตัดพระปาติโมกข์เหลือเพียง 150 ข้อ จึงไม่ขอทำสังฆกรรมร่วมต่อไป ในตอนนั้น มหาเถรสมาคมได้แต่เพียง "รับทราบ" คือทราบแล้วก็ไม่ทำอะไร ปล่อยให้พระคึกฤทธิ์เดินหน้าหาความชอบธรรมต่อไป จนกระทั่งสมเด็จเกียวตาย แต่พระคึกฤทธิ์เหมือนเกิดใหม่ เพราะได้แนวร่วมเยอะ ทั้งๆ ที่รู้เห็นอยู่เต็มตา มหาเถรสมาคมและสมเด็จเกี่ยวก็ไม่ทำอะไร อำนาจมีแต่ไม่ใช้ มีตำแหน่งแต่ไม่ทำหน้าที่ ปัญหาพระศาสนาจึงลุกลามบานปลายมาจนถึงทุกวันนี้ วันที่ กรรมการมหาเถรสมาคมได้เข้าไปเป็นแนวร่วมของพระคึกฤทธิ์แล้ว เต็มตัว

 

 

 

 

 

แก้ไม่ไหว เพราะของตัวเองก็เต็มกลืน

 

 

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์-ช่วง วัดปากน้ำ เข้ารับไม้ต่อจากสมเด็จเกี่ยว ดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเพียงองค์เดียว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะปัญหาวัดพระธรรมกายก็ยังอีรุงตุงนัง เพิ่งได้ข่าวว่าธัมมชโยต้องคืนเงินให้แก่สหกรณ์คลองจั่นถึง 500 ล้านบาท นับเป็น "ปาราชิก" ได้ 500 ล้านครั้ง ถ้าสืบสวนได้ว่ารับมาโดยมิชอบ แถมวัดพระธรรมกายยังเอารูปหล่อ "หลวงพ่อสดทองคำ" หนักตั้ง 1,000 กิโล (หนึ่งตัน) ไปปิดปากน้ำไว้แล้ว ปัจจุบันก็ยังตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางมหาเจดีย์วัดปากน้ำ ของขวัญชิ้นใหญ่ระดับโลกขนาดนี้ มีหรือใครไม่อยากได้ ในช่วงนี้ สมเด็จช่วงก็ยังไม่ได้เป็นพระสังฆราชเต็มตัว จึงยังทำอะไรไม่ถนัด ต้องประคับประคองตัวไปให้ถึงฝั่งคือตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เมื่อได้มาแล้วจึงค่อยว่ากันอีกที นี่ก็ต้องลุ้น แต่แย่ตรงที่ว่า ปัญหาไม่น่ามะรุมมะตุ้มเอาในตอนนี้ เพราะกว่าสมเด็จช่วงจะได้ขึ้นเป็นพระสังฆราชในอีกปีสองปีข้างหน้า พระคึกฤทธิ์ก็ขยายฐาน จัดประกวดเยาวชนท่องพุทธวจนะเป็นปีที่ 4 ที่ 5 แบบว่าได้เยาวชนไปเป็นฐานเสียงร่วมล้านแล้ว ใหญ่พอๆ กับธรรมกายเชียว กงกรรมกงเกวียนกำลังหมุนมาย้อนรอยวัดปากน้ำเข้าแล้วครับท่าน

ผลงานในตำแหน่งของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ที่ผ่านมาก็มากมาย อาทิเช่น คำสั่งห้ามพระเหนือขับรถ คำสั่งให้เปลี่ยนสีจีวรเป็นสีเหลืองทั้งภาคเหนือ เป็นต้น นอกนั้นไม่เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากมหกรรมเทศน์เรื่องศีล 5 ทั่วประเทศ เพื่อสนองนโยบาย คสช. ซึ่งเป็นการนำเอาพระพุทธศาสนาไปสนองงานการเมืองอย่างเห็นได้ชัด กรณีพระคึกฤทธิ์ครั้งนี้ ถ้าเกิดเป็นปัญหาพระศาสนาในภายหน้า ก็ต้องจารึกไว้ว่า เป็นผลงานของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ แต่เพียงผู้เดียว เพราะเกิดในสมัยที่ท่านครองอำนาจ เถิดครับหลวงพ่อ เห็นเด็ดขาดมาหลายงานแล้ว อยากจะเห็นเด็ดขาดอีกซักที ตั้งกรรมการสอบ คึกฤทธิ์ (กรณีตัดปาติโมกข์เหลือ 150 ข้อ) และธัมมชโย (กรณี 500 ล้านคลองจั่น) ให้ดูเป็นบุญตาทีเถิดครับ เอาพร้อมๆ กันทั้งสองคนนี่แหละ ผู้คนจะได้ไม่ครหาว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำลำเอียง

 

 

 

 

 

 

รับรองโดยไม่ตรวจสอบ
ความผิดมหันต์ของมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร.

 

 

เป็นเรื่องใหญ่กว่าธรรมกายหรือพุทธวจนะ เพราะว่า "มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์" นั้น เป็นมหาวิทยาลัยของคณะสงฆ์ไทย ภายใต้การกำกับของรัฐบาลไทย จึงการันตีได้ว่า เป็นหน่วยงานที่มีมาตรฐาน แม้จะไม่สูงสุด แต่ก็ถือว่ามีมาตรฐานที่เชื่อถือได้ เพราะมีพระสงฆ์ไทยทั่วประเทศเป็นภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระพรหมบัณฑิต องค์อธิการบดี มจร. นั้น มีการศึกษาสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม คือเป็น นักธรรมชั้นเอก เปรียญธรรม 9 ประโยค รู้ภาษาบาลีเป็นอย่างดี แถมยังจบปริญญาเอก ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดฯตั้งเป็น "ศาสตราจารย์-ราชบัณฑิต" หนำซ้ำยังเป็น "กรรมการมหาเถรสมาคม" ซึ่งเป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลคณะสงฆ์ไทยอีกด้วย จึงเชื่อว่า แนวทางคำสอนของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ต้องเป็นแนวทางคำสอนที่ถูกต้องตามแนวทางที่มหาเถรสมาคมเห็นชอบ อีกประการหนึ่ง มจร. มีบุคคลากรที่หลากหลาย มีสภามหาวิทยาลัย ไว้คอยวินิจฉัยตรวจสอบ ทั้งด้านการวางแผน การบริหาร การจัดการ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาต่างๆ แต่การที่ มจร. ไม่มีการตรวจสอบลัทธิของพระคึกฤทธิ์ แห่งวัดนาป่าพง (ทั้งๆ ที่รู้ว่าถูกไล่ออกจากวัดหนองป่าพง) ว่าถูกต้องหรือไม่ กลับถลำเข้าไปเป็น "ภาคี" ในการจัดงาน แถมยังระดมเด็กจากโรงเรียนวิถีพุทธ ตั้ง 18,000 โรงเรียน ทั่วประเทศ ให้ไปเป็น "สาวก" ของคุณคึกฤทธิ์อีก ถือว่าเป็นเรื่องอัปยศที่สุด ในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้ นับตั้งแต่ในหลวง ร.5 ทรงก่อตั้งขึ้นมาได้ 100 กว่าปี พระเณรเพียงรูปสองรูป ไปทำผิด ยังพอให้อภัย แต่มหาวิทยาลัยสงฆ์ ซึ่งมีบุคคลากรล้นประเทศ ไปทำเสียหายแบบนี้ มันไม่รู้จะพูดยังไง การไปรับรองโครงการ "พุทธวจนะ" ของวัดนาป่าพงในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า "มมจ.สนับสนุนพระคึกฤทธิ์ให้ทำสังฆเภท" เพราะตัดลัดพระปาติโมกข์เหลือเพียง 150 ข้อ ไม่สามารถทำสังฆกรรมร่วมกับคณะสงฆ์ไทยได้อีกต่อไปแล้ว นอกเสียจากว่า พระสงฆ์วัดประยุรวงศาวาสและคณาจารย์ รวมทั้งพระนิสิต ในมหาวิทยาลัย มจร. จะสวดพระปาติโมกข์เพียง 150 ข้อ เหมือนพวกพระคึกฤทธิ์วัดนาป่าพง จะแก้ตัวอย่างไรก็นิมนต์เถิดครับ ท่านพระพรหมราชบัณฑิต !

 

 

 

 

 

กะเทาะสันดานคึกฤทธิ์

 

 

อ้างพุทธทาสว่าให้ยึดพระธรรมคำสอนจากพระโอษฐ์ แต่พุทธทาสก็ไม่เคยตัดลัดพระปาติโมกข์ และไม่เคยฉีกพระไตรปิฎก เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่าส่วนไหนเป็นของเก่า ส่วนไหน "น่าจะ" เป็นของใหม่ รู้แล้วก็วางไว้ ไม่ทำลาย แต่ข้ามไปแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น แต่คึกฤทธิ์กลับทำตรงกันข้าม "อ้างครูบาอาจารย์ แต่ก็มิได้ทำตามแบบอย่างของครูบาอาจารย์" ทั้งๆ ที่ศิษย์สายสวนโมกข์ก็ดี สายวัดหนองป่าพงก็ดี มีเป็นพันเป็นหมื่น แต่ไม่มีใครทำแบบ "นายคึกฤทธิ์" ซักคน มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ผู้คนหลงไหล ก็คือ ยกหูชูหางตัวเองว่า กูเป็นคนเก่งที่สุด รู้พุทธวจนะมากที่สุด ตรงที่สุด ฯลฯ ดังนั้น ถ้าจะศึกษาพระพุทธศาสนาบริสุทธิ์ ต้องมาศึกษาพุทธวจนะ

 

 


 

 

วางแผนเป็นใหญ่จึงไม่สนใจคณะสงฆ์หนองป่าพง

 

วัดหนองป่าพงนั้น มีสาขานับร้อย ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เรียกว่าหลากหลายกลุ่มบุคคลที่เข้ามาบวช เคยเกิดปัญหากรณี พระพรหมวังโส วัดโพธิญาณ ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นสาขาของวัดหนองป่าพง ทำการบวชภิกษุณี โดยไม่ได้รับฉันทานุมัติจากคณะสงฆ์ คณะสงฆ์วัดหนองป่าพงจึงทำการตัดออกจากสมาชิกภาพ กรณีพระคึกฤทธิ์ก็เช่นกัน รู้เห็นอยู่เต็มตาว่าวัดหนองป่าพงมีระเบียบวินัยเช่นใด แต่ก็ยัง "ฝืนทำ" ซึ่งกรรมเป็นตัวบ่งชี้เจตนา ว่าพระคึกฤทธิ์นั้น "วางแผน" ตั้งตัวเองเป็นใหญ่ แยกตัวเองออกจากคณะสงฆ์ไทย ขนาดระดับวัดหนองป่าพงยังไม่แคร์ แล้วพระสงฆ์ส่วนใหญ่ซึ่งถือว่า "หย่อนยานกว่าวัดหนองป่าพง" จะเหลือค่าอะไรในสายตาของนายคึกฤทธิ์ ข้ามวัดหนองป่าพงได้ จะไม่กล้าข้ามวัดปากน้ำ วัดสระเกศ วัดพิชัยญาติ วัดชนะสงคราม วัดบวรนิเวศวิหาร หรือวัดอื่นๆ ก็ให้มันรู้ไปสิ

 

 

 

 

 

ปราชญ์ชี้ทาง แต่ไม่เดิน
เพราะอหังการณ์-มมังการ (แปลว่า กูแน่)

 

พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ ปยุตฺโต ป.ธ.9 ราชบัณฑิต) พระนักปราชญ์ของคณะสงฆ์ไทย เคยแสดงทัศนะต่อกรณี "การสวดพระปาติโมกข์เพียง 150 ข้อ" และการยึด "พุทธวจนะโดยไม่เอาอรรถกถาหรือตำราอื่นใดนอกจากพระไตรปิฎก" ของสำนักวัดนาป่าพงไว้ (กรุณากดที่ภาพข้างบน เพื่อฟังทัศนะของพระพรหมคุณาภรณ์) แต่พระคึกฤทธิ์ก็ทำเป็นเหมือนไม่ได้ยิน ยังคงเดินหน้าทำตามทิฐิของตนเองต่อไป

 

 

 

 

 

วาทกรรมของคึกฤทธิ์
"อาตมาไม่มีคำสอนของตัวเอง"

 

 

ฟังดูเหมือนความซื่อสัตย์ซื่อตรงต่อพระธรรมคำสอนอย่างถูกต้องที่สุดในโลก แต่ถามว่า พระพุทธเจ้าทรงตรัสเป็นภาษาบาลี แต่คำสอนในพระไตรปิฎกที่พระคึกฤทธิ์นำมาสอนนั้น เป็นฉบับภาษาไทย แล้วถามว่า "ใครแปล" ก็คือ พระสงฆ์ไทย ซึ่งตั้งเป็นรูปคณะกรรมการตรวจชำระและแปลพระไตรปิฎกจากบาลีมาเป็นไทย ท่านใช้ตำรามากมายหลายเล่ม ทั้งตำราไวยากรณ์บาลี อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา แล้วจึงประมวลมาเป็น "พระไตรปิฎกฉบับแปล" ที่พระคึกฤทธิ์เอาไปตู่ว่า "เป็นพุทธวจนะจากพระโอษฐ์" นั่นแหละ ถ้าจะเอาพุทธวจนะจริงๆ ก็ต้องเป็นภาษาบาลีทั้งหมด เพราะพระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษาบาลีในการสอนศาสนา พูดให้ชัดก็คือว่า พระคึกฤทธิ์ลวงโลก บอกชาวบ้านว่า "ให้เชื่อพุทธวจนะ อย่าเชื่อคำสอนอื่นใดที่มิได้มาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า" แต่พอเอาเข้าจริงๆ ตัวเองก็ "เอาคำแปลที่พระรูปอื่นๆ เขาแปลเป็นไทย" มาใช้บอกคนอื่นอีกทอดหนึ่ง เพราะตัวเองก็ไม่รู้บาลี แต่เอาของเขามาใช้กลับไม่ยอมบอกว่า "เป็นของคนอื่น" ตู่เอาเป็นของตัวเองเฉยเลย สันดานตอแหลแบบนี้คงไม่มีใครเท่ากับนายคึกฤทธิ์อีกแล้ว อ้างว่า "อาตมาไม่มีคำสอนของตัวเอง" ก็แน่นอนสิ เพราะคำสอนของตัวเองถูกยกขึ้นเป็น "พุทธวจนะ" ไปหมดแล้ว ผ่าน "ร่างทรงพระพุทธเจ้า" ที่ชื่อว่า "คึกฤทธิ์"

 

 


 

 

กพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) เปลี่ยนทิศ

สมัย ชินภัทร ภูมิรัตน เป็นเลขาธิการ เกณฑ์เด็กไปธรรมกาย

สมัย กมล รอดคล้าย เป็นเลขาธิการ เกณฑ์เด็กไปวัดนาป่าพง

 

 

ถือว่าเป็นการ "เปลี่ยนทิศทาง" อย่างชัดเจนของ กพฐ. จากเดิมที่เคยเกณฑ์ทั้งครูและเด็กนักเรียนไปรับการอบรมจากวัดพระธรรมกาย โดยอ้างว่า สะดวกสบาย เพราะวัดพระธรรมกายพร้อมกว่าวัดอื่นๆ ครั้น คสช. ปฏิวัติเข้ามาคุมอำนาจ กพฐ.ก็ประกาศ "ย้ายวัด" จากวัดพระธรรมกาย ไปอยู่กับวัดนาป่าพงของพระคึกฤทธิ์ ทั้งนี้คงจะพิจารณาจากเหตุประกอบหลายประการ โดยเฉพาะก็คือ "ผู้สนับสนุน" ซึ่งมีทั้งองค์กรต่างๆ รวมทั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. ซึ่งเป็นของคณะสงฆ์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การโชว์ "ถ้วยพระราชทาน" จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี นี่ต้องเป็นภูมิคุ้มกันชั้นดีว่า "ไปแล้วไม่หลงทาง" ไม่สร้างปัญหาในอนาคต แต่ถามว่า เพียงเท่านี้เพียงพอหรือ ต่อการนำเด็กออกจากโรงเรียนไปเข้าวัดๆ เดียว โดยอ้างโครงการพุทธวจนะบังหน้า

 

 

 

 

 

V-Star VS พุทธวจนะ
มหกรรมแย่งฐานเสียงเด็กของนักบวชไทย

 

 

ถ้ามองว่า โครงการ V-Star ของวัดพระธรรมกายมีปัญหา ว่าด้วยการสั่งสอนครอบงำเด็ก จนเกือบๆ จะเรียกได้ว่า "ล้างสมอง" แต่ถามว่า โครงการ พุทธวจนะ ของวัดนาป่าพง ต่างกันตรงไหน ในเมื่อเด็กซึ่งปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม แต่ถูกนำไปท่องพุทธวจนะ "งูๆ ปลาๆ" ผ่านการบังคับกึ่งสะกดจิตว่า "ทางนี้เท่านั้นถูกต้อง ทางอื่นผิด" ซึ่งเป็นการ "ตั้งเข็มทิศ" แบบผิดๆ แก่เด็ก ทำให้เด็กเริ่มเกิดความเชื่อว่า ถ้ามิใช่แนวทางที่วัดนาป่าพงสอน ก็มิใช่แนวทางคำสอนของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการพิสูจน์ว่า สิ่งที่พระคึกฤทธิ์นำมาสอนสั่งนั้น ถูกต้องทุกกระบวนการแล้ว แล้วถามว่า เชื่อได้อย่างไรว่า "พุทธวจนะของพระคึกฤทธิ์ถูกต้องตามหลักการในพระไตรปิฎกทุกประการ" เพราะพูดเองเออเองดังกล่าว

 

 

 

 

 

เกณฑ์เด็กทั่วไทยไปเข้าโครงการ แต่กรรมการหรอมแหรม

 

ถามว่า กรรมการรายการชวนน้องท่องพุทธวจนะ ทั้ง 5 ท่านเหล่านี้ มีดีกรีอะไรในทางพระพุทธศาสนา เรียนจบระดับไหน และได้รับการรับรองจากใคร ให้เป็นผู้ชำนาญด้านพุทธวจนะและพระไตรปิฎก หรือว่าได้รับการรับรองจากพระคึกฤทธิ์เพียงคนเดียวก็เพียงพอแล้ว

 

สิ่งที่ "อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ" อยากให้ปัญญาชนช่วยกันพิจารณาก็คือว่า เหตุใด ทางรัฐบาลไทย และคณะสงฆ์ไทย จึงไม่มี "คณะกรรมการพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ซึ่งจะมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาแนวทางคำสอนของสำนักต่างๆ เช่น ธรรมกาย วัดนาป่าพง เป็นต้น ว่าสำนักไหนถูกต้องตามหลักการในพระไตรปิฎกและของคณะสงฆ์ไทย ไม่นอกรีตนอกรอย แล้วจึงค่อยสนับสนุนให้ทำการสอนสั่งแก่ประชาชนทั่วไปได้ แต่เท่าที่เห็น นอกจากจะไม่มีคณะกรรมการคอยตรวจสอบแล้ว รัฐมนตรี และกรรมการมหาเถรสมาคมเสียเอง ที่ไปเห็นดีเห็นงามกับสำนักต่างๆ เหล่านั้น พอเนิ่นนานไป กลับกลายเป็นว่า "เกิดปัญหาขึ้นมา" แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว สำนักต่างๆ เหล่านั้น ต่างเติบใหญ่ มีศาสนิกชนหนุนหลัง กลายเป็นพลังมวลชนขึ้นมา นอกจากปัญหาจะแก้ไม่ได้แล้ว สำนักใหญ่ๆ เหล่านั้นกลับสามารถเข้ามายึดกุมอำนาจในคณะสงฆ์ไทยได้อีก มหาเถรสมาคมวันนี้จึงไม่ต่างไปจากสมาคมเดียรถีย์ เพราะมีเจ้าลัทธินิกายมาชุมนุมอยู่กันเต็มไปหมด ไม่มีใครยอมรับใคร บ้านเมืองว่าแตกแยกแล้ว คณะสงฆ์ยังหนักหนาไปกว่านั้น ไหนคณะปฏิวัติว่า อยากจะปฏิรูปศีลธรรมจริยธรรมของประเทศไทย แต่เหตุไฉนจึงปล่อยปละละเลยให้คณะสงฆ์ไทยเละตุ้มเป๊ะอยู่อย่างนี้ ?

 

 

 

 

 

 

โครงการชวนน้องท่องพุทธวจนะปี 2 เริ่มแล้ว มีประกวดหลายวิธีทั้งเดี่ยวและเป็นหมู่คณะหน้าเสาธง สสวท.ให้เด็กสอบแข่งความเป็นเลิศทางวิทย์-คณิต ต้องศึกษาพุทธวจนด้วย

 

วันที่ 22 พ.ค. 2557 มีรายงานข่าวแจ้งว่า มูลนิธิชวนน้องท่องพุทธวจน ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย จัดโครงการประกวดชวนน้องท่องพุทธวจนต่อเนื่อง เป็นปีที่ 2 โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตได้นำการวิจัยประเมินผลโครงการปีที่ 1 มาปรับปรุงรูปแบบให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดแก่เด็กและเยาวชน

 

รูปแบบการประกวดครั้งนี้มี 5 ประเภท ได้แก่

 

1. ประกวดโรงเรียนรัตนะ 5 ต้นแบบรางวัลความเป็นเลิศและสร้างสรรค์ในการเผยแผ่พุทธวจน ชิงโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯสยามบรมราชกุมารี

2. ประกวดท่องพุทธวจนประเภททีม 10 คน ในนามโรงเรียน ชิงโล่พระราชทานฯสมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯสยามบรมราชกุมารี

3. ประกวดท่องพุทธวจนหน้าเสาธง ส่งคลิปวีดีทัศน์เพื่อคัดเลือกนักเรียน 10,000 คน

4. ท่องพุทธวจนที่สนามกีฬาอินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมาก ในวันที่ 9 ก.ค.57 และ

5. ประกวดวาดภาพพุทธวจน และรวบรวมผลงานนักเรียนทำหนังสือภาพวาดพุทธวจน

 

โดยเปิดรับสมัครออนไลน์ที่ www.nongtongbuddhawajana.com ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึง 15 มิถุนายน 2557 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ nongtongbuddhawajana2@gmail.com โทร08-9199-7600

 

โครงการชวนน้องท่องพุทธวจน จัดขึ้นเพื่อปลูกพุทธวจนเป็นภูมิคุ้มกัน ให้เยาวชนได้สดับในธรรมนำไปใช้อย่างมีสมาธิและสติในการดำเนินชีวิต "เป็นกิจกรรมให้เด็กและเยาวชนได้ศึกษาเรียนรู้และเกิดความทรงจำพุทธวจน และเชื่อมโยงไปสู่หลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องเหมาะสม สามารถน้อมนำมาเป็นเสาเขื่อนเสาหลักของจิตใจในการดำเนินชีวิต และเป็นภูมิคุ้มกันให้ห่างไกลจากบุหรี่สุรา อบายมุข สิ่งเสพติด ตลอดจนช่วยลดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม และทำแท้งปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชน การติดเกมปัญหาทางอารมณ์ ปัญหาเด็กออทิสติกและมีสมาธิสั้นซึ่งสาเหตุของปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยแวดล้อมทั้งปัจจัยบุคคล ครอบครัว และสังคม"

 

จากการจัดโครงการประกวด ชวนน้องท่องพุทธวจน ปีที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นในปี 2556 ที่ได้เสร็จสิ้นไปแล้วนั้น ได้รับการตอบรับและความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกโรงเรียนที่เข้าร่วมประกวด ทั้งยังได้รับความร่วมมือจากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท) ซึ่งเล็งเห็นว่า เด็กเก่งที่จะเป็นอนาคตของชาตินั้นควรจะเป็นเด็กดีมีคุณธรรมด้วย จึงสนับสนุนให้เด็กที่จะสอบแข่งขันความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ซึ่งมีประมาณปีละ 12,000 คน ได้มีโอกาสศึกษาพุทธวจนผ่านรูปแบบกิจกรรมต่างๆ ของโครงการ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้สนับสนุนให้โรงเรียนวิถีพุทธ ซึ่งมีอยู่ 18,000 โรงเรียน เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วย.

 

 

 

ที่มา : เดลินิวส์
28
กรกฎาคม 2557

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264