ดอยสุเทพฯประกาศเปลี่ยนสีจีวร !

 

อนุวัติตามดำริสมเด็จฯวัดปากน้ำ

เริ่มวันเข้าพรรษา 11  กรกฎา นี้ เป็นต้นไป

 

 

 

 

 

 

 

 

คำสั่งเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่

 

 พระเทพโกศล วัดศรีโสดา

ให้พระเชียงใหม่เปลี่ยนสีจีวร

 

 

 

 

 

คำสั่งนี้ออกมาตั้งแต่ต้นปี 56 ซึ่งวัดทั่วไปก็เปลี่ยนกันมานานแล้ว เพราะเป็นวัดเล็ก บีบ เอ๊ย คุยง่าย แต่ดอยสุเทพฯเป็นวัดใหญ่ในภาคเหนือระดับแนวหน้า เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของเชียงใหม่ พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง และเป็นวัดที่ครูบาศรีวิชัยนำประชาชนสร้างถนนขึ้นไปจากตัวเมือง ไกลถึง 12 กิโลเมตร ซึ่งรัฐบาลในสมัยนั้นยอมรับว่าทำไม่ได้ ด้วยความสำคัญฉันนี้ การเปลี่ยนสีจึงต้องใช้เวลา เพิ่งจะมาได้ฤกษ์วันเข้าพรรษา ปี 57 เป็นอันเสร็จโรงเรียนวัดปากน้ำ เพราะลงเปลี่ยนวัดดอยสุเทพฯได้ ก็คงไม่มีวัดไหนในเมืองไทยกล้าขัดขืนอีกแล้ว ก็ดีฮะ ใช้นโยบายการเมืองนำการศาสนาแบบนี้แหละ พระธรรมวินัยอย่าไปพูดถึง มันล้าสมัย ต่อไปใครเป็นใหญ่ ก็สั่งให้เปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ ยุคใครยุคมัน เหมือนนักการเมืองโดนล้างบาง ซึ่งก็ต้องทำใจ เพราะทีใครก็ทีมัน

 

 

 

 

สมเด็จวัดปากน้ำกราบอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย

 

 

 

 

 

 

 

ภาพสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ และผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เดินทางขึ้นเหนือ ไปกราบอนุสาวรีย์ครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย ขณะเดียวกันก็มีข่าวเกี่ยวกับคำสั่งให้พระสงฆ์ในเขตจังหวัดภาคเหนือ ในการปกครองของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ให้เปลี่ยนสีผ้าจีวรเป็นสีเหลือง เหมือนสีที่พระวัดปากน้ำใช้ ซึ่งดูแล้วขัดกันอย่างสิ้นเชิง ทางหนึ่งนั้น สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ก็ทำประหนึ่งว่าอ่อนน้อมถ่อมตน เคารพกราบไหว้ครูบาเจ้าศรีวิชัย ซึ่งถือเป็นอดีตพระที่ชาวล้านนาให้ความเคารพอย่างสูงยิ่ง แต่อีกทางหนึ่งนั้น ท่านก็สั่งให้พระในสายของครูบาศรีวิชัยเปลี่ยนสีจีวร จากสีแดง-สีกรรมฐาน ให้เป็นสีเหลือง สีพระในเมือง ตามความนิยมของพระวัดปากน้ำกรุงเทพมหานคร ก็เป็นเรื่องแปลกแต่จริง

 

ที่แปลกใจก็เพราะว่า ไม่เข้าใจว่า ระหว่างการ "อุปถัมภ์ส่งเสริม" กับ "นโยบายเมืองขึ้น" อย่างไหนเป็นวัตถุประสงค์ของสมเด็จวัดปากน้ำ เพราะถ้าใช้หลักการ "อุปถัมภ์ส่งเสริม" ก็คือ สิ่งไหนดี ก็ส่งเสริม สิ่งไหนไม่ดี ก็ช่วยปรับปรุงแก้ไข โดยมิได้มุ่งที่จะเปลี่ยนเขาให้เป็นเรา (ยกเว้นแต่เขาเห็นดีกับเราและขอเป็นเสียเอง) แต่ถ้าใช้ "นโยบายเมืองขึ้น" ก็คือ การสั่งการจากส่วนกลาง โดยมิแยแสว่า ในภูมิภาคหรือท้องถิ่นนั้นๆ จะมีศิลปะ วัฒนะธรรม มีจารีตประเพณี ที่ดีงาม สืบสานกันมาอย่างไร เพียงแต่ถ้าไม่ตรงตามนโยบายของส่วนกลาง ก็สั่งให้เปลี่ยนหมด ขัดขืนก็ทำลาย ถ้าแบบนี้ก็มิใช่การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วล่ะ หากแต่เป็นการกระทำแบบที่เรียกว่า "อำนาจนิยม" ซึ่งก็หมิ่นเหม่จะถูกต่อต้านเอาได้ง่ายๆ ทั้งนี้ เพราะใช้อำนาจทางการเมืองนำหน้านั่นเอง ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็น "เผด็จการในคราบผ้าเหลือง" เพราะคำสั่งแบบนี้ไม่มีในพระธรรมวินัย แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่เคยสั่งใครให้เปลี่ยนสีจีวร !

 

วันก่อน สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย อ้างเอาสีพระราชนิยม ออกระเบียบบังคับให้พระธรรมยุตทั่วประเทศไทยนุ่งห่มเป็นสีเดียวกัน ก็ถูกพระป่าต่อต้านจนยอมยกเลิกไปแล้ว แต่ไม่ทราบว่าสมเด็จวัดปากน้ำใช้หลักการอะไรในการสั่งเปลี่ยนสีพระภาคเหนือดังกล่าว

 

กรณี พระอภัยสารทะ (ครูบาอุ่นเรือน) วัดฝายหิน เชียงใหม่ ก็ดี กรณี ครูบาเจ้าศรีวิไชย วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ก็ดี ล้วนแต่เป็นกรณีศึกษาที่คณะสงฆ์ส่วนกลางเคยได้รับบทเรียนจากพระภาคเหนือมาแล้วทั้งสิ้น แต่ถึงกระนั้น สมเด็จฯวัดปากน้ำ ทั้งๆ ที่รู้ ก็ยังเดินตามรอยเดิม เหมือนจะมั่นใจว่า พระสงฆ์หัวเมืองเหนือทั้งปวง ไร้ปากไร้เสียงแล้ว สยบยอมเป็นทาสของพระสงฆ์จากกรุงเทพฯ แล้วอย่างสิ้นเชิง ถึงกล้าสั่งเปลี่ยนสีจีวรครูบา

 

 

 

 

 

ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
4
กรกฎาคม 2557

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264