"เพื่อสนองพระราชศรัทธา"

พระพรหมมุนีประกาศเปลี่ยนสีวัดราชบพิธ

ขณะที่สายวัดป่ากำลังพิจารณาว่าจะเอายังไง

 

งานนี้รับรองว่าเรื่องใหญ่

 

 

 

เพราะถ้าสายวัดป่าประกาศไม่เปลี่ยนสี ก็จะมีปัญหา เพราะว่ามติของคณะธรรมยุตนั้นออกล่วงหน้าไปแล้ว มีผลตามระเบียบคณะสงฆ์ในทางปกครองทุกประการ แต่จะสามารถปฏิบัติได้หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่มีผล คือไม่มีใครยอมปฏิบัติตาม ก็จะเป็นการ "หักหน้า" เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ กรณีนี้ถือว่าเป็นกรณี "ลองของ" สมเด็จพระวันรัต ครั้งสำคัญเลยทีเดียว หลังจากเกิดกรณีตั้ง "คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" เมื่อ 9 ปีก่อน ตอนนั้นหลวงตามหาบัว ได้นำคณะพระป่าตั้ง 5,000 รูป ออกมาเล่นงานพระธรรมยุตสายปกครอง มีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดมกุฏกษัตริยาราม เป็นหัวหน้า แถมยังกล้า "ปรับอาบัติปาราชิกสมเด็จเกี่ยวข้ามนิกาย" อีกด้วย แบบว่าสายป่ากับสายปกครองมองหน้ากันไม่ติด ถึงวันนี้ อยู่ดีไม่ว่าดี จู่ๆ สายปกครองนำโดยสมเด็จพระวันรัต ก็แกว่งเท้าหาเสี้ยน  ประกาศเปลี่ยนสี โดยไม่มี "ฉันทานุมัติ" จากสายวัดป่า ซึ่งถือว่าครองศรัทธาคนไทยได้มากที่สุด เป็นการกระทำที่เรียกว่า "กดหัว" ซึ่งเชื่อได้ว่า สายวัดป่าคงไม่ยอม จะต้องรักษา "หัวใจ" ของตัวเองเอาไว้ นั่นคือศรัทธามหาชน หาไม่แล้ววัดป่าก็จะกลายเป็นวัดบ้าน พระกรรมฐานก็จะกลายเป็นพระกำมะลอ กลายเป็นลูกกระจ๊อกของสายปกครอง เมื่อสั่งอะไรมาก็ต้อง "ก้มหน้าก้มตา" ทำตามโดยไม่มีเงื่อนไข ไร้ปากไร้เสียง ไม่ต่างไปจาก "สายครูบา" ในภาคเหนือ ซึ่งเมื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เอาพัดยศไปประเคนให้ ก็อ่อนปวกเปียก ยอมเปลี่ยนสีไปหมดแล้ว ที่เหลือๆ อยู่ในปัจจุบันก็พวก "ครูบาอุ๊กแก๊ส ครูบาหน้าเด็ก ครูบากะเทย" หากินกับการ "อวดอุตริมนุสธรรม" และสร้างพระเครื่องหลอกขายชาวบ้าน ปราการด่านสุดท้ายจึงเหลือเพียง "พระป่าสายหลวงปู่มั่น" รวมทั้ง "สายหลวงพ่อชา" เพียงด่านเดียว ถ้าด่านนี้ถูกตีแตกก็หมายถึงว่า ราบคาบทั้งประเทศ ไม่มี "สายวัดบ้าน-สายวัดป่า" หรือสายโน้นสายนี้อีกต่อไป เพราะไม่ว่าสายไหนก็ "วิ่งเข้าวังหาพัดยศ" ทั้งสิ้น ก็ดีฮะ ประชาธิปไตยจะได้เต็มใบซะที งานนี้พูดได้คำเดียวว่า "วงการพระกรรมฐานสะเทือน"

 

 

 



 

 

 

 

ภาพประวัติศาสตร์ สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร ได้รับการสถาปนาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ดำรงตำแหน่ง "สกลมหาสังฆปริณายก" ปกครองคณะสงฆ์ทุกลัทธินิกายในประเทศไทย แต่ถึงกระนั้น "ยศถาบรรดาศักดิ์" ก็หาได้เป็นสิ่งที่พระองค์จะยึดถือไว้เหนือกว่า "พระธรรมวินัย" แต่อย่างใดไม่ มีภาพมากมายหลายภาพ ที่พระองค์เสด็จไป "กราบคารวะ" ครูบาอาจารย์ในสายวัดป่า เช่นภาพข้างต้นนี้ ทรงไปถวายสักการะ "หลวงปู่เทศก์ เทสรํสี" วัดหินหมากเป้ง จังหวัดหนองคาย โดยทรงยินยอมนั่งต่ำและกราบไหว้ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะมีหลักการว่า "ราชการบ้านเมือง ต้องอุปถัมภ์บำรุงและส่งเสริมพระพุทธศาสนา" มิใช่ "เอาพระศาสนามาเป็นฐานการเมือง" ที่ทำเพี้ยนๆ กันอยู่ในปัจจุบัน นี่คือภาพประวัติศาสตร์

 

แต่ประวัติศาสตร์ "หน้าสมเด็จพระวันรัต" นับจากนี้เป็นต้นไป คงต้องบันทึกกันใหม่ เมื่อมีประกาศ "สั่งพระธรรมยุตทั่วประเทศเปลี่ยนสีจีวร" โดยมิได้มีฉันทามติจาก "ครูบาอาจารย์สายวัดป่า" รองรับแต่อย่างใด ทำนองใช้ "อำนาจ" เป็นใหญ่ ถึงจะอ้างพระราชนิยม มันก็คือ "อำนาจนิยม" นั่นเองแหละ พวก สมเด็จจุณฑ์ เจ้าคุณเกษม เจ้าคุณสุชิน ฯลฯ พวกนี้ ก็คือ "พระอำมาตย์" ผู้นิยมยินดีในยศถาบรรดาศักดิ์อยู่ในพระอารามหลวง นอนในห้องแอร์ นั่งรถเบนซ์ ฯลฯ อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่หมด พระพวกนี้ในสายวัดป่าเขาไม่ให้ราคาหรอก ตายแล้วถ้าไม่มีไฟหลวงพระราชทาน ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครไปช่วยสัปเหร่อเผาซักกี่คน

 

 

 

 

 

พระพรหมมุนี

(สุชิน อคฺคชิโน)

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

กรรมการมหาเถรสมาคม

ประกาศให้ทราบว่า วัดราชบพิธได้เปลี่ยนสีจีวรเรียบร้อยแล้ว พ่ะย่ะค่ะ

 

 

 

 

จากกรณีที่สมเด็จพระวันรัต รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร รักษาการเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ได้ลงนามในคำสั่ง ประกาศคณะธรรมยุต เรื่อง การครองผ้าไตรจีวรสีพระราชนิยม สนองพระราชศรัทธาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยให้เริ่มใช้ตั้งแต่วันวิสาขบูชา 13 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นไปนั้น ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 17 ก.พ. พระพรหมมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม (ธรรมยุต) กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) กล่าวว่า ในส่วนของวัดก็คงดำเนินการเปลี่ยนสีครองจีวร ตามประกาศคณะธรรมยุต เพื่อสนองพระราชศรัทธาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ต้องการให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยในหมู่คณะสงฆ์ และเมื่อมีประกาศคณะธรรมยุตออกมาแล้วคงต้องปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติตามก็คงจะต้องมีการพิจารณากันว่า จะมีการดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้อยากบอกว่า การเปลี่ยนสีจีวรเป็นเพียงแต่ปลีกย่อย อยากให้ยึดแนวทางปฏิบัติตามพระวินัยจะดีกว่า ส่วนหากใครจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็ให้ดูตามความเหมาะสมหรือตามอัธยาศัย

 

พระครูนิรมิตวิทยากร (วิทยา กิจฺจวิชโช) เจ้าอาวาสวัดดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน(ธรรมยุต) ในฐานะเจ้าคณะตำบลแม่สูน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ทางวัดยังไม่ได้รับหนังสือประกาศดังกล่าวของสมเด็จพระวันรัต เพียงแต่ทราบจากทางหน้าหนังสือพิมพ์บ้างแล้ว อย่างไรก็ตามหากประกาศให้เปลี่ยนสีจีวรมีการบังคับใช้จริงคงเป็นเรื่องใหญ่แน่ เท่ากับทำลายล้างวงกรรมฐานกันเลย ทั้งนี้เพราะหลักปฏิบัติของพระกรรมฐานสายวัดป่าต้องยึดถือบริขารและปฏิปทาของครูบาอาจารย์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ที่ดำเนินมากว่า 100 ปี แต่ถ้าจะมีคำสั่งมาลบล้างปฏิปทาของครูบาอาจารย์ให้สูญสิ้นไปในยุคนี้คงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยอย่างแน่นอน

 

พระครูนิรมิตวิทยากร กล่าวต่อไปว่า การนุ่งห่มจีวรของพระกรรมฐานสายวัดป่าต้องมีสีเดียวเท่านั้น คือ สีแก่นขนุนเข้ม หรือสีกรัก พระสายนี้ทุกรูปจะไม่นุ่งห่มผ้าที่ผลิตจากโรงงานทุกชนิด วัดป่าสายปฏิบัติกรรมฐานทุกวัดปัจจุบันต้องมีเตาต้มสีสำหรับย้อมผ้า โดยใช้แก่นขนุนของต้นแก่มาต้มเคี่ยวจนได้สีที่ต้องการ จากนั้นจึงนำผ้าขาวที่ได้จากบังสุกุลมาตัดเย็บเป็นสบง สังฆาฏิ จีวร ให้เป็นสีแก่นขนุนแล้วนำมานุ่งห่มตามพระวินัยบัญญัติ หากจะมีคำสั่งใดๆ บังคับให้ต้องนุ่งห่มสีอื่นหรือจีวรที่ผลิตจากโรงงาน พระวงกรรมฐานที่สืบทอดมาช้านานก็คงหมดสิ้นไม่มีเหลือ

 

คงต้องรอดูคำสั่งให้แน่นอนก่อนว่า เป็นข้อกฎหมาย หรือคำสั่งที่มีผลบังคับใช้กับคณะสงฆ์ธรรมยุตทั้งหมดหรือไม่ จะยกเว้นสายปฏิบัติวัดป่าหรือไม่ และภายในไม่ช้านี้พระสายวัดป่าทั้งหมดคงต้องมีการนัดประชุมหารือกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อรักษาวงกรรมฐานเอาไว้ตามปฏิปทาของครูอาจารย์ พระครูนิรมิตวิทยากร กล่าว

 

 

 

ที่มา : เดลินิวส์

18 กุมภาพันธ์ 2557

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264