ชงมหาเถรเชือดคึกฤทธิ์ !

เจ้าตัวยอมรับ ตัดจริง ทำจริง

 

 

 

 

 

 

ผอ.สำนักพุทธชงเข้ามหาเถรตัดสินความผิด

 

สำนักพุทธฯ ตั้งแท่น รอ มส.ชี้ขาด กรณี พระอาจารย์คึกฤทธิ์ เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ตัดศีลพระสงฆ์เหลือ 150 ข้อ จาก 227 ข้อ หลังสำนักพุทธฯเข้าตรวจสอบแล้วยอมรับทำจริง อ้างเหตุผลแยกส่วนคำแต่งใหม่กับคำพระพุทธเจ้าที่อยู่ในพระไตรปิฎกออกจากกัน ด้าน เจ้าคุณพิมพ์ วัดปทุมคงคา ชี้ตัดศีลเหลือ 150 ข้อ ไม่เหมาะสม ทำให้พระธรรมวินัยขาดความสมบูรณ์

 

หลังจากพุทธศาสนิกชนร้องเรียนผ่านศูนย์ฮอตไลน์ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และร้องเรียนไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าพระอธิการคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล หรือพระอาจารย์คึกฤทธิ์ เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง จ.ปทุมธานี มีการตัดศีลปาติโมกข์ของพระสงฆ์เหลือเพียง 150 ข้อ จากเดิมที่ตามพระธรรมวินัยกำหนดไว้ 227 ข้อ ซึ่งกรณีดังกล่าวส่งผลให้วัดนาป่าพงถูกตัดออกจากการเป็นวัดสาขาของวัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี ที่มีหลวงปู่ชา เป็นผู้ก่อตั้งเมื่อปี 2553

 

ต่อมาเมื่อวันที่ 17 ส.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ถึงเรื่องนี้ว่าหลังรับเรื่องร้องเรียน พศ.ได้แจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปทุมธานี (พศจ.ปทุมธานี) ประสานเจ้าคณะอำเภอลำลูกกา ลงพื้นที่ตรวจสอบทันที และได้เข้าพบพระอธิการคึกฤทธิ์ที่วัดนาป่าพง เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องการร้องเรียนดังกล่าว ซึ่งทางพระอธิการคึกฤทธิ์ยอมรับว่ามีการตัดศีลของพระสงฆ์เหลือเพียง 150 ข้อจริง ทั้งยืนยันว่าเป็นการยึดคำสอนตามพระไตรปิฎก ไม่ได้แก้ไขอะไร

 

ผอ.พศ.กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศีลของพระสงฆ์ และมหาเถรสมาคม เป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย จึงต้องนำเข้าหารือในที่ประชุมมหาเถรฯ เพื่อขอให้ตั้งพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในกรรมการมหาเถรฯ หรือพระสงฆ์ที่มีความรู้ความสามารถตามที่มหาเถรฯ เห็นสมควร มาพิจารณากรณีของพระอธิการคึกฤทธิ์ว่าจะถือว่ามีความผิดหรือไม่ และจะดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ในอดีตเคยเกิดกรณีที่คล้ายๆ กับกรณีนี้มาแล้ว เช่น กรณีของสำนักสันติอโศก ซึ่งทางมหาเถรฯ พิจารณาแล้วมีมติปกาสนียกรรม ซึ่งหมายความว่าตัดออกจากคณะสงฆ์ไทย และคณะสงฆ์ไทยไม่ให้การยอมรับ ส่วนกรณีของวัดนาป่าพงจะมีการนำเรื่องเข้าที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) วันที่ 20 ส.ค.นี้ ซึ่งจะดำเนินการอย่างไร ต้องอยู่ที่ผลการพิจารณาของที่ประชุมมหาเถรฯ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับคำชี้แจงของ พระอธิการคึกฤทธิ์ต่อเจ้าคณะ อ.ลำลูกกา และ พศจ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 13 ส.ค.นั้น คือ ได้แยกส่วนคำแต่งใหม่ กับคำพระพุทธเจ้าที่อยู่ในพระไตรปิฎกออกจากกัน เพราะไปเจอพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่ให้ต่อเติมแต่งใหม่คำของพระองค์ จึงอยากให้ชาวพุทธได้รู้ว่าความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนล้วนๆ นั้นเป็นอย่างไร โดยไม่มีอรรถกถา คือ คำขยายความ หรือคำแต่งใหม่ของสาวกเข้าไปปนเหมือนพระไตรปิฎกที่ใช้กันอยู่ และไม่ได้มีอยู่เล่มเดียว ทั้งหมดจะมี 33 เล่ม ตามพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ที่ใช้กันมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ซึ่งไม่ได้มีการดัดแปลงใดๆ

 

ด้านพระธรรมคุณาภรณ์ (พิมพ์ ญาณวีโร ป.ธ.7) เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา รองเจ้าคณะภาค 7 กล่าวว่า พระพุทธองค์ได้บัญญัติพระธรรมวินัยไว้ 227 ข้อ ซึ่งหลังจากปรินิพพานแล้วเหล่าสาวกจะคงไว้หรือจะตัดให้เหมาะสมก็ได้ แต่ในส่วนฝ่ายเถรวาทนั้นยึดแบบดั้งเดิมที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัยไว้ 227 ข้อ โดยไม่มีใครไปตัดออก โดยพระธรรมวินัยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ พุทธบัญญัติ หมายถึง ข้อห้ามที่พระพุทธองค์ทรงตั้งขึ้น เพื่อป้องกันความประพฤติเสียหาย และวางโทษแก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิดด้วยปรับอาบัติหนักและเบาตามโทษที่ได้กระทำผิด ส่วนอภิสมาจาร คือ ขนบธรรมเนียมที่ทรงแต่งตั้งขึ้น เพื่อชักนำความประพฤติของภิกษุสงฆ์ให้ดีงาม เช่น เวลายืนไม่ให้แสดงธรรม ไม่ให้หัวเราะเสียงดัง ฉันข้าวไม่ให้พูด เป็นต้น เมื่อรวมพุทธบัญญัติกับอภิสมาจารเข้าด้วยกัน จะเรียกว่าพระธรรมวินัย หากมีการตัดส่วนใดส่วนหนึ่งออกไปพระธรรมวินัยก็จะไม่มีความสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม การที่มีความเข้าใจผิดไปตัดอภิสมาจารออกให้เหลือเพียงพุทธ บัญญัติ 150 ข้อ ถือว่าไม่เหมาะสม เพราะเวลาสวดปาติโมกข์พระสงฆ์ก็จะสวด 227 ข้อ ถึงจะมีความสมบูรณ์ ถือเป็นรากแก้วของพระพุทธศาสนา

 

 

ที่มา : ไทยรัฐ
18 สิงหาคม 2557

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264