อย่างฮา !

 

เจ้าคุณจำนง-โฆษกมหาเถรสมาคม ระบุ "พระสงฆ์ไปมาหาสู่อาจารย์ยันตระได้" แต่..ห้ามร่วมวงฉัน อาฮ่า..พระที่ไปน่ะไม่ได้ร่วมวงฉันแน่ๆ แต่ว่า "นั่งต่ำกว่าท่านยันตระนั้น" ชัวร์ ไม่มั่ว แถมมีภาพยืนยันอีกต่างหาก ก็อยากจะเห็นจังเลย ว่ามหาเถรสมาคมจะเอาผิดอะไรกับพระเหล่านั้น ?

 

 

 

 

 "ยันตระ" กับพระภิกษุลูกศิษย์

ภาพ : เดลินิวส์

 

 

 

 

"ยันตระ" ปลื้ม ศิษย์แห่กราบ มส.เตือนสงฆ์ อย่าร่วมวงฉัน

ยันตระปลื้มลูกศิษย์ทั้งชาวบ้านและพระสงฆ์แห่รอรับเนืองแน่นตั้งแต่เช้า บางคนถึงกับใช้ผ้าเช็ดหน้ารองเท้า เผยสร้างอาศรมพักอยู่บ้านน้องสาวที่ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เข้าแถวรอรับบางคนถึงกับใช้ผ้าเช็ดหน้ารองเท้า โดยนายวินัยสวมชุดคล้ายจีวรสีเขียวเหมือนเดิม จากนั้นร่วมวงกินข้าวมื้อเพลกับพระสงฆ์ ผอ.สำนักพุทธฯ เผยหมดสิทธิ์กลับมาบวชอีกเพราะปาราชิกไปแล้ว ส่วนเรื่องคดีต้องตรวจสอบอีกครั้งว่าหมดอายุความแล้วหรือไม่ ด้านพระพรหมเมธี โฆษกมหาเถรฯ ชี้หากมีพระสงฆ์ร่วมวงกินข้าวกับนายวินัย หรือไปกราบไหว้ถือว่าไม่เหมาะ เพราะปัจจุบันนายวินัยเป็นฆราวาสแล้ว หากพบต้องให้พระปกครองตักเตือน

ความคืบหน้ากรณี นายวินัย ละอองสุวรรณ หรืออดีตพระยันตระ อมโร ซึ่งหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศนานกว่า 20 ปีจนหมดอายุความ ย่องกลับมาเมืองไทยที่บ้านเกิด อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีลูกศิษย์ลูกหา และพระสงฆ์ที่ยังศรัทธา เดินทางไปต้อนรับ โดยนายวินัยแต่งชุดคล้ายจีวรสีเขียว รูปร่างอ้วนท้วนขึ้นไว้ผมและเครายาวสีขาวนั้น

เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่บ้านบางบ่อ ต.ปาก พนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรม ราช นายวินัยพักอยู่ที่อาศรมซึ่งสร้างอยู่ในที่ดินบ้านพักของนางสำลี ละอองสุวรรณ น้องสาวของนายวินัย ริมแม่น้ำปากพนัง เขตเทศบาลเมืองปากพนัง ตั้งแต่ช่วงเช้ามีชาวบ้านที่ยังมีความเคารพศรัทธามารอพบ รวมทั้งพระสงฆ์ ภิกษุณี และแม่ชี ซึ่งหลายคนเดินทางมาจากจังหวัดกาญจนบุรี มากราบนายวินัยหลังทราบข่าว และที่บ้านพักของนางสำลี น้องสาวของอดีตพระยันตระนั้นชาวบ้านได้ร่วมกันทำกับข้าวเพื่อเลี้ยงภัตตาหาร เพลแก่พระสงฆ์ที่มาฉันภัตตาหารร่วมกับนายวินัย รวมทั้งจัดเลี้ยงชาวบ้านจำนวนมากที่มาเยือนกันอย่างเนืองแน่น

กระทั่ง ถึงช่วงเพล นายวินัยเดินออกมาจากอาศรมมีพระสงฆ์เดินตามหลังออกมาพบปะทักทายกับชาวบ้าน บางส่วนมอบพวงมาลัยดอกไม้สด และเงินสด ตลอดทางที่นายวินัย เดินออกมา ซึ่งท่าทีของนายวินัยนั้นจะยิ้มแย้มตลอดเวลา พูดจากับทุกคนที่มาเยือน บางคนถึงกับเอาผ้าเช็ดหน้าให้นายวินัยเหยียบขณะเดิน หลังจากนั้นนายวินัยร่วมโต๊ะกับพระสงฆ์กินอาหารด้วยกัน

ชาวบ้านที่มากราบไหว้นายวินัยบางส่วนระบุว่า แม้ว่าอดีตพระยันตระจะไม่อยู่ในสถานะพระสงฆ์แล้ว หรืออยู่ในสถานะเป็นผู้ทรงศีลอย่างไรก็ตาม ทุกคนยังมีความศรัทธาให้ความเคารพนับถือ เนื่องจากตลอดมายังคงมีวัตรปฏิบัติเช่นผู้ทรงศีล ทำวัตรสวดมนต์ตามเวลาวัตรเช้าและวัตรค่ำ การแต่งกายเป็นเรื่องของภายนอกและเชื่อมั่นว่าเรื่องราวในอดีตนั้นไม่เป็น ความจริง เห็นได้จากความศรัทธาทั้งจากพระสงฆ์ ภิกษุณี หรือแม่ชี ผู้ทรงศีลต่างๆ ยังคงให้ความเคารพศรัทธานับถือเช่นเดิมตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

สำหรับนายวินัยจากการสอบถามคนใกล้ชิดระบุว่าจะอยู่ดูแลอาการอาพาธของพ่อท่าน เชื่อง เจ้าอาวาสวัดบางบ่อ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌายาจารย์ จนถึงสิ้นเดือนเม.ย. จากนั้นจะไป จ.ภูเก็ต รักษาฟันกับทันตแพทย์ และเตรียมงานบุญก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศสหรัฐอเมริกา

ด้านนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีอดีตพระยันตระ ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลคดีความของอดีตพระยันตระ พบว่าคดีหมิ่นสมเด็จพระสังฆราชได้หมดอายุความลงไปแล้ว ส่วนคดีของการไม่ทำตามคำสั่งมหาเถรสมาคม ให้สึกจากความเป็นพระ เนื่องจากปาราชิกนั้น สำนักพุทธฯ ต้องขอไปตรวจสอบข้อมูลว่า เรื่องเกิดขึ้นมากว่า 20 ปี และกรมการศาสนา (ศน.) ในขณะนั้นได้มีการแจ้งความดำเนินคดีอดีตพระยันตระไว้เมื่อใด และคดีหมดอายุความแล้วหรือไม่ คงต้องตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนอีกครั้ง

นายนพรัตน์กล่าวอีกว่า ส่วนการปาราชิกแล้วกลับมาบวชใหม่ได้หรือไม่ ตอบได้ว่าพระธรรมวินัยกำหนดไว้ว่าหากภิกษุต้องปาราชิกแล้วไม่สามารถกลับมา บวชใหม่ในพระพุทธศาสนาได้ตลอดชีวิต ส่วนกรณีที่พบว่าพระบางรูปที่ต้องปาราชิกแล้ว กลับมาบวชใหม่นั้น ต้องไปถามอุปัชฌาย์ ซึ่งตามหลักการแล้วผู้ที่เป็นอุปัชฌาย์ต้องสืบประวัติผู้ที่บวช ต้องรู้ประวัติเบื้องต้นว่าเคยปาราชิกหรือไม่ หากเคยก็ไม่สามารถบวชให้ได้ แต่ถ้ายังบวชทั้งที่รู้อยู่แล้วพระอุปัชฌาย์ถือว่ามีความผิดเช่นกัน ทั้งนี้ ในส่วนกรณีของอดีตพระยันตระไม่สามารถมาบวชใหม่ได้ หากมีพระอุปัชฌาย์รูปใดบวชให้ถือว่ามีความผิด เนื่องจากจะเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้ประวัติอดีตพระยันตระ

ส่วน พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธัมมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม โฆษกมหาเถรสมาคม กล่าวว่า กรณีที่คณะสงฆ์จะต้องมีการออกปกาสนียกรรม ซึ่งหมายถึงการที่สงฆ์มีมติและประกาศให้เป็นที่รู้กันทั่วไป ถึงสถานภาพในเวลานั้นของภิกษุรูปนั้นในคณะสงฆ์ เช่น ความไม่เป็นที่ยอมรับ หรือการที่สงฆ์ไม่ยอมรับ และไม่รับผิดชอบ ต่อการกระทำของภิกษุรูปนั้น ต่ออดีตพระ ยันตระด้วยหรือไม่ พระพรหมเมธีกล่าวว่า แม้ขณะนี้อดีตพระยันตระยังออกสอนพระพุทธศาสนาแก่ประชาชนอยู่ แต่ไม่ได้สอนผิดเพี้ยนไปจากพระไตรปิฎก ดังนั้น จึงไม่จำเป็นที่คณะสงฆ์จะต้องมีการออกปกาสนียกรรมต่ออดีตพระยันตระ เนื่องจากการปกาสนียกรรมจะใช้ในกรณีที่พระสงฆ์นำคำสอนในพระไตรปิฎกไปดัดแปลง จนเกิดความผิดเพี้ยนเท่านั้น

พระพรหมเมธีกล่าวถึงกรณีที่พระสงฆ์เข้าไปร่วมสังฆกรรมกับอดีตพระยันตระ ว่าคงต้องพิจารณาเป็นกรณีไป เช่น การฉันภัตตาหารถ้าเป็นสำรับแยกจากพระก็ไม่มีความผิด แต่ถ้านำอดีตพระยันตระร่วมฉันภัตตาหารสำรับเดียวกัน ถือว่าไม่สมควร ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสงฆ์ที่เข้าไปกราบไหว้อดีตพระยันตระยิ่งเป็นการไม่สมควร ด้วยพระสงฆ์มีสถานะสูงกว่าฆราวาสทั่วไป อีกทั้งอดีตพระยันตระไม่มีสถานภาพความเป็นพระสงฆ์อีกต่อไปแล้ว พระสงฆ์ที่มีความประพฤติที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้ควรให้พระสังฆาธิการผู้ปกครองพระสงฆ์รูปนั้นๆ ตักเตือน แต่ถ้าเป็นการพูดคุยธรรมดาก็ไม่มีความผิดแต่อย่างใด

 

 

 

 

ที่มา : ข่าวสด
25 เมษายน 2557

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264