หมดอายุความ !

 

เลขาสภาทนายเผยคดี "ยันตระ" หมดอายุความแล้ว ถือว่าพ้นเคราะห์กรรม นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แต่ยันตระจะเลือกแสดงบทบาทไหนก็ต้องติดตามดู แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือว่า ประเทศไทยยังคงเป็นฐานเสียงใหญ่ ยังไงก็ต้องปักหลักที่ไทย ไม่ใช่อเมริกา ถ้ากระแส "ยันตระรีเทิร์น" จุดติด งานนี้มีหวังตลาดศาสนาในเมืองไทยกระเพื่อมแรง แบบว่าแย่งลูกค้ากันอุตลุต ไล่ตั้งแต่ ธัมมชโย-ธรรมกาย พุทธอิสระ-วัดอ้อน้อย โพธิรักษ์-สันติอโศก คึกฤทธ์-นาป่าพง ปราโมทย์-สวนสันติธรรม นิกร-ดอยนางแล ยันตระ-สังขละบุรี และแม่ชีอีกสารพัดสำนัก จะอาศัยรัฐธรรมนูญเป็นใบเบิกทางสร้างฐานทางศาสนาในรูปแบบใหม่ ที่ไม่ต้องขึ้นต่อคณะสงฆ์ไทย และจะส่งผลให้มหาเถรสมาคมอ่อนแอ จนกระทั่งไร้บทบาทไปในที่สุด ซึ่งก็สมแล้ว เพราะพระในมหาเถรสมาคมไร้วิสัยทัศน์ เอาแต่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน สุดท้ายก็ปล่อยให้เอกชนทำงานจนล้ำหน้า จนกระทั่งสามารถเข้ามายึดกุมอำนาจรัฐได้ในที่สุด ดังกรณีธรรมกายที่กล้าทำงาน "ใหญ่กว่า" มหาเถรสมาคม ในวันนี้

 

ดังกรณี "ยันตระ" ที่พอเข้าเมืองไทยได้ ก็ออกมาพูดเรื่องการเมือง ทั้งนี้เพราะยันตระรู้ดีว่า ถ้าไม่เล่นการเมือง การเมืองก็จะเล่นท่าน ดังนั้นจึงต้องเล่นการเมือง จะอยู่ในผ้าเหลืองหรือผ้าลายก็หนีการเมืองไปไม่พ้น ใครจะกล้าปฏิเสธบ้างล่ะว่า พระในมหาเถรสมาคมนับตั้งแต่สังฆราชลงมา ไม่ใช่นักการเมืองในผ้าเหลือง ธัมมชโย โพธิรักษ์ พุทธอิสระ คึกฤทธิ์ พระปราโมทย์ ฯลฯ พวกนี้ก็ล้วนแต่มีการเมืองหนุนหลังทั้งสิ้น สักแต่ว่าใครจะเล่นได้ดีตีบทแตกกว่ากันเท่านั้นเอง ศาสนาก็เป็นแค่ "เครื่องมือหาเสียง" ของนักการเมืองในผ้าเหลือง ยิ่งตลาดศาสนาเปิดกว้างโดย "รัฐธรรมนูญ" ซึ่งสูงกว่า "พระราชบัญญัติคณะสงฆ์" เช่นปัจจุบันนี้ ยิ่งทำให้การผูกขาดตลาดศาสนาเป็นไปไม่ได้เลย แต่ผู้ที่จะผูกขาดได้ก็มีอยู่แค่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพ่อค้าและกลุ่มสื่อสารมวลชน หรือพูดง่ายๆ ว่า จะมีพระที่เข้ามามีบทบาทในวงการศาสนาประเทศไทยอยู่ 2  กลุ่มใหญ่ คือพระที่มีเงินมาก เช่นวัดพระธรรมกาย และพระที่มีทีวีหนังสือพิมพ์เป็นแบ๊กให้ เช่น พระคึกฤทธิ์ พุทธะอิสระ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ธรรมกายย่อมได้เปรียบกว่า เพราะมีทั้งทุน และสื่อ รวมทั้งสามารถรักษาสถานภาพความเป็น "สมาชิก" ในมหาเถรสมาคมเอาไว้ได้ ทำให้นอกจากจะไร้แรงต้านแล้ว ก็ยังมีแรงหนุนส่งให้ทำงานอย่างกว้างไกลได้อีกด้วย และสุดท้าย วันคุ้มครองโลก ก็จะเปลี่ยนมาเป็น วันยึดครองประเทศไทย แทน ชิตัง เม เอวัง !

 

 

 

 

 

 

เลขาฯสภาทนาย เผยคดี ยันตระ หมิ่นพระสังฆราช อาจหมดอายุความแล้ว

 

เมื่อวันที่ 23 เม.ย. นายนิวัติ แก้วล้วน เลขาธิการสภาทนายความ เปิดเผยถึงกรณีอดีตพระยันตระ อมโรภิกขุ หรือนายวินัย ละอองสุวรรณ เดินกลับเข้าประเทศไทย และปรากฎตัวที่ จ.นครศรีธรรมราช ว่า คดีอดีตพระยันตระซึ่งเคยเป็นข่าวดังโดยทางมหาเถรสมาคม (มส.) มีมติให้พ้นจากความเป็นสงฆ์ เนื่องจากถูกตั้งอธิกรณ์ผิดวินัยร้ายแรงด้วยการล่วงละเมิดเมถุนธรรมต้องอาบัติถึงขั้นปาราชิก แต่ทางอดีตพระยันตระได้ปลอมหนังสือเดินทางหนีออกนอกประเทศ

 

นอกจากนี้ทราบว่ายังมีคดีหมิ่นประมาท พูดจาในลักษณะหมิ่นพระสังฆราช  ซึ่งมีความผิดทางอาญา ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ระบุว่า ในคดีอาญาที่มีโทษจำคุกระหว่าง 1-7 ปี ถ้าไม่ได้ตัวมาฟ้องภายใน 10 ปี จะถือว่าคดีขาดอายุความ ดังนั้น เมื่อนับเวลาเกิดเหตุเมื่อปี 2539 เท่ากับว่าคดีขาดอายุความหมดแล้ว ไม่สามารถรื้อฟื้นคดีได้อีก เว้นแต่จะมีการกล่าวหาในข้อหาอื่นๆ ที่คดียังไม่ขาดอายุความ ส่วนกรณีแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ เท่าที่เห็นจากรูปแล้ว น่าจะเหมือนฤษีมากกว่า

 

 

 

ที่มา : ข่าวสด
25 เมษายน 2557

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264