จับ-ขับไล่ผู้ดีอังกฤษพ้นเกาะ !

 

ศรีลังกาเนรเทศหญิงอังกฤษ

สักยันต์พระพุทธบนแขน

 

ไม่ให้เข้าเมือง-ไสหัวออกนอกประเทศ

 

ตั้งข้อหาสวยหรูมาก

"ทำร้ายความรู้สึกชาวพุทธศรีลังกา"

 

เริ่ดฮ่ะ เริ่ด !

 

 

 

 

ภาพ : BBC

 

 

 

นี่ฮะ ! รัฐบาลตัวอย่าง ที่แปลว่า "ผู้ปกป้องคุ้มครอง" มิใช่ผู้กอบโกยโกงกิน และไม่มีอุดมการณ์ในการบริหารประเทศชาติพระศาสนา ใครว่าพระพุทธศาสนาในศรีลังกาอ่อนแอก็เชิญดูข่าวนี้เป็นตัวอย่าง ส่วนประเทศไทยน่ะหรือ ไม่อยากเซ่ด ปากบอก "อยากเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก" แต่พฤติกรรมสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง มหาเถรสมาคมและสำนักพุทธฯ ก็เก่งแต่เรื่องพระตุ๊ดเณรแต๋ว แต่เรื่องบ้านเรื่องเมืองแล้วอมสาก คงต้องรอให้พุทธะอิสระยึดกรุงเทพฯได้หมดกระมั๊ง ถึงค่อยออกกฎหมายคุ้มครองพระพุทธศาสนา ไม่แน่นะ อีนังนี่อาจจะตีตั๋วเข้ามาอวดลายแขนที่เมืองไทยก็เป็นได้ เพราะไทยเราอยากได้นักท่องเที่ยวกันใจจะขาด ขนาดกุ๊ยเมืองจีนมานั่งขี้เต็มคูเมืองเชียงใหม่ รัฐบาลไทยก็ยังออกมาแก้ข่าวว่า "คนบ้า" น่ารักซะไม่มี คงรอให้มันไปนั่งขี้ที่หน้าทำเนียบให้ยิ่งลักษณ์เห็นแก้มก้นก่อนมั๊ง ถึงจะเชื่อว่าเป็นนักท่องเที่ยวจริง !

 

 

 

 

 

ประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ

ศรีลังกา-ไทย และอุบลราชธานี

 

ประวัติศาสตร์โลกบันทึกว่า ศรีลังกาเคยถูกชาวยุโรป อันได้แก่ ฮอลแลนด์ (ฮอลันดา) โปรตุเกส ฝรั่งเศส และอังกฤษ รุกรานและยึดครองนานถึง 400 ปี พวกฝรั่งดั้งขอทั้งสี่ชาติ ชวนกันรุมโทรมชาวศรีลังกาและพระพุทธศาสนาแบบว่า "เหมือนไม่ใช่คน" เหมือนๆ จีนเคยถูกอังกฤษหยามเหยียด และมีป้ายปักไว้ในสวนสาธารณะว่า "หมาเข้าได้ แต่คนจีนห้าม" จนกระทั่งพระพุทธศาสนาสูญสิ้นไปจากศรีลังกา และศรีลังกาต้องส่งทูตมาขอพระพุทธศาสนาไปจากไทย จนได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ก่อนกรุงศรีอยุธยาจะแตกไม่กี่ปี ถึงทุกวันนี้ชื่อของ "พระอุบาลี" สังฆราชแห่งสยามวงศ์ ก็ยังคงเป็นอมตะ

 

อังกฤษเคยยึดครองศรีลังกานานถึง 200 ปี ศรีลังกาเพิ่งได้รับเอกราชเมื่อต้นปี 2491 หรือ 66 ปี ที่ผ่านมานี่เอง ยังไม่ถึงชั่วอายุคนด้วยซ้ำ หนำซ้ำ อังกฤษยังเป็นถึงเจ้าโลก เป็นประเทศแม่ให้แก่สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และครอบคลุมอำนาจในกลุ่ม "สหราชอาณาจักร" และ "เครือจักรภพ" ซึ่งยังคงมีบทบาทสูงในระดับผู้นำของโลก

 

แต่ ณ วันนี้ ใครเลยจะเชื่อว่า ศรีลังกาจะอาจหาญ "เนรเทศ" ชาวอังกฤษ ซึ่งได้รับการยกย่องว่า "เป็นชาติผู้ดี" ออกนอกประเทศ ด้วยสาเหตุเพียง "สักแขนด้วยรูปพระพุทธ" ทั้งนี้เพราะศรีลังกาทั้งประเทศเคยเป็น "ขี้ข้า" ของอังกฤษมาก่อนนั่นเอง

 

สมัยก่อน อังกฤษเคยเป็น "ผู้ดี" ในสายตาของชาวศรีลังกา แต่ ณ วันนี้ อังกฤษ ได้กลายเป็น "ผู้เลว" ในสายตาของชาวศรีลังกาไปแล้ว ไม่ยินดีต้อนรับยังไม่พอ ยังขับไล่ไสส่งออกนอกประเทศ โดยมิได้เห็นแก่อำนาจของอังกฤษที่ยิ่งใหญ่ล้นฟ้า มิได้แยแสต่ออำนาจเงินตราในสกุล "ปอนด์" ของอังกฤษ ซึ่งว่ากันว่าแพงที่สุดในโลกเลย

 

วีรกรรมของรัฐบาลศรีลังกา ณ วันนี้ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงความ "ทัดเทียม" ทางด้านการทูต และการศาสนา กับอังกฤษ อดีตอภิมหาอำนาจของโลก และอดีตเจ้านายที่มีอำนาจแม้กระทั่ง "แต่งตั้งพระราชา" ของศรีลังกา

 

จังหวะ เวลา หรือโอกาส เพียงนิดเดียวเช่นนี้ ถ้ามีวิสัยทัศน์ และเล่นเป็น ก็สามารถสร้างประวัติศาสตร์ที่น่าภูมิใจให้แก่ประเทศชาติพระศาสนาได้ โดยไม่ต้องยกทัพออกไปต่อสู้กับใคร อยู่ที่ว่าผู้นำของประเทศจะมี "กึ๋น" เพียงพอหรือไม่

 

ดูตัวอย่างเมื่อวาน คณะสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน (ยกเว้นโคราชซึ่งไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นลาว) เมื่อถึงวาระก่อสร้างเมืองมาได้ 222 ปื กลับไม่มีสติปัญญาจะทำบุญให้แก่บ้านแก่เมืองได้ สิ้นความคิดถึงกับยกให้แก่วัดพระธรรมกายจัดทำบุญแทน ส่วนพระสงฆ์ชาวอุบลนั้นก็เตรียมล้างปากล้างท้อง ไปรอ "กิน" ส่วนบุญจากวัดพระธรรมกาย น่าที่จะสร้างประวัติศาสตร์อันน่าภูมิใจ ให้แก่จังหวัดและชาวอุบลราชธานี แต่นี่กลับสร้างประวัติศาสตร์ "อัปยศ" ไว้แทน

 

ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาอันเพิ่งผ่านไปไม่นาน วลีว่า "ไอ้ลาวตาขาว" ที่พระภาคกลางพ่นใส่หน้า "พระพิมลธรรม-อาจ อาสโภ" อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ซึ่งเป็นชาวขอนแก่น ก็ยังคงดังก้องบ้านก้องเมือง แต่ ณ วันนี้ เมื่อพระสงฆ์ชาวอุบล "ก้มหัว" ให้แก่ "ธัมมชโย" ซึ่งอยู่ไกลถึงปทุมธานี แต่ส่ง "ลูกน้อง" มายึดครองเมืองอุบล ก็คงจะเป็นดังที่พระภาคกลางพูดจริงๆ นั่นแหละว่า "ตาขาว" เพราะยินยอมให้ชาวต่างถิ่นเข้ามาบริหารบ้านเมืองเอาตามใจชอบ เหยียบย่ำน้ำใจกันด้วยการ "เอาพระพุทธรูปของวัดพระธรรมกายมาตั้งเป็นประธานกลางเมือง ในงานฉลอง 222 ปี จังหวัดอุบลราชธานี" ทำราวกับว่า อุบลราชธานีทั้งเมืองไม่มีพระไหว้เลย "พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง" ซึ่งเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดก็สู้ "น้ำเงิน" ของวัดพระธรรมกายไม่ได้ ส่วนพระสงฆ์ชาวอุบลอันมีจำนวนนับหมื่นๆ รูป นำโดยเจ้าคณะจังหวัดทั้งธรรมยุตและมหานิกาย กลับมืดบอดมองไม่เห็น ถึงเห็นก็แต่อามิสสินจ้าง ขาดกลัวต่อผู้มีอำนาจในส่วนกลาง เขาจะเอา "นาย ก. นาย ข." เหมือน ส.ส. หมาหลง คนต่างด้าวท้าวต่างแดน มาเป็นผู้ปกครอง ก็ยอมสยบอย่างไม่มีปากมีเสียง เพียงแค่ขอให้มีตำแหน่งและยศถาบรรดาศักดิ์ก็พอ แบบว่าโง่ไม่พอ ยังตะกละอีกต่างหาก นับเป็นภาพ "ทุเรศที่สุด" ในสายตาของปัญญาชน

 

แล้วถามว่า ทำบุญ 222 ปี มันมีค่าอะไร ?

 

หลายวันที่ผ่านมา สื่อมวลชนทุกแขนง หันไปเล่นข่าว "นาตาลี" พระตุ๊ด เณรแต๋ว ว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา นินทากันมันปาก ถึงกับทำการวิจัยหาจำนวนพระตุ๊ดเณรแต๋วทั่วประเทศว่ามีกี่คน แต่สำหรับ "ผู้นำตุ๊ด-ขี้ขลาดตาขาว" ในวงการศาสนา ซึ่งมีอยู่เกลื่อนเมืองไทยในเวลานี้ กลับไม่มีใครพูดถึง ทั้งๆ ที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติพระศาสนามากกว่านาตาลีเป็นล้านเท่า เพราะว่า ถ้าไร้ความกล้าหาญทางด้านศีลธรรม-จริยธรรมเสียแล้ว มันจะต่างอะไรกับคำว่า "ตุ๊ด-แต๋ว" เขาเรียกพวกนี้กันมาตั้งนานแล้วว่า "หน้าตัวเมีย"

 

 

 

 

 

 

 

 

ศรีลังกาเนรเทศสาวอังกฤษสักพระพุทธรูปที่หัวไหล่

 

"ศรีลังกา" จับสาวอังกฤษวัย 37 ปี ที่สนามบิน ก่อนเนรเทศออกนอกประเทศ เหตุสักภาพพระพุทธรูปที่หัวไหล่

 

เมื่อวันที่ 22 เม.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาโอมิ มิเชล โคลแมน สาวชาวอังกฤษวัย 37 ปี ถูกจับที่สนามบินกรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา ก่อนจะถูกเนรเทศออกนอกประเทศ ข้อหาสักภาพพระพุทธรูปไว้ที่หัวไหล่ข้างขวา

 

โฆษกประจำกรมตำรวจระบุเหตุผลที่เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมสาวชาวอังกฤษว่า ทำร้ายความรู้สึกผู้นับถือศาสนาพุทธ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ โคลแมนอยากลบรอยสักในทันที ทั้งนี้ ประเทสศรีลังกาเป็นประเทศที่มีศานาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ จึงค่อนข้างอ่อนไหวกับการนำภาพพระพุทธรูปไปไว้ยังที่ๆ ไม่สมควร

 

 

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์
23 เมษายน 2557

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264