หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

ประเทศไทยมิได้ปกครองด้วยพระพุทธศาสนา

แต่ว่าปกครองด้วยรัฐธรรมนูญ

 

 

นับตั้งแต่ พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีกติกาสูงสุดในการปกครองเรียกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 

ซึ่งรัฐธรรมนูญทุกฉบับนั้น จะกำหนดแนวทางและวิธีการปกครองประเทศไทยเอาไว้ รวมเรียกง่ายๆ ว่าได้แก่ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ผู้แทนราษฎรได้เลือกนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีเป็นผู้คัดเลือกบุคคลอีกจำนวนหนึ่ง ประกอบกันเป็นคณะรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารประเทศไทย นี้เรียกว่าฝ่ายบริหาร และยังมีอีก 2 ฝ่าย ได้แก่ฝ่ายนิติบัญญัติและยุติธรรม ฝ่ายนิติบัญญัติก็คือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ส่วนฝ่ายยุติธรรมก็ได้แก่ศาลสถิตยุติธรรม รวมกันเป็นอำนาจสามฝ่าย

 

ในกระบวนการแสวงหาคณะรัฐบาลซึ่งจะมาบริหารประเทศไทยครั้งหลังสุดนี้ ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 3 เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2554 มีพรรคการเมืองมากมายส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งหญิงและชาย ซึ่งผลปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งด้วยจำนวนสมาชิกสูงสุดถึง 265 เสียง/คน ส่งผลให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส. ประเภทบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ อันดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และนับเป็นนายกรัฐมนตรีสุภาพสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยอีกด้วย

 

แต่หลังจากนั้นก็มีเสียงโจมตี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่างๆ นานา ว่าเป็นสตรีเพศ-ไม่เหมาะสำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย เสียงโจมตีเหล่านั้นจะไม่สำคัญอันใดหากไม่ใช่เสียงที่มาจากพระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีล ซึ่งเป็นตัวแทนของพระพุทธศาสนา

 

เมื่อพระสงฆ์พูด ย่อมสร้างความคล้อยตามให้แก่พุทธศาสนิกชนที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาหรือในตัวพระสงฆ์องค์ที่พูดนั้น ซึ่งการพูดและการเชื่อเช่นนั้น ถ้าหากไม่มีการพิจารณาอย่างถ่องแท้ก็ย่อมจะมีผลในทางการเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

แต่ถ้าหากพิจารณาให้ถ่องแท้ก็จะทราบว่า ประเทศไทยมิได้ปกครองด้วยพระพุทธศาสนา หากแต่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งระบอบที่ว่านี้ก็มีกติกาสูงสุดคือรัฐธรรมนูญ มิใช่พระไตรปิฎกอันเป็นคัมภีร์หลักของพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด

 

จริงอยู่ ชาวไทยส่วนใหญ่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา แต่การเลื่อมใสเช่นนั้นก็มิได้มีผลในทางการเมืองโดยตรง อาจจะมีผลในทางอ้อม เช่นว่า ถ้าพรรคใดมีนโยบายสนับสนุนพระพุทธศาสนา ชาวไทยซึ่งมีสิทธิ์เลือกตั้งและนับถือพระพุทธศาสนา อาจจะตัดสินใจเลือกผู้สมัครของพรรคนั้น แต่นั่นก็มิใช่เพราะเหตุผลว่าเขาเลือกเพราะหลักพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาตรงกับนโยบายของพรรคใดพรรคหนึ่ง

 

การที่พระภิกษุบางรูปพูดว่า "ผู้หญิงไม่ควรเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย" บ้าง "ประเทศไทยจะเสียหายเพราะมีสตรีเป็นนายกรัฐมนตรี" บ้าง แม้ว่าจะอ้างอิงคำทำนายจากพระเกจิอาจารย์ในอดีต ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนจำนวนหนึ่ง หรือแม้แต่อ้างข้อความจากพระไตรปิฎกก็ตาม ซึ่งถ้าหากพุทธศาสนิกชนไม่พิจารณาอย่างถ่องแท้ ก็อาจจะคล้อยตามอย่างผิดๆ ได้

 

ที่ว่าคล้อยตามอย่างผิดๆ ก็เพราะว่า ประเทศไทยมิได้ปกครองด้วยพระพุทธศาสนา หากแต่ปกครองด้วยกติกาสูงสุดที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญ

 

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหนึ่งซึ่งชาวไทยส่วนใหญ่เลื่อมใสและเคารพเท่านั้น ดังนั้นจะอ้างว่ามีคำทำนายของครูบาอาจารย์ หรือมีข้อความในพระไตรปิฎกส่วนใดส่วนหนึ่ง ไม่ส่งเสริมให้สตรีเป็นหัวหน้าอาณาจักร ดังนี้ ย่อมเป็นการนำเอาพระพุทธศาสนาไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่างไม่ถูกต้อง

 

เพราะประเทศไทยมิได้ปกครองด้วยพระพุทธศาสนา หากแต่ปกครองด้วยรัฐธรรมนูญ

 

เมื่อรัฐธรรมนูญเปิดกว้างว่าด้วยคุณสมบัติของบุคคลผู้จะขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีบทบัญญัติส่วนใดที่ห้ามมิให้สตรีเพศเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้น การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับเลือกจากประชาชนคนไทยและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงถือว่าชอบธรรมตามกติกาคือรัฐธรรมนูญ และแม้แต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์พระประมุขของชาติ ก็ยังทรงยอมรับและทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 

จึงไม่ทราบว่าพระภิกษุที่ออกมาพูดเช่นนั้นมุ่งหวังสิ่งใด การพูดออกไปเช่นนั้นนอกจากจะเป็นการพูดขัดกับหลักการของรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเป็นการนำเอาหลักการทางพระพุทธศาสนา "ล้ำเส้น" เข้าไปในฝั่งทางการเมืองอีกด้วย เพราะแม้ว่าจะมีข้อความในพระไตรปิฎกบางแห่งแสดงความแตกต่างระหว่างเพศไว้ก็ตาม แต่นั่นก็เป็นหลักการทางศาสนา มิใช่หลักการทางการปกครองประเทศตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด การนำเอาหลักการทางพระพุทธศาสนาไปโจมตีหลักการปกครองประเทศไทย ก็ย่อมจะหมายถึงการนำเอาพระพุทธศาสนาไปล้มล้างระบอบการปกครองของประเทศไทยในปัจจุบันอีกด้วย

 

แต่ความถูกต้องของหลักธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนา ก็มิได้หมายความว่าจะต้องถูกต้องตามหลักการปกครองประเทศในรัฐธรรมนูญเสมอไป

 

จึงขอย้ำว่า หลักการของพระพุทธศาสนาก็เป็นหลักการทางศาสนา มิใช่หลักการในทางการเมือง เพราะประเทศไทยมิได้ปกครองด้วยพระพุทธศาสนา หากแต่ปกครองด้วยรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่แยกแยะหลักการเหล่านี้ให้ดี ก็จะเป็นการสร้างความสับสนให้แก่คนที่ไม่รู้ มีแต่ศรัทธาในตัวพระสงฆ์ แล้วนำเอาความเห็นของครูบาอาจารย์ไปเป็นแนวทางการเมือง นั่นก็เท่ากับว่ากำลังจะใช้พระพุทธศาสนาไปล้มล้างรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไทยในปัจจุบัน

 

ท่านที่พูดและท่านที่เชื่อเช่นนั้นอาจจะคิดว่าดี แต่สำหรับเราแล้วกลับมองเห็นว่าเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนา เพราะถ้าวันนี้ เราเอาหลักการทางศาสนาไปเกี่ยวข้องกับหลักการปกครองประเทศหรือทางการเมือง โดยสามารถล้มล้างหลักการในรัฐธรรมนูญได้ ต่อไปนักการเมืองที่ถูกล้มล้างก็อาจจะใช้วิธีเดียวกัน นำเอาหลักการในทางการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เช่นว่า ถ้านักการเมืองใช้หลักสิทธิมนุษยชนที่ระบุว่า บุรุษเพศและสตรีเพศมีความทัดเทียมกัน ดังนี้เป็นต้น แต่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาสอนว่ามีความเหลื่อมล้ำกันระหว่างสองเพศ นักการเมืองก็อาจจะใช้ข้ออ้างนั้นล้มล้างพระธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนา ว่ามีหลักธรรมคำสอนขัดกับรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ทั้งนี้เพราะพระสงฆ์เราไม่รักษาหลักการอย่างเคร่งครัดนั่นเอง

 

การรักษาจุดยืนและยืนในหลักการของเรา โดยไม่ล่วงละเมิดต่อหลักการบ้านเมืองนั่นต่างหาก ที่จะเป็นการรักษาพระพุทธศาสนาให้ยืนนาน อย่าคิดง่ายๆ เพียงว่า ถ้าอ้างหลักการพระพุทธศาสนาเป็นหลักปกครองประเทศได้แล้ว ก็จะเป็นการส่งเสริมพระพุทธศาสนาอย่างสูงสุด

 

เพราะผลกระทบในทางลบก็รุนแรงสูงสุดเช่นกัน

 

ดังนั้น จึงขอย้ำเตือนว่า ประเทศไทยมิได้ปกครองด้วยพระพุทธศาสนา หากแต่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีกติกาสูงสุดในการปกครองประเทศ ชื่อว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550

 

 

รักใครชอบใครเป็นการส่วนตัวน่ะไม่ว่า

แต่ว่าอย่าเอาหลักการพระพุทธศาสนาไปใช้ผิดทาง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

www.alittlebuddha.com วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264