เจาะท้องหลวงพ่อคูณ !

แพทย์ยืนยัน "วิธีเดียว" ยืดชีวิต

 

แต่นักข่าวกลับโมเม หาว่าอาการดีขึ้น

ดีขึ้นยังไง ในเมื่อกินไม่ได้ ?

 

 

หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

กรณีเจาะท้องหลวงพ่อคูณ

รู้สึกว่ากำลังเกิดความสับสนขึ้นในใจของพุทธศาสนิกชนชาวไทย ผู้เลื่อมใสศรัทธาในหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ วัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เนื่องเพราะหลวงพ่อเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้เมตตาต่อสาธารณชนทั่วไป มิได้จำเพาะเจาะจงเฉพาะชาวโคราชเท่านั้น

 

หลวงพ่อคูณนั้นท่านเคยป่วยมาแล้วหลายครั้ง รุนแรงถึงขนาดเส้นเลือดในสมองแตกก็ผ่านมาแล้ว ประวัติในเบื้องต้นแห่งเพศบรรพชิตของท่านก็คือเป็นพระธุดงค์ ออกแสวงหาความสงบตามป่าเขาลำเนาไพร เมื่อผ่านการปฏิบัติธรรมจนอยู่ตัวแล้วจึงกลับสู่บ้านเกิด เพื่อแนะนำสั่งสอนในทางบุญกุศลต่อไป จนกระทั่งหลวงพ่อมีชื่อเสียงเกรียงไกรไปทั่วประเทศ กล่าวได้ว่าเป็นพระมหาชน

 

เรื่องความเป็นความตายนั้น ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นธรรมดา เพราะไม่ว่าใคร เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ไม่เว้นแม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงเป็นพระบรมศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา

 

หลวงพ่อคูณวันนี้ก็เจริญอายุพรรษาถึง 89 ปี หรือย่าง 90 ปีแล้ว ความเจ็บไข้ชราย่อมมาเยือนโดยไม่ต้องสงสัย และตัวหลวงพ่อคูณเองท่านก็แจ้งในสัจธรรมข้อนี้ดีอยู่แล้ว ปัญหาจึงมีอยู่ว่า บรรดาลูกศิษย์ของหลวงพ่อคูณนั้น จะกำหนดบทบาทของตัวเองอย่างไร ในการดูแลหลวงพ่อ ในฐานะครูบาอาจารย์ แต่ก็ไม่เป็นการก้าวก่ายเกินไป

 

บทบาทที่สำคัญยิ่งของพระภิกษุทุกรูป (ไม่เว้นแม้แต่หลวงพ่อคูณ) ก็คือ การประกาศสัจธรรมให้แก่ชาวโลก หนึ่งในนั้นก็คือการยอมรับความตาย มิใช่การฝ่าฝืนความตายแบบผิดธรรมชาติ

 

จริงอยู่ ทุกคนรักชีวิต ต้องการมีชีวิตยืนยาว และพระพุทธศาสนาก็สอนเช่นนั้น มิได้สอนให้ทำลายชีวิต แต่ให้ถนอมชีวิตเพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์ แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังสอนในทางการใช้ชีวิตที่ชอบ รวมถึงการรู้จักความเป็นอนิจจังของชีวิตว่าด้วย เกิด แก่ เจ็บ และตาย ด้วย

 

ถ้าเราป่วยธรรมดา ก็ย่อมเป็นสิ่งที่เหมาะสมในการจะหายามาทาน ถ้ามากกว่านั้นก็อาจจะถึงมดถึงหมอ แต่ถ้าเกินกำลังที่แม้แต่หมอจะรักษาแล้ว การยอมรับความตายย่อมจะเป็นสิ่งที่เหมาะสม มากกว่าการจะยืดชีวิตไปโดยไม่ใส่ใจในสัจธรรมแห่งไตรลักษณ์

 

เมื่อวันนี้ หลวงพ่อคูณยังมีแรง สามารถสื่อสารกับผู้คนได้ แต่มีปัญหาเรื่องการขบฉัน ถ้าหมอจะช่วยให้ท่านฉันได้มากขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่ควรอนุโมทนา แต่การจะเจาะท้องเพื่อถวายอาหารโดยไม่ผ่านลำคอของหลวงพ่อต่อไปนั้น เป็นสิ่งที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะจะกลายเป็นการฝืนธรรมชาติไปอย่างไร้ขอบเขต อันจะทำให้ภาพลักษณ์อันดีงามของหลวงพ่อคูณต้องพลอยมัวหมองไป เพราะถึงที่สุดแล้วหลวงพ่อคูณก็ต้องตาย

 

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้หลวงพ่อคูณตาย แต่การตายตามธรรมชาติกับผิดธรรมชาตินั้น ก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาเช่นเดียวกัน เพราะพระพุทธศาสนาสอนให้ปล่อยวางในเรื่องเหล่านี้ มิใช่ลากลู่ถูกังเกินงามเกินไปดังที่กำลังทำกันอยู่ ซึ่งดูตามข่าวแล้ว เห็นมีแต่คณะศิษย์ คือกลุ่มพระและฆราวาสในวัดบ้านไร่กับหมอเท่านั้นที่มีอำนาจตัดสินใจในการดูแลรักษาหลวงพ่อคูณ แต่เห็นว่าคณะสงฆ์ทั้งจังหวัด น่าจะมีบทบาทในการดูแลรักษาหลวงพ่อคูณบ้าง ดีกว่าปล่อยให้หลวงพ่อตกอยู่ในความรับผิดชอบของคนเพียงไม่กี่คน

 

ดังนั้น ถ้าเกินกำลังจะรักษาด้วยวิทยาการสมัยใหม่แล้ว ก็ควรปล่อยให้การดูแลหลวงพ่อคูณเป็นไปตามธรรมชาติ ดีกว่าจะตกอยู่ในสภาพที่น่าเวทนา บรรดาลูกศิษย์ที่คิดจะเจาะท้องของหลวงพ่อเพื่อถวายอาหารและย้ายท่านไปไกลถึงกรุงเทพฯนั้น น่าจะพิจารณานิมนต์หลวงพ่อกลับวัดบ้านไร่ของท่านมากกว่า

 

ดีกว่าให้ท่านไปไกลโดยไม่ได้กลับบ้าน

 

เพราะการได้กลับวัด อันเป็นเรือนเคยอยู่อู่เคยนอน รวมถึงการได้เห็นหน้าตาลูกศิษย์ลูกหาญาติกาพี่น้อง อาจจะเป็นกำลังใจช่วยยืดอายุหลวงพ่อให้ยาวนาน มากกว่าการคดคู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลเป็นไหนๆ

 

 

 

 

 

 

แพทย์ย้ำต้องเจาะ ท้อง 'พ่อคูณ' ไม่ควรให้เนิ่นช้า

 

คืบหน้าอาการอาพาธ "หลวงพ่อคูณ" ดีขึ้นชัดเจน แต่แพทย์ยืนยันจำเป็นต้องเจาะหน้าท้องให้อาหารโดยเร็ว ช้าไม่ได้ โดยแพทย์จาก รพ.ศิริราช จะมาดำเนินการให้ ซึ่งหากทำจริงจะต้องหยุดยาละลายเลือดก่อน 1 สัปดาห์ รอความชัดเจนจากกลุ่มลูกศิษย์-จังหวัด...

 

1 ก.ย. ที่ จ.นครราชสีมา ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าอาการอาพาธของพระเทพวิทยาคม หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ซึ่งพักรักษาอาการอาพาธวัณโรคปอด อยู่ที่ห้องผู้ป่วยพิเศษ วีไอพี 9821 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 8 โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2554 ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้เป็นระยะเวลานานถึง 4 เดือนแล้ว

ล่าสุด
  นพ.พินิศจัย นาคพันธ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด รพ.มหาราชฯ แพทย์ประจำตัวหลวงพ่อคูณ ได้เข้าตรวจอาการของหลวงพ่อคูณ ซึ่งยังคงจำวัดนอนหลับได้เต็มที่ อาการอ่อนเพลียลดลง แต่ยังคงมีบ้างเล็กน้อย โดยมีสีหน้าสดชื่นกว่าเมื่อ 1-2 วันที่ผ่านมา น้ำหนัก 40 กิโลกรัม สภาพร่างกายผอมบาง ซึ่งแพทย์ยังคงใส่สายยางเพื่อให้อาหารผ่านช่องจมูกด้านซ้าย โดยมีพยาบาลได้นำอาการเหลวมาให้ในช่วงฉันเช้า ซึ่งสามารถรับได้ดี อาการโดยรวมดีขึ้น ไม่มีไข้ ไม่มีอะไรแทรกซ้อน ความดันปกติ ภาวะอาการสำลักลดลง

นพ.พินิศจัย กล่าวภายหลังตรวจว่า อาการหลวงพ่อคูณวันนี้ดีขึ้นชัดเจน รู้ตัว รู้เรื่องดี ถามตอบพูดคุยได้ รับอาหารที่ให้ทางสายยางได้ทุกครั้ง ไม่มีไข้ เสมหะลดลงไปมาก แต่สิ่งที่เราเป็นห่วงก็เรื่องเดิมของโรคประจำตัวเป็นพื้นฐานอยู่ ทั้งเส้นเลือดหัวใจตีบทำบายพาสมาแล้ว 5 เส้น ที่ รพ.ศิริราชเมื่อ 12 ปีก่อน หัวใจเต้นผิดจังหวะมีโอกาสที่จะเกิดเส้นเลือดอุดตันในสมองได้ทุกเมื่อ เรื่องเส้นเลือดสมองตีบและแตกต้องผ่าตัดเอาเลือดคั่งในสมองออกเมื่อ 7 ปีก่อนที่ รพ.ศิริราช และมีเรื่องถุงลมโป่งพอง มีวัณโรคปอด และโรคเบาหวานอีก อายุก็ 88 ปีแล้ว ทำให้เป็นห่วงท่านอยู่ตลอดเวลา แต่ภาพรวมถือว่าดีขึ้น วัณโรคปอดยังต้องรักษาให้ยาต่อเนื่องไปรวมทั้งหมดอย่างน้อย 1 ปีกับ 6 เดือน หรือ 1 คอร์ส

นพ.พินิศจัย กล่าวต่อว่า พี่น้องประชาชนศิษยานุศิษย์บางทีอาจจะคิดว่าทำไมหลวงพ่อนอนรักษาตั้ง 4 เดือนแล้วยังไม่หายและไม่กลับวัดสักที ตนอยากเรียนว่า หลวงพ่อคูณดีขึ้นแล้ว โดยเฉพาะเรื่องวัณโรคปอด ตอนนี้หลวงพ่อมีปัญหาเรื่องหนึ่งคือการฉันอาหาร และทุกที่ไม่ว่าทาง รพ.มหาราชเอง อาจารย์แพทย์ผู้ใหญ่ทาง รพ.รามาฯ หรือ รพ.ศิริราช เห็นพ้องต้องกันสรุปได้เลยว่า หลวงพ่อฉันเองไม่พอ ฉะนั้นต้องให้อาหารทางสายยางโดยตลอด แต่วิธีที่ให้ควรจะผ่านทางหน้าท้อง ซึ่งสายยางจะมีขนาดเล็กกว่าสายที่ใส่ทางจมูก ใส่แล้วสามารถไปไหนมาไหนได้ ปิดมิดชิด และรู้สึกดี ทาง รพ.รามาฯได้แนะนำทางนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว 3 เดือน เรื่องนี้เราไม่ต้องบอกให้ทาง รพ.ศิริราชทำให้ แต่ทาง รพ.ศิริราชยืนยันว่าจะมาให้เอง

"การเจาะใส่สายยางหน้าท้องก็คงต้องใส่ไว้ไปจนตลอดชีวิตเลย ซึ่งการรักษาเราก็พยายามรักษาแบบประคับประคองอนุรักษนิยมที่สุด เพื่อที่จะไม่ทำอะไร แต่มาถึงวันนี้การทำอันนี้คงจะเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นจะเป็นผลเสียกับหลวงพ่อ เพื่อจะให้ลดภาวะสำลักซึ่งเป็นข้อดีตรงนี้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ภาวะนี้หมดไป" นพ.พินิศจัย กล่าว

ทั้งนี้ ทาง รพ.ศิริราชให้คำตอบมาตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ว่าจะเอาคณะแพทย์ขึ้นมาทำให้ แต่ช่วงนี้รอความพร้อมของจังหวัดและลูกศิษย์ เพราะมีบางคนอยากจะเอาหลวงพ่อไปทำที่ รพ.ศิริราช กทม. เราคณะแพทย์ที่ดูแลท่านก็กำลังรออยู่ว่าจะตกลงอย่างไรกัน แต่ถ้าเนิ่นนานออกไปอาจจะเกิดภาวะอะไรขึ้นมาจะทำให้ท่านเสียประโยชน์ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าทางจังหวัดโดย ผวจ.นครราชสีมา และลูกศิษย์ กรรมการวัดบ้านไร่ อยากที่จะให้นำไปทำที่ รพ.ศิริราช ทางแพทย์จะมีความเห็นอย่างไร นพ.พินิศจัย ตอบว่า ความคิดเห็นที่จะขึ้นมาทำให้ที่ รพ.มหาราชฯเป็นความคิดเห็นของคณะแพทย์ รพ.ศิริราช ทางคณะแพทย์เรามีหน้าที่รับคำสั่งอย่างเดียวจากทาง รพ.ศิริราช ไม่ว่าจะไปที่กรุงเทพฯ หรือที่ รพ.มหาราช ก็ไม่มีปัญหา ถ้าทางลูกศิษย์คุยกับทาง รพ.ศิริราชให้รับหลวงพ่อไปได้เราก็ไม่มีปัญหา แต่จะให้เราไปคุยไม่ได้ อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าทาง รพ.ศิริราช ยึดเอาหลวงพ่อเป็นศูนย์กลาง ว่าดีที่สุดสำหรับท่านควรจะทำอย่างไร

"เรื่องการเจาะให้อาหารทางหน้าท้อง สมมติตัดสินใจทำวันนี้ยังต้องเตรียมหลวงพ่อหยุดยาบางตัว เพราะตอนนี้ฉันยาละลายเลือดอยู่ก็ต้องหยุดยา 1 สัปดาห์ กว่าจะได้ทำก็อีกสัปดาห์ถัดไป และทำแล้วก็ต้องดูอาการอีก 1-2 สัปดาห์ รวมแล้วอย่างน้อยประมาณ 1 เดือนถึงจะสรุปอาการได้ว่ามีอะไรแทรกซ้อนมาอีกหรือไม่ เรียบร้อยดีหรือเปล่า ฉะนั้นถ้าเราตัดสินใจช้าการที่หลวงพ่อจะได้ประโยชน์จากสิ่งที่ควรจะต้องทำ ก็จะทำให้ท่านช้าไปอีก เพราะการมีสายยางในจมูกสำหรับหลวงพ่อ
  นอกจากจะสร้างความรำคาญให้ท่านแล้วก็ยัง ทำให้มีโอกาสจะสำลักมากกว่าการที่ผ่าทางหน้าท้อง มีโอกาสมากที่ท่านจะหายและสามารถกลับวัดบ้านไร่ได้เร็วขึ้น ซึ่งจริงๆ ผมเรียนว่าการรักษาวัณโรคปอดหายแล้วก็กลับวัดได้แล้ว แต่ปัญหาฉันน้อยและสำลักจึงต้องอยู่ รพ.ต่อไป เพื่อแก้ไข" นพ.พินิศจัย กล่าว

 

 

ข่าว : ไทยรัฐ
02 กันยายน 2554

 

 

 

 

 

 

 

 

 

www.alittlebuddha.com วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264