หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ครั้งที่ 4

กรณีแต่งตั้งพระโสภณปริยัติเวทีเป็นเจ้าคณะภาค 1

 

 

 

 

วันนี้ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2554 มีวาระการประชุมของคณะกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นองค์กรปกครองคณะสงฆ์แห่งประเทศไทย เทียบได้กับการประชุมคณะรัฐมนตรี มหาเถรสมาคมในสมัยปัจจุบันมีผู้นำที่ชื่อว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มาตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2547 ถึงปัจจุบันนี้ก็เป็นเวลา 7 ปีเต็มๆ

 

แม้จะมีเสียงประท้วงจากทางคณะพระป่านำโดยพระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว แห่งวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี โจมตีสมเด็จพระพุฒาจารย์ว่าปล้นชิงสิทธิของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช และประกาศปรับอาบัติปาราชิก รวมทั้งยื่นถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขอให้ทรงถอดยศสมเด็จพระพุฒาจารย์ก็ตาม แต่ตอนนั้นสถานการณ์ก็ยังคาบลูกคาบดอก เพราะว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์ท่านได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลและกรรมการมหาเถรสมาคมทั้งฝ่ายธรรมยุตและมหานิกายเป็นเอกฉันท์ ทำให้ข้อกล่าวหาของหลวงตาบัวกลายเป็นข้อหาเถื่อน การถอดยศสมเด็จพระพุฒาจารย์จึงไม่ประสบผลสำเร็จ จนกระทั่งหลวงตาบัวถึงแก่มรณภาพไปเสียก่อน

 

และในช่วงแรกแห่งการดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชนั้น ดูเหมือนว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์จะพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ไม่เปิดโอกาสให้เกิดความผิดพลาดในหน้าที่การงาน แม้จะมีคนจ้องโจมตีก็ไม่สามารถกระทำได้ เพราะไม่มีแผลให้ขยาย

 

แต่ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2554 พระพรหมกวี วัดโมลีโลกยาราม เจ้าคณะภาค 10 เกิดอุบัติเหตุมรณภาพกะทันหัน ส่งผลให้ตำแหน่งเจ้าคณะภาคว่างลง ขณะนั้น มีพระเถระดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 10 อยู่ 2 รูป ด้วยกัน ได้แก่

 

1. พระราชโมลี (พรหมา สปฺปญฺโญ ป.ธ.9) อายุ 69 พรรษา 48 เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส

2. พระราชวชิรโมลี (โสรัจจ์ มหาโสรจฺโจ ป.ธ.9) อายุ 59 พรรษา 37 เจ้าอาวาสวัดสวนพลู

 

ในวันรุ่งขึ้น (20 กุมภาพันธ์ 2554) มหาเถรสมาคม โดยการเสนอของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้แต่งตั้งให้พระราชโมลี รองเจ้าคณะภาค 10 ให้รักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 ที่ว่างลง และพุทธศาสนิกชนทั่วไปก็คาดว่าพระราชโมลีคงจะได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 ตามสายงาน

 

แต่ในอีก 7 วันต่อมา คือวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 มหาเถรสมาคม ได้ลงมติแต่งตั้งให้พระธรรมสิทธินายก (ธงชัย สุขญาโณ น.ธ.เอก พธ.บ.) อายุ 55 พรรษา 35 ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 9 ให้ลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 9 และให้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 แทนพระพรหมกวีที่มรณภาพไป

 

การแต่งตั้งพระธรรมสิทธินายกให้เป็นเจ้าคณะภาค 10 ในครั้งนี้ มีการกล่าวกันว่าเป็นเสือข้ามห้วยบ้าง กระโดดข้ามหัวบ้าง ซึ่งเมื่อเทียบคุณสมบัติระหว่างรองเจ้าคณะภาค  10 ทั้งสองรูปก็จะเห็นดังนี้

 

 

คุณสมบัติ พระราชโมลี พระราชวชิรโมลี พระธรรมสิทธินายก
อายุ 69 59 55
พรรษา 48 37 35
วิทยฐานะ ป.ธ.9 ป.ธ.9 น.ธ.เอก พธ.บ.
สมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นราช พระราชาคณะชั้นราช พระราชาคณะชั้นธรรม
ตำแหน่งทางการปกครอง เจ้าอาวาสพระอารามหลวง
รองเจ้าคณะภาค 10
เจ้าอาวาสวัดราษฎร์
รองเจ้าคณะภาค 10
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง
ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 9

 

       

ตำแหน่งที่ปรึกษาเจ้าคณะภาคของพระธรรมสิทธินายกนั้น เทียบกับทางโลกก็คือตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี ซึ่งเคยมีคนเปรียบเทียบว่าเท่ากับตำแหน่งเทกระโถน เพราะไม่มีอำนาจหน้าที่อะไร มิใช่ตำแหน่งบริหาร เรียกให้เท่ห์ที่สุดก็คือ กิตติมศักดิ์ ซึ่งพักหลังมานี้จะมีการแต่งตั้งพระสังฆาธิการผู้เกษียนอายุแล้วให้ยกเป็น กิตติมศักดิ์

 

ทีนี้เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสองรองเจ้าคณะภาค 10 แล้ว พระราชโมลีและพระราชวชิรโมลี ล้วนแต่มีตำแหน่งแห่งหนเป็นเจ้าอาวาส ขณะที่พระธรรมสิทธินายกเป็นเพียงผู้ช่วยเจ้าอาวาส ขณะเดียวกันพระราชโมลีและพระราชวชิรโมลีก็ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 10 มานานหลายปีแล้วด้วย คือว่ามีประสบการณ์ในการบริหารงานในระดับภาคมาอย่างยาวนาน และคุ้นเคยพื้นที่ภาค 10 เป็นอย่างดี ทีนี้เมื่อดูที่อายุพรรษาก็จะเห็นว่า สองรองเจ้าคณะภาค 10 มีอาวุโสสูงกว่าพระธรรมสิทธินายก โดยเฉพาะพระราชโมลีนั้นแก่กว่าพระธรรมสิทธินายกไปถึง 14 ปี แบบว่าคนละรุ่นกันเลยทีเดียว

 

กล่าวถึงประสบการณ์การทำงาน พระธรรมสิทธินายกไม่เคยดำรงตำแหน่งพระสังฆาธิการในระดับสูง เช่น เจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะภาค เป็นต้น มาก่อนเลย เคยเป็นก็เพียงที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 9 แล้วจู่ๆ ก็กระโดดข้ามไปกินตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 แบบว่านอกจากจะข้ามหัวแล้วก็ยังข้ามห้วยด้วย เป็นดับเบิ้ลข้าม

 

เมื่อเทียบดูสัดส่วนคุณสมบัติไล่ตั้งแต่ อายุ-พรรษา-วิทยฐานะ-ตำแหน่ง-ประสบการณ์ ระหว่างสองรองเจ้าคณะภาค 10 กับพระธรรมสิทธินายกแล้ว ก็จะเห็นว่าพระธรรมสิทธินายกด้อยกว่าทุกอย่าง ยกเว้นอย่างเดียวก็คือ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ซึ่งสูงกว่าสองรองเจ้าคณะภาค 10 ตั้งสองขั้น แต่ว่าพระธรรมสิทธินายกมีคุณสมบัติพิเศษคือ เป็นพระในสังกัดวัดสระเกศ ซึ่งมีสมเด็จพระพุฒาจารย์เป็นเจ้าอาวาส โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ปกครองคณะสงฆ์ ในภาค 8-9-10-11-12 ทั้งยังดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช อันปัจจุบันก็คือตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคมอีกด้วย

 

ด้วยคุณสมบัติที่มิได้อยู่ในเกณฑ์จะเป็นเจ้าคณะภาค แต่ด้วยความมีเส้นดังว่ามานี้ ส่งผลให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการดำรงตำแหน่งของพระธรรมสิทธินายกต้องเงียบลงฉับพลัน เพราะเกรงใจในสมเด็จพระพุฒาจารย์นั่นเอง

 

ก็สรุปว่า ด้วยบารมีของสมเด็จพระพุฒาจารย์ งานนี้พระธรรมสิทธินายกรอดตัวไป

 

 

ต่อมาในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2554 สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร ป.ธ.9) วัดชนะสงคราม ได้ถึงแก่มรณภาพลง ส่งผลให้ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางว่างลง หลังจากนั้นเพียง 10 วัน คือวันที่ 21 มีนาคม 2554 มหาเถรสมาคมก็ได้มีมติให้พระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) วัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะภาค 1 ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางแทน ส่งผลให้ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ว่างลง ซึ่งพระสงฆ์ทั่วประเทศก็จับตาดูว่าพระมหาเถระรูปใดจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งเป็นตำแหน่งเอกอุที่สุดในบรรดาเจ้าคณะภาคฝ่ายมหานิกายอันมีจำนวน 18 ภาคด้วยกัน

 

ต่อมาในวันที่ 11 เมษายน 2554 พระพรหมโมลีในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ได้เสนอต่อมหาเถรสมาคมตั้งให้พระโสภณปริยัติเวที (สายชล ฐานวุฑฺโฒ ป.ธ.9) อายุ 45 พรรษา 25 รองเจ้าคณะภาค 1 ให้เป็นรักษาการแทนเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งว่างลง หมายถึงว่ากำลังพิจารณาหาพระเถระผู้เหมาะสมให้มาดำรงตำแหน่งนี้ โดยไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นพระโสภณปริยัติเวทีที่ได้รับแต่งตั้ง เพราะยังเป็นพระเด็กๆ หากจะขึ้นเป็นระดับเจ้าคณะภาคก็ต้องสั่งสมประสบการณ์ให้เป็นบารมีและรอให้มีอายุพรรษามากกว่านี้

 

แต่หลังจากนั้นอีกเพียง 9 วัน ที่ประชุมมหาเถรสมาคมก็ได้ประกาศรายชื่อพระมหาเถระผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 ว่าได้แก่ พระโสภณปริยัติเวที นั่นเอง โดยผู้เสนอแต่งตั้งต่อมหาเถรสมาคมก็คือ พระพรหมโมลี อดีตเจ้าคณะภาค 1 และปัจจุบันเป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลางนั่นเอง

 

เมื่อมหาเถรสมาคมประกาศรายชื่อดังกล่าวออกไป ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมมากมายหลายประการ ตั้งแต่อายุ พรรษา ตำแหน่ง ประสบการณ์ ของพระโสภณปริยัติเวที ซึ่งมีคุณสมบัติดังนี้

 

พระโสภณปริยัติเวที

 

ชื่อจริง พระมหาสายชล ฉายา ฐานวุฑฺโฒ

อายุ 45 พรรษา 25 วิทยฐานะ ป.ธ.9 (สอบได้ในปี พ.ศ.2550)

ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระโสภณปริยัติเวที ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2550 (ปีเดียวกับที่ได้ ป.ธ.9)

 

ตำแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์

พ.ศ. 2549 เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม พระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรมหาวิหาร

พ.ศ.2553 เป็นรองเจ้าคณะภาค 1 ขณะอายุ 45 พรรษา 25 (มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 22-2553 วันที่ 20 กันยายน 2553)

พ.ศ.2554 เป็นพระอุปัชฌาย์ประเภทวิสามัญ (แต่งตั้งวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554)

 

กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 พ.ศ.2541 ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ ระบุคุณสมบัติของพระภิกษุผู้ควรได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค ไว้ดังนี้

 


หมวด 1 บททั่วไป

 

ข้อ 4 ในกฎมหาเถรสมาคมนี้ พระสังฆาธิการหมายถึงพระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ ดังต่อไปนี้

 

1.เจ้าคณะใหญ่

2.เจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค

3.เจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด

4.เจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ

5.เจ้าคณะตำบล รองเจ้าคณะตำบล

6.เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส

 

ส่วนตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น จะได้มีระเบียบมหาเถรสมาคมกำหนดเทียบกับตำแหน่งที่กล่าวแทนแล้ว

 

ข้อ 5 พระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งพระสังฆาธิการตามข้อ 4 อยู่ก่อนวันใช้กฎมหาเถรสมาคมนี้ ให้ถือว่าเป็นพระสังฆาธิการผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ตามกฎมหามเถรสมาคมนี้

 

ผู้รักษาการแทนในตำแหน่งดังกล่าวในวรรคต้น ก่อนวันใช้กฎมหาเถรสมาคมนี้ ให้ถือว่าเป็นผู้รักษาการแทนในตำแหน่งนั้นๆ ตามกฎมหาเถรสมาคมนี้ด้วย

 

 

หมวด 2

 

การแต่งตั้งพระสังฆาธิการ

 

ข้อ 6 พระภิกษุผู้จะดำรงตำแหน่งตามข้อ 4 ต้องมีคุณสมบัติทั่วไป ดังต่อไปนี้

(1)    มีพรรษาสมควรแก่ตำแหน่ง

(2)    มีความรู้สมควรแก่ตำแหน่ง

(3)    มีความประพฤติเรียบร้อยตามพระธรรมวินัย

(4)    เป็นผู้ฉลาดสามารถในการปกครองคณะสงฆ์

(5)    ไม่เป็นผู้มีร่างกายทุพพลภาพไร้ความสามารถ หรือมีจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคเรื้อน หรือเป็นวัณโรค ในระยะอันตรายจนเป็นที่น่ารังเกียจ

(6)    ไม่เคยต้องคำวินิจฉัยลงโทษในอธิกรณ์ที่พึงรังเกียจมาก่อน

(7)    ไม่ค่อยถูกถอดถอนหรือถูกปลดจากตำแหน่งใดเพราะความผิดมาก่อน

(8)    ส่วนที่ 2

 

ข้อ 10 พระภิกษุผู้จะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค ต้องมีคุณสมบัติโดยเฉพาะอีกส่วนหนึ่ง ดังนี้

(1)    มีพรรษาพ้น 20 และ

(2)    กำลังดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาคนั้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี หรือ

(3)    กำลังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดในภาคนั้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ปี หรือ

(4)    มีสมณศักดิ์ไม่ต่ำกว่าพระราชาคณะชั้นเทพ หรือ

(5)    เป็นพระราชาคณะซึ่งเป็นพระคณาจารย์เอก หรือเป็นเปรียญธรรม 9 ประโยค

(6)    ถ้าจะคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตาม (2) (3) (4) หรือ (5) ไม่ได้ หรือได้แต่ไม่เหมาะสม มหาเถรสมาคมอาจพิจารณาผ่อนผันได้เฉพาะกรณี

 

ข้อ 11 ในการแต่งตั้งเจ้าคณะภาค เป็นหน้าที่ของเจ้าคณะใหญ่พิจารณาคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตามข้อ 6 และข้อ 10 เสนอมหาเถรสมาคมพิจารณา เพื่อมีพระบัญชาแต่งตั้งตามมติมหาเถรสมาคม

 

 

 

 

เมื่อนำเอาคุณสมบัติของเจ้าคณะภาคในกฎมหาเถรสมาคมมาเปรียบเทียบกับคุณสมบัติของพระโสภณปริยัติเวทีแล้วก็จะพบว่า ในข้อที่ 6 นั้น พระโสภณปริยัติเวทีมีคุณสมบัติได้เกณฑ์ เว้นแต่คุณสมบัติข้อแรก คือต้องมีพรรษาสมควรแก่ตำแหน่ง

 

ถามว่า พระโสภณปริยัติเวที อายุ 45 พรรษา 25 สมควรแก่ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ไหม ?

 

ข้อนี้ต้องดูว่าตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 นั้นสำคัญอย่างไร

 

เจ้าคณะภาค 1 เป็นตำแหน่งของพระสังฆาธิการผู้บริหารและปกครองคณะสงฆ์ใน 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ซึ่งในบรรดาเจ้าคณะภาคทั้ง 18 ภาคทั่วประเทศไทยนั้น ภาค 1 ถือว่าเป็นสำคัญที่สุด เพราะต้องปกครองกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวง แต่ไหนแต่ไรมานั้น เจ้าคณะภาค 1 ต้องมีพรรษา 35 ขึ้นไป เช่นพระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม) เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะภาค 1 ในปี พ.ศ.2543 นั้น ท่านมีอายุได้ 59 ปี พรรษา 39

 

ทั้งพระพรหมโมลีสมัยยังเป็นพระธรรมโมลีนั้น เคยดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 15 มาก่อน ก่อนจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 สูงกว่าเจ้าคณะภาคอื่นๆ มิเช่นนั้นก็ไม่จำเป็นที่จะย้ายพระธรรมโมลีมาเป็นเจ้าคณะภาค 1

ดังนั้น พระโสภณปริยัติเวที ซึ่งมีพรรษาเพียง 25 ปี จึงถือว่าเป็นพระเด็กๆ ไม่คู่ควรแก่ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 อันเอกอุเลย

 

ถ้าพระโสภณปริยัติเวทีได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 จะต้องบังคับบัญชาเจ้าคณะจังหวัด 4 จังหวัดใหญ่ รวมทั้งกรุงเทพมหานครด้วย ได้แก่

 

1.พระเทพสิทธิเมธี (เฉลิม พนฺธุรํสี ป.ธ.5 น.ธ.เอก พธ.บ.) อายุ 78 พรรษา 56 เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เจ้าอาวาสวัดจันทาราม เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร

2.พระธรรมกิตติมุนี (สาย ฐานมงฺคโล ป.ธ.7) อายุ 78 พรรษา 57 เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี เจ้าอาวาสวัดเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนนทบุรี

3.พระเทพรัตนสุธี (สมศักดิ์ โชตินฺธโร ป.ธ.5 น.ธ.เอก) อายุ 61 พรรษา 41 เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต จังหวัดปทุมธานี

4.พระราชสมุทรเมธี (วิสุทธิ์ มหาวีโร ป.ธ.8) อายุ 80 พรรษา 60 เจ้าคณะจังหวัดสมุทรปราการ เจ้าอาวาสวัดพิชัยสงคราม จังหวัดสมุทรปราการ

 

ซึ่งทุกรูปทุกองค์ล้วนแต่มีอายุพรรษาระดับพระมหาเถระ แล้วจะให้พระโสภณปริยัติเวทีซึ่งมีอายุคราวลูกคราวหลานไปปกครองท่านได้อย่างไร

 

 

ต่อไป คุณสมบัติในข้อที่ 10

 

ข้อที่ 1 มีพรรษาพ้น 20 ข้อนี้พรรษาของพระโสภณปริยัติเวทีถือได้ว่าเข้าเกณฑ์ เพราะมีพรรษาได้ 25 ปี แต่เมื่อนำมาเทียบกับตำแหน่งเจ้าคณะภาคหนึ่งแล้ว ก็จะขัดกับคุณสมบัติในข้อที่ 6 ที่ว่า มีพรรษาสมควรแก่ตำแหน่ง เพราะข้อนี้ท่านตั้งไว้เป็นคุณสมบัติเบื้องต้นเท่านั้น หากมีพระเถระรูปอื่นผู้เจริญด้วยอายุพรรษาสูงกว่าพระโสภณปริยัติเวทีแล้ว เหตุใดจึงไม่พิจารณาท่านเหล่านั้นก่อน การพิจารณาพระโสภณปริยัติเวทีโดยยกคุณสมบัติข้อนี้มาอ้าง ก็เท่ากับว่าเจตนาจะหาความชอบธรรมให้แก่พระโสภณปริยัติเวที เพื่อหาทางให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ให้จงได้ โดยเว้นที่จะนำเอาพระเถระรูปอื่นมาพิจารณาร่วม ซึ่งนั่นเท่ากับว่าพระพรหมโมลีบกพร่องอย่างร้ายแรง แถมยังรายงานเท็จต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคมอีกด้วย เหตุที่พระโสภณปริยัติเวทีได้รับอนุมัติให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 นั้น ก็เพราะมหาเถรสมาคมเชื่อคำรายงานของพระพรหมโมลี ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

 

ข้อที่ 2 กำลังดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาคนั้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี พระโสภณปริยัติเวทีดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 1 ในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2553 เมื่อนับถึงวันที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 คือวันที่ 20 เมษายน พ.ศ.2554 พระโสภณปริยัติเวทีเพิ่งจะดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 1 ได้เพียง 7 เดือนเท่านั้น ยังไม่ครบ 1 ปีเลย มิต้องนับตามกฎมหาเถรสมาคมข้อนี้ด้วยซ้ำไป

 

ข้อที่ 3 กำลังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดในภาคนั้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ปี พระโสภณปริยัติเวทีไม่เคยดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดในภาคใดๆ มาก่อนเลย

 

ข้อที่ 4 มีสมณศักดิ์ไม่ต่ำกว่าพระราชาคณะชั้นเทพ พระโสภณปริยัติเวทีมีสมณศักดิ์เป็นเพียงพระราชาคณะชั้นสามัญเท่านั้น ซึ่งตามความเหมาะสมแล้ว เจ้าคณะภาค 1 ต้องมีสมณศักดิ์สูงส่งเป็นชั้นธรรมขึ้นไป (ในขณะที่ภาคอื่นๆ ควรเป็นชั้นเทพ แต่เพราะภาค 1 สำคัญกว่าทุกภาค จึงต้องมียศสูงกว่า)

 

มีรายนามเจ้าคณะภาคต่างๆ เมื่อเทียบกับยศของพระโสภณปริยัติเวทีดังนี้

 

ภาค เจ้าคณะภาค วัด พระราชาคณะชั้น
1 พระโสภณปริยัติเวที ชนะสงคราม กทม. สามัญ
2 พระธรรมโกศาจารย์ ประยุรวงศาวาส กทม. ธรรม
3 พระธรรมปริยัติโมลี บพิตรพิมุข กทม. ธรรม
4 พระธรรมรัตนดิลก สุทัศนเทพวราราม กทม. ธรรม
5 พระธรรมปัญญาภรณ์ ปากน้ำ กทม. ธรรม
6 พระธรรมราชานุวัตร พระแก้ว เชียงราย ธรรม
7 พระวิสุทธิวงศาจารย์ ปากน้ำ กทม. รองสมเด็จฯ
8 พระพรหมเวที ไตรมิตรวิทยาราม กทม. รองสมเด็จฯ
9 พระธรรมวโรดม ทินกรนิมิต นนทบุรี รองสมเด็จฯ
10 พระธรรมสิทธินายก สระเกศ กทม. ธรรม
11 พระธรรมธีรราชมหามุนี ระฆังโฆสิตาราม กทม. ธรรม
12 พระพรหมสุธี สระเกศ กทม. รองสมเด็จฯ
13 พระธรรมเจดีย์ กัลยาณมิตร กทม. ธรรม
14 พระพรหมดิลก สามพระยา กทม. รองสมเด็จฯ
15 พระธรรมปริยัติเวที พระปฐมเจดีย์ นครปฐม ธรรม
16 พระเทพสุธี ไตรธรรมาราม สุราษฎร์ธานี เทพ
17 พระธรรมวิมลโมลี ชลประทานรังสฤษฎิ์ นนทบุรี ธรรม
18 พระเทพวีราภรณ์ โคกสมานคุณ สงขลา เทพ

 

 

จะเห็นได้ว่าเจ้าคณะภาคทั้งหมดนั้น มีสมณศักดิ์ "ชั้นเทพ" ขึ้นไปทั้งนั้น หลายภาคยังเป็นถึงรองสมเด็จฯและกรรมการมหาเถรสมาคมด้วย ซึ่งโดยปรกติแล้ว เจ้าคณะภาค 1 ซึ่งใหญ่กว่าทุกภาค ยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมอีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็ต้องมียศสูงในระดับชั้นธรรมขึ้นไป ดังกรณีพระพรหมโมลีอดีตเจ้าคณะภาคหนึ่ง ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

 

ถ้าตั้งให้พระโสภณปริยัติเวที พระราชาคณะชั้นสามัญ ขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค 1 ได้ ต่อไปก็สามารถตั้งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมได้เช่นกัน เพราะเรื่องสมณศักดิ์ ก็ดี อายุพรรษา ก็ดี มิใช่หลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งอีกต่อไป ทำตรงนี้ได้ ก็ย่อมจะทำตรงอื่นได้เช่นกัน มันจะต่างกันตรงไหน

 

ดังที่กล่าวแล้วว่า ในบรรดาเจ้าคณะภาคทั้ง 18 ภาคนั้น ภาค 1 ถือว่าเป็นภาคสำคัญสูงสุด เสมือนเป็นหัวหน้าของเจ้าคณะภาคทั้งปวง แต่การตั้งให้พระโสภณปริยัติเวที พระราชาคณะชั้นสามัญ ขึ้นดำรงตำแหน่งส่วนหัวนั้น ก็เท่ากับว่ามหาเถรสมาคมใช้ตีนขึ้นเป็นหัว หรือเอาหัวลงเดินดินแทนตีน

 

 

สรุปได้ว่า พระโสภณปริยัติเวทีไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 เลยแม้แต่ข้อเดียว

 

ส่วนข้อที่ 5 และ 6 นั้น เป็นการเขียนระเบียบ เผื่อไว้ ในกรณีที่หาพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติข้างต้นไม่ได้ จึงเปิดทางให้มหาเถรสมาคม อาจจะพิจารณาผ่อนผันได้เฉพาะกรณี ซึ่งคำว่า เฉพาะกรณี นี้ต้องถือเป็นกรณีพิเศษ เช่นพระภิกษุรูปนั้นมีคุณสมบัติต้องตามวัตถุประสงค์ เช่นปัจจุบันมีปัญหาภาคใต้รุนแรง ต้องการพระภิกษุชาวใต้ที่รู้และเข้าใจวิถีชีวิตของคนใต้ ชำนาญในพื้นที่ ก็จะได้รับการพิจารณาเป็นเฉพาะกรณี

 

แต่สำหรับพระโสภณปริยัติเวทีรูปนี้ ถามว่ามีเหตุให้ผ่อนผันเฉพาะกรณีหรือไม่ ?

 

คำตอบก็คือ ไม่มี

 

เมื่อไม่มีเหตุให้ผ่อนผันเป็นการเฉพาะ ก็จึงขอถามมหาเถรสมาคมว่า พิจารณาอนุมัติแต่งตั้งให้พระโสภณปริยัติเวทีดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ด้วยเหตุผลใด ?

 

แน่นอนว่าคำถามนี้อาจจะซื่อหรือตื้นเกินไป เพราะในการพิจารณาตัวบุคคลเข้ารับตำแหน่งจริงๆ นั้น นอกจากกฎมหาเถรสมาคมซึ่งจะถูกนำมาอ้างหาความชอบธรรมให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งแล้ว ก็ยังมีเรื่องของ เส้น เข้ามาเกี่ยวข้อง

 

พระโสภณปริยัติเวทีเป็นใคร ?

 

คำตอบก็คือ เป็นพระภิกษุวัดชนะสงคราม ซึ่งเป็นวัดที่สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร ป.ธ.9) อดีตเจ้าคณะใหญ่หนกลางเป็นเจ้าอาวาส และเป็นวัดที่พระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) เจ้าคณะใหญ่หนกลางรูปปัจจุบันเคยสังกัดมาก่อน

 

แน่นอนว่าพระโสภณปริยัติเวทีเป็นทั้งศิษย์ของสมเด็จพระมหาธีราจารย์และพระพรหมโมลี เส้นใหญ่ขนาดไหน ก็ขอให้ดูที่พระโสภณปริยัติเวที มีสมณศักดิ์เพียงชั้นสามัญ ก็พาสชั้นขึ้นดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาคหนึ่ง ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ (นินทา) กระหึ่มเมืองแล้ว

 

แต่ตอนนั้น ผู้คนก็เกรงใจในสมเด็จพระมหาธีราจารย์ จึงไม่กล้าวิจารณ์เสียงดัง เหมือนกรณีที่สมเด็จพระพุฒาจารย์แต่งตั้งให้พระธรรมสิทธินายกเป็นเจ้าคณะภาค 10 นั่นเอง

 

แต่สำหรับพระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม) แล้ว เพิ่งขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางได้เพียงเดือนกว่า ก็อาจหาญแต่งตั้งพระโสภณปริยัติเวทีเป็นเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย ที่แต่งตั้งให้พระราชาคณะชั้นสามัญขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญเอกอุดังกล่าว

 

เมื่อข่าวการแต่งตั้งดังออกมาจากห้องประชุมมหาเถรสมาคมที่วัดสระเกศ ก็มีเสียงชะยันโตดังไปทั่วโลก ไม่มีใครเห็นด้วยกับมติมหาเถรสมาคมในครั้งนี้ ยกเว้นก็แต่พระพรหมโมลี แม้แต่พระในวัดชนะสงครามมากมายหลายรูปก็ไม่เห็นด้วย แต่ไม่กล้าวิจารณ์ เพราะเกรงว่าจะเป็นภัยต่อตนเอง

 

การที่พระพรหมโมลีดึงดันจะดันพระโสภณปริยัติเวที หรือเจ้าคุณสายชลเป็นเจ้าคณะภาค 1 ให้จงได้ ทำให้เกิดปัญหาตามมา นั่นคือ ตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งจะตั้งพระภิกษุผู้มีอายุพรรษาและสมณศักดิ์สูงกว่าพระโสภณปริยัติเวทีก็ทำไม่ได้ เพราะไม่รู้จะบังคับบัญชากันยังไง สุดท้ายหวยก็ไปออกที่ พระศรีศาสนวงศ์ (มีชัย วีรปญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม ซึ่งมีอายุพรรษาเท่ากันกับพระโสภณปริยัติเวที แต่ข้อนี้พระพรหมโมลีและมหาเถรสมาคมก็ตกควายอย่างจังเบอร์ เพราะไม่ยอมให้พระที่มีอายุพรรษามากกว่าและสมณศักดิ์สูงกว่าพระโสภณปริยัติเวทีมาเป็นรองของพระมหาสายชล แต่การตั้งให้พระโสภณปริยัติเวทีและพระศรีศาสนวงศ์ปกครองเจ้าคณะจังหวัดผู้สูงศักดิ์และสูงวัยกว่าทั้ง 4 รูป กลับถูกมองข้ามไปหมด ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเดียวกัน เข้าตำรา ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น เป็นเรื่องเหลือเชื่อว่าวิจารณญาณของพระพรหมโมลีและกรรมการมหาเถรสมาคมจะต่ำทรามเพียงนั้น นี่ถ้าเป็นเรื่องของการเลือกคู่ครองของลูกสาวแล้ว โบราณก็จะเรียกพฤติกรรมของพระพรหมโมลีได้ว่า "ไม่รักดี" ส่วนพฤติกรรมของพระโสภณปริยัติเวทีนั้นก็คือ "มักใหญ่ใฝ่สูงจนขี้กลากกินหัว"

 

 

ในกฎมหาเถรสมาคม ข้อที่ 11 ที่ว่า ในการแต่งตั้งเจ้าคณะภาค เป็นหน้าที่ของเจ้าคณะใหญ่พิจารณาคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตามข้อ 6 และข้อ 10 เสนอมหาเถรสมาคมพิจารณา เพื่อมีพระบัญชาแต่งตั้งตามมติมหาเถรสมาคม นั้น หมายถึงว่าให้เจ้าคณะใหญ่หนกลางเป็นผู้คัดเลือกรายชื่อและทำประวัติพระราชาคณะที่เห็นว่าเหมาะสมจะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 เสนอต่อมหาเถรสมาคม และให้อำนาจมหาเถรสมาคมในการพิจารณาแต่งตั้ง

 

ดังนั้น จึงมิใช่อำนาจของพระพรหมโมลีที่จะแต่งตั้งเจ้าคณะภาค 1 แม้ว่าพระพรหมโมลีจะเห็นแก่ตัว เพราะเอาคนของตนเองยัดเข้าไปเพียงคนเดียวก็ตาม แต่มหาเถรสมาคมโดยการนำของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ย่อมจะมีอำนาจในการสอบถามถึงความเหมาะสมต่างๆ ก่อนจะอนุมัติแต่งตั้ง ถ้าเห็นว่าไม่เหมาะสมก็มีอำนาจที่จะให้พระพรหมโมลีกลับไปสรรหารายชื่อพระเถระผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมมาให้มหาเถรสมาคมพิจารณาใหม่ หรือทบทวนในกรณีที่มีเสียงท้วงติงจากพระสงฆ์ทั่วไป

 

แต่ถามว่า มหาเถรสมาคมได้พิจารณาตามกฎ ระเบียบ ขนบธรรมเนียม ทั้งสิ้นทั้งปวงโดยรอบคอบดีแล้วหรือ จึงได้ลงมติให้พระโสภณปริยัติเวทีดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1

 

ถ้าหากว่ามหาเถรสมาคมทำได้แค่เพียง รับทราบ ต่อการนำเสนอของพระพรหมโมลีแล้ว ก็แสดงว่ามหาเถรสมาคมมิได้ทำหน้าที่ของตนเองเลย ทำตัวเป็นเพียงสภาตรายางให้แก่พระพรหมโมลีเท่านั้น ซึ่งเมื่อนั้นมหาเถรสมาคมก็คงมีสภาพไม่ต่างไปจากสมาคมคนตาบอด เพราะปล่อยให้เรื่องสำคัญของบ้านเมืองผ่านหูผ่านตาไปในทำนองไม่รู้ไม่เห็น

 

ดังที่เกริ่นนำตั้งแต่ต้น ว่าเมื่อมีเสียงประท้วงจากพระป่านำโดยพระธรรมวิสุทธิมงคลหรือหลวงตามหาบัว โจทย์สมเด็จพระพุฒาจารย์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช แรกนั้นสมเด็จพระพุฒาจารย์ท่านก็ทำงานรัดกุม หาจุดโจมตีไม่มี จึงพ้นมรสุมมาโดยตลอด แต่ระยะหลังในปีสองปีมานี้ สมเด็จพระพุฒาจารย์เจริญอายุพรรษามากถึง 83-84 ปี ปีกลายเคยป่วยเข้าโรงพยาบาลนานหลายเดือน ถึงขนาดว่าเมื่อออกจากโรงพยาบาลมาแล้วก็ไม่สามารถจะเดินทางไปยังพุทธมณฑลเพื่อทำหน้าที่ประธานในการประชุมมหาเถรสมาคมได้ตามปรกติ จึงต้องย้ายการประชุมมหาเถรสมาคมจากพุทธมณฑลมายังวัดสระเกศแทน

 

ซึ่งบุคคลผู้ใกล้ชิดในสมเด็จพระพุฒาจารย์ควรจะระมัดระวังในการทำงาน มิให้มีความบกพร่องผิดพลาดเกิดขึ้น แต่ภาพที่เห็นกลับเป็นว่า มีการใช้ตำแหน่งประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ไปในทางฉ้อฉลต่อตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ ให้แก่กลุ่มบุคคลผู้ใกล้ชิด ไม่ต่างไปจากกรณีมีพระลิขิตปลอมของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เมื่อหลายปีก่อน และลามปามมาจนถึงการแต่งตั้งเจ้าคณะภาค 1 ของพระพรหมโมลีในวันนี้

 

วันที่ เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ต้องลุกขึ้นถามมหาเถรสมาคม ภายใต้การนำของสมเด็จพระพุฒาจารย์ว่า

พวกท่าน...จะทำงานเพื่อประเทศชาติพระศาสนาหรือว่าเพื่อตัวเอง

จะปกครองบ้านเมืองหรือจะกินบ้านกินเมือง

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

วัดไทยลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

19 พฤษภาคม 2554

 

 

 

 

 

 

 

 

 

www.alittlebuddha.com วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264