2 สมเด็จพระมหาสังฆราช

แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

 

 

 

 

 

ซ้าย สมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดี เทพวงศ์  : ขวา สมเด็จพระมหาสังฆราช บัวคลี่

 

 

การประชุมวิสาขบูชาโลกที่ประเทศไทยในปีนี้นับว่าเป็นปีโดดเด่นเป็นพิเศษ เนื่องเพราะมีสมเด็จพระสังฆราชของกัมพูชาเสด็จมาร่วมประชุมพร้อมกันถึง 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระมหาสังฆราช เทพวงศ์ และ สมเด็จพระมหาสังฆราช บัวคลี่

 

แรกนั้นบรรยากาศการประชุมก็คาดว่าจะเรียบร้อยเหมือนทุกปี คือไม่มีอะไรตื่นเต้น นอกจากจะรอฟังปฏิญญากรุงเทพฯ ซึ่งขยันประกาศกันทุกปี แต่ไม่มีผลในทางปฏิบัติอันเป็นรูปธรรม แต่ถ้าไม่ประกาศก็เหมือนไม่ได้ทำอะไรเลย ก็เลยต้องทำอะไรประดับไว้ในโลกามั่ง สุดท้าย "ปฏิญญา" จึงถูกยกขึ้นมาทำเป็นไฮไลต์ของงานเป็นประจำทุกปี

 

แต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 ที่ผ่านมา พระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในฐานะประธานจัดการประชุมวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ 08/2554 ได้นำสมเด็จพระสังฆราชของกัมพูชา 2 พระองค์เข้าถวายสักการะสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อุปเสณมหาเถร) วัดสระเกศ ในฐานะประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชของไทย หลังจากถวายสักการะแล้วก็มีการสัมภาษณ์เป็นกรณีพิเศษเกี่ยวกับการเสด็จมาเยือนไทยของสมเด็จพระสังฆราชทั้งสองพระองค์ ซึ่งช่วงนี้ประเทศไทยกับกัมพูชายังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิหารถึงกับเปิดศึกยิงกันหลายยกมาแล้ว การเสด็จมาของสมเด็จพระสังฆราชกัมพูชาทั้งสองพระองค์จึงเป็นความพิเศษจริงๆ เพราะทั้งสองประเทศยังอยู่ในภาวะสงคราม

 

แต่เมื่อเริ่มสัมภาษณ์ไปได้ไม่นาน ก็มีนักข่าวป้อนคำถามว่า "สมเด็จฯเคยให้คำแนะเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทยและกัมพูชาหรือไม่ ในฐานะที่สมเด็จฯเป็นพระอาจารย์ที่สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชาให้ความเคารพนับถือ"

 

สมเด็จพระสังฆราช เทพ วงศ์ ทรงหันมาตอบทันทีว่า ไม่รู้ไม่เห็นเรื่องที่เกิดขึ้น

 

พระธรรมโกศาจารย์ซึ่งเป็นผู้นำการเสด็จในครั้งนี้ เห็นนักข่าวถามนอกประเด็นศาสนาก็ตกใจเกรงว่าจะบานปลาย จึงขอร้องให้ยุติการสัมภาษณ์ ทุกอย่างสะดุดลงฉับพลัน สมเด็จพระสังฆราชทั้งสองพระองค์ของกัมพูชาเสด็จกลับสู่ที่ประทับ แต่ในวันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ไทยทุกฉบับได้เสนอข่าวการสัมภาษณ์ของสมเด็จพระสังฆราช เทพวงศ์ ในทำนองว่าพระองค์ทรงตอบด้วยพระอารมณ์ คือด้วยน้ำเสียงไม่พอพระทัย ทั้งๆ ที่ถ้าศึกษาลีลาการตอบปัญหาของชาวเขมรแล้ว ก็จะเห็นว่าเป็นท่วงทำนองปรกติ แต่การทรงตอบอย่างฉับไวนั้น แสดงให้เห็นว่าสมเด็จพระสังฆราช เทพวงศ์ พระองค์นี้ ทรงมีพระปฏิภาณไม่ธรรมดา

 

และนับจากวินาทีนั้น พระนามของสมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดี เทพวงศ์ ก็โดดเด่นเป็นสง่า ในบรรดาประมุขสงฆ์จาก 85 ประเทศ ที่เข้าร่วมประชุมวิสาขบูชาโลกในปีนี้ วันนี้ เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ จะพาท่านผู้อ่านไปพบกับสมเด็จพระสังฆราชแห่งกัมพูชาทั้งสองพระองค์

 

 

 

สมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดี เทพวงศ์ 

 

 

 

พระองค์แรก คือ สมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดี เทพวงศ์ ทรงครองผ้าสีเหลือง บ่งบอกว่าทรงเป็นประมุขสงฆ์นิกายมหานิกายในกัมพูชา

 

กัมพูชามีพระสงฆ์ 2 นิกาย เหมือนในประเทศไทย คือ มหานิกายและธรรมยุติกนิกาย แต่กัมพูชามีประมุขสงฆ์แยกกัน คือแต่ละนิกายก็มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นของตนเอง ขณะที่ประเทศไทยนั้นมีสงฆ์ 2 นิกายก็จริง แต่มีสมเด็จพระสังฆราชเพียงพระองค์เดียว โดยการสถาปนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สุดแต่ว่าจะทรงโปรดพระมหาเถระองค์ไหนให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช

 

สมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดี เทพวงศ์  ทรงมีบทบาทอย่างมากในการรณรงค์ต่อต้านการแพร่เชื้อไวรัสเอดส์ในกัมพูชา ซึ่งเป็นมหันตภัยคร่าชีวิตชาวโลกไปอย่างร้ายแรงที่สุดในปลายศตวรรษที่ 19

 

 

สมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดี เทพวงศ์  ประสูติในปี พ.ศ.2475 อุปสมบทในปี พ.ศ.2496 และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชแห่งมหานิกาย ในปี พ.ศ.2524 ปัจจุบันทรงมีพระชนมายุ 79 พรรษา

 

 

 

สมเด็จพระมหาสังฆราช บัวคลี่

 

 

องค์ที่สอง คือ สมเด็จพระมหาสังฆราชบัวคลี่  ทรงครองผ้าสีกรัก บ่งบอกว่าทรงเป็นประมุขสงฆ์นิกายธรรมยุตในกัมพูชา

 

คณะธรรมยุติอุบัติขึ้นในประเทศไทย ในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงผนวชอยู่ที่วัดราชาธิวาส เมื่อทรงปริวัตรเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ทรงโปรดส่งเสริมคณะธรรมยุตอย่างยิ่งยวด ส่งผลให้คณะธรรมยุตแผ่ขยายเข้าไปถึงในประเทศกัมพูชา และดำรงคงมั่นอยู่ถึงทุกวันนี้ ถึงกับมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นของตนเอง ขณะที่คณะธรรมยุตในเมืองไทยนั้นมีเพียงตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย" หามีตำแหน่งสังฆราชแห่งคณะธรรมยุตแต่อย่างใดไม่ พระคณะธรรมยุตกัมพูชาจึงมีความเป็นเอกเทศและยิ่งใหญ่กว่าพระธรรมยุตในประเทศไทย เพราะมีหัวและหางชัดเจน ส่วนของประเทศไทยนั้นประเดี๋ยวก็เป็นหัว ประเดี๋ยวก็เป็นหาง ผลุบๆ โผล่ๆ ชอบกล

 

สมเด็จพระมหาสังฆราชบัวคลี่  ประสูติในปี พ.ศ.2488 อุปสมบทในปี พ.ศ.2506 เมื่อเกิดสงครามกลางเมืองในเขมร ในปี พ.ศ.2518 ในปีต่อมา (พ.ศ.2519) พระอาจารย์บัวคลี่ได้ย้ายไปอาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส และได้ตั้งพุทธสมาคมขึ้นที่กรุงปารีส ต่อมาในปี พ.ศ.2530 สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พระอาจารย์บัวคลี่ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระมหาสังฆราชบัวคลี่ ประมุขสงฆ์แห่งธรรมยุติกนิกายในประเทศกัมพูชา และท่านได้เดินทางกลับไปพำนักอยู่ในประเทศกัมพูชาจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันทรงมีพระชนมายุ 66 พรรษา

 

 

 

สมเด็จพระสังฆราชทั้งสองนิกายของกัมพูชา ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งราชสภาเพื่อบัลลังก์ มีอำนาจในการออกเสียงเลือกพระมหากษัตริย์ของกัมพูชา ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ 6 ท่านด้วยกัน คือ 1.ประธานรัฐสภา แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา 2.นายกรัฐมนตรี 3.รองประธานรัฐสภาคนที่หนึ่ง 4.รองประธานรัฐสภา คนที่สอง 5.พระสังฆราชมหานิกาย และ 6.พระสังฆราช ธรรมยุต

 

แสดงให้เห็นว่าสมเด็จพระสังฆราชกัมพูชานั้นทรงมีพระอำนาจในการสถาปนาพระเจ้าแผ่นดินแห่งกัมพูชา ขณะที่รัฐธรรมนูญของไทยเรานั้น กำหนดให้องค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์แทนโดยอัตโนมัติ หรือถ้าไม่มีรัชทายาท ก็ให้อำนาจแก่คณะองค์มนตรี เป็นผู้มีอำนาจในการเลือกพระมหากษัตริย์แต่เพียงกลุ่มเดียว พูดได้ว่า ประธานองคมนตรี มีอำนาจชี้ขาดผู้ที่จะขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ไทยแต่เพียงคนเดียว

 

เพียงเท่านี้ก็เห็นได้ชัดเจนว่า ระหว่างสมเด็จพระสังฆราชไทยกับสมเด็จพระสังฆราชกัมพูชานั้น ใครมีอำนาจมากกว่าใคร หรือใครใหญ่กว่าใคร ?

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
15 พฤษภาคม 2554

 

 

 

 

 

 

 

 

 

www.alittlebuddha.com วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264