หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

"..กรณีแม่ชีทศพรและวัดพิชัยญาติ.."

 

 

 

 

"ใช้วัดเป็นสถานที่ในการเผยแพร่คำสอนที่ขัดหลักทางพระพุทธศาสนา ถือว่าไม่ถูกต้อง" เป็นคำกล่าวของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ย้ำให้เห็นถึงความไม่เหมาะสมของการให้แม่ชีทศพรใช้วัดพิชยญาติการาม เป็นสถานที่เผยแพร่คำสอนอันพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนผ่านสาธารณชนว่า "ผิดไปจากหลักพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าราวฟ้ากับดิน"

 

ความจริงเรื่องนี้ก็มีข้อสงสัยมาตั้งแต่ต้นแล้ว เริ่มตั้งแต่แม่ชีเข้ามาอาศัยในวัดพิชัยญาติเมื่อหลายปีก่อน แล้วเริ่มสอนในแนวทางดูกรรมแก้กรรม หรือพูดให้เท่ห์ว่าแสกนกรรม ถ้าเราแยกเอาคำพูดของแม่ชีก็จะได้เนื้อหาเป็น 2 ส่วน คือ 1.การแสดงฤทธิ์ และ 2.แนวทางแห่งการแก้กรรม

 

ในการแสดงฤทธิ์นั้น แม่ชีสามารถลืมตาอ้าปากเล่าเรื่องกรรมเก่าของบุคคลที่เข้ามาถามได้อย่าชำนิชำนาญราวกับเห็นด้วยตา ถ้าเป็นภาษาพระก็เรียกว่ามีจักษุทิพย์ ส่วนนี้แม่ชีจะแสดงเป็นเบื้องต้น ที่นี้เมื่อคนเชื่อก็จะเข้าสู่กระบวนการของการ "แก้กรรม" ซึ่งเมื่อบุคคลนั้นๆ เชื่อเรื่องที่แม่ชีทำนายแล้ว การยินยอมให้แม่ชีชี้นำแก้กรรมก็ง่ายตามไปด้วย แต่ผลของการแก้กรรมของแม่ชีนั้นยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าได้ผลจริงหรือไม่

 

คำถามก็คือว่า รู้ได้อย่างไรว่าแม่ชีมีทิพยจักษุจริง

 

ถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าแม่ชีมีหูทิพย์ตาทิพย์จริง ก็จะไปสู่กระบวนการขั้นต่อไปว่า การอวดภูมิเช่นนั้นต่อสาธารณชนนั้น ถูกหรือไม่ตามพระธรรมวินัย เช่นกรณีของพระภิกษุ มีพระพุทธบัญญัติ "ห้ามมิให้แสดงอุตริมนุสธรรม" ไม่ว่ากรณีใดๆ คือจะมีจริงหรือไม่มีจริงก็ห้ามแสดงทั้งสิ้น แต่กรณีแม่ชีทศพรนั้นมีการอ้างว่า "แม่ชีไม่ใช่นักบวช คือไม่ใช่พระภิกษุหรือภิกษุณี หรือสามเณร และกฎหมายก็ไม่ได้รับรองสถานภาพของแม่ชีว่าเป็นนักบวชไว้ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ แม่ชีจึงไม่เข้าข่ายการต้องอาบัติหรือปรับโทษตามพระธรรมวินัยหรือตามกฎหมายคณะสงฆ์ ดังนั้น แม่ชีจึงสามารถอวดอุตริมนุสธรรมได้" ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า พระพรหมโมลีใช้แม่ชีซึ่งไม่มีสถานะอะไรมาทำงานแทนพระสงฆ์วัดพิชัยญาติ เปรียบไปก็เหมือนการใช้แรงงานเถื่อน ซึ่งผู้ใช้นั้นมีความผิดในข้อหา "ขายชาติ" เป็นเบื้องต้นอยู่แล้ว แต่กรณีพระพรหมโมลีอาจจะต้องเปลี่ยนเป็นข้อหา "ขายศาสนา" แทน

 

ถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่า แม่ชีมิได้มีทิพยจักษุดังที่อ้าง ก็จะเป็นกระบวนการลวงโลกทันที ซึ่งมีทั้งพระมหาเถระระดับรองสมเด็จพระราชาคณะ มีฐานะเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม และดำรงตำแหน่งใหญ่โตถึงเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นหัวหน้า

 

ต่อคำถามที่ว่า รู้ได้อย่างไรว่าแม่ชีมีทิพย์จักษุจริง นั้น ความจริงแล้วเป็นเรื่องแรกเลยที่จะต้องพิสูจน์ให้ประจักษ์ชัด ก่อนจะอนุญาตให้ใช้ธรรมาสน์ของวัดพิชัยญาติแสกนกรรมแก่แม่ชี แต่พระพรหมโมลีก็บกพร่องอย่างแรง เมื่อไม่ยอมกระทำการพิสูจน์ให้กระจ่าง จะเพราะสาเหตุอันใดก็ไม่ทราบ แต่กลับปล่อยให้แม่ชีเข้ามาใช้ธรรมาสน์ของวัดพิชัยญาติทำการสอนมาตั้งหลายปี จนกระทั่งวันนี้มีความพิรุธปรากฏต่อสาธารณชน ส่งผลให้เกิดความเสื่อมเสียต่อวงการคณะสงฆ์อย่างหนัก เพราะพระพรหมโมลีมียศเป็นถึงรองสมเด็จและดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ซึ่งทรงอิทธิพลสูงสุดในวงการคณะสงฆ์ไทยอีกด้วย การปล่อยให้แม่ชีทำการสอนโดยไม่พิสูจน์เสียก่อนนั้น ก็เท่ากับการปล่อยให้ประชาชนลองผิดลองถูกเอาเอง แต่เงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่ผู้คนนำมามอบให้แก่แม่ชีด้วยความเชื่อศรัทธานั้น แม่ชีก็นำไปถวายพระสงฆ์ทั้งที่วัดพิชัยญาติและวัดอื่นๆ จนพระที่รับเงินทองของแม่ชีไปแล้วพูดไม่ออก การที่พระมหาเถระและพระสงฆ์ทั่วไป ยอมรับจตุปัจจัยที่บอกบุญโดยแม่ชีทศพร จึงทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าแนวทางการสอนของแม่ชีทศพรนั้นถูกต้องแล้ว มิเช่นนั้นคงไม่ได้รับการยอมรับจากพระพรหมโมลี และมหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

ความมีชื่อเสียงของแม่ชีนั้น ส่วนใหญ่ก็มาจากการอิงอาศัยพระมหาเถระคือพระพรหมโมลี รวมทั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. อันมีพระธรรมโกศาจารย์ เป็นอธิการบดี องค์ปัจจุบัน ยกย่องกันออกหน้าถึงกับมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้แก่แม่ชีทศพรเมื่อสองปีที่ผ่านมา แต่วันนี้กลับปรากฏว่าแม่ชีมิได้สอนถูกต้องตามพระธรรมวินัยเลย จึงไม่ทราบว่าสภามหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อนุมัติปริญญาระดับด๊อกเตอร์ให้แก่แม่ชีทศพรได้อย่างไร เป็นที่อับอายขายขี้หน้าอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ เราเคยเตือนพระพรหมโมลีเมื่อ 7 ปีมาแล้ว ตอนที่แม่ชียังไม่หยั่งรากกว้างขวางเหมือนในปัจจุบัน (อ่านมุมมองของพระมหานรินทร์ วันที่ 28 ก.พ. 2548) แต่วันนั้นพระพรหมโมลีหน้ามืดเกินกว่าที่จะฟังใคร และสุดท้ายก็มาถึงวันนี้ วันที่รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมต้องออกมาพูดว่า "ใช้วัดเป็นสถานที่ในการเผยแพร่คำสอนที่ขัดหลักทางพระพุทธศาสนา ถือว่าไม่ถูกต้อง"

 

คำพูดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมนั้น ถือว่าเป็นคำถามตรงต่อพระพรหมโมลี ในฐานะเจ้าอาวาสวัดพิชัยญาติ ว่าอนุญาตให้แม่ชีมาสอนผิดหลักพระธรรมคำสอนในวัดพิชัยญาติได้อย่างไร และทำไม เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว พระพรหมโมลีและคณะสงฆ์วัดพิชัยญาติกลับเมินเฉย ไม่ดำเนินการใดๆ ให้กระจ่างต่อสาธารณชนว่าแม่ชีสอนผิดหรือถูก

 

ความเป็นพระผู้ใหญ่ระดับรองสมเด็จพระราชาคณะ ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้เป็นผู้ดูแลสังฆมณฑล และได้รับความไว้วางใจจากมหาเถรสมาคมไห้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ถือว่าเป็นอะไรที่มากกว่ามาก มิใช่แค่อ้อมแอ้มว่าเคยเตือนแม่ชีแล้วว่าสอนไม่ถูก ดังนี้เท่านั้น แต่ทั้งตัวพระพรหมโมลีและบริวารรวมทั้งแม่ชีทศพรด้วย ต้องสำรวมระวังพยายามประคับประคองตัวเองให้ "ไม่ผิดเลย" ทั้งนี้เพราะท่านเป็นผู้ปกครองคณะสงฆ์ทั้งประเทศ ต้องเป็นตัวอย่างทั้งด้านพฤติกรรมส่วนตัวและพฤติกรรมต่อสาธารณชน แต่ภาพของแม่ชีทศพรที่ปรากฏต่อสาธารณชนผ่านสื่อกลับมิได้เป็นเช่นนั้น มีการแก้กรรมด้วยวิธีลามกอนาจารสนุกสนานเฮฮา ไม่ต่างไปจากตลกคาเฟ่ ซึ่งองค์กรที่เกี่ยวข้องต่างๆ เมื่อได้ชมก็เรียกร้องให้หยุดการเผยแพร่เทปวิดีโอดังกล่าว เพราะจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อผู้คนในสังคม นี่แค่จิตสำนึกพื้นฐานสังคมไทยก็รับไม่ได้แล้ว นับประสาอะไรกับเรื่องภูมิจิตภูมิธรรมอันสูงส่งกว่านั้น

 

มีคำกล่าวว่า "เลือกนายกรัฐมนตรี มิใช่เลือกสังฆราช" ความหมายว่า นายกรัฐมนตรีนั้นเป็นผู้นำในทางการเมือง ซึ่งจะต้องแก้ไขปัญหาสารพัด อาจจะมีทั้งปัญหาสีขาว สีดำ และสีเทา เข้ามาเกี่ยวข้อง การจะหานักการเมืองที่บริสุทธิ์สะอาดเหมือนพระสงฆ์นั้นยากยิ่ง แต่สำหรับพระสงฆ์นั้น ต้องตั้งบรรทัดฐานในด้านความบริสุทธิ์สะอาดเอาไว้ก่อน แม้ว่าจะเก่งกาจเพียงใด แต่ถ้าไม่บริสุทธิ์เสียแล้ว ก็หมดความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งหัวหน้าสงฆ์โดยปริยาย

 

ประวัติของพระพรหมโมลีอีกส่วนหนึ่งซึ่งน่าสนใจก็คือ ท่านเคยเป็นประธานศาลสงฆ์ในการนิคหกรรมพระธัมมชโยแห่งวัดพระธรรมกายเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งตอนนั้นวัดพระธรรมกายมีปัญหาว่าด้วยคำสอนผิดแนวไปจากพระไตรปิฎก คือสอนว่าพระนิพพานเป็นอัตตา ซึ่งปรากฏว่าจนป่านนี้ศาลสงฆ์โดยพระพรหมโมลียังไม่ยอมพิพากษาออกมาว่าวัดพระธรรมกายสอนผิดหรือถูก อาศัยแต่การยกคำร้องของศาลฎีกาว่าด้วยการคืนทรัพย์สินและความสมานฉันท์ ปล่อยเรื่องให้หายไปตามสายลม นั่นถือว่าเป็นความบกพร่องอย่างร้ายแรงแล้ว แต่วันนี้กลับมีเรื่องร้ายแรงยิ่งกว่า เมื่อเกิดกรณีแม่ชีทศพรขึ้นในวัดพิชัยญาติของพระพรหมโมลีเอง ถ้าหากพระพรหมโมลีไม่สามารถจะสะสางปัญหานี้ให้กระจ่างได้อย่างโปร่งใส ก็อย่าหวังว่าจะไปดำเนินการปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยได้ เพราะจะไม่ต่างไปจากพระที่ไม่ยอมล้างเท้าก่อนขึ้นธรรมาสน์ สอนไปใครจะเชื่อ สั่งไปใครจะทำ พูดไปใครจะนับถือ ถึงเป็นใหญ่เป็นโตก็จะเจอแต่พวกประจบสอพลอตอแหลไปวันๆ ไม่ต่างไปจากนักการเมือง ถ้าหมดอำนาจวาสนาเมื่อใดก็อาจจะกลายเป็นคนอนาถา ไม่มีแม้แต่ข้าวจะกินหมือนอดีตพระสังฆาธิการระดับสูงในกรุงเทพฯบางรูปในอดีต อย่าเล่นกับกรรมนะท่าน แค่ที่มันเสื่อมเสียทุกวันนี้ก็มิใช่เพราะท่านเลินเล่อกับกรรมดอกหรือ

 

เชื่อแน่ว่าต่อไป พระพรหมโมลีอาจจะได้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ซึ่งนั่นท่านจะเป็นแคนดิเดทสมเด็จพระสังฆราชไปในทันที

 

แต่เมื่อมีมลทินเกิดกับตัวท่านในวันนี้ ขอเรียนถามพระพรหมโมลีว่า จะตอบคำถามท่านรัฐมนตรีข้างต้นโน้นว่าอย่างไร ?

 

 

ด้วยความเคารพอย่างสูง

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม
วัดไทยลาสเวกัส
4 พฤษภาคม 2554

 

 

 

 

 

 

 

 

 

www.alittlebuddha.com วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264