พบตัวการโปรโมทจักษุธาตุ !

หนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" เล่นข่าวมาแต่ปีกลาย

 

 

 

 

 

พระบรมสารีริกธาตุนั้นคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่พระพุทธศาสนามาหลายพันปี มักจะบรรจุในยอดเจดีย์ ส่วนยอดขององค์พระพุทธรูป เราจะเห็นพระบรมสารีริกธาตุมากมายในสากลจักรวาลและในโลกมนุษย์ มีหลากหลายสีสันและรูปทรง แสดงให้เห็นถึงการนิพพานแห่งพระศาสดาและพระสาวก พระอรหันต์เจ้า พระปัจเจก ฯลฯ

 

กล่าวกันว่าเมื่อใดเสด็จมาคราวละมากๆ ในโลกมนุษย์ ณ ถิ่นที่ใด ย่อมหมายถึงความสุขสงบร่มเย็น และความรุ่งเรืองแก่ดินแดนนั้นๆ การเสด็จมาโดยปาฏิหาริย์ สำหรับผู้เขียนนั้นยังไม่เคยเห็นครั้งใดเท่านี้มาก่อน โดยเฉพาะพระจักษุธาตุที่มิเคยปรากฏมาช้านาน หลายพันปีแล้วเสด็จสู่สถูป ณ ประเทศเนปาล ดินแดนแห่งที่ประสูติขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และครั้งนี้ก็เสด็จ ณ วัดสัมพันธวงศ์ นำความปลาบปลื้มใจแก่สาธุชนถ้วนหน้า และยังมีพระธาตุต่างๆ เสด็จมาไม่ขาดสายจำนวนมหาศาล

 ผู้เขียนเองได้ไปนั่งกราบที่กุฏิพระอาจารย์ประจักษ์ และพุทธศาสนิกชนอีกมากมายที่เห็นมาปรากฏ โดยบริเวณรอบกายอย่างอัศจรรย์ จึงขอกล่าวถึงความเป็นมาของพระบรมสารีริกธาตุนั้นหมายถึงกระดูกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำว่า “พระธาตุและพระบรมสารีริกธาตุ” นี้ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Relic” ซึ่งตรงกับภาษาละตินว่า “Reliquiae” แปลว่า ส่วนที่เหลืออยู่ (Remains) 

 นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าพระนามว่า “ทีปังกร” มาจนถึงพระพุทธเจ้านามว่า “โคดม” การเก็บกระดูก (อัฐิ หรือเป็นกระดูกของคนบริสุทธิ์ ก็นิยมเรียกว่าพระธาตุบ้าง พระสารีริกธาตุบ้าง พระบรมสารีริกธาตุบ้าง) ไว้บูชาสักการะ ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป ข้อความในคัมภีร์กล่าวถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเครื่องระลึกถึงพระพุทธเจ้าที่ปรินิพพานไปแล้ว 4 อย่าง คือ ธาตุเจดีย์ คือพระบรมสารีริกธาตุและเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ บริโภคเจดีย์ คือ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ธรรมเจดีย์ คือ จารึกข้อพระธรรม และ อุเทสิกเจดีย์ คือ พระพุทธรูป ธรรมจักร รอยพระพุทธบาท พระแท่นวัชรอาสน์ หรือ สัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้า

 สิ่งที่ควรบูชาสักการะสูงสุดของชาวพุทธคือ เจดีย์ 4 ประเภทดังกล่าว โดยเฉพาะธาตุเจดีย์นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่ง การหายไปของพระธาตุ หรือพระบรมสารีริกธาตุเป็นเครื่องแสดงถึงความเสื่อมของศาสนาอย่างหนึ่งเรียกว่า “ธาตุอันตรธาน” พระธาตุหรือพระบรมสารีริกธาตุนั้นหายไปจากโลกนี้ เป็นเพียงการหายไปจากที่หนึ่งที่คนไม่นิยมปฏิบัติธรรมแล้วไปปรากฏในอีกที่หนึ่งที่คนนิยมปฏิบัติธรรม หรืออาจไม่ปรากฏในที่ไหนเลย จนกว่าจะมีคนปฏิบัติธรรมจึงจะปรากฏ

สำหรับพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนพระจักษุธาตุนั้น ดั้งเดิมพระอาจารย์ประจักษ์ ภูริปัญโญ วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ได้เชิญพระบรมสารีริกธาตุสัณฐานเมล็ดข้าวสารหัก มาบูชาเพียงอย่างเดียว โดยที่พระอาจารย์ประจักษ์ท่านก็ได้บูชาไว้ประมาณปีกว่าๆ ซึ่งท่านก็ได้เพ่งพิศพิจารณาเฝ้าดูพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุอยู่ในผอบนั้นอยู่ทุกวันๆ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

กระทั่งในวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2552 หลังจากที่พระอาจารย์ประจักษ์ลุกจากจำวัดในตอนใกล้สว่าง ท่านก็ได้ตรวจตราไปยังที่ประดิษฐานพระสารีริกธาตุ แต่วันนี้กลับไม่เป็นเหมือนอย่างเคย พระบรมสารีริกธาตุที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่มีแสงเจิดจ้าระยิบระยับเกิดขึ้น ทำให้ท่านรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก

 ปรากฏว่ามีพระบรมสารีริกธาตุสัณฐานเพชรใสวาบวับ น้ำงามบริสุทธิ์ราวกับถูกเจียระไนมาเป็นอย่างดี เสด็จมาอยู่ใจกลางของผอบ ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สัณฐานเมล็ดข้าวสารหักได้อย่างอัศจรรย์ ทั้งๆ ที่ผอบนั้นถูกปิดผนึกไว้เป็นอย่างดีถึง 2 ชั้น และไม่มีผู้ใดแตะต้องเลย ซึ่งเป็นความอัศจรรย์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นแก่ท่านมาก่อน จากนั้นท่านจึงกราบและจุดธูปเทียนสักการะองค์พระบรมสารีริกธาตุด้วยความปีติสุขเป็นอย่างมาก ท่านได้อธิษฐานจิตถามต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

 “พระบรมสารีริกธาตุได้เสด็จมาประทับ ณ ผอบใบนี้นั้น เป็นพระสรีระส่วนใดของพระพุทธองค์ ขอพระพุทธองค์ทรงตอบมาในนิมิตหรือความฝันอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยเถิด”

จากนั้นพระอาจารย์ประจักษ์จึงนั่งภาวนาต่อไป และสิ่งที่ปรากฏให้ได้รับรู้ในจิตก็ได้บ่งบอกว่า “พระบรมสารีริกธาตุที่ได้เสด็จมาประทับนั้น เป็นส่วนของพระจักษุ หรือนัยน์ตานั่นเอง ซึ่งเป็นพระจักษุทั้งซ้ายและขวา รวมพุทธานุภาพเป็นหนึ่งเดียว”

ด้วยความปลื้มปีติที่เปี่ยมล้น ท่านจึงอดไม่ได้ที่จะบอกกล่าวถึงเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์แก่บรรดาลูกศิษย์ลูกหา รวมทั้งพระภิกษุที่นับถือ แต่แล้วบางคนกลับสงสัยว่าพระบรมสารีริกธาตุที่เสด็จนั้นเป็นพระจักษุ หรือนัยน์ตาไปได้อย่างไร และเมื่อมีคนสงสัยกันมากๆ เข้า พระอาจารย์ประจักษ์เกรงว่ากลายเป็นการปรามาสและเกิดเป็นบาปกรรมขึ้นได้ ทว่าท่านก็มิอาจที่จะห้ามความคิดและความสงสัยของเหล่ามนุษย์ทั้งหลายได้

กระทั่งในเดือนกันยายนนี้เอง มีลูกศิษย์ลูกหาที่นับถือท่าน ถ่ายภาพพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระจักษุธาตุเอาไว้ ปรากฏว่าภาพที่ถ่ายมองเห็นเป็น “ดวงตา” หรือ “พระจักษุ” อย่างชัดเจนและอัศจรรย์เกินกว่าที่จะบรรยาย ลองดูได้ ณ กุฏิพระอาจารย์ประจักษ์ ภูริปัญโญ ตึกมงคลวิทยา ชั้น 3 วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร 

สำหรับความอัศจรรย์ของพระบรมสารีริกธาตุ (ส่วนพระจักษุธาตุ) นั้นยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะหลังจากที่องค์ท่านเสด็จมาปรากฏได้ไม่นาน พระบรมสารีริกธาตุส่วนต่างๆ ก็เสด็จหลั่งไหลตามกันมาอย่างไม่ขาดสาย นับวันก็มีแต่จะมากขึ้น ทำให้สถานที่ประดิษฐานในทุกวันนี้มองดูคับแคบลงไปถนัดตา

ทางวัดป่าศรีคุณารามจึงมีแนวคิดที่จะดำเนินการก่อสร้างพระมหาเจดีย์มงคลพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อที่จะเชิญองค์พระจักษุธาตุและพระอรหันต์ธาตุไปประดิษฐานยังสถานที่ที่เหมาะสม ควรค่าแก่การสักการบูชา เพื่อจะได้เป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป

ด้วยอานิสงส์ของท่านทั้งหลาย เพียงอธิษฐานจิต ท่านอาจจะได้พบกับเหตุการณ์มหัศจรรย์ อันเป็นมงคลแก่ชีวิตที่ได้เห็นพระธาตุเสด็จมาให้เห็น เบื้องหน้ารอบกาย เหมือนอย่างเช่นผู้เขียน และพุทธศาสนิกชนได้ประสบมาแล้ว เป็นเครื่องยืนยันว่าผู้ประพฤติกรรมในดินแดนนี้ยังมิสูญสิ้น และพระศาสนาจะยืนยาวด้วยความเจริญรุ่งเรืองชั่วกัลป์  
 

เขียนและเรียบเรียง โดย ป๊อก เชลซี
ถวายเป็นพุทธบูชา

 

ข่าว : คมชัดลึก
15 กันยายน 2553

 


 

 

 

บูชา-ต้มร้อยล้าน

จักษุธาตุเก๊ วัดดังสั่งสอบด่วน !

 

 

 

 

 

 

วัดสัมพันธวงศ์ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบพระบรมสารีริกธาตุส่วนจักษุธาตุที่มีลักษณะคล้ายเพชรเจียระไนหลังจากพระจากวัดอื่นมาอาศัยจำพรรษาในวัดนำมาให้ประชาชนสักการบูชา หวั่นเป็นการต้มตุ๋นหลอกลวงประชาชน หลังผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เห็นความไม่ชอบมาพากล ในการจัดหาเงินสร้างพระมหาเจดีย์บรรจุพระจักษุธาตุ มีวงเงินมโหฬารหลายร้อยล้านบาท ขณะที่พระพรหมเมธี กรรมการมหาเถรสมาคม ระบุจักษุธาตุไม่มีในตำราพระบรมสารีริกธาตุ ทั้งเมื่อเอาไปให้เจ้าของร้านเพชรดู ถูกระบุเป็นเพียงเพชรรัสเซีย...

การตรวจสอบพระบรมสารีริกธาตุที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นของปลอมครั้งนี้ เปิดเผยโดยพระวินัยเมธี (ปราโมทย์ นาควํโส) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ว่า ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบพระบรมสารีริกธาตุส่วนจักษุธาตุหรือนัยน์ตา ประดิษฐานอยู่ที่ตึกมงคลวิทยา ชั้น 3 วัดสัมพันธวงศ์ ตั้งอยู่ถนนทรงสวัสดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ กทม. และอยู่ในความดูแลของพระครูพันธกิจประจักษ์ ภูริปญฺโญ สังกัดวัดป่าศรีคุณาราม
  พระอาคันตุกะของวัด  โดยมีพระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) กรรมการมหาเถรฯ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เป็นประธาน พระราชสุมนต์มุนี เจ้าคณะเขตพระนคร วัดบวรนิเวศฯ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อธิบดีกรมการศาสนา ผกก.สน.พลับพลาไชย2 นายทองดี หรรษคุณารมย์ ประธานมูลนิธิพระบรมธาตุ เป็นต้น เป็นกรรมการตรวจสอบ

ทั้งนี้ คำสั่งลงนามโดยสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงของพระบรมสารีริกธาตุส่วนจักษุธาตุ ว่าเป็นของจริงหรือของปลอม หลังจากที่นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้สอบถามมาที่วัดถึงความเป็นมาของพระบรมสารีริกธาตุส่วนจักษุธาตุ
  เนื่องจากในตำราพระบรมสารีริกธาตุไม่เคยมีการระบุถึงส่วนของจักษุธาตุ นอกจากนี้ ยังมีการระบุในเอกสารประชาสัมพันธ์ เชิญชวนให้ประชาชนบริจาคเงินร่วมสมทบทุนสร้างพระมหาเจดีย์มงคลพระบรมสารีริกธาตุ (ส่วนพระจักษุธาตุ) โดยใช้งบประมาณหลายร้อยล้านบาท ว่ามีความถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ และทำไมต้องใช้งบประมาณจำนวนมากขนาดนั้น

พระวินัยเมธีกล่าวต่อว่า สำหรับพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนจักษุธาตุที่จะมีการตรวจสอบนั้น มีลักษณะคล้ายเพชร เป็นเหลี่ยมสวยงาม ขนาดประมาณ 8-9 มิลลิเมตร ไม่ปรากฏที่มา แต่พระครูพันธกิจประจักษ์ ภูริปญฺโญ อ้างว่าเสด็จมาเอง
  หลังจากที่ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ  สัณฐานเมล็ดข้าวหักมาบูชาก่อนจะแปรเป็นพระจักษุธาตุ และอ้างว่าได้อธิษฐานจิตถามต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตอบมาในนิมิตว่า เป็นจักษุธาตุหรือนัยน์ตา ก่อนเปิดให้ประชาชนเข้าสักการบูชาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่พระสงฆ์ ในวัดและพุทธศาสนิกชนต่างก็ไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าไม่น่าจะเป็นจักษุธาตุจริง และเป็นการหลอกลวงประชาชน อย่างไรก็ตาม เคยนำภาพถ่ายพระจักษุธาตุไปให้เจ้าของร้านเพชรแห่งหนึ่งดู เจ้าของร้านเพชรระบุว่า วัตถุดังกล่าวเป็นเพชรรัสเซีย  นอกจากนี้ ได้สอบถามไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับจักษุธาตุ หลายคนคิดว่าไม่น่าจะใช่จักษุธาตุ ตามที่มีการกล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ ต้องมีการพิสูจน์ว่าเป็นจักษุธาตุของจริงหรือไม่จริง ซึ่งถ้าเป็นของจริง วัดจะได้อนุโมทนายกย่อง แต่ถ้าไม่จริง ก็ขอให้หยุดหลอกลวงประชาชน

เลขานุการสมเด็จฯกล่าวอีกว่า ที่สำคัญพระครูพันธกิจประจักษ์ ซึ่งไม่ใช่พระในวัด ยังได้แอบอ้างนำชื่อสมเด็จพระมหาวีรวงศ์และวัดสัมพันธวงศ์ รวมทั้งพระ ตลอดจนบุคคลสำคัญจำนวนไม่น้อย ไปแอบอ้างเพื่อหาเงินจัดสร้างพระมหาเจดีย์มงคลเพื่อบรรจุจักษุธาตุ ที่วัดป่าศรีคุณาราม ต.บ้านจีต อ.กู่แก้ว จ.อุดรธานี ทั้งที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ซึ่งสูงอายุและมีพรรษามาก และวัดไม่ทราบเรื่อง
  ทำให้พุทธศาสนิกชนเข้าใจว่าสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ และวัดไปดำเนินการ  ดังนั้น จึงต้องออกมาปกป้องและรักษาชื่อเสียงของวัด โดยในวันที่ 10 มี.ค.นี้ 
เวลา 16.00น. จะมีการประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว

ด้านพระพรหมเมธี วัดสัมพันธวงศ์ กล่าวว่า พระบรมสารีริกธาตุส่วนจักษุธาตุจะเป็นของจริงหรือของไม่จริงไม่รู้ แต่เปิดในตำราพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯแล้ว ไม่พบว่ามีการระบุถึงจักษุธาตุหรือนัยน์ตาพระพุทธเจ้า ที่สำคัญเรื่องพระบรมสารีริกธาตุไม่ควรมีการแอบอ้าง

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวพยายามโทรศัพท์ไปถึงพระครูพันธกิจประจักษ์ ภูริปญฺโญ ผู้รับผิดชอบดูแลจักษุธาตุแต่ไม่สามารถติดต่อได้

 

 

ข่าว : ไทยรัฐ
09 มีนาคม 2554

 


 

 

 

 

พิสูจน์จักษุธาตุ !

วัดสัมพันธวงศ์นำมาต้มชาวบ้าน

ได้เงินบริจาคไปแล้ว 11 ล้าน

 

 

 

 

 

นี่แหละ สไตล์หากินของพระธรรมยุตเขาล่ะ พวกเล่นแร่แปรธาตุนั้นเก่งกันนัก วัดสัมพันธวงศ์มีทั้งพระระดับสมเด็จฯ และรองสมเด็จฯ เป็นถึงกรรมการมหาเถรสมาคมตั้ง 2 รูป แต่ตั้งแก๊งค์หลอกลวงชาวบ้านแบบนี้ จะพิจารณาตัวเองยังไงครับท่านพระพรหมเมธี

 

กรรมการพิสูจน์ก็งี่เง่า เพราะพระครูเจ้าของก็บอกชัดเจนว่า "เสด็จมาเอง" ไม่มีปี่มีขลุ่ยอะไรทั้งสิ้น แล้วจะพิสูจน์ทำห่าอะไร เพราะไม่มีมูลความจริง กรรมการชุดนี้จึงเป็นโมฆะมาแต่เริ่ม ยิ่งเริ่มพิสูจน์ก็ยิ่งเห็นถึงความงมงายในประวัติศาสตร์วัดสัมพันธวงศ์ เฮ้อ อายแทนสมเด็จพระมหาวีรวงศ์เหลือเกิน

 

 

 

 

 

 

พรุ่งนี้รู้ผล “จักษุธาตุ” ของแท้หรือของเทียม ของพระครูพันธกิจประจักษ์ฯ เจ้าของพระธาตุยินดีให้ตรวจสอบ ท้าคืนเงินบริจาค เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแอบอ้างหลอกลวงประชาชน...

จากกรณีวัดสัมพันธวงศ์ ถนนทรงสวัสดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ กทม.ตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงพระบรมสารีริกธาตุส่วนจักษุธาตุ ของพระครูพันธกิจประจักษ์ ภูริปญฺโญ สังกัดวัดป่าศรีคุณาราม จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นพระอาคันตุกะที่มาอาศัยจำพรรษาในวัดนำเปิดให้ประชาชนบูชาว่าเป็นของแท้หรือของเทียม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแอบอ้างหลอกลวงประชาชน

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 9 มี.ค.2554 ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อขอสัมภาษณ์พระครูพันธกิจประจักษ์ กล่าวว่า ยินดีให้ตรวจสอบ พระบรมสารีริกธาตุส่วนจักษุธาตุนั้น เดิมได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ สัณฐานเมล็ดข้าวหักมาบูชาเพียงอย่างเดียวและผอบเดียวเท่านั้น เมื่อปี 2551 ต่อมาในปี 2552 กลับพบว่าในผอบดังกล่าวพระบรมสารีริกธาตุสัณฐานเมล็ดข้าวหักได้กลายเป็นพระธาตุที่มีประกายแสงออกมามีลักษณะคล้ายเพชร จึงไปบอกว่าพระสงฆ์ในวัด แต่ไม่มีใครเชื่อ มีอาตมาเท่านั้นที่เชื่อ ต่อมาจึงได้สอบถามจากครูบาอาจารย์ ทราบว่าพระบรมสารีริกาตุลักษณะดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้จากอจินไตยของพระพุทธเจ้า
พิสูจน์ไม่ได้ เป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ เสด็จมาเอง แต่อาตมาเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ

ส่วนที่มีการระบุว่าจักษุธาตุไม่มีอยู่ในตำรานั้น เป็นเรื่องจริง แต่ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้า ได้ทรงกล่าวถึงเรื่องของนิพพาน ซึ่งก็ไม่ได้ระบุไว้ในตำราเช่นกัน พระครูพันธกิจประจักษ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามไม่เข้าใจว่าช่วงที่ยังไม่มีประชาชนเข้ามาสักการะบูชาจักษุธาตุ มาก ทำไมไม่ตรวจสอบ เมื่อมีประชาชนศรัทธามาจึงจะมาตรวจสอบ อย่างไรก็ตามถ้ามีการพิสูจน์ว่าพระจักษุธาตุ ไม่ใช่ของจริง ก็แล้วแต่ศรัทธาของญาติโยม ถ้าไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เงินบริจาคยังอยู่ ยังไม่ได้นำไปใช้จ่ายแต่อย่างใด ยินดีคืนเงิน

ด้าน พระวินัยเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดและเลขานุการสัมพันธวงศ์ กล่าวว่า หลังจากมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงพระบรมสารีริกธาตุส่วนจักษุธาตุ ในวันที่ 10 มี.ค.นี้ เวลา 16.00 น. พระครูพันธกิจประจักษ์ ได้ทำหนังสือมาถึงโดยยินดีที่จะเข้าไปตอบข้อซักถามของคณะกรรมการ แต่ขอให้อาตมาส่งข้อซักถามเป็นลายลักษณ์อักษรมาช่วงหน้าก่อน เพื่อจะได้ชี้แจงให้ตรงประเด็น ซึ่งไม่เข้าใจว่าถ้ามั่นใจว่าเป็นจักษุธาตุของแท้จะไปกลัวทำไม

ส่วน พระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงพระบรมสารีริกธาตุส่วนจักษุธาตุ กล่าวว่า การพิสูจน์ตรวจสอบว่าจักษุธาตุเป็นของจริงหรือของเทียม พิสูจน์ไม่ยาก ใช้เวลาไม่นานก็รู้ เพราะในตำรามีการระบุรูปพรรณสัณฐานชัดเจนอยู่แล้ว โดยการตรวจสอบจะทำสองส่วน คือ ใช้ผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านพระบรมสารีริกธาตุ ผู้เชี่ยวชาญด้านเพชรพลอย มาเทียบเคียงตรวจพิสูจน์เลยกับเปรียบเทียบตามตำราของพระสารีริกธาตุ ทั้งนี้ น่าจะเสร็จสิ้นรู้ผลในวันที่ 10 มี.ค. เลย นอกจากนั้นจะมีการวางมาตรการหลังจากตรวจพิสูจน์ด้วยว่าถ้าไม่ใช่จักษุธาตุ พระครูพันธกิจประจักษ์ ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ

 

 

 

ข่าว : ไทยรัฐ
10 มีนาคม 2554

 

 

 

 

 

 

 

 

 

www.alittlebuddha.com วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264