วัดไทยพุทธคยาร้อนฉ่า !

ใบปลิวว่อน ! "ต้าน" พระราชรัตนรังษีขึ้นเจ้าอาวาส

 

 

อา..อำนาจและผลประโยชน์ย่อมไม่เข้าใครออกใคร อยู่ที่ว่าใคร เมื่อได้อำนาจและผลประโยชน์มาแล้ว จะใช้อำนาจให้เป็นธรรมและจัดสรรผลประโยชน์ให้ทั่วถึงแก่ทุกกลุ่มในสังคม ผู้นั้นจึงจะได้ชื่อว่า "ผู้นำ-สังฆปริณายก" ที่แท้จริง มิเช่นนั้นก็เป็นเพียงผู้แสวงหาอำนาจเท่านั้น

 

 

 

 

พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ วีรยุทฺโธ)

 

เจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์-วัดไทยลุมพินี และวัดในเครืออีก 2 วัด ยังมิทันขึ้นแท่นเป็นหัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล ก็โดนต้านเสียแล้ว แต่หลายเหตุผลที่คนต่อต้านนั้น ว่ากันว่าก็มาจากพฤติกรรมในอดีตของเจ้าคุณวีรยุทธเอง เป็นกรรมเก่า ต้องแก้กรรมก่อนขึ้นเป็นหัวหน้า เพราะว่าถ้าพระสงฆ์ส่วนใหญ่ในอินเดียไม่ยอมรับ หรือยอมรับเพียงแค่ในวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์และวัดในเครือเท่านั้น ก็ถือว่าไม่สง่างามสำหรับคนเป็นหัวหน้าสงฆ์ในดินแดนพุทธภูมิแล้ว

 

ขอกราบเรียนให้ทราบว่า ทางเรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งหัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล แต่อย่างใด แต่ที่นำเสนอในครั้งนี้ เพราะพิจารณาเห็นว่า ข้อติติงเหล่านี้น่าจะมีประโยชน์ต่อการพิจารณาของมหาเถรสมาคม แม้ว่าบางเรื่องจะเป็นเรื่องส่วนตัวก็ตาม แต่สำหรับผู้ที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพระธรรมทูตแล้ว จะถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ได้ ต้องไต่สวนให้กระจ่าง เพื่อผลประโยชน์ของพระพุทธศาสนา ถ้าว่าเป็นความจริง ผู้ที่ถูกพาดพิงถึงก็ต้องแสดงสปิริตถอนตัวออกไป แต่ถ้าไม่เป็นจริง พระราชรัตนรังษี ก็จะเป็นหัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล อย่างสง่างาม

 

 

 

อยากโลภให้ไปฮ่องกอง
อยากหลงให้ไปอเมริกา
อยากโมโหโกรธาให้ไปพม่า
อยากมีปัญญาให้มาอินเดีย

 

 

เมื่อก่อนนะใช่ เพราะพระไทยไปอินเดียเพื่อการศึกษาจริงๆ  แต่เดี๋ยวนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว อินเดียมีผลประโยชน์มหาศาล จนพระไทยเห็นแก่เงินตราไม่อยากกลับเมืองไทยกันแล้ว มีทั้ง โลภ-หลง และโมโหโกรธา รวมกัน ไม่งั้นจะห้ำหั่นกันเรื่องตำแหน่งจนวุ่นวายหรือ

 

 

 

 


ใบปลิวฉบับที่ 01

 

 

ที่ ด่วนพิเศษ/2554

วัดไทยพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

 

7  มิถุนายน  2554

 

กราบเรียน/เรียน   พระมหาเถระคณะสงฆ์ไทยทุกรูป

เจริญพร              ญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาชาวพุทธไทยทุกท่าน

เรื่อง                   เสนอข้อคิดเห็นการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย

 

ด้วยวัดไทยพุทธคยา เมืองคยา รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย เป็นวัดไทยวัดแรก ณ ดินแดนพุทธภูมิ วัดไทยพุทธคยาเป็นวัดของรัฐบาลไทยและพุทธศาสนิกชนชาวไทยทั้งประเทศได้สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.2501 จนถึงปัจจุบัน มีอายุ 54 ปี โดยประมาณ

 

          เจ้าอาวาสรูปที่ 1 คือ พระธรรมธีรราชมหามุนี (ธีร์ ปุณฺณโก ป.ธ.9) สังกัดวัดจักรวรรดิราชาวาส กรุงเทพมหานคร ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ตั้งแต่ พ.ศ.2501-2506 (ต่อมาเป็นสมเด็จพระธีรญาณมุนี)

          เจ้าอาวาสรูปที่ 2 คือ พระเทพวิสุทธิโมลี (บุญเลิศ ทตฺตสุทธิ ป.ธ.8) จากสำนักวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา พ.ศ.2506-2531 (ต่อมาเป็นพระสุเมธาธิบดี)

          เจ้าอาวาสรูปที่ 3 คือ พระมหาทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.9 Ph.D. จากสำนักวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ กรุงเทพมหานคร ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา พ.ศ. 2532- 2554 (ต่อมาเป็นพระเทพโพธิวิเทศ) และได้มรณภาพที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ณ ตึกสยามมินทร ณ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2554

 

บัดนี้วัดไทยพุทธคยาได้ว่างเจ้าอาวาสลง จึงสมควรที่มหาเถรสมาคม ในนามคณะสงฆ์และรัฐบาลไทย จะได้พิจารณาคัดเลือกพระภิกษุสงฆ์ไทยผู้ที่มีความเหมาะสมจะได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา รูปที่ 4 ต่อไป เกล้าฯ จึงขอถวายความคิดเห็น หรือเสนอวิสัยทัศน์ดังนี้ คือ

 

1.เบื้องต้นควรพิจารณาถึงพระธรรมทูตสายประเทศอินเดียที่อยู่ ณ วัดไทยพุทธคยาและวัดไทยอื่นๆ เป็นผู้สมควรได้รับพิจารณาก่อน

2.ผู้ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาต้องเป็นพระธรรมทูตในประเทศอินเดียมากกว่า 5 ปีขึ้นไป หรือเป็นพระธรรมทูตไทยจากประเทศอื่นก็ได้

3. ผู้ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาต้องได้รับการยอมรับจากวัดชาวพุทธนานาชาติ ที่พุทธคยาด้วย

4.ผู้ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาต้องเป็นเปรียญธรรม 3 ประโยค, น.ธ.เอก ขึ้นไป

5.ผู้ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาต้องได้รับการยอมรับจากชาวพุทธไทยที่ไปแสวงบุญ ณ แดนพุทธภูมิ จากอดีตที่ผ่านมาและต่อไปในอนาคต

6.ผู้ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาต้องได้รับการยอมรับจากคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติ ทั้งในประเทศไทยและประเทศอินเดียด้วย

7.ผู้ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาต้องเป็นผู้ไม่แสวงหาผลประโยชน์จากชาวพุทธด้วยวิธีต่างๆ (พุทธพาณิชย์)

8.ผู้ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาต้องไม่เห็นแก่พรรคพวกของตนเอง ข่มเหง, กดขี่, รังแก, เบียดเบียนผู้อื่น, ไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ชาวพุทธ ยกย่องหรือแนะนำให้คนทำบุญเฉพาะวัดของตนเองเท่านั้น

9.ผู้จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาต้องเป็นผู้เที่ยงตรง, มีเมตตาธรรม, เป็นธรรมและเข้าได้กับคนทุกระดับและทุกวัดในประเทศอินเดีย

10.ผู้ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาต้องมีศีลาจารวัตรงดงาม มั่นคงในพระธรรมวินัย

11.ผู้ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาจะต้องเป็นผู้มองการไกลในอีก 50 ปีข้างหน้า

12.ผู้ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาต้องได้รับการยอมรับจากพระธรรมทูตสายประเทศอินเดียด้วยกันทั้งธรรมยุติ และมหานิกาย

13.ควรเรียกประชุมเจ้าอาวาสวัดไทยในประเทศอินเดียทุกวัด เพื่อแสดงความคิดเห็นและหาข้อมูลเพื่อความเป็นธรรมและเสมอภาคของชาวพุทธ

14.ควรมีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางเปิดโอกาสรับข้อมูลจากทุกฝ่าย

15.ควรมีการพิจารณาแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาหลังจาก 3 เดือนไปแล้ว คือหลังจากพระราชทานเพลิงศพพระเทพโพธิวิเทศไปแล้ว (หลังจากวันที่ 25 สิงหาคม 2554)

16.คณะพระมหาเถรสมาคมทุกรูปควรพิจารณาเห็นชอบร่วมกันในการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาเพราะวัดไทยพุทธคยาเป็นสมบัติของชาวพุทธไทยทั้งชาติไม่ใช่เป็นวัดของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

17.อย่าปล่อยให้พระบางรูปอ้างสถานบันพระมหากษัตริย์บังหน้าเพื่อไต่เต้าไปสู่ยศถาบรรดาศักดิ์ชั้นสูง และอย่าปล่อยให้วัดไทยพุทธคยาเป็นจุดแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนเพราะวัดไทยพุทธคยาปัจจุบันไม่ใช่เหมือนอดีตที่ผ่านมาแล้ว (วัดไทยพุทธคยาเป็นหน้าตาของชาวพุทธไทยทั้งชาติ)

 

ขณะนี้มีพระผู้ใหญ่มียศเป็นพระราชาคณะชั้นราช ปัจจุบันกำลังวิ่งเต้นภายในประเทศไทยทั้งในคณะรัฐบาลและคณะสงฆ์ส่วนกลาง ซึ่งท่านรูปนั้นมีคุณสมบัติครองวัดเป็นเจ้าอาวาสอยู่แล้ว 4  วัดที่ประเทศอินเดีย และอยากจะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาอีกตำแหน่งหนึ่งเพื่อคุมคณะสงฆ์ทั้งในประเทศอินเดียและในประเทศไทยโดยอาศัยนักการเมืองหลายคนเป็นผู้สนับสนุน จึงขอฝากให้พระมหาเถรสมาคมได้พิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่ โดยกฎหมายแล้วพระสังฆาธิการหนึ่งรูปจะเป็นเจ้าอาวาสวัดได้เพียงวัดเดียวเท่านั้นมิใช่หรือ ?

 

การจะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ซึ่งปัจจุบันเป็นศูนย์รวมชาวพุทธและเป็นศูนย์รวมทั้งลาภสักการะชื่อเสียงจากประเทศไทยและชาวพุทธนานาชาตินั้น ต้องได้รับการยอมรับจากคนอินเดียทั้งภาครัฐและเอกชนด้วยโดยเฉพาะคนท้องถิ่นในพุทธคยา รัฐพิหาร

 

จึงกราบเรียนมาเพื่อทราบและขอได้โปรดพิจารณาอย่างรอบครอบเพื่อประโยชน์ของชาวไทยพุทธทุกคน

 

ด้วยความเคารพอย่างสูง

พระธรรมทูตสายประเทศอินเดียรูปหนึ่ง (มหานิกาย)

7 มิถุนายน 2554

 

 

ขออำนวยพร/เจริญพร  ด้วยเมตตาธรรมต่อญาติโยมทุกท่านได้โปรดช่วยกันพิจารณาเรื่องนี้ร่วมกัน ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่คณะ 1 วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ กทม./สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือคณะกรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูป

 

 

 

 

 


ใบปลิวฉบับที่ 02

 

 

ขอคัดค้านการแต่งตั้งเจ้าอาวาส

วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย

 

สืบเนื่องมาจากการที่ พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.9 Ph.D.) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ได้มรณภาพลง เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2554 จึงทำให้วัดไทยพุทธคยาว่างตำแหน่งเจ้าอาวาส

 

พวกเกล้าฯ ในนามคณะศิษยาอนุศิษย์ในพระเทพโพธิวิเทศ อดีตเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ขอคัดค้านกรณีที่ พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ วีรยุทฺโธ) จะเข้ามารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ซึ่งมีการเสนอชื่อเข้าที่ประชุมของมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลดังนี้

 

1. พระราชรัตนรังษี ถึงแม้จะมีผลงานในการสร้างวัดไทยกุสินารา เมืองกุสินารา เป็นผลสำเร็จในระดับหนึ่ง ก็ด้วยกลวิธีการต่างๆ มีการทะเลาะกับ คุณจุมพล โพธิศรีวิสุทธิกุล ประธานฝ่ายฆราวาส ผู้อุปถัมภ์วัดไทยกุสินารา  ตั้งแต่สร้างวัดเสร็จปี พ.ศ.2542 คุณจุมพลไม่เคยเดินทางมาอุปถัมภ์วัดนี้อีกเลย เพราะอะไร? คณะเทพธรรมสายคุณจุมพล ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ส่วนใหญ่ก็หายไป เพราะพระราชรัตนรังษีปฏิบัติการเหยียบย่ำน้ำใจโยมผู้อุปถัมภ์แล้วเอาผู้ใหม่เข้ามาแทนนับว่าเป็นการ อกตัญญูหรือเนรคุณต่อโยมผู้สร้างวัด เรื่องนี้น้อยคนจะรู้ พระผู้ทำงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 จนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งมีหลายรุ่นที่ได้รับการกระทำเจ็บช้ำน้ำใจถึงกับไม่ยอมกลับมาวัดไทยกุสินาราอีก เพราะอะไร?  เพราะความไม่ยุติธรรมใช่หรือไม่?

 

2. ตลอดระยะเวลาที่สร้างวัดไทยกุสินารา ปี พ.ศ.2537 ถึงปัจจุบัน 2554 พระเทพโพธิวิเทศเปิดโอกาสให้พระราชรัตนรังษีทำงานอย่างสะดวก แต่พระราชรัตนรังษีใช้วาจาพูดกระทบกระทั่งทั้งโดยตรงและโดยอ้อมต่อพระเทพโพธิวิเทศ ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณเปิดโอกาสเซ็นต์อนุญาตให้ทำงาน แต่พระราชรัตนรังษีกลับพยายามที่จะกดดัน และล้ำหน้าหลวงพ่ออยู่เสมอทุกงานทุกเรื่องเป็นความไม่เหมาะสม บางครั้งถึงกับบอกญาติโยมว่าตนเองเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และเป็นหัวหน้าพระธรรมทูตเสียเองก็มีหลายครั้ง ทำให้ญาติโยมหลายหมู่หลายคณะเข้าใจผิด แต่พระเทพโพธิวิเทศก็ให้อภัย

 

3. เมื่อพระเทพโพธิวิเทศล้มป่วยลงในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2553 จนกระทั่งถึงมรณภาพ ณ โรงพยาบาลจุฬาฯ พระราชรัตนรังษีให้ความสนใจไปเยี่ยมแค่ครั้งเดียว เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2554 ทั้งๆที่พระราชรัตนรังษีเดินทางไปกลับอินเดีย-ไทยเดือนละไม่ต่ำกว่า 3 ครั้งหรือมากกว่านั้นก็ไม่มีน้ำใจมาเยี่ยมหรือถามข่าวเลยแม้แต่น้อยรอวันเวลาแต่ว่าเมื่อไหร่หลวงพ่อจะมรณภาพตัวเองจะได้เอาศพหลวงพ่อมาจัดงานออกหน้าออกตา โชว์ผลงานว่าเป็นคนกตัญญู และแสดงตัวอย่างชัดเจนว่าตนเองต้องได้เป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาอย่างแน่ๆ

 

ความปราถนาของหลวงพ่อพระเทพโพธิวิเทศปราถนาอย่างยิ่งที่จะดับจิตมรณภาพที่อินเดีย          แต่พระราชรัตนรังษี ซึ่งตั้งตัวเองว่าเป็นรองหัวหน้าพระธรรมทูตก็ไม่เอาใจใส่เรียกประชุมปรึกษาวัดในอินเดียว่าควรปฏิบัติอย่างไร? เพราะพระราชรัตนรังษีไม่ต้องการให้พระเทพโพธิวิเทศกลับอินเดียอีก      เพื่อดิสเครดิสหลวงพ่อว่าหลวงพ่ออยู่อินเดียมา 50 ปีแล้วยังต้องมามรณภาพที่ประเทศไทย แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือต้องการอาศัยศพของหลวงพ่อเป็นบันไดไปสู่อำนาจในอินเดียด้วยการนิมนต์พระเถระชั้นผู้ใหญ่มาสวดและฉันในงานเพื่อเสนอหน้าเอาผลงาน? จริงอยู่ เมื่อหลวงพ่อพระเทพโพธิวิเทศมรณภาพทุกคนที่เป็นศิษย์ย่อมมาไว้อาลัยและร่วมทำบุญ แน่นอนกว่าเวลา 50 ปี ของการอยู่อินเดียและบารมีของหลวงพ่อย่อมมีผู้มาร่วมทำบุญด้วยมากมาย แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ พระราชรัตนรังษีอาศัยโอกาสนี้ว่าตัวเองเป็นผู้จัดการงานทั้งหมด

 

4. ความจริงที่ไม่มีใครรู้ (รู้จำนวนน้อยแต่ทำอะไรไม่ได้) ปี 2542  มหาเถรสมาคมมีคำสั่งให้พระราชโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย ได้สั่งพระธรรมทูตจากวัดไทยพุทธคยาไปปฏิบัติหน้าที่ควบคุมดูแล การก่อสร้างที่วัดไทยลุมพินี-เนปาล ในการนี้พระราชโพธิวิเทศได้ส่งชื่อ พระครูวิชัยธรรมธารี (ธาตรี) วัดไทยพุทธคยา (สังกัดวัดปากน้ำภาษีเจริญ กทม.) เป็นหัวหน้าคณะปฏิบัติศาสนกิจ ณ วัดไทยลุมพินี

 

เชื่อใหมว่า พระราชรัตนรังษีรูปนั้น แต่ก่อนเป็นพระครูปลัดสุวัฒนศรัทธาคุณ ฐานานุกรมในพระสุเมธาธิบดี อดีตอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุฯ พอทราบข่าวว่าพระราชโพธิวิเทศเสนอแต่งตั้งพระครูวิชัยธรรมธารี (ธาตรี) ให้เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตไปอยู่ประจำ ณ วัดไทยลุมพินี พระครูปลัดสุวัฒนศรัทธาคุณ (วีรยุทธ วีรยุทฺโธ) ท่านก็เดินทางมาประเทศไทยโดยทำการเปลี่ยนจดหมาย (สาร) ของพระราชโพธิวิเทศให้เป็นชื่อของท่าน คือ พระครูปลัดสุวัฒนศรัทธาคุณ (วีรยุทธ วีรยุทฺโธ) นำเสนอต่อมหาเถรสมาคม ซึ่งมหาเถรสมาคมโดยตรงก็พิจารณาอนุมัติตามหนังสือนั้น เมื่อพระราชโพธิวิเทศทราบข่าวถึงกับอึ้งและบอกว่า นี่ไม่ใช่วิธีของพระ และตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา คือ ปี พ.ศ.2542 วัดไทยลุมพินีก็ดำเนินการสานต่อจนสร้างอุโบสถสำเร็จและงานส่วนอื่นๆภายในวัด พระราชรัตนรังษีก็ไม่เคยนิมนต์พระเทพโพธิวิเทศไปวัดไทยลุมพินีเลย และพระเทพโพธิวิเทศก็ไม่ไปวัดไทยลุมพินีเลยจนถึงมรณภาพ ด้วยเหตุผลหลายอย่าง เช่น

 

4.1 เพราะจดหมายฉบับนั้น (ปล้นจดหมาย และแปลงเอกสารข้อความอันเป็นเท็จ) สู่มหาเถรสมาคมทำให้พระเทพโพธิวิเทศจดจำและลืมไม่ลง ได้แต่แผ่เมตตาให้อภัยเสมอมา

 

4.2 ที่วัดไทยลุมพินีมีโรงงานผลิตรูปเหมือนเบบี้บุดด้า ซึ่งทำกันเป็นทีมรายได้ก็เข้ากระเป๋าใครบ้างไม่ทราบ ใครเป็นคนผลิตใครเป็นคนควบคุมรายได้วันละเท่าไหร่ มหาเถรสมาคมทราบหรือไม่? อาศัยสถานที่แสวงหาผลประโยชน์ก็ไม่ว่ากันภายในวัดคล้ายตลาดนัด? มีทั้งเสื้อผ้า, มีทั้งซีดี, อัดขายแม้กระทั่งข่าวในพระราชสำนักในคราวพระบรมฯ เสด็จพุทธคยา เมื่อ พ.ศ.2543?

 

เรื่องทั้งหมดพระเทพโพธิวิเทศท่านทราบตลอดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

 

4.3 วัดไทยลุมพินีมีการขายโครงการซ้ำซ้อนเรื่องการสร้างกุฏิมหาเถรสมาคม 22 หลัง แด่ญาติโยมผู้ผ่านมาผ่านไป มีผู้มาเล่าให้พระเทพโพธิวิเทศฟังอยู่เสมอ

 

4.4 ปัจจุบันมีโครงการพัฒนาลุมพินีโดยอาศัยนักการเมืองบางคน ซึ่งต้องการหาเสียงด้วย ทำบุญด้วย คือได้ประโยชน์กันคนละอย่างร่วมกับพระราชรัตนรังษีบอกบุญทางช่อง 3 ทุกวัน

 

ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วลุมพินีเป็นมรดกโลกแน่นอน ถ้าจะมีการพัฒนาต้องขึ้นอยู่กับเจ้าของประเทศคือรัฐบาลเนปาลไม่ใช่คนไทยหรือรัฐบาลไทยจะเข้าไปเทคโอเวอคือยึดครองทำอะไรก็ได้โดยง่าย จึงขอเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้งไม่ใช่ปล่อยให้มีการโฆษณาจนมีคนไทยทำบุญกันมากมายโดยอ้างเอาสถาบันบังหน้า มหาเถรสมาคมและสำนักงานพุทธฯ ต้องตรวจสอบเรื่องนี้จากรัฐบาลเนปาลให้ชัดเจน (สถานทูต)

 

5. กรณีไฟไหม้ภายในอุโบสถ์วัดไทยกุสินารา เฉลิมราชย์ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา ยังไม่ได้ชัดเจนว่าเกิดจากสาเหตุอะไร? ซึ่งทางวัดบอกว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร จึงเกิดเพลิงไหม้ ถ้าพิจารณาถึงระบบของสายไฟฟ้าระบบเซฟตี้คัตอายุของการสร้างโบสถ์ก็เพียงเวลาราว 10 ปีเท่านั้น  สายไฟฟ้าคุณภาพไม่น่าจะเสื่อมเร็วขนาดนั้น มีหลายฝ่าย ตั้งขอสังเกตุว่าสร้างภาพให้ไฟไหม้โบสถ์หรือเปล่าเพื่อจะได้หาทุนบูรณะใหม่ และเป็นโครงการหารับเงินบริจาคให้ได้มากกว่าเดิมอีก

 

เรื่องนี้น่าจะเป็นประเด็นพิจารณากันให้มากกว่านี้ คนทำบุญก็ปลื้มอย่างเดียวโดยไม่ยอมฟังเหตุผลอื่น การบูรณะใช้เวลายืดเยื้อเพื่อปะวิงเวลาให้คนทำบุญมากๆ

 

6. การสร้างโรงเรียนต้นกล้าในวัดไทยกุสินาราก็เป็นโครงการหลอกเจ้าทำเฉพาะช่วงสมเด็จพระเทพฯเสด็จปี 2545 แต่ขายภาพมาจนปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่มีโรงเรียน-นักเรียนของวัดเลยเป็นโรงเรียนจัดตั้งบังหน้าหาทุนเฉพาะกิจเท่านั้นไม่มีความจริงใจ

 

7. โครงการอบรมพระธรรมวิทยากร เพื่อสนับสนุนส่งพระบรรยายให้กับบริษัททัวร์ที่ตัวเองคุมอยู่พระราชรัตนรังษีก็ทำเฉพาะกลุ่มบุคคลเป็นโครงการจัดทำโชว์มหาเถรสมาคมเท่านั้น พระที่เข้ารับการอมรมส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับนิมนต์ ท่านต้องการภาพในการอมรมเท่านั้น

 

8. กรณีซื้อที่สร้างวัดไทยเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถีก็เป็นเรื่องดี แต่ได้พิจารณาดูแล้วการซื้อที่เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 จนถึงบัดนี้ยังไม่ได้ลงมือก่อสร้างเลยเพราะอะไร? มหาเถรสมาคม สำนักงานพุทธน่าจะตรวจสอบว่าคืออะไร? เป็นโครงการโชว์ให้คนทำบุญเท่านั้นหรือเปล่า? หรือทางอินเดียเขาไม่อนุญาตให้สร้างในที่โบราณสถาน แต่ทางวัดไทยกุสินาราก็ไม่ยอมชี้แจงข้อมูลให้ชัดเจนมีแต่บอกบุญเรี่ยไรไปเรื่อยๆ ทางทีวีช่อง 3 เมื่อไหร่จะได้สร้างสักที

 

9. มีคณะผู้แสวงบุญหลายคนที่ไม่ได้รับพิจารณาให้เข้าพักที่วัดไทยกุสินารา เนื่องด้วยกฎระเบียบมากมายโดยเฉพาะคนจนๆ ทำบุญน้อยๆ หมดสิทธิพักเลย การต้อนรับของฝ่ายปฏิคมก็พูดกับนักแสวงบุญเหมือนราชากับยาจก โดยไม่นึกถึงว่าเงินที่ได้มาสร้างวัดสร้างโบสถ์สร้างที่พักก็ได้มาจากชาวบ้านทั่วไปช่วยกันบริจาค ภายในวัดไทยกุสินาราเองก็มีการขายของที่ระลึกแบบค้ากำไรเกินควรในช่วงฤดูกาลเดือน ตุลาคม-มีนาคมทุกปี

 

10. กิจกรรมชาวพุทธนานาชาติคือการรวมตัวกันสวดพระไตรปิฎกของชาวพุทธนานาชาติฝ่ายเถรวาทตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมาพระราชรัตนรังษีทำตัวต่อต้านในข้างต้น และภายหลังพอรู้ว่ามีผลดีต่อคณะสงฆ์และมหาเถรสมาคม จึงเดินทางมาร่วมเพียงวันเดียว คือมาต้อนรับพระธรรมสิทธินายก ในวันที่ 5-6 ธันวาคม 2552 เท่านั้นนอกนั้นไม่เคยให้ความร่วมมือเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอดระยะเวลา 5 ปีในการสวดพระไตรปิฎกทุกครั้ง จะมีประเทศชาวพุทธฝ่ายเถรวาทราว 8-9 ประเทศร่วมกันจัดงานนี้ขึ้นที่ภายในพระมหาเจดีย์พุทธคยาทุกปี เริ่มตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมาธรรมทูตต้นแบบแด่พระเทพโพธิวิเทศท่ามกลางพระธรรมทูตไทยจากประเทศต่างๆ ทุกสายทั้งยุโรป อเมริกา อินเดีย ไทย แต่ไม่มีพระราชรัตนรังษีแม้แต่เงา จึงทำให้คิดไปว่า นี่หรือคนจะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาและหัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย แต่ไม่ให้เกียรติพระเทพโพธิวิเทศแม้แต่น้อย 3 วันก่อนที่การมรณภาพของพระเทพโพธิวิเทศมีผู้เฝ้าไข้หลวงพ่อแจ้งให้ทราบว่าพระราชรัตนรังษีได้อัดรูปถ่ายของหลวงพ่อจำนวนมากกว่า 5 ลังกระดาษมาให้เหมือนกับรู้ว่าหลวงพ่อจะมรณภาพ ความหมายคือ สั่งอัดภาพมาแจกในงานศพ

 

11. การจัดงานอุปสมบทหมู่แต่ละปี ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2550 เป็นต้นมา พระราชรัตนรังษีจัดระดมคนระดมทุนและมีผลกับบริษัททัวร์ในเครือข่ายของท่านเท่านั้น เหมือนกับมายืมวัดไทยพุทธคยาเป็นสถานที่จัดงานหาทุนให้กลุ่มของตัวเองเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงคนในวัดหรือคนในพื้นที่แม้แต่น้อย

 

12. ใช้อำนาจอิทธิพลอาศัยสถาบันนำหน้า ยืมสถานทูตเป็นเครื่องมือสนองงานให้แก่ตนเอง อาศัยอำนาจรัฐและบารมีพระผู้ใหญ่ในเมืองไทยคุ้มครองและแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ ตลอดทั้งอาศัยนักการเมืองเป็นฐาน ชักนำไปสู่อำนาจยศถาบรรดาศักดิ์ทั้งในและนอกประเทศ  ถ้าพระผู้ใหญ่ในเมืองไทยไม่สังเกตหรือตามไม่ทัน ก็จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางความคิด อำนาจเงินอย่างง่ายดาย

 

         ฉะนั้นพวกเราทั้งหมดนี้ จึงพิจารณาเห็นว่า พฤติกรรมทั้งหมดที่กล่าวมานี้และมีอีกจำนวนมากหลายกรณีที่พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ วีรยุทฺโธ)  กระทำอยู่ ไม่ใช่แนวทางสร้างสรรค์ ตรงกันข้ามกลับทำลายความสามัคคีทำให้เกิดความแตกแยกในวงการสงฆ์อินเดียและชาวพุทธทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคตโดยแน่แท้

 

         สำหรับตำแหน่งพระราชาคณะที่พระราชรัตนรังษีได้มานั้น ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าได้มาด้วยความบริสุทธิ์หรือจากการยอมรับจากคณะสงฆ์ในประเทศอินเดียด้วยกัน

 

13. พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ วีรยุทฺโธ) เป็นเจ้าอาวาสวัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาลอยู่แล้ว จึงไม่สมควรที่จะมาเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาอีก รวมทั้งเป็นเจ้าอาวาสวัด

      1.วัดไทยกุสินารา เฉลิมราชย์

      2.วัดไทยนวราชรัตนาราม 960 ด่านอินเดีย-เนปาล  

      3.วัดไทยเชตวัน สาวัตถี

 

              อนึ่งวัดไทยนวราชรัตนาราม 960 เดิมเป็นโครงการสร้างห้องสุขาและภัตตาคารฉันเพลปัจจุบันได้ผันโครงการมาเป็นวัดและประกาศว่าจะสร้างอุโบสถในบริเวณนั้นด้วย แต่ปัจจุบันนี้ทางราชการอินเดียไม่อนุญาตให้สร้างวัดเพราะมีพื้นที่อยู่ใกล้ด่านชายแดนอินเดีย-เนปาล จึงมีผลต่อทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่ทางวัดก็ยังประกาศให้ประชาชนชาวพุทธพากันทำบุญสร้างวัดอยู่เพื่อผลในการรับบริจาคเท่านั้นความชัดเจน ว่าจะสร้างวัดหรือห้างสรรพสินค้าซุปเปอร์มาร์เก็ตกันแน่

 

14. พระราชรัตนรังษี ต้องการรวบอำนาจการปกครองคณะสงฆ์ในประเทศอินเดียไว้แต่ผู้เดียว ถ้าทำสำเร็จก็จะเป็นเจ้าอาวาสทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 8-9 วัด รวมทั้งการควบคุม และมีอิทธิพลต่อพระเถระในประเทศไทยด้วย ไม่ต้องกล่าวถึงรัฐบาล สถานทูต ทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งตกเป็นเครื่องมือของท่านอยู่แล้ว

 

15. พระสงฆ์ผู้น้อยและชาวพุทธผู้ยากไร้จะอยู่อย่างไร ในเมื่อถูกอำนาจเข้าครอบงำจากพระราชรัตนรังษีรูปเดียว

 

         จึงฝากให้พระมหาเถระทุกรูปได้โปรดพิจารณาโดยถ่องแท้ หรือจะยับยั้งและถอดการแต่งตั้งพระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ วีรยุทฺโธ) ไว้ก่อน และรอเวลาให้มีการพระราชทานเพลิงศพพระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล) ให้แล้วเสร็จก่อน แล้วจึงมีการประชุมพิจารณาเลือกพระภิกษุเถระที่เหมาะสมจากวัดต่างๆ ในรัฐพิหาร และเสนอชื่อเข้าสู่มหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาแต่งตั้งให้ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับต่อคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนต่อไป

 

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดพิจารณา

กราบเรียนมาด้วยความเคารพอย่างสูง

คณะตัวแทนศิษยานุศิษย์พระเทพโพธิวิเทศ

 

หมายเหตุ : ฉบับนี้ไม่ลงวันที่ แต่ทางเราได้รับมาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2554

 

 

 

ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
12 มิถุนายน 2554

วัดไทยพุทธคยาร้อนฉ่า !

ใบปลิวว่อน ! "ต้าน" พระราชรัตนรังษีขึ้นเจ้าอาวาส

 

 

อา..อำนาจและผลประโยชน์ย่อมไม่เข้าใครออกใคร อยู่ที่ว่าใคร เมื่อได้อำนาจและผลประโยชน์มาแล้ว จะใช้อำนาจให้เป็นธรรมและจัดสรรผลประโยชน์ให้ทั่วถึงแก่ทุกกลุ่มในสังคม ผู้นั้นจึงจะได้ชื่อว่า "ผู้นำ-สังฆปริณายก" ที่แท้จริง มิเช่นนั้นก็เป็นเพียงผู้แสวงหาอำนาจเท่านั้น

 

 

 

 

พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ วีรยุทฺโธ)

 

เจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์-วัดไทยลุมพินี และวัดในเครืออีก 2 วัด ยังมิทันขึ้นแท่นเป็นหัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล ก็โดนต้านเสียแล้ว แต่หลายเหตุผลที่คนต่อต้านนั้น ว่ากันว่าก็มาจากพฤติกรรมในอดีตของเจ้าคุณวีรยุทธเอง เป็นกรรมเก่า ต้องแก้กรรมก่อนขึ้นเป็นหัวหน้า เพราะว่าถ้าพระสงฆ์ส่วนใหญ่ในอินเดียไม่ยอมรับ หรือยอมรับเพียงแค่ในวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์และวัดในเครือเท่านั้น ก็ถือว่าไม่สง่างามสำหรับคนเป็นหัวหน้าสงฆ์ในดินแดนพุทธภูมิแล้ว

 

ขอกราบเรียนให้ทราบว่า ทางเรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งหัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล แต่อย่างใด แต่ที่นำเสนอในครั้งนี้ เพราะพิจารณาเห็นว่า ข้อติติงเหล่านี้น่าจะมีประโยชน์ต่อการพิจารณาของมหาเถรสมาคม แม้ว่าบางเรื่องจะเป็นเรื่องส่วนตัวก็ตาม แต่สำหรับผู้ที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพระธรรมทูตแล้ว จะถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ได้ ต้องไต่สวนให้กระจ่าง เพื่อผลประโยชน์ของพระพุทธศาสนา ถ้าว่าเป็นความจริง ผู้ที่ถูกพาดพิงถึงก็ต้องแสดงสปิริตถอนตัวออกไป แต่ถ้าไม่เป็นจริง พระราชรัตนรังษี ก็จะเป็นหัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล อย่างสง่างาม

 

 

 

อยากโลภให้ไปฮ่องกอง
อยากหลงให้ไปอเมริกา
อยากโมโหโกรธาให้ไปพม่า
อยากมีปัญญาให้มาอินเดีย

 

 

เมื่อก่อนนะใช่ เพราะพระไทยไปอินเดียเพื่อการศึกษาจริงๆ  แต่เดี๋ยวนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว อินเดียมีผลประโยชน์มหาศาล จนพระไทยเห็นแก่เงินตราไม่อยากกลับเมืองไทยกันแล้ว มีทั้ง โลภ-หลง และโมโหโกรธา รวมกัน ไม่งั้นจะห้ำหั่นกันเรื่องตำแหน่งจนวุ่นวายหรือ

 

 

 

 


ใบปลิวฉบับที่ 01

 

 

ที่ ด่วนพิเศษ/2554

วัดไทยพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

 

7  มิถุนายน  2554

 

กราบเรียน/เรียน   พระมหาเถระคณะสงฆ์ไทยทุกรูป

เจริญพร              ญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาชาวพุทธไทยทุกท่าน

เรื่อง                   เสนอข้อคิดเห็นการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย

 

ด้วยวัดไทยพุทธคยา เมืองคยา รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย เป็นวัดไทยวัดแรก ณ ดินแดนพุทธภูมิ วัดไทยพุทธคยาเป็นวัดของรัฐบาลไทยและพุทธศาสนิกชนชาวไทยทั้งประเทศได้สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.2501 จนถึงปัจจุบัน มีอายุ 54 ปี โดยประมาณ

 

          เจ้าอาวาสรูปที่ 1 คือ พระธรรมธีรราชมหามุนี (ธีร์ ปุณฺณโก ป.ธ.9) สังกัดวัดจักรวรรดิราชาวาส กรุงเทพมหานคร ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ตั้งแต่ พ.ศ.2501-2506 (ต่อมาเป็นสมเด็จพระธีรญาณมุนี)

          เจ้าอาวาสรูปที่ 2 คือ พระเทพวิสุทธิโมลี (บุญเลิศ ทตฺตสุทธิ ป.ธ.8) จากสำนักวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา พ.ศ.2506-2531 (ต่อมาเป็นพระสุเมธาธิบดี)

          เจ้าอาวาสรูปที่ 3 คือ พระมหาทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.9 Ph.D. จากสำนักวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ กรุงเทพมหานคร ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา พ.ศ. 2532- 2554 (ต่อมาเป็นพระเทพโพธิวิเทศ) และได้มรณภาพที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ณ ตึกสยามมินทร ณ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2554

 

บัดนี้วัดไทยพุทธคยาได้ว่างเจ้าอาวาสลง จึงสมควรที่มหาเถรสมาคม ในนามคณะสงฆ์และรัฐบาลไทย จะได้พิจารณาคัดเลือกพระภิกษุสงฆ์ไทยผู้ที่มีความเหมาะสมจะได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา รูปที่ 4 ต่อไป เกล้าฯ จึงขอถวายความคิดเห็น หรือเสนอวิสัยทัศน์ดังนี้ คือ

 

1.เบื้องต้นควรพิจารณาถึงพระธรรมทูตสายประเทศอินเดียที่อยู่ ณ วัดไทยพุทธคยาและวัดไทยอื่นๆ เป็นผู้สมควรได้รับพิจารณาก่อน

2.ผู้ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาต้องเป็นพระธรรมทูตในประเทศอินเดียมากกว่า 5 ปีขึ้นไป หรือเป็นพระธรรมทูตไทยจากประเทศอื่นก็ได้

3. ผู้ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาต้องได้รับการยอมรับจากวัดชาวพุทธนานาชาติ ที่พุทธคยาด้วย

4.ผู้ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาต้องเป็นเปรียญธรรม 3 ประโยค, น.ธ.เอก ขึ้นไป

5.ผู้ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาต้องได้รับการยอมรับจากชาวพุทธไทยที่ไปแสวงบุญ ณ แดนพุทธภูมิ จากอดีตที่ผ่านมาและต่อไปในอนาคต

6.ผู้ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาต้องได้รับการยอมรับจากคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติ ทั้งในประเทศไทยและประเทศอินเดียด้วย

7.ผู้ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาต้องเป็นผู้ไม่แสวงหาผลประโยชน์จากชาวพุทธด้วยวิธีต่างๆ (พุทธพาณิชย์)

8.ผู้ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาต้องไม่เห็นแก่พรรคพวกของตนเอง ข่มเหง, กดขี่, รังแก, เบียดเบียนผู้อื่น, ไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ชาวพุทธ ยกย่องหรือแนะนำให้คนทำบุญเฉพาะวัดของตนเองเท่านั้น

9.ผู้จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาต้องเป็นผู้เที่ยงตรง, มีเมตตาธรรม, เป็นธรรมและเข้าได้กับคนทุกระดับและทุกวัดในประเทศอินเดีย

10.ผู้ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาต้องมีศีลาจารวัตรงดงาม มั่นคงในพระธรรมวินัย

11.ผู้ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาจะต้องเป็นผู้มองการไกลในอีก 50 ปีข้างหน้า

12.ผู้ที่จะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาต้องได้รับการยอมรับจากพระธรรมทูตสายประเทศอินเดียด้วยกันทั้งธรรมยุติ และมหานิกาย

13.ควรเรียกประชุมเจ้าอาวาสวัดไทยในประเทศอินเดียทุกวัด เพื่อแสดงความคิดเห็นและหาข้อมูลเพื่อความเป็นธรรมและเสมอภาคของชาวพุทธ

14.ควรมีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางเปิดโอกาสรับข้อมูลจากทุกฝ่าย

15.ควรมีการพิจารณาแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาหลังจาก 3 เดือนไปแล้ว คือหลังจากพระราชทานเพลิงศพพระเทพโพธิวิเทศไปแล้ว (หลังจากวันที่ 25 สิงหาคม 2554)

16.คณะพระมหาเถรสมาคมทุกรูปควรพิจารณาเห็นชอบร่วมกันในการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาเพราะวัดไทยพุทธคยาเป็นสมบัติของชาวพุทธไทยทั้งชาติไม่ใช่เป็นวัดของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

17.อย่าปล่อยให้พระบางรูปอ้างสถานบันพระมหากษัตริย์บังหน้าเพื่อไต่เต้าไปสู่ยศถาบรรดาศักดิ์ชั้นสูง และอย่าปล่อยให้วัดไทยพุทธคยาเป็นจุดแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนเพราะวัดไทยพุทธคยาปัจจุบันไม่ใช่เหมือนอดีตที่ผ่านมาแล้ว (วัดไทยพุทธคยาเป็นหน้าตาของชาวพุทธไทยทั้งชาติ)

 

ขณะนี้มีพระผู้ใหญ่มียศเป็นพระราชาคณะชั้นราช ปัจจุบันกำลังวิ่งเต้นภายในประเทศไทยทั้งในคณะรัฐบาลและคณะสงฆ์ส่วนกลาง ซึ่งท่านรูปนั้นมีคุณสมบัติครองวัดเป็นเจ้าอาวาสอยู่แล้ว 4  วัดที่ประเทศอินเดีย และอยากจะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาอีกตำแหน่งหนึ่งเพื่อคุมคณะสงฆ์ทั้งในประเทศอินเดียและในประเทศไทยโดยอาศัยนักการเมืองหลายคนเป็นผู้สนับสนุน จึงขอฝากให้พระมหาเถรสมาคมได้พิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่ โดยกฎหมายแล้วพระสังฆาธิการหนึ่งรูปจะเป็นเจ้าอาวาสวัดได้เพียงวัดเดียวเท่านั้นมิใช่หรือ ?

 

การจะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ซึ่งปัจจุบันเป็นศูนย์รวมชาวพุทธและเป็นศูนย์รวมทั้งลาภสักการะชื่อเสียงจากประเทศไทยและชาวพุทธนานาชาตินั้น ต้องได้รับการยอมรับจากคนอินเดียทั้งภาครัฐและเอกชนด้วยโดยเฉพาะคนท้องถิ่นในพุทธคยา รัฐพิหาร

 

จึงกราบเรียนมาเพื่อทราบและขอได้โปรดพิจารณาอย่างรอบครอบเพื่อประโยชน์ของชาวไทยพุทธทุกคน

 

ด้วยความเคารพอย่างสูง

พระธรรมทูตสายประเทศอินเดียรูปหนึ่ง (มหานิกาย)

7 มิถุนายน 2554

 

 

ขออำนวยพร/เจริญพร  ด้วยเมตตาธรรมต่อญาติโยมทุกท่านได้โปรดช่วยกันพิจารณาเรื่องนี้ร่วมกัน ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่คณะ 1 วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ กทม./สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือคณะกรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูป

 

 

 

 

 


ใบปลิวฉบับที่ 02

 

 

ขอคัดค้านการแต่งตั้งเจ้าอาวาส

วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย

 

สืบเนื่องมาจากการที่ พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.9 Ph.D.) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ได้มรณภาพลง เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2554 จึงทำให้วัดไทยพุทธคยาว่างตำแหน่งเจ้าอาวาส

 

พวกเกล้าฯ ในนามคณะศิษยาอนุศิษย์ในพระเทพโพธิวิเทศ อดีตเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ขอคัดค้านกรณีที่ พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ วีรยุทฺโธ) จะเข้ามารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ซึ่งมีการเสนอชื่อเข้าที่ประชุมของมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลดังนี้

 

1. พระราชรัตนรังษี ถึงแม้จะมีผลงานในการสร้างวัดไทยกุสินารา เมืองกุสินารา เป็นผลสำเร็จในระดับหนึ่ง ก็ด้วยกลวิธีการต่างๆ มีการทะเลาะกับ คุณจุมพล โพธิศรีวิสุทธิกุล ประธานฝ่ายฆราวาส ผู้อุปถัมภ์วัดไทยกุสินารา  ตั้งแต่สร้างวัดเสร็จปี พ.ศ.2542 คุณจุมพลไม่เคยเดินทางมาอุปถัมภ์วัดนี้อีกเลย เพราะอะไร? คณะเทพธรรมสายคุณจุมพล ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ส่วนใหญ่ก็หายไป เพราะพระราชรัตนรังษีปฏิบัติการเหยียบย่ำน้ำใจโยมผู้อุปถัมภ์แล้วเอาผู้ใหม่เข้ามาแทนนับว่าเป็นการ อกตัญญูหรือเนรคุณต่อโยมผู้สร้างวัด เรื่องนี้น้อยคนจะรู้ พระผู้ทำงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 จนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งมีหลายรุ่นที่ได้รับการกระทำเจ็บช้ำน้ำใจถึงกับไม่ยอมกลับมาวัดไทยกุสินาราอีก เพราะอะไร?  เพราะความไม่ยุติธรรมใช่หรือไม่?

 

2. ตลอดระยะเวลาที่สร้างวัดไทยกุสินารา ปี พ.ศ.2537 ถึงปัจจุบัน 2554 พระเทพโพธิวิเทศเปิดโอกาสให้พระราชรัตนรังษีทำงานอย่างสะดวก แต่พระราชรัตนรังษีใช้วาจาพูดกระทบกระทั่งทั้งโดยตรงและโดยอ้อมต่อพระเทพโพธิวิเทศ ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณเปิดโอกาสเซ็นต์อนุญาตให้ทำงาน แต่พระราชรัตนรังษีกลับพยายามที่จะกดดัน และล้ำหน้าหลวงพ่ออยู่เสมอทุกงานทุกเรื่องเป็นความไม่เหมาะสม บางครั้งถึงกับบอกญาติโยมว่าตนเองเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และเป็นหัวหน้าพระธรรมทูตเสียเองก็มีหลายครั้ง ทำให้ญาติโยมหลายหมู่หลายคณะเข้าใจผิด แต่พระเทพโพธิวิเทศก็ให้อภัย

 

3. เมื่อพระเทพโพธิวิเทศล้มป่วยลงในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2553 จนกระทั่งถึงมรณภาพ ณ โรงพยาบาลจุฬาฯ พระราชรัตนรังษีให้ความสนใจไปเยี่ยมแค่ครั้งเดียว เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2554 ทั้งๆที่พระราชรัตนรังษีเดินทางไปกลับอินเดีย-ไทยเดือนละไม่ต่ำกว่า 3 ครั้งหรือมากกว่านั้นก็ไม่มีน้ำใจมาเยี่ยมหรือถามข่าวเลยแม้แต่น้อยรอวันเวลาแต่ว่าเมื่อไหร่หลวงพ่อจะมรณภาพตัวเองจะได้เอาศพหลวงพ่อมาจัดงานออกหน้าออกตา โชว์ผลงานว่าเป็นคนกตัญญู และแสดงตัวอย่างชัดเจนว่าตนเองต้องได้เป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาอย่างแน่ๆ

 

ความปราถนาของหลวงพ่อพระเทพโพธิวิเทศปราถนาอย่างยิ่งที่จะดับจิตมรณภาพที่อินเดีย          แต่พระราชรัตนรังษี ซึ่งตั้งตัวเองว่าเป็นรองหัวหน้าพระธรรมทูตก็ไม่เอาใจใส่เรียกประชุมปรึกษาวัดในอินเดียว่าควรปฏิบัติอย่างไร? เพราะพระราชรัตนรังษีไม่ต้องการให้พระเทพโพธิวิเทศกลับอินเดียอีก      เพื่อดิสเครดิสหลวงพ่อว่าหลวงพ่ออยู่อินเดียมา 50 ปีแล้วยังต้องมามรณภาพที่ประเทศไทย แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือต้องการอาศัยศพของหลวงพ่อเป็นบันไดไปสู่อำนาจในอินเดียด้วยการนิมนต์พระเถระชั้นผู้ใหญ่มาสวดและฉันในงานเพื่อเสนอหน้าเอาผลงาน? จริงอยู่ เมื่อหลวงพ่อพระเทพโพธิวิเทศมรณภาพทุกคนที่เป็นศิษย์ย่อมมาไว้อาลัยและร่วมทำบุญ แน่นอนกว่าเวลา 50 ปี ของการอยู่อินเดียและบารมีของหลวงพ่อย่อมมีผู้มาร่วมทำบุญด้วยมากมาย แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ พระราชรัตนรังษีอาศัยโอกาสนี้ว่าตัวเองเป็นผู้จัดการงานทั้งหมด

 

4. ความจริงที่ไม่มีใครรู้ (รู้จำนวนน้อยแต่ทำอะไรไม่ได้) ปี 2542  มหาเถรสมาคมมีคำสั่งให้พระราชโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย ได้สั่งพระธรรมทูตจากวัดไทยพุทธคยาไปปฏิบัติหน้าที่ควบคุมดูแล การก่อสร้างที่วัดไทยลุมพินี-เนปาล ในการนี้พระราชโพธิวิเทศได้ส่งชื่อ พระครูวิชัยธรรมธารี (ธาตรี) วัดไทยพุทธคยา (สังกัดวัดปากน้ำภาษีเจริญ กทม.) เป็นหัวหน้าคณะปฏิบัติศาสนกิจ ณ วัดไทยลุมพินี

 

เชื่อใหมว่า พระราชรัตนรังษีรูปนั้น แต่ก่อนเป็นพระครูปลัดสุวัฒนศรัทธาคุณ ฐานานุกรมในพระสุเมธาธิบดี อดีตอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุฯ พอทราบข่าวว่าพระราชโพธิวิเทศเสนอแต่งตั้งพระครูวิชัยธรรมธารี (ธาตรี) ให้เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตไปอยู่ประจำ ณ วัดไทยลุมพินี พระครูปลัดสุวัฒนศรัทธาคุณ (วีรยุทธ วีรยุทฺโธ) ท่านก็เดินทางมาประเทศไทยโดยทำการเปลี่ยนจดหมาย (สาร) ของพระราชโพธิวิเทศให้เป็นชื่อของท่าน คือ พระครูปลัดสุวัฒนศรัทธาคุณ (วีรยุทธ วีรยุทฺโธ) นำเสนอต่อมหาเถรสมาคม ซึ่งมหาเถรสมาคมโดยตรงก็พิจารณาอนุมัติตามหนังสือนั้น เมื่อพระราชโพธิวิเทศทราบข่าวถึงกับอึ้งและบอกว่า นี่ไม่ใช่วิธีของพระ และตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา คือ ปี พ.ศ.2542 วัดไทยลุมพินีก็ดำเนินการสานต่อจนสร้างอุโบสถสำเร็จและงานส่วนอื่นๆภายในวัด พระราชรัตนรังษีก็ไม่เคยนิมนต์พระเทพโพธิวิเทศไปวัดไทยลุมพินีเลย และพระเทพโพธิวิเทศก็ไม่ไปวัดไทยลุมพินีเลยจนถึงมรณภาพ ด้วยเหตุผลหลายอย่าง เช่น

 

4.1 เพราะจดหมายฉบับนั้น (ปล้นจดหมาย และแปลงเอกสารข้อความอันเป็นเท็จ) สู่มหาเถรสมาคมทำให้พระเทพโพธิวิเทศจดจำและลืมไม่ลง ได้แต่แผ่เมตตาให้อภัยเสมอมา

 

4.2 ที่วัดไทยลุมพินีมีโรงงานผลิตรูปเหมือนเบบี้บุดด้า ซึ่งทำกันเป็นทีมรายได้ก็เข้ากระเป๋าใครบ้างไม่ทราบ ใครเป็นคนผลิตใครเป็นคนควบคุมรายได้วันละเท่าไหร่ มหาเถรสมาคมทราบหรือไม่? อาศัยสถานที่แสวงหาผลประโยชน์ก็ไม่ว่ากันภายในวัดคล้ายตลาดนัด? มีทั้งเสื้อผ้า, มีทั้งซีดี, อัดขายแม้กระทั่งข่าวในพระราชสำนักในคราวพระบรมฯ เสด็จพุทธคยา เมื่อ พ.ศ.2543?

 

เรื่องทั้งหมดพระเทพโพธิวิเทศท่านทราบตลอดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

 

4.3 วัดไทยลุมพินีมีการขายโครงการซ้ำซ้อนเรื่องการสร้างกุฏิมหาเถรสมาคม 22 หลัง แด่ญาติโยมผู้ผ่านมาผ่านไป มีผู้มาเล่าให้พระเทพโพธิวิเทศฟังอยู่เสมอ

 

4.4 ปัจจุบันมีโครงการพัฒนาลุมพินีโดยอาศัยนักการเมืองบางคน ซึ่งต้องการหาเสียงด้วย ทำบุญด้วย คือได้ประโยชน์กันคนละอย่างร่วมกับพระราชรัตนรังษีบอกบุญทางช่อง 3 ทุกวัน

 

ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วลุมพินีเป็นมรดกโลกแน่นอน ถ้าจะมีการพัฒนาต้องขึ้นอยู่กับเจ้าของประเทศคือรัฐบาลเนปาลไม่ใช่คนไทยหรือรัฐบาลไทยจะเข้าไปเทคโอเวอคือยึดครองทำอะไรก็ได้โดยง่าย จึงขอเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้งไม่ใช่ปล่อยให้มีการโฆษณาจนมีคนไทยทำบุญกันมากมายโดยอ้างเอาสถาบันบังหน้า มหาเถรสมาคมและสำนักงานพุทธฯ ต้องตรวจสอบเรื่องนี้จากรัฐบาลเนปาลให้ชัดเจน (สถานทูต)

 

5. กรณีไฟไหม้ภายในอุโบสถ์วัดไทยกุสินารา เฉลิมราชย์ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา ยังไม่ได้ชัดเจนว่าเกิดจากสาเหตุอะไร? ซึ่งทางวัดบอกว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร จึงเกิดเพลิงไหม้ ถ้าพิจารณาถึงระบบของสายไฟฟ้าระบบเซฟตี้คัตอายุของการสร้างโบสถ์ก็เพียงเวลาราว 10 ปีเท่านั้น  สายไฟฟ้าคุณภาพไม่น่าจะเสื่อมเร็วขนาดนั้น มีหลายฝ่าย ตั้งขอสังเกตุว่าสร้างภาพให้ไฟไหม้โบสถ์หรือเปล่าเพื่อจะได้หาทุนบูรณะใหม่ และเป็นโครงการหารับเงินบริจาคให้ได้มากกว่าเดิมอีก

 

เรื่องนี้น่าจะเป็นประเด็นพิจารณากันให้มากกว่านี้ คนทำบุญก็ปลื้มอย่างเดียวโดยไม่ยอมฟังเหตุผลอื่น การบูรณะใช้เวลายืดเยื้อเพื่อปะวิงเวลาให้คนทำบุญมากๆ

 

6. การสร้างโรงเรียนต้นกล้าในวัดไทยกุสินาราก็เป็นโครงการหลอกเจ้าทำเฉพาะช่วงสมเด็จพระเทพฯเสด็จปี 2545 แต่ขายภาพมาจนปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่มีโรงเรียน-นักเรียนของวัดเลยเป็นโรงเรียนจัดตั้งบังหน้าหาทุนเฉพาะกิจเท่านั้นไม่มีความจริงใจ

 

7. โครงการอบรมพระธรรมวิทยากร เพื่อสนับสนุนส่งพระบรรยายให้กับบริษัททัวร์ที่ตัวเองคุมอยู่พระราชรัตนรังษีก็ทำเฉพาะกลุ่มบุคคลเป็นโครงการจัดทำโชว์มหาเถรสมาคมเท่านั้น พระที่เข้ารับการอมรมส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับนิมนต์ ท่านต้องการภาพในการอมรมเท่านั้น

 

8. กรณีซื้อที่สร้างวัดไทยเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถีก็เป็นเรื่องดี แต่ได้พิจารณาดูแล้วการซื้อที่เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 จนถึงบัดนี้ยังไม่ได้ลงมือก่อสร้างเลยเพราะอะไร? มหาเถรสมาคม สำนักงานพุทธน่าจะตรวจสอบว่าคืออะไร? เป็นโครงการโชว์ให้คนทำบุญเท่านั้นหรือเปล่า? หรือทางอินเดียเขาไม่อนุญาตให้สร้างในที่โบราณสถาน แต่ทางวัดไทยกุสินาราก็ไม่ยอมชี้แจงข้อมูลให้ชัดเจนมีแต่บอกบุญเรี่ยไรไปเรื่อยๆ ทางทีวีช่อง 3 เมื่อไหร่จะได้สร้างสักที

 

9. มีคณะผู้แสวงบุญหลายคนที่ไม่ได้รับพิจารณาให้เข้าพักที่วัดไทยกุสินารา เนื่องด้วยกฎระเบียบมากมายโดยเฉพาะคนจนๆ ทำบุญน้อยๆ หมดสิทธิพักเลย การต้อนรับของฝ่ายปฏิคมก็พูดกับนักแสวงบุญเหมือนราชากับยาจก โดยไม่นึกถึงว่าเงินที่ได้มาสร้างวัดสร้างโบสถ์สร้างที่พักก็ได้มาจากชาวบ้านทั่วไปช่วยกันบริจาค ภายในวัดไทยกุสินาราเองก็มีการขายของที่ระลึกแบบค้ากำไรเกินควรในช่วงฤดูกาลเดือน ตุลาคม-มีนาคมทุกปี

 

10. กิจกรรมชาวพุทธนานาชาติคือการรวมตัวกันสวดพระไตรปิฎกของชาวพุทธนานาชาติฝ่ายเถรวาทตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมาพระราชรัตนรังษีทำตัวต่อต้านในข้างต้น และภายหลังพอรู้ว่ามีผลดีต่อคณะสงฆ์และมหาเถรสมาคม จึงเดินทางมาร่วมเพียงวันเดียว คือมาต้อนรับพระธรรมสิทธินายก ในวันที่ 5-6 ธันวาคม 2552 เท่านั้นนอกนั้นไม่เคยให้ความร่วมมือเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอดระยะเวลา 5 ปีในการสวดพระไตรปิฎกทุกครั้ง จะมีประเทศชาวพุทธฝ่ายเถรวาทราว 8-9 ประเทศร่วมกันจัดงานนี้ขึ้นที่ภายในพระมหาเจดีย์พุทธคยาทุกปี เริ่มตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมาธรรมทูตต้นแบบแด่พระเทพโพธิวิเทศท่ามกลางพระธรรมทูตไทยจากประเทศต่างๆ ทุกสายทั้งยุโรป อเมริกา อินเดีย ไทย แต่ไม่มีพระราชรัตนรังษีแม้แต่เงา จึงทำให้คิดไปว่า นี่หรือคนจะเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาและหัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย แต่ไม่ให้เกียรติพระเทพโพธิวิเทศแม้แต่น้อย 3 วันก่อนที่การมรณภาพของพระเทพโพธิวิเทศมีผู้เฝ้าไข้หลวงพ่อแจ้งให้ทราบว่าพระราชรัตนรังษีได้อัดรูปถ่ายของหลวงพ่อจำนวนมากกว่า 5 ลังกระดาษมาให้เหมือนกับรู้ว่าหลวงพ่อจะมรณภาพ ความหมายคือ สั่งอัดภาพมาแจกในงานศพ

 

11. การจัดงานอุปสมบทหมู่แต่ละปี ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2550 เป็นต้นมา พระราชรัตนรังษีจัดระดมคนระดมทุนและมีผลกับบริษัททัวร์ในเครือข่ายของท่านเท่านั้น เหมือนกับมายืมวัดไทยพุทธคยาเป็นสถานที่จัดงานหาทุนให้กลุ่มของตัวเองเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงคนในวัดหรือคนในพื้นที่แม้แต่น้อย

 

12. ใช้อำนาจอิทธิพลอาศัยสถาบันนำหน้า ยืมสถานทูตเป็นเครื่องมือสนองงานให้แก่ตนเอง อาศัยอำนาจรัฐและบารมีพระผู้ใหญ่ในเมืองไทยคุ้มครองและแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ ตลอดทั้งอาศัยนักการเมืองเป็นฐาน ชักนำไปสู่อำนาจยศถาบรรดาศักดิ์ทั้งในและนอกประเทศ  ถ้าพระผู้ใหญ่ในเมืองไทยไม่สังเกตหรือตามไม่ทัน ก็จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางความคิด อำนาจเงินอย่างง่ายดาย

 

         ฉะนั้นพวกเราทั้งหมดนี้ จึงพิจารณาเห็นว่า พฤติกรรมทั้งหมดที่กล่าวมานี้และมีอีกจำนวนมากหลายกรณีที่พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ วีรยุทฺโธ)  กระทำอยู่ ไม่ใช่แนวทางสร้างสรรค์ ตรงกันข้ามกลับทำลายความสามัคคีทำให้เกิดความแตกแยกในวงการสงฆ์อินเดียและชาวพุทธทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคตโดยแน่แท้

 

         สำหรับตำแหน่งพระราชาคณะที่พระราชรัตนรังษีได้มานั้น ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าได้มาด้วยความบริสุทธิ์หรือจากการยอมรับจากคณะสงฆ์ในประเทศอินเดียด้วยกัน

 

13. พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ วีรยุทฺโธ) เป็นเจ้าอาวาสวัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาลอยู่แล้ว จึงไม่สมควรที่จะมาเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาอีก รวมทั้งเป็นเจ้าอาวาสวัด

      1.วัดไทยกุสินารา เฉลิมราชย์

      2.วัดไทยนวราชรัตนาราม 960 ด่านอินเดีย-เนปาล  

      3.วัดไทยเชตวัน สาวัตถี

 

              อนึ่งวัดไทยนวราชรัตนาราม 960 เดิมเป็นโครงการสร้างห้องสุขาและภัตตาคารฉันเพลปัจจุบันได้ผันโครงการมาเป็นวัดและประกาศว่าจะสร้างอุโบสถในบริเวณนั้นด้วย แต่ปัจจุบันนี้ทางราชการอินเดียไม่อนุญาตให้สร้างวัดเพราะมีพื้นที่อยู่ใกล้ด่านชายแดนอินเดีย-เนปาล จึงมีผลต่อทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่ทางวัดก็ยังประกาศให้ประชาชนชาวพุทธพากันทำบุญสร้างวัดอยู่เพื่อผลในการรับบริจาคเท่านั้นความชัดเจน ว่าจะสร้างวัดหรือห้างสรรพสินค้าซุปเปอร์มาร์เก็ตกันแน่

 

14. พระราชรัตนรังษี ต้องการรวบอำนาจการปกครองคณะสงฆ์ในประเทศอินเดียไว้แต่ผู้เดียว ถ้าทำสำเร็จก็จะเป็นเจ้าอาวาสทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 8-9 วัด รวมทั้งการควบคุม และมีอิทธิพลต่อพระเถระในประเทศไทยด้วย ไม่ต้องกล่าวถึงรัฐบาล สถานทูต ทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งตกเป็นเครื่องมือของท่านอยู่แล้ว

 

15. พระสงฆ์ผู้น้อยและชาวพุทธผู้ยากไร้จะอยู่อย่างไร ในเมื่อถูกอำนาจเข้าครอบงำจากพระราชรัตนรังษีรูปเดียว

 

         จึงฝากให้พระมหาเถระทุกรูปได้โปรดพิจารณาโดยถ่องแท้ หรือจะยับยั้งและถอดการแต่งตั้งพระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ วีรยุทฺโธ) ไว้ก่อน และรอเวลาให้มีการพระราชทานเพลิงศพพระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล) ให้แล้วเสร็จก่อน แล้วจึงมีการประชุมพิจารณาเลือกพระภิกษุเถระที่เหมาะสมจากวัดต่างๆ ในรัฐพิหาร และเสนอชื่อเข้าสู่มหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาแต่งตั้งให้ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับต่อคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนต่อไป

 

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดพิจารณา

กราบเรียนมาด้วยความเคารพอย่างสูง

คณะตัวแทนศิษยานุศิษย์พระเทพโพธิวิเทศ

 

หมายเหตุ : ฉบับนี้ไม่ลงวันที่ แต่ทางเราได้รับมาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2554

 

 

 

ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
12 มิถุนายน 2554

 

 

 

 

 

 

 

 

 

www.alittlebuddha.com วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264