22 สิงหา

พระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อทองยอด

 

 

พระเทพโพธิวิเทศ

(ทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.9)
อดีตหัวหน้าพระธรรมทูตไทยในอินเดีย

 

 

สืบสานความเมตตา อุดมการณ์แห่งพระธรรมทูต

 

พึ่งตนพึ่งธรรม : สืบสานความเมตตา อุดมการณ์แห่งพระธรรมทูต จากหลวงพ่อทองยอด ภูริปาโล ถึง พระราชรัตนรังษี :

 

โดย...มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

 

วันที่ 22 สิงหาคม 2554 เวลา 17.30 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ พระเทพโพธิเทศ ที่รู้จักกันในนามหลวงพ่อทองยอด ภูริปาโล อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล ณ เมรุ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตาอย่างประมาณมิได้


หลวงพ่อทองยอดมรณภาพด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2554 ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพมหานคร จากนั้นศพหลวงพ่อตั้งบำเพ็ญกุศล สวดพระอภิธรรม มีกำหนด 100 วัน ณ ตำหนักสมเด็จวัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ
พระอาจารย์คมสรณ์ คุตตธมฺโม พระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย เล่าว่า เป็นงานแรกที่วัดมหาธาตุฯ แทบไม่ต้องรับเป็นเจ้าภาพเลย เพราะมีญาติโยมผู้ศรัทธาหลวงพ่อนั้นมาจองเป็นเจ้าภาพทุกวันไม่เว้นวัน จนถึงวันนี้ ยังสามารถไปกราบสรีระท่าน พร้อมทั้งฟังสวดพระอภิธรรมและฟังการบรรยายธรรมได้ในเวลา 19.00 น. จนถึงวันที่ 21 สิงหาคม

 

สำหรับการสืบทอดงานพระธรรมทูตนั้น พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) ว่า อย่าประมาทกับชีวิต และให้คิดถึงอนิจจังเข้าไว้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เจ้าอาวาสวัดไทยกุสินารา อินเดีย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ซึ่งเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าพระธรรมทูต ฝ่ายประเทศอินเดีย-เนปาล สืบเนื่องต่อจากท่านเจ้าคุณพระเทพโพธิวิเทศ ตามมติของมหาเถรสมาคม เล่าว่า งานของพระธรรมทูตมีการลำดับการเผยแผ่ไว้แต่ละช่วงของเจ้าอาวาส ตั้งแต่พระธรรมทูตชุดที่หนึ่ง ชุดที่สอง ชุดที่สาม ซึ่งมีพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพโพธิวิเทศเป็นประธาน โดยกาลเวลานี้ท่านได้มรณภาพไป ส่วนงานของคณะพระธรรมทูตก็ยังคงอยู่ เพราะเป็นงานที่เป็นไปตามแผนงาน ซึ่งคณะสงฆ์ไทยได้วางรูปแบบไว้โดยมหาเถรสมาคม และรัฐบาลได้วางร่วมกันมาโดยตลอด

 

"งานพระธรรมทูตที่สำคัญประเด็นหนึ่งคือ ต้องต่อยอดให้อุดมการณ์ ให้วิธีการ ให้รูปแบบของการปฏิบัติงานของพระธรรมทูตสอดคล้องตามความต้องการของมหาชนที่มีความทุกข์ ความวุ่นวายผุดขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าในมุมของศาสนาไหน เราผู้อยู่ใกล้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม ปรินิพพาน ก็ย่อมหาวิธีการเพื่อจะอภิบาลรักษา โดยวิธีการบัวมิให้ช้ำ น้ำมิให้ขุ่น เพื่อให้มองโลกอย่างรู้แจ้งเห็นจริง เพราะเราเกิดมาในโลก ก็ถูกแรงโลกนี้เหวี่ยงไป เมื่อมีหลักธรรมจากพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเครื่องมือไว้ป้องกันไม่ให้ถูกโลกเหวี่ยงไปโดยไร้ทิศทาง เราก็ต้องทำ เพราะเราเป็นคนเกิดมาในโลก แต่อย่าเป็นเหยื่อของโลก ต้องเห็นโลกตามความเป็นจริง บริหารโลก โดยนำหลักธรรมมาเป็นเครื่องค้ำจุน ให้เราใช้วัตถุปัจจัยสี่อย่างมีระบบ ใช้น้ำใช้ไฟด้วยอาการไม่มูมมาม ไม่สุรุ่ยสุร่าย ไม่ตะกระตะกราม พอเพียง ชีวิตมนุษย์ก็จะอยู่ได้ "

 

ทำให้นึกถึงครั้งแรกในชีวิตที่ได้ไปเยือนสังเวชนียสถานในประเทศอินเดียเมื่อ 7 ปีก่อน ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม พุทธคยา รัฐพิหาร ที่พึ่งของผู้แสวงบุญในตอนนั้นจนถึงตอนนี้ก็คือ วัดไทยพุทธคยา ซึ่งอยู่ห่างจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ประมาณ 300 เมตร

 

วัดไทยพุทธคยาก่อตั้งมา 54 ปี ตั้งแต่กึ่งพุทธกาล โดยได้รับเชิญจากรัฐบาลอินเดียและให้เช่าที่ดินในราคาถูกเป็นเวลา 99 ปี และที่นี่เองเราได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อทองยอดเป็นอย่างสูง นอกจากให้ที่พัก ให้อาหาร แล้วก็ยังให้ธรรมะทุกเช้าที่ได้ไปกราบท่าน

 

หลวงพ่อทองยอดบอกว่า อย่าประมาทกับชีวิต ให้คิดถึงอนิจจังเข้าไว้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ให้ขยันสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็นด้วยความตั้งใจอย่าได้ขาด จะได้อานิสงส์มาก เพราะในขณะสวดมนต์ มรรคมีองค์ 8 อยู่ในนั้นหมดเลย อย่าให้ใจวอกแวก

"มีภาษิตหนึ่งบอกว่า หลีกเลี่ยงคนพาล สังสรรค์บัณฑิต ทำดีเป็นนิจ คิดถึงอนิจจัง เป็นกรรมฐานในตัว ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง อย่าไปยึดมั่นถือมั่น เดี๋ยวพลาดไปใจเสีย ทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา คิดถึงอนิจจังไว้ เมื่อเห็นอนิจจัง ก็จะเห็นทุกขัง และเห็นอนัตตาด้วย"

 

และในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่ท่านกำลังให้อาหารปลาในสระใหญ่ ได้กราบเรียนถามประวัติท่าน ท่านก็เมตตาเล่าให้ฟังว่า เป็นชาวอยุธยาโดยกำเนิด ตอนแรกที่บวชเพราะปีนั้นกำลังเกิดสงคราม แล้วพี่ชายบวชพระ โยมแม่ก็เลยขอร้องว่า ให้ลูกบวชเณรให้แม่หน่อย คนโบราณถือว่า บวชเณรได้กับแม่ บวชพระได้กับพ่อ

 

"แต่ความจริงแล้วบวชพระหรือบวชเณรก็ได้บุญทั้งพ่อและแม่นั่นแหละ"


ตอนแรกท่านคิดบรรพชาเป็นสามเณรเพียง 7 วัน แต่พอครบ 7 วันกลับมาบ้าน โยมแม่บอกท่านว่า ผ้าเหลืองยังไม่ติดตัวเลย ขอให้บวชต่อสัก 3 เดือนเถอะ พอสามเดือนจะสึก พี่ชายบอกว่า เณรให้เรียนต่อก่อน เรียนให้ได้พระธรรม และให้ได้ภาษาก่อนสึก แต่ในที่สุดก็อยู่มาเรื่อยๆ จนผ่านไปห้าสิบกว่าพรรษา

 

ท่านเล่าว่า สมัยก่อนมาอินเดียลำบากกว่านี้มาก จำได้ว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2503 มาถึงอินเดียก็ต้องไปลงที่กัลกัตตาก่อน แล้วกว่าจะเดินทางมาถึงพุทธคยาต้องใช้เวลาถึง 3 วัน

 

"เมื่อก่อนที่นี่เงียบมาก มีแท็กซี่คันเดียว ต้องมารถม้ากันบ้าง ตอนนั้นตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่สองวันก็จะลากลับ เจ้าอาวาสท่านบอกให้อยู่ก่อน ท่านบอกว่า คุณมหาอย่าเพิ่งกลับ ตอนนั้นจอมพลป.พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่เมืองไทยไม่ได้ จึงลี้ภัยมาอยู่ที่นี่และจะบวช 24 วัน ท่านจึงบอกว่าให้อยู่กันให้ครบ 10 รูปหน่อย พระหายาก อาตมาก็เลยอยู่"

 

แล้วหลวงพ่อก็ให้ธรรมะว่า เพราะสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม "อาตมาไม่ขืนกรรม ก็เลยไม่ได้สึก" ท่านจึงเป็นดั่งหน่อเนื้อแห่งโพธิ์ตามรอยพระพุทธองค์ที่อยู่ให้เห็น เย็นให้สัมผัส ณ วัดไทยพุทธคยาจนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายมาเยือน

 

 

ข่าว : คมชัดลึก
14 สิงหาคม 2554

 

 

 

 

 

 

 

 

 

www.alittlebuddha.com วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264