หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ครั้งที่ 1

กรณีมหาเถรสมาคมตั้งเจ้าคณะภาค 1

 

 

เกิดคำถามขึ้นมาอย่างเซ็งแซ่ เมื่อมหาเถรสมาคม โดยการนำเสนอของพระพรหมโมลี เจ้าคณะใหญ่หนกลาง แต่งตั้งให้ พระโสภณปริยัติเวที (สายชล ฐานวุฑฺโฒ ป.ธ.9) อายุ 45 ปี พรรษา 25 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม และรองเจ้าคณะภาค 1 ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 แทนพระพรหมโมลีซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง แทนสมเด็จพระมหาธีราจารย์ซึ่งมรณภาพไป

 

มีคำถามจากพระสงฆ์ไทยทั่วประเทศว่า เหตุใดจึงต้องเป็นพระโสภณปริยัติเวที

 

เพราะเมื่อสำรวจดูคุณสมบัติของพระโสภณปริยัติเวทีแล้ว ก็เห็นความไม่เหมาะสมหลายประการ เช่น

 

1.ด้านสมณศักดิ์ พระโสภณประยัติเวทีนั้นเป็นเพียงพระราชาคณะชั้นสามัญ เพิ่งได้รับแต่งตั้งเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2550 คือเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมานี่เอง ซึ่งพระราชาคณะชั้นนี้นั้นอย่านับแต่จะขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาคเลย แม้แต่ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดก็ยังไม่เหมาะสมด้วยซ้ำ (เว้นแต่จังหวัดเล็กๆ เช่น แม่ฮ่องสอน เป็นต้น ขนาดเจ้าคณะจังหวัดลำพูนยังเป็นชั้นราชเลย)

 

2.ด้านความอาวุโส พระโสภณปริยัติเวทีนอกจากจะได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะเพียง 4 ปีแล้ว ก็ยังขึ้นดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 1 ได้ไม่ถึง 1 ปี (แต่งตั้งวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2553) พระโสภณปริยัติเวทีจึงอ่อนทั้งอายุพรรษาและประสบการณ์ในการทำงานในระดับเจ้าคณะภาค ซึ่งการได้ขึ้นเป็นรองเจ้าคณะภาค 1 ของพระโสภณปริยัติเวทีนั้นก็ถือว่าน่าเกลียดแล้วเพราะยังเด็ก แต่เพราะพระผู้ใหญ่จะเอาเสียอย่างก็ไม่มีใครกล้าขัด เพราะคิดว่าเอามาสนองงาน แต่ถ้าจะเอาถึงขนาดว่าปกครองพระสงฆ์ทั้งภาค ก็เห็นจะเป็นการดูถูกพระทั้งเมืองเกินไปหน่อย มันเหมือนกับว่าทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้นไม่มีพระดีมีความสามารถแล้วหรือ จึงต้องเอาเด็กเมื่อวานซืนอย่างมหาสายชลมาเป็นเจ้าคณะภาค

 

3.ความสำคัญของเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งในบรรดาผู้ปกครองระดับภาคทั้ง 18 ภาคในประเทศไทยเรานี้ เจ้าคณะภาค 1 ถือว่าเป็นภาคสำคัญที่สุด เพราะปกครองกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เทียบทางฝ่ายทหารก็เท่ากับกองพลที่ 1 รักษาพระองค์เลยทีเดียว ดังนั้น การจะคัดคนเข้าดำรงตำแหน่งนี้จึงต้องพิถีพิถันอย่างยิ่ง มากกว่าทุกภาคในประเทศไทย คือต้องแก่ทั้งอายุพรรษา บารมี และมีประสบการณ์ในการบริหารการปกครองอย่างหาตัวจับได้ยาก ดังกรณีพระพรหมโมลีเอง กว่าจะได้เป็นเจ้าคณะภาค 1 นั้น ก็ต้องดำรงสมณศักดิ์ถึงชั้นธรรม แถมยังผ่านการบริหารในระดับเจ้าคณะภาคมาก่อน เคยเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมชั้นสูง (ป.ธ.7-8-9) ของคณะสงฆ์ที่วัดสามพระยาอีกต่างหาก แล้วถามว่าพระโสภณปริยัติเวทีมีอะไร การตั้งให้พระโสภณปริยัติเวทีพระราชาคณะชั้นสามัญขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค 1 ในครั้งนี้ จึงเท่ากับตั้งทหารระดับนายพันขึ้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งมองยังไงก็ไม่เหมาะสม

 

4.ในกรุงเทพมหานครนั้น มีวัดพระอารามหลวงอยู่มากมาย มีพระราชาคณะผู้ใหญ่นับตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะชั้นรองสมเด็จ ชั้นธรรม ชั้นเทพ ชั้นราช ฯลฯ และเจ้าอาวาสพระอารามหลวงอยู่นับไม่ถ้วน พระภิกษุผู้ควรดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาคหนึ่ง ซึ่งจะคุมโซนกรุงเทพมหานครนั้น จึงต้องมีสมณศักดิ์ระดับสูง เจริญด้วยอายุพรรษาที่เรียกว่า "ตั้งอยู่ในเถรภูมิ" และเป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวงด้วย การใช้อำนาจในการบังคับบัญชาหรือสั่งงานก็จะเกิดศักดิ์และสิทธิ์ มีผู้เชื่อฟังและปฏิบัติตาม แต่พระโสภณปริยัติเวที นอกจากจะเป็นเพียงพระราชาคณะชั้นสามัญแล้ว ก็ยังเป็นเพียง "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม" ซึ่งมองยังไงก็ไม่เหมาะสม ทำนองชิงสุกก่อนห่าม เป็นมะม่วงบ่มแก๊ส ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 มิใช่ตำแหน่งพระครูปลัดที่จะแต่งตั้งเณรหัวขี้กลากที่ไหนเป็นก็ได้ เช่นว่าถ้าถึงงานพระราชพิธี ถามว่าพระโสภณปริยัติเวทีจะนั่งที่ไหน แต่ในฐานะเจ้าคณะภาค ถ้าไปตรวจงานคณะสงฆ์ จะยกมือไหว้ใคร หรือจะให้ใครยกมือไหว้

 

มีกรณีเปรียบเทียบ เช่นมติมหาเถรสมาคมครั้งที่ 6/2554 แต่งตั้งให้พระธรรมสิทธินายก (ธงชัย สุขญาโณ) วัดสระเกศ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 แทนพระพรหมกวี วัดโมลีโลกยาราม ซึ่งมรณภาพไป ก่อนหน้านั้น พระธรรมสิทธินายก เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 9 การได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 จึงถือเป็นการ "ข้ามห้วย" ทั้งๆ ที่ในภาค 10 เองนั้นก็ยังมีรองเจ้าคณะภาคเป็นพระราชาคณะชั้นราช อยู่ตั้ง 2 รูป คือ 1.พระราชโมลี (พรหมา สปฺปญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส และ 2.พระราชวชิรโมลี (โสรัจจ์ มหาโสรจฺโจ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดสวนพลู ซึ่งถ้าจะว่ากันโดยคุณวุฒิก็ดี โดยความอาวุโสก็ดี ทั้งสองรองเจ้าคณะภาคย่อมจะเหนือกว่าพระธรรมสิทธินายกอย่างมิต้องสงสัย แถมยังทำงานคุ้นเคยในพื้นที่มานาน น่าจะได้รับการพิจารณา แต่ท่านอ้างว่า "ระเบียบมหาเถรสมาคมใหม่ กำหนดให้เจ้าคณะภาค ต้องเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมขึ้นไป" พระธรรมสิทธินายกจึงได้เป็นเพราะสมณศักดิ์ถึง ก็โอเค อ้างกันอย่างนี้ก็ไม่มีใครว่า

 

แต่เมื่อมาถึงกรณีพระโสภณปริยัติเวทีรูปนี้ ทางมหาเถรสมาคมใช้หลักเกณฑ์อะไร ในเมื่อมันไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง จะอ้างว่า "เพราะพระโสภณปริยัติเวทีดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 1 อยู่ก่อนแล้ว เมื่อตำแหน่งเจ้าคณะภาคว่าง จึงเลื่อนขึ้นไปตามสายงาน" คำถามนี้ก็จะถูกนำไปถามซ้ำกับกรณีการแต่งตั้งเจ้าคณะภาค 10 ซึ่งผ่านมาได้เพียง 2 เดือนนี่เอง ว่าทำไมไม่เลื่อนรองภาคขึ้นเป็นภาค เขาบกพร่องด้านไหนอย่างไร และทำไมจึงบกพร่องพร้อมกันทั้งสองรูป  แถมคำอ้างครั้งก่อนที่ว่า "ระเบียบมหาเถรสมาคมใหม่ กำหนดให้เจ้าคณะภาค ต้องเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมขึ้นไป" ก็จะขัดแย้งกันเองอีก เพราะเท่ากับว่ามหาเถรสมาคมไม่มีหลักเกณฑ์อะไรเลย นึกอยากจะอ้างอะไรก็อ้าง ยิ่งอ้างว่า "ชั้นราชสมณศักดิ์ไม่ถึงเจ้าคณะภาค" แต่กลับตั้ง "ชั้นสามัญ" ขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งใหญ่กว่า ก็ยิ่งเห็นถึงความเหลวไหลไร้สาระของมหาเถรสมาคมเอง หรือจะใช้หลักกูที่ว่า "เพราะพระพรหมโมลีเห็นเหมาะสม" เท่านั้น นั่นก็ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะเท่ากับประกาศว่า คณะสงฆ์ในเขตการปกครองของเจ้าคณะใหญ่หนกลางเป็นของพระพรหมโมลีแต่เพียงผู้เดียว ใครไหนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์เกี่ยวข้อง

 

กรณีเปรียบเทียบอีกตัวอย่างหนึ่ง เมื่อปี พ.ศ.2546 มีพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช ให้พระราชรัตนมงคล (มนตรี อภิมนฺติโก น.ธ.เอก ประโยค1-2) ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม ตอนนั้นมีเสียงวิจารณ์จากสังคมรอบข้าง รวมทั้งพระเถระผู้ใหญ่ในฝ่ายมหานิกายออกมาท้วงติงว่า "ไม่เหมาะสม" จนกระทั่งพระราชรัตนมงคลต้องยินยอม "ลาออก"

 

การแต่งตั้งเจ้าคณะภาค 1 ในครั้งนี้ ดูเหมือนจะออกข่าวในทำนองว่า "มหาเถรสมาคมเป็นผู้แต่งตั้ง" แต่ความจริงแล้ว มหาเถรสมาคมเป็นเพียงผู้รับทราบตามที่เจ้าคณะภาค 1 คือพระพรหมโมลีเสนอขึ้นมา การปล่อยให้ชื่อของพระโสภณปริยัติเวทีผ่านการพิจารณาขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค 1 โดยไม่มีการทักท้วงในที่ประชุมมหาเถรสมาคมนั้น แสดงให้เห็นว่ามหาเถรสมาคมกลายเป็นสมาคมตรายาง ทำหน้าที่เพียง "ประทับตรา" สร้างความชอบธรรมให้แก่ใครก็ได้ที่ผู้มีอำนาจเสนอขึ้นมา ซึ่งถ้าบุคคลผู้ถูกนำเสนอนั้นมีคุณสมบัติเหมาะสม มติมหาเถรสมาคมก็จะมีศักดิ์และสิทธิ์ เป็นที่เชื่อถือของพระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนชาวไทยทั่วไป แต่ถ้าหากว่ามหาเถรสมาคมหลับหูหลับตาเออออห่อหมกไปตามแต่ใครจะว่าอย่างไร หรือบางทีก็เข้าตำราว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง คือผู้หลักผู้ใหญ่เล่นเส้นเล่นสาย เอาแต่คนของตัวเองเข้าไปกินตำแหน่ง พอคนอื่นเขาเอามั่งก็ว่าเขาไม่ได้ แบบว่าทีใครทีมัน แบบนี้ก็คงไม่ใช่องค์กรปกครองคณะสงฆ์อันมีพระธรรมวินัยเป็นหลักในการบริหารกิจการพระศาสนาแล้วล่ะ อาจจะกลายเป็นก๊กเป็นแก๊งค์ที่มีแต่การเล่นพรรคเล่นพวก มือใครยาวสาวได้สาวเอา ทีมึงกูไม่ว่า ทีข้ามึงอย่าโวย ทำนองนั้น

 

ซึ่งนั่น เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ขอเตือนว่า หายนะกำลังมาเยือนคณะสงฆ์ไทย หมายถึงว่า มหาเถรสมาคมชุดปัจจุบัน กำลังนำเอากิจการพระพุทธศาสนาไปยืนอยู่หน้าหุบเหว สร้างความแตกแยกในวงการสงฆ์ สุ่มเสี่ยงต่อการล้มละลายทางศรัทธาของพระภิกษุสงฆ์สามเณรและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ

 

พระพรหมโมลีเอง ก็เพิ่งขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางได้เพียง 1 เดือน การแต่งตั้งเจ้าคณะภาค 1 ครั้งนี้ จึงถือเป็นผลงานแรกของพระคุณท่าน แต่ออกมาแล้วมีแต่คนยี้ ก็ชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของพระพรหมโมลีเองว่าเหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางหรือไม่เพียงใด

 

เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ มิได้มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ แต่ที่วิจารณ์ก็เพราะเป็นห่วงวงการคณะสงฆ์ที่มีมหาเถรสมาคมปกครอง ไม่อยากให้เสียหายลามปามกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เหมือนคำสั่งแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ ถูกคณะพระป่ามี พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ประกาศปรับอาบัติระดับ "ปาราชิก" มาแล้ว แถมยังโดนด่าเป็นไอ้เป็นอี หวังว่าคงจะยังไม่ลืม

 

การประทับตราแต่งตั้งเจ้าคณะภาค 1 ของมหาเถรสมาคมครั้งนี้ จะเป็นตราบาป ในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทยที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะถ้ามหาเถรสมาคมยังดันทุรังให้พระโสภณปริยัติเวทีดำรงตำแหน่งนี้อีกต่อไปอย่างไร้ความสง่างาม ในอนาคตก็จะมีการตั้งพระราชาคณะชั้นสามัญหรือบางทีก็อาจจะให้พระครูปลัดขึ้นเป็นเจ้าคณะภาคบ้าง ถึงเวลานั้นก็คงจะว่าใครไม่ได้ เพราะพระผู้ใหญ่ในวันนี้ทำวิปริตผิดประเวณีเสียเอง

 

ดังนั้น จึงขอกราบเรียนมายังพระเดชพระคุณพระพรหมโมลีและมหาเถรสมาคมที่เคารพ ว่ากรุณาทบทวนเสียเถิดครับ อย่าให้คนมองว่าบ้าอำนาจ และอย่าให้ใครต่อใครพูดกันถึงขนาดว่า กิจการพระพุทธศาสนาทุกวันนี้เป็นของวัดสระเกศกับวัดชนะสงครามเท่านั้น ดังนี้เลย

 

 

ด้วยความเคารพอย่างสูง

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

วัดไทย ลาสเวกัส

21 เมษายน 2554

 

 

 

 

 

 

 

 

 

www.alittlebuddha.com วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264