สร้อยรวงข้าว "สอน" พระปราโมทย์และศิษย์

"กลับไปใช้อริยวินัย"

แทนการใช้ทนายและศาลทางโลกเป็นศาสดา

 

นิ่มๆ กินใจ ว่าแต่พวกดูใจคงอ่านไม่ออกหรอก

เพราะอ่านแต่ใจ ไม่อ่านหนังสือ

 

 

 

 

 

เอ๊า ! ก็เขาเป็นอริยะที่ไหนกันเล่า เพราะถ้าเป็นอริยะจริงคงไม่มีพฤติกรรมหยำเปดังที่เห็นทุกวันนี้หรอก

 

แรกนั้นเป่าหูสาวกผู้โง่งมงายว่า "ไม่มีไม่มี อาตมาเป็นพระธรรมยุต ไม่เคยแตะต้องเงินทองของอนามาส ผิดพระวินัย"

 

พอเขาค้นพบว่ามี ก็อ้อมแอ้มว่า "มีบางคนนะ เสียแรงเรียนธรรมะ เที่ยวไปประกาศ ไปโฆษณาที่โน้นที่นี้ บอก..หลวงพ่อเนี่ย โอนเงินให้แม่ชีนะ เอาเงินวัดไปโอนให้แม่ชี ทีละ 5 ล้าน 10 ล้าน มาดูสิ เงินวัดมันมีเท่าไหร่ มันมีอยู่ 3 ล้าน อะ..ละชื่อใคร ชื่อแม่ชี เพราะอะไร เพราะแม่ชีเป็นไวยาวัจกร ั้งวัดมีอยู่ 2 คนเอง เห็นไหม ทิดกับแม่ชี จะให้เป็นชื่อหลวงพ่อเหรอ ทำได้ที่ไหนล่ะ"

 

ต่อมาพบเพิ่มเป็น 21 ล้าน ก็พลิกลิ้นปลิ้นปล้อนยอมรับว่า "มีจริง" แต่ตลบแตลงว่า "และที่ให้แม่ชีถือไว้นั้นเพราะไว้วางใจ" แถมยังให้ทนายออกมาพูดแทนอีกว่า "กล่าวร้ายหลวงพ่อปราโมทย์หากตรวจสอบทุกประเด็นแล้วไม่มีความจริงอะไรเลย ในการนำเสนอข่าวอยากให้มีการพิจารณาให้ดี เพราะจะส่งผลกระทบต่อพุทธศาสนา..."

 

ต่อมาพบเงินเพิ่มขึ้นอีกตั้ง 40 ล้าน  คราวนี้หมดทางแก้ตัว ก็ให้ทนายออกมายอมรับและอ้างว่า "เป็นเงินที่โยมถวายเป็นการส่วนตัว จึงต้องใช้ชื่อบัญชีของหลวงพ่อ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเงินที่สะสมไว้ตั้งแต่ก่อนบวช เอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลและสลากออมสินเพื่อเก็งกำไร"

 

เรื่องเมีย พระปราโมชย์โกหกต่อหน้าลูกศิษย์สายดูจิตว่า "อีกอันหนึ่งก็เที่ยวไปพูดเรื่อยๆ นะ พูดกระทั่งตำรงตำรวจอะไรเงียะ ฟ้องร้อง บอกกับชาวบ้านอะไร บอกพระปราโมชย์ นางอรนุช สันตยากร วงเล็บ ภรรยาพระปราโมชย์ เนี่ยไปพูดกับชาวบ้านละก็ "ภรรยาพระปราโมชย์" ไปที่ไหนก็ "ภรรยาพระปราโมชย์" พระบ้าอะไรมีภรรยา..หึหึหึ.."

 

ต่อมาเมื่อพบว่ายังไม่ได้หย่ากันจริง ปราโมชย์ก็ถึงกับจนมุม ออกแถลงการณ์ว่า "เพื่อลดความกังขาตลอดจนการนำประเด็นดังกล่าวไปบิดเบือนในอนาคต และเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย หลวงพ่อปราโมทย์จะดำเนินการจดทะเบียนหย่ากับอุบาสิกาอรนุช ต่อไป"

 

ทั้งหมดนี้ พระปราโมชย์และสาวกสรุปว่า "เป็นขบวนการใส่ร้าย-ทำลาย" ทั้งสิ้น ไม่มีมูลความจริงเลย

 

แต่พยานหลักฐานทุกอย่างได้พิสูจน์ตลอดมาว่า "ขบวนการโกหกใส่ร้ายและทำลายพระพุทธศาสนา" ที่พระปราโมชย์และสาวกกล่าวถึงนั้น ก็คือ ตัวพระปราโมชย์และสาวกนั่นเอง หาใช่คนอื่นไม่

 

 

พวกคุณนั่นแหละ คือมารศาสนา !

 

 

 

 

กรณีพระปราโมชย์กับฐิตินาถ ณ พัทลุง

ใครของจริง ใครของปลอม

หลักฐานมีอยู่ ดูไม่ยาก

 

 

 

ฐิตินาถ ณ พัทลุง พระปราโมชย์ ปาโมชฺโช
พระปราโมชย์อวดอุตริ สอนทักจิตทายใจ ไม่เค๊ยไม่เคย (แต่เปลี่ยนวิธีสอนเป็นแบบสอบถาม)
พระปราโมชย์มีเงิน ไม่มี๊ ไม่มี อาตมาพระธรรมยุต ไม่แตะต้องเงิน (แต่เจอเงินมากมาย)
พระปราโมชย์ซุกเงินไว้ในบัญชีแม่ชี เป็นกระบวนใส่ร้ายป้ายสีและทำลายชื่อเสียงของอาตมา แต่เอ้อ..ทั้งวัดมีเงินแค่ 3 ล้านเอง บางคนนะ เสียดายเรียนธรรมะ แต่ไม่มีสัจจะ ใส่ร้ายหลวงพ่อ

 

เอ้อ..ที่ใส่บัญชีแม่ชีไว้น่ะ เพราะว่าเป็นคนที่หลวงพ่อไว้วางใจมากที่สุด

มีเงินมากกว่า 3 ล้านแน่นอน หมดแล้ว ทั้งวัดมีแค่นั้น (แต่พบเพิ่มอีก 21 ล้าน) เอ้อ ก็เป็นเงินที่เขาตั้งใจถวายหลวงพ่อ ไม่เกี่ยวกับวัด วันนั้นถามเรื่องวัด ไม่ได้ถามหลวงพ่อซักหน่อย
มีมากกว่า 21 ล้านแน่ ขอให้สอบสวนต่อไปอีก ใส่ร้ายไม่หยุดเลย บอกว่าหมดแล้วก็ไม่เชื่อ (แต่พบเพิ่มเอก 40 ล้าน รวมทั้งเงินซื้อพันธบัตรรัฐบาลอีก 10 ล้าน)

(ทนายพูดแทน) เอ้อ ..เป็นเงินที่หลวงพ่อท่านบริหาร เพราะต้องการให้เงินบริจาคของญาติโยมได้ดอกผลเป็นกำไรเข้าวัด ท่านมีวิสัยทัศน์กว้างไกล

คุณอรนุชยังมีฐานะทางกฎหมายเป็นภรรยาพระปราโมชย์ หุหุ พระบ้าอะไรมีภรรยา

(ออกแถลงการณ์) เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย หลวงพ่อปราโมชย์จะทำการหย่าขาดจากนางอรนุช สันตยากร ไวๆ นี้

 

 

พระจักขุบาลมหาเถรกล่าวว่า

คิหิปาโปปิ สมณปาโปปิ ปาโปเยว

ไม่ว่าชาวบ้านหรือพระ ถ้าเลวก็เลวเหมือนกัน

 

 


 

 

 

คอลัมน์คนข้างวัด สยามรัฐรายสัปดาห์

 

โดย สร้อยรวงข้าว

 

 

กรณีพระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช (สันตยากร) เจ้าสำนักสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ให้แม่ชีอรนุช สันตยากร อดีตภรรยา เป็นผู้ถือบัญชีธนาคาร (คือมีชื่อเป็นเจ้าของบัญชี) ของสำนักฯ นั้น ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ระบุว่า ไม่ผิดวินัยสงฆ์

 

นั่นเป็นการกล่าวตามตัวบทกฎหมายและตามสิกขาบทกว้างๆ เพื่อจะบอกว่าผิดหรือไม่ผิดเท่านั้น

แต่ในทาง อริยวินัย ไม่ใช่อย่างนั้น

 

อริยวินัย แปลตรงตัวก็คือ วินัยของพระอริยเจ้า แต่ความหมายจริงๆ ก็คือ แบบแผนแห่งชีวิตพรหมจรรย์ เป็นเรื่องของวิถีชีวิตของพุทธบริษัทซึ่งตั้งอุดมการณ์ไว้สูง ตามแนวทางของพระพุทธเจ้าและพระอริยเจ้าทั้งหลาย คำว่า อริยวินัย จึงหมายถึงพรหมจรรย์ และหมายถึงพระพุทธศาสนานั่นเอง

 

ไม่ใช่หมายถึง ศีลปาติโมกข์ หรือสิกขาบทของภิกษุภิกษุณีเท่านั้น

 

คำว่าอริยวินัย ไม่ใช่ศัพท์บัญญัติขึ้นใหม่ เป็นคำพูดของพระพุทธเจ้าโดยตรง และปรากฏอยู่มากมายในพระไตรปิฎก เข้าใจว่าถ้าสาวกของพระพุทธเจ้ามีแต่อริยบุคคล ก็คงจะไมมีการบัญญัติสิกขาบทเป็นวินัย คงจะมีแต่คำสอนในรูปอริยวินัยเท่านั้น

 

ขอยกตัวอย่าง อริยวินัย เรื่องหนึ่งที่ผมถอดความไว้ใน พระไตรปิฎกสำหรับผู้เริ่มศึกษา (เล่ม 12 หน้า 209) ตั้งหัวเรื่องว่า ลาสิกขาคือตายในอริยวินัย ว่าดังนี้

 

ขณะพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่วัดเชตะวัน คราวหนึ่ง มีภิกษุรูปหนึ่งเข้าบ้านเกินเวลาสมควร ถูกเพื่อนภิกษุด้วยกันตักเตือนก็ไม่พอใจ พวกภิกษุนำความเรื่องนี้เข้ากราบทูล พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องแมวกับหนูให้ฟังว่า

 

มีแมวตัวหนึ่ง ยืนคอยจับลูกหนูอยู่ที่กองขยะ ตรงท่อระบายน้ำเสีย คิดว่าเมื่อลูกหนูออกมาหาเหยื่อก็จะตะครุบกินทันที แล้วมันก็สมหวัง เมื่อลูกหนูวิ่งออกมาหาเหยื่อ แมวก็รีบจับลูกหนูกลืนลงท้องในพริบตา ลูกหนู (ซึ่งยังไม่ตาย) ก็กัดทั้งไส้ใหญ่ไส้น้อยของแมวจนแมวตายคาที่

 

ทรงเปรียบเทียบให้เห็นว่า ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ก็เหมือนแมวตัวนั้น เวลาเช้าออกบิณฑบาต ไม่สำรวมกายวาจาและจิต ไม่ตั้งสติ ไม่สำรวมอินทรีย์ เห็นมาตุคาม (สตรี) ในบ้านนุ่งห่มลับๆ ล่อๆ ก็มีจิตร้อนร่าน เรียกได้ว่าถึงตาย หรือทุกข์ปางตาย

 

ตรัสว่า การที่เธอบอกลาสิกขาเวียนมาเพื่อเพศต่ำทรามนั้น เท่ากับเป็นความตายในอริยวินัย ภิกษุทั้งหลาย การที่เธอต้องอาบัติเศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง การแสดงตนออกจากอาบัติตามที่ต้องแล้วนั้น ได้ชื่อว่าเป็นทุกข์ปางตายทีเดียว...

 

ตามพระพุทธดำรัสนี้ หมายความว่า ศีลที่แท้จริงของภิกษุคือความสำรวมกาย วาจา ใจ ความมีสติ ไม่ใช่ตัวสิกขาบทที่ทรงบัญญัติตามกรณีความผิดของภิกษุ เมื่อภิกษุมีจิตกระสันจนสึกออกไป ก็เท่ากับตาย..ตายจากพระธรรมวินัย ถ้าละเมิดอาบัติที่พอแก้ไขได้ก็ไม่ถึงกับตาย แต่ปางตาย

 

ภาษาอย่างนี้แหละแสดงความหมายของอริยวินัย

 

มาตรฐานชีวิตของภิกษุภิกษุณีนั้นอยู่ในแนวทางของอริยวินัย ไม่ใช่แค่สิกขาบทและกฎหมาย โดยเฉพาะตัวบทกฎหมายทางโลกนั้นแทบจะไม่มีความหมายเลยกับการชี้ถูกชี้ผิดแก่พระสงฆ์ ถึงกฎหมายจะชี้ขาดออกมาแล้ว แต่พระก็ยังจะต้อง ตาย หรือ ทุกข์ปางตาย อยู่ตามนัยแห่งอริยวินัย

 

มีกรณีหนึ่ง กล่าวไว้ในพระวินัยปิฎก เรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน ผมถอดความเอาไว้ใน พระไตรปิฎกสำหรับผู้เริ่มศึกษา (เล่ม 1 หน้า 34) ตอนหนึ่งว่า

 

สำหรับอสังหาริมทรัพย์ ตัดสินที่กรรมสิทธิ์ขาดจากเจ้าของ เช่น ภิกษุไปกล่าวตู่เอาที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของเขา ทันทีที่เขาปล่อยกรรมสิทธิ์ ปรับเป็นปาราชิก และถ้าเจ้าของไม่ยอมมีการฟ้องร้องกันถึงศาล แม้ภิกษุจะเป็นฝ่ายชนะได้ที่ดินมา ก็เป็นปาราชิก (ชนะศาลทางโลก แต่แพ้ทางสิกขาบท)…”

 

อีกกรณีหนึ่ง ถอดความไว้ในเล่ม 2 หน้า 48 ขึ้นหัวเรื่องว่า ทำถูกแต่ทำลายศรัทธา เป็นเรื่องของภิกษุณีรูปหนึ่ง ได้รับการถวายโรงเก็บของ พอคนถวายตายลง ลูกคนหนึ่งของเขาอยากได้คืน ภิกษุณีไม่ยอม มีการฟ้องร้องกัน ปรากฏว่าภิกษุณีเป็นฝ่ายชนะ ศาลตัดสินให้โรงเก็บของนั้นตกเป็นของภิกษุณี และเมื่อคนแพ้โวยวายด่าทอภิกษุณีหาว่าฉ้อโกง ภิกษุณีก็แจ้งความเอาผิดเขาอีก คู่กรณีคนนั้นถูกปรับไหมอีกกระทงหนึ่ง

 

เรื่องไม่จบอยู่แค่นั้น คู่กรณีคนนั้นแหละคิดแก้แค้นภิกษุณี ลงทุนตั้งที่พักให้แก่นักบวชอาชีวกติดกับสำนักภิกษุณีนั้น ให้คอยก่อกวนกลั่นแกล้งด่าว่าภิกษุณีทั้งวันทั้งคืน ภิกษุณีนางนั้นเธอก็ไม่ยอมอ่อนข้อ คราวนี้เล่นแรงเอาผิดคู่กรณีถึงขั้นเอาเข้าคุก

 

ชาวเมืองสาวัตถีวิจารณ์เรื่องนี้กันแซ่ด (ถ้าเป็นสมัยนี้ก็เรียกว่า ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ นั่นแหละ) มีเสียงตำหนิภิกษุณีว่า ครั้งแรก พวกภิกษุณีให้ริบเอาสมบัติเขา ครั้งที่สองให้ปรับไหม ครั้งที่สามเอาเขาเข้าคุก ถ้ามีอีกครั้งคงให้ถึงประหารชีวิตกันกระมัง

กรณีเรื่องนี้แหละ เป็นเหตุให้พระพุทธองค์บัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุณีตั้งข้อกล่าวหาเอากับชาวบ้าน ตลอดถึงนักบวชทั้งหลาย คือห้ามมีเรื่องมีความเป็นคดีกับคนอื่นนั่นเอง ปรับอาบัติแรงด้วย คืออาบัติสังฆาทิเสส และให้เป็นอาบัติตั้งแต่แรกกระทำอีกต่างหาก

 

ได้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้ว่า พระพุทธองค์ไม่ส่งเสริมการเอาแพ้เอาชนะกันอย่างชาวโลก แม้พระสาวกจะเป็นฝ่ายถูก แต่เมื่อเป็นการไปทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นและชาวบ้านติเตียนได้ ก็ทรงห้ามมิให้ทำ เพราการแพ้ชนะอย่างนั้นไม่ใช่เป้าหมายของการประพฤติพรหมจรรย์

 

ถ้าคิดใคร่ครวญให้ดีก็จะเห็นความลึกซึ้งของวิถีแห่งอริยวินัย อันเป็นไปในแนวทางนี้ และทำให้เข้าใจความหมายของคำโบราณไทยที่ว่า แพ้เป็นพระ ... ชัดขึ้น

 

ชาวพุทธเรานั้นตั้งเกณฑ์มาตรฐานของความเป็นพระไว้สูง เป็นเกณฑ์ในระดับอริยวินัย คืออยากเห็นพระเป็นอริยะ ตามแนวทางของพระพุทธเจ้า พอได้เห็นว่าไม่เป็นไปตามนั้นก็ผิดหวัง...เป็นทุกข์...เสื่อมศรัทธา

 

คดีความระหว่างพระอาจารย์ปราโมทย์กับอดีตลูกศิษย์ทั้งหลายนั้น ถ้าพูดจากันด้วยอริยวินัย ด้วยวิถีชีวิตพรหมจรรย์ คือ..ด้วยวิถีพุทธ ไม่แยกเขี้ยวใส่กันด้วยกฎหมายทางโลกก็จะจบกันได้อย่างสงบเงียบ ไม่เอิกเกริกจนเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ (เป็นขี้ปากชาวบ้านว่างั้นเถิด)

 

สมมติอย่างนี้

 

ฐิตินาถ ณ พัทลุง ตั้งข้อปรึกษากับพวกอาจารย์ว่า

 

ท่านเจ้าคะ สำนักงานพระศาสนาเป็นของส่วนรวม การเงินควรจะวางไว้เป็นการส่วนรวม ให้คณะกรรมการดูแลให้ พระคุณท่านและคุณแม่ชีนั้นคอยดูแลอยู่ห่างๆ อีกชั้นหนึ่ง น่าจะปลอดภัย ไม่เป็นที่ซุบซิบนินทาได้...

 

แล้วพระอาจารย์ก็เจริญพรว่า ขออนุโมทนาต่อเมตตาจิตของโยม ถูกอย่างโยมว่านั่นแหละ เป็นการเซฟอาตมาไว้ ขอให้โยมทั้งหลายเป็นภาระให้สำนักเราด้วย เพื่อบรรลุเป้าหมายที่เดียวกัน...

 

ด้วยภาษาแห่งอริยวินัยอย่างนี้ พระอาจารย์ก็จะหมดกังวลในเรื่องทรัพย์สินของสำนักฯ ซึ่งนับว่าแต่จะพอกพูนเป็นลาภสักการะใหญ่โตไปข้างหน้า และฐิตินาถ ตลอดถึงลูกศิษย์ทั้งหลาย ก็จะยิ่งซาบซึ้งในอริยวินัยของพระอาจารย์...มีแต่บุญกับบุญของทั้งสองฝ่าย

 

เอาเถอะ แม้จะเป็นเรื่องบาดหมางกันแล้วก็ยังไม่สาย...ยังเอาอริยวินัยมาคุยกันได้ โดยฝ่ายพระอาจารย์นั่นแหละขอบิณฑบาตให้ลูกศิษย์ทั้งหลายมาช่วยกันคิดในทางที่จะให้การปฏิบัติธรรมเอื้อประโยชน์กว้างขวางไกลออกไป อะไรที่ยังไม่สมควร ไม่ดีงาม ก็ให้ช่วยกันแก้ไข คิดเสียว่าประโยชน์สูงสุดคือการเข้าถึงความสุขทางธรรมไปด้วยกัน

 

ประโยชน์สูงสุดของชาวสวนสันติธรรมไม่ใช่อยู่ที่ที่ดินและทรัพย์สินมูลค่า 50 ล้าน 100 ล้าน และไม่ใช่อยู่ที่จำนวนเงินในบัญชีธนาคารมิใช่หรือ ?

 

ผมเห็นว่ายังไม่สายเกินไปที่พระอาจารย์ปราโมทย์ และลูกศิษย์ทั้งหลาย จะพากันเข้าหา อริยวินัย แทนที่จะจ้างทนาย แทนที่จะไปขอพึ่งข้าราชการใน พศ. ซึ่งเป็นแค่เด็กวัดรับใช้วัด

 

แทนที่จะไปขอพึ่งดีเอสไอ ซึ่งคนในนั้นกำลังมีปัญหาเรื่องความเป็นกลางวุ่นวายอยู่

 

และ...แทนที่จะให้ผ้าเหลืองไปแสดงความเสื่อม (ของคนห่ม) ต่อหน้าบัลลังก์ศาล ให้เขาชี้ผิดชี้ถูกเหมือนพระศาสดา

 

อันไม่สมกับที่ตนเป็น สรณะ หนึ่งของชาวโลก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

www.alittlebuddha.com วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264