ข่าวสารจากทั่วโลก อะลิตเติ้ล บุ๊ดด่ะ ดอทคอม พร้อมนำเสนอแด่แฟนๆ ทุกท่าน ด้วยความยินดีที่ท่านให้เกียรติมาเยือน

 

 

 

    

เปิดตัวตน "ดังตฤน" นักเขียนดัง
ออกมาการันตีพระปราโมช

ประกาศสวนกระแส
"หลวงปู่ดุลย์ดังเพราะพระปราโมช"

จริงเหรอ ?

 

ดังตฤน
เจ้าของหนังสือดัง
"เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน"

 

 

สำหรับกรณีหลวงพ่อปราโมทย์ที่เพิ่งเกิดขึ้น หลายคนอยากฟังคำอธิบายจากผม เพราะเชื่อว่าน่าจะรู้ตื้นลึกหนาบางดี แต่ความจริงคือผมเอง ก็ต้องพยายามสืบหาต้นตอและที่มาที่ไป ต้องพยายามสร้างมุมมองและความเข้าใจ อันเกิดจากการรวบรวมข้อมูลมาปะติดปะต่อไม่ต่างจากคนอื่น สิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้จึงมีค่าไม่ต่างจากความเห็นของคนทั่วไป


อาจถูกหรืออาจผิด ประสาภูมิปัญญาของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง เจตนายืนพื้นอยู่บนความอยากรักษาศรัทธาชาวพุทธที่มีต่อพุทธศาสนา ไม่ใช่มุ่งรักษาศรัทธาของชาวพุทธที่มีต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

คำอธิบายทั้งหมดมีความยืดยาว ทางที่ดีที่สุดจึงอาศัยคำถามที่มีเข้ามาไม่ขาดเป็นตัวตั้ง แล้วตอบจากประสบการณ์ตรงหรือด้วยข้อมูลที่มี

งานนี้ไม่มีใครได้ข้อมูลไปทั้งหมด แต่โชคดีที่ไม่จำเป็นต้องรู้ทั้งหมดก็เข้าใจได้ เรื่องบางเรื่องรู้ครึ่งเดียวจะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย
ตรงข้าม การอธิบายแบบให้เข้าใจหายสงสัยอย่างสิ้นเชิงแบบต้องลงรายละเอียดตามลำดับ อาจกระทบกระทั่งบุคคล และอาจก่อวิกฤตศรัทธาระลอกใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมได้ครับ

ถาม - การถอนตัวของคณะกรรมการสวนสันติธรรม เป็นจำนวนหลายคนพร้อมกัน เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

ตอบ - จากการรับ
"ต้นเสียง" ทางโทรศัพท์ด้วยตนเอง ทำให้มั่นใจว่าเรื่องใหญ่นี้จุดชนวนขึ้นจากความเข้าใจผิด และมุมมองสรุปที่ต่างกัน

ความเข้าใจผิดที่ว่า คือเห็นหลวงพ่อปราโมทย์เป็นศิษย์คิดล้างครู เอาชื่อหลวงปู่ดูลย์มาแอบอ้างสร้างฐานความน่าเชื่อถือ แล้วภายหลังก็ริอ่านชี้ว่าครูบาอาจารย์พูดผิด สมควรได้รับการขยายความจากตน

ด้วยมุมมองส่วนตัว จากการเห็นผลงานของหลวงพ่อปราโมทย์
ผมเห็นว่าท่านไม่ได้
"อ้างชื่อ" ครูบาอาจารย์ แต่เป็นการ "สร้างชื่อ" ให้ครูบาอาจารย์มากกว่า


ถามว่า ก่อนหน้าหลวงพ่อปราโมทย์ มีชาวกรุงที่ไหนรู้จักหลวงปู่ดูลย์บ้าง (แม้ท่านจะขึ้นทำเนียบ "พระที่จะต้องไม่ถูกลืม" ของสายพระป่ามานาน) มีใครเคยได้ยินคำว่า "ดูจิต" บ้าง (แม้หลวงพ่อชาและพระป่าหลายท่านใช้คำนี้กันบ่อยๆ) เมื่อหลวงพ่อปราโมทย์เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา คนส่วนใหญ่จึงรู้จักหลวงปู่ดูลย์และเห็นค่าคำสอนของท่าน เนื่องจากเป็นอาจารย์ทางธรรมของหลวงพ่อปราโมทย์ เมื่อผู้คนหลั่งไหลไปที่สวนสันติธรรม ก็ได้เห็นรูปปั้นหลวงปู่ดูลย์ยืนเด่นเป็นสง่าก่อนเป็นอันดับแรก (แล้วกลายเป็นหนึ่งในเสียงต่อว่าแบบนานาทรรศนะ ที่ให้ครูบาอาจารย์ยืนตากแดดตากฝนไม่เป็นการบังควร)

ส่วนข้อหาดัดแปลงคำพูดครูบาอาจารย์นั้น ด้วยมุมมองส่วนตัว ผมเห็นว่าเจตนาของท่านเป็นไปเพื่อให้เกิดความเข้าใจ


คือเข้าใจว่า คำพูดแท้ๆของหลวงปู่ดูลย์นั้น เดิมเป็นอย่างหนึ่ง ก่อนจะถูกตกแต่งแล้วค่อยสืบทอดมา และเข้าใจว่าเดิมทีหลวงปู่ดูลย์ตั้งใจสื่อความหมายแบบไหน สรุปคือหลวงพ่อปราโมทย์อยากให้คนรุ่นใหม่ เข้าใจหลวงปู่ดูลย์ที่แก่น ไม่ใช่ที่เปลือก แต่ด้วยมุมมองของคนอื่น นี่อาจเข้าข่ายดูหมิ่นอาจารย์ตนว่าพูดไม่ชัด


ซึ่งภายหลังเมื่อหลวงพ่อปราโมทย์เล็งเห็นมุมมองของคนอื่น ท่านก็แก้ไขด้วยการสั่งตัดทอนหนังสือบางเล่มเสีย เอาความเห็นทั้งหมดของท่านออก แต่อาจช้าเกินการณ์ เพราะหลายคนปักใจว่าท่านเป็นศิษย์คิดล้างครูไปแล้ว

ในแง่ของมุมมองสรุปที่มีต่อการสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ที่ช่วยดูวาระจิตของลูกศิษย์เป็นรายๆ ว่านั่นคือสร้างความอ่อนแอขึ้นในสังคมชาวพุทธ ด้วยวิธีรวบอำนาจชี้ขาดไว้ในตนแต่ผู้เดียว
ทำให้กระแสสังคมต้องการการพึ่งพา ไม่อาจเจริญสติได้ด้วยความเข้มแข็ง โดยมีการเปรียบเทียบเหมือนนกถูกหักปีก ที่คงไม่มีวันบินได้ด้วยตนเอง

จากมุมมองส่วนตัว ผมเห็นเป็นตรงกันข้าม


ถามว่าที่ผ่านมาเคยมีใครระดมฆราวาสจำนวนมาก ให้เข้ามามีกำลังใจเจริญสติร่วมกันเท่านี้บ้าง ?


ผมทำหนังสือ "ดูจิตปีแรก" ซึ่งเป็นการรวมงานง่ายๆ ของท่าน
แจกเป็นธรรมทานไปทั่วประเทศ จนถึงบัดนี้นับได้สองแสนเล่ม
 

จึงได้รับฟีดแบ็กโดยตรงมากมายก่ายกอง บางคนแค่อ่านอย่างเดียว จากที่อ่อนแออยากฆ่าตัวตาย กลายเป็นอยากอยู่ต่อเพื่อปฏิบัติธรรม จากคนที่เคยมืดด้วยความไร้ศรัทธา กลายเป็นมีศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างเข้มแข็ง จากคนที่ไม่เคยปฏิบัติธรรมภาวนาได้ผล กลายเป็นคนที่เชื่อมั่นว่าตนมีสิทธิ์บรรลุมรรคผลได้ในชาตินี้ แล้วนี่คือหลักฐานของมุมมองสรุป ว่าหลวงพ่อปราโมทย์ทำให้สังคมพุทธอ่อนแอแน่หรือ ?

ถาม - คณะกรรมการเคยสนิทกับหลวงพ่อปราโมทย์มาก น่าจะรู้เห็นอะไรมาก แล้วมาลาออกพร้อมกัน มิเป็นการแสดงความไม่ชอบมาพากลหรอกหรือ?

ตอบ - กรรมการมีแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ลาออก และคนมีชื่อเสียงในสังคมนั้นเป็นที่ปรึกษา ไม่ใช่ "คนใกล้ชิดทั้งหมด" ของหลวงพ่อปราโมทย์ที่ขอถอนตัว

ผมเองไม่ได้ใกล้ชิดหลวงพ่อปราโมทย์เท่าบุคคลเหล่านั้น ไม่ได้ติดตามท่านไปไหนต่อไหนเหมือนบุคคลเหล่านั้น แต่ก็มีภาพรวมอยู่ในบุคคลที่มีความผูกพันกับท่านด้วย เพราะทุกวันนี้มีคนได้อ่านธรรมะจากพระผู้รู้หลายหมื่นคน ผ่านนิตยสารธรรมะใกล้ตัวซึ่งผมร่วมกับน้องๆสร้างขึ้นมา

และด้วยเหตุนั้น ผมจึงจัดเป็นบุคคลผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งพอจะรู้จากประสบการณ์ตรงบ้างว่าเกิดอะไรขึ้น ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยเงื่อนไขน่าลำบากใจ ทั้งนี้ ผมไม่ได้หมายความว่าผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด จะได้รับประสบการณ์แบบเดียวกับผม ขอให้ทราบว่านี่เป็นเพียงประสบการณ์เฉพาะตนเท่านั้น

งานนี้มีการเล่นงานเอากับจุดอ่อนของคนส่วนใหญ่ นั่นคือความกลัวเสื่อมเสียชื่อเสียง ลาภ และยศ เริ่มต้นจากเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เตือนว่าให้ระวัง ถ้าไม่ถอนตัว ไม่หาหลุมหลบภัย จะพลอยร่างพลอยแหไปกับท่านด้วย เพราะกำลังจะมีการถล่มท่านครั้งใหญ่ และเห็นทีจะรอดยาก

จากนั้น เพิ่งล่าสุดวันสองวันนี้เอง มีเสียงลึกลับจากคนที่ผมไม่รู้จัก (โดยการบงการของคนมีชื่อเสียงที่ผมรู้จักดี) เตือนว่าจะมีการเล่นงานผมทางกฎหมายเป็นรายต่อไป หลังจากเอาผิดทางกฎหมายกับหลวงพ่อปราโมทย์ได้แล้ว

การยกเลิกกำหนดการเทศน์กะทันหันของสำนักพิมพ์ DMG ก็ดี
การยกเลิกมีส่วนเผยแพร่คำสอนของบ้านอารีย์ก็ดี ตลอดจนการถอนตัวของคณะกรรมการสวนสันติธรรมก็ดี จะเกิดจากความคลางแคลงของบรรดาท่านผู้มีเกียรติ เพราะรู้เห็นเรื่องไม่ดีใดๆเกี่ยวกับหลวงพ่อปราโมทย์หรือเปล่าผมไม่ทราบ ทราบแต่มีการวางแผนที่ยืนพื้นอยู่บนความเชื่อที่ว่า ถ้าคนสนิทถอนตัวพร้อมกันทั้งยวง วิกฤตศรัทธาจะตามมา เพราะผู้คนคงไปร่ำลืออย่างกว้างขวาง ว่าพระรูปนี้ต้องมีบาปผิดติดตัวอย่างมหันต์แน่นอน

ความจริงถ้าไม่มีแถลงการใดๆ ออกมาเลย ทุกอย่างอาจอึมครึม กลายเป็นจิตวิทยามวลชนที่ทรงพลังกว่านี้ แต่เมื่อมีคำประกาศจากบ้านอารีย์ชี้ความผิดของหลวงพ่อปราโมทย์ออกมา
ก็กลายเป็นว่าทุกอย่างกลับตาลปัตร เนื่องจากทุกคนมองว่าการชี้โทษทุกข้อของบ้านอารีย์ หาใช่ความผิดอุกฉกรรจ์อันควรเอาโทษขนาดนี้ไม่ ความรู้สึกมวลรวมจึงกลายเป็นโล่งอก ไม่มีอะไรในกอไผ่ และมองตามๆกันว่าหลวงพ่อถูกประทุษร้าย ความไม่ชอบมาพากลไม่ได้ตกอยู่กับหลวงพ่อ แต่กลับไปตกอยู่ที่บุคคลอันอยู่เบื้องหลังการจัดการหลวงพ่อมากกว่า

ถ้าขอได้ก็ขอทุกคนอย่าเพิ่งก่นด่า หรือเคียดแค้นชิงชังกลุ่มบุคคลเหล่านี้ เพราะหากคุณรู้เบื้องหลังทั้งหมด ก็จะมีความรู้สึกเห็นใจพวกเขาในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ใช่ในฐานะของเพื่อนที่กลายเป็นศัตรูกัน ผมบอกได้แค่ว่าสำนวนเขียนเป็นของใครคนหนึ่งที่คุณไม่ควรปรามาส ไม่ใช่สำนวนเจ้าของบ้านอารีย์แต่อย่างใด

ถาม - คนสนิทของหลวงพ่อที่ถอนตัวไป ต่างก็เคยมีศรัทธาอย่างแรงกล้าในตัวหลวงพ่อ เหตุใดหลวงพ่อจึงรักษาศรัทธาไว้ไม่ได้?

ตอบ - แสงเทียนในความมืดนั้น จะกระจายความสว่างได้ดีเมื่อคุณอยู่ไกลออกมาในระยะห่างหนึ่ง แต่ถ้าอยู่ใกล้เกินไป บางทีตัวคุณเองอาจบดบังแสงเทียนไว้หมดได้ ทำให้รู้สึกคล้ายเปลวเทียนไม่ให้แสงสว่างได้

แนวทางการสอนเป็นคนๆของหลวงพ่อปราโมทย์นั้น เลี่ยงไม่ได้ที่จะก่อให้เกิดความคาดหวังว่ายิ่งใกล้ชิดจะยิ่งมีสิทธิ์ได้ทางลัดถึงตัวถึงใจกว่าคนอยู่ห่าง แต่ข้อเท็จจริงคือเมื่อเป็นกันเองมากขึ้นก็อาจก่อให้เกิดความสนใจ เกิดความคาดหวังในตัวท่านต่างๆ นานา ดึงให้สติเผลอไปยึดเรื่องข้างนอกมากกว่าเข้ามารู้เรื่องข้างใน

ศรัทธาเท่ากัน แต่ยิ่งอยู่ห่าง ความคาดหวังในการช่วยเหลือด้วยทางลัดยิ่งน้อย ความตั้งใจสดับฟังเอาไปปฏิบัติจริงยิ่งมาก

ทำไมเกิดเรื่องแล้วจึงไม่เกิดวิกฤตศรัทธา ?


เพราะศรัทธาส่วนใหญ่อยู่ในระยะห่าง รับแสงแต่พอดี มีแก่ใจเจริญสติอย่างจริงจัง จึงบังเกิดผลอันสุกสว่างแก่ตัว รู้อยู่ข้างในว่าธรรมะที่เกิดขึ้นกับตนเป็นของจริง ส่วนของข้างนอกคือครูบาอาจารย์หรือแม้แต่พระพุทธเจ้า จะจริงหรือไม่จริงคงไม่สำคัญแล้ว

ของจริงข้างนอกถูกบิดเบือนหรือลบให้เลือนไปได้ แต่ของจริงข้างใน ทำอย่างไรก็ไม่มีทางให้กลายเป็นของเก๊ สรุปคือถ้าพยายามเข้าใกล้หลวงพ่อให้น้อยลง ใส่ใจปฏิบัติจริงให้มากขึ้น ก็อาจประสบผลสำเร็จมากกว่าคนใกล้ก็ได้ เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ต่อให้จับสังฆาฏิ (ผ้าซ้อนทับจีวร) ของพระองค์ไม่ปล่อย ก็ไม่ชื่อว่าอยู่ใกล้ท่าน คนจะเห็นท่านจริงคือต้องเห็นธรรมเท่านั้น

คนเรามักลืมที่มาของตัวเอง นั่นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะแม้แต่พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของตัวเอง เลี้ยงดูตัวเองมาจนเติบใหญ่
ก็มีน้อยคนที่ระลึกได้ คนส่วนใหญ่เหมือนนกน้อย เห็นต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาก็แย่งกันเข้ามาเกาะ แต่พอเห็นต้นไม้ทำท่าจะโค่นล้มก็แตกฮือหนี น้อยคนจะทำตัวเหมือนพญาช้าง ที่เข้ามาอาศัยร่มเงาไม้ใหญ่สบายตัวแล้ว เมื่อเห็นต้นไม้จะโค่นก็ปักหลักช่วยค้ำยันเอาไว้

สรุปคือธรรมดาโลกครับ ไม้ใหญ่ไม่ได้มีต้นเดียว
จะบินไปทางไหนก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจเฉพาะกาล ไม่ว่ากัน

 

ดังตฤน
ข้อมูลจาก พันธ์ทิป โต๊ะศาสนา

 

 

หมายเหตุ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

ก็จะจะ กับทัศนะของบุคคลผู้เขียนหนังสือธรรมะขายได้รับความนิยมในระดับที่เรียกว่า เบสท์เซลเลอร์ ของวงการหนังสือธรรมะไทยเมื่อหลายปีก่อน

ประเด็นปลีกย่อยอื่นใดนั้น อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ จะไม่ขอวิจารณ์ เพราะเป็นเรื่องระหว่างตัวบุคคลซึ่งหลายเหตุผลก็ยังไม่กระจ่าง เพราะแม้แต่นายดังตฤนเองก็พูดว่า "ถ้าแฉกันทั้งหมดก็จะกระทบกันไปทั่ว" ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ข้อเขียนของนายดังตฤนทั้งหมดนี้มิใช่ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน หากแต่เป็นข้อเท็จจริงเพียงบางส่วนของเรื่องราวทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งนายดังตฤนเองก็ยอมรับว่า เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของตัวเอง เชื่อหรือไม่ ผู้อ่านต้องใช้วิจารณญาณเอาเอง ดังนั้น เราจึงจะพูดถึงประเด็นที่น่าสนใจในข้อเขียนของนายดังตฤนเท่านั้น

ประเด็นที่จะนำเสนอเพื่อพิจารณาในที่นี้ก็คือ การที่นายดังตฤนระบุว่า "ก่อนหน้านี้ไม่มีใครในเมืองหลวงรู้จักหลวงปู่ดุลย์มาก่อนเลย แต่เพราะพระปราโมชนำเอาหลวงปู่ดุลย์มาเสนอ ผู้คนจึงรู้จักหลวงปู่ดุลย์" สรุปว่า หลวงปู่ดุลย์ดังเพราะพระปราโมช ซึ่งเป็นลูกศิษย์

การพูดแบบนี้ถือว่าอันตรายมากต่อระบบการศึกษาในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตั้งสถาบันนี้ขึ้นมา โดยมีระบบการศึกษาผ่านการบวช และการบวชนั้นก็ต้องมีพระอุปัชฌาย์และอาจารย์เป็นผู้ดูแลควบคุมอยู่ตลอดเวลา  ทรงกำหนดไว้แม้กระทั่งว่า ผู้ที่บวชเป็นพระแล้วต้องถือนิสัย คือต้องอยู่ศึกษากับพระอุปัชฌาย์เป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี ที่เรียกว่าเป็นพระนวกะ

แต่การศึกษาที่พระและลูกศิษย์หลายรูปกำลังทำกันเกร่อในปัจจุบันนี้ กลับไม่มีการทำการศึกษาพระพุทธศาสนาผ่านระบบนี้ แต่มีการข้ามระบบ คือไม่ต้องบวช แต่ก็สามารถศึกษาได้ โดยการตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรมขึ้นมา เช่นตั้งชื่อว่า บ้านอารีย์ ดังนี้บ้าง แล้วเชิญชวนประชาชนให้ไปปฏิบัติธรรมที่ศูนย์ ละเลยวัดวาอารามซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้

ปัจจุบันประชาชนชาวไทยกำลังเห่อธรรมะสายพันธุ์ใหม่ มีการตั้งชื่อให้สะดุดหูสะดุดตาต่อพุทธศาสนิกชน รวมทั้งเทกนิควิธีที่ใช้สอนก็สะดวกง่ายดาย คล้ายๆ กับว่าถ้าอ่านหนังสือธรรมะดีๆ ซักเล่ม ฟังธรรมะดีๆ ซักบท ก็จะทำให้บรรลุธรรมได้ทันที เหมือนการแกะซองบะหมี่หรือกาแฟสำเร็จรูป เติมน้ำร้อน รอเวลาเพียง 3-5 นาที่ ก็อิ่มท้องแล้ว

จึงมีการจัดรูปแบบการปฏิบัติธรรมเป็นแพ็คเก็จ มีศูนย์อาหารการกินและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีแม้กระทั่งอาหารมังสวิรัติไว้คอยบริการ ผู้ปฏิบัติธรรมเพียงแค่ "จ่ายเงิน" ก็จะได้รับความสะดวกสบายเหล่านั้นครบถ้วน แบบที่เรียกว่า วันสะต็อป เซอร์วิส

เราจึงได้เห็นศูนย์ปฏิบัติธรรมสมัยใหม่ว่า ส่วนใหญ่จะทำเป็นสถานที่สะดวกสบาย สวยงาม ร่มรื่นชื่นตา ไม่ต่างไปจากสถานที่พักต่างอากาศ หรือรีสอร์ทหรูต่างๆ ที่ต้องมีเมมเบอร์ชิฟ ต้องเป็นสมาชิกจึงจะสามารถเข้าไปรับบริการได้

เรื่องนี้ไม่ค่อยมีใครฉงนใจกัน หากแต่กลับนิยมชมชอบกัน กลายเป็นกระแสที่ถ้าใครไม่รู้จัก ไม่ไป หรือไม่เคย ก็จะเป็นคนตกยุค ตกรถไฟ หรือที่เรียกว่าตกเทรนด์

แต่แท้ที่จริงแล้ว การปฏิบัติธรรมนั้นคือการฝึกฝนร่างกายและจิตใจให้เข้มแข็งไปตามลำดับภูมิปัญญาของแต่ละคน การปฏิบัติธรรมจึงมิใช่เรื่องของความสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นการสบายการหรือสบายใจ หากแต่กลับเป็นการฝืนจิตฝืนใจตนอย่างเข้มงวด มิใช่การเลือกปฏิบัติตามใจชอบดังที่เห็นในปัจจุบัน

กลับมาถึงเรื่องที่นายดังตฤนพูดว่า "พระปราโมชไม่ได้อ้างชื่อครูบาอาจารย์ (หลวงปู่ดุลย์) แต่กลับเป็นการสร้างชื่อให้ครูบาอาจารย์มากกว่า"

การพูดเช่นนี้ดูเหมือนจะจริง เพราะนายดังตฤนอ้างว่า แต่ก่อนมานั้นไม่มีใครรู้จักหลวงปูดุลย์ แต่เพราะพระปราโมชน์นำท่านมาอ้างอิงหรือยกย่อง จึงมีคนรู้จักหลวงปู่ดุลย์ผ่านพระปราโมชย์ มิใช่รู้จักพระปราโมชผ่านหลวงปู่ดุลย์

คำพูดเช่นนี้ ดูผิวเผินก็เหมือนจะจริง เพราะมีสถิติอ้างอิงไว้ด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ ทั้งนี้ต้องลำดับความไปให้ลึกกว่านั้นว่า ก่อนหน้าจะมีความรู้จนสามารถตั้งตัวเป็นครูบาอาจารย์สอนคนได้ของพระปราโมชนั้น พระปราโมชไปขอศึกษาหาความรู้จากครูบาอาจารย์ท่านไหน คำตอบก็คือ หลวงปู่ดุลย์ หลังจากเรียนจากหลวงปู่ดุลย์แล้ว พระปราโมชจึงนำเอาความรู้ที่ได้รับสอนสั่งจากหลวงปู่ดุลย์มาสอนประชาชนอีก และบ่อยครั้งก็อ้างอิงหลวงปู่ดุลย์ เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้แก่การสอนของตน จนกระทั่งพระปราโมชมีชื่อเสียงขึ้น

เมื่อกระบวนการเกิด-โต ของพระปราโมช เป็นดังนี้ ควรหรือที่จะพูดว่า "พระปราโมชสร้างชื่อให้หลวงปู่ดุลย์ มิได้อ้างชื่อเลย" ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ก็คือ พระปราโมชอ้างชื่อหลวงปู่ดุลย์จนตนเองดัง แต่นายดังตฤนกลับเห็นเป็น "หลวงปู่ดุลย์ดังเพราะพระปราโมช" เป็นงั้นไป

ศิษย์เก่งกว่าครูนั้นมี แต่ศิษย์ที่ดีไม่มีใครเขาพูดว่า "อาจารย์ดังเพราะผม" แต่ผู้ดีเขานิยมพูดกันว่า "ผมดังเพราะพ่อแม่ครูบาอาจารย์" มากกว่า เว้นก็แต่นายดังตฤนเท่านั้นที่พูดตรงกันข้าม

นายดังตฤนอาจจะบอกว่า "ก็พระปราโมชมิได้พูดว่าหลวงปู่ดุลย์ดังเพราะพระปราโมช สำหรับการพูดเช่นนี้เป็นความเห็นของผม-ดังตฤน เพียงคนเดียว" ดังนี้ก็ตาม แต่ในฐานะที่นายดังตฤนเป็นผู้มีชื่อเสียง เขียนหนังสือธรรมะขายดิบขายดี ย่อมจะเป็นการชี้นำสังคมให้ไขว้เขว ว่าการพูดของตนเองนั้นถูกต้อง ทั้งๆ คำพูดเช่นนี้ ไม่ว่าใครพูดก็ผิดหมดทุกคน การพูดของนายดังตฤนจึงเป็นการแก้ตัวให้พระปราโมชมากกว่า ทั้งยังเป็นการแสดงออกซึ่งภูมิความรู้และภูมิธรรมอย่างชัดแจ้ง

จึงเป็นที่น่าเสียดายว่า คนที่อุตริเขียนหนังสือธรรมะขายจนมีชื่อเสียงโด่งดังนั้น เมื่อเกิดกรณีใกล้ตัวขึ้นมาเช่นพระปราโมช กลับใช้ตรรกะไปในทางที่ผิดพลาด เพื่อปกป้องตัวบุคคล ซึ่งถ้าหากมีใครเชื่อถือโดยไร้การทักท้วง ก็ย่อมจะเป็นบรรทัดฐานหรือข้ออ้างทางสังคมในอนาคตอีก

สรุปว่า การแสดงทัศนะของนายดังตฤนครั้งนี้ น่าจะเป็นตัวช่วยเหลือให้พระปราโมชพ้นข้อครหา ทั้ง "แอบอ้างครูบาอาจารย์" และ "ยกตนข่มท่าน" แต่กลับเป็นการเพิ่มข้อหาให้แก่พระปราโมช หรือเป็นการตอกย้ำให้ประชาชนได้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ทั้งตัวพระปราโมชและนายดังตฤน ซึ่งกอดคอกินอุดมการณ์เดียวกันนี้ มีคติธรรม คุณธรรม ภายในห้วงลึกของจิตใจเป็นไฉน ในฐานะที่ตั้งตัวเองเป็นถึงศาสดาแห่งการปฏิบัติธรรมวิธีใหม่ "วิธีดูจิต" แต่พอเผยจิตของศาสดาออกมากลับกลายเป็นความอกตัญญู ไม่รู้คุณคน แถมยังยกตนข่มท่านอย่างหน้าด้านๆ ด้วย คงไม่ต้องบอกหรอกนะว่า พวกนี้คือหมาจิ้งจอกในคราบราชสีห์

 

และที่น่าเสียดายอย่างยิ่งก็คือ
เสียดาย คนตายไม่ได้อ่าน

 

 

 

ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
2
4 มกราคม 2553

 

 

 

 

 

E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

www.alittlebuddha.com วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264