|
หมายเหตุ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ
ก็จะจะ
กับทัศนะของบุคคลผู้เขียนหนังสือธรรมะขายได้รับความนิยมในระดับที่เรียกว่า
เบสท์เซลเลอร์ ของวงการหนังสือธรรมะไทยเมื่อหลายปีก่อน
ประเด็นปลีกย่อยอื่นใดนั้น อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ จะไม่ขอวิจารณ์
เพราะเป็นเรื่องระหว่างตัวบุคคลซึ่งหลายเหตุผลก็ยังไม่กระจ่าง
เพราะแม้แต่นายดังตฤนเองก็พูดว่า
"ถ้าแฉกันทั้งหมดก็จะกระทบกันไปทั่ว"
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า
ข้อเขียนของนายดังตฤนทั้งหมดนี้มิใช่ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน
หากแต่เป็นข้อเท็จจริงเพียงบางส่วนของเรื่องราวทั้งหมดเท่านั้น
ซึ่งนายดังตฤนเองก็ยอมรับว่า เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของตัวเอง
เชื่อหรือไม่ ผู้อ่านต้องใช้วิจารณญาณเอาเอง ดังนั้น
เราจึงจะพูดถึงประเด็นที่น่าสนใจในข้อเขียนของนายดังตฤนเท่านั้น
ประเด็นที่จะนำเสนอเพื่อพิจารณาในที่นี้ก็คือ การที่นายดังตฤนระบุว่า "ก่อนหน้านี้ไม่มีใครในเมืองหลวงรู้จักหลวงปู่ดุลย์มาก่อนเลย
แต่เพราะพระปราโมชนำเอาหลวงปู่ดุลย์มาเสนอ ผู้คนจึงรู้จักหลวงปู่ดุลย์"
สรุปว่า หลวงปู่ดุลย์ดังเพราะพระปราโมช ซึ่งเป็นลูกศิษย์
การพูดแบบนี้ถือว่าอันตรายมากต่อระบบการศึกษาในพระพุทธศาสนา
ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตั้งสถาบันนี้ขึ้นมา โดยมีระบบการศึกษาผ่านการบวช
และการบวชนั้นก็ต้องมีพระอุปัชฌาย์และอาจารย์เป็นผู้ดูแลควบคุมอยู่ตลอดเวลา
ทรงกำหนดไว้แม้กระทั่งว่า ผู้ที่บวชเป็นพระแล้วต้องถือนิสัย
คือต้องอยู่ศึกษากับพระอุปัชฌาย์เป็นเวลาอย่างน้อย 5
ปี ที่เรียกว่าเป็นพระนวกะ
แต่การศึกษาที่พระและลูกศิษย์หลายรูปกำลังทำกันเกร่อในปัจจุบันนี้
กลับไม่มีการทำการศึกษาพระพุทธศาสนาผ่านระบบนี้ แต่มีการข้ามระบบ
คือไม่ต้องบวช แต่ก็สามารถศึกษาได้ โดยการตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรมขึ้นมา
เช่นตั้งชื่อว่า บ้านอารีย์ ดังนี้บ้าง
แล้วเชิญชวนประชาชนให้ไปปฏิบัติธรรมที่ศูนย์
ละเลยวัดวาอารามซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้
ปัจจุบันประชาชนชาวไทยกำลังเห่อธรรมะสายพันธุ์ใหม่
มีการตั้งชื่อให้สะดุดหูสะดุดตาต่อพุทธศาสนิกชน รวมทั้งเทกนิควิธีที่ใช้สอนก็สะดวกง่ายดาย
คล้ายๆ กับว่าถ้าอ่านหนังสือธรรมะดีๆ ซักเล่ม ฟังธรรมะดีๆ ซักบท
ก็จะทำให้บรรลุธรรมได้ทันที เหมือนการแกะซองบะหมี่หรือกาแฟสำเร็จรูป
เติมน้ำร้อน รอเวลาเพียง 3-5 นาที่
ก็อิ่มท้องแล้ว
จึงมีการจัดรูปแบบการปฏิบัติธรรมเป็นแพ็คเก็จ
มีศูนย์อาหารการกินและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
มีแม้กระทั่งอาหารมังสวิรัติไว้คอยบริการ ผู้ปฏิบัติธรรมเพียงแค่
"จ่ายเงิน" ก็จะได้รับความสะดวกสบายเหล่านั้นครบถ้วน แบบที่เรียกว่า
วันสะต็อป เซอร์วิส
เราจึงได้เห็นศูนย์ปฏิบัติธรรมสมัยใหม่ว่า
ส่วนใหญ่จะทำเป็นสถานที่สะดวกสบาย สวยงาม ร่มรื่นชื่นตา
ไม่ต่างไปจากสถานที่พักต่างอากาศ หรือรีสอร์ทหรูต่างๆ ที่ต้องมีเมมเบอร์ชิฟ
ต้องเป็นสมาชิกจึงจะสามารถเข้าไปรับบริการได้
เรื่องนี้ไม่ค่อยมีใครฉงนใจกัน หากแต่กลับนิยมชมชอบกัน
กลายเป็นกระแสที่ถ้าใครไม่รู้จัก ไม่ไป หรือไม่เคย ก็จะเป็นคนตกยุค
ตกรถไฟ หรือที่เรียกว่าตกเทรนด์
แต่แท้ที่จริงแล้ว
การปฏิบัติธรรมนั้นคือการฝึกฝนร่างกายและจิตใจให้เข้มแข็งไปตามลำดับภูมิปัญญาของแต่ละคน
การปฏิบัติธรรมจึงมิใช่เรื่องของความสะดวกสบาย
ไม่ว่าจะเป็นการสบายการหรือสบายใจ
หากแต่กลับเป็นการฝืนจิตฝืนใจตนอย่างเข้มงวด
มิใช่การเลือกปฏิบัติตามใจชอบดังที่เห็นในปัจจุบัน
กลับมาถึงเรื่องที่นายดังตฤนพูดว่า
"พระปราโมชไม่ได้อ้างชื่อครูบาอาจารย์ (หลวงปู่ดุลย์)
แต่กลับเป็นการสร้างชื่อให้ครูบาอาจารย์มากกว่า"
การพูดเช่นนี้ดูเหมือนจะจริง เพราะนายดังตฤนอ้างว่า
แต่ก่อนมานั้นไม่มีใครรู้จักหลวงปูดุลย์ แต่เพราะพระปราโมชน์นำท่านมาอ้างอิงหรือยกย่อง
จึงมีคนรู้จักหลวงปู่ดุลย์ผ่านพระปราโมชย์ มิใช่รู้จักพระปราโมชผ่านหลวงปู่ดุลย์
คำพูดเช่นนี้
ดูผิวเผินก็เหมือนจะจริง เพราะมีสถิติอ้างอิงไว้ด้วย
แต่ในความเป็นจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่
ทั้งนี้ต้องลำดับความไปให้ลึกกว่านั้นว่า
ก่อนหน้าจะมีความรู้จนสามารถตั้งตัวเป็นครูบาอาจารย์สอนคนได้ของพระปราโมชนั้น
พระปราโมชไปขอศึกษาหาความรู้จากครูบาอาจารย์ท่านไหน คำตอบก็คือ หลวงปู่ดุลย์
หลังจากเรียนจากหลวงปู่ดุลย์แล้ว
พระปราโมชจึงนำเอาความรู้ที่ได้รับสอนสั่งจากหลวงปู่ดุลย์มาสอนประชาชนอีก
และบ่อยครั้งก็อ้างอิงหลวงปู่ดุลย์ เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้แก่การสอนของตน
จนกระทั่งพระปราโมชมีชื่อเสียงขึ้น
เมื่อกระบวนการเกิด-โต
ของพระปราโมช เป็นดังนี้ ควรหรือที่จะพูดว่า
"พระปราโมชสร้างชื่อให้หลวงปู่ดุลย์ มิได้อ้างชื่อเลย"
ทั้งๆ
ที่ความเป็นจริงแล้ก็คือ พระปราโมชอ้างชื่อหลวงปู่ดุลย์จนตนเองดัง
แต่นายดังตฤนกลับเห็นเป็น
"หลวงปู่ดุลย์ดังเพราะพระปราโมช"
เป็นงั้นไป
ศิษย์เก่งกว่าครูนั้นมี
แต่ศิษย์ที่ดีไม่มีใครเขาพูดว่า
"อาจารย์ดังเพราะผม" แต่ผู้ดีเขานิยมพูดกันว่า
"ผมดังเพราะพ่อแม่ครูบาอาจารย์" มากกว่า
เว้นก็แต่นายดังตฤนเท่านั้นที่พูดตรงกันข้าม
นายดังตฤนอาจจะบอกว่า "ก็พระปราโมชมิได้พูดว่าหลวงปู่ดุลย์ดังเพราะพระปราโมช
สำหรับการพูดเช่นนี้เป็นความเห็นของผม-ดังตฤน
เพียงคนเดียว"
ดังนี้ก็ตาม แต่ในฐานะที่นายดังตฤนเป็นผู้มีชื่อเสียง
เขียนหนังสือธรรมะขายดิบขายดี ย่อมจะเป็นการชี้นำสังคมให้ไขว้เขว
ว่าการพูดของตนเองนั้นถูกต้อง ทั้งๆ คำพูดเช่นนี้
ไม่ว่าใครพูดก็ผิดหมดทุกคน
การพูดของนายดังตฤนจึงเป็นการแก้ตัวให้พระปราโมชมากกว่า
ทั้งยังเป็นการแสดงออกซึ่งภูมิความรู้และภูมิธรรมอย่างชัดแจ้ง
จึงเป็นที่น่าเสียดายว่า
คนที่อุตริเขียนหนังสือธรรมะขายจนมีชื่อเสียงโด่งดังนั้น
เมื่อเกิดกรณีใกล้ตัวขึ้นมาเช่นพระปราโมช
กลับใช้ตรรกะไปในทางที่ผิดพลาด เพื่อปกป้องตัวบุคคล
ซึ่งถ้าหากมีใครเชื่อถือโดยไร้การทักท้วง
ก็ย่อมจะเป็นบรรทัดฐานหรือข้ออ้างทางสังคมในอนาคตอีก
สรุปว่า
การแสดงทัศนะของนายดังตฤนครั้งนี้
น่าจะเป็นตัวช่วยเหลือให้พระปราโมชพ้นข้อครหา ทั้ง
"แอบอ้างครูบาอาจารย์"
และ
"ยกตนข่มท่าน"
แต่กลับเป็นการเพิ่มข้อหาให้แก่พระปราโมช
หรือเป็นการตอกย้ำให้ประชาชนได้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่า
ทั้งตัวพระปราโมชและนายดังตฤน ซึ่งกอดคอกินอุดมการณ์เดียวกันนี้
มีคติธรรม คุณธรรม ภายในห้วงลึกของจิตใจเป็นไฉน
ในฐานะที่ตั้งตัวเองเป็นถึงศาสดาแห่งการปฏิบัติธรรมวิธีใหม่
"วิธีดูจิต"
แต่พอเผยจิตของศาสดาออกมากลับกลายเป็นความอกตัญญู ไม่รู้คุณคน
แถมยังยกตนข่มท่านอย่างหน้าด้านๆ ด้วย คงไม่ต้องบอกหรอกนะว่า
พวกนี้คือหมาจิ้งจอกในคราบราชสีห์
และที่น่าเสียดายอย่างยิ่งก็คือ
เสียดาย คนตายไม่ได้อ่าน
|