ข่าวสารจากทั่วโลก อะลิตเติ้ล บุ๊ดด่ะ ดอทคอม พร้อมนำเสนอแด่แฟนๆ ทุกท่าน ด้วยความยินดีที่ท่านให้เกียรติมาเยือน

 

 

พักดูจิต !

พระปราโมชหันมาดูข่าวแทน
ขยันขันแข็ง แก้ตัว
3 วัน 9 ฉบับ

 

แต่แหมดูแล้ว ยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง
เพราะเขาถามอย่างหนึ่ง แต่ไพล่ไปตอบอีกอย่างหนึ่ง

 

เป็นถึงพระสอนกรรมฐาน แต่ไม่เข้าใจคำถามเบสิก
ก็เลยเข้าตำรา
"ไปไหนมา สามวาสองศอก" ยิ่งแจงก็ยิ่งมั่ว

 

เช่น ข้อหาว่า พระปราโมชเคยพยากรณ์โสดาปัตติผลให้แก่ศิษย์ 6 คน

พระปราโมชตอบว่า นเองไม่เคยพยากรณ์อริยผลให้ผู้หนึ่งผู้ใ โดยอ้างเหตุผลว่า “เอกสิทธิ์ในการพยากรณ์มรรคผลเป็นของพระพุทธเจ้าเท่านั้น” ตอบอย่างนี้ก็เท่ากับว่า พระปราโมชยอมรับว่าตนเองได้บรรลุมรรคผล หรือสามารถจะพยากรณ์มรรคผลได้ แต่ที่ไม่พยากรณ์เพราะเป็นของสงวนสิทธิ์สำหรับพุทธเจ้า

ข้อหาเรื่องอวดอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ ที่พระปราโมชคุยอยู่บ่อยๆ นั้น ก็เป็นประเด็นสำคัญ วันนี้พระปราโมชอ้อมแอมบอกว่า "พูดจริง แต่..เป็นอุบายแก้ง่วง" แต่คนที่ฟังเขาไม่ได้คิดว่าเป็นอุบาย เพราะพระปราโมชไม่เคยบอกว่าเป็นอุบาย หากแต่คุยเป็นคุ้งเป็นแควเป็นประจำ ใครจะคิดว่าเป็นอุบาย นี่ถ้าเขาไม่โจทก์ท่าน ท่านก็ยังจะคุยต่อไปอีกใช่หรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้มิใช่หรือที่ทำให้ผู้คนเขาเชื่อว่าท่านเป็นพระอริยะเจ้า

ทีนี้เมื่อมีญาติโยมเขาได้ฟังคารมเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์จากท่าน ก็พากันเลื่อมใสและเล่าลือกันไปต่างๆ นานา ว่า "พระอาจารย์ปราโมชเป็นพระอริยะบุคคล" พระปราโมชได้ยินได้ฟัง ถ้าเป็นผู้ซื่อตรงต่อพระธรรมวินัยจริง ถ้ายังไม่ได้บรรลุมรรคผลดังที่เขาเล่าอ้าง ก็ควรบอกลูกศิษย์ตรงๆ ว่า "ตนเองมิใช่พระอริยเจ้า" แต่พระปราโมชกลับทำเป็นอมภูมิสะบัดสำนวนใหม่ว่า "ไม่สมควรจะคิด" พูดอย่างนี้ก็ยิ่งทำให้คนที่มีศรัทธาเขาคิดหนักเข้าไปอีก นี่คือการฉวยโอกาสบนศรัทธาของสาธุชนอย่างเห็นชัด มิใช่เฉพาะในการสอนธรรมโดยปกติของพระปราโมชเท่านั้น หากแต่ในแถลงการณ์ของสวนสันติธรรมเมื่อเกิดการโจทย์ฟ้องขึ้นแล้ว พระปราโมชก็ยังคงแก้ตัวเช่นนี้ ชี้ให้เห็นว่าท่านทำจนเป็นอาจิณกรรม แบบว่าหลงตัวลืมตนไปแล้วนั่นเอง

เรื่องการแสดงธรรมด้วยการดูถูกเหยียดหยามสำนักอื่นๆ ที่เรียกว่า "ยกตนข่มท่าน" นั้น พระปราโมชปฏิเสธว่า "ไม่เคยทำเลย มีแต่ยกย่องด้วยซ้ำ" แต่แปลกว่า ในท้ายของข้อ 1 นั้น พระปราโมชกลับประกาศ "ขอขมาอภัยถ้าหากว่าสำนักต่างๆ รู้สึกว่าถูกกระทบ" นี่ก็แปลกยิ่งนัก ถามว่า ในเมื่อไม่เคยทำผิด แต่ขอโทษเรื่องอะไร ? อ่านดูแล้วขัดแย้งกันเองอย่างเห็นได้ชัด เพราะส่วนใหญ่แล้วมีแต่คนที่ทำผิด แต่ไม่ยอมรับผิด แต่พระปราโมชกลับเล่นมุกใหม่ว่า "ไม่เคยทำผิด แต่ยินดีรับผิด" อืม ! สปิริตน่าเลื่อมใสจริงๆ

 

 

 

ถี่ยิบ ! คำชี้แจงของพระปราโมช
ออกมาจนนักอ่านตาค้าง ว่าท่านทำได้ไง ฝีมือนะเนี่ย

 

 

 

ส่วนนี่ต้องเรียกว่า 1 ต่อ 9
เพราะบ้านอารีย์ออกแถลงการณ์เพียง 1 ฉบับ
แต่พระปราโมชออกแล้ว 9 ฉบับ เกทับเห็นๆ
อาจจะอาศัยสูตรที่ว่า ขยันชกย่อมได้แต้มมากกว่า

 

คำชี้แจงของสวนสันติธรรม ฉบับที่ 9
เรื่อง ข้อกล่าวหาบางเรื่อง

 

ตามที่มีผู้กล่าวติเตียน หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ในประเด็นต่างๆ หลายเรื่อง บางเรื่องสวนสันติธรรมได้แยกชี้แจงไว้ต่างหากแล้ว ส่วนกรณีที่ยังไม่ได้ ชี้แจง ก็ขอ ชี้แจง เป็นข้อๆ ดังนี้คือ .-

          
1. การแสดงธรรมกระทบสำนักอื่นแทบจะทุกสำนัก ในลักษณะที่สื่อให้เห็นว่า การปฏิบัติของสำนักอื่นๆนั้นยังมีข้อบกพร่อง ยังไม่สมบูรณ์ ต้องเสริมด้วยวิธีของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

          คำชี้แจง หลวงพ่อปราโมทย์ไม่เคยคิดจะแสดงธรรมเพื่อติเตียนแนวทางการปฏิบัติของสำนักอื่น แต่กล่าวเนืองๆ ว่า
“ไม่มีวิธีการปฏิบัติแบบใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนแม้แต่การดูจิต แต่มีวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล” และ “ผู้ปฏิบัติพึงเลือกรูปแบบของวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมกับตนเอง วิธีใดทำแล้วเกิดสติ สมาธิ และปัญญาก็ใช้ได้ทั้งนั้น” สิ่งที่หลวงพ่อปราโมทย์ตั้งใจจะชี้ชวนให้เพื่อนนักปฏิบัติเห็นก็คือ ทำอย่างไรจะก้าวข้ามจากการติดเปลือกคือรูปแบบของการปฏิบัติ เพื่อให้เข้าถึงแก่นธรรมตามที่ครูบาอาจารย์ท่านต้องการสื่อ ซึ่งแต่ละสำนักล้วนแต่ดีๆ ด้วยกันทั้งนั้น

          อย่างไรก็ตาม หากคำพูดหรือการกระทำใดๆ ของหลวงพ่อปราโมทย์ จะทำให้ครูบาอาจารย์ของสำนักต่างๆ รู้สึกว่าถูกกระทบ หลวงพ่อปราโมทย์ก็ขอกราบขอขมามา ณ โอกาสนี้ด้วย
 




          
2. มีการตัดต่อ ตัดตอน ลบ เก็บสื่อการสอนอยู่เป็นระยะๆ

          คำชี้แจง การแสดงธรรมด้วยวาจากับผู้ฟังธรรมที่อยู่ต่อหน้า แตกต่างจากการเผยแพร่ธรรมทางสื่อ เพราะการแสดงธรรมที่ผู้ฟังนั่งอยู่เฉพาะหน้า หากมีประเด็นที่อธิบายยังไม่ชัดเจน หรือผู้ฟังมีข้อสงสัยประการใดก็สามารถสอบถามผู้แสดงธรรมได้ทันที จึงต่างจากการใช้สื่อที่ต้องพิถีพิถันตัดส่วนที่ไม่ชัดเจน ส่วนที่อาจมีประเด็นที่ต้องซักถามเพิ่มเติม หรือส่วนที่หากฟังไม่ดีก็อาจเข้าใจผิดได้ ออก เพราะผู้ฟังทางสื่อไม่มีโอกาสถามปัญหาข้อสงสัยใดๆ ได้
 




          
3. มีการกล่าวหว่านล้อม โน้มน้าว ชักจูง ทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ว่า หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งแล้ว รวมถึงเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ

          คำชี้แจง ในความเป็นจริงหลวงพ่อปราโมทย์ไม่ได้กระทำเช่นนั้น เพียงแต่บางคราวได้เล่าถึงการละกิเลสของพระอริยบุคคลแต่ละชั้น ซึ่งก็เป็นไปตามพระไตรปิฎก และบางทีก็บอกเล่าถึงสิ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านเล่าให้ฟังมา ส่วนเรื่องอิทธิปาฏิหารย์ต่างๆ ที่ได้ยินได้ฟังหรือพบเห็นมา ก็เป็นเพียงส่วนเสริมเพื่อ “แก้เบื่อ” หรือ
“แก้ง่วง” ของผู้ฟังธรรมเป็นครั้งคราวเท่านั้น ซึ่งวิธีการแสดงธรรมโดยเล่าเรื่องเช่นนี้ เป็นเรื่องปกติมาแต่ครั้งโบราณกาล แม้ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาก็มีเรื่องจำพวกนี้อยู่มาก อันเป็นการอนุเคราะห์แก่ผู้ฟังเท่านั้น

 

สำหรับการที่ญาติโยมจะคาดเดาเอาว่า หลวงพ่อปราโมทย์บรรลุคุณธรรมขั้นใดนั้น หลวงพ่อปราโมทย์ก็ได้ปรามอยู่เนืองๆ ว่าไม่สมควรคิด เพราะในยุคนี้ไม่มีผู้ใดมีสิทธิพยากรณ์มรรคผลได้ ในเมื่อพระพุทธเจ้าไม่ได้ดำรงพระชนม์อยู่แล้ว จุดสำคัญที่หลวงพ่อปราโมทย์เน้น ไม่ใช่การ “ได้เป็น ได้มีอะไร” แต่อยู่ที่การ “ละกิเลสได้” เท่านั้น
 




          
4. แก่นการสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ใช้การทักวาระจิต ทายใจเป็นหลัก และเป็นการใช้อย่างสม่ำเสมอ ในทุกคราวของการแสดงธรรม ทำให้เกิดการเสพติดของนักปฏิบัติ และเป็นวิถีทางการปฏิบัติแบบใหม่ ที่ผู้ปฏิบัติเพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์จำนวนมาก ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ก็ไม่อนุญาตให้พระลูกศิษย์รูปใดกระทำเช่นนั้น และการบอกสภาวะของหลวงพ่อปราโมทย์ก็ผิด พึ่งพาอะไรไม่ได้

          คำชี้แจง

          4.1 ผู้ตั้งประเด็นไม่เข้าใจว่าอะไรคือแก่น และอะไรคือวิธีการ จึงไม่เคยเข้าใจหลวงพ่อปราโมทย์อย่างที่ผู้คนอีกมากมายเข้าใจกัน

          4.2 แท้จริงแก่นคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์คือการเจริญไตรสิกขา (ศีล สมาธิและปัญญา) แต่ต้องเจริญด้วยความมีสติกำกับตลอดสายของการปฏิบัติ ซึ่งการที่บุคคลจะเกิดสติได้เนืองๆ จะต้องจดจำลักษณะเฉพาะ(วิเสสลักษณะ)ของรูปนามแต่ละอย่างได้แม่นยำ โดยการหัดรู้หัดดูสภาวะด้วยตนเองเนืองๆ ก็เมื่อศิษย์ที่หัดรู้หัดดูสภาวะแล้วเกิดความไม่แน่ใจ หรือจิตใจไปติดค้างอยู่กับสภาวะอย่างหนึ่งอย่างใด ก็ชอบที่ครูบาอาจารย์จะเมตตาอนุเคราะห์ชี้แจงให้ทราบเมื่อจำเป็น

          4.3 แม้ในสมัยที่หลวงพ่อปราโมทย์ศึกษาธรรมอยู่กับครูบาอาจารย์ ท่านก็บอกสภาวะที่หลงไปติดไปข้องให้เช่นกัน เช่น
หลวงปู่สิม เคยเตือนหลวงพ่อปราโมทย์ไม่ให้ติดอยู่กับอารมณ์ภายในที่ละเอียด โดยที่ไม่ต้องถามอะไรท่านเลย และท่านอาจารย์พระมหาบัว เคยเตือนว่า "ที่ว่าดูจิตนั้น ตอนนี้ดูไม่ถึงจิตแล้ว” เป็นต้น ดังนั้นการที่ครูบาอาจารย์แนะนำในเรื่องของสภาวะ จึงไม่ใช่เรื่องการปฏิบัติแบบใหม่อย่างที่ผู้ตั้งประเด็นเข้าใจผิด

          4.4 ศิษย์ของหลวงพ่อปราโมทย์มีจำนวนมากมาย ส่วนใหญ่อาศัยเพียงการอ่านหนังสือหรือฟัง CD แต่สามารถปฏิบัติจนเห็นผลความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจได้ด้วยตนเอง โดยไม่มีโอกาสถามเรื่องสภาวะหรือสิ่งใดจากหลวงพ่อปราโมทย์เลย และแม้คนที่มีโอกาสถาม หากถามเพราะเสพติดก็จะถูกหลวงพ่อปราโมทย์กระหนาบทันที เนื่องจากหลวงพ่อปราโมทย์เน้นการพึ่งตนเองเป็นหลัก และไม่ชอบให้ศิษย์เคลิบเคลิ้มติดอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดแม้กระทั่งองค์ท่าน อนึ่งถ้าสังเกตให้ดี เราจะพบนักเสพติดครูบาอาจารย์อยู่ในสำนักปฏิบัติธรรมทั่วไป ดังนั้นการจะติดหรือไม่ จึงอยู่ที่ความเข้มแข็งหรืออ่อนแอทางจิตใจของแต่ละคนเป็นสำคัญ ไม่ได้เสพติดเฉพาะการมาคอยถามสภาวะจากหลวงพ่อปราโมทย์เท่านั้น

          4.5 ไม่เฉพาะหลวงปู่ดูลย์ที่ไม่อนุญาตให้ลูกศิษย์ดูจิตผู้อื่น ถึงหลวงพ่อปราโมทย์ก็เจริญรอยตามหลวงปู่ดูลย์เช่นกัน เพราะได้ย้ำเตือนอยู่ตลอดเวลาว่าให้ดูจิตตนเอง แม้แต่
“ผู้ที่ออกประกาศตั้งข้อติเตียนหลวงพ่อปราโมทย์ในคราวนี้” ก็เคยถูกหลวงพ่อปราโมทย์ห้ามปรามมาแล้วว่าอย่าดูจิตผู้อื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่มีพยานรู้เห็นอยู่หลายคน

          4.6 หลวงพ่อปราโมทย์บอกสภาวะผิดหรือถูก เจ้าตัวย่อมรู้ด้วยตนเอง แต่มีความจริงอยู่อย่างหนึ่งคือ บางสิ่งที่ครูบาอาจารย์บอกนั้น บางคราวต้องใช้เวลาอีกหลายวัน หลายเดือน หรือหลายปี จึงจะเห็น หรือทำตามที่ครูบาอาจารย์บอกได้
 




          
5. แนวทางการสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ไม่มีขั้นตอนการปฎิบัติที่ชัดเจน จึงต้องอาศัยการถามตอบเป็นหลักนั้น ทำให้ไม่มีมาตรฐานทางธรรม เกิดความฟุ้งซ่านขึ้นกับผู้ปฎิบัติ

          คำชี้แจง

          5.1 แนวคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์มีขั้นตอนการปฏิบัติที่ชัดเจน คือหลักไตรสิกขา และมีเหตุมีผลในทุกประเด็น ทำให้ผู้ที่มีใจเปิดกว้างสามารถยอมรับคำสอนได้เร็วและแม่นยำ และเกิดความศรัทธาในพระพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาที่สมบูรณ์ด้วยเหตุผล สำหรับการแสดงธรรมแม้ในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าก็ทรงใช้วิธีถามตอบอยู่บ่อยครั้ง จนผู้ฟังเข้าใจหลักการและวิธีการแจ่มแจ้งแล้วจึงไปลงมือปฏิบัติ และมีหลายต่อหลายกรณีที่ท่านใช้การถามตอบปัญหา จนผู้ฟังบรรลุมรรคผลได้

          5.2 สำหรับผู้ที่ถามปัญหา เขาย่อมรู้สึกว่าเขาจำเป็นจะต้องถาม
จึงไม่ควรไปตำหนิว่าเขาฟุ้งซ่าน ส่วนบางคนที่ถามด้วยความฟุ้งซ่านจริงๆ หลวงพ่อปราโมทย์ก็ไม่ตอบคำถามอันไม่เกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัตินั้น

          5.3 ที่ว่าหลวงพ่อปราโมทย์สอนไม่มีมาตรฐานทางธรรมนั้น ยังไม่ชัดเจนว่าคำว่า
“มาตรฐานทางธรรม” หมายความว่าอย่างไร แต่สวนสันติธรรมเห็นว่าคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์มีมาตรฐาน เพราะพยายามให้สอดคล้องกับพระปริยัติธรรมมากที่สุด
 




          
6. คำตอบที่ได้จากหมู่ผู้สอนที่ได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อปราโมทย์ให้สอน ก็ขัดแย้งกันเอง จนนำมาซึ่งความสับสน เหนื่อยหน่าย เสื่อมความเพียรในการมุ่งหน้าเข้าสู่การปฎิบัติที่แท้จริง ขาดศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของตนเอง ในการจะปฎิบัติธรรมให้ได้ผล

          คำชี้แจง

          6.1 การสอนกรรมฐานนั้น ไม่มีครูบาอาจารย์องค์ใด ท่านใด หรือผู้ช่วยสอนคนใดที่ได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อปราโมทย์ ที่จะสอนเหมือนกันทุกอย่าง เพราะจริตนิสัยและประสบการณ์การปฏิบัติของอาจารย์แต่ละท่านย่อมจะแตกต่างกัน เช่นหลวงปู่ดูลย์เน้นให้ดูจิต ในขณะที่ครูบาอาจารย์อีกหลายองค์เน้นให้ดูกาย ดังนั้นผู้เรียนจึงต้องเลือกอาจารย์ให้เหมาะกับตนเอง การเรียนกับหลายอาจารย์จนเกิดความสับสนแล้วจะบ่นว่าอาจารย์สอนต่างกัน จึงเป็นความบกพร่องของผู้เรียนเอง ไม่ใช่ความบกพร่องของอาจารย์ ด้วยเหตุนี้เองหลวงพ่อปราโมทย์จึงบอกอยู่เสมอว่า จะเรียนอย่างใดก็เอาสักอย่างหนึ่ง มิฉะนั้นจะเอาดีไม่ได้เลย

          6.2 ผู้ศึกษาธรรมแนวหลวงพ่อปราโมทย์อย่างแท้จริงจำนวนมาก จะเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นจนตนเองและผู้แวดล้อมรู้สึกได้ ความทุกข์ในชีวิตลดลง มีความสุข และเห็นผลการปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดศรัทธาแน่นแฟ้นในพระพุทธศาสนา อันนำไปสู่ความมีฉันทะที่จะพากเพียรปฏิบัติธรรมให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ส่วนบางคนที่ไม่ชอบใจแนวทางที่หลวงพ่อปราโมทย์สอน ก็สามารถเปลี่ยนไปปฏิบัติในแนวทางอื่นได้เสมอ เพราะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ทุกคนที่ศึกษาแนวทางนี้จะได้ผลเท่ากันทุกคน
 




          
7. หลวงพ่อปราโมทย์ดูแคลนแนวทางการปฎิบัติที่ทำความเพียรในรูปแบบ และข้อวัตรปฎิบัติต่างๆ ของครูบาอาจารย์ต่างสำนัก ทำนองว่าเป็นทุกขาปฎิปทา ไม่เหมาะกับปัญญาชนคนเมือง ทำให้ล่าช้า สู้การทำความเพียรด้วยการฟังซีดีของท่านบ่อย ๆ ไม่ได้ นอกจากนั้น ท่านยังไม่ส่งเสริมการสวดมนต์ การทำวัตรเช้าเย็น ซึ่งถือว่าขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับปฏิปทาของครูบาอาจารย์ ยังมีข้อวัตรต่างๆ ที่ท่านละเลย เช่น การบิณฑบาตร เป็นต้น

          คำชี้แจง

          7.1 ผู้ตั้งประเด็นคงไม่เคยฟังคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ จึงไม่ทราบว่า หลวงพ่อปราโมทย์เน้นให้ทำความเพียรตามรูปแบบ หรือแม้กระทั่งการทำสมถกรรมฐาน เพียงแต่บางคนที่ทำความสงบแบบเคร่งเครียดหรือติดความซึมเซาเท่านั้น ที่จะให้หยุดการทำสมถกรรมฐานไว้ชั่วคราวก่อน เมื่อตั้งสติได้แล้ว ก็ต้องกลับมาทำใหม่

          7.2 หลวงพ่อปราโมทย์ไม่ได้ดูแคลนผู้ที่มีทุกขาปฏิปทา และทุกขาปฏิปทาก็ไม่ได้เกี่ยวกับการเป็นคนเมืองหรือคนชนบท แต่เกี่ยวกับระดับความรุนแรงของกิเลสของบุคคลนั้น

          7.3 หลวงพ่อปราโมทย์ไม่เคยกล่าวว่าการฟัง CD คือการทำความเพียร แต่กล่าวว่าการทำความตั้งมั่นของจิต และการมีสติรู้รูปนามตามความเป็นจริงต่างหาก คือการทำความเพียร

          7.4 หลวงพ่อปราโมทย์ส่งเสริมการทำวัตรสวดมนต์ ทั้งในสวนสันติธรรมและทั้งผู้ปฏิบัติที่อยู่ตามบ้าน เพียงแต่ไม่เน้นการสวดมนต์พร้อมกันเท่านั้น ซึ่งวัดกรรมฐานหลายแห่งก็ใช้หลักการอันนี้ เพื่อไม่ให้ผู้ปฏิบัติต้องคลุกคลีกันมาก แต่ให้ปลีกตัวเร่งความเพียรให้เต็มที่ตามอัธยาศัย สำหรับเรื่องการออกบิณฑบาตนั้น สวนสันติธรรมได้มีคำชี้แจงไว้ต่างหากแล้ว
 




          
8. การดูจิตในชีวิตประจำวันไปเลย โดยละเลยการปฏิบัติในรูปแบบ และการทำสมถะซึ่งเป็นพื้นฐานที่ก่อให้เกิดความตั้งมั่นของจิต ทำให้ไม่มีกำลังที่จะใช้ดูจิต ถูกอารมณ์ลากพาไป ซึ่งครูบาอาจารย์สำนักต่างๆ หลายสำนัก ล้วนมีความเห็นตรงกันว่า การทำสมถะมีความจำเป็นสำหรับทุกคน มิใช่บางคนเท่านั้น

          คำชี้แจง

          8.1 หลวงพ่อปราโมทย์เน้นอยู่ตลอดเวลาว่า ต้องรู้อารมณ์ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง และเน้นทั้งการเจริญสติในชีวิตประจำวันและการทำตามรูปแบบ

          8.2 ส่วนที่ว่าครูบาอาจารย์หลายสำนัก เน้นว่าการทำสมถกรรมฐานจำเป็นสำหรับทุกคนนั้น ก็น่ารับฟังไว้ ในขณะที่ครูบาอาจารย์บางสำนัก ไม่ให้ทำสมถกรรมฐานเลยก็มี ส่วนหลวงพ่อปราโมทย์จะสอนแบบผสมผสาน คือใครควรทำสมถกรรมฐานก่อนก็ทำ ใครควรหัดเจริญสติไปก่อนก็ทำ แต่สุดท้ายก็ต้องมีทั้งความสงบและปัญญา แต่เพียงระดับความลึกของความสงบไม่เท่ากันเท่านั้น
 




          
9. เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหลวงพ่อมนตรีและหลวงพ่อปราโมทย์

          คำชี้แจง สวนสันติธรรมได้ชี้แจงข้อเท็จจริง ในคำชี้แจงที่ออกไปก่อนหน้านี้แล้ว
 




          
10. หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช มีปฏิปทาสวนทางกับพระพุทธวจนะ ว่าด้วยการพยากรณ์อริยะผล ซึ่งเป็นวิสัยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น เป็นที่รับทราบกันดีว่ามีการพยากรณ์โสดาปัตติผลให้แก่ลูกศิษย์จำนวนอย่างน้อย 6 ราย

          คำชี้แจง
หลวงพ่อปราโมทย์ไม่เคยพยากรณ์อริยผลให้ผู้หนึ่งผู้ใด และกล่าวอยู่เนืองๆ ว่า “เอกสิทธิ์ในการพยากรณ์มรรคผลเป็นของพระพุทธเจ้าเท่านั้น” อย่างมากก็ยอมรับว่าบุคคลผู้นั้นมีความเข้าใจธรรมะพอจะช่วยสอน หรือพอจะปฏิบัติด้วยตนเองต่อไปได้เท่านั้น

          สวนสันติธรรมเห็นว่า กลุ่มผู้ตั้งประเด็นโจมตีหลวงพ่อปราโมทย์
ควรศึกษาสิ่งที่หลวงพ่อปราโมทย์สอน ให้เข้าใจถ่องแท้เสียก่อน มิฉะนั้นจะกลายเป็นการ "ด่วนตัดสินผู้อื่นด้วยความรู้สึก" แทนข้อเท็จจริง

 

 

ข่าว : สวนสันติธรรม
21 มกราคม 2553

 

 

 

 

 

E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

www.alittlebuddha.com วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264