|
คำชี้แจงของสวนสันติธรรม ฉบับที่ 8
เรื่อง
การสร้างข้อมูลเท็จเพื่อใส่ร้ายป้ายสี
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
ตลอดเวลาประมาณ
2 ปีที่ผ่านมา
ได้มีการสร้างข้อมูลเท็จนานาชนิดเพื่อสร้างความเสื่อมเสียให้กับ
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
จนมีข่าวความเสื่อมเสียมากมายหลายเรื่องด้วยกัน
ซึ่งค่อนข้างเหลือเชื่อว่าใครจะเลวร้ายได้สมบูรณ์แบบปานนั้น
และช่างเป็นคนร้ายที่แสนโง่ ที่ปล่อยให้คนจับผิดได้เป็นรายวัน
ข่าวความเสื่อมเสียทั้งหลายนั้น พอจะจำแนกได้หลายประเภทคือ
(1)
ความเลวร้ายก่อนที่จะบรรพชาอุปสมบท
เพื่อปูพื้นให้เห็นว่าหลวงพ่อปราโมทย์ชั่วร้ายโดยสันดาน
เมื่อบวชแล้วก็คงจะชั่วร้ายต่อไป
(2)
ความเลวร้ายในขณะครองเพศบรรพชิต
เช่นการดูถูกเหยียดหยามครูบาอาจารย์ของตนเอง และครูบาอาจารย์สำนักอื่นๆ
การมีปัญหาเรื่องผู้หญิง การมีปัญหาเรื่องฉ้อโกง
ทั้งโกงเงินวัดและเงินของญาติโยม ด้วยวิธีการนานาชนิด
และการสอนกรรมฐานด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม ฯลฯ
ถ้าจะประมวลความชั่วร้ายทั้งหมด น่าจะต้องใช้เวลาพูดหลายชั่วโมงทีเดียว
การสร้างข่าวความเลวร้ายเกือบทั้งหมดจะมีลักษณะสำคัญ 2
อย่างคือ (1) การบิดเบือนข้อมูลเก่า และ (2) การสร้างข้อมูลใหม่
กล่าวคือ
1.
การบิดเบือนข้อมูลเก่า
จะเป็นการนำข้อมูลที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย หรือไม่ปะติดปะต่อ
มาบอกเล่าผ่านการพูด การเขียนหนังสือ การส่งอีเมล์ การโพสต์ความเห็น
ฯลฯ โดยแต่งเติมและบิดเบือนให้ทุกอย่างเลวร้ายไปหมด
เช่นเมื่อหลวงพ่อปราโมทย์เล่าว่า
“เคยศึกษาธรรมะของท่านอาจารย์พุทธทาส
แล้วเกิดมิจฉาทิฐิโดยสำคัญผิดว่าท่านสอนว่าตายแล้วสูญ
ทั้งนี้เพราะศึกษาคำสอนของท่านอย่างไม่ถ่องแท้”
ก็บิดเบือนเป็นว่า
“หลวงพ่อปราโมทย์ปรามาสว่าท่านพุทธทาสภิกขุเป็นมิจฉาทิฐิ”
หรือเมื่ออ่านข้อเขียนสมัยที่หลวงพ่อปราโมทย์ยังเป็นฆราวาส
ก็โจมตีว่าเป็นการหลอกลวง ซึ่งการพูดอย่างสบายปากเช่นนั้น
ไม่มีหลักฐานใดๆ มารองรับเลย
2.
การสร้างข้อมูลใหม่
หลายกรณีโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่เป็นความผิดร้ายแรงสำหรับพระ
จะมีการสร้างเรื่องและเผยแพร่ออกไปทาง
internet
บ้าง การพูดคุยบ้าง
เมื่อข่าวแพร่ไปกว้างขวางจนไม่ว่าจะไปที่ใดก็มีคนพูดถึงเรื่องนั้น
ก็จะเกิดภาพลวงตาว่าน่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะใครๆ ก็รู้เหมือนๆ กัน
เช่นเรื่องที่ว่าหลวงพ่อปราโมทย์เขียนอีเมล์ไปเล่าเรื่องความลามกให้คุณดังตฤณฟัง
ทั้งที่ผู้มีวิจารณญาณแม้เพียงเล็กน้อยก็น่าจะได้คิดว่า
หากหลวงพ่อปราโมทย์จะทำชั่วเช่นนั้นจริง ที่ไหนจะโอ้อวดให้คนอื่นรู้
บางกรณีก็ไม่ใช่เพียงการพูดหรือการเขียน
แต่ถึงกับมีการลงทุนจัดฉากเพื่อบันทึกภาพและเสียง
เช่นมีการปล่อยข่าวว่าหลวงพ่อปราโมทย์เรียกร้องเงินทองจากหญิงคนหนึ่งซึ่งป่วยหนัก
เพื่อแลกกับการช่วยรักษาโรคให้
ซึ่งเมื่อแรกที่สงฆ์สวนสันติธรรมได้ยินเรื่องนี้
ก็คิดว่าเป็นข่าวลืออย่างเลื่อนลอยเช่นเดียวกับข่าวอื่นๆ
ต่อเมื่อทบทวนซ้ำแล้วซ้ำอีก
จึงนึกได้ว่ามีการจัดฉากในเรื่องนี้ขึ้นจริงๆ
โดยในวันหนึ่งขณะที่หลวงพ่อปราโมทย์สอนญาติโยมและสนทนากับพระอาคันตุกะเสร็จแล้ว
และสงฆ์พากันกราบพระประธานในศาลาใหญ่พร้อมกันแล้ว
ได้มีพระกราบเรียนหลวงพ่อปราโมทย์ก่อนจะกลับเข้าห้องพักว่า
ขอให้เมตตาช่วยรับปัจจัยทำบุญของหญิงผู้หนึ่งซึ่งป่วยหนักใกล้ตาย
และญาติพาตัวมา เพื่อสงเคราะห์ให้เธอผู้นั้นได้ชื่นใจ
(ปกติหลวงพ่อปราโมทย์ไม่รับการถวายสิ่งใดโดยตรงจากญาติโยมเพราะไม่ค่อยมีเวลา)
เมื่อหลวงพ่อปราโมทย์ถามพระว่า “เป็นใครหรือ?” พระก็ตอบว่า
“ไม่เคยเห็นหน้า”
จากนั้นพระได้เรียกคณะของคนป่วย (มีประมาณ 4 คน)
ให้มาถวายใบปวารณาที่ริมอาสนะสงฆ์ซึ่งมีคนเดินผ่านไปมาวุ่นวายอยู่ด้านข้าง
โดยทั้งผู้ถวายและหลวงพ่อปราโมทย์ต่างก็ยืนอยู่ในที่เปิดเผยนั้นเอง
จุดที่น่าประหลาดใจก็คือ
มีหญิงคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ด้านขวามือของหลวงพ่อปราโมทย์
ได้ขออนุญาตถ่ายภาพและต่อด้วยการถ่ายวีดิโอด้วยกล้องถ่ายรูป
แต่อีกคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ทางด้านซ้ายได้ยื่นโทรศัพท์มือถือเข้ามาใกล้หลวงพ่อปราโมทย์เพื่อบันทึกเสียง
ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเห็นใครทำกันอย่างนั้น
เพราะราวกับจะรุมกันบันทึกข้อมูลอย่างเต็มที่
และเมื่อหญิงสูงอายุที่ว่าเป็นคนป่วย
ยื่นพานถวายใบปวารณาและหลวงพ่อปราโมทย์รับแล้ว
หญิงอีกคนหนึ่งที่ยืนประคองหญิงสูงอายุอยู่ทางด้านหลัง
ได้ถามนำขึ้นในทำนองว่า
“ทำบุญแล้วจะหายป่วยไหมคะ”
ซึ่งคำถามเช่นนี้เป็นการบีบให้พระจำเป็นต้องพูดให้กำลังใจ
เพราะคงไม่มีพระที่ไหนใจร้ายพอที่จะกล่าวว่า
“ตายแน่”
หลวงพ่อปราโมทย์ก็ต้องตอบไปด้วยความเมตตาในทำนองที่ว่า
“ทำบุญแล้วก็หายป่วยได้”
และหลวงพ่อปราโมทย์ได้อธิบายขยายความให้อีกหน่อยหนึ่งว่า
“แต่ขอให้คิดถึงบุญที่ทำแล้วบ่อยๆ จนจิตเกิดปีติ
เมื่อจิตเกิดปีติแล้วโรคภัยบางอย่างก็พอจะหายได้”
จากนั้นหลวงพ่อปราโมทย์ก็ส่งใบปวารณาให้พระซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ
โดยไม่ได้สนใจด้วยซ้ำไปว่าใบปวารณานั้นลงชื่อใครและเขียนยอดเงินไว้เท่าใด
เพราะหลวงพ่อปราโมทย์มีปกติขึ้นชื่อว่าไม่เน้นให้ลูกศิษย์ถวายเงินทอง
แต่เน้นให้ปฏิบัติถวาย
สวนสันติธรรมเข้าใจว่า
จะเป็นเหตุการณ์รายนี้เอง
ที่อาจมีการนำภาพและเสียงไปต่อเติมเสริมแต่งเรื่องราวและตัดต่อ
ให้กลายเป็นว่าหลวงพ่อปราโมทย์หลอกลวงให้มาทำบุญ
เพื่อแลกกับการรักษาโรค
สวนสันติธรรม
ขอให้เพื่อนชาวพุทธทบทวนเรื่องราวเกี่ยวกับพระภิกษุผู้มีชื่อเสียง
และถูกกล่าวโทษร้ายแรงในอดีตดูเถิดว่า
แต่ละท่านถูกโจมตีด้วยข่าวร้ายแรงเพียงไม่กี่เรื่อง
และกว่าจะหาข้อมูลมาเปิดโปงได้ก็ต้องใช้ความพยายามมากมาย
แต่กรณีหลวงพ่อปราโมทย์กลับปรากฏข่าวความเสียหายผ่านทาง
internet
เป็นรายวันและต่อเนื่องเป็นปีๆ ซึ่งหากหลวงพ่อปราโมทย์ทำผิดจริง
ก็ต้องนับว่าเป็นคนที่ทำความชั่วได้มากมายในทุกด้าน
และเป็นการทำความผิดที่ไม่มีการปกปิดด้วย
จึงมีผู้รู้เห็นนำมาเปิดโปงได้ง่ายๆ ตลอดเวลา
สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความจงใจที่จะสร้างข่าวความเสียหายขึ้นมา
ซึ่งการใส่ร้ายป้ายสีด้วยวิธีการอันเป็นเท็จทั้งหลายนี้
เป็นศิลปะที่กลุ่มผู้มุ่งทำลายหลวงพ่อปราโมทย์บางคนมีความเชี่ยวชาญมากเป็นพิเศษ
นอกเหนือจากการใส่ร้ายแล้ว กลุ่มผู้มุ่งทำลายหลวงพ่อปราโมทย์
ยังมีแผนการทำงานต่อเนื่องอย่างเป็นขั้นตอน เช่น
(1)
การดึงตัวบุคคลบางคนไปเป็นพวก ด้วยการข่มขู่บ้าง
หรือโดยอาศัยความน่าศรัทธาของครูบาอาจารย์รูปหนึ่ง ซึ่งมีคนส่งข้อมูล
“ความเลวร้าย” ทุกชนิดของหลวงพ่อปราโมทย์ไปรวมไว้ที่ท่าน
แล้วให้ท่านออกมาโจมตีหลวงพ่อปราโมทย์เพื่อทำลายศรัทธาบ้าง
หรือเชิญผู้ที่เคารพหลวงพ่อปราโมทย์ไปสนทนากับท่านบ้าง
เพื่อดึงบุคคลเหล่านั้นไปเป็นพวก แล้วนัดหมายให้กระทำการบางอย่างพร้อมๆ
กัน เพื่อสร้างข่าวที่น่าตื่นเต้นให้เกิดขึ้น
รวมทั้งให้บุคคลเหล่านั้นไปชักชวนผู้อื่นมาร่วมขบวนการด้วย
(2)
การจัดฉากจะให้เกิดการจับกุมในที่สาธารณะ
(3)
การเตรียมการแถลงข่าวภายหลังการจับกุม
(4)
การติดต่อนักกฎหมายที่มีประสบการณ์ในการทำคดีพระดังในอดีต
เพื่อเตรียมการฟ้องร้องกล่าวโทษ ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้น่าจะวิเคราะห์ได้ว่าเป็นการวางแผนการทำงานอย่างเป็นขั้นตอน
ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ สมควรที่สังคมจะช่วยกันจับตาดูว่า
ใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความเคลื่อนไหวและวางแผนการอันซับซ้อนนี้
ซึ่งหากไม่ใช่ผู้ที่มีความอาฆาตแค้นหลวงพ่อปราโมทย์อย่างรุนแรง
ก็ไม่น่าจะมีแรงจูงใจให้พยายามทำลายล้างหลวงพ่อปราโมทย์ได้รุนแรงและต่อเนื่องยาวนานถึงขนาดนี้
|