|
คำชี้แจงของสวนสันติธรรม ฉบับที่ 1
เรื่อง การสร้างสถานการณ์ที่ศาลากาญจนาภิเษก
เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม 2553 หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
มีกำหนดการจะไปแสดงธรรมที่ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน) ถนนแจ้งวัฒนะ
ในระหว่างที่หลวงพ่อปราโมทย์กำลังเดินทางเพื่อไปแสดงธรรมนั้น
คณะศิษย์ได้ติดต่อแจ้งขอให้ระงับการเดินทาง
เนื่องจากมีข่าวว่ามีการเตรียมสร้างสถานกาณ์ในทำนองจะจับกุมหลวงพ่อปราโมทย์ในคดีอาญา
โดย
“กลุ่มผู้มุ่งทำลายหลวงพ่อปราโมทย์”
ได้วางแผนไว้อย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การปล่อยข่าวบิดเบือน
เพื่อทำลายชื่อเสียงและทำลายศรัทธาของสานุศิษย์อย่างต่อเนื่อง
ซึ่งหากมีการสร้างสถานการณ์การจับกุมที่ศาลาลุงชินท่ามกลางญาติโยมกว่าพันคน
(เพื่อให้เกิดภาพทางสังคมว่ามีการจับพระอลัชชี
เมื่อสังคมคล้อยตามแล้วการทำลายหลวงพ่อปราโมทย์ก็จะทำได้ง่ายขึ้น
และแม้ในภายหลังหากหลวงพ่อปราโมทย์เกิดชนะคดีขึ้นมา
ก็ไม่เป็นข่าวเหมือนเมื่อมีการจับกุมในที่สาธารณะ)
หรืออาจมีการดำเนินการอื่นเพื่อบีบบังคับให้หลวงพ่อปราโมทย์ลาสิกขา(สึก)
เป็นต้น
หลวงพ่อปราโมทย์จึงเดินทางกลับสวนสันติธรรม
(เพราะหากมีการจับกุมในที่สาธารณะ อาจมีผู้ฉวยโอกาสก่อความรุนแรงขึ้น
โดยอ้างว่าสานุศิษย์ของหลวงพ่อขัดขืนเจ้าพนักงาน)
และรออยู่จนค่ำก็ไม่มีการจับกุมแต่อย่างใด
ในความเป็นจริงแล้ว
หากมีผู้แจ้งความกล่าวโทษผู้หนึ่งผู้ใดในคดีอาญา
และไม่ใช่การกระทำผิดซึ่งหน้า
ก็ชอบที่เจ้าพนักงานจะมีหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาไปพบ
ไม่จำเป็นต้องจับกุมในที่สาธารณะ
อันแสดงถึงเจตนาในการสร้างข่าวเพื่อทำลายชื่อเสียงของบุคคล
ยิ่งกว่าการกล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีตามครรลองของกฎหมาย
แถลงการณ์ของสวนสันติธรรม
เรื่อง ปณิธานของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
และการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานของสวนสันติธรรม
ด้วย หลวงพ่อปราโมทย์
ปาโมชฺโช ได้บรรพชาอุปสมบท โดยมีปณิธานที่จะทำประโยชน์ของตน ในด้านจิตตภาวนาและปัญญาภาวนา
รวมทั้งช่วยปลูกฝังศรัทธาและความเข้าใจเกี่ยวกับ
พระพุทธศาสนาให้กับเพื่อนชาวพุทธเท่าที่พอจะทำได้
เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมที่เร่าร้อน
ได้อย่างสงบสุขตามสมควรแก่อัตภาพ และเป็นบาทฐานเพื่อการเจริญศีล
สมาธิและปัญญา อันยิ่งขึ้นไปตามลำดับ
ผลการดำเนินงานที่ผ่านมานับว่าประสบความสำเร็จที่น่าพอใจแล้ว
เพราะเพื่อนชาวพุทธจำนวนมากทั่วโลก
ได้บังเกิดความตื่นตัวในการศึกษาปฏิบัติธรรม และเห็นผลความ
เปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในชีวิตอย่างกว้างขวาง
ทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ว่าพระพุทธเจ้ามีจริง
พระธรรมเพื่อความพ้นทุกข์มีจริง และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้ามีจริง
อย่างไรก็ตาม
การที่ผู้คนจำนวนมากสนใจการปฏิบัติตามแนวทางที่หลวงพ่อปราโมทย์สอน
ได้ก่อผลกระทบโดยไม่เจตนาต่อบุคคลบางคนบางกลุ่ม
จนมีการปลุกกระแสต่อต้านหลวงพ่อปราโมทย์แม้ด้วยวิธีการที่ผิดศีลผิดธรรม
ซึ่งหลวงพ่อปราโมทย์และสวนสันติธรรมได้พยายามอยู่ในความสงบตลอดมา
เนื่องจากเกรงว่าความขัดแย้งจะบานปลายเป็นการแยกพวกของชาวพุทธ
แต่นับวันกระแสความรุนแรงยิ่งเพิ่มมากขึ้น
จนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ในแวดวงของชาวพุทธ
หลวงพ่อปราโมทย์ไม่ได้ประกาศธรรมเพราะหวังชื่อเสียง
หรือลาภสักการะ
และไม่ได้เห็นว่าตนเองสำคัญไปกว่าความสงบร่มเย็นในแวดวงของชาวพุทธ
ดังนั้น
เพื่อลดความขัดแย้งต่างๆ ลง
หลวงพ่อปราโมทย์และสวนสันติธรรมจะลดการเผยแผ่ในวงกว้างลงเท่าที่จะทำได้
เช่น
(1) การยุติการผลิต CD
แผ่นใหม่
(2)
การยกเลิกการเผยแผ่ธรรมของหลวงพ่อปราโมทย์ทางเวปวิมุตติ และ
(3)
การเจรจาเพื่อขอยกเลิกการนิมนต์แสดงธรรมนอกสถานที่ซึ่งได้รับไว้แล้ว
ให้มากที่สุดเท่าที่เจ้าภาพจะยอมรับได้ เป็นต้น
ส่วนกรณีที่บุคคลอื่นหรือเวปไซท์อื่นจะนำหนังสือหรือ CD
ที่เผยแพร่ไว้แล้วทางเวปวิมุตติไปใช้ประโยชน์ที่ไม่ใช่การพาณิชย์
เป็นสิ่งที่สวนสันติธรรมไม่สามารถจะเข้าไปห้ามได้
เพราะธรรมะเป็นของกลาง ไม่ใช่ของผู้หนึ่งผู้ใดที่จะกีดกันหวงห้ามได้
สวนสันติธรรมขอยืนยันว่า
ไม่ได้หวั่นเกรงต่อการใส่ร้ายที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลาย
เพราะการดำเนินงานที่ผ่านมาได้กระทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ
และมีพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ความจริงได้เสมอ
ทั้งขอยืนยันว่าหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
เป็นศิษย์ที่ได้ศึกษาธรรมโดยตรงจากหลวงปู่ดูลย์ อตุโล
โดยมีพระมหาเถระเช่นท่านพระราชวรคุณ
เจ้าอาวาสวัดบูรพารามและเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์(ธ)
ผู้เป็นทั้งหลานและศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่มากที่สุด
(ท่านจึงสามารถเรียบเรียงคำสอนของหลวงปู่ออกมาเป็นหนังสือ
“หลวงปู่ฝากไว้” ได้น่าอ่านอย่างยิ่ง)
และมีศิษย์ร่วมสำนักเป็นพยานรู้เห็นเป็นจำนวนมาก
ทั้งยังได้รับการยอมรับจากพระมหาเถระผู้แตกฉานรอบรู้ในคำสอนของ
หลวงปู่ดูลย์ว่า
หลวงพ่อปราโมทย์เป็นผู้ประกาศเกียรติคุณและคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ให้กว้างขวางเป็นประโยชน์แก่มหาชนจำนวนมาก
นอกจากนี้หลวงพ่อปราโมทย์ยังได้ศึกษาธรรมะเพิ่มเติมจากพ่อแม่ครูอาจารย์อีกหลายรูป
ซึ่งก็มีพยานรู้เห็นทั้งพระและฆราวาสเช่นกัน
ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ไม่รู้ไม่เห็นด้วยตนเองจะชี้ขาดปฏิเสธได้ตามความพอใจ
สวนสันติธรรมไม่กล่าวร้ายล่วงเกินท่านผู้หนึ่งผู้ใด
แต่ขอสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการตามกฏหมายในกรณีที่จำเป็นต่อไป
คำชี้แจงของสวนสันติธรรม ฉบับที่
2
เรื่องกลุ่มผู้มุ่งทำลายหลวงพ่อปราโมทย์
หลวงพ่อปราโมทย์ได้พยายามทุ่มเทแรงกายแรงใจเผยแผ่ธรรมะ
จนปรากฏผลว่ามีผู้คนจำนวนมากซึ่งไม่เคยสนใจพระพุทธศาสนา
ได้หันมาสนใจและได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวาง
ก่อให้เกิดศรัทธาแน่นแฟ้นในพระพุทธศาสนา
และเกิดกระแสความตื่นตัวทางธรรมอย่างขนานใหญ่
ท่ามกลางปรากฏการณ์เช่นนั้น
ได้มีครูบาอาจารย์หลายรูปและผู้หวังดีจำนวนมาก
คอยเตือนภัยให้หลวงพ่อปราโมทย์ทราบอยู่เสมอ
ว่าให้ระวังกลุ่มที่มุ่งทำลายพระผู้ทำงานรับใช้พระศาสนา
ซึ่งมีอยู่หลายจำพวก เช่น
(1)
กลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อพระพุทธศาสนา
(2)
กลุ่มที่เกิดความอิจฉาริษยาและต้องการแย่งชิงศรัทธาจากสาธุชน
(3)
กลุ่มที่มีแนวความคิด ความเชื่อ และแนวทางปฏิบัติแตกต่างกัน
(4)
กลุ่มที่ต้องการเข้ามาแอบอิงแสวงประโยชน์
หากไม่ได้ประโยชน์ที่ต้องการก็จะเกิดความคับแค้นและหาทางทำลายล้างด้วยความพยาบาท
และ
(5)
กลุ่มที่ต้องการสร้างชื่อเสียงตามกระแสสังคม
คือหากพระรูปใดมีชื่อเสียงก็เข้าไปแอบอิง
และหากพระรูปนั้นเกิดถูกใส่ร้ายโจมตีมากๆ ในระยะหลัง
ก็จะเข้าร่วมโจมตีซ้ำเติมด้วยเพื่อความเป็นวีรบุรุษ เป็นต้น
ทั้งนี้
ครูบาอาจารย์และผู้หวังดีได้เตือนให้ระวังวิธีทำลายพระ
ซึ่งมีอยู่หลายอย่าง นับตั้งแต่
การวางยาพิษ
การใส่ร้ายเรื่องผู้หญิง และการใส่ร้ายเรื่องเงิน
เป็นต้น
ภายหลังที่เกิดข่าวโจมตีหลวงพ่อปราโมทย์มาเป็นระยะ
ได้เกิดการรวมตัวเป็นขบวนการณ์ทำลายหลวงพ่อปราโมทย์โดยบุคคลหลายกลุ่ม
และมีการกำหนดแผนงานประสานกันอย่างเป็นขั้นตอนมานานนับปี
โดยแต่ละกลุ่มอาจมีความต้องการเบื้องหลังที่แตกต่างกัน
แต่มีกิจกรรมที่ดำเนินการร่วมกันคือการโจมตีหลวงพ่อปราโมทย์
ซึ่งปัจจุบันสามารถจำแนกกลุ่มเหล่านี้ได้ดังนี้คือ
(1)
“กลุ่มที่เข้าใจผิดว่า หลวงพ่อปราโมทย์บิดเบือนคำสอนของครูบาอาจารย์”
เป็นกลุ่มแรกที่ออกมาเคลื่อนไหวโจมตีหลวงพ่อปราโมทย์ทาง
internet
แต่เป็นการกล่าวโจมตีที่ค่อนข้างไม่สุภาพ
และหยิบยกคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์มาวิจารณ์อย่างไม่ประติดประต่อ
(2)
กลุ่มสานุศิษย์ของพระผู้ใหญ่
ซึ่งไม่เห็นด้วยกับคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์
(3)
กลุ่มอาฆาตแค้นเป็นการส่วนตัว และ
(4)
กลุ่มเล่นตามสถานการณ์
ทั้งนี้ ยังไม่พบว่า
"มีคนต่างศาสนา"
เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำลายหลวงพ่อปราโมทย์
คำชี้แจงของสวนสันติธรรม ฉบับที่ 3
เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างหลวงพ่อมนตรีกับหลวงพ่อปราโมช
ในปัจจุบันมีการออกข่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างหลวงพ่อมนตรี
อาภสฺสโร กับหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
ในทำนองว่าหลวงพ่อปราโมทย์แอบอ้างหรือแอบอิงหลวงพ่อมนตรี
ในประเด็นต่างๆ คือ (1)
แอบอ้างว่าเป็นศิษย์ครูบาอาจารย์เดียวกันคือหลวงปู่ดูลย์ อตุโล
ทั้งด้วยคำพูดและข้อเขียน ซึ่งไม่เป็นความจริง (2)
แอบอ้างว่าการจัดสร้างสวนสันติธรรมเป็นดำริเริ่มต้น ของหลวงพ่อมนตรี
และต่อมาได้รับการพิสูจน์ภายหลังว่าไม่เป็นความจริง และ (3)
หลวงพ่อปราโมทย์ มีความพยายามที่จะแสดงให้ญาติธรรมเข้าใจว่า
หลวงพ่อมนตรี ได้เขียนจดหมายรับรองโสดาปัตติผลให้กับ แม่ชีอรนุช
สันตยากร และได้รับการพิสูจน์ภายหลังว่า ไม่เป็นความจริง
สวนสันติธรรมขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้
1. กรณีแอบอ้างว่าเป็นศิษย์ครูบาอาจารย์เดียวกัน
เรื่องที่หลวงพ่อปราโมทย์เป็นศิษย์ของหลวงปู่ดูลย์
อตุโล
มีพยานบุคคลเป็นจำนวนมาก
เฉพาะที่ยังดำรงชีวิตอยู่ก็เช่นท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ
เจ้าอาวาสวัดบูรพาราม ท่านเจ้าคุณพระอาจารย์เยื้อน
(ปัจจุบันท่านเป็นพระอาวุโสรองจากท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ)
พระอาจารย์ทองพูน พระอาจารย์สุจินต์ พระอาจารย์ถนอม พระอาจารย์พลศรี
พระอาจารย์พัฒนา ฯลฯ
รวมทั้งอุบาสกอุบาสิกาทั้งในกรุงเทพและในจังหวัดสุรินทร์อีกเป็นจำนวนมาก
ดังนั้นหากหลวงพ่อมนตรีท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่ดูลย์
ก็ยากจะปฏิเสธได้ว่า
ท่านไม่ได้เป็นศิษย์สำนักเดียวกันกับหลวงพ่อปราโมทย์
หลวงพ่อปราโมทย์ไม่เคยพบหลวงพ่อมนตรีที่วัดบูรพาราม
แต่ได้พบหลวงพ่อมนตรีครั้งแรกที่วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา
เมื่อประมาณปลายปี 2526–2527 เนื่องจากได้พาพระเชือน ปิยาจาโร
ซึ่งเคยอุปัฏฐากหลวงปู่ดูลย์ในช่วงท้าย ไปกราบนมัสการหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
แล้วได้พบหลวงพ่อมนตรีกำลังเดินจงกรมอยู่ใต้ต้นไม้
หลังจากนั้นก็ได้พบกันเป็นครั้งคราวแต่ไม่บ่อยนัก
2. กรณีแอบอ้างว่าหลวงพ่อมนตรีเป็นผู้ริเริ่มให้สร้างสันติธรรม
เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่มีพยานบุคคลรู้เห็นเป็นจำนวนมาก
และมีลำดับขั้นตอนของเรื่องนี้ดังนี้คือ
2.1 เดิมหลวงพ่อปราโมทย์จำพรรษาอยู่ที่สวนโพธิญาณอรัญวาสี
อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี
และได้มีญาติโยมหลายท่านพยายามเสนอที่จะสร้างวัดใหม่ที่กว้างขวางกว่าเดิมถวายให้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีสุภาพสตรีท่านหนึ่งได้เพียรเสนอเรื่องนี้หลายคราว
แต่หลวงพ่อปราโมทย์ก็ปฏิเสธทุกคราว
ต่อมาหญิงผู้นี้ได้แจ้งให้หลวงพ่อปราโมทย์ทราบว่า
หลวงพ่อมนตรีเร่งเร้าให้ย้ายวัดได้แล้ว
เพราะการอยู่ที่เดิมเป็นการกีดขวางพระรูปหนึ่งในจังหวัดใกล้เคียง
(เรื่องนี้ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นคำกล่าวของหลวงพ่อมนตรีจริงตามที่หญิงผู้นั้นอ้างหรือไม่)
เมื่อหลวงพ่อปราโมทย์ทราบว่าหลวงพ่อมนตรีต้องการให้ย้ายวัด
ก็คิดจะย้ายตามบัญชาด้วยความเคารพในอาวุโส
แต่คิดไม่ตกว่าควรไปอยู่ที่จังหวัดใด เพราะไม่ว่าคิดจะไปอยู่ที่ใด
หญิงนั้นก็มาบอกทุกคราวว่าหลวงพ่อมนตรีไม่เห็นด้วย
ในที่สุดหลวงพ่อปราโมทย์และคณะจึงเดินทางไปกราบหลวงพ่อมนตรีที่สวนพุทธธรรมป่าละอูเมื่อ
14 สิงหาคม 2548
โดยการอำนวยการของหญิงผู้นั้นและน้องสาวซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดหลวงพ่อมนตรี
2.2 เมื่อหลวงพ่อปราโมทย์เดินทางไปถึงสวนพุทธธรรม
ก็พบว่าหลวงพ่อมนตรีมีบัญชาให้พระหลายรูปมารอต้อนรับที่ลานจอดรถ
แล้วนำขึ้นไปที่ศาลาหินอ่อนบนเขา
ซึ่งในขณะนั้นมีญาติโยมนั่งอยู่หลายคน
(พร้อมจะเป็นพยานในเรื่องนี้ได้)
และเมื่อหลวงพ่อปราโมทย์กราบถวายสักการะและเรียกท่านว่า
“พระอาจารย์” ท่านก็ให้เรียกใหม่ว่า “หลวงพี่”
หลวงพ่อปราโมทย์จึงกราบเรียนถามว่า “หลวงพี่จะให้ผมไปอยู่ที่ไหน”
ท่านตอบทันทีว่า “ให้ไปอยู่ชลบุรี”
หลวงพ่อปราโมทย์ก็รับว่าจะไปอยู่ตามนั้น
ท่านก็มอบให้หญิงนั้นเป็นแกนกลางในการก่อสร้าง
โดยบอกญาติโยมในที่นั้น และบอกในเวลาต่อมาอีกหลายวาระ
ให้ไปช่วยกันก่อสร้าง ซึ่งเรื่องนี้มีพยานบุคคลเป็นจำนวนมาก
2.3 เมื่อการก่อสร้างสวนสันติธรรมแล้วเสร็จ
หลวงพ่อปราโมทย์ก็เดินทางไปกราบเรียนและนิมนต์หลวงพ่อมนตรีไปร่วมงานฉลอง
แต่ท่านขอตัว บอกว่าท่านไม่ชอบไปงานใดๆ
2.4 สำหรับการที่เวปวิมุตติถอดเรื่อง
“กว่าจะเป็นสวนสันติธรรม” ออก ไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะถูกจับผิด
แต่เป็นเพราะเคารพในคำสั่งของหลวงพ่อมนตรี
ที่ไม่ให้มีการเอ่ยอ้างถึงชื่อของท่านอีก
3. การแอบอ้างว่าหลวงพ่อมนตรีเขียนจดหมายรับรองโสดาปัตติผลให้กับ
แม่ชีอรนุช สันตยากร
หลวงพ่อปราโมทย์ไม่เคยกล่าวอ้างเช่นนั้น
เพราะเป็นเรื่องที่ผิดพระธรรมวินัยทั้งสำหรับหลวงพ่อมนตรีและหลวงพ่อปราโมทย์
แต่เป็นเพียงความเข้าใจผิดไปเองของผู้ฟังที่ได้ยินเรื่องที่ว่า
หลวงพ่อปราโมทย์ได้เขียนจดหมายไปรายงานกิจการของสวนสันติธรรมหลายเรื่องต่อหลวงพ่อมนตรี
รวมทั้งผลการปฏิบัติของพระในสวนสันติธรรมและแม่ชีอรนุชด้วย
ซึ่งหลวงพ่อปราโมทย์ก็ไม่ได้กล่าวถึงมรรคผลใดๆ ของใครทั้งสิ้น
แล้วหลวงพ่อมนตรีก็เขียนจดหมายชมเชยแม่ชีอรนุชว่า
“เป็นผู้เสียสละอย่างยิ่งที่ก้าวตามท่านเข้ามาสู่มรรคาธรรมสายนี้
นับเป็นยอดหญิงที่เยี่ยมยอดมากในยุคสมัยนี้
ที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวเช่นนี้”
(จดหมายต้นฉบับยังมีอยู่ที่สวนสันติธรรม)
ไม่มีส่วนใดที่ท่านพยากรณ์มรรคผลของแม่ชีอรนุช
แต่ญาติโยมทั้งหลายพอได้ยินว่าครูบาอาจารย์ชมเชยใคร
ก็ชอบตั้งให้ผู้นั้นเป็นพระอริยบุคคล
เวลาที่มีผู้หนึ่งผู้ใดคิดว่าตนเองเป็นพระอริยบุคคล
หลวงพ่อปราโมทย์มักจะให้กลับไปคอยสังเกตจิตว่า
ยังมีกิเลสที่พระอริยบุคคลชั้นนั้นต้องละได้เด็ดขาดแล้ว
กลับบังเกิดขึ้นอีกหรือไม่ และกล่าวอยู่เนืองๆ ว่า
“เอกสิทธิ์ในการพยากรณ์มรรคผลเป็นของพระพุทธเจ้าเท่านั้น”
อนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างพระกับพระ
เป็นเรื่องความเห็นต่างเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติธรรม
ซึ่งท่านหนึ่งเน้นให้มีความเพียรไว้ก่อน
ส่วนอีกท่านหนึ่งให้หัดรู้สภาวะเพื่อเจริญปัญญาไว้ก่อน
เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงในตนเองบ้างแล้ว
ก็จะเกิดศรัทธาและความเพียรที่แก่กล้ายิ่งขึ้นต่อไป
ซึ่งการจะเน้นในเรื่องใดก่อนหลังที่แตกต่างกันนั้น
เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังมีหลายประเภท
เช่น วิริยาธิกะ กับปัญญาธิกะ เป็นต้น ดังนั้นใครชอบใจอย่างใด
ก็ควรเลือกแนวทางปฏิบัติที่สมควรแก่ตนอย่างนั้น
|