ข่าวสารจากทั่วโลก อะลิตเติ้ล บุ๊ดด่ะ ดอทคอม พร้อมนำเสนอแด่แฟนๆ ทุกท่าน ด้วยความยินดีที่ท่านให้เกียรติมาเยือน

 

 

 

    

อวดอุตริมนุสสธรรม !

ข้อหาฉกรรจ์ "บ้านอารีย์" ประเคนพระปราโมช

หลังจากถอนตัวจากการเป็นฐานเสียง

 

 

 

พระปราโมช ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม ชลบุรี
ผู้กำลังถูกกลุ่มศิษย์กล่าวหาอย่างร้ายแรงในเวลานี้

 

 

 

 

 

บ้านอารีย์

วันนี้ หมดอารีย์ ไม่ยินดีต้อนรับ อาจารย์ปราโมชแล้ว

 

บ้านอารีย์ออกแถลงการณ์เล่นงานหนัก
ตั้งข้อหา พระปราโมช ระดับปาราชิก

 

ตั้งตัวเป็นศาสดาพยากรณ์ และอวดอุตริมนุสสธรรม
ยกตนข่มท่าน เสี้ยมสอน สร้างความแตกแยก
ชักนำประชาชนให้ลุ่มหลงและอ่อนแอ

ผิดแนวทางพระพุทธเจ้า

ฯลฯ

 

อูย ! หนักพอๆ กับ "ยุทธ์-ยายเที่ยง" เลยฮ่ะ

 

 

 








 


 

 

 

สวนสันติธรรมสวนหมัดทันควัน
ออกแถลงการณ์ระบุ

"เป็นขบวนการทำลายพระดัง"

 

ขู่นิ่มๆ "ไม่ทำร้ายใครก่อน"
แต่ก็..สงวนสิทธิ์
ปกป้องตนเองตามกฎหมาย
หมายความว่า
ฟ้องร้องแน่ ถ้ายังไม่ยอมหยุด !

แบบนี้ภาษาเซียนมวยลุมพินีท่านว่า มียก 2

 

บ๊ะ ! เดี๋ยวนี้นักปฏิบัติธรรมเขาล้ำหน้านะ

ด่ากันซะจนแม่ค้าอาย สงสัยเก็บอารมณ์ไม่อยู่

 

 

 

คำชี้แจง-แถลงการณ์
ของพระปราโมช

 

 

คำชี้แจงของสวนสันติธรรม ฉบับที่ 1
เรื่อง การสร้างสถานการณ์ที่ศาลากาญจนาภิเษก

 

เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม 2553 หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช มีกำหนดการจะไปแสดงธรรมที่ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน) ถนนแจ้งวัฒนะ ในระหว่างที่หลวงพ่อปราโมทย์กำลังเดินทางเพื่อไปแสดงธรรมนั้น คณะศิษย์ได้ติดต่อแจ้งขอให้ระงับการเดินทาง เนื่องจากมีข่าวว่ามีการเตรียมสร้างสถานกาณ์ในทำนองจะจับกุมหลวงพ่อปราโมทย์ในคดีอาญา โดย “กลุ่มผู้มุ่งทำลายหลวงพ่อปราโมทย์” ได้วางแผนไว้อย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การปล่อยข่าวบิดเบือน เพื่อทำลายชื่อเสียงและทำลายศรัทธาของสานุศิษย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากมีการสร้างสถานการณ์การจับกุมที่ศาลาลุงชินท่ามกลางญาติโยมกว่าพันคน (เพื่อให้เกิดภาพทางสังคมว่ามีการจับพระอลัชชี เมื่อสังคมคล้อยตามแล้วการทำลายหลวงพ่อปราโมทย์ก็จะทำได้ง่ายขึ้น และแม้ในภายหลังหากหลวงพ่อปราโมทย์เกิดชนะคดีขึ้นมา ก็ไม่เป็นข่าวเหมือนเมื่อมีการจับกุมในที่สาธารณะ) หรืออาจมีการดำเนินการอื่นเพื่อบีบบังคับให้หลวงพ่อปราโมทย์ลาสิกขา(สึก) เป็นต้น

          หลวงพ่อปราโมทย์จึงเดินทางกลับสวนสันติธรรม (เพราะหากมีการจับกุมในที่สาธารณะ อาจมีผู้ฉวยโอกาสก่อความรุนแรงขึ้น โดยอ้างว่าสานุศิษย์ของหลวงพ่อขัดขืนเจ้าพนักงาน) และรออยู่จนค่ำก็ไม่มีการจับกุมแต่อย่างใด

          ในความเป็นจริงแล้ว หากมีผู้แจ้งความกล่าวโทษผู้หนึ่งผู้ใดในคดีอาญา และไม่ใช่การกระทำผิดซึ่งหน้า ก็ชอบที่เจ้าพนักงานจะมีหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาไปพบ ไม่จำเป็นต้องจับกุมในที่สาธารณะ อันแสดงถึงเจตนาในการสร้างข่าวเพื่อทำลายชื่อเสียงของบุคคล ยิ่งกว่าการกล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีตามครรลองของกฎหมาย


 

แถลงการณ์ของสวนสันติธรรม

เรื่อง ปณิธานของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
และการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานของสวนสันติธรรม
 
 
 
ด้วย หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ได้บรรพชาอุปสมบท โดยมีปณิธานที่จะทำประโยชน์ของตน ในด้านจิตตภาวนาและปัญญาภาวนา รวมทั้งช่วยปลูกฝังศรัทธาและความเข้าใจเกี่ยวกับ พระพุทธศาสนาให้กับเพื่อนชาวพุทธเท่าที่พอจะทำได้ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมที่เร่าร้อน ได้อย่างสงบสุขตามสมควรแก่อัตภาพ และเป็นบาทฐานเพื่อการเจริญศีล สมาธิและปัญญา อันยิ่งขึ้นไปตามลำดับ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมานับว่าประสบความสำเร็จที่น่าพอใจแล้ว เพราะเพื่อนชาวพุทธจำนวนมากทั่วโลก ได้บังเกิดความตื่นตัวในการศึกษาปฏิบัติธรรม และเห็นผลความ เปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในชีวิตอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ว่าพระพุทธเจ้ามีจริง พระธรรมเพื่อความพ้นทุกข์มีจริง และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้ามีจริง

          อย่างไรก็ตาม การที่ผู้คนจำนวนมากสนใจการปฏิบัติตามแนวทางที่หลวงพ่อปราโมทย์สอน ได้ก่อผลกระทบโดยไม่เจตนาต่อบุคคลบางคนบางกลุ่ม จนมีการปลุกกระแสต่อต้านหลวงพ่อปราโมทย์แม้ด้วยวิธีการที่ผิดศีลผิดธรรม ซึ่งหลวงพ่อปราโมทย์และสวนสันติธรรมได้พยายามอยู่ในความสงบตลอดมา เนื่องจากเกรงว่าความขัดแย้งจะบานปลายเป็นการแยกพวกของชาวพุทธ แต่นับวันกระแสความรุนแรงยิ่งเพิ่มมากขึ้น จนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ในแวดวงของชาวพุทธ

          หลวงพ่อปราโมทย์ไม่ได้ประกาศธรรมเพราะหวังชื่อเสียง หรือลาภสักการะ และไม่ได้เห็นว่าตนเองสำคัญไปกว่าความสงบร่มเย็นในแวดวงของชาวพุทธ ดังนั้น
เพื่อลดความขัดแย้งต่างๆ ลง หลวงพ่อปราโมทย์และสวนสันติธรรมจะลดการเผยแผ่ในวงกว้างลงเท่าที่จะทำได้ เช่น
 
(1) การยุติการผลิต CD แผ่นใหม่
 
(2) การยกเลิกการเผยแผ่ธรรมของหลวงพ่อปราโมทย์ทางเวปวิมุตติ และ
 
(3) การเจรจาเพื่อขอยกเลิกการนิมนต์แสดงธรรมนอกสถานที่ซึ่งได้รับไว้แล้ว ให้มากที่สุดเท่าที่เจ้าภาพจะยอมรับได้ เป็นต้น
 
ส่วนกรณีที่บุคคลอื่นหรือเวปไซท์อื่นจะนำหนังสือหรือ CD ที่เผยแพร่ไว้แล้วทางเวปวิมุตติไปใช้ประโยชน์ที่ไม่ใช่การพาณิชย์ เป็นสิ่งที่สวนสันติธรรมไม่สามารถจะเข้าไปห้ามได้ เพราะธรรมะเป็นของกลาง ไม่ใช่ของผู้หนึ่งผู้ใดที่จะกีดกันหวงห้ามได้

          สวนสันติธรรมขอยืนยันว่า ไม่ได้หวั่นเกรงต่อการใส่ร้ายที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลาย เพราะการดำเนินงานที่ผ่านมาได้กระทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ และมีพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ความจริงได้เสมอ ทั้งขอยืนยันว่าหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช เป็นศิษย์ที่ได้ศึกษาธรรมโดยตรงจากหลวงปู่ดูลย์ อตุโล โดยมีพระมหาเถระเช่นท่านพระราชวรคุณ เจ้าอาวาสวัดบูรพารามและเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์(ธ) ผู้เป็นทั้งหลานและศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่มากที่สุด (ท่านจึงสามารถเรียบเรียงคำสอนของหลวงปู่ออกมาเป็นหนังสือ “หลวงปู่ฝากไว้” ได้น่าอ่านอย่างยิ่ง) และมีศิษย์ร่วมสำนักเป็นพยานรู้เห็นเป็นจำนวนมาก ทั้งยังได้รับการยอมรับจากพระมหาเถระผู้แตกฉานรอบรู้ในคำสอนของ หลวงปู่ดูลย์ว่า หลวงพ่อปราโมทย์เป็นผู้ประกาศเกียรติคุณและคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ให้กว้างขวางเป็นประโยชน์แก่มหาชนจำนวนมาก นอกจากนี้หลวงพ่อปราโมทย์ยังได้ศึกษาธรรมะเพิ่มเติมจากพ่อแม่ครูอาจารย์อีกหลายรูป ซึ่งก็มีพยานรู้เห็นทั้งพระและฆราวาสเช่นกัน ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ไม่รู้ไม่เห็นด้วยตนเองจะชี้ขาดปฏิเสธได้ตามความพอใจ

          สวนสันติธรรมไม่กล่าวร้ายล่วงเกินท่านผู้หนึ่งผู้ใด แต่ขอสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการตามกฏหมายในกรณีที่จำเป็นต่อไป
 
 

 
 
คำชี้แจงของสวนสันติธรรม ฉบับที่ 2
เรื่องกลุ่มผู้มุ่งทำลายหลวงพ่อปราโมทย์
 
 
 
หลวงพ่อปราโมทย์ได้พยายามทุ่มเทแรงกายแรงใจเผยแผ่ธรรมะ จนปรากฏผลว่ามีผู้คนจำนวนมากซึ่งไม่เคยสนใจพระพุทธศาสนา ได้หันมาสนใจและได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวาง ก่อให้เกิดศรัทธาแน่นแฟ้นในพระพุทธศาสนา และเกิดกระแสความตื่นตัวทางธรรมอย่างขนานใหญ่

          ท่ามกลางปรากฏการณ์เช่นนั้น ได้มีครูบาอาจารย์หลายรูปและผู้หวังดีจำนวนมาก คอยเตือนภัยให้หลวงพ่อปราโมทย์ทราบอยู่เสมอ ว่าให้ระวังกลุ่มที่มุ่งทำลายพระผู้ทำงานรับใช้พระศาสนา ซึ่งมีอยู่หลายจำพวก เช่น
 
(1) กลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อพระพุทธศาสนา
 
(2) กลุ่มที่เกิดความอิจฉาริษยาและต้องการแย่งชิงศรัทธาจากสาธุชน
 
(3) กลุ่มที่มีแนวความคิด ความเชื่อ และแนวทางปฏิบัติแตกต่างกัน
 
(4) กลุ่มที่ต้องการเข้ามาแอบอิงแสวงประโยชน์ หากไม่ได้ประโยชน์ที่ต้องการก็จะเกิดความคับแค้นและหาทางทำลายล้างด้วยความพยาบาท และ
 
(5) กลุ่มที่ต้องการสร้างชื่อเสียงตามกระแสสังคม คือหากพระรูปใดมีชื่อเสียงก็เข้าไปแอบอิง และหากพระรูปนั้นเกิดถูกใส่ร้ายโจมตีมากๆ ในระยะหลัง ก็จะเข้าร่วมโจมตีซ้ำเติมด้วยเพื่อความเป็นวีรบุรุษ เป็นต้น

          ทั้งนี้ ครูบาอาจารย์และผู้หวังดีได้เตือนให้ระวังวิธีทำลายพระ ซึ่งมีอยู่หลายอย่าง นับตั้งแต่
การวางยาพิษ การใส่ร้ายเรื่องผู้หญิง และการใส่ร้ายเรื่องเงิน เป็นต้น

          ภายหลังที่เกิดข่าวโจมตีหลวงพ่อปราโมทย์มาเป็นระยะ ได้เกิดการรวมตัวเป็นขบวนการณ์ทำลายหลวงพ่อปราโมทย์โดยบุคคลหลายกลุ่ม และมีการกำหนดแผนงานประสานกันอย่างเป็นขั้นตอนมานานนับปี โดยแต่ละกลุ่มอาจมีความต้องการเบื้องหลังที่แตกต่างกัน แต่มีกิจกรรมที่ดำเนินการร่วมกันคือการโจมตีหลวงพ่อปราโมทย์ ซึ่งปัจจุบันสามารถจำแนกกลุ่มเหล่านี้ได้ดังนี้คือ
 
(1) “กลุ่มที่เข้าใจผิดว่า หลวงพ่อปราโมทย์บิดเบือนคำสอนของครูบาอาจารย์” เป็นกลุ่มแรกที่ออกมาเคลื่อนไหวโจมตีหลวงพ่อปราโมทย์ทาง internet แต่เป็นการกล่าวโจมตีที่ค่อนข้างไม่สุภาพ และหยิบยกคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์มาวิจารณ์อย่างไม่ประติดประต่อ
 
(2) กลุ่มสานุศิษย์ของพระผู้ใหญ่ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์
 
(3) กลุ่มอาฆาตแค้นเป็นการส่วนตัว และ
 
(4) กลุ่มเล่นตามสถานการณ์

          ทั้งนี้ ยังไม่พบว่า
"มีคนต่างศาสนา" เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำลายหลวงพ่อปราโมทย์
 
 

 

 
คำชี้แจงของสวนสันติธรรม ฉบับที่ 3
เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างหลวงพ่อมนตรีกับหลวงพ่อปราโมช
 
 
ในปัจจุบันมีการออกข่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างหลวงพ่อมนตรี อาภสฺสโร กับหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ในทำนองว่าหลวงพ่อปราโมทย์แอบอ้างหรือแอบอิงหลวงพ่อมนตรี ในประเด็นต่างๆ คือ (1) แอบอ้างว่าเป็นศิษย์ครูบาอาจารย์เดียวกันคือหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ทั้งด้วยคำพูดและข้อเขียน ซึ่งไม่เป็นความจริง (2) แอบอ้างว่าการจัดสร้างสวนสันติธรรมเป็นดำริเริ่มต้น ของหลวงพ่อมนตรี และต่อมาได้รับการพิสูจน์ภายหลังว่าไม่เป็นความจริง และ (3) หลวงพ่อปราโมทย์ มีความพยายามที่จะแสดงให้ญาติธรรมเข้าใจว่า หลวงพ่อมนตรี ได้เขียนจดหมายรับรองโสดาปัตติผลให้กับ แม่ชีอรนุช สันตยากร และได้รับการพิสูจน์ภายหลังว่า ไม่เป็นความจริง

 

สวนสันติธรรมขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้


1. กรณีแอบอ้างว่าเป็นศิษย์ครูบาอาจารย์เดียวกัน

          เรื่องที่หลวงพ่อปราโมทย์เป็นศิษย์ของ
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล มีพยานบุคคลเป็นจำนวนมาก เฉพาะที่ยังดำรงชีวิตอยู่ก็เช่นท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ เจ้าอาวาสวัดบูรพาราม ท่านเจ้าคุณพระอาจารย์เยื้อน (ปัจจุบันท่านเป็นพระอาวุโสรองจากท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ) พระอาจารย์ทองพูน พระอาจารย์สุจินต์ พระอาจารย์ถนอม พระอาจารย์พลศรี พระอาจารย์พัฒนา ฯลฯ รวมทั้งอุบาสกอุบาสิกาทั้งในกรุงเทพและในจังหวัดสุรินทร์อีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้นหากหลวงพ่อมนตรีท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่ดูลย์ ก็ยากจะปฏิเสธได้ว่า ท่านไม่ได้เป็นศิษย์สำนักเดียวกันกับหลวงพ่อปราโมทย์

          หลวงพ่อปราโมทย์ไม่เคยพบหลวงพ่อมนตรีที่วัดบูรพาราม แต่ได้พบหลวงพ่อมนตรีครั้งแรกที่วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา เมื่อประมาณปลายปี 2526–2527 เนื่องจากได้พาพระเชือน ปิยาจาโร ซึ่งเคยอุปัฏฐากหลวงปู่ดูลย์ในช่วงท้าย ไปกราบนมัสการหลวงพ่อพุธ ฐานิโย แล้วได้พบหลวงพ่อมนตรีกำลังเดินจงกรมอยู่ใต้ต้นไม้ หลังจากนั้นก็ได้พบกันเป็นครั้งคราวแต่ไม่บ่อยนัก

2. กรณีแอบอ้างว่าหลวงพ่อมนตรีเป็นผู้ริเริ่มให้สร้างสันติธรรม

          เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่มีพยานบุคคลรู้เห็นเป็นจำนวนมาก และมีลำดับขั้นตอนของเรื่องนี้ดังนี้คือ

          2.1 เดิมหลวงพ่อปราโมทย์จำพรรษาอยู่ที่สวนโพธิญาณอรัญวาสี อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี และได้มีญาติโยมหลายท่านพยายามเสนอที่จะสร้างวัดใหม่ที่กว้างขวางกว่าเดิมถวายให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีสุภาพสตรีท่านหนึ่งได้เพียรเสนอเรื่องนี้หลายคราว แต่หลวงพ่อปราโมทย์ก็ปฏิเสธทุกคราว ต่อมาหญิงผู้นี้ได้แจ้งให้หลวงพ่อปราโมทย์ทราบว่า หลวงพ่อมนตรีเร่งเร้าให้ย้ายวัดได้แล้ว เพราะการอยู่ที่เดิมเป็นการกีดขวางพระรูปหนึ่งในจังหวัดใกล้เคียง (เรื่องนี้ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นคำกล่าวของหลวงพ่อมนตรีจริงตามที่หญิงผู้นั้นอ้างหรือไม่) เมื่อหลวงพ่อปราโมทย์ทราบว่าหลวงพ่อมนตรีต้องการให้ย้ายวัด ก็คิดจะย้ายตามบัญชาด้วยความเคารพในอาวุโส แต่คิดไม่ตกว่าควรไปอยู่ที่จังหวัดใด เพราะไม่ว่าคิดจะไปอยู่ที่ใด หญิงนั้นก็มาบอกทุกคราวว่าหลวงพ่อมนตรีไม่เห็นด้วย ในที่สุดหลวงพ่อปราโมทย์และคณะจึงเดินทางไปกราบหลวงพ่อมนตรีที่สวนพุทธธรรมป่าละอูเมื่อ 14 สิงหาคม 2548 โดยการอำนวยการของหญิงผู้นั้นและน้องสาวซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดหลวงพ่อมนตรี

          2.2 เมื่อหลวงพ่อปราโมทย์เดินทางไปถึงสวนพุทธธรรม ก็พบว่าหลวงพ่อมนตรีมีบัญชาให้พระหลายรูปมารอต้อนรับที่ลานจอดรถ แล้วนำขึ้นไปที่ศาลาหินอ่อนบนเขา ซึ่งในขณะนั้นมีญาติโยมนั่งอยู่หลายคน (พร้อมจะเป็นพยานในเรื่องนี้ได้) และเมื่อหลวงพ่อปราโมทย์กราบถวายสักการะและเรียกท่านว่า “พระอาจารย์” ท่านก็ให้เรียกใหม่ว่า “หลวงพี่” หลวงพ่อปราโมทย์จึงกราบเรียนถามว่า “หลวงพี่จะให้ผมไปอยู่ที่ไหน” ท่านตอบทันทีว่า “ให้ไปอยู่ชลบุรี” หลวงพ่อปราโมทย์ก็รับว่าจะไปอยู่ตามนั้น ท่านก็มอบให้หญิงนั้นเป็นแกนกลางในการก่อสร้าง โดยบอกญาติโยมในที่นั้น และบอกในเวลาต่อมาอีกหลายวาระ ให้ไปช่วยกันก่อสร้าง ซึ่งเรื่องนี้มีพยานบุคคลเป็นจำนวนมาก

          2.3 เมื่อการก่อสร้างสวนสันติธรรมแล้วเสร็จ หลวงพ่อปราโมทย์ก็เดินทางไปกราบเรียนและนิมนต์หลวงพ่อมนตรีไปร่วมงานฉลอง แต่ท่านขอตัว บอกว่าท่านไม่ชอบไปงานใดๆ

          2.4 สำหรับการที่เวปวิมุตติถอดเรื่อง “กว่าจะเป็นสวนสันติธรรม” ออก ไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะถูกจับผิด แต่เป็นเพราะเคารพในคำสั่งของหลวงพ่อมนตรี ที่ไม่ให้มีการเอ่ยอ้างถึงชื่อของท่านอีก

3. การแอบอ้างว่าหลวงพ่อมนตรีเขียนจดหมายรับรองโสดาปัตติผลให้กับ แม่ชีอรนุช สันตยากร

          หลวงพ่อปราโมทย์ไม่เคยกล่าวอ้างเช่นนั้น เพราะเป็นเรื่องที่ผิดพระธรรมวินัยทั้งสำหรับหลวงพ่อมนตรีและหลวงพ่อปราโมทย์ แต่เป็นเพียงความเข้าใจผิดไปเองของผู้ฟังที่ได้ยินเรื่องที่ว่า หลวงพ่อปราโมทย์ได้เขียนจดหมายไปรายงานกิจการของสวนสันติธรรมหลายเรื่องต่อหลวงพ่อมนตรี รวมทั้งผลการปฏิบัติของพระในสวนสันติธรรมและแม่ชีอรนุชด้วย ซึ่งหลวงพ่อปราโมทย์ก็ไม่ได้กล่าวถึงมรรคผลใดๆ ของใครทั้งสิ้น แล้วหลวงพ่อมนตรีก็เขียนจดหมายชมเชยแม่ชีอรนุชว่า
“เป็นผู้เสียสละอย่างยิ่งที่ก้าวตามท่านเข้ามาสู่มรรคาธรรมสายนี้ นับเป็นยอดหญิงที่เยี่ยมยอดมากในยุคสมัยนี้ ที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวเช่นนี้” (จดหมายต้นฉบับยังมีอยู่ที่สวนสันติธรรม) ไม่มีส่วนใดที่ท่านพยากรณ์มรรคผลของแม่ชีอรนุช แต่ญาติโยมทั้งหลายพอได้ยินว่าครูบาอาจารย์ชมเชยใคร ก็ชอบตั้งให้ผู้นั้นเป็นพระอริยบุคคล

          เวลาที่มีผู้หนึ่งผู้ใดคิดว่าตนเองเป็นพระอริยบุคคล หลวงพ่อปราโมทย์มักจะให้กลับไปคอยสังเกตจิตว่า ยังมีกิเลสที่พระอริยบุคคลชั้นนั้นต้องละได้เด็ดขาดแล้ว กลับบังเกิดขึ้นอีกหรือไม่ และกล่าวอยู่เนืองๆ ว่า
“เอกสิทธิ์ในการพยากรณ์มรรคผลเป็นของพระพุทธเจ้าเท่านั้น”

          อนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างพระกับพระ เป็นเรื่องความเห็นต่างเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติธรรม ซึ่งท่านหนึ่งเน้นให้มีความเพียรไว้ก่อน ส่วนอีกท่านหนึ่งให้หัดรู้สภาวะเพื่อเจริญปัญญาไว้ก่อน เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงในตนเองบ้างแล้ว ก็จะเกิดศรัทธาและความเพียรที่แก่กล้ายิ่งขึ้นต่อไป ซึ่งการจะเน้นในเรื่องใดก่อนหลังที่แตกต่างกันนั้น เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังมีหลายประเภท เช่น วิริยาธิกะ กับปัญญาธิกะ เป็นต้น ดังนั้นใครชอบใจอย่างใด ก็ควรเลือกแนวทางปฏิบัติที่สมควรแก่ตนอย่างนั้น
 
 
 

 

เสียงหลวงพ่อสงบ มนสฺสนฺโต วัดป่าสันติพุทธาราม จ.ราชบุรี เทศน์วันที่ 31 ธ.ค. 2552 เรื่อง พระป่าหรือพระโกหก ซึ่งเมื่อได้ฟังแล้ว แม้จะมิได้เอ่ยชื่อว่าใครคือพระโกหก แต่คนส่วนใหญ่ก็เข้าใจว่า คือพระปราโมช นั่นเอง

กดที่ภาพเพื่อฟัง หรือคลิกขวา-Save เพื่อบันทึกไว้เป็น MP3

 

เว็บไซต์ : บ้านอารีย์ : สวนสันติธรรม

 

หมายเหตุ : หลังจากมีเรื่องระแคะระคายในเว็บบอร์ด "ศาสนา" พันทิป มาหลายวัน มีผู้ส่งข่าวและกระตุ้นทางอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ว่า "อยากทราบ" ทางเราก็รอความกระจ่างจากคู่กรณี จนกระทั่งวันนี้ มีแถลงการณ์ออกมาจากทั้งสองฝ่าย เห็นสมควรว่า "ไม่มีการมัดมือชกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ให้ได้เปรียบเสียเปรียบ" อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ จึงนำเสนอพร้อมๆ กัน โดยไม่ได้ตัดต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากการพาดหัวข่าวตามสไตล์ของเราเท่านั้น จึงเรียนมาเพื่อทราบ

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
17 มกราคม 2553

 

 

 

 

 

E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

www.alittlebuddha.com วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264