|
ครูบาดวงดีมรณภาพ
สิ้นพระเกจิอายุยืนที่สุดในประเทศไทย
สิริอายุ
104
ปี

ครูบาดวงดี สุภัทโท
วัดท่าจำปี อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่
ศิษย์รุ่นสุดท้ายของครูบาศรีวิชัย

ภาพ
:
มติชน-ข่าวสด
สิ้นเกจิชื่อดังล้านนา
"ครูบาดวงดี สุภัทโท"
วัดท่าจำปี เชียงใหม่ รวมอายุ 104 ปี พรรษา 83 หลังอาพาธด้วยโรคชรา
มีโรคแทรกซ้อน ช่วงสายคณะศิษยานุศิษย์จะได้หารือเตรียมเคลื่อนศพไปบำเพ็ญกุศลต่อ...
เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 6 ก.พ. หลวงปู่ครูบาดวงดี เจ้าอาวาสวัดท่าจำปี
อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ พระเกจิชื่อดังที่มีอายุยืนที่สุดของแผ่นดินล้านนา
มีลูกศิษย์อยู่ทั่วประเทศ ซึ่งได้อาพาธด้วยโรคชรา มีโรคแทรกซ้อน อาการทรุด
พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่ ตึกศรีพัฒน์ ชั้น 4 ห้อง 1
และได้มรณภาพลงแล้วที่ห้องไอซียู ชั้น 4 ตึกศรีพัฒน์
ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายสมคิด สมทอง ลูกศิษย์ ทราบว่า
หลวงปู่ได้อาพาธ ทางลูกศิษย์เคยส่งไปรักษาที่ ร.พ.บำรุงราษฎร์ กรุงเทพฯ
จนกระทั่งทาง ร.พ.อนุญาตให้นำหลวงปู่กลับมาพักฟื้นที่วัดท่าจำปีได้ประมาณ 2
เดือน ก่อนหน้าประมาณ 1 อาทิตย์ อาการหลวงปู่ไม่ดีขึ้น
เนื่องจากแพทย์ตรวจภายหลังพบว่ามีเลือดออกในกระเพาะอาหาร
ทางลูกศิษย์จึงพามารักษาที่ ร.พ.มหาราชนครเชียงใหม่
แต่ท่านได้ละสังขารเมื่อตอนเช้ามืดของวันนี้ ซึ่งในช่วงสายทางคณะศิษยานุศิษย์
จะได้หารือเพื่อเตรียมเคลื่อนศพหลวงปู่ นำไปบำเพ็ญกุศลที่วัดท่าจำปีต่อไป
ชีวประวัติ
หลวงปู่ครูบาดวงดี สุภัทโท ถือกำเนิดที่บ้านท่าจำปี ต.ทุ่งสะโตก อ.สันป่าตอง
จ.เชียงใหม่ เป็นคนพื้นเพบ้านท่าจำปีมาแต่กำเนิด บิดามารดา เป็นชาวไร่ชาวนา
โยมบิดาชื่อ พ่ออูบ โยมมารดาชื่อ แม่จั๋นติ๊บ
(สมัยนั้นยังไม่มีการใช้นามสกุล) หลวงปู่ถือกำเนิดในแผ่นดินรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
ตรงกับสมัยพ่อเจ้าอินทวิชยานนท์ (เจ้ามหาชีวิต) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
เมื่อวันที่ 26 เดือนเมษายน พ.ศ. 2449 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 8 คน
เป็นชาย 4 คน เป็นหญิง 4 คน หลวงปู่เป็นลำดับที่ 7 และมีน้องสุดท้องชื่อแม่นิน
เริ่มต้นชีวิตในผ้ากาสาวพัตร
เมื่อหลวงปู่อายุได้ 11 ปี
ได้ติดตามพ่อแม่ไปทำบุญตักบาตรถวายภัตตาหารแด่ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย
ซึ่งขณะนั้นท่านครูบาถูกทางการจังหวัดลำพูน
นำตัวมากักขังบริเวณที่วัดพระธาตุเจ้าหริภุญชัย (วัดหลวงลำพูน)
ในข้อหาเป็นพระอุปัชฌาย์เถื่อนไม่มีหนังสืออนุญาตบวชพระ
เมื่อท่านครูบาเจ้าฯได้เห็นเด็กชายดวงดี
ท่านก็มีเมตตาอย่างสูงเรียกเข้าไปหาพร้อมกับบอกพ่อแม่ว่า
"กลับไปให้เอาไปเข้าวัดเข้าวา
ต่อไปภายหน้าจะได้พึ่งพาไหว้สามัน"
นับเป็นพรอันประเสริฐ
ยิ่งในการที่ท่านครูบาเจ้าฯได้พยากรณ์พร้อมกับประสาทพรให้หลวงปู่ตั้งแต่ยัง
เด็กหลังจากที่เดินทางกลับถึงบ้าน ไม่กี่วันต่อมาบิดาก็นำขันข้าวตอกดอกไม้
พร้อมกับนำตัวเด็กชายดวงดีไปถวายฝากตัวเป็นศิษย์ (ขะโยม) ในท่านครูบาโปธิมา
ซึ่งเป็นอธิการวัดท่าจำปี ใกล้ๆ บ้านนั่นเอง ครูบาโปธิมาก็ได้พร่ำสอนหนังสือของทางการบ้านเมืองสมัยนั้น
หลังจากสั่งสอนเด็กชายดวงดีจนพออ่านออกเขียนได้ ท่านครูบาโปธิมาก็ย้ายจากวัดท่าจำปีไปเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง
ห่างจากวัดท่าจำปีไปเล็กน้อย
ท่านครูบาสิงหะ เจ้าอาวาสองค์ต่อมา ได้ให้เด็กชายดวงดีศึกษาเป็นขะโยม
(เด็กวัด) อยู่กับครูบาสิงหะได้ไม่นาน ครูบาสิงหะก็มรณภาพ
คงเหลือสามเณรสิงห์แก้วดูวัดท่าจำปีแทนและทำหน้าที่สั่งสอนลูกศิษย์ไปด้วย
หลังจากทำบุญประชุมเพลิงครูบาสิงหะแล้วสามเณรสิงห์แก้วก็ลาสิกขา
จึงทำให้วัดท่าจำปีร้างรกไม่มีเจ้าอาวาสติดต่อกันถึง 3 ปี
ในขณะที่วัดร้างรานั้น
หลวงปู่หรือเด็กชายดวงดีขณะนั้นก็ทำหน้าที่ดูแลวัดอย่างที่เคยปฏิบัติมา เช่น
ปัดกวาดกุฏิวิหาร จัดขันดอกไม้บูชาพระ ตักน้ำคนโท (น้ำต้น)
ถวายพระพุทธรูปตลอดเวลา
ต่อมาคณะศรัทธาวัดท่าจำปี
ได้อาราธนานิมนต์ท่านครูบาโสภามาเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าจำปี
เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่จึงได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลทุ่งสะโตกอีกตำแหน่งด้วย
ทำให้วัดท่าจำปีเกิดความสำคัญขึ้นมาอย่างยิ่ง
เพราะนอกจากท่านครูบาโสภณจะเป็นเจ้าคณะตำบลแล้ว
ท่านยังเป็นพระสหธรรมิกที่มีอายุพรรษารุ่นราวคราวเดียวกันกับท่านครูบาศีลธรรม
(ครูบาเจ้าศรีวิชัย) มีผู้คนเคารพนับถือมากมายถึงกับขนานนามท่านว่า
"ตุ๊เจ้าตนบุญตนวิเศษแห่งล้านนา"
จริงๆ เพราะท่านมีบุญญาภินิหารปรากฏแก่สายตาคนทั้งหลาย
ซึ่งเป็นที่ร่ำลือถึงเหตุการณ์ต่างๆ อย่างไม่ลดละตราบจนทุกวันนี้
หลังจาก เด็กชายดวงดี ศึกษาภาษาพื้นเมืองได้คล่องแคล่ว อายุได้ 13
ปีพอดีท่านครูบาโสภาจึงนำเด็กชายดวงดีไปปรึกษากับท่านครูบาศรีวิชัย
ซึ่งขณะนั้นท่านได้ขึ้นมาบูรณะปฏิสังขรณ์ทางเมืองเชียงใหม่ พ.ศ.2462
ท่านครูบาศรีวิชัยมีความพอใจเด็กชายดวงดีมาก
ท่านครูบาโสภาก็เล่าเรื่องการบวชเณรให้ท่านครูบาศรีวิชัยฟัง
ท่านก็บอกกับครูบาโสภณว่า
"ถ้าบวชพระแล้วก็หื้อขึ้นมาจำพรรษาอยู่วัดพระสิงห์นี่แหละ
จะได้เป็นเพื่อนกับนายสิงห์ดำ"
(ซึ่งเป็นหลานแท้ๆ ของท่านครูบาศรีวิชัย)
ซึ่งมีหน้าที่ปลงเกศาให้กับท่านครูบาศรีวิชัย
ในขณะที่หลวงปู่อยู่จำพรรษากับท่าครูบาเจ้าศรีวิชัยนับตั้งแต่เป็นสามเณรใหม่ๆ
และเดินทางปฏิบัติเล่าเรียนอยู่กับท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยนั้น ท่านอายุได 28
ปี เป็นช่วงที่ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยต้องอธิกรณ์ข้องกล่าวหาต่างๆ นานา
เช่นการบุกรุกป่าสงวน ซ่องสุมผู้คน ตั้งตนเป็นผีบุญ
จนถึงกับถูกจับส่งตัวไปตัดสินความที่กรุงเทพฯ เนื่องจากถูกกลั่นแกล้ง
ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เกิดเหตุการณ์ใหญ่โต เมื่อคณะสงฆ์ในเขตปกครองแขวงบ้านแมง
(อ.สันป่าตอง) ขอลาออกจากการปกครองเมืองเชียงใหม่ถึง 60 วัด
ท่านครูบาโสภาวัดท่าจำปี ท่านครูบาปัญญา วัดท่ากิ่งแลหลวง
ก็ถูกไต่สวนจนต้องนำคณะศิษย์หนีไปแสวงบุญก่องสร้างวิหารพระพุทธบาทฮังฮุ้ง
ในเขตประเทศพม่า จนไม่ยอมกลับมาอีกเลย
บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของท่านครูบาศรีวิชัยต้องแยกย้ายกันไปแสวงบุญคนละทิศละทาง
คงค้างแต่ท่านครูบาขาวปีทำหน้าที่ดูแลวัดสิงห์
และเป็นหัวแรงในการก่อสร้างวัดวาอารามที่ค้างไว้
ต่อมา ท่านครูบาศรีวิชัย
ถูกชำระความพ้นผิดเดินทางกลับเมืองลำพูนอยู่ได้ไม่นาน
ก็ถึงแก่มรณภาพที่วัดจามเทวี เมื่ออายุได้ 61 ปี
ซึ่งขณะนั้นหลวงปู่ดวงดีอายุได้ 32 ปี
หลวงปู่ได้เดินทางไปก่อสร้างวัดวาอารามเจริญรอยตามท่านครูบาศรีวิชัยผู้เป็นพระอาจารย์
หลังจากนั้นก็ติดตามครูบาเจ้าอภิชัยผ้าขาวปีมาสร้างวิหารวัดท่าจำปีหลวงปู่
เดินทางกลับมาก่อสร้างวัดท่าจำปี ขณะนั้นอายุได้ 42 ปี
ได้รับตำแหน่งเจ้าคณะตำบลทุ่งสะโตกจากท่านครูบาโสภาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
แม้ว่าหลวงปู่จะมีตำแหน่งหน้าที่ทางการคณะสงฆ์ก็ตาม
ท่านก็มิได้ละเลยข้อวัตรปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
ซึ่งท่านมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว
ในระหว่างที่มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบต่อจากท่านครูบาโสภา
หลวงปู่ก็มิได้สร้างแต่เฉพาะวัดท่าจำปีเท่านั้น
ทุกวัดในละแวกเดียวกันหลวงปู่ก็ช่วยเหลือเป็นแรงสำคัญ ไม่ว่าถนนหนทาง อุโบสถ
วิหาร เจดีย์ สะพาน หรือแม้แต่โรงเรียน โรงพยาบาล
หลวงปู่ก็ให้ความอุปถัมภ์บำรุง แม้กระทั่งวัดในเขตอำเภอสันป่าตอง
หรือต่างอำเภอ หรือต่างจังหวัด จนไม่สามารถนำมาบรรยายได้ทั้งหมด
หน้าที่การคณะสงฆ์และสมณศักดิ์
หลวงปู่ครูบาดวงดี สุภัทฺโท ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะตำบลทุ่งสะโตก
อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่พ.ศ. 2492
- วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2520 ได้รับตั้งเป็นพระครูชั้นประทวนเจ้าคณะตำบล
นามว่า "พระครูดวงดี"
- วันที่ 5
ธันวาคม พ.ศ. 2530 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท
ในราชทินนาม
"พระครูสุภัทรสีลคุณ" ณ
พุทธมณฑล จังหวัด นครปฐม
- วันที่ 5
ธันวาคม พ.ศ. 2551 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะ (เจ้าคุณ)
ชั้นสามัญ ในราชทินนาม
"พระมงคลวิสุต"
- ปัจจุบันหลวงปู่เจริญอายุครบ 104 ปี (บวชพระ 83 พรรษา)

เหรียญรุ่นแรก ครูบาดวงดี
ข่าว
: ไทยรัฐ
6 กุมภาพันธ์ 2553
|