ข่าวสารจากทั่วโลก อะลิตเติ้ล บุ๊ดด่ะ ดอทคอม พร้อมนำเสนอแด่แฟนๆ ทุกท่าน ด้วยความยินดีที่ท่านให้เกียรติมาเยือน

 

    

จ๊าบ ! ผุดไอเดียบวชไม่สึก

ในโครงการจะให้ข้าราชการหลังเกษียนมาเฝ้าวัดร้าง

 

 

ก็ดีฮ่ะ ลองดูก็ดีนะ จะได้รู้ว่า พูดกับทำนั้นมั่นต่างกันอย่างไร

 

 

 

หมายเหตุ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

    มีการพูดกันเหลือเกินในแวดวงคนไทยที่ไม่ค่อยเข้าวัด หรือเข้าวัดแบบผิวเผิน แสดงไอเดียเอกอุว่า "บวชพระแล้วไม่น่าสึก" หรือ "ไม่ควรสึก" ควรอยู่ในผ้าเหลืองไปจนตาย ซึ่งผู้ที่พูดนั้นก็ไม่เคยบวช หรือถึงบวชก็สึกออกไปนุ่งกางเกงแล้วทั้งสิ้น พอลงจากต้นไม้ก็แหงนหน้าขึ้นไปตะโกนบอกคนข้างบนว่า "อยู่บนโน่นแหละฮะดี อย่าลงมาเลยขอรับท่าน"

 

      ในอดีตมีผู้ยิ่งใหญ่ เคยประกาศ "บวชไม่สึก" มาแล้ว อย่างน้อยก็ 2 คน ได้แก่

 

     1. นายบุญยง ว่องวานิช เจ้าของห้างขายยาอังกฤษตรางู มีดีกรีเป็นด๊อกเตอร์ แถมด้วยตำแหน่ง "นายกยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย" ตัวเลขทรัพย์สินของนายบุญยงก่อนบวชนั้นว่ากันว่ามีถึง "หมื่นล้าน" แต่แล้ววันดีคืนดี ดร.บุญยงก็อาจหาญประกาศต่อหน้านักข่าวว่า "ผมขอปวารณาตัวบวชไม่สึกตลอดชีวิต"

     พอผู้คนได้ยินก็ถึงกับยกมือสาธุท่วมประเทศไทย แหมนี่ไทยแลนด์แดนพุทธจะเข้าสู่ยุคพระพุทธเจ้าเสียแล้วกระมัง นั่นคือเศรษฐีคฤหบดีผู้มีอันจะกิน รวมทั้งมีการศึกษา แบบว่าเปอร์เฟคสุดๆ เหมือนสารีบุตรกับโมคคัลลาน์มาบวช บวชได้ไม่กี่วันก็บรรลุอรหันต์ ชื่อเสียงเกรียงไกรมาหลายพันปี นี่ถ้าเกิดทันสมัยพุทธกาล พระ ดร.บุญยง คงได้รับตำแหน่งเอตทัคคสาวกรูปใดรูปหนึ่งเป็นแน่แท้ แม้ว่าจะแย่งตำแหน่งของพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลาน์มาไม่ได้ก็ตาม

    แต่..แต่แล้วอนาคตพระพุทธศาสนาต้องดับวูบ เมื่อบวชได้ไม่นาน พระ ดร.บุญยง ก็อ้างว่า "สุขภาพไม่เอื้ออำนวย จึงขอลาสึกเพราะกลัวตาย" หมายถึงว่าการสละชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนา แบบว่าขอตายในผ้าเหลืองนั้น กลับกลายเป็น "กลัวตายในผ้าเหลืองมากกว่า" สรุปก็คือ ปัจจุบัน พระ ดร.บุญยง ซึ่งบวชไม่สึก กลายเป็น "ทิดบุญยง" ไปแล้ว โดยการแอบสึกแบบเงียบเชียบ

 

     2. อดีตนักร้องผู้โด่งดังสะท้านฟ้าเมืองไทย นราธิป กาญจนวัฒน์ แห่งวงชาตรี ผู้ที่วันดีคืนดี ในปี พ.ศ.2531 ก็ประกาศอาจหาญ "ผมจะขอบวชไม่สึกตลอดชีวิต" พระนราธิปครองผ้าเหลืองอยู่นานถึง 17 ปี จนได้เป็นพระครู แต่แล้วจู่ๆ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2548 พระครูปลัดนราธิป ก็ทำการช็อควงการสงฆ์ ด้วยการแอบสึกอย่างเงียบๆ โดยออกหนังสือ "เปิดใจ-ไอ้หน้าโง่" ไว้ให้คนโง่ๆ เฮโลซื้ออ่านกันเล่มหนึ่ง หลังจากนั้นไม่กี่วัน อดีตพระกรรมฐานชื่อดังแห่งลานนางฟ้า ก็กระโดดขึ้นเวที คว้าไมค์เอื้อนลูกคอสะบัดลายผ้าเหลืองทิ้งไปไม่เห็นฝุ่น ไม่ต่างกับสมัย 17 ปีก่อนหน้านั้น

    ปัจจุบันนี้ ทั้งสองทิดคงไม่คิดบวชอีกแล้ว แบบว่า "เข็ดจนตาย" กับคำว่า "บวชไม่สึก" ที่หลุดออกปากไปเมื่อตอนก่อนบวชน่ะ สู้พระบิ๊กจิ๋วไม่ได้ บอกว่า "จะบวชเพียง 2-3 วัน" แต่อยู่ได้เกือบเดือน ทำลายสถิติเห็นๆ

 

 

พระบิ๊กจิ๋ว ประกาศ "บวชแล้วสึก" ทำได้จริง

 

 

      ยังไม่รู้ว่าจะมีบุคคลที่ 2-3-4 ฯลฯ ที่ประกาศว่า "จะบวชไม่สึก" อีกหรือไม่ จริงๆ แล้วเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ดีนะ เรื่องบวชไม่สึกน่ะ แต่ถามว่าทำได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง ขนาดอดีตนักปราชญ์ผู้โด่งดังคับฟ้า คือ พระมหาเงื่อม อินฺทปญฺโญ ป.ธ.4 แห่งสำนักวัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ นั้นก็เคยคิดสึกมาแล้ว แต่ดวงไปไม่ถึงกางเกง เลยกลายมาเป็น "พุทธทาสภิกขุ" อยู่ถึงทุกวันนี้

 

    เรื่องใครจะบวชหรือจะสึกนั้น ไม่มีใครขัดข้องหมองใจแต่ประการใดหรอก อยู่ไม่ได้ก็สึกหาลาเพศออกไปทำมาหากิน สังคมไทยก็อยู่ได้และอยู่อย่างนี้มานานแล้ว แต่ผู้ที่ประกาศว่า "จะบวชไม่สึกนั้น" มันเหมือนกับนักการเมืองนั่นแหละ "ผมจะไม่โกง" และ "ถ้าผมได้เป็นรัฐบาล พบว่าใครมีพฤติกรรมว่าโกง แม้เพียงสงสัย ก็จะไม่รอให้ศาลตัดสิน แต่จะใช้วิถีทางการเมืองให้พ้นจากตำแหน่งไปทันที" ทีนี้พอได้เป็นนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีถูกตั้งกรรมการสอบสวนเรื่องทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ พณฯนายกรัฐมนตรีก็ออกสำนวนเวอร์ชั่นใหม่ "ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน" ว่าไปโน่น ชี้หน้าได้เลยทุกพรรคนั่นแหละ ขี้คุยทั้งนั้น

 

  ดังนั้น ก็ขอบอกว่า ผู้ที่พูดน่ะ ลองทำเป็นตัวอย่างหรือนำร่องก่อนไม่ดีกว่าหรือ ถ้าทำได้จริงก็ไม่ต้องโฆษณาให้มากความหรอก คงจะมีผู้บวชตามไม่น้อย แต่ถ้าตัวเองทำไม่ได้ ก็เห็นทีว่าจะลำบาก ยิ่งประกาศนโยบาย "บวชเพื่ออนุรักษ์วัดร้าง" นั่นยิ่งไปกันใหญ่ เผลอๆ ไปขัดผลประโยชน์เรื่องที่ดินอะไรเข้า โดนเจ้าพ่อยิงตายเหมือนพระเมืองฝางก็จะลำบากเข้าไปใหญ่ น่าที่จะไปสวรรค์นิพพาน กลับเอาชีวิตไปยุ่งกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เอวัง ฯ


 

 

ผุดไอเดียบวชไม่สึก

 

หวังแก้ปัญหาวัดร้าง ผู้ที่เข้าอุปสมบทตามโครงการจะได้รับการอบรมเรื่องการบริหารจัดการวัดเป็นพิเศษ หลังพบพระสงฆ์ไทยอ่อนบริหารจัดการ

นายสุภชัย วีระภุชงค์ เลขานุการชมรมโพธิคยา กล่าววันนี้ (10 ก.ย. ) ถึงชมรมโพธิคยาว่า เกิดจากการรวมตัวกันของนักธุรกิจ ข้าราชการ นักการเมือง ที่เคยอุปสมบทตามโครงการอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติเนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา เมื่อวันที่ 28 ต.ค.-6 พ.ย. 2550 ที่จัดโดยสถานเอกอัครราชฑูตไทย ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งในการอุปสมบทดังกล่าวทำให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการเห็นถึงคุณค่าของการเดินทางไปศึกษาพระธรรมคำสอน ณ ดินแดนพุทธภูมิ ซึ่งจะทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในพระธรรมคำสอน และการน้อมนำมาปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ ทางชมรมจึงดำเนินการโครงการส่งเสริมพระสงฆ์ไทยไปศึกษาปฏิบัติธรรมที่สาธารณรัฐอินเดีย โดยได้ระดมทุนจากสมาชิกทั้งหมดมาดำเนินงานตามโครงการเป็นจำนวนเงิน 3 ล้านบาท เริ่มนำร่องที่จ.นครราชสีมา

ส่วนเกณฑ์ในการคัดเลือกพระสงฆ์นั้น นายสุภชัยกล่าวว่า ได้ผ่านการหารือจากพระผู้ใหญ่หลายรูป มีเกณฑ์หลักๆ คือ ต้องเป็นพระสงฆ์ที่มีอายุพรรษา 10 พรรษา ขึ้นไป ส่วนหลักสูตรในการอบรมนั้น พระราชรัตนรังษี เจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย จะเป็นผู้คิดหลักสูตรการอบรม ซึ่งขณะนี้มีพระสงฆ์ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าอบรมตามโครงกานี้แล้ว 31 รูป และขณะนี้ได้เดินทางไปอบรม และจำพรรษาที่สาธารณรัฐอินเดียแล้วตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค. – 10 พ.ย. นี้

เลขานุการชมรมโพธิคยากล่าวต่อว่า พระที่ผ่านการอบรมกลับมาต้องมีการทำวิจัยเชิงลึก และทางชมรมจะมีทุนให้เพื่อดำเนินงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา ส่วนในการดำเนินงานโครงการปี 2553 จะมีการขยายโครงการไปยังจังหวัดต่างๆ อีกทั้งจะมีโครงการที่จะให้ข้าราชการที่กำลังจะเกษียณอายุราชการที่สนใจพระพุทธศาสนามาเข้าร่วมโครงการ โดยจะให้อุปสมบทแบบไม่สึก และจะทำพิธีอุปสมบทที่อินเดีย พร้อมทั้งเข้ารับการอบรมตามโครงการ เมื่อผ่านการอบรมแล้วจะให้ไปอยู่ตามวัดที่มีพระสงฆ์อยู่น้อยเพื่อช่วยแก้ปัญหาวัดร้างที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้น นอกจากนี้ผู้ที่เข้าอุปสมบทตามโครงการนี้จะได้รับการอบรมเรื่องการบริหารจัดการวัดเป็นพิเศษ เพราะต้องยอมรับว่าพระสงฆ์ไทยยังมีการบริหารจัดการไม่เก่ง

 

ข่าว : ไทยรัฐ
10 กันยายน 2552


 

 

 

 

 

 

E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

www.alittlebuddha.com วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264