|
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า
โดยที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ว่างลง
สมควรที่จะทรงสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช
เพื่อจักได้บริหารกิจการพระศาสนา ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๕๐๕
และตามระเบียบราชประเพณี ให้สมบูรณ์สืบไป
และโดยที่ได้ทรงสดับคำกราบบังคมทูลของคณะรัฐบาล กับทั้งสังฆทัศนะในมหาเถรสมาคมเป็นเอกฉันทมติ
จึงทรงพระราชดำริว่า
สมเด็จพระญาณสังวรฯ เป็นพระมหาเถระ เจริญในสมณคุณเนกขัมมปฏิบัติสมบูรณ์ด้วยศีลสมาจารวัตร
รัตตัญญูมหาเถรกรณธรรม ดำรงสถาพรอยู่ในสมณพรหมจรรย์ตลอดมาเป็นเวลาช้านาน
ได้ประกอบกรณียกิจเป็นหิตานุหิตประโยชน์ไพศาลแก่พุทธจักรและอาณาจักร
ดังมีอรรถจริยาปรากฏเกียรติสมภารตามความพิสดารในประกาศสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะมหาสังฆนายก
เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕ นั้นแล้ว
ครั้นต่อมา สมเด็จพระญาณสังวรฯ
ยิ่งเจริญด้วยอุตสาหวิริยาธิคุณ สามารถรับภาระธุระพระพุทธศาสนาเป็นพาหุลกิจนิตยสมาทานมิได้ท้อถอย
ยังการพระศาสนาให้เรียบร้อยและเจริญมั่นคงยิ่งขึ้นเป็นลำดับมา
ในการปกครองคณะสงฆ์ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
พุทธศักราช ๒๕๐๕ สมเด็จพระญาณสังวรฯ
ได้ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมมาแต่เริ่มแรก
เป็นเจ้าคระกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการฝ่ายธรรมยุต
เป็นประธานกรรมการคณะธรรมยุต และเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ในการปริยัติศึกษา
เป็นกรรมการปรับปรุงหลักสูตรศาสนศึกษาของคณะสงฆ์
เป็นนายกกรรมการและนายกสภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัย
เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนครูปริยัติธรรมคณะธรรมยุต
ด้านการพระศาสนาในต่างประเทศ
ได้เป็นประธานดำเนินการและประธานกรรมการอุปถัมภ์
ในการสร้างวัดและอุโบสถในประเทศต่างๆ หลายแห่ง คือ วัดพุทธรังษี ณ นครซิดนีย์
ประเทศออสเตรเลีย วัดจาการ์ตาธรรมจักรชัย ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย
วัดแคโรไลนาพุทธจักรวนาราม ในรัฐแคโรไลนาเหนือ สหรัฐอเมริกา
อุโบสถวัดนครมณฑปศรีกีรติวิหาร ณ เมืองกีรติปูร นครกาฎมัณฑุ ประเทศเนปาล
ได้ไปดูการพระศาสนา ณ พระเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย
อินเดีย เนปาล หลายวาระ เป็นประธานสงฆ์จากประเทศไทย ไปประกอบพิธีผูกพัทธสีมาอุโบสถวัดจาการ์ตาธรรมจักรชัย
ซึ่งเป็นการผูกพัทธสีมาอุโบสถเป็นครั้งแรกของวัดพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศนั้น
ไปบรรพชากุลบุตรชาวอินโดนีเซีย ณ เมืองสมารัง ตามคำอาราธนาของคณะสงฆ์สังฆเถรวาทอินโดนีเซีย
ไปบรรพชากุลบุตรศากยะแห่งเนปาล ตามคำอาราธนาของคณะสงฆ์เนปาล
ไปร่วมประชุมสหพันธ์คีตาอาศรมสากลในฐานะแขกพิเศษ ณ ประเทศอินเดีย
ด้านการแสดงและเผยแผ่ธรรม แสดงธรรมเป็นประจำในวันธรรมสวนะและวันอาทิตย์
ในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร บรรยายธรรมในการฝึกอบรมการปฏิบัติทางจิต
ทุกวันพระและวันหลังวันพระ ณ ตึก สว.ธรรมนิเวศ
บรรยายธรรมในรายการบริหารทางจิตสำหรับผู้ใหญ่ ทางสถานีวิทยุ อ.ส.
พระราชวังดุสิต เป็นประจำทุกวันอาทิตย์ บรรยายธรรมแก่ชาวต่างประเทศ
ในวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์
นอกจากนี้ยังได้เรียบเรียงหนังสือที่เป็นตำราประกอบการศึกษาธรรมกถา ธรรมเทศนา
และสารคดีอีกเป็นอันมาก เช่น เรื่อง หลักพระพุทธศาสนา แนวปฏิบัติในสติปัฎฐานสัมมาทิฏฐิ
โสฬสปัญหา ธรรมบรรยายพระพุทธศาสนากับสังคมไทย ตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร เล่ม ๒
เป็นต้น
ทั้งยังได้ริเริ่มให้แปลหนังสืออธิบายธรรมะในพระพุทธศาสนาเป็นภาษาต่างประเทศ
เพื่อเป็นการเผยแผ่และเป็นคู่มือการศึกษาพระพุทธศาสนา
สำหรับชาวต่างประเทศอีกทางหนึ่ง
ในด้านสาธารณูปการ ได้เป็นประธานกรรมการอุปการฝ่ายบรรพชิต
ในการก่อสร้างตึก ภปร. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ร่วมกับสภากาชาดไทยสร้างตึกวชิรญาณวงศ์
และตึกวชิรญาณสามัคคีพยาบาล เป็นตึกสงฆ์และใช้ประโยชน์ทางการแพทย์
ในการพระอารามนั้น ก็ได้เอาใจใส่ควบคุมดูแล ระวังรักษาและบูรณะปฏิสังขรณ์ปูชียวัตถุสถาน
ตลอดจนสิ่งก่อสร้างต่างๆ ซึ่งทรุดโทรมเสียหาย ทั้งในเขตพุทธาวาสและสังฆาวาส
ให้ดำรงคงสภาพที่มั่นคงถาวรและเรียบร้อยงดงาม
ทั้งได้สร้างอาคารขึ้นใหม่อีกหลายหลัง อาทิ ตึก สว.ธรรมนิเวศ ในพระราชูปถัมภ์
เป็นผู้มีปรีชาสามารถอย่างยิ่งในการปกครอง
ทำนุบำรุงพระอารามหลวงที่มีความสำคัญ ให้เจริญรุ่งเรืองสมพระราชประสงค์
สมเด็จพระญาณสังวรฯ
ยังได้เป็นประธานอุปถัมภ์การสร้างวัดในต่างจังหวัดอีกหลายแห่ง เช่น วัดรัชดาภิเษก
วัดพุมุด จังหวัดกาญจนบุรี วัดวังพุไทร จังหวัดเพชรบุรี วัดล้านนาสังวราราม
จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น ที่สำคัญ ได้เป็นประธานสร้างวัดญาณสังวราราม
ที่ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ในเนื้อที่ ๓๖๖ ไร่
ให้เป็นที่บำเพ็ญสมณธรรมของพระภิกษุสามเณร
และเป็นประโยชน์เกื้อกูลการพัฒนาอาชีพของประชาชนในถิ่นนั้น
อุทิศถวายพระราชกุศลแด่พระอดีตมหาราชผู้ทรงกอบกู้ชาติไทย
และสมเด็จพระมหากษัตราธิราชทุกพระองค์ในพระบรมราชจักรีวงศ์
ซึ่งได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
และสมเด็จพระบรมราชโอรสธิดาทุกพระองค์ ไปทรงเป็นประธานในพิธีผูกพัทธสีมาพระอุโบสถ
เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๕
อนึ่ง เมื่อคราวทรงผนวชและประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร
สมเด็จพระญาณสังวรฯ
ได้รับหน้าที่เป็นพระอภิบาลโดยตลอด
และต่อมาได้เป็นผู้ถวายพระธรรมเทศนาพระมงคลวิเสสกถา
ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ปีพุทธศักราช ๒๕๑๗
และได้ถวายสืบต่อจากสมเด็จพระสังฆราช วาสนมหาเถระ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๒๕
เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน
บัดนี้ ก็เป็นที่ประจักษ์ว่า
สมเด็จพระญาณสังวรฯ
เป็นผู้เจริญยิ่งด้วยพรรษายุกาล รัตตัญญูมหาสถาวีรธรรม ยินดีในเนกขัมมปฏิบัติ
เป็นอจลพรหมจริยาภิรัตยิ่งช้านานมา ดำรงมั่นในศีลสมาธิปัญญามิได้เสื่อมถอย
มีจริยาวัตรสำรวมเรียบร้อย ไม่หวั่นไหวต่อโลกามิส
เป็นพหุลศรุตบัณฑิตผู้ทรงปรีชาญาณลึกซึ้งแจ่มใส รอบรู้ในพระไตรปิฎกธรรมวิสารท
สามารถวิจัยวิจารณ์ธรรมนำมาแสดงได้ถูกต้องเที่ยงตรง บริสุทธิ์บริบูรณ์
เกื้อกูลสงเคราะห์พุทธบริษัทโดยเสมอหน้าเป็นอเนกประการ ได้เป็นครูและอุปัธยาจารย์ของมหาชนมากมาย
มีศิษยานุศิษย์แพร่หลายไพศาล เป็นที่เคาพสักการแห่งมวลพุทธศาสนิกบริษัททั่งสังฆมณฑล
ตลอดจนอาณาประชาราฏษฎรทั่วไป สมควรจะได้สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปริณายก ประธานาธิบดีแห่งสังฆมณฑล เพื่อเป็นศรีศุภมงคลแด่พระบวรพุทธศาสนาสืบไป
จึงทรงพระกรุณาโปรดให้สถาปนา สมเด็จพระญาณสังวรฯ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช
มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระญาณสังวรบรมนริศรธรรมนีติภิบาล,
อริยวงศาคตญาณวิมล สกลมหาสังฆปริณายก ตรีปิฎกปริยัตติธาดา วิสุทธจริยาธิสมบัติ
สุวัฑฒนภิธานสงวิสุตปาวจนุตตมพิสาร สุขุมธรรมวิธานธำรง วชิรญาณวงศ์วิวัฒ
พุทธบริษัทคารวสถาน วิจิตรปฏิภาณพัฒนคุณวิบุลสีลาจารวัตรสุนทรบวรธรรมบพิตร
สรรพคณิศรมหาปธานธิบดี คามวาสีอรัณยวาสี สมเด็จพระสังฆราช เสด็จสถิต ณ
วัดบวรนิเวศวิหาร พระอารามหลวง เป็นประธานในสังฆมณฑลทั่วราชอาณาจักร
ขออาราธนาให้ทรงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์
และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในสังฆมณฑลทั่วไป
โดยสมควรแก่พระอิสริยยศซึ่งพระราชทานนี้ ทรงเจริญพระชนมายุ วรรณ สุข พล
ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติวิรุฬหิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนา เทอญ
ให้ทรงมีพระราชาคณะและพระครูฐานานุกรมประดับพระอิสริยยศ ๑๕ รูป คือ
พระมหานายก พุทธปาพจนดิลกโลกยปสาทาภิบาล สกลสังฆประธานมหาเถระกิจการี คณาธิบดีศรีรัตนคมกาจารย์
พระราชาคณะปลัดขวา ๑ พระจุลนายก ธรรมนีติสาธกมหาเถราธิการ คณะกิจบรรหาธุรการี
สมุหบดีศรีธรรมภาณกาจารย์ พระราชาคณะปลัดซ้าย ๑ พระครูวิสุทธิธรรมภาณ ๑
พระครูพิศาลวินัยวาท ๑ พระครูประสาทพุทธปริต พระครูพระปริต ๑
พระครูประสิทธิพุทธมนต์ พระครูพระปริต ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูธรรมธร ๑
พระครูสรภัญญประกาส พระครูคู่สวด ๑ พระครูสรนาทวิเศษ พระครูคู่สวด ๑
พระครูนิเทศธรรมจักร ๑ พระครูพิทักษ์ธุรกิจ ๑ พระครูสังฆสิทธิกร ๑ พระครูสมุห
๑ พระครูใบฎีกา ๑ ขอให้พระคุณผู้ได้รับตำแหน่งทั้งปวงนี้
มีความสุขสิริสวัสดิ์สถาพรในพระบวรพุทธศาสนา เทอญ
ประกาศ ณ วันที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๓๒
เป็นปีที่ ๔๔ ในรัชกาลปัจจุบัน
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
นายกรัฐมนตรี
|