|
สกูปพิเศษไทยรัฐ
กับ..หมู่บ้านปลอดสุราถาวร
แห่งแรกในประเทศไทย
ใครทำ ? เชิญท่านรู้จัก ณ
บัดนี้

วัดโนนมะเขือ บ้านโนนมะเขือ
หมู่บ้านปลอดสุราแห่งแรกในประเทศไทย

พระครูศุภกิจมงคล
เจ้าอาวาสวัดโนนมะเขือ
เจาะลึกพระผู้นำ สานฝันหมู่บ้านปลอดเหล้าถาวร
ถือโอกาสต้อนรับเดือนกรกฏาคม เดือนแห่งพระพุทธศาสนา
ที่มีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาถึง 2 วันด้วยกัน คือ
วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาแบบนี้
“ไทยรัฐออนไลน์”
จึงขอชวนคุณผู้อ่านร่วมอิ่มบุญไปกับคนดังที่จะมาร่วมสนทนาในวันนี้
ซึ่งต้องบอกว่าพิเศษกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
เพราะพระครูที่เรานมัสการมาในวันนี้ ท่านไม่ใช่ลูกหลานคนดัง ไฮโซ
หรือคนที่มีชื่อเสียงในสังคมแต่อย่างใด แต่ขอบอกว่าสิ่งที่ท่านทำนั้น
โด่งดังและเป็นที่น่าภาคภูมิใจเหลือเกิน
พระครูที่เรากำลังพูดถึงคือ
"พระครูศุภกิจมงคล"
เจ้าคณะตำบลและเจ้าอาวาสวัดโนนมะเขือ จ.อุบลราชธานี
ซึ่งนอกจากท่านจะเป็นพระนักเทศน์ชื่อดังที่สร้างชื่อจากการทำงานด้านสังคมมาตั้งแต่สมัยเป็นพระหนุ่มแล้ว
ล่าสุดยังสร้างปรากฏการณ์หมู่บ้านปลอดเหล้าถาวร (คือ
หมู่บ้านที่ไม่มีการดื่มและขายสุรา)ขึ้นที่ต.กาบิน อ.กูดข้าวปุ้น
จ.อุบลราชธานีได้สำเร็จเป็นแห่งแรกอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ “ไทยรัฐออนไลน์”
จึงไม่พลาดร่วมลงพื้นที่กับคณะทำงานสสส. เพื่อศึกษาหมู่บ้านปลอดเหล้าถาวร
พร้อมเจาะลึกเบื้องหลังความสำเร็จของพระครูผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างหมู่บ้านปลอดเหล้าถาวรให้เป็นจริง
จากพระนักพัฒนา สู่การก่อตั้งกลุ่ม “แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง”
พระครูเล่าให้ฟังว่า ออกบวชตั้งแต่ปี
2517 หรือประมาณ 25 ปีที่แล้ว
ซึ่งตั้งแต่บวขก็เดินหน้าทำงานเพื่อสังคมมาตลอด
ตั้งแต่การเรียกร้องให้มีการสร้างส้วมในพื้นที่ห่างไกล
เพื่อให้ชาวบ้านได้มีห้องน้ำใช้อย่างถูกสุขลักษณะ
กระทั่งต่อมาได้รวมกลุ่มกับพระอีก 20 รูปตั้งเป็นกลุ่ม
“แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง”
เพื่อทำหน้าที่เป็นพระวิทยากรในการเทศน์และให้ความรู้กับชาวบ้าน
ทั้งเรื่องสุขภาพ โรคเอดส์ การตั้งชุมชนตำรวจสัมพันธ์
จุดเปลี่ยนสำคัญ
ด้วยความที่เป็นเป็นคนพื้นเพเดิมที่จังหวัดอุบลราชธานี
ทำให้พระครูรับรู้ปััญหาของท้องถิ่นเป็นอย่างดี
และพยายามจะแก้ปัญหาในท้องถิ่น ทั้งเรื่องการดื่มสุรา วัยรุ่นตีกันในหมู่บ้าน
แต่ก็ยังไมได้ทำอะไรเป็นรูปเป็นร่าง กระทั่งเมื่อปี 2545
พระครูได้รับเลือกให้มาดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสที่วัดโนนมะเขือ
ซึ่งตอนแรกพระครูยอมรับว่าลังเลเล็กน้อย เพราะรู้ถึงปัญหาของวัดดี
ที่นอกจากจะเป็นวัดร้างแล้ว ยังมีปัญหาในชุมชนค่อนข้างมาก
แต่สุดท้ายพระครูก็ตัดสินใจว่าจะมาเป็นผู้พัฒนาวัดนี้ให้ได้
จากนั้พระครูก็เลยมองหาจุดอ่อนของหมู่บ้านนี้ว่าอยู่ที่ไหน
ซึ่งก็พบว่าปัญหาวัยรุ่นตีกัน การลักขโมย ล้วนเกิดจากปัจจัยเดียวนั่นก็คือ
เหล้า ซึ่งพระครูเชื่อว่าเป็นบ่อเกิดที่ทำให้ศีลข้ออื่นๆขาดไปด้วย
ตราบใดที่ชาวบ้านยังดื่มเหล้าเป็นกิจวัตร คิดได้ดังนั้น
พระครูจึงเริ่มแก้ปัญหาทีละน้อย เริ่มจากการพูดคุยให้ข้อคิดกับชาวบ้าน
มาสู่การขอบิณฑบาตรพื้นที่บริเวณ ซึ่งมีเพียง 4 ไร่ เป็นเขตปลอดเหล้า คือ
ห้ามมีการดื่มเหล้าบริเวณวัดโดยเด็ดขาด ปรากฏว่าชาวบ้านก็ยอม
และด้วยเป็นคนถือคติตีเหล็กต้องตีตอนร้อนๆ
พระครูจึงใช้กลยุทธ์ตั้งกติกาด้วยการทำป้ายติดหน้าวัดว่าใครที่ฝ่าฝืนดื่มเหล้าในบริเวณวัด
ต้องเสียค่าปรับ 1,000 บาท ซึ่งเท่าที่ผ่านมา
พระครูบอกว่ายังไม่เคยเก็บได้ซักบาทเลย(หัวเราะ)
ได้คืบจะเอาหมด
นอกจากจะให้ความรู้ ชี้ทางสว่างให้ชาวบ้านแล้ว
ที่สำคัญคืออาตมาต้องทำเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านเห็นด้วย
เพื่อสร้างความศรัทธาในหมู่ชาวบ้าน ซึ่งพระครูบอกว่า
หลังจากที่เริ่มสร้างเขตปลอดเหล้าในวัดแล้ว
พระครูก็เดินหน้าต่อไปด้วยการขอบิณฑบาตรเขตปลอดเหล้าในงานบุญ งานศพ
ทั้งนี้เพื่อให้งานเหล่านี้เป็นงานบุญ หรืองานที่รำลึกถึงคนตายจริงๆ
ซึ่งในช่วงแรกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย มีคนที่ต่อต้านเหมือนกัน
ซึ่งส่วนใหญ่จะบอกว่าไม่ใช่เรื่องของพระ พระมาเกี่ยวอะไรด้วย
เงินก็เงินของเขาเอง พระครูเลยตอบกลับไปว่า
ถึงจะเป็นเงินของโยมแต่สุดท้ายถ้าโยมป่วยตายหรือไปตีกับใครตายก็ต้องเดือดร้อนอาตมาไปสวดศพอยู่ดี
เท่านั้นแหละ จบเลย(หัวเราะ)
จากจุดนี้เอง มันก็เริ่มขยายเขตปลอดเหล้าไปเรื่อยๆ
กระทั่งเป็นชุมชนปลอดเหล้าไปในที่สุด สุดท้ายกลายเป็นว่า
ใครที่เอาเหล้ามากินในหมู่บ้านต้องโดนปรับ 500 บาท แต่ไม่ใช่ว่าคุณกินไม่ได้
ถ้าคุณจะกินต้องไปกินที่อื่น
แต่มีข้อแม้ว่ากลับมาแล้วต้องห้ามสร้างความเดือดร้อน โวยวาย เกะกะระรานคนอื่น
ใช้แผนดึงหัวหน้าศัตรูมาเป็นพวก
ลำพังแค่กำลังของพระครูองค์เดียวอาจไม่สามารถสร้างหมู่บ้านปลอดเหล้าถาวรได้โดยง่าย
ตราบที่ยังมีร้่้านค้าแห่งจำหน่ายสุราในหมู่บ้านอยู่
ด้วยเหตุนี้พระครูจึงต้องใช้กุศโลบายในการดึงเอาบรรดาร้านค้ารายใหญ่มาเป็นพวก
ด้วยการตั้งให้เป็นพิทักษ์กฎของหมู่บ้าน ยกตัวอย่างกรณีของลุงเภา พิเคราะห์
วัย 66 ปี
อดีตเจ้าของร้านขายของชำรายใหญ่ที่ผันตัวเองมาทำธุรกิจเลี้ยงหมูทำไร่แทน
หลังพระครูทาบทามให้มาเป็นผู้ดูแลกฎ
โดยลุงเภายอมรับว่าตอนแรกก็ลังเลเพราะการรับหน้าที่นี้
เท่ากับว่าอาตมาต้องทำตัวเป้นตัวอย่างเลิกเหล้า
แต่พอคิดถึงลูกหลานก็โอเคตัดสินใจเลิก
ขณะที่ร้านค้ารายย่อยๆอื่น พระครูก็ใช้วิธีพูดคุยเกลี้ยกล่อมว่า
กำไรจากการขายเหล้าของร้านค้าต่างๆในแต่ละปีเมื่อเอามาเทียบกับความสูญเสียที่อาจเกิดกับคนรู้จัก
หรือคนในครอบครัวแล้วคุ้มกันมั้ย
ทั้งนี้พระครูจะใช้วิธีตะล่อมเพื่อให้คล้อยตาม ซึ่งก็ได้ผล
ปัจจุบันร้านขายของชำที่เหลือในหมู่บ้าน 2 ร้าน
ก็เป็นร้านค้าที่ปลอดเหล้าไปแล้วเช่นกัน
ยึดหลักผู้นำต้องใจกล้า ใช้หลักพัฒนาแบบองค์รวม
พระครูบอกว่าที่ยังยืนหยัดทำมาได้จนถึงวันนี้ ต้องใช้ความกล้าเป็นอย่างมาก
ไม่งั้นคงเลิกไปนานแล้ว เพราะมาอยู่ตรงนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะได้ทุกอย่างมาง่ายๆ
ทุกอย่างโรยด้วยกลีบกุหลาบ อย่างมีครั้งหนึ่ง ยุคที่คมช.ปฏิวัติ
กลุ่มคนที่เขาไม่ชอบอาตมาก็ไปบอกทางการว่า
พระครูจะปลุกระดมชาวบ้านไปก่อม็อบในกรุงเทพฯ ทั้งๆที่จริงแล้ว
อาตมาก็เสียงตามสายเพื่อให้ความรู้ชาวบ้านตามปกติ แต่อยู่ๆมีทหารมาคอยดูอาตมา
จนในที่สุดอาตมาเลยไปคุยกับนายอำเภอว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้
เขาเลยมาเคลียร์ว่าอาตมาทำอะไรอยู่ สรุปคือทหารก็กลายมาลูกศิษย์ของอาตมาด้วย
ส่วนเคล็ดลับที่ทำให้พระครูประสบความสำเร็จในการดำเนินงานต่างๆในชุมชน
พระครูบอกว่าเป็นเพราะยึดหลัก การพัฒนาแบบองค์รวม คือทั้งจิตใจ สังคม
เศรษฐกิจ โดยเริ่มจากจิตใจก่อน เพราะเชื่อว่าถ้าใจยอมรับแล้ว อะไรก็ง่ายขึ้น
ท้อแต่ไม่ถอย
ถ้าถามว่าท้อมั้ย ก็ยอมรับว่ามีบ้างสมัยบวชใหม่ๆ เคนคิดว่าอยากจะเลิกยุ่ง
เตือนแล้วไม่เชื่อก็จะปล่อย แต่เดี๋ยวนี้เราผ่านโลกมามากขึ้น
มีประสบการณ์มากขึ้น ก็เริ่มเข้าใจอะไรหลายอย่าง อาตมาถือคติว่า
“อยู่ให้มีความดี หนีก็ให้มีคนคิดถึง”
เวลามีปัญหาอาตมาก็จะใช้คุยกับพระเพื่อนรูปอื่น เพื่อให้กำลังใจกัน
แบ่งปันปัญหากัน
และแม้หมู่บ้านที่อาตมาอยู่จะได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านปลอดเหล้าถาวรแล้ว
แต่อาตมาก็ยังหวังให้ทุกหมู่บ้านในจังหวัดเป็นเขตปลอดเหล้าถาวร
ซึ่งใครจะรู้ว่าต่อไปอาจจะขยายไปสู่ระดับประเทศเลยก็เป็นได้
กราบนมัสการพระครูด้วยความเคารพ...
ข่าว : ไทยรัฐ
7 กรกฎาคม 2552
|