ข่าวสารจากทั่วโลก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม พร้อมนำเสนอแด่แฟนๆ ทุกท่าน ด้วยความยินดีที่ท่านให้เกียรติมาเยือน

 

    

ผิวส้มหล่น !

ได้งบประมาณปริยัติสามัญเพิ่ม 117 ล้าน

 

จากอภิมหาเอื้ออาทร 116,700 ล้านบาท

(หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นหกพันเจ็ดร้อยล้านบาท)

สะเก็ดปลิวเข้าในวัดตั้ง 117 ล้านบาท !

คณะสงฆ์ดีใจให้พรกระหึ่ม

สงสัยไม่เคยเห็นเงิน !

 


ภาพ-ข่าว : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
17 มกราคม 2552


 

พระภิกษุ-สามเณรทั่วประเทศ 300,000 รูป/องค์

ได้เงินช่วยการศึกษา 117 ล้าน !

ขณะที่ชาวบ้านกำลังจะได้เงินกินฟรี คนละ 2,000 !

 

มันก็น่าชื่นชมยินดีอยู่ดอก

เพราะพระส่วนใหญ่คิดว่า

"ดีกว่าไม่ได้" หรือ "ดีกว่าเขาไม่ให้"

 

นี่ไง ศีลธรรม-จริยธรรม ที่เรียกหาจนจะฆ่ากันตาย

แล้วสุดท้ายมีใครสนใจยดีมั่ง ?

มันดีแต่พูด !

 

 

 

Thailand แดนพุทธ

ศีลธรรม-จริยธรรม ต้องมา First

แต่งบประมาณส่งเสริมศีลธรรม-จริยธรรม จะให้ Last

เพราะ..ศีลธรรมเป็นเรื่องของอุดมการณ์

ไม่ใช่เรื่องงบประมาณ ดังนั้นจึงอย่าหวัง

 

     ต่อไปใครอยากเรียนจบปริญญาตรี เห็นทีต้องทำผิดกฎหมาย ไปอยู่ในคุก ได้กินฟรีนอนฟรีเรียนฟรีจนจบปริญญา ออกคุกมามีงานรอ เพราะรัฐบาลเขา "รักคนดีที่เสียแล้ว" มากกว่าจะ "ป้องกันคนดีไม่ให้เสียคน"

 

 

เคาะ 1.167 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่13 มกราคม 2552 ว่าครม.ได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปีงบประมาณ 2552 จำนวน 116,700 ล้านบาท โดยจัดสรรรายจ่ายให้ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว ตรงประเด็น และได้ผลมากที่สุด เพื่อส่งตรงเม็ดเงินให้ถึงมือประชาชน คาดว่าจะสามารถเริ่มจัดสรรได้จริงไม่เกินเดือนมีนาคม 2552 นี้ หลังการตรวจร่างจากคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว จะส่งให้ ครม. อนุมัติในวันที่ 20 มกราคม 2552 เพื่อนำเข้าที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 28 มกราคม 2552 นี้

สำหรับการจัดสรรงบเพิ่มเติมกลางปีนี้ จะยึดหลักกระจายรายได้ไปยังประชาชนทั่วประเทศ ผ่านโครงการต่างๆ ได้แก่ การเพิ่มรายได้ให้ข้าราชการช่วยเหลือค่าครองชีพ 19,000 ล้านบาท , การให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 9,000 ล้านบาท , ขยายเวลาโครงการ 6 มาตรการ 6 เดือน 11,000 ล้านบาท (ค่าน้ำ 30 ยูนิต , ค่าไฟ 90 ยูนิต , ไม่ต่ออายุการยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน) , การจำหน่วยสินค้าราคาถูกของกระทรวงพาณิชย์ 1,000 ล้านบาท , โครงการเรียนฟรี 15 ปี 19,000 ล้านบาท , ช่วยเหลือผู้ที่ถูกเลิกจ้างและผู้จบการศึกษาใหม่ 6,900 ล้านบาท , กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง 15,200 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังจัดสรรเงินงบประมาณบางส่วนไว้ เพื่อดูแลปัญหาภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น ภัยหนาว น้ำท่วม ภัยแล้ง และอุบัติเหตุต่างๆ รวมถึงมอบให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯไปจัดทำแผนฟื้นฟูด้านการท่องเที่ยว โดยไม่ใช้จ่ายเงินจากงบประมาณ ซึ่งอาจเป็นการลดค่าธรรมเนียม และการส่งเสริมให้ส่วนราชการจัดสัมมนาในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น

ด้านนายบัณฑูร สุภัควณิช ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปี 2552 ได้ปรับปรุงตัวเลขตามความจำเป็นแต่ละโครงการที่สามารถเบิกจ่ายได้จริง ซึ่งมีทั้งส่วนราชการที่ปรับเพิ่มเม็ดเงินให้ และส่วนที่ปรับลดลง โดยจะจัดสรรเม็ดเงินจากงบกลาง ในกรณีฉุกเฉินและจำเป็น เพิ่มเติมให้อีก จำนวน 1,700 ล้านบาท และตั้งรายจ่ายสำหรับการชดใช้คืนเงินคงคลังไว้อีก จำนวน 19,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ครม. ได้อนุมัติในหลักการของแนวทางการช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับมนุษย์เงินเดือนที่เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม (สปส.) 8.009 ล้านคน คิดเป็นเงิน 16,058 ล้านบาท และบุคลากรภาครัฐ 1.235 ล้านคน คิดเป็นเงิน 2,328 ล้านบาท ซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขเป็นผู้ที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 14,000 บาทต่อเดือน จะได้รับเงินช่วยค่าครองชีพครั้งเดียวคนละ 2,000 บาทต่อคน ที่จะสามารถอนุมัติได้ในช่วงเดือนเมษายน 2552 นี้

 

ข่าว : ฐานเศรษฐกิจ
16 มกราคม 2552


 

บัณฑิตล้นคุก !

นักโทษแห่เรียนจนจบปริญญา

ว่าแต่จะหางานที่ไหนทำ ?

 

เพราะข้างนอกก็กระอัก ต้องขอเงินรัฐบาลประทังชีพ

โอกาสหรือวิกฤตก็ไม่รู้ล่ะฮะงานนี้

 

 

 

มหาวิทยาลัยราชทัณฑ์

 

 

กรมราชทัณฑ์เผยนักโทษใช้เวลาว่างเรียนจบปริญญาตรีกว่าพันคน พบนิติศาสตร์เป็นสาขายอดฮิต เล็งดึงมาเป็นทนายคลายทุกให้ประชาชน หลังพ้นโทษ

นายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีแนวคิดให้ผู้พ้นโทษที่เรียนจบนิติศาสตร์ขณะถูกคุมขัง มาเป็นทนายให้คำปรึกษากฎหมายต่อประชาชนในกระทรวงยุติธรรมว่า กรมราชทัณฑ์ได้ทำการสำรวจพบว่า ปัจจุบัน มีผู้ต้องขังที่ใช้เวลาในเรือนจำ ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ซึ่งเป็นโครงการร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และกรมราชทัณฑ์ จำนวน 7,495 คน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว จำนวน 1,188 คน

โดยสาขาวิชาที่ผู้ต้องขังเลือกเรียนมากที่สุดคือนิติศาสตร์ ซึ่งมีผู้ต้องขังเรียนจบนิติศาสตร์จำนวน 425 คน รองลงมาเป็นสาขาบริหารการจัดการ 207 คน สาขาส่งเสริมการเกษตร 186 คน นอกจากนั้นเป็นผู้ต้องขังที่เรียนจบนิเทศศาสตร์ รัฐศาสตร์ ศิลปศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และคหกรรม

นายนัทธี กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์ไม่ได้สำรวจว่า ผู้ต้องที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากในเรือนจำ ได้รับการปล่อยตัวจำนวนเท่าไร และได้นำวิชาความรู้ไปใช้สมัครงานบ้างหรือไม่ แต่เข้าใจว่าในสาขานิติศาสตร์คงไม่สามารถนำไปสมัครงานหรือสมัครเข้ารับราชการได้ เพราะผู้ต้องขังที่ศึกษาจนจบปริญญาตรีส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องโทษคดีอุกฉกรรจ์ จึงสามารถใช้เวลาเรียนได้อย่างต่อเนื่องนานกว่า 4 ปี

ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ผู้ต้องขังจะใช้วิชากฎหมายที่เรียนมาในการเขียนคำร้องหรือขอลดหย่อนโทษในกรณีต่างๆ โดยผู้ต้องขังบางรายยังรับจ้างเขียนคำร้องให้กับเพื่อนผู้ต้องขังร่วมเรือนจำด้วย อย่างไรก็ตาม กรมราชทัณฑ์จะนำข้อมูลการใช้เวลาในเรือนจำศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจนจบปริญญาตรีมอบให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อนำไปเป็นข้อมูลประกอบการช่วยเหลือผู้พ้นโทษที่กลับตัวเป็นคนดีให้มีงานทำหลังได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ

 

 

ธปท.ประเมินการว่างงานในปี 52 อาจเพิ่มสูงถึง 1 ล้านคน

 

ธปท.ประเมินการว่างงานในปี 52 อาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 1 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.8% จากที่มีผู้ว่างงานอยู่แล้วประมาณ 5 แสน

 

ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ประเมินการว่างงานในปี 52 กรณีเลวร้ายอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 1 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.8% จากที่มีผู้ว่างงานอยู่แล้วประมาณ 5 แสนคน อย่งไรก็ตาม เมื่อเทียบกับปี 2540 ผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้ถือว่าจะไม่รุนแรงเท่า ที่อัตราว่างงานสูงถึง 4 %  สำหรับอัตราการว่างงานของไทยขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยข้อมูลตัวเลขอัตราการว่างงานเดือน พ.ย. 51 อยู่ที่ร้อยละ 1.4 ของกำลังแรงงานทั้งหมด ซึ่งถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

ขณะเดียวกันภาคการผลิตไทยยังไม่มีการปรับลดคนงาน แต่จะใช้วิธีลดชั่วโมงการทำงาน หรือปรับลดเงินเดือนลง อีกทั้งไทยยังมีความยืดหยุ่นสูงในการเคลื่อนย้ายแรงงานจากระหว่างภาคเศรษฐกิจอื่นๆ กลับไปสู่ภาคเกษตร ดังนั้นการดูแลปัญหาต่างๆ ต้องควรรีบเร่งการดูแลภาคอื่นๆ เช่น  การท่องเที่ยวและบริการ รวมถึงภาคเกษตร

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. วิเคราะห์ว่าจากข้อมูลเชิงประจักษ์ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยตัวเลขการจ้างงานล่าสุด 11 เดือนซึ่งคำนวณโดย สศค. ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0 ของกำลังแรงงานรวม ซึ่งเป็นการจ้างงานเพิ่มขึ้นในภาคบริการในสาขาก่อสร้างและขนส่ง จากการได้รับผลดีจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง แต่ยังคงมีความเสี่ยงจากการเลิกจ้างในแรงงานเหมาช่วง (Sub Contract) และแรงงานทักษะต่ำ ทั้งนี้ จากการประมาณการ พบว่า หาก GDP ชะลอลงร้อยละ 1 จะมีคนตกงานเพิ่มขึ้น 330,000 คน

 

ข่าว : กรุงเทพธุรกิจ
16 มกราคม 2552

 

 

 

 

 

 

 

E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

www.alittlebuddha.com วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264