|
ขึ้นต้นมะลิซ้อน แตกใบอ่อนเป็นมะลิลา
มมร.
ฟ้องบริษัททำหนังพุทธประวัติ
ข้อหา แอบอ้างเรี่ยไร !

โครงการพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์ป่วน มมร.แฉสร้างแค่หนังตัวอย่าง
อ้างชื่อมหาวิทยาลัยออกเรี่ยไรเงิน
ใช้ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ-พระบรมฉายาลักษณ์
โดยไม่ขออนุญาต..
วานนี้ (4 ส.ค.) ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.)
นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์
ที่ปรึกษากฎหมายอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เปิดเผยว่า
ตามที่ได้รับมอบจากพระเทพปริยัติวิมล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏฯ
ให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีการจัดสร้างพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์
ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่มีการนำชื่อของมหาวิทยาลัยมหามกุฏฯ
ไปแอบอ้างและขอรับเงินบริจาคจากหน่วยงานต่างๆ
ทั้งที่ทางมหาวิทยาลัยเป็นแค่เพียงที่ปรึกษาและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการรับบริจาคแต่อย่างใด
ขณะเดียวกันยังมีผู้ร้องเรียนมายังมหาวิทยาลัยมหามกุฏฯ
ด้วยว่าได้บริจาคเงินให้กับโครงการดังกล่าวแล้ว
แต่กลับยังไม่ได้รับแผ่นซีดีของภาพยนตร์เรื่องนี้ตามที่โฆษณาไว้ด้วย
นายสงกรานต์ กล่าวต่อว่า
เบื้องต้นได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ
(ดีเอสไอ) แล้วเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา
จากการตรวจสอบพบว่าในช่วงที่ผ่านมา
บริษัทดังกล่าวมีการทำเรื่องเสนอของบประมาณไปยังกระทรวงต่างๆ
โดยนำชื่อของมหาวิทยาลัยมหามกุฏฯไปอ้าง ซึ่งมีบางกระทรวงได้หลงเชื่อ เช่น
กระทรวงศึกษาธิการ ในช่วงที่นายศรีเมือง เจริญศิริ
เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้ทำเรื่องของบฯ กลางประจำปีงบฯ
พ.ศ. 2552 จำนวน 99 ล้านบาท ไปยังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี
ในขณะนั้นแล้ว แต่งบฯ ดังกล่าวยังไม่ได้รับอนุมัติ
โดยพบว่ามีบุคลากรระดับสูงในมหาวิทยาลัย
อ้างว่าปฏิบัติหน้าที่แทนอธิการบดีเป็นผู้ลงนามไปของบฯดังกล่าวด้วย
ที่ปรึกษากฎหมายอธิการบดีมมร. กล่าวต่อไปว่า
ขณะเดียวกันเมื่อตรวจสอบไปยังที่ตั้งบริษัทดังกล่าว ตั้งอยู่เลขที่ 555
ถนนนวมินทร์ 28 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม. พบว่าเป็นบ้านร้าง
ในส่วนของโปสเตอร์ในการโฆษณาขอรับบริจาคเงินก็มีการนำพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และตราสัญลักษณ์พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
ไปใช้โดยไม่ได้ขออนุญาตจากสำนักราชเลขาธิการด้วย
ส่วนสัญญาว่าจ้างดาราในการมาถ่ายทำก็เป็นสัญญาหลอก
โดยนำชื่อของมหาวิทยาลัยมหามกุฏฯไปอ้าง
ทั้งนี้ นายสงกรานต์ ระบุว่า
บุคคลที่อยู่เบื้องหลังมีทั้งข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ ดารา
และบุคลากรในมหาวิทยาลัย
เพราะน่าสังเกตว่าทำไมบางกระทรวงถึงยอมทำเรื่องขออนุมัติงบฯ
ทั้งที่ไม่ได้มีการตรวจสอบว่าภาพยนตร์ดังกล่าวมีการดำเนินการจริงหรือไม่
เพราะตามเอกสารที่ทางบริษัทเอกชนแห่งนี้ทำไปของบฯ จะอ้างว่าถ่ายทำไปแล้ว
30 ตอน แต่กลับไม่มีการตรวจสอบ
เพราะความจริงแล้วมีเพียงการถ่ายทำหนังตัวอย่างเท่านั้น
แต่ยังกลับทำเรื่องขออนุมัติงบฯ ให้ทันที
และยังมีการวิ่งเต้นไม่ให้ทางมหาวิทยาลัยดำเนินคดีด้วย
นายสงกรานต์ กล่าวต่อว่า ส่วนการรับบริจาค ทางมหาวิทยาลัยไม่รู้เรื่อง
และไม่ได้รับ ปัญหานี้เรื้อรังมาตั้งแต่ปี 2548
จึงควรที่จะถึงเวลาสังคายนา
ขณะนี้ดีเอสไอกำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินของโครงการนี้
ว่าเงินที่มาจากการบริจาคมีใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง
ผู้ที่ลงนามในเอกสารจะมีโทษแน่นอน เร็วๆนี้ คาดว่าจะได้ข่าวดี
ส่วนผู้ที่ได้รับความเสียหายจากกรณีนี้ให้ไปให้ข้อมูลกับทางดีเอสไอ
ที่สำนักคดีอาญาพิเศษ ชั้น4 ดีเดสไอ
เพื่อที่พนักงานสอบสวนจะได้จัดทำบัญชีทรัพย์ที่ถูกประทุษร้าย
หรือที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในครั้งนี้
เพราะหากมีการตรวจยึดทรัพย์สินก็จะสามารถติดต่อรับคืนไปได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการจัดสร้างพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์
ผู้สร้างระบุว่าจะมีการใช้งบฯ ทั้งสิ้นประมาณ 1,570 ล้านบาท จากรัฐบาล
และยังระบุว่าผ่านความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม (มส.) แล้ว
มีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษา
เริ่มดำเนินการตั้งแต่ในช่วงปลายปี 2550 เคยเป็นข่าวฮือฮามาหลายครั้ง
โดยครั้งแรกถูกกระแสต่อต้านในการที่จะนำนายสงกรานต์ ทัพมณี
นายแบบหนุ่มที่เคยถ่ายแบบแนววาบหวิว มารับบทพระพุทธเจ้า
ต่อมาถูกกลุ่มนักแสดงที่เข้าแจ้งความต่อกองปราบปรามเพราะถูกเบี้ยวค่าจ้าง
ข่าว : ไทยรัฐ
5 สิงหาคม 2552
|