ข่าวสารจากทั่วโลก อะลิตเติ้ล บุ๊ดด่ะ ดอทคอม พร้อมนำเสนอแด่แฟนๆ ทุกท่าน ด้วยความยินดีที่ท่านให้เกียรติมาเยือน

 

    

 

Alittlebuddha Review

 

เรื่องเก่าๆ แต่ไม่ไกลเท่าไร

ยังจำได้ไหม ? ใครเคยพูดอะไรไว้ ?

 

 

 

หมายเหตุผู้จัดการ

"นิมนต์กลับวัดเถอะหลวงพี่"

วันที่ 21 มิถุนายน 2550

 

 

 

คราวนั้น มีพระสงฆ์ออกมารณรงค์ ให้บรรจุว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย" ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ นสพ.ผู้จัดการ (ของนามสกุล-ลิ้มทองกุล) ได้ออกมาโจมตีอย่างรุนแรง หาว่าไม่ใช่หน้าที่ของพระสงฆ์ และนิมนต์กลับวัดเถอะหลวงพี่ ดังต่อไปนี้..

 

เห็นข่าวพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งที่ไปชุมนุมประท้วงหน้ารัฐสภาและเป็นอันอาพาธจนต้องหามส่งโรงพยาบาลรูปแล้วรูปเล่าก็รู้สึกเห็นใจ และรู้สึกสมเพชเวทนาไปพร้อมกันว่าไฉนคนที่อ้างตนเป็นพุทธบุตรจึงเสียไปซึ่งสมณะสารูปจนเป็นที่สมเพชเวทนาได้ถึงปานนี้
       
       ภาพลักษณ์ที่ถูกหามส่งโรงพยาบาลและภาพลักษณ์การชุมนุมประท้วงล้วนไม่ได้เป็นผลดีต่อพระพุทธศาสนาแม้แต่น้อย แต่กลับเป็นเรื่องที่เสื่อมเสียและกระทบกระเทือนต่อพระพุทธศาสนาทั้งนั้น
       
       เป็นเรื่องที่ทำให้พุทธบริษัททั้งหลายอับอายขายหน้าที่คนห่มผ้าเหลืองไม่ยึดมั่นในพระธรรมวินัย สูญเสียศีลสังวร จนกระทั่งกลายเป็นลักษณะพิกลพิการดังที่เห็นๆ กันอยู่
       
       พระสงฆ์กลุ่มนี้ไม่ใช่พระสงฆ์หน้าใหม่ที่ไหน แต่เป็นคณะเดิมเจ้าเดิมและเป็นเจ้าเก่าที่ก่อการชุมนุมประท้วงในเรื่องราวต่าง ๆ ตลอดมาโดยลำดับ จนเห็นหน้าก็จำได้ ได้ยินเสียงก็จำได้ ถึงเห็นข้างหลังแต่ดูท่าเยื้องกรายก็ยังจำได้
       
       พระสงฆ์กลุ่มนี้ทำตัวเป็นผู้พิทักษ์ปกป้องพระพุทธศาสนา แต่ปรากฏการณ์ที่ผ่านมานั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของพระสมเด็จบางรูปที่เป็นอาจารย์ใหญ่ของอำนาจเก่า
       
       การเคลื่อนไหวของพระสงฆ์กลุ่มนี้มีลักษณะข่มขู่กดดันบังคับและเคลื่อนไหวในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หรือการเมืองเป็นสำคัญตลอดมา
       
       ไม่เคยปรากฏว่าพระสงฆ์กลุ่มนี้บรรลุภูมิธรรมขั้นไหนในพระพุทธศาสนา ไม่เคยปรากฏถึงความเด่นชัดในความบริสุทธิ์ของศีลและในความแม่นยำของหลักธรรมคำสอน ที่สำคัญคือไม่เคยปรากฏผลงานในด้านการประกาศพระธรรมวินัยให้เป็นประโยชน์สุขแก่ชาวโลกตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา
       
       คราวนี้พระสงฆ์กลุ่มนี้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสภาร่างรัฐธรรมนูญให้บัญญัติว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญ
       
       พร้อมข่มขู่กดดันนานาประการ และทำการเคลื่อนไหวอย่างคึกคักครึกโครมจนเสียสมณะสารูป ดังเช่นกรณีขี่ช้างเข้ามาชุมนุมประท้วง เป็นต้น
       
       พระสงฆ์พวกนี้ทำการใดก็อ้างว่าปฏิบัติธรรม พูดคำหนึ่งก็สวดมนต์ไปบทหนึ่ง ล่าสุดก็ประท้วงโดยการอดอาหาร อดน้ำ แล้วลงไปนอนในโลงศพ อ้างว่าเป็นแบบอย่างการปฏิบัติธรรมขั้นอุกฤษฏ์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา
       
       อนิจจา การกระทำที่ว่านี้ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่การประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า และเป็นการกระทำที่พระพุทธเจ้าทรงตำหนิติเตียนอย่างรุนแรงมาตลอดโพธิกาล
       
       ในการแสดงปฐมเทศนา พระบรมศาสดาก็ตำหนิเรื่องแบบนี้เป็นปฐมบท โดยทรงตรัสว่าที่สุดสองอย่างอันบรรพชิตไม่ควรเสพ ไม่ควรข้องแวะ ไม่ควรเกี่ยวข้อง ไม่ควรประพฤติปฏิบัติคืออัตตกิลมัตถานุโยค คือการทรมานตนด้วยประการต่างๆ อย่างหนึ่ง และกามสุขัลลิกานุโยค คือการประพฤติตนหมกมุ่นอยู่ในกามอีกอย่างหนึ่ง
       
       การอดข้าว อดน้ำ และลงไปนอนในโลงศพเช่นนี้เป็นอาการที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเป็นเดรัจฉานกริยา การพูดจาข่มขู่คุกคามด้วยเรื่องดังกล่าวเป็นอาการที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเป็นเดรัจฉานกถา คือเป็นกริยาหรือคำพูดของพวกเดรัจฉานที่ขาดปัญญา ไม่ใช่หนทางหรือวิถีทางในพระพุทธศาสนาอันผู้เป็นพุทธบุตรพึงปฏิบัติเลย
       
       ดังนี้จึงกล่าวว่าการประท้วงด้วยการอดข้าว อดน้ำ และลงไปนอนในโลงศพไม่ใช่การปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นพฤติกรรมของพวกเดียรถีย์ ซึ่งถ้าหากเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแล้วก็จะมีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต เพราะทรงถือว่าเป็นพวกนอกศาสนาแอบแฝงเข้ามาทำลายพระพุทธศาสนา
       
       บรรดาบริษัททั้งหลายในพระพุทธศาสนานั้น คือผู้ศึกษาปฏิบัติในเรื่องของทุกข์และความดับทุกข์ เป็นการศึกษาปฏิบัติเพื่อการปล่อยปละละวาง เพื่อการกำจัดกิเลส เพื่อการถึงที่สุดแห่งทุกข์ นั่นคือการทำพระนิพพานให้แจ้ง
       
       ไม่ใช่การประพฤติปฏิบัติเพื่อการเรียกร้องเอาอย่างโน้นเอาอย่างนี้ โดยเฉพาะการเรียกร้องหรือการประพฤติปฏิบัติที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเป็นเดรัจฉานกถาหรือเดรัจฉานกริยานั้น
       
       การที่พระสงฆ์กลุ่มนี้มาประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่าเป็นเดรัจฉานกถา เป็นเดรัจฉานกริยา ซึ่งเป็นสิ่งทรงห้าม ทรงตำหนิติเตียน และเป็นเรื่องของพวกเดียรถีย์นอกศาสนา แล้วมาแอบอ้างประกาศต่อคนทั้งหลายทั้งปวงว่านี่คือแบบอย่างการประพฤติปฏิบัติธรรมอันอุกฤษฏ์ในพระพุทธศาสนา จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ชาวโลก
       
       เพราะหากเมื่อใดที่ชาวโลกหลงเชื่อคำประกาศนั้นว่าการข่มขู่คุกคาม การเที่ยวเรียกร้องเอาอย่างโน้นเอาอย่างนี้ การทรมานตนด้วยประการต่าง ๆ เพื่อบังคับใจคนอื่น หรือการอดข้าว อดน้ำ หรือการลงไปนอนในโลงศพว่าเป็นการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาแล้ว ชาวโลกก็จะพาลชิงชังรังเกียจและดูหมิ่นเหยียดหยามพระพุทธศาสนา ตลอดจนพุทธบริษัทอื่น
       
       ในศาสนาคริสต์ พระเจ้าของเขาก็สอนให้มีความรักต่อกัน ดังนั้นการที่ใครไปเรียกร้องกดดันบังคับคนอื่นจึงเป็นเรื่องที่ชาวคริสต์เขาไม่ชอบ เขาดูถูกเหยียดหยาม
       
       ในศาสนาอิสลาม พระเจ้าของเขาก็สอนให้คนทั้งปวงรักสันติ สร้างสันติ เพื่อความสันติ ดังนั้นการที่ใครไปกดดันข่มขู่บังคับใจคนอื่นจึงเป็นเรื่องที่ชาวมุสลิมเขาไม่ชอบ เขาดูถูกเหยียดหยาม
       
       ในศาสนาฮินดู พระเจ้าของเขาก็สอนให้คนทั้งปวงรักความสงบสุข และอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของคนอื่น ตลอดจนสังคมและประเทศชาติ การที่ใครไปกดดันข่มขู่บังคับใจคนอื่น จึงเป็นเรื่องที่ชาวฮินดูเขาไม่ชอบ เขาดูถูกเหยียดหยาม
       
       บรรดาชาวจีนที่นับถือลัทธิขงจื๊อ เขาก็ยึดมั่นในความกตัญญูรู้คุณชาวบ้าน กินข้าวชาวบ้านแล้วก็ต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้าน ไม่ใช่เรียกร้องกดดันบังคับเอากับชาวบ้าน
       
       ดังนั้นการชุมนุมประท้วง การกดดันบังคับด้วยประการต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องฝ่ายต่ำ เป็นเรื่องที่ถูกชิงชังรังเกียจจากชาวโลกไม่ว่าลัทธิศาสนาไหน ๆ
       
       การชุมนุมประท้วง การกดดันบังคับด้วยประการต่าง ๆ ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา แต่เป็นเรื่องที่พระพุทธศาสนาเรียกว่าเดรัจฉานกถาหรือเดรัจฉานกริยาที่พระพุทธองค์ทรงประณามและทรงห้ามมาแต่โพธิกาลแล้ว
       
       ดังนั้นเมื่อพระสงฆ์กลุ่มนี้มาประพฤติปฏิบัตินอกลู่นอกทาง จึงเป็นหน้าที่ของมหาเถรสมาคมและองค์กรต่างๆ ที่รับผิดชอบในการปกป้องคุ้มครองพระศาสนา ที่ต้องหาทางแก้ไขกำจัดปัดเป่าเรื่องร้ายเหล่านี้ให้สร่างคลายหายไปให้จงได้
       
       เถรหรือมหาเถรรูปใดหากไปแสดงท่าทีเห็นด้วยกับการประพฤติที่เป็นลักษณะของเดียรถีย์ ย่อมเป็นการทรยศต่อพระธรรมวินัยที่พระบรมศาสดาทรงตรัสสอน และเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรงด้วย
       
       เรื่องของรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องการเมือง เป็นเรื่องผลประโยชน์ เป็นเรื่องของคฤหัสถ์ที่เขาจะต้องพิจารณาว่ากล่าวกันตามเหตุตามผล ไม่ใช่หน้าที่ของบรรพชิตหรือผู้เป็นสมณะแต่ประการใดเลย
       
      
 นิมนต์กลับวัดเถอะพระคุณเจ้า ขออาราธนาว่าจงกลับไปศึกษาพระธรรมวินัยในสมเด็จพระบรมศาสดา จงประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ อันงดงาม อันสมบูรณ์ครบถ้วนเพื่อบรรลุถึงมรรคผลนิพพานอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาจะดีกว่าแน่.

 

 

 

 

 

ผู้จัดการยัง "เปลี่ยนไป๋"

แล้วทำไม "ธรรมะของผู้จัดการ" จะเปลี่ยนไม่ได้

 

 

ครั้นวันที่ 24 กรกฎาคม 2551

หลังจาก "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ได้กินข้าวกินน้ำของ "สันติอโศก" มาหลายคาบหมายมื้อแล้ว เป็นเรี่ยวแรงในการเคลื่อนไหวทางการเมือง นสพ.ผู้จัดการ ก็ออกธรรมะโฉมใหม่ ในนามปากกา "สิริอัญญา" ของนายไพศาล พืชมงคล ยกยอปอปั้นสรรเสริญสันติอโศกเสียยกใหญ่ ไม่ต่างไปจากหมาเลียกะลา เพราะว่าได้กินได้ใช้ ถึงกับยกย่องสันติอโศกว่า "ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ" เพราะเหตุผล "ออกมาช่วยเหลือพันธมิตรเคลื่อนไหวทางการเมือง" ดังต่อไปนี้

 

 

สันติอโศกสรรเสริญ

โดย..สิริอัญญา

 

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระผู้เป็นศาสดาเอกของโลก เสด็จไปดีแล้ว ทรงมอบพระธรรมวินัยและพระสงฆ์สาวกเพื่อประโยชน์และความสุขของชนหมู่มากในโลก
       
        วันนี้เป็นวันแรม 8 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันพระแรกแห่งเทศกาลเข้าพรรษาปีนี้ มีแรงบันดาลใจจากข่าวที่สมณะแห่งสันติอโศกถูกอันธพาลบุกเข้ามาทำร้ายถึงในเวทีชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงเป็นเหตุปรารภให้ทำบทความเรื่องนี้
       
        ความจริงในอดีตก็เคยมีความเห็นไม่ตรงไม่ลงรอยกับสำนักสันติอโศกในบางเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการบรรลุธรรมบางประการในพระพุทธศาสนา แต่ครั้นวันเวลาผ่านไปเนิ่นนานเข้า ความดีความงามก็ปรากฏชัดขึ้น ทำให้ความเห็นต้องเปลี่ยนแปลงไป
       
        เหตุเพราะทางสำนักสันติอโศกเองก็ได้เว้นการพูดถึงการบรรลุธรรมขั้นสูงบางประการนั้น แล้วมุ่งมั่นประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงตรัสสอนไว้อย่างแน่วแน่เด็ดเดี่ยวมั่นคง นั่นเป็นทางหนึ่ง
       
        และอีกทางหนึ่ง วัตรปฏิบัติทั้งหลายของชาวสำนักสันติอโศกที่ได้ตั้งชุมชนพุทธที่เป็นแบบอย่างแห่งการใช้ชีวิตแบบพอเพียงในหลายที่ และที่ได้ประพฤติปฏิบัติประจักษ์ต่อสายตาประชาชนตั้งแต่ครั้งการเคลื่อนไหวปี 2548-2549 ถึงปัจจุบันก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเคร่งครัดอยู่ในพระธรรมวินัยของพระบรมศาสดา
       
        ดังนั้นมาถึงวันนี้จึงสมควรประกาศเรื่อง สันติอโศกสรรเสริญ สักครั้งหนึ่ง เพื่อให้เพื่อนพุทธบริษัททั้งหลายได้ทราบ และเมื่อทราบแล้วจะพิจารณาคิดเห็นประการใดก็สุดแท้แต่น้ำใจเถิด
       
        ก่อนอื่นก็ต้องกล่าวว่าชาวสำนักสันติอโศกถูกคนกลุ่มหนึ่งทั้งที่เป็นพระสงฆ์ และเป็นฆราวาสพยายามผลักไสไล่ส่งให้ออกไปจากวงการพระพุทธศาสนา กระทั่งพยายามที่จะกลั่นแกล้งดำเนินคดีความทุกรูปแบบ และมาถึงการทำลายข้าวของและทำร้ายร่างกายกันแล้ว
       
        การกระทำเช่นนั้นถูกต้องหรือไม่ เป็นวิสัยของชาวพุทธที่พึงกระทำอย่างนั้นหรือ? นี่คือการละเมิดสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองคุ้มครองหรือไม่?
       
        ในวันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าพระธรรมวินัยอันพระบรมศาสดาได้ตรัสสอนไว้นั้นหาได้เพียงมีอยู่แต่นิกายเดียวหรือสองนิกายดังที่คณะสงฆ์ไทยยึดถืออยู่เท่านั้น หากยังมีอีกหลายนิกายมากมายนัก
       
        บางนิกายก็เหินห่างออกไปจากพระธรรมวินัย เช่น ในรูปแบบภายนอกก็ไม่นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ไม่ยึดถือในศีลและปาติโมกข์ บ้างก็มีภรรยา บ้างก็กระทำธุรกิจได้
       
        แล้วนิกายเหล่านั้นก็เคยเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีและร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนากับชาวพุทธไทยอยู่เสมอๆ ดังที่ปรากฏในการประชุมใหญ่บ้าง ในการประชุมเสวนาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนานานาชาติบ้าง
       
        นั่นแสดงให้เห็นว่าแม้เพื่อนชาวพุทธที่ไม่ยึดมั่นในศีล ในพระธรรมวินัย และใกล้เคียงกับความเป็นฆราวาส แต่เราก็ยอมรับนับถือคบหา กระทั่งยอมรับว่าเป็นสงฆ์ในพระพุทธศาสนา
       
        ก็ต้องถามว่าชาวสำนักสันติอโศกไม่ใช่ชาวพุทธหรือ? ไม่ใช่พุทธบริษัทหรือ? ไม่ทรงศีล ทรงธรรม ทรงวินัยตามคำสอนแห่งพระบรมศาสดาหรือ?
       
        ผู้รู้และผู้มีความเป็นธรรมในใจย่อมตอบได้ว่าชาวสำนักสันติอโศกเป็นชาวพุทธ เป็นพุทธบริษัท ทรงศีล ทรงธรรม ทรงวินัย ไม่ได้ด้อยกว่าเพื่อนชาวพุทธนิกายต่างๆ เหล่านั้น
       
        แต่ถ้าจะกล่าวความอันเป็นจริงก็สามารถกล่าวได้โดยไม่ละอายต่อเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายว่าสมณะชาวสำนักสันติอโศกทรงศีล ทรงธรรม ทรงวินัยมากกว่าเพื่อนชาวพุทธนิกายเหล่านั้นมากมายนัก
       
        ดังนั้นหากยกเรื่องการเมืองออกเสียอย่างหนึ่งแล้ว ก็เห็นและกล่าวได้อย่างชัดเจนว่าสมณะชาวสำนักสันติอโศกเป็นพุทธบริษัทแท้ที่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยแห่งพระบรมศาสดาเป็นเนื้อนาบุญของชาวพุทธในพระพุทธศาสนา
       
        เป็นสงฆ์ที่สามารถกราบไหว้ได้โดยไม่ขัดเขินหรือตะขิดตะขวงใจแม้แต่น้อย
        ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้นเล่า? เหตุที่กล่าวดังนี้ก็เพราะว่าความเป็นสงฆ์หรือความเป็นพราหมณ์หรือความเป็นสมณะหรือความเป็นศากยบุตรหรือความเป็นมุนีหรือความเป็นภิกษุนั้นมิได้วัดกันที่การนุ่งห่มผ้าเหลือง แม้ผ้ากาสาวพัสตร์ก็ตาม
       
        แต่วัดกันตรงที่การปฏิบัติตรงและสมบูรณ์พร้อมในศีล ในพระธรรมวินัยแห่งพระตถาคตเจ้านั้นต่างหาก โดยเฉพาะการเข้าถึงซึ่งพระธรรมอันประเสริฐและรู้แจ้งถึงทุกข์และความดับทุกข์นั้นต่างหากเล่า
       
        ตลอดเวลาอันยาวนานมานี้ไม่เคยมีข่าวคราวหรือข้อเท็จจริงใดปรากฏว่าสมณะหรือชาวสำนักสันติอโศกล่วงละเมิดในศีล ไม่ว่าเบญจศีล ศีลอุโบสถ หรือศีลปาติโมกข์ กระทั่งอาจกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าทั้งจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ล้วนเป็นศีลที่สมณะและชาวสำนักสันติอโศกประพฤติปฏิบัติให้เห็นอย่างเด่นชัด
       
        เพราะศีลนี่เองจึงก่อให้เกิดความเป็นปกติ ก่อให้เกิดความสุข ก่อให้เกิดความสามัคคี ความเป็นระเบียบ ก่อให้เกิดความเรียบร้อย ก่อให้เกิดความสงบ ก่อให้เกิดความร่มเย็น และเป็นบ่อเกิดแห่งความสงบเย็นเป็นที่สุดด้วย
       
        ดังที่พระท่านได้แสดงอานิสงส์ของศีลไว้ว่า ศีลเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข หรือเป็นทางให้ไปดี ศีลเป็นบ่อเกิดแห่งทรัพย์ทุกประเภท แม้อริยทรัพย์ และศีลเป็นบ่อเกิดแห่งพระนิพพาน
       
        เพื่อนชาวพุทธโดยเฉพาะผู้ที่ได้เข้าร่วมชุมนุมตั้งแต่ครั้งปี 2548, 2549 และในปี 2551 นี้ย่อมสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าสมณะแห่งสำนักสันติอโศกและชาวสำนักสันติอโศกมีปกติปฏิบัติธรรม แสดงธรรม การปฏิบัติและการแสดงธรรมนั้นก็คือสิกขาหรือการศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางแห่งพระพุทธศาสนาที่พระตถาคตเจ้าทรงสั่งสอนไว้
       
        ตลอดระยะเวลาอันยาวนานไม่เคยมีข้อเท็จจริงหรือข่าวคราวปรากฏว่าสมณะหรือชาวสำนักสันติอโศกประพฤติผิดพระธรรมวินัย หรือประพฤติในสิ่งที่โลกตำหนิติเตียน ไม่ว่าการเสพเมถุน การลักหรือฉ้อเอาทรัพย์ผู้อื่น การเมาสุรา การเสพยาบ้า การค้าวัตถุมงคล เป็นต้น ในขณะที่ข่าวคราวทำนองนี้เกิดขึ้นอย่างหนาหูหนาตาในสังคมชาวพุทธของบ้านเรา
       
        นั่นอะไรคุ้มครองเอาไว้เล่า? ก็ต้องตอบว่าพระธรรมวินัยแห่งพระบรมศาสดานั่นแล้วที่เป็นเครื่องคุ้มครองสมณะและชาวสำนักสันติอโศก และความคุ้มครองนั้นหาได้คุ้มครองแค่เพียงกายวาจาไม่ หากซึ้งลึกเข้าไปถึงจิตหรือใจ คุ้มครองจิตให้มีความปกติในศีล ให้ปฏิบัติในธรรม ให้เจริญซึ่งปัญญา
       
        ดังนั้นในวันนี้จึงต้องประกาศว่าสมณะชาวสำนักสันติอโศกคือชาวพุทธ คือพุทธบริษัท คือสมณะศากยบุตร ที่ประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลและพระธรรมวินัยของพระบรมศาสดา เป็นเนื้อนาบุญของโลกตามบทสรรเสริญพระสังฆคุณนั้น
       
       
ข้าพเจ้าขอประกาศว่า สมณะแห่งสำนักสันติอโศกคือชาวพุทธ คือพุทธบริษัท คือสมณะศากยบุตร คือเนื้อนาบุญของโลก คือผู้สืบพระพุทธศาสนาแห่งพระตถาคตเจ้า
       
        แล้วข้อกล่าวหาที่ว่าชาวสำนักสันติอโศกเข้ายุ่งเกี่ยวกับการเมืองเล่าเป็นอย่างไร ?


        อะไรล่ะที่เรียกว่าการเมือง? การเมืองก็คือประชาชน ก็คือผลประโยชน์ของประชาชน ก็คือความสงบสุขของประชาชนและประเทศชาติ ก็คือความมีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรมของมวลมนุษย์
       
        การเมืองไม่ใช่เรื่องเลือกตั้งและยิ่งไม่ใช่เรื่องการโกงการเลือกตั้งเข้ามามีอำนาจ แล้วฉ้อฉลปล้นชาติปล้นประชาชน
       
        พระตถาคตเจ้าเมื่อครั้งยังทรงพระชนม์อยู่ ในคราวที่ทรงส่งพระอรหันต์ 60 รูปแรกไปประกาศพระพุทธศาสนานั้น ทรงมีพุทธดำรัสว่า
       
        ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไปเพื่อประกาศพระธรรมวินัยให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยอรรถะและพยัญชนะ ให้งดงามในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และในที่สุด เพื่อประโยชน์และความสุขของชนหมู่มากในโลก
       
        พระพุทธดำรัสดังกล่าวนี้หากจะกล่าวเป็นภาษาปัจจุบันก็กล่าวได้ว่านี่คือแนวทางการเมืองที่สำคัญ ที่พระพุทธองค์ทรงมอบหมายให้บรรดาสมณะศากยบุตรซึ่งเป็นพระอรหันต์ 60 รูปออกไปประกาศพระพุทธศาสนาเป็นชุดแรก
       
        เป้าหมายยิ่งใหญ่ของพระพุทธดำรัสนี้คือ
เพื่อประโยชน์และความสุขของชนหมู่มากในโลก ไม่ใช่เพื่อประโยชน์หรือเพื่อลาภสักการะหรือเพื่อสมณศักดิ์หรือเพื่ออามิสใดๆ สำหรับตน และไม่ใช่เพื่อความสุขส่วนตัวแม้แต่น้อยนิด
       
        พระพุทธองค์มีพุทธดำรัสให้พระอริยสงฆ์สาวกทั้ง 60 รูปนั้นประกาศพระธรรมวินัยเพื่อประโยชน์และความสุขของชนหมู่มากในโลก เช่นเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเปล่งพระปฐมบรมราชโองการว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม
       
        แล้วมาดูกันว่าวัตรปฏิบัติทั้งหลายของสมณะและชาวสำนักสันติอโศกในปัจจุบันนี้ แม้เป็นเวลาหลังจากการมีพุทธดำรัสดังกล่าวนั้นร่วม 2,600 ปี จะเป็นไปในร่องรอยและทางเดียวกันหรือไม่
       
        ในวันนี้ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วไม่ใช่หรือว่ายามประชาชนเป็นทุกข์และเสียสละอย่างกล้าหาญเพื่อพิทักษ์รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวจากเพื่อนชาวพุทธบางกลุ่ม ก็ได้สมณะและชาวสำนักสันติอโศกมาอยู่เป็นเพื่อน สมกับความที่เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายทุกประการ
       
       
ในแต่ละวันชาวสำนักสันติอโศกไม่เคยแสวงหารายได้หรือประโยชน์ใดๆ เพื่อตน ตั้งหน้าทำงานรับใช้ประชาชนทั้งด้านเก็บกวาดขยะ กวาดถนน หุงหาอาหาร ตักอาหารให้เพื่อนมนุษย์ได้รับประทานในยามหิว คอยส่งน้ำส่งท่าเวลากระหาย หรือในเวลาหลังจากรับประทานอาหารแล้ว
       
        ยามแดดร้อนจ้าก็เอาผ้าเต็นท์หรือร่มมาแจก เวลาฝนตกก็เอาเสื้อกันฝนหรือกางร่มให้พี่น้องประชาชน
       
        ยามสายก็ประกาศพระธรรมคำสอนในพระบรมศาสดาให้กับพี่น้องประชาชนได้ทราบได้ประพฤติปฏิบัติตาม
       
        นี่คือการปฏิบัติตามพระพุทธดำรัสเมื่อครั้งทรงส่งพระอริยสงฆ์สาวก 60 รูปออกไปประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรกไม่ใช่หรือ?
       
        หากเปรียบเทียบกับพวกที่แยกตัวเองออกจากสังคมมนุษย์ ไม่ใส่ใจความทุกข์ร้อนของเพื่อนมนุษย์ ทำตนเป็นแต่ผู้รับ และมุ่งแสวงหาแต่โลกธรรมแล้ว อย่างไหนจะซื่อตรงต่อพระธรรมวินัยมากกว่ากันเล่า
       
        เหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงประกาศสดุดีสรรเสริญพระคุณของสมณะและชาวสำนักสันติอโศกว่า ได้ประพฤติปฏิบัติถูกตรงตามพระพุทธดำรัสที่ตรัสกับพระอริยสาวก 60 รูปรุ่นแรกที่ทรงส่งไปประกาศพระศาสนานั้น
       
        ข้าพเจ้าขอนอบน้อมบูชาพระสงฆ์ที่ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรงตามพระธรรมวินัยแห่งพระตถาคตเจ้าว่าเป็นเนื้อนาบุญของโลก เป็นผู้ควรแก่การเคารพบูชาต้อนรับ เป็นผู้ควรแก่การถวายของและประพฤติปฏิบัติตาม.

 

 

สรุปก็คือ

เคลื่อนไหวเพื่อศาสนา หาว่าการเมือง

เคลื่อนไหวทางการเมือง กลับยกย่องว่า เพื่อศาสนา

 

 

 

 

 

E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

www.alittlebuddha.com เจ้าของ : วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264