|
ฟ้องสะท้านโลก
ตัดกิ่ง
"พระศรีมหาโพธิ์"
ขายให้ไทย
สงสัยได้เงินเยอะ แต่ไม่แบ่ง
เลยฟ้อง...
นี่แหละหนาที่เขาว่า
"ผลประโยชน์ไม่ลงตัว"
ไม่เข้าใจในพระพุทธพจน์บทว่า
เนกาสี ลภเต สุขํ
: กินคนเดียวไม่อร่อย

พระศรีมหาโพธิ์ ณ พุทธคยา
ประเทศอินเดีย
เชื่อกันว่าเป็นต้นไม้ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า บัดนี้มีข่าวฉาว
ว่า..กรรมการผู้ดูแล
แอบตัด
"บางกิ่ง" ขายให้แก่คนไทย
เฮ้อ โลภหนอโลภ
ผลประโยชน์หนอผลประโยชน์
ก็ไม่รู้ว่าเอาไปทำจตุคามรามเทพหรือเปล่า
เอเจนซี -
พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อ 2,500 ปีก่อน
ซึ่งเวลานี้อยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศอินเดีย
กำลังยุ่งเหยิงวุ่นวายไปด้วยเรื่องราวของการทุจริตฉ้อโกง,
การโจรกรรมทรัพย์สิน, ตลอดจนการช่วงชิงกันระหว่างคนต่างศาสนา
คัมภีร์ทางพุทธศาสนาหลายแห่งพรรณนาถึงสถานที่นี้ว่าเป็น
"สะดือของโลก" และทุกปีมีผู้แสวงบุญและนักท่องเที่ยว 100,000
คนเดินทางมาสักการะ จนเมืองพุทธคยา ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐพิหาร ของอินเดีย
และวัดมหาโพธิ์ เต็มแน่นไปด้วยผู้คน
มีต้นโพธิ์โบราณเก่าแก่ต้นหนึ่งเติบโตตระหง่านอยู่ที่ด้านหลังของวัด
โดยกล่าวกันว่าเป็นลูกหลานของต้นศรีมหาโพธิ์ซึ่งเจ้าชายสิทธัตถะ
ทรงนั่งประทับบำเพ็ญเพียร ก่อนที่จะทรงตรัสรู้สิ่งที่พระองค์ทรงแสวงหา
ในคืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะ
ทว่านักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญหลั่งไหลกันมาพร้อมๆ
กับข้าวของเงินทอง และเงินทองของบาดใจก็มาพร้อมๆ
กับข้อกล่าวหาที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เกี่ยวกับพฤติกรรมอันมิได้สูงส่งอารยะเอาเลย
บรรดาพระและนักบวชได้ตั้งข้อกล่าวหาฉกรรจ์ๆ อยู่หลายข้อ ได้แก่
เงินทองจำนวนนับพันนับหมื่นดอลลาร์ที่วัดแห่งนี้ได้รับบริจาค
ได้อันตรธานไปอย่างเป็นปริศนา,
กิ่งที่ยังมีใบหนาของต้นโพธิ์เก่าแก่ได้ถูกตัดออก และขายให้แก่ประเทศไทยในปี
2006, และโบราณวัตถุจำนวนหนึ่งได้หายสูญไป
ชาวฮินดูจำนวนหนึ่งก็บูชาสถานที่แห่งนี้ด้วย
และเป็นพระชาวฮินดูที่ชื่อ อรุป พราห์มาชารี
นั่นเองที่เป็นผู้นำการรณรงค์เปิดโปงพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง
"ผมไม่ได้ต่อสู้ในฐานะที่เป็นผมฮินดู ผมต่อสู้เพราะผมรักพระเจ้า"
เขากล่าว "พระพุทธเจ้าเป็นพระราชโอรสของพระเจ้า
และใครบางคนกำลังประพฤติมิชอบกับทรัพย์สมบัติของพระองค์"
ทั้งนี้ เขาพูดตามความเชื่อของชาวฮินดูจำนวนหนึ่งซึ่งบอกว่า
พระพุทธเจ้าเป็นองค์อวตารปางหนึ่งของพระวิษณุ
ที่ดินของวัดแห่งนี้ตกเป็นของสำนักฮินดูแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ
กันมาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว และวัดนี้ก็บริหารจัดการโดยคณะกรรมการ
ซึ่งกำหนดให้มีสมาชิกเป็นฮินดูมากกว่าชาวพุทธ
ทว่าผู้แทนของทั้งสองศาสนาต่างก็ถูกกล่าวหาด้วยกันทั้งคู่
การกล่าวหาพุ่งเป้าไปที่อดีตเลขานุการคณะกรรมการบริหารจัดการวัดพุทธคยา
ซึ่งเป็นคนฮินดู นอกจากนั้นก็มี อดีตเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการ
และอดีตเจ้าอาวาสของวัดซึ่งเป็นพระชาวพุทธ
บันทึกของตำรวจกล่าวหาบุคคลทั้ง 3 นี้ว่า "มีพฤติการณ์เลวทราม"
และเรียกร้องให้สอบสวนทรัพย์สินความมั่งคั่งส่วนตัวของพวกเขา
พยานหลายคนที่ถูกทางตำรวจสอบปากคำ
ให้การว่าพระเจ้าอาวาสได้สั่งให้ลูกจ้างคนหนึ่ง ตัด "ส่วนที่ยังดีๆ อยู่หลายๆ
ส่วน" ของต้นโพธิ์ แล้วนำไปไว้ที่กุฎิของตัวเอง บุคคลทั้ง 3
ยังถูกกล่าวหาว่าขายใบโพธิ์ที่ร่วงแล้วให้แก่ผู้แสวงบุญ และนำเงินเข้ากระเป๋า
อดีตเลขานุการวัด กาลิจรัญ ยาเทพ ปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้
โดยบอกว่ากิ่งดังกล่าวได้ถูกตัดออกไปในปี 1978 เมื่อมีการแต่งเล็มต้นโพธิ์
เขากล่าวด้วยว่าข้อกล่าวหาต่อตัวเขาเป็นเรื่องการเมือง
ซึ่งมีการคเลื่อนไหวกันก็หลังจากพรรคที่เขาสังกัดอยู่ได้สูญเสียอำนาจในรัฐพิหาร
วัดแห่งนี้ซึ่งคิดกันว่าสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อ 1,500 ปีก่อน
มีพระมหาเจดีย์สูง 55 เมตร ตั้งเด่นตระหง่านอยู่ตรงกลาง
เหนือบริเวณซึ่งกล่าวกันว่าเจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2002
ภายในวิหาร บริเวณด้านหน้าพระพุทธรูปสีทองอร่ามขนาดยักษ์
ผู้แสวงบุญจากญี่ปุ่น, ศรีลังกา, จีน, ไทย, และโลกตะวันตก
ต่างคุกเข่ากราบไหว้และสวดมนตร์ ที่ภายนอกวิหาร คนอื่นๆ
พากันเก็บใบโพธิ์ที่ร่วงหล่นลงมา ทั้งจากต้นยักษ์ดั้งเดิม และจากต้นอื่นๆ
ซึ่งกำลังเติบโตในบริเวณลานวัด
พราห์มาชารี ผู้นุ่งขาวห่มขาว เท้าเปล่าและไว้เครา
ชี้ให้ผู้สื่อข่าวดูด้วยความตื่นเต้น ถึงจุดที่กิ่งโพธิ์ถูกตัด
ตลอดจนเวิ้งที่บัดนี้ว่างเปล่ารอบๆ พื้นที่วัด
ซึ่งเขาบอกว่าเมื่อไม่นานมานี้เองยังมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่
"พวกเขาส่งกิ่งโพธิ์ไปประเทศไทย และขายได้เป็นเงิน 6 โกฏิ (60 ล้าน)
รูปี (ราว 1.5 ล้านดอลลาร์)" เขากล่าวและเล่าต่อไปว่า ตัวเขาเคยถูกทุบตี 2
ครั้ง และถูกขู่ฆ่าอีกหลายครั้ง ตั้งแต่เริ่มการรณรงค์นี้
เขาบอกด้วยว่า รัฐบาลไม่ได้แสดงความสนใจอะไรเลย "ไม่มีใครฟัง
ผมเองเซ็งเต็มทีกับการเขียนจดหมายร้องเรียน"
ทว่าไม่ใช่เขาคนเดียวหรอกที่รู้สึกไม่พอใจ
ยังมีบรรดาพระชาวพุทธที่บริหารวัดและสำนักสงฆ์อื่นๆ
จำนวนมากซึ่งผงาดขึ้นมาในบริเวณรอบพุทธคยา
ถึงแม้มีการสอบบัญชี
แต่พระเหล่านี้ก็ร้องเรียนว่าทางวัดไม่ได้ทำอะไรเลยเพื่อสนับสนุนโรงเรียนและโรงพยาบาลในท้องถิ่น
แม้จะมีเงินรายได้เป็นจำนวนมาก
"เงินทองไหลเข้ามา แต่มันไหลไปไหนไม่มีใครรู้เลย" เป็นคำพูดของ
พระภันเต ปะรักยาทีป เหรัญญิกสมาคมพระสงฆ์ชาวพุทธแห่งอินเดีย
เวลานี้ชิเทนดรา ศรีวัสตาวา พนักปกครองท้องถิ่น
คือผู้ดำเนินงานของคณะกรรมการวัด นับแต่ที่เรื่องอื้อฉาวถูกเปิดโปง
และคณะกรรมการชุดเก่าหมดวาระการทำงาน
"พวกเลขานุการทุกคนต่างก็พัวพันกับเรื่องที่ทำให้เกิดการถกเถียงขัดแย้ง"
เขาบอก "มันเป็นเรื่องโชคร้ายมาก"
เขา อธิบายว่า เงินรายได้จำนวนมากได้ถูกใช้ไปในการ
"ทำให้วัดสายงามและมีสิ่งอำนวยความสะดวกในระดับเวิลด์คลาส"
พร้อมกับระบุว่าตั้งแต่เขาเป็นผู้ดูแล
ไม่มีข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตฉ้อโกงเกิดขึ้นอีก
ขณะที่ข้อกล่าวหาเรื่องตัดกิ่งโพธิ์
กำลังเป็นคดีที่รอการพิจารณาของศาล ข้อกล่าวหาการกระทำผิดอื่นๆ
ลึกซึ้งกว่านั้นกลับไม่มีความน่าเชื่อถือ "คนจำนวนมากพูดเรื่องนี้
แต่ผมไม่พบว่ามีหลักฐานเชื่อถือได้เลย
ยังต้องดูกันต่อไปว่าคนเหล่านี้เอาเงินก้อนนี้ไปหรือเปล่า"
ขณะเดียวกันพระชาวพุทธจำนวนมาก บอกว่า พวกท่านต่างหาก
ไม่ใช่ชาวฮินดูเลย
ที่ควรเป็นผู้บริหารจัดการสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของพุทธศาสนาแห่งนี้
ทว่าศรีวัสตาวา กล่าวว่า แม้ให้ชาวพุทธมาดูแล
ก็ไม่มีหลักประกันว่าจะเกิดความซื่อสัตย์ในอนาคต
"โจรอาจจะเป็นคนฮินดูหรือชาวพุทธก็ได้" เขาบอก "โจรก็คือโจร
เขาไม่มีศาสนาหรอก"
ข่าว : ผู้จัดการ
6 กุมภาพันธ์ 2551
|