ข่าวสารจากทั่วโลก อะลิตเติ้ล บุ๊ดด่ะ ดอทคอม พร้อมนำเสนอแด่แฟนๆ ทุกท่าน ด้วยความยินดีที่ท่านให้เกียรติมาเยือน

 

 

     

พระลูกวัดมกุฏฯกินดีปลี

 

ฟ้องพระพรหมมุนี รก.เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต

ข้อหา "ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่"

 

 

 

 

 

 

ถามว่า "มีวาระซ่อนเร้นหรือเปล่า"

เขาเล่นกันแค่วัดมกุฏฯหรือสูงกว่านั้น ??

 

เพราะ ? พระโนเนมฟ้องระดับเจ้าคณะใหญ่

แสดงว่าไม่ธรรมดา มันต้องมีที่มาที่ไป ???

 

 

 

 

ที่ศาลอาญา วานนี้ (10 เม.ย.) พระสกล จิรวํโส พระนเรศ คุณากโร และพระวทัญญู อธิมนฺติโก พระลูกวัด วัดมกุฎกษัตริยาราม พร้อมทนายความ นำหลักฐานใบปลิวการจัดสร้างวัตถุมงคล เดินทางไปเป็นโจทก์ยื่นฟ้องพระพรหมมุนี (จุนท์ พราหมณ์พิทักษ์) รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดมกุฎกษัตริยาราม และรักษาการคณะใหญ่ ธรรมยุตนิกาย เป็นจำเลยในคดีดำที่ 1343/51 ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157

 

 

คำฟ้องบรรยายสรุปว่า เมื่อประมาณ พ.ศ. 2550 ที่ประชุมสงฆ์วัดมกุฎกษัตริยาราม ในวันปาติโมกข์ หรือวันที่พระสงฆ์จะทำพิธีสวดทบทวนศีล 227 ข้อ ทุกวันพระให้วินิจฉัยอธิกรณ์ หรืออาปัตตาธิกรณ์ อันได้แก่เหตุ โทษ คดี เรื่องราว ตามพระธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากกรณีที่มีพระภิกษุในวัด 4 รูป คือพระพิศาลมุนี (วรรณณรงค์ ฐิตาณโณ) พระราชวินัยโสภณ (บุญธรรม ปุญญมโย) พระครูสิทธิธรรมมงคล (พระมหาประพันธ์ ปภสฺสโร) และพระกรกฤษณ์ กมลสุทฺโธ ที่ประพฤติผิดล่วงละเมิดพระธรรมวินัยข้อ อทินนาทาน อันติมวัตถุ คือ การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แก่ตน

 

 

ทั้งนี้ ภิกษุทั้ง 4 ร่วมกันจัดสร้างพระสมเด็จ หลังอัญเชิญพระคาถายอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎก และหลังอัญเชิญพระคาถาชินบัญชรจารึกพิเศษ แล้วจัดสร้างพระเทวราชโพธิสัตว์จอมจักรพรรดิทะเลใต้ หรือจตุคามรามเทพ อันเป็นวัตถุมงคลต่างๆให้เช่า โดยไม่นำเงินซึ่งไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัดไปเป็นประโยชน์ส่วนตนและพวก พระภิกษุทั้ง 4 รูป ต้องขาดจากการเป็นภิกษุ ต้องถูกจับสึกจากสมณเพศ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลย ในการดำเนินการปกครองให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย ตามระเบียบข้อบังคับ กฎมหาเถรสมาคม

 

 

โดยเฉพาะกรณีนี้ จะต้องมีการวินิจฉัยการลงนิคหกรรม (ชื่อกรรมที่สงฆ์ทำแก่ภิกษุที่ควรปราบปราม เพื่อให้เข็ดหลาบ) และจำเลยต้องมีบัญชาออกคำสั่งให้พระ 4 รูป สละสมณเพศ แต่ปัจจุบันบุคคลทั้ง 4 ยังคงแต่งกายเป็นพระภิกษุ มีที่อยู่และพำนักอาศัยอยู่ในวัดมกุฎกษัตริยาราม โดยไม่มีสิทธิ์ปฏิบัติตนเช่นเดียวกับพระภิกษุของวัดมกุฎกษัตริยาราม นอกจากนี้ ยังคงหาเงินและผลประโยชน์อย่างเป็นขบวนการตลอดมา

 

การที่จำเลยนิ่งเฉย ไม่สนใจควบคุม ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างคณะสงฆ์ เป็น 2 กลุ่ม แตกแยกจากความสามัคคี ต่างฝ่ายต่างไม่ร่วมลงอุโบสถสังฆกรรมต่อกัน จนไม่อาจอยู่ร่วมกันในวัดได้อย่างผาสุก

 

 

อนึ่ง โจทก์ทั้ง 3 ร่วมกันฟ้องจำเลย ก็เพื่อรักษาหลักพระธรรมวินัย เพื่อความสงบเรียบร้อยอันดีงามของคณะสงฆ์ เพื่อผดุงพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป โจทก์ไม่มีทางใดที่จะดำเนินการเพื่อรักษาพระพุทธศาสนา  ที่ประชาชนคนไทยนับถือมากที่สุดไว้ได้แล้ว จึงต้องนำคดีมาสู่ศาลเพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง

 

ศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณา และนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ในวันที่ 9 มิ.ย. นี้ เวลา 09.00 น. ซึ่งภิกษุทั้ง 3 รูปที่ยื่นฟ้องจะต้องไปเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องด้วยตัวเอง หากศาลไต่สวนแล้วมีมูล จะสั่งประทับรับฟ้องต่อไป

 

ข่าว : ไทยรัฐ
11 เมษายน 2551

 

 

 

พระลูกวัดมกุฏฯฟ้องเจ้าอาวาส

 

 

พระลูกวัดฟ้องพระพรหมมุนี (จุนท์ พราหมณ์พิทักษ์) รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดมกุฏฯ ละเว้นหน้าที่โดยมิชอบไม่จับสึก 4 พระลูกวัด ที่จัดสร้างวัตถุมงคล แล้วนำเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง เผยร้องเรียนเรื่องนี้เพื่อให้ลงโทษแต่ยังไม่ยอมทำอะไร พระที่เกี่ยวข้องยังอยู่ในวัดตามปกติ ทำให้พระในวัดต้องแตกแยกเป็น 2 ฝ่าย จึงตัดสินใจฟ้องร้อง ศาลนัดไต่สวนเดือนมิ.ย.นี้ ด้านรักษาการเจ้าอาวาสชี้แจงไม่ได้ละเลยแต่อยู่ระหว่างสอบและให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่ายจึงต้องใช้เวลาบ้าง

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พระสกล จิรวํโส, พระนเรศ คุณากโร และพระวทัญญู อธิมนฺติโก พระลูกวัด วัดมกุฏกษัตริยาราม ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องพระพรหมมุนี (จุนท์ พราหมณ์พิทักษ์) รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยาราม และรักษาการคณะใหญ่คณะธรรมยุตนิกาย เป็นจำเลยความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ตามคำฟ้องบรรยายสรุปว่า เมื่อปีพ.ศ.2550 ที่ประชุมของสงฆ์วัดมกุฏกษัตริยาราม ในวันปาติโมกข์ หรือวันที่พระสงฆ์จะทำพิธีสวดทบทวนศีล 227 ข้อทุกวันพระ ให้วินิจฉัยอธิกรณ์ หรืออาปัตตาธิกรณ์ อันได้แก่ เหตุ, โทษ, คดี และเรื่องราว ตามพระธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากกรณีที่มีพระภิกษุในวัด 4 รูป คือ พระพิศาลมุนี (วรรณณรงค์ ฐิตาณโณ), พระราชวินัยโสภณ (บุญธรรม ปุญญมโย), พระครูสิทธิธรรมมงคล (พระมหาประพันธ์ ป.ภสฺสโร) และพระกรกฤษณ์ กมลสุทโธ ประพฤติผิดล่วงละเมิดพระธรรมวินัยข้อ อทินนาทาน อันติมวัตถุ คือ การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แก่ตน

คำบรรยายฟ้องระบุว่าภิกษุทั้ง 4 ร่วมกันจัดสร้างพระสมเด็จหลังอัญเชิญพระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก และหลังอัญเชิญพระคาถาชินบัญชรจารึกพิเศษ และจัดสร้างพระเทวราชโพธิสัตว์ จอมจักรพรรดิทะเลใต้ อันเป็นวัตถุมงคลต่างๆ ให้เช่า แล้วนำเงินซึ่งไม่ทราบจำนวนที่แน่นอนไปเป็นประโยชน์ส่วนตนและพวก ซึ่งพระ 4 รูปต้องขาดจากการเป็นภิกษุ ต้องถูกจับสึกจากสมณเพศ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลย ในการดำเนินการปกครองให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย ตามระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมายเถรสมาคม

โดยเฉพาะกรณีนี้จะต้องมีการวินิจฉัยการลงนิคหกรรม (ชื่อกรรมที่สงฆ์ทำแก่ภิกษุที่ควรปราบปราม เพื่อให้เข็ดหลาบ) ซึ่งจำเลยต้องมีบัญชาออกคำสั่งให้พระ 4 รูปสละสมณเพศ แต่ปัจจุบันบุคคลทั้งสี่ยังคงแต่งกายเป็นพระภิกษุ มีที่อยู่ และพำนักอาศัยอยู่ในวัดมกุฏ กษัตริยาราม โดยไม่มีสิทธิ์ปฏิบัติตนเช่นเดียวกับพระภิกษุของวัดมกุฏกษัตริยาราม และยังคงหาเงินและผลประโยชน์อย่างเป็นขบวนการตลอดมา การที่จำเลยนิ่งเฉย ไม่สนใจควบคุมทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างคณะสงฆ์เป็นสองกลุ่ม แตกแยกจากความสามัคคี ต่างฝ่ายต่างไม่ร่วมลงอุโบสถสังฆกรรมร่วมกัน จนไม่อาจอยู่ร่วมกันในวัดได้อย่างผาสุก

โจทก์ทั้งสามได้ร่วมกันฟ้องจำเลย ก็เพื่อรักษาหลักพระธรรมวินัย เพื่อความสงบเรียบร้อยอันดีงามของคณะสงฆ์ เพื่อผดุงพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป โจทก์ไม่มีทางใดที่จะดำเนินการเพื่อรักษาพระพุทธศาสนาที่ประชาชนคนไทยนับถือมากที่สุดไว้ได้แล้ว จึงต้องนำคดีมาสู่ศาลเพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง ศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณา และนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ในวันที่ 9 มิ.ย.นี้ เวลา 09.00 น.

ด้านพระพรหมมุนีกล่าวว่า นับแต่การมรณภาพของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยาราม เมื่อช่วงต้นปี 2551 และตนได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุมมหาเถรสมาคม ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยาราม เพื่อเข้ามาดูแลกิจการภายในวัดให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ พระสกล, พระนเรศ และพระวทัญญู พระลูกวัด วัดมกุฏกษัตริยาราม ได้เคยเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับพระภิกษุในวัด 4 รูป โดยกล่าวหาว่ามีการทุจริต แอบอ้างชื่อวัดสร้างวัตถุมงคล แล้วนำเงินจากการเช่าวัตถุมงคลดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตนนั้น ในฐานะพระผู้ใหญ่ที่เป็นผู้บังคับบัญชาจำต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย จะดำเนินการใดๆ โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงทันทีคงจะไม่ได้ และก่อนหน้านี้เรียกพระภิกษุทั้ง 2 ฝ่าย ให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นแล้ว เพียงแต่ต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดสร้างวัตถุมงคล ต้องมีบัญชีเอกสารที่สามารถตรวจสอบได้ นำมาอ้างอิงเป็นหลักฐาน รวมทั้งการจัดสร้างและเช่าบูชาดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2547-2548 จำต้องตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน

"เรื่องการฟ้องร้องอาตมาต่อศาลยุติธรรม หากมีหมายศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องคงต้องมอบหมายแต่งตั้งทนายความเป็นตัวแทนไปดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนการดำเนินการภายในวัดคงดำเนินการเป็นการภายใน จะต้องพิจารณาตรวจสอบให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย โดยในวันที่ 11 เม.ย. เวลา 14.00 น. จะมีการประชุมคณะกรรมการของวัดมกุฏกษัตริยาราม คงจะมีการนำเรื่องดังกล่าวหารือในที่ประชุมเพื่อพิจารณาต่อไป" พระพรหมมุนีกล่าว

 

 

ข่าว : ข่าวสด
11 เมษายน 2551

 

 

 

 

 

 

 

 

E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

www.alittlebuddha.com เจ้าของ : วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264