|
อภิเชต ผัดวงศ์
วิเคราะห์กฎหมายคุณธรรม
คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
ตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองคณะที่ 2
ที่เสนอโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พช.) มีทั้งสิ้น 59
มาตรา
มาตรา 10 เกี่ยวกับองค์ประกอบคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติประกอบด้วย
นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รมว.วัฒนธรรม เป็นรองประธานคนที่หนึ่ง
รมว.ศึกษาธิการ เป็นรองประธานคนที่สอง และ
รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นรองประธานคนที่สาม
และให้มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 14คน
มาตรา 17 ให้มีสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ
อยู่ในกำกับของนายกรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.นี้
โดยให้โอนกิจการของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรมในสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้
(องค์การมหาชน) สำนักนายกรัฐมนตรี ไปเป็นของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
การบัญญัติเช่นนี้เท่ากับว่า สนง.ส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เป็นหน่วยงานของรัฐ
แต่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ
อาจเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้หน่วยงานดังกล่าวถูกบังคับใช้ตามกฎหมายปกครอง
และสามารถป้องกันการถูกฟ้องการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมายอื่นที่กำกับควบคุมการทำงานของเจ้าหน้าที่หรือพนักงานในหน่วยงานของรัฐ
บุคคลที่ทำหน้าที่ในสำนักงานนี้
แม้ทำผิดหรือทุจริตหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยประการใดๆ
ก็ไม่ต้องรับผิด
อีกทั้งยังไม่มีบทบัญญัติที่เป็นการควบคุมและป้องกันการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและไม่มีบทกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนหรือกระทำความผิด
ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้
หากมีผลบังคับใช้จะส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นอย่างกว้างขวาง
เพราะสถาบันศาสนาเป็นสถาบันหลักของชาติ
มีความสัมพันธ์กับสถาบันชาติและพระมหากษัตริย์
เป็นทั้งเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของชาติ
ขณะที่กฎหมายนี้ได้กำหนดตัวคณะบุคคลที่เป็นนักการเมืองและผู้ทรงคุณวุฒิ
ให้ทำหน้าที่กำหนดธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมและจริยธรรมแห่งชาติ
ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 6 และมาตรา 7
หลายฝ่ายกังวลว่ากลุ่มบุคคลนี้อาจกำหนดแนวทางนอกเหนือหลักธรรมของศาสนา
เพราะเรื่องคุณธรรมจริยธรรมได้มีกำหนดไว้แล้วในทุกศาสนา
การกำหนดธรรมนูญขึ้นใหม่นั้นอาจหักล้างกับที่มีอยู่เดิม
ร่าง พ.ร.บ.นี้อาจขัดกับรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 79 ที่ระบุว่า
รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน
และศาสนาอื่น
ทั้งต้องส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกของทุกศาสนา
รวมทั้งสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
ดังนั้น รัฐควรทำหน้าที่สนับสนุนการเผยแผ่และการปฏิบัติให้ถึงแก่นธรรม
วางระบบและกระบวนการสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมที่เป็นการปฏิบัติจริง (COP :
Community of Practices) ตามหลักที่มีอยู่แล้วทั้ง ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม
พราหมณ์ ฮินดู ซิกซ์ มิใช่กำหนดคณะบุคคลให้มาบัญญัติธรรมนูญขึ้นใหม่
ประชาชนจะสับสนใครกันแน่ที่เป็นต้นแบบด้านคุณธรรมจริยธรรม
หรือหากเห็นว่าองค์กรเหล่านั้นอ่อนแอ ควรหาแนวทางช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็ง
โดยขอคำชี้แนะจากองค์กรเหล่านั้นมาประกอบจะเอื้อประโยชน์ต่อทุกฝ่าย
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ส่งร่างกฎหมายนี้ให้มหาเถรสมาคม
(มส.) องค์กรปกครองสูงสุดคณะสงฆ์พิจารณา เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2550
ปรากฏว่า ที่ประชุมไม่รับพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว
พร้อมมอบให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)
แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อศึกษาในรายละเอียดของร่างนี้
เพราะเห็นว่างานด้านศาสนาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ล่าสุด โฆษกกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) กล่าวเมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา
ว่าคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ของ มส.ได้ยืนยันว่า สาระในร่าง
พ.ร.บ.ฉบับนี้ซ้ำซ้อนกับการดำเนินงานของคณะสงฆ์ที่ปฏิบัติอยู่แล้วในทุกวัด
จึงไม่ควรจะมีร่าง พ.ร.บ.นี้เกิดขึ้น
และได้ส่งเรื่องให้รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง นำเสนอ
รมว.การพัฒนาสังคมฯ
คุณธรรมจริยธรรมเป็นเรื่องนามธรรม
หากนำมาบังคับใช้เป็นตัวบทกฎหมายต้องไม่มีความชัดเจน
เรื่องนี้สำคัญยิ่งเพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาวะจิตวิญญาณของคนทั้งประเทศ
หลักคุณธรรมจริยธรรมเป็นสัจธรรมที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
แต่กฎหมายเป็นเรื่องที่สามารถยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมได้ตามสถานการณ์ตามยุคสมัย
คุณธรรมจริยธรรมเป็นเรื่องภายในจิตใจ
ยากที่จะทำให้ปรากฏผลหรือบังคับให้เป็นไปโดยอาศัยกรอบของกฎหมาย
โดยลักษณะของกฎหมายย่อมมีผลบังคับใช้อย่างเสมอภาค ไม่เลือกชั้นวรรณะ เพศ อายุ
เชื้อชาติ ผิวพรรณ และศาสนา พ.ร.บ.คุณธรรมแห่งชาติหากมีผลบังคับใช้
เท่ากับว่าคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคม บาทหลวง โต๊ะอิหม่ามและผู้นำศาสนาอื่นๆ
ต้องจำยอมปฏิบัติตามธรรมนูญใหม่กระนั้นหรือ
คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติมีความเชื่อมั่นนับถือตนเองด้านจริยธรรมมากพอเพียงใด
จึงกล้าหาญชาญชัยจะบัญญัติธรรมนูญมาบังคับใช้อย่างนั้น
หรืออาจมองถึงขั้นเทียบเท่าศาสดาในลัทธิศาสนาต่างๆ
ที่บัญญัติหลักคุณธรรมจริยธรรมให้ศาสนิกยึดถือปฏิบัติ
จึงควรที่ทุกฝ่ายจะต้องพิจารณาทบทวนโดยพลัน
มิเช่นนั้นอาจส่งผลร้ายภายหลังที่ยากเกินกำลังจะแก้ไข
ข่าว
: มติชน
22 กันยายน 2550
|