|
พุทธศาสนาเป็นที่หนึ่งในโลก
ไทยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของโลก
แต่วิชา
"พุทธศาสน์"
กลับเป็นอันดับโหลในไทย
เรียนจบพุทธศาสน์
"ตกงาน"
มากที่สุด !

แชมป์เตะฝุ่น !
เหรียญทอง
(แดง)
เต็มวัด !
เป็นสมการที่
ศ.ดร.พระธรรมโกศาจารย์
หรือพระมหาประยูร มีฤกษ์
ต้องนำไปเคาะสมองเสียใหม่ อะไรๆ ก็จะเป็นที่หนึ่งในโลก ทั้งๆ
ที่ในเมืองไทยบ้านของตัวเองนั้นเป็นอันดับที่เท่าไหร่ยังจำไม่ได้เลย เชยชะมัด
!!
เคยฟังเพลงคาราบาวหรือเปล่าฮะท่านเจ้าคุณ "มหาลัย มหาหลอก
เด็กชายบ้านนอก เด็กหญิงบ้านนา ร่ำเรียนรู้ในวิชา แต่จบออกมายังไม่มีงานทำ
ฯลฯ"
สวนดุสิตโพลระบุ
เรียนบัญชี แพทย์ บริหาร คอม
วิศวะ หางานง่าย
แต่เรียนพุทธศาสนา
นิเทศ สถาปัตย์ มัณฑศิลป์
และอักษรศาสตร์
ตกงานง่าย
ว่าแต่มหาจุฬาฯ ไม่ลองทำโพลดูมั่งเหรอ
เผลอๆ อาจจะมีอะไรสวนกระแสมั่ง เช่นจตุคามรามเทพ
เป็นต้น แต่ก็อย่างว่าแหละนะ
พวกอาจารย์สวนดุสิตมันจะไปรู้อะไร กระจอกจะตายไป หารู้ไม่ว่า
พระไทยเรานั้นโกอินเตอร์ไปไกลถึงสวรรค์นิพพานแล้ว แล้วพวกที่เรียนแค่
"โลกๆ"
จะมีปัญญามาวัดกึ๋นพวกเราหรือ ดูสิ
นี่ท่านเจ้าคุณประยูรเพิ่งได้เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ
มีอำนาจบริหารระดับโลก พอๆ กับเลขายูเอ็นนั่นเชียว รู้ไว้ใช่ว่า
ไม่น่าเชื่อเลยว่า ในโลกนี้ยังมีการทำโพลงี่เง่าเช่นสวนดุสิตโพลอยู่อีก
ประเดี๋ยวก็สั่งมหาโชว์ประท้วงหรอก
รู้หรือเปล่าเล่าว่า
มหาวิทยาลัยอะไรมีชื่อยาวที่สุดในโลก แค่นี้ถ้าไม่รู้ก็อย่าอวดดีทำโพลอีก
สิบอกให่..
ปล. ดูความเป็นสุดยอดของ มจร. ได้ ณ ตรงนี้

-
สวนดุสิตโพลชี้ผลวิจัยล่าสุด บัญชี แพทย์ บริหาร คอมฯ วิศวะ
ครองแชมป์ได้งานสูง
- ระบุเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตัวแปรในการตัดสินใจเรียน-เข้าสู่อาชีพ
- เผยโลกไร้พรมแดนสร้างโอกาสใหม่ แอนิเมชั่น-บันเทิง
จุดพลุเส้นทางอินเทรนด์
- วงในกระตุ้นการตื่นตัว
โลกเข้าสู่สังคมที่ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนล้วนต้องการการพึ่งพาและเชื่อมโยงกัน
การเปลี่ยนผ่านของโลกตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน
ตั้งแต่ยุคสังคมเกษตร ยุคสังคมอุตสาหกรรม จนกระทั่งถึงยุคสังคมฐานความรู้
เมื่อยุคเปลี่ยนไปก็ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย
ทั้งโครงสร้างการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม อุตสาหกรรม
ตลอดจนโมเดลทางธุรกิจ
แต่อย่างไรก็ตาม
การเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาและการเข้าสู่อาชีพในปัจจุบันจะเป็นอย่างไรนั้น
“ผู้จัดการรายสัปดาห์” ติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดมานำเสนอ
สวนดุสิตโพลจับกระแส
อาชีพอิน-เอ้าท์เทรนด์
รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
(มสด.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สวนดุสิตโพล ม.ราชภัฏสวนดุสิต
ได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับกลุ่มสาขาอาชีพต่างๆ
ที่มีต่อสาขาวิชาที่เรียนแล้วจะได้งานทำ
โดยสำรวจจากผู้ประกอบการผู้ใช้บัณฑิตที่กระจายตามสาขาวิชาต่างๆ,
นักวิชาการที่มีความสำคัญในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของชาติ,
กลุ่มนายธนาคารซึ่งมีผลต่อการให้กู้ยืมเงิน, นักปฏิบัติการ
ผู้บริหารระดับกลาง ฝ่ายบัญชี หัวหน้าฝ่ายพัสดุการคลังนโยบาย ฯลฯ รวม 1,376
ตัวอย่าง
เนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่ได้มองธุรกิจของตัวเองแค่วันนี้ แต่มองไปถึง
3-5 ปีข้างหน้า
เพื่อสะท้อนออกมาว่าคนกลุ่มนี้ต้องการคนทำงานประเภทใดเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
และเป็นส่วนหนึ่งที่ม.ราชภัฎสวนดุสิตนำมาปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรต่างๆ
นอกจากนี้ เป็นการแนะแนวทางให้กับอาจารย์แนะแนว 200
กว่าคนทั่วปริมณฑล
เนื่องจากครูแนะแนวจะต้องดูเรื่องการบริหารความเสี่ยงการบริหารอนาคต
เพราะการแนะแนวต่อไปในอนาคตจะต้องประกันความเสี่ยงว่าเรียนแล้วจะต้องไม่ตกงาน
และเพราะความต้องการแรงงานมีความเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของตลาด
และภาวะเศรษฐกิจ
ผลการสำรวจ 10 อันดับสาขาที่หางานง่าย ได้แก่ อันดับที่ 1 การบัญชี
19.71% อันดับที่ 2 แพทยศาสตร์ 18.75% อันดับที่ 3 บริหารธุรกิจ 12.02%
อันดับที่ 4 คอมพิวเตอร์ 10.10% อันดับที่ 5 วิศวกรรมศาสตร์ 10.10% อันดับที่
6 การตลาด 8.65% อันดับที่ 7 นิติศาสตร์ 8.17% อันดับที่ 8 พยาบาลศาสตร์
4.81% อันดับที่ 9 การจัดการ 4.33% และอันดับที่ 10 รัฐศาสตร์ 3.36%
รศ.ดร.สุขุม กล่าวเสริมว่า เหตุที่สาขาการบัญชีอยู่ในอันดับ 1
เนื่องจากการทำธุรกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารธุรกิจ การจัดการ
การประกอบกิจการไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ต้องใช้บุคลากรทางด้านบัญชีทั้งสิ้น
นอกจากนี้ หากธุรกิจมีนโยบายดีเท่าใดแต่ก้นถุงรั่ว
หรือไม่มีการคิดเรื่องความคุ้มทุน ค่าใช้จ่าย ก็จบ
สำหรับแพทย์นั้นถือว่ามีการขาดแคลนบุคลากร
แต่คนที่จะเรียนได้ต้องมีสติปัญญาที่ดี
และต้องมีค่าใช้จ่ายในการเรียนที่สูงถ้าไม่ได้ทุนรัฐบาลซึ่งแพทย์และพยาบาลอยู่ในอันดับทอปเท็นตลอด
ส่วนการตลาดหรือบริหารจริงๆ แล้วต้องยอมรับว่า
ความต้องการด้านบุคลากรด้านการตลาดมีมาก แม้กระทั่ง
มหาวิทยาลัยยังต้องมีฝ่ายการตลาดของตัวเองเพราะยุคของการแข่งขันมีมากขึ้น
ด้านคอมพิวเตอร์
ปัจจุบันเนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้นทำให้ต้องอาศัยคนกลุ่มนี้
สำหรับนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ด้วยความที่โลกอยู่ในยุคของการแข่งขัน
การแย่งชิงทรัพยากรที่มีจำนวนจำกัด เรื่องของกฎหมาย
การปกครองเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ
โดยหากเปรียบเทียบผลวิจัยระหว่างปีที่ผ่านมากับปีนี้เห็นการเปลี่ยนแปลง คือ
นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์เดิมอยู่ต่ำกว่าทอปเท็น
แต่ที่สามารถก้าวขึ้นอันดับทอปเท็นได้เชื่อว่าเป็นเพราะปัจจุบันเกิดกรณีความขัดแย้งที่ต้องอาศัยด้านกฎหมายมากขึ้น
ในขณะที่ปีที่แล้วการเรียนสาขาสิ่งแวดล้อมมีความชัดเจนมากขึ้นก็ติดอยู่ในอันดับ
หรืออย่างเมื่อสองปีก่อน ในช่วงรัฐบาลของอดีตนายก พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร สาขาวิชาที่ขึ้นทอปเท็นก็จะเป็นเรื่องของบริหารจัดการ
การจัดการองค์กร เพราะรัฐบาลเน้นเรื่องของธุรกิจ หรือถ้าเป็น 4-5
ปีก่อนเรื่องของไอทีมาแรงก็เป็นไอที เทคโนโลยีสารสนเทศ
อย่างไรก็ดี การทำโพลสำรวจเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ต่างๆ
เนื่องจากการศึกษาของไทยขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เช่น
หลังการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคมนี้
ไม่ว่าพรรคการเมืองใดได้ขึ้นเป็นรัฐบาลก็เชื่อว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายซึ่งส่งผลต่อการศึกษาอย่างแน่นอน
เช่น
ถ้ารัฐบาลมุ่งไปเรื่องของอุตสากรรมหลักสูตรด้านอุตสาหกรรมก็จะเกิด
หรืออย่างช่วงที่ผ่านมารัฐบาลมุ่งเรื่องของการเงินธนาคารทำให้ธนาคารเกิดขึ้นหลายแห่ง
หลักสูตรด้านการเงินธนาคารก็เกิด
หรือช่วงที่มีเรื่องของประชาธิปไตยคนก็มองว่าถ้าต้องการเรียนกฎหมายก็ควรเรียนที่ธรรมศาสตร์
นอกจากนี้ หากหลังการเลือกตั้งเกิดรัฐประหารอีกนโยบายต่างๆ ก็ต้องเปลี่ยน
อาชีพต่างๆ ที่จะเรียนก็จะมีผลเปลี่ยนแปลงไปด้วย
นิเทศ-ถา'ปัด-มัณฑนศิลป์-อักษร-พุทธ
เรียนหดเหตุเข้าอุตสาหกรรมยาก
รศ.ดร.สุขุม
ยังได้แสดงความคิดเห็นถึงคณะหรือสาขาที่เรียนแล้วส่งผลต่อการหางานว่า
ม.ราชภัฎสวนดุสิตยังได้นำข้อมูลคณะหรือสาขาที่เดิมเคยอยู่ในอันดับที่ได้รับความนิยมแต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงมาสอบถามกับกลุ่มผู้ประกอบการในสาขาๆ
นั้นถึงเหตุผล
โดยคณะที่เห็นการลดลง คือ นิเทศศาสตร์
ซึ่งมีการสอบถามกองบรรณาธิการของทั้งสำนักพิมพ์ และสถานีโทรทัศน์
พบว่าแม้ว่าปริมาณผู้เรียนจะมีมาก
แต่คนในวงการไม่มีการเกษียณอายุการทำงานทำให้ตลาดแรงงานแคบ
ส่วนสถาปัตยกรรม มัณฑนศิลป์ อักษรศาสตร์
ก็มีการเรียนลดลงโดยปริยายทั้งที่คนมองว่าภาษาไทยมีการใช้ไม่ถูกต้อง
เนื่องจากปัจจุบันการแข่งขันในตลาดมีสูงและสภาพเศรษฐกิจแบบนี้คนมองเรื่องของปากกัดตีนถีบมากกว่า
ทำให้การมองเรื่องสุนทรียภาพและศิลปะลดลง
หรือทางด้านพุทธศาสตร์ก็ได้รับผลกระทบ
แม้ว่าตลาดจะมองว่าคนขาดด้านจริยธรรมกันมาก
แต่เรียนทางด้านนี้แล้วจบออกมาก็ไม่มีงานทำ..
สำหรับการแก้ปัญหาในเรื่องของหลักสูตรหรือสาขาที่ได้รับความนิยมลดลงนั้น
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษามีกฎกำหนดไว้อยู่แล้วเมื่อครบ 5
ปีหลักสูตรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง
เนื่องจากหากไม่เปลี่ยนจะไม่ทันกับความต้องการของตลาด ดังนั้น
วิทยาการความรู้ต่างๆ จะต้องสอนเพื่อวันนี้ไม่ใช่วันพรุ่งนี้
เช่น
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในปัจจุบันมีครอบคลุมไปหลายเรื่องทั้งคมนาคม
สื่อสารการท่องเที่ยว ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนการเรียน
เพราะเป็นการเรียนเพื่ออนาคต หรือ
นิเทศศาสตร์มีเรื่องของการสื่อสารนิเทศศาสตร์ก็ต้องปรับ นอกจากนี้
ยังต้องมีการจัดการความรู้ของแต่ละวิชาชีพ เพราะมีการเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา
รศ.ดร.สุขุม
กล่าวเสริมในมุมมองของการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้แล้วทำให้หางานทำยาก ว่า
การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้จะส่งผลกระทบต่อการหางานทำของนักศึกษาถ้าในแง่ของสถาปัตยกรรมไทย
ศิลปกรรมไทย มัณฑนาการ ฯลฯ เพราะมีปัจจัยเรื่องของความรีบร้อน งบประมาณแล้ว
คอมพิวเตอร์เข้ามาชดเชยได้ แต่ชดเชยด้านสุนทรียภาพไม่ได้ เช่น
ภาพของอาจารย์เฉลิมชัยที่ก๊อปปี้มาขายกับภาพที่เขียนสด แรกๆ
คนอาจจะนิยมภาพก๊อปปี้แต่ถึงจุดหนึ่งคนจะเริ่มต้องการภาพที่วาดโดยอาจารย์เอง
อย่างไรก็ตาม อาชีพที่เกี่ยวกับสุนทรียภาพถือเป็นอาชีพทำเงิน
การนำคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีมาใช้ ก็ยังต้องใช้คนเข้ามาสร้าง
ใช้คนออกแบบ ใช้ความคิดของคน โดยเฉพาะถ้าเป็นการผลิตสินค้าเพื่อคนกลุ่มอายุ
40-50 ปีแล้ว ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการสุนทรียภาพ
คอมพิวเตอร์ไม่สามารถชดเชยตรงนี้ได้
"เช่น แต่เดิมการสร้างบ้านจัดสรรมุ่งทำบ้านสไตล์ยุโรป
แต่ตอนนี้กลับมาเป็นรีสอร์ทในเมือง
ทำให้งานที่เกี่ยวกับการจรรโลงใจจึงเป็นอาชีพอมตะ แม้ว่า มหาวิทยาลัยอื่นๆ
อาจจะมีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยต่างๆ
แต่ทำไมคนถึงยังอยากรู้ศิลปะของอาจารย์ ศิลป์ พีระศรี ว่าเขียนยังไง
เพราะคนที่ต้องการความเป็นต้นกำเนิดเป็นคนที่มีอำนาจการซื้อ" รศ.ดร.สุขุม
วิเคราะห์
ธรรมศาสตร์ชี้บัญชีแชมป์
แต่ต้องมีคุณภาพ-ได้ภาษา
รศ.เกศินี วิฑูรชาติ คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การที่ผลการสำรวจออกมาว่าบัญชีอยู่ในอันดับ 1
ของสาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาด เพราะปัจจุบันบัญชีอยู่ในภาวะขาดแคลน
ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ก็ต้องการบุคลากรทางด้านนี้
หรือแม้แต่ธุรกิจที่กำลังปิดตัวคนที่จะถูกเลิกจ้างเป็นคนสุดท้ายก็คือนักบัญชี
ถือว่าเป็นอาชีพที่สำคัญมาก
นอกจากนี้
จากที่เคยคุยกับบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชียังพบว่าคนที่จบด้านนี้ไม่เพียงพอ
โดยเฉพาะบัณฑิตที่ผลิตจากมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่
แม้ว่าจะมีการให้มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตป้อนสู่ตลาดมากขึ้น แต่ไม่สามารถทำได้
เพราะไม่มีนโยบายผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีเพิ่ม
และยังเห็นว่าการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยเอกชนสามารถทำได้
ธรรมศาสตร์จึงมีเป้าหมายไปผลิตบัณฑิตในระดับปริญญาโทและเอกในทุกสาขาวิชาแทน
เพราะปริมาณบุคลากรของคณะมีจำนวนจำกัด
และตลาดต้องการบัณฑิตที่มีคุณวุฒิทางการศึกษาสูงขึ้น
ส่วนสาขาแพทย์ศาสตร์มีความจำเป็นแน่นอนอยู่แล้ว
เนื่องจากยังไม่พอกับความต้องการโดยเฉพาะชนบท
ส่วนวิชาชีพทางด้านกฎหมายก็มีความจำเป็นมากขึ้น
เนื่องจากธุรกิจปัจจุบันต้องมีนักกฎหมายมากขึ้น ซึ่งทั้ง 3
สาขาวิชานี้มีความสำคัญมากขึ้นทุกที
อย่างไรก็ดี นักบัญชีที่ตลาดต้องการ คือ
นักบัญชีที่มีคุณภาพเป็นสำคัญ
ซึ่งปัจจุบันคนที่จะมาทำงานด้านบัญชีไม่ใช่มีแค่ความรู้ทางด้านบัญชีเท่านั้น
ยังต้องมีองค์ความรู้ด้านภาษาที่ 2 และ 3 ด้วย
เพราะปัจจุบันธุรกิจในไทยมีชาวต่างชาติมาลงทุนมากขึ้น ดังนั้น
การรู้เรื่องของภาษาเป็นปัจจัยสำคัญทั้ง อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน
และเชื่อว่าในอนาคตอาจจะขยายไปยังภาษาอื่นๆ
ด้วยเหตุผลดังกล่าวคณะจึงให้ความสำคัญกับการเรียนภาษาที่ 2 และ 3
โดยได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท เอ็กซอนโมบิล จำกัด
ให้ทุนเรียนภาษากับนักศึกษาบัญชีระดับปริญญาตรี 50 ทุนเพื่อไปเรียนภาษาที่ 3
นอกจากนี้ ยังต้องมีความรู้เท่าทันการทำบัญชีทั้งไทยและต่างประเทศด้วย
เนื่องจากปัจจุบันคนหนึ่งคนต้องมีความรู้ในหลายด้านมากขึ้น
ส่วนปัจจัยที่ทำให้นักศึกษาปริญญาตรีต่างคณะหันมาเรียนปริญญาโทสาขาบัญชีมากขึ้น
เพราะเป็นวิชาชีพเฉพาะ ต้องจบทางด้านบัญชีเท่านั้น
ในขณะที่ในอดีตคนที่จบจากบริหารก็สามารถมาทำได้ เมื่อมีการออกพรบ.การบัญชี
2543 ทำให้คนที่ไม่เรียนด้านบัญชีต้องเรียนเพิ่ม
นอกจากนี้
ผู้บริหารหรือคนในสายอาชีพอื่นก็มองว่าการเรียนบัญชีทำให้เขามีความรู้ทางด้านการเงินอย่างลึกซึ้งซึ่งส่งผลต่อการบริหารงานของเขาได้
และทำให้รู้ว่าธุรกิจมีทิศทางแบบใด โดยคณะมีการเปิดหลักสูตรปริญญาโท
สาขาการบัญชี (Master of Accounting Program) (MAP)
ซึ่งเปิดรับผู้จบจากทุกคณะแต่จะต้องมาเรียนวิชาพื้นฐานที่กำหนดไว้เพิ่ม เช่น
วิชาบัญชีการเงิน ต้นทุน ฯลฯ
รศ.เกศินี กล่าวเสริมถึงสถานการณ์บัณฑิตด้านบัญชีของธรรมศาสตร์ว่า
จากข้อมูลของคณะพบว่านักศึกษาระดับปริญญาตรีจบไปแล้วมีงานทำถึง 95%
หลังจากจบการศึกษาไปแล้ว 4-5 เดือน ส่วนอีก 5%
กำลังรองานหรือศึกษาต่อซึ่งมั่นใจว่านักศึกษาทุกคนมีงานทำทั้งหมด
จุฬาฯ มั่นใจวิชาการแน่น
ห่วงครองตน-ทนงาน-ภาษา-รอบรู้
รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ หัวหน้าภาควิชาพาณิชยศาสตร์
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า
จากผลสำรวจที่พบว่าบัญชีและแพทย์เป็นคณะที่จบแล้วมีอาชีพรองรับนั้นไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นแต่เกิดมาประมาณ
20 ปีแล้ว เนื่องจากทั้งสองอาชีพเป็นวิชาชีพที่คนจะทำได้ต้องจบทางมาโดยตรง
นอกจากนี้ คนที่เรียนจบบัญชีไม่ใช่ต้องออกไปทำบัญชีอย่างเดียว
แต่ยังสามารถไปทำงานเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีได้ด้วยทำให้สายงานขยาย
ส่วนบริหารแม้ว่าจะคนทำงานด้านนี้อยู่มากแล้ว
แต่บริหารเป็นคณะที่กว้าง ไม่ว่าจะเป็นบริหารการตลาด การจัดการ ฯลฯ
ดังนั้นจะต้องดูว่าที่มีอยู่มากเป็นเรื่องบริหารอะไร สำหรับนิติศาสตร์
และวิศวกรรมต้องบอกว่าสองวิชานี้เป็นวิชาชีพเหมือนกับแพทย์ศาสตร์
อย่างไรก็ตาม การจะเลือกเรียนคณะใดจะต้องมีอาชีพรองรับ
ซึ่งการสร้างอาชีพให้กับนักศึกษา สำหรับจุฬาฯ
ก็มีการช่วยนักศึกษาหางานทำด้วยการจัดจ๊อบแฟร์ต่างๆ
และมีการเตรียมตัวนักศึกษาให้พร้อมกับการทำงาน
เนื่องจากวิชาความรู้ไม่ใช่สิ่งที่น่าห่วงสำหรับนักศึกษา
แต่สิ่งที่ห่วงคือการครองตน การสู้งาน ภาษาที่ 2-3 และความรอบรู้
ม.รังสิตเสริมความรู้
พัฒนา นศ.ก่อนทำงาน
สมเกียรติ รุ่งเรืองวิริยะ ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์
มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นของม.รังสิตในเรื่องนี้มาจาก 2
ฐานะ คือในฐานะของผู้ที่ต้องรับคนทำงาน และเป็นผู้ผลิตบัณฑิตออกไป
โดยมองว่าสายที่มีปัญหาด้านการหางาน คือ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
เนื่องจากหากผลิตไม่ตรงกับวิชาชีพแรงงานหรือไม่เก่งพอก็จะหางานทำยาก
เพราะจริงๆ แล้วตลาดแรงงานไม่ได้เต็มแต่ขาดคนเก่งเข้าไปทำงาน
เช่น นิเทศศาสตร์คนมองว่าตลาดเริ่มเต็ม แต่จริงๆ
แล้วอุตสาหกรรมด้านนี้ของไทยยังขาดบุคลากรอยู่
เพราะการทำงานตรงนี้เป็นแบบระบบอาเสี่ย คนที่ทำจริงๆ มีอยู่ไม่กี่คน
อย่างผู้กำกับดังๆ ทั้งสมัยก่อนและสมัยนี้ก็ยังมีอยู่ไม่กี่คน
นอกจากนี้
วงการวิชาชีพเหล่านี้อยากได้คนที่มีความรอบรู้ที่หลากหลายทำให้หลายมหาวิทยาลัยต้องมีการปรับตัวจากเดิมที่ฝึกงานไม่นานก็กลับไปเรียนต่อ
ปัจจุบันก็มีการปรับให้มีการฝึกงานเพิ่มขึ้น
บางแห่งใช้ชื่อว่าสหกิจศึกษาโดยให้นักศึกษาเข้าไปฝึกงาน 1 เทอมการศึกษา
หรืออย่าง ม.รังสิต ก็ปรับจากการฝึกงาน 2 เดือนมาเป็นฝึกงาน 3 เดือน
และมีการเพิ่มความรู้ให้กับนักศึกษาด้วยการสร้างกิจกรรมต่างๆ อย่าง
สร้างหนังสั้น หนังสือพิมพ์ออนไลน์ อย่างไรก็ดี
ใช่ว่าการเรียนนี้จะส่งผลกระทบต่อการหางานทำ
เพราะสายสังคมสามารถแจ้งเกิดและหางานทำได้ ถ้าเป็นสายสังคมทางด้านภาษา
ในขณะที่ถ้าเป็นพวกสายวิทยาศาสตร์ อย่าง
วิทยาศาสตร์สุขภาพถือว่าไม่ปัญหาแน่นอนปิดประตูตกงานแน่นอน
เพราะยังขาดแคลนอีกมหาศาล
หรือแม้แต่ทัศนะแพทย์หรือกายภาพบำบัดปัจจุบันก็มีแนวโน้มโตขึ้นความต้องการก็สูง
หรือพยาบาลปัจจุบันประเทศสวีเดน เนเธอร์แลนด์
ขอให้ทางม.รังสิตส่งนักศึกษาไปทำงานกับเขาให้ได้ปีละ 100 คน
โดยให้ผลตอบแทนสูงจะเห็นว่าการขาดแคลนด้านนี้ไม่ใช่แต่ในไทยแต่ขาดแคลนทั่วซึ่งกลุ่นี้ถึงจะเรียนไม่เก่งก็ยังหางานทำได้
หรือพวกสาขาด้านวิทยาศาสตร์ไฮเทค อย่าง ไบโอเทค วิศวกรรม
หรือคอมพิวเตอร์ไซน์ กลุ่มนี้ยังมีอัตราการเข้าทำงานไม่สูงมาก
บางบริษัทต้องเข้ามาจองนักศึกษาก่อนที่จะจบการศึกษาด้วยซ้ำ
ส่วนกลุ่มทางด้านศิลปะ อย่าง สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม
ปริมาณการจะได้งานทำขึ้นอยู่กับแต่ละคน อย่างไรก็ดี
แนวโน้มของการทำงานของเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้มองเรื่องของการทำงานบริษัท
แต่ชอบทำงานอิสระทำให้ปริมาณการได้งานทำอาจจะไม่สูงแต่กลุ่มนี้ไม่ได้ตกงานมีงานทำแบบแต่เป็นฟรีแลนด์เท่านั้นเอง
วงในชี้ 'สถาปัตย์-วิศวะ'
เงินน้อย งานหนัก วิ่งหาอาชีพอื่น
วิศวกร ยังเป็นอาชีพท็อปฮิตของเด็ก ม.ปลายทุกยุคสมัย
เพราะเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ถูกมองว่าทำเงินเช่นกัน
เกือบทุกสถาบันมีการเปิดสอนวิศวกรรมศาสตร์อย่างแพร่หลาย
เพราะได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี
แม้ในความเป็นจริงตอนนี้ภาพรวมของตลาดก่อสร้าง
ซึ่งเกี่ยวข้องแวดวงวิศวกรรมจะชะลอตัวไปบ้าง
แต่ก็ยังเป็นสาขาวิชาที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง
เห็นได้จากทุกสถาบันจะมีนักเรียนแย่งกันสอบเข้าเป็นจำนวนมากทุกปี
อารยา เพ็งนิติ เลขาธิการ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย
ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ในช่วง 3
ปีที่ผ่านมางานของแวดวงวิศวกรรมเงียบไปมาก
เห็นได้จากจำนวนงานที่เปิดประมูลก่อสร้างลดลง
มาจากงบประมาณในการก่อสร้างของภาครัฐน้อยลง เศรษฐกิจถดถอย การบริโภคลดลง
ภาครัฐเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้า ทำให้ไม่มีรายได้มาลงทุนโครงการใหญ่ๆ
ทำให้ไม่มีเม็ดเงินหมุนเวียนมากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
ในทุกปีจะมีบัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์จบใหม่ปีละประมาณ 5,000 คน
แต่เมื่อไปสอบกับสภาวิศวกร เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นภาคีวิศวกร หรือสอบเลื่อนชั้น
พบว่า ยังมีคนสอบผ่านไม่ถึงครึ่ง
สะท้อนถึงคุณภาพของบัณฑิตว่ายังไม่เพียงพอกับที่ตลาดแรงงานต้องการ
อารยา กล่าวว่า
ทุกวันนี้สถาบันการศึกษาผลิตบัณฑิตออกมาไม่สอดคล้องกับที่ตลาดแรงงานต้องการ
เช่น โยธา ไฟฟ้ามีมากเกินไป เพราะตลาดก่อสร้างกำลังหดตัว
ในขณะที่ตลาดแรงงานด้านวิศวกรยานยนต์ สิ่งแวดล้อม ปิโตรเคมี
กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาสุดท้ายที่มีค่าตอบแทนสูงที่สุด
ในยุคที่โลกกำลังให้ความสนใจเรื่องพลังงานทดแทน แต่ปัญหา คือ
ยังมีสถาบันเปิดสอนไม่มากนัก เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูง
"อาชีพที่ขาดแคลนมากตอนนี้ คือ ช่างเชื่อม
ซึ่งมักเป็นเด็กที่เรียนจบอาชีวะ เพราะเป็นงานที่หนัก
เด็กจึงไม่ค่อยให้ความสนใจ หันไปเรียนวิศวะ ไปทำงานออกแบบ
ที่เหนื่อยน้อยกว่างานออกภาคสนาม" อารยา กล่าว
ในช่วง 5-10
ปีหลังวิศวกรจบใหม่ตัดสินใจหันเหชีวิตไปทำอาชีพอื่นแทนมากขึ้น
เพราะมองว่าในแง่ค่าตอบแทนยังได้น้อยกว่าอาชีพอื่นๆ
สมัยก่อนอัตราเงินเดือนบัณฑิตจบใหม่เริ่มต้นที่ 12,000-14,000 บาท
แต่ปัจจุบันอยู่ที่ไม่เกิน 10,000-12,000 บาท
"ลักษณะงานที่หนัก เงินเดือนที่น้อยกว่าบางอาชีพอื่น
ทำให้เด็กจบใหม่เปลี่ยนไปทำธุรกิจส่วนตัว หรือเรียน MBA แทน
เพื่อทำงานด้านบริหารมากขึ้น ซึ่งมีรายได้มากกว่าเป็นวิศวกร 1.5-2 เท่า
ยิ่งในช่วง 5-10 ปีหลังมีแนวโน้มแบบนี้เกิดขึ้นเยอะมาก เพราะเศรษฐกิจไม่ดี
งานวิศวะมีน้อยลง ต้องแข่งขันสูง ก็ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพไปเลย"
อารยาให้เหตุผล
อย่างไรก็ตามอารยาให้คำแนะนำถึงวิศวกรรุ่นใหม่ที่ต้องการจะเติบโตในวิชาชีพนี้ว่า
จะต้องเร่งพัฒนาทักษะด้านภาษา เพื่อให้พร้อมเข้าสู่การแข่งขันกับตลาดโลก
ซึ่งในอนาคตจะต้องมีการเปิดเขตการค้าเสรี หรือ FTA ขึ้น
ขณะที่อาชีพสถาปนิกเป็นหนึ่งในอาชีพดาวรุ่งเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนปี 2540 ที่อสังหาริมทรัพย์กำลังเฟื่องฟูสุดขีด
ทำให้สถาปนิกมีงานออกแบบล้นมือ เกิดเป็นภาวะขาดแคลนบุคลากรของวิชาชีพนี้
แต่ภาพจริงของอาชีพสถาปนิก แม้ในอดีตจะถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่
"ทำเงิน" แต่เมื่อบางคนได้เข้ามาสัมผัสจริง
กลับกลายเป็นอาชีพที่บัณฑิตใหม่สถาปัตยกรรมศาสตร์กว่า 20-30%
ไม่เลือกทำเพราะพบกับอาชีพอื่นที่เหนื่อยน้อยกว่า และให้ผลตอบแทนดีกว่า
ประกอบกับ สถาบันต่างๆ
ผลิตบัณฑิตสถาปัตยกรรมออกมามากกว่าที่ตลาดแรงงานต้องการ
ซึ่งเกิดมาจากกระแสวิชาชีพขาดแคลนในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่
ทำให้หลายสถาบันอิงกระแส หันมาเปิดสอนมากขึ้น
แต่เมื่อเวลาผ่านไปเศรษฐกิจเข้าสู่วงจรขาลง
การลงทุนก่อสร้างไม่คึกคักเหมือนเมื่อก่อน
ทำให้สถาปนิกหลายคนที่เรียนจบออกมาต้องตกงาน
สิน พงษ์หาญยุทธ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า
ทุกปีจะมีบัณฑิตจบใหม่กว่า 1,000 คน จาก 18-19
สถาบันที่ได้รับการรับรองจากสภาสถาปนิก
มีเพียงไม่ถึงครึ่งที่ทำงานในสำนักงานแบบเต็มเวลา
ส่วนหนึ่งตัดสินใจเป็นฟรีแลนซ์ หรือศึกษาต่อปริญญาโททันที
อีกส่วนหนึ่งหันเหไปทำอาชีพอื่นแทน
"ปัจจุบันสถาปนิกรุ่นใหม่ๆ หันมารวมกลุ่มเล็กๆ
ทำงานแบบฟรีแลนซ์กันมากขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่รักความเป็นอิสระ
ไม่อยากผูกพันก$ |