LAST UPDATE :   JULY : 01 : 2020 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 



 

FIRST TIME IN THE WORLD

APIDHAMMA ONLINE CHANTING

สวดพระอภิธรรมออนไลน์ครั้งแรกของโลก

(กดที่ภาพเพื่ออ่าน)

 

แฉซ้ำสุจินต์

กินบนเรือน ขี้บนหลังคา

รับปริญญาจาก มจร-มมร ไปจนล้นบ้าน

แต่ภายหลังกลับบอกว่า

พระรับปริญญาผิดพระธรรมวินัย

พระอานนท์ไม่เคยเรียนจบด๊อกเตอร์ เอ้อเฮอ..!

 

 

"อีเอ๋อ"

สุจินต์ กับฉายาใหม่ ที่พระไทยทั่วประเทศตั้งให้

 

เคยไปรับปริญญา "ด๊อกเตอร์ดุษฎี" จากมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง คือมหามกุฏราชวิทยาลัย ของสมเด็จพระสังฆราชอัมพร และมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ของพระพรหมบัณฑิต (ประยูร) ตอนนั้นก็ชื่นชมมหาวิทยาลัยสงฆ์ว่าดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ นี่คือการนำเอาเกียรติคุณของมหาวิทยาลัยสงฆ์มาเสริมสวยให้แก่ตนเอง

แต่วันนี้สุจินต์สมองกลับ กลับออกมาบอกว่า "พระ ดร. พระรับปริญญา บวชทำไม ท่านพระอานนท์เป็น ดร. เรียนทางโลกไหม บวชเพื่อสละ ละทุกสิ่งเพื่อดับกิเลส พระภิกษุเรียนวิชาทางโลก เพื่อได้ ไม่ใช่เพื่อละ วิกฤตพระพุทธศาสนา"

นั่นแสดงว่า นังคนนี้เป็นคนสับปลับ กินบนเรือนขี้บนหลังคา ตอนตัวเองได้ดีก็ยกย่องมหาวิทยาลัยสงฆ์ แต่ตอนหลังกลับเนรคุณ ออกมาปรามาสว่า การศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์ ซึ่งวัดผลสูงสุดที่ "ด๊อกเตอร์" นั้น มิใช่หน้าที่ของนักบวช ยกเอาพระอานนท์มาเป็นตัวอย่าง สร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเอง เป็นวาทกรรมอำพรางระดับลวงโลก เพราะวันนี้ "เพจดัง-จีวร" ได้นำเอาภาพการรับปริญญาจากพระของ "นังตอแหล" มาแฉให้ชาวโลกเห็นถึงความโสมมภายในจิตใจของนักอภิธรรมที่ชื่อ "สุจินต์ บริหารวนเขตต์" Take a look

 

 

2545

รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มจร.

สุจินต์การันตีว่า "ดีค่ะ ถูกต้องตามพระธรรมวินัยทุกประการค่ะ"

 

 

 

2551

รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มมร.

สุจินต์การันตีว่า "ดีค่ะ ถูกต้องตามพระธรรมวินัยทุกประการค่ะ"

 

 

2563

สุจินต์ออกมาโจมตีพระรับปริญญาว่าไม่ถูกต้อง

 

เห็นภาพ 1-2-3 ของนางคนนี้แล้ว พูดได้คำเดียวว่า

"อีบ้า"

พระพุทธศาสนาจะวิกฤติก็ตรงที่มึงสับปลับนี่แหละ

มิใช่เพราะพระรับปริญญาหรอก จะบอกให้

 

 

สุจินต์ VS วอ ใครตอแหลกว่าใคร ?

 

 

"ยศ ทรัพย์ อำนาจ ไม่คู่ควรแก่สมณะ"

 

 

พลิกมุมคิด ให้ชีวิตไปต่อ = พลิกลิ้น ให้ชีวิตไปต่อ

 

 

ภาพ : เพจจีวร : 1 กรกฎาคม 2563

 

ส่องพฤติกรรม

"สุจินต์ บริหารวนเขตต์"

อริยะในผ้าลาย

ผู้กล้าหาญ "ชี้โทษ" พระเณรทั้งแผ่นดิน

Who is she and How is she ?

 

 

สุจินต์ นักศึกษาพระอภิธรรมจนช่ำชอง

 

แต่ก่อนก็สอนอภิธรรม แต่ภายหลังเปลี่ยนบทบาทเป็นกราดเกรี้ยว เหมือนประจำเดือนไม่มา หันมาด่าพระเณรทั่วประเทศ เปิดพระไตรปิฎกตรวจสอบองค์กรสงฆ์ คำก็ไม่ถูก สองคำก็ไม่ต้อง สามคำก็ไม่ใช่พระ สี่คำก็ไม่ใช่เณร ผิด ผิด ผิด และผิด ไม่มีถูกเลย พระสงฆ์ไทยไม่มีใครกล้าเถียง เพราะไม่มีใครได้บรรลุธรรมเป็นอรหันต์ ขนาดวัดป่าบ้านตาดของหลวงตาบัวก็เงียบ กลัวโดนด่าเรื่องหาทองคำไว้ในกุฏิจนไฟคลอกตาย สุจินต์เลยได้ใจ เอาใหญ่ ไล่เบี้ยแม้กระทั่งสามเณรรุ่นเหลน เป็นวีรเวรของ..สุจินต์

แต่โบราณก็สอนว่า ถ้าจะสอนใคร ก็ต้องทำตัวเองให้ได้ก่อน มิเช่นนั้นก็จะเข้าตำรา  "ไม่ล้างเท้าก่อนขึ้นธรรมาสน์" แม้ว่า "สุจินต์" จะมิใช่พระ แต่ถ้าจะอาจหาญสอนพระ ก็ต้องตรวจสอบ "พฤติกรรม" ของสุจินต์ ว่าเธอดีจริงหรือไม่ ถึงได้กล้าสอนพระ หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าดีจริง ก็อาจจะเข้าในข้อหา "มือถือสาก ปากถือศีล"

บทแรกที่ต้องตั้งคำถามก็คือ เรื่องการแต่งตัวของสุจินต์ ซึ่งปากก็อ้าง "เป็นนักแสดงธรรม" ซึ่งตามหลักการก็ควรต้องแสดงออกในทาง "สันโดษ" กินใช้ง่ายๆ แต่งเนื้อแต่งตัวก็ต้องง่ายๆ เหมือนพระภิกษุสามเณรซึ่งมีผ้าเพียง 3 ติดตัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะกินจะเที่ยวก็..ชุดเดียวกัน ไม่มีพระเณรองค์ไหนสามารถใช้ "สีอื่น" นอกจากสีเหลืองหรือสีกรัก อันนับเข้าในสี "กาสาวะ" การเป็นพระเณรจึงต้องอยู่ในสี หรือ "เครื่องแบบของพระพุทธเจ้า" อยู่ตลอดเวลา ถือว่าไม่ง่ายที่ใครจะใช้เครื่องนุ่งห่มแบบนี้ตลอดชีวิต นี่ยังมินับเรื่องการกินการนอน ซึ่งพระเณรนั้นต้องพำนักอาศัยใน "วัด" ซึ่งเป็นที่อยู่รวมกัน ไม่มีใครเป็นเจ้าของแบบถาวร คือต้องพร้อมที่จะย้ายที่นอนอยู่ตลอดเวลา แถมกินก็ต้องกินพร้อมกัน นอนก็ต้องนอนพร้อมกัน ตื่นก็ต้องตื่นพร้อมๆ กัน เป็นระเบียบปฏิบัติที่วัดทุกวัดจะมีมาตรฐานทั่วประเทศ การดำรงเพศของพระภิกษุสามเณร ไม่ว่าจะบวชตามประเพณี หรือบวชเพื่อพ้นทุกข์ก็ตาม ก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบนี้ทั้งสิ้น การจะบอกว่า "บวชเพื่อพ้นทุกข์" หรือไม่ จึงไม่สามารถจะตอบคำถามได้ เพราะบางทีผู้ที่บวชเพื่อมุ่งพ้นทุกข์ กลับไม่พบความหลุดพ้น บางคนประกาศ "บวชไม่สึก" แต่ก็เห็นสึกไปทุกราย แต่คนที่บวชตามประเพณีกลับปฏิบัติจนพ้นทุกข์ได้ แบบนี้ก็มีให้เห็น มันไม่แน่เสมอไป ขนาดในสมัยพุทธกาล ซึ่งเชื่อว่าแต่ละท่านที่มาบวชก็ล้วนแต่อยากพ้นทุกข์ แต่เพียงแค่ 45 พรรษา ปรากฏว่าสิกขาบทหรือข้อห้าม ถูกตั้งไว้มากมายหลายพันข้อ ถ้าสุจินต์เกิดทัน พระพุทธเจ้าก็คงจะถูกสุจินต์กล่าวหาว่า "หย่อนยาน" ไม่คัดคนก่อนบวช ปล่อยปละละเลย จนเกิดปัญหาให้ต้องตั้งพระวินัยขึ้นมามากมายจำไม่หวาดไม่ไหว หนทางเดียวที่น่าจะแก้ปัญหาพระศาสนาได้ก็คือ ตั้งให้สุจินต์สังฆราช ซึ่งอาจจะได้ "นิกายผ้าลาย" มาแทนผ้าเหลือง เชื่อหรือไม่ก็ขอได้โปรด..Take a look

 


 

 

แอ่นแอ๊น ! ดูกันเองนะฮะ พุทธศาสนิกชนทุกท่าน ดูพฤติกรรมจาก "เสื้อ-ผ้า-หน้า-ผม" ของ "คุณนายสุจินต์" นักอภิธรรมปากตะไกร แว้งกัดผ้าเหลืองทั่วประเทศ แต่พอดูที่ตัวของสุจินต์เอง ก็เห็นแต่ความรุ่มรวยหรูหรา เปลี่ยนเสื้อผ้าวันละชุด ปากก็ทาลิปสติกสีหวานๆ เป็นการประจานไปในตัวเธอเองนั่นแหละ ว่าพูดกับทำเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ?

ใครที่ได้เห็น "ประมวลภาพสุจินต์" นิดหน่อย (หนึ่งในร้อย) เหล่านี้แล้ว คงงงว่า นี่มันภาพของนักปฏิบัติธรรม-นักเผยแผ่ธรรม หรือว่าเป็นภาพของ "นางแบบ" โฆษณาขายผ้าหรือสินค้าแบรนด์เนมกันแน่ แน่จริงทำไมไม่โกนผมและใช้ผ้าบังสุกุลห่อศพ !

ถ้ามองให้ลึกไปกว่านั้น ก็คงจะมองออกว่า ที่บ้านของสุจินต์มีโกดังใส่เสื้อผ้ากางเกงผ้าพันคออยู่กี่รถสิบล้อ ซึ่งเธอคงไม่บอกนะว่าไปชักบังสุกุลเอามาจากป่าช้าวัดดอน เงินที่ไปเป่าหูสาวกได้มาน่ะเธอเอาไปจ่ายค่าอะไรมากที่สุด และในแต่ละวัน ก่อนเธอจะออกบ้านไปพ่นน้ำลายหากินด้วยการด่าพระเณรนั้น เธอต้องมองกระจกวันละกี่ครั้ง แต่ละครั้งมีใครคอย "คัดชุด-ปรับลุก" แต่งตัวให้ จนมั่นใจว่า "ไม่หวั่นแม้วันมามาก"

 

 

วาจาคำพูดส่องใจสุจินต์

 

 

 

พระอานนท์ไม่ได้เรียนจบด๊อกเตอร์

ถูกต้อง

และที่ถูกต้องด้วยก็คือ

พระอานนท์ไม่ได้เรียนพระอภิธรรมด้วย

 

เรื่องการศึกษา สุจินต์เธอยิงคำถามระดับปรมาณูว่า "พระด๊อกเตอร์ พระรับปริญญา บวชทำไม ท่านพระอานนท์เป็น ดร.เรียนทางโลกไหม" แหมพระด๊อกเตอร์ทั่วไทยได้ยินก็สะอึกซีฮะ ไม่กล้าสวนหมัดสุจินต์ เพราะเธออ้าง "พระอานนท์อัครสาวกไม่มีประวัติเรียนมหาลัยจนจบด๊อกเตอร์เลย" เอ้อเฮอ สุจินต์เธอยอดมาก ขนาด "พระมหาไพรวัลย์" ว่าที่ด๊อกเตอร์ก็ยังทนไม่ไหว ต้องออกมาออดอ้อน "โยมยายสุจินต์" ชักแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อม เพื่อขอจบ "ด๊อกเตอร์" ในอนาคต ถ้าขอไม่ได้ผล ทาง มจร. ก็คงไม่อนุมัติปริญญา

 

 

แต่สุจินต์เธอคงจะตกวิชาประวัติศาสตร์ศาสนาสมัยใหม่ เลยลืมไปว่า สมเด็จพระสังฆราชอัมพร เมื่อครั้งยังเป็น "พระมหาอัมพร" อยู่นั้น ท่านได้เดินทางไป "เรียนทางโลก" ที่มหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย จนจบปริญญาโท ก่อนจะมาเป็น "สมเด็จพระสังฆราชไทย" ในวันนี้ แบบนี้สุจินต์เธอไหว้ไม่ได้ใช่ไหม เพราะไม่ได้บวชเพื่อบรรลุ ปัจจุบันสมเด็จพระสังฆราชอัมพรก็ยังดำรงตำแหน่ง "นายกสภามหามกุฏราชวิทยาลัย" ซึ่งอธิการบดีก็เป็นพระในวัดราชบพิธเช่นกัน ถ้าเป็นของนอกศาสนาดังสุจินต์เธอว่า คงมิเป็นเดียรถีย์ทั้งวัดราชบพิธดอกหรือ ?

 

 

"รับปริญญาไม่น่าเลื่อมใส" สุจินต์ใส่หมัดสอง แต่พอมองไปในโปรไฟล์ของสุจินต์เอง ก็มีภาพปรากฏว่า วันที่ 11 ธันวาคม 2553 สุจินต์เธอ "รับเชิญ" ไปถวายความรู้ให้แก่พระภิกษุสามเณรที่ศึกษาอยู่ในมหามกุฎราชวิทยาลัย จนลืมไปว่า นั่นก็คือการสนับสนุนกิจกรรมการเป็น "ด๊อกเตอร์" ที่สุจินต์เธออ้างว่าพระอานนท์ไม่เคยเรียนมาก่อนนั่นเอง แบบนี้เขาเรียกว่า "สับปลับ" พูดอย่างทำอย่าง เวลาตัวเองไปทำก็ถูก แต่เวลาคนอื่นทำก็ผิด สุจินต์น่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น "จิญจมานวิกา" ได้แล้ว เพราะตอแหลได้พอกัน

 

 

"ปริญญาเป็นยาพิษสำหรับพระเณรในพระพุทธศาสนา" สุจินต์เธอตั้งอภิปรัชญาไว้เช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นปริญญาระดับไหน มหาวิทยาลัยอะไร ก็ไม่เหมาะไม่ควรทั้งสิ้น รวมทั้งรางวัลต่างๆ นั้นด้วย มันของกระจอกนอกศาสนา ขนาดพระอานนท์ยังไม่เคยเรียน แล้วพระเณรรุ่นนี้จะเรียนไปทำไม มันก็ถูกของสุจินต์นะจ๊ะ

แต่พอมองไปที่ "โปรไฟล์" ของสุจินต์เอง กลับพบว่า ตัวเธอเองก็ใช่ย่อย เพราะวิ่งไล่ล่าโล่และปริญญามาสะสมไว้จนล้นตู้ แถมกลัวคนไม่รู้ เลยเอาไปขยาย "ความเดียรถีย์" ไว้ในประวัติของตัวเองประจานไปทั่วโลกอีก แก้ผ้ากลางลานวัดเห็น "ของลับ" หมดเลยสุจินต์เอ๋ย สมบัติเดียรถีย์เต็มบ้าน ยังมาอ้างเป็นพุทธบริสุทธิ์ เวลาตายคงจะเอาไปพิมพ์ในหนังสืองานศพด้วยละสิ เท่ห์เป็นบ้า

 

 

 

เณรเล่นเกม

ถูกสุจินต์ขับไล่ว่า บวชทำไม ไม่ควรบวช

 

สุจินต์เกิดปี 2469 อีกเพียง 5 ปีก็ครบ 100 ปี ถ้าเทียบกับภาพสามเณรที่นางคนนี้เอามาประจาน ก็คงเกินหลาน ประมาณเหลนหรือโหลนของเธอ ซึ่งเด็กๆ เหล่านี้ เข้ามาบวชเพื่อขัดเกลานิสัยหยาบๆ ของเด็กเป็นเบื้องต้น เหมือนคนเรียนภาษาก็ต้องเริ่มเรียนไวยากรณ์ก่อน แต่ยายสุจินต์กลับเกรี้ยวกราดตะบึงตะบอนใส่ ไล่สึกพ้นวัด เพียงแค่..เล่นเกม ผิดระดับปาราชิกเลยหรือ ?

ถามว่า ถ้าใครมีคุณย่าคุณยายปากร้ายไม่เลือกวัยแบบยายสุจินต์นี่ ลูกหลานเหลนโหลนจะดีใจไหมเอ่ย ? พระมหาไพรวัลย์ ถึงกับสวนกลับว่า "อายุมากแล้ว" ความหมายคือ ใกล้เข้าโลงแล้ว หาคนลากศพให้ได้ก่อนเถอะ เพราะพระเณรคงไม่มีใครไปเผายายคนนี้แน่ๆ ถ้ายังไม่เปลี่ยนสันดาน

 


 

สร้างโลโก้ต่อต้านพระเณร

งานหลักของมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาของสุจินต์

 

ก็ตามประวัติว่า สุจินต์ เธอเรียนมาทางด้านพระอภิธรรม ซึ่งถือว่าเป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้งถึงจิตใจ การพูดจาและสื่อสารอาการใดๆ ก็ตาม ก็เชื่อว่าควรจะละเอียดลึกซึ้งตามไปด้วย จะว่าอภิธรรมเป็นศาสตร์ผู้ดีในทางพระพุทธศาสนาก็ว่าได้

แต่สุจินต์กลับไม่มีคุณสมบัติผู้ดีเลยซักนิด แถมยังแพร่เชื้อแห่งความกักขฬะไปยัง "สาวก" หรือบริวารในมูลนิธิของเธอ ให้มองพระเณรเป็นเหมือนศัตรูหมู่มาร ระดมกันทำป้าย "ประจานพระ-เณร" อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ล้ำเส้นระหว่าง "ผ้าเหลือง-ผ้าลาย" ผิดวิสัยอุบาสิกาผู้ปรารถนาดีต่อพระสงฆ์องค์เณร

จึงต้องตั้งคำถามว่า "นี่สุจินต์ เธอจะช่วยหรือว่าทำลาย"

 



 

ปิดท้ายอีกหลายรูป ซึ่งแสดงให้เห็นถึง "พฤติกรรม" ของสุจินต์เอง ว่าเธอวางตัวอย่างไร ในฐานะ "ผู้ปฏิบัติและสอนธรรม" หรือว่าเธอทำตัวประหนึ่ง "พระสงฆ์" เสียเอง หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ทำตัวเหนือกว่าพระสงฆ์สามเณรเสียอีก ถ้าเทียบได้ก็คงใกล้ๆ กับ เชื้อพระวงศ์

หนึ่งภาพ แทน 1,000 คำพูด เห็นแล้วก็ต้องถอนใจ "เฮ้อ" สุจินต์ เธอไม่น่ามาเสียคนตอนแก่เลย

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 29 มิถุนายน 2563

 

เขียนน่าคิด

อุทัย มณี โพสต์ผ่านโพสต์ทูเดย์

อย่าใช้อำนาจกับพระเณร

หาไม่ ก็ไม่ควรมีมหาเถรสมาคม อีกต่อไป

เพราะรับใช้อำนาจรัฐเกินไป

จี้หาทางออกประชากรพระเณร

 

 

อย่าให้เงินและอำนาจทำลายพระธรรมวินัย

ช่วงนี้ใกล้สู่เทศกาลเข้าพรรษาและมีวันหยุดยาวหลายวัน ชาวพุทธเราหลายคนอาจมีความตั้งใจว่า ในห้วงเวลาเข้าพรรษาตลอด 3 เดือนนี้ อาจงดเหล้า งดเที่ยว งดกินเนื้อสัตว์ ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของแต่ละคน และขออนุโมทนากับผู้มีความตั้งใจดี ส่วนผู้ที่ไม่ได้งดสิ่งต่างๆ ก็ไม่ได้หมายความว่า ความเป็นพุทธ ในความมนุษย์จะห่างหายไปและเป็นคนไม่ดี

 

ช่วงหลายปีมานี้ พระพุทธศาสนาบ้านเรา คณะสงฆ์บ่นกันมากว่า ชาวพุทธเข้าวัดน้อยลง ชาวพุทธเริ่มห่างเหินจากวัด จะเข้าวัดก็เฉพาะมีพิธีกรรมสำคัญๆ วันสำคัญ ๆ เท่านั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ระบบการศึกษาเปลี่ยนไป ระบบความเชื่อเรื่องกรรม ระบบความเชื่อเรื่องจารีพประเพณีในบ้านเรา เปลี่ยนแปลงไปมาก

 

สังคมไทยส่วนใหญ่ไปให้ความสำคัญกับ "อำนาจและเงิน" และไปให้ความสำคัญกับ "คนมีอำนาจและคนมีเงิน" สุดท้าย อำนาจและเงินนั่นแล ทำลายสังคมและความเป็นตัวตนของคนไทย อยู่ร่ำไป

 

เสียดายว่า ระบบการศึกษาไทยก็ดี คณาจารย์ผู้เป็นหลักของชุมชน หลักของสังคมประเทศชาติก็ดี ล้วนถูก พายุทุนนิยม พายุแห่งอำนาจนิยม พัดพาไปสู่วงเวียนแห่งความ "ชั่วร้าย" นี้ บางคนก็ยืนหยัดต่อสู้ บางคนอดทนต่อสู้ได้..อันนี้น่ายกย่องและเชิดชู แต่ปัจจุบันหายากเต็มทน

 

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้คิดถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์ราชกาลที่ 9 อย่างจับใจ

 

เมื่อมองเข้าไปในสังคมพระสงฆ์..ปีศาจร้ายสองตัวนี้ก็ เข้ามากวนจิตใจ เข้ามาทำลายระบบ "พระธรรมวินัย ระบบจารีตประเพณีของคณะสงฆ์ไม่ต่างกัน"  พระสงฆ์ที่ปลีกวิเวก พระสงฆ์ที่ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้..น้อยเต็มทน

 

ปีศาลสองตัวนี้ ผมเชื่อว่า มีพระสงฆ์จำนวนมากปฏิเสธ..แต่ก็มีจำนวนไม่น้อย ลูกศิษย์และทางการนั่นแหละตัวดีคอยไปประเคนให้กับท่าน แล้วพระคุณเจ้าก็ติดกับกิเลสเหล่านี้..

 

ผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับพระภิกษุต่างชาติหลายชาติ หลายรูปด้วยกัน ทุกรูปทุกคนระบุตรงกันว่า คณะสงฆ์ไทยติดกับดักอยู่ในอำนาจนิยม ติดกับดักอยู่กับกลไกลของรัฐ และสุดท้ายกลายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐไปในที่สุด

 

หมายความว่า..รัฐบาลจะทำอะไร รัฐบาลอยากให้ทำอะไร คณะสงฆ์ไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลย กลายเป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐ กลายเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐไป

 

ไม่ต้องมองอื่นไกล ยังเรื่องพระขับรถในต่างจังหวัดในถิ่นกันดาร ผู้เขียนเชื่อสนิทใจว่า ไม่ใช่ความต้องการของมหาเถรสมาคมที่จะให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ออกมติในนามมหาเถรสมาคมและทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กวดขันเรื่องนี้ นอกจาก..มีใบสั่ง

 

เพราะเรื่องนี้มหาเถรสมาคมเองรับรู้มานานแล้วว่า เด็กวัดขาดแคลน คนขับรถหายาก ยิ่งต้องจ่ายเงินเดือนแพง ๆ อย่างต่ำเดือนละเป็นหมื่นขึ้น พระต่างจังหวัดบางวัดอย่าว่า แต่มีเงินเลย ยุคนี้บิณฑบาตก็แทบไม่ได้ข้าวแล้ว เจ้าคณะตำบลบางรูป เป็นทั้งลูกวัดเป็นทั้งเจ้าอาวาส รถจอดไว้นิ่งปล่อยให้ฝุ่นเกาะ ยิ่งฆราวาสที่จะมาขับรถให้เงินเดือนที่พระจ่ายก็ไม่คุ้มค่าครองชีพ..

 

แต่..สมมติเป็นความต้องการของมหาเถรสมาคมจริงๆ ผู้เขียนคิดว่า "อย่าไปมีเลยมหาเถรสมาคม" เพราะไม่เคยทำการบ้าน ไม่เคยรับรู้ความทุกข์ยากของพระภิกษุ -สามเณร

 

ยิ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตามข่าวระบุว่า หากพระขับรถชนคนตาย "ต้องปาราชิก" อันนี้ปากพาไป อาบัติปาราชิกท่านให้ดูเจตนาเป็นหลัก มีเรื่องเล่าในสมัยพระพุทธกาล มีพระภิกษุรูปหนึ่งทำไม้ตกไปทำให้คนตาย..ด้วยความที่ท่านไม่ได้ตั้งใจ จึงไม่ต้องอาบัติปาราชิก

 

หากต้องอาบัติปาราชิก เช่น รู้ว่าเป็นคน รู้ว่าคนนั่นมีชีวิต มีเจตนาฆ่า เช่น ชนให้ตาย หรือทับให้ตาย อันนี้ต้องอาบัติปาราชิกแน่ๆ

 

เสียดาย..หลายปีมานี้มาตรการต่างๆ ที่ออกมาจากมหาเถรสมาคม เหมือนต้องการให้คณะสงฆ์เป็นทหารเลยคือ ระเบียบต้องเป๊ะ วินัยต้องเคร่งครัด อย่าสนองอำนาจรัฐมากจนผู้ใต้ปกครองอยู่ยาก แค่พระธรรมวินัย 227 ข้อก็ปฏิบัติยากอยู่แล้ว ..และอย่าลืมตอนนี้วัดร้างเพิ่มขึ้นทุกปี..ศาสนทายาทลดน้อยถอยลงต่อเนื่อง หาทางออกเรื่องนี้ดีกว่า..

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ : 29 มิถุนายน 2563

 

นายกฯเข้าเฝ้าพระสังฆราช

ถวายพระพรวันคล้ายวันประสูติ

ถวายข้าวสาร-นมช่วยวัดตั้งโรงทานตามพระดำริ

 

 

นายกฯ นำคณะเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ พร้อมทูลถวายข้าวสารและนมสดกล่อง เพื่อนำไปจัดสรรให้แก่โรงทานของวัดต่างๆ ตามพระดำริของสมเด็จพระสังฆราช

นายกฯ นำคณะเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ พร้อมทูลถวายข้าวสารและนมสดกล่อง เพื่อนำไปจัดสรรให้แก่โรงทานของวัดต่างๆ ตามพระดำริของสมเด็จพระสังฆราช

วานนี้ (25 มิถุนายน 63) เวลา 09.00 น. ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และภริยา พร้อมด้วยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 26 มิถุนายน 2563 ทรงเจริญพรรษายุกาล ครบรอบ 93 พรรษา  ทั้งนี้ สมเด็จพระสังฆราชทรงประทานกำลังใจแก่คณะรัฐมนตรีพร้อมทรงแสดงความห่วงใยสถานการณ์โควิด-19 ด้วย
 
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีถวายข้าวสารจำนวน 30 ตัน และผลิตภัณฑ์นมจำนวน 164,524 กล่อง เพื่อนำไปจัดสรรให้แก่วัดต่างๆ ที่จัดโรงทานวัดเป็นศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามพระดำริของสมเด็จพระสังฆราชด้วย โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ดำเนินการจัดสรรข้าวสารให้ 75 วัดๆ ละ 400 กิโลกรัม ใน 18 จังหวัดรวมทั้งกรุงเทพมหานคร  และจัดสรรผลิตภัณฑ์นมให้ 75 วัดๆ ละ 2,193 กล่อง ด้วย

 

ที่มา : ทำเนียบรัฐบาลไทย : 26 มิถุนายน 2563

 

พระเณรขับรถได้หรือไม่ ?

อะไรคือความเหมาะสม

มุมมองของกฎหมายมองไว้อย่างไร

 

 

 

ที่มา : สำนักงานทนายความ มารุต บุนนาค : 23 มิถุนายน 2563

 

เจอพระเณรขับจับได้ทันที

มหาเถรชี้เป้า

หวังกำราบพระขับรถทั่วประเทศ

 

 

ห้องประชุมมหาเถรสมาคม

ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร

THE ROOM WHERE IT HAPPENED

 

 

อา..ปัญหาเรื่องการขับขี่รถยนต์ของพระภิกษุสามเณรนั้น รู้สึกว่าจะพูดกันมาหลายรอบแล้ว แต่ละรอบก็หมดรอบหมดคำพูดเอาเฉยๆ เหตุผลเยอะมาก บางคนก็พูดมาก จนหาข้อสรุปไม่ได้ สมเด็จช่วงฯ ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เลยประกาศ "ห้ามพระสงฆ์ภาคเหนือขับรถยนต์" พอหันไปดูอีก 3 ภาค (รวมทั้งธรรมยุต) ทุกภาคที่เหลือต่างนิ่งเงียบกันหมด ไม่มีใครสนองนโยบายสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เลย แม้แต่สำนักพุทธฯ ก็เฉยเมย ไม่รู้ไม่ชี้ (ถ้ารู้ชี้ วันนี้คงไม่ต้องพูดซ้ำกับบทเก่า)

แต่ครั้งนี้ กลายเป็นสำนักพุทธฯ เสียเอง ที่นำเรื่องเข้า มส. แล้ว มส. ก็กลายเป็นเบี้ยไล่ให้พงศ์พร เอ๊ย ให้ณรงค์อีก สำนักพุทธฯว่าไง มส. ก็ว่างั้น ใครขืนเห็นแย้ง เห็นต่าง หรือคัดค้าน ก็อาจจะถูกขึ้นบัญชีดำ สมัยหน้าก็อาจจะไม่ติดโผกรรมการ มส. อีกรอบ เห็นไหม ว่ากว่าจะเป็น มส. ได้ก็ยากแล้ว รักษาเก้าอี้ยิ่งยากกว่าเสียอีก

ก่อนหน้านี้ เมื่อเจ้าหน้าที่จับพระเณรขับรถได้ ก็จะนำไปให้พระผู้ปกครองว่ากล่าวตักเตือนหรือลงโทษ แต่ต่อไปนี้ เมื่อมติ มส. ครั้งนี้มีผลใช้แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ต้องนิมนต์พระเณรรูปที่ขับขี่รถยนต์ไปให้เจ้าคณะพิจารณาความผิดอีกต่อไป เจอตรงไหนก็จับตรงนั้น จับได้แล้วก็ตั้งข้อหาและจับสึกได้ทันที นี่คืออะไร ?

ก็คือว่า การออกมติ มส. ครั้งนี้มานั้น ถือว่าเป็นการ "โอนอำนาจ" การสอบสวนลงโทษพระภิกษุสามเณรไปให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ถือว่าเป็นพฤติการณ์ที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก เพราะที่ไหนๆ ใครเขาก็ต้องตั้ง "เขตแดน" แห่งอำนาจของตน เรียกว่าอาณาจักร ส่วนพระพุทธศาสนานั้น ท่านเรียกว่า พุทธจักร

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงสร้าง "พระธรรมวินัย" ขึ้นมาเป็นตัวบทกฎหมาย สำหรับปกครองอาณาจักรของพระองค์ ซึ่งก็ใช้กันมานานถึง 2563 ปีกว่าแล้ว ในประเทศที่เคารพนับถือพระพุทธศาสนา ต่างก็ "ยกอำนาจให้พระ" เป็นผู้ดูแลกันเองในด้านพระธรรมวินัย ถ้าจะกระทำการอื่นใดเหนือพระธรรมวินัยแล้ว ก็จะต้อง "ให้พระสึกกันเอง" เสียก่อน เหมือนกรณีจับพระเข้าคุก ก็ต้องให้พระสึกพระ มิใช่ให้ตำรวจสึกพระ ถ้าตำรวจสึกก็ต้องเป็นประเทศที่นับถือศาสนาอื่น มิใช่เมืองพุทธ

ดังนั้น ถ้าเปรียบเทียบแล้ว การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับพระส่งให้พระสังฆาธิการ (พระผู้ปกครอง) ทำการสอบสวนและลงโทษ จึงถือว่าเหมาะสมที่สุด ส่วนการที่มหาเถรสมาคมชี้เป้าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ "จับพระสึก" ได้เองเลยนั้น ถือว่าเป็นดึงเจ้าหน้าตำรวจเข้ามาร่วมปกครองพระสงฆ์ด้วย มองยังไงก็ไม่น่าไว้วางใจ ถ้าต่อไปมีอะไรก็โยนให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองไปจัดการ ไม่ว่าพระว่าเณรต้องขึ้นโรงพักเหมือนฆราวาสญาติโยม แบบนี้ไม่ต้องมีมหาเถรสมาคมก็ได้ เพราะมีก็ไม่มีประโยชน์อะไร มีก็เหมือนไม่มี

ดูอย่างประเทศต่างๆ ต่างก็วางกองกำลังป้องกันเขตแดนของตัวเองอย่างหนาแน่น ทั้งในน้ำ บนบก และในอากาศ ไม่ยอมให้ใครล้ำแดนใครถ้าจะเข้าไปในเขตแดนอื่น ก็ต้องได้รับการยินยอมอนุญาตจากเจ้าของเขตแดนนั้นๆ ซึ่งก็คือ "วีซ่า" จึงจะสามารถเข้าไปในเขตแดนของคนอื่น และยังต้องมี "ข้อจำกัดต่างๆ" สำหรับผู้ที่เข้ามานั้น ว่าอยู่ได้นานเท่าไหร่ ไปไหน ทำอะไรได้บ้าง ในระหว่างที่อยู่ในเขตแดนของผู้อื่น ขืนเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ต้องโดนจับ หลายประเทศถึงกับทำสงครามเพราะปัญหา "เขตแดน" ที่ตกลงกันไม่ได้

แม้แต่ "วิสุงคามสีมา" ก็ถือว่าเป็นเขตแดนที่ทางพระเจ้าแผ่นดินทรงยกถวายแก่พระพุทธเจ้า เป็นแดนพุทธจักร สมัยโบราณนั้น บริเวณโบสถ์วิหาร ถือว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ สามารถคุ้มภัยให้แม้กระทั่งนักโทษการเมืองได้ อย่างในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีกษัตริย์ลี้ภัยการเมืองมาบวช ดังเช่น พระมหาจักรพรรดิ เป็นต้น

มหาเถรสมาคมก็คือรัฐบาลคณะสงฆ์ เหมือนรัฐบาลไทย ต้องปกป้องคุ้มครองขอบเขตประเทศไทย และประชาชนคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศและเดินทางไปต่างประเทศ ถ้ามหาเถรสมาคมไม่ยอมปกครองพระภิกษุสามเณร แต่โอนอำนาจไปให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ ก็ชัดเจนว่า คงจะเป็นแผน "ลงจากหลังเสือ" คือยุบทิ้งมหาเถรสมาคม ในระยะยาว เพราะเขาก็มองออกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ปกครองพระเณรได้ แม้ไม่มีมหาเถรสมาคม ถามว่าจะเอากันอย่างนั้นหรือ ?

นี่คือทัศนะที่แตกต่างจากมหาเถรสมาคม ลำพังครอบครัวหนึ่งๆ มีลูกชายหญิง หากทำผิดพลาดประการใด พ่อแม่ก็ต้องทำการลงโทษด้วยตนเอง ไม่มีใครยกลูกให้คนอื่นเฆี่ยนตี ใครที่ทำอย่างนี้ก็แสดงว่าเป็นพ่อแม่ที่ไม่ได้เรื่อง ปกครองดูแลลูกไม่เป็น สุดท้ายลูกก็ไม่นับถือเป็นพ่อแม่อีกต่อไป เป็นได้แค่พวก..ไข่ทิ้ง

ก็ทำต่อไปเถอะฮะ ท่านกรรมการมหาเถรสมาคม และท่านผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สิ่งใดที่พวกท่านคิดว่าดี ก็เชิญ เอ๊ย นิมนต์ทำไปเถิด ประเดี๋ยวมันก็จะเกิดผลให้เห็นเอง มันจะพิสูจน์ในตัวของมันเองว่าสิ่งที่พวกท่านคิด สิ่งที่พวกท่านทำนั้น มันดีหรือเลวต่อพระพุทธศาสนา และต่อองค์กรสงฆ์ แต่อย่างน้อย สิ่งที่พวกท่านทำไปนั้น มันก็ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทยไปแล้ว สายเกินไปเสียแล้ว เหมือนจรเข้ในตุ่ม ขืนพลิกตัวก็เสียพระ

 

 

เมื่อตำรวจเป็นที่ปรึกษาด้านพระพุทธศาสนา

ก็ย่อมจะนิยมใช้วิธีการของตำรวจในการจัดการปัญหาพระเณร

 

ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน "ปรับปรุงพฤติกรรมของพระภิกษุสามเณร" พอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา "มหาเถรสมาคมแบ่งอำนาจให้ตำรวจปกครองพระสงฆ์ สามารถจับสึกได้เลย"

 

 

ใช่หรือครับ เพ่ ถ้างั้น เดี๋ยวเอาทหารมาคุมสำนักพุทธ ดีมะ !

 

มหาเถรสมาคมใช้ยาแรง เจอพระขับรถ ตร.จับได้ทันที

มหาเถรสมาคม ไฟเขียวตำรวจพบพระ-เณร ขับรถ บังคับใช้กฎหมายได้เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ผอ.สำนักพุทธฯชี้พระหากขับรถชนคนตายโดนโทษ 2 เด้ง ทั้งโทษอาญาและโทษวินัยสงฆ์ อาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า จากการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ได้มีมติ เรื่อง กรณีพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานต์ โดยตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อสารมวลชน กรณีพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียทั้งในด้านชีวิตและทรัพย์สิน และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน ส่งผลกระทบต่อความศรัทธาและความเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนนั้น พศ. เห็นควรนำเสนอ มส. เพื่อโปรดทราบ เพื่อมีมาตรการป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ที่ประชุม มส. มีมติรับทราบ และให้ พศ. ดำเนินการ ดังนี้ 

1. แจ้งเจ้าคณะจังหวัดทั้ง 2 ฝ่าย ทราบ เพื่อแจ้งเจ้าคณะผู้ปกครองใกล้ชิดตามลำดับ สอดส่อง ดูแล กำชับให้พระภิกษุสามเณรปฏิบัติเอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัย กฎหมายบ้านเมือง และจารีตประเพณี

2. แจ้งมติ มส. นี้ ไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจตรา การขับขี่รถยนต์ และจักรยานยนต์ของพระภิกษุสามเณรเยี่ยงประชาชนทั่วไป

 

นายณรงค์ กล่าวต่อไปว่า นับเป็นครั้งแรกที่ มส. มีมติให้แจ้งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการกับพระภิกษุสามเณรที่ขับขี่รถยนต์รถจักรยานยนต์ โดยบังคับใช้กฎหมายเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ซึ่งจะต่างจากแต่ก่อนที่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ส่วนใหญ่จะปล่อยตัวไป หรือนำตัวไปให้เจ้าคณะผู้ปกครองตักเตือนเท่านั้น แต่หลังจากมีมติ มส. นี้ไปแล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์รถจักรยานยนต์ จะสามารถบังคับใช้กฎหมายจราจรได้เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปได้ทันที ทั้งนี้ ขอแจ้งไปถึงพระภิกษุสามเณรทั่วประเทศด้วยว่า ถ้าไม่มีความจำเป็นจริงๆ ไม่ควรที่จะขับขี่รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ นอกจากจะไม่เหมาะสมแล้ว หากเกิดอุบัติเหตุขับไปชนคนเสียชีวิต จะส่งผลให้มีความผิดทางวินัยเข้าขั้นอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นสงฆ์ ไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีเพียงคณะสงฆ์หนเหนือเท่านั้น ที่มีมาตรการเกี่ยวกับการห้ามพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ โดยได้มีประกาศคณะสงฆ์หนเหนือ เรื่อง ห้ามพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์และจักรยานยนต์และระเบียบคณะสงฆ์หนเหนือ ว่าด้วยการห้ามพระภิกษุสามเณร ขับรถยนต์ หรือจักรยานยนต์ พ.ศ.2557 โดยมีสาระสำคัญคือ ห้ามพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ไปตามท้องถนน หรือที่สาธารณะ ยกเว้นการทำงานในวัด แต่ให้อยู่ในดุลยพินิจของเจ้าอาวาสหากละเมิด ให้เจ้าอาวาสว่ากล่าวตักเตือน หากยังทำผิดซ้ำเป็นครั้งที่ 2 และ 3 ให้ลงโทษตามสมควร และรายงานความผิดไปยังเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะจังหวัดตามลำดับหากผู้ที่กระทำความผิดเป็นพระสังฆาธิการ ตั้งแต่ระดับผู้ช่วยเจ้าอาวาสขึ้นไป เมื่อว่ากล่าวตักเตือนแล้ว 3 ครั้ง ยังกระทำความผิดอีก จะถูกลงโทษโดยระงับการขอตำแหน่งและสมณศักดิ์ ตั้งแต่ 1-3 ปี

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 22 มิถุนายน 2563

 

สถิติพระภิกษุสามเณรในประเทศไทย

ปัจจุบันเหลือเท่าไหร่

ทำไมรัฐบาลบอกมีทั้งหมด 2 แสนห้า

 

 


 

8 ตุลาคม 2562 : นายสิปป์บวร แก้วงาม โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้เผยผลการสำรวจประชากรพระภิกษุสามเณรทั่วประเทศไทย พบว่ามีจำนวนลดลงเป็นอันมากอย่างผิดปกติ

 


 

 

29 พฤษภาคม 2563 : นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ประกาศแผนการเยียวยาพระภิกษุสามเณรที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 โดยรัฐบาลจะถวายเงินค่าภัตตาหาร รูปละ 60 บาท ต่อวัน ทั้งนี้จะถวายทั้งสิ้น 250,000 รูป

ซึ่งข่าวที่ออกไป สร้างความตกใจให้แก่พุทธศาสนิกชนชาวไทยเป็นอันมาก ว่าพระภิกษุสามเณรของไทยหายไปไหน ทำไมเหลือน้อย แค่สองแสนห้า ทั้งๆ ที่หลายปีที่ผ่านมา ก็ได้ยินข่าวมาตลอดว่า พระเณรทั้งประเทศมีไม่ต่ำกว่า 3 แสนรูป

ตามสถิติที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ทำการสำรวจเอาไว้ในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีประชากรพระภิกษุสามเณรและประชากรคนไทย ดังนี้

 

 

 

ตามสถิติข้างต้นนั้นชี้ให้เห็นว่า ในปี พ.ศ.2507   ตอนนั้น ประเทศไทยมีประชากรทั้งสิ้น 28 ล้านคน และมีพระภิกษุสามเณรทั้งสิ้น 237,700 รูป

ต่อมา ในปี พ.ศ. 2542 ถึงปี พ.ศ.2561 ซึ่งประชากรไทยไต่ขึ้นสู่ระดับ 60-70 ล้านคน และจำนวนพระภิกษุสามเณรก็ไต่ขึ้นสู่ระดับ  3 แสนรูป ทุกปีเรื่อยมา

ตกปีกลาย (2562) ปรากฏว่าพระภิกษุสามเณรหายไปกว่า 80,000 รูป คือจาก 334,013 รูป เหลือเพียง  250,000 รูป เท่านั้น

เหตุผลหนึ่ง ซึ่งทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อ้างไว้ในการสำรวจสถิติพระภิกษุสามเณรประจำปีก็คือว่า การสำรวจในปี พ.ศ.2562 นั้น เป็นระบบใหม่ จะใช้สำรวจเฉพาะพระภิกษุสามเณรที่มีพรรษา 1 ปี ขึ้นไปเท่านั้น เพื่อป้องกันพระบวชแล้วสึก (บวชไม่ถึงปี) จะนับเป็นพระเณรถาวรนั้นยังไม่ได้

นั่นหมายถึงว่า พระเณรนวกะ ที่บวชใหม่ ยังไม่ถึง 1 ปี จะไม่ถูกนับเข้าเป็นสถิติประจำปีของพระสงฆ์ไทย ซึ่งการสำรวจพระภิกษุสามเณรประจำปีนั้น แต่เดิมมาจะทำกันในช่วงเข้าพรรษา ซึ่งเป็นเวลาที่พระภิกษุสามเณรอยู่ประจำที่เป็นหลักแหล่งแล้ว และยังมีพระเณรบวชใหม่ ไม่ว่าจะบวช 3 เดือนหรือนานกว่านั้น ทั้งสองกลุ่มก็จะถูกนับเข้ากับจำนวนพระเณรที่บวชมานานก่อนเข้าพรรษาปีนั้นด้วย

ทีนี้ว่า เมื่อพระเณรนวกะ (บวชไม่ถึง 1 ปี) ถูกตัดออกจากบัญชีไป ไม่นับว่าเป็นพระภิกษุสามเณรที่แท้จริง ก็จะทำให้มีพระภิกษุสามเณรประเภท "นอกบัญชี" อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งถ้านับจากจำนวนพระภิกษุสามเณร 3 แสนรูป ที่ลดลงเหลือ 2.5 แสนรูป พระเณรนอกบัญชีก็น่าจะมีจำนวนมากถึง 5 หมื่นรูป ซึ่งไม่น้อยเลย (จำนวนนี้ถูกตัดออกจากบัญชีพระภิกษุสามเณรรายปี ไม่มีใครรู้ว่าอยู่หรือไป หรืออยู่เท่าไหร่ไปเท่าไหร่ จะทราบได้ว่าอยู่นานก็ต้องผ่าน 1 ปีขึ้นไป)

ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็แสดงว่า พระเณรที่ลดลงไปถึง 5 หมื่นรูปเหล่านั้น มิได้หายไปไหน แต่ยังคงอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ไม่ถูกนับเป็นพระภิกษุสามเณรในสถิติประจำปีเท่านั้น

เหตุผลสำคัญที่ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ "ตัด" พระเณรนวกะออกไปจากสารบบก็คือ การทำบัตรสมาร์ทการ์ดสำหรับพระภิกษุสามเณร ซึ่งจะเป็นบัตรประจำตัวประชาชนแทนหนังสือสุทธิที่ใช้มาแต่เดิมนานนับร้อยปี ไม่มีความแน่นอน เพราะปลอมแปลงได้ ทำให้ยากต่อการควบคุมดูแลและตรวจตราเมื่อเกิดปัญหา

การสำรวจพระภิกุสามเณรแบบใหม่ ซึ่งต้องการใช้สำหรับพระเณรที่มีอายุพรรษา 1 ปีขึ้นไป จึงต้องเลื่อนเวลาออกไปเป็นปลายปี ไปตัดเวลากันที่วันสิ้นปี ครั้นขึ้นปีใหม่จึงจะได้สถิติปีกลายที่ชัดเจน ทั้งนี้เพราะต้องรอให้ "พระนวกะ" ลาสิกขากันไปเสียก่อน ซึ่งวันลาสิกขาของพระนวกะส่วนใหญ่ก็จะเป็น "รับกฐินเสร็จ" คือหลังวันเพ็ญเดือน 12 ก็ตกราวเดือนพฤศจิกายน สำนักพุทธฯจึงมีเวลาสำรวจพระภิกษุสามเณรเพียง 1 เดือนในแต่ละปี เพราะต้องสรุปยอดในวันขึ้นปีใหม่นั่นเอง เรียกว่าตัดยอดกันปีต่อปี

ก็เป็นที่ชัดเจนว่า จำนวนพระเณรปัจจุบันนั้น อยู่ที่ 250,000 รูป ตามที่ท่านรัฐมนตรี เทวัญ ลิปตพัลลภ ประกาศถวายเงินเยียวยาค่าภัตตาหารแก่พระภิกษุ-สามเณรทั่วประเทศไปนั้น ชาวพุทธไทยก็ต้อง "ปรับยอด" พระภิกษุสามเณรเสียใหม่ คือให้เข้าใจว่า ณ เวลานี้ มีพระภิกษุสามเณรอยู่เพียง 250,000 รูป ไม่ถึง 300,000 รูป เหมือนเมื่อก่อนแล้ว

ปัญหาที่น่าห่วงก็คือ นโยบายของรัฐบาลผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสมาชิกรัฐสภาบางท่าน ที่ออกมาระบุว่าจะใช้กฎหมายเป็นหลัก ในการปฏิรูปพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นด้านวัตรปฏิบัติ รวมทั้งการจับเงินทองของพระภิกษุสามเณร ซึ่งถือว่าสุดโต่งเกินไป ไม่เคยมีใครใช้มาก่อน อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่มีใครบวช และผู้ที่บวชแล้วเกิดอึดอัดขัดข้อง จึงลาสิกขาออกไปมากมาย เพราะรัฐบาลตั้งเป้าหมายการบวชของกุลบุตรไทยไว้สูงเกินไป ทั้งๆ ที่ผู้เรียกร้องให้ปฏิรูปคณะสงฆ์นั้น ก็ไม่ยอมบวช ไม่ยอมเอาทายาทมาบวช เอาแต่เรียกร้อง คือคนหนึ่งพูด คนหนึ่งทำ ทำให้ตายก็ไม่ถูกใจคนพูด เหมือนนักมวยชกนั่นแหละ ไม่เคยถูกใจผู้ชมซักที เรื่องนี้ทางรัฐบาลและรัฐสภาไทย ต้องกลับไปพิจารณาว่านโยบายที่ออกมาใช้กับพระพุทธศาสนานั้น ได้ผลหรือไม่ ควรจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ให้มันเหมาะสมกับสถานการณ์ของบ้านเมือง

ทางมหาเถรสมาคม ก็ต้องพิจารณาว่า จำนวนพระภิกษุสามเณรดังกล่าว เหมาะสมกับขนาดของประชากรชาวพุทธไทยที่เพิ่มขึ้นถึง 70 ล้านคนหรือไม่ โดยอาจจะตั้งสมการเทียบระหว่าง "สัดส่วน" ของชาวพุทธไทยกับจำนวนพระภิกษุสามเณรที่ควรมี ทั้งนี้ ก็ควรตั้งสมการเอาไว้ว่า "มาก" ย่อมดีกว่า "น้อย" ยิ่งน้อยก็ยิ่งนับว่าพระพุทธศาสนาถดถอย ชาวพุทธไม่นิยมบวชเพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ก็จะทำให้พระพุทธศาสนาอ่อนเปลี้ยเพลียแรงลง

ถึงจะมีบางคนให้ความเห็นว่า "จำนวนพระเณรนั้น ไม่ควรเน้นปริมาณ แต่ควรเน้นคุณภาพ" แบบว่ามากแต่ไร้คุณภาพ ย่อมสู้น้อยแต่มีคุณภาพไม่ได้

แต่ในความเป็นจริงแล้ว "ปริมาณ" ย่อมก่อให้เกิด "คุณภาพ" เพราะคนจำนวนมากย่อมทำให้เกิดการแข่งขันกันมาก และการแข่งขันนั่นเองที่เป็นกระบวนการสร้าง "คุณภาพ" ของทั้งคนและสินค้า ดังในหลายประเทศที่จำนวนประชากรลดลง ย่อมส่งผลต่อทั้ง "ปริมาณและคุณภาพ" รัฐบาลถึงกับต้องหันมารณรงค์ให้หนุ่มสาวแต่งงานและมีทายาท สวนทางกับบางยุคที่รัฐบาลกลัวคนจะล้นประเทศ ถึงกับรณรงค์ว่า "ลูกมากยากจน" ซึ่งปัจจุบันเห็นได้ชัดว่า เป็นนโยบายที่ผิด

การวางแผนเพิ่มศาสนทายาท ย่อมมิใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับมหาเถรสมาคมที่จะทำ เพียงแต่ต้องหาวิธีการที่เหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ทำวัดให้น่าอยู่ มีครูดีๆ สอน ก็เชื่อว่าจำนวนพระภิกษุสามเณรจะกลับมาเพิ่มพูนทั้งปริมาณและคุณภาพ ต้องวางแผนและเริ่มทำเสียแต่วันนี้

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 18 มิถุนายน 2563

 

2,800 ล้าน !

เพิ่มงบประมาณธนาคารอิสลาม ปี 63

เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2,024 ล้าน

 



 

เอกสาร "วิเคราะห์งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 : กระทรวงการคลัง" ในส่วนของ "ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย" ได้ให้รายละเอียดไว้ว่า

งบประมาณปี 2563 บริษัทบริหารสินทรัพย์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยจำกัด ได้รับจัดสรรทั้งสิ้น 2,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2562 จำนวน 2,024 ล้านบาท

และเมื่อย้อนกลับไปดูในปีงบประมาณ 2562 ซึ่งเป็นปีแรกที่ธนาคารอิสลามได้รับการยกระดับขึ้นเป็น "รัฐวิสาหกิจ" ของรัฐบาลไทย เพราะไม่สามารถชำระหนี้เสียได้ ต้องให้กระทรวงการคลังเข้าเท็กโอเวอร์ถือหุ้นในอัตรา 99.7 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ธนาคารอิสลามตกเป็นรัฐวิสาหกิจ มีฐานะเท่ากันกับธนาคารกรุงไทยและธนาคารออมสิน โดยในปีแรกนั้น ธนาคารอิสลามได้รับเงินงบประมาณจากรัฐบาลจำนวน 775 ล้านบาท และเมื่อปีนี้ "ปีที่ 2" ก็ได้เพิ่มขึ้นอีก 2,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 2,024 ล้านบาท ถือว่าสวนทางกับฐานะทางการเงินของประเทศในสภาวะวิกฤตเช่นนี้

 

 

แน่นอนว่า เมื่อฐานะของธนาคารอิสลามเข้มแข็งขึ้น ก็ย่อมจะส่งผลต่อชาวมุสลิมใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ ที่จะมีฐานะดีขึ้น เพราะวัตถุประสงค์ของการตั้งธนาคารแห่งนี้ขึ้นมา ก็เพื่อเป็นฐานรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ อันมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม และเพราะธนาคารแห่งนี้เป็นเพียงธนาคารเดียวที่มีที่ปรึกษาเป็นเจ้าหน้าที่ในฝ่ายของศาสนาอิสลาม

แน่นอนว่า ก้าวย่างของธนาคารอิสลาม จากบริษัทมหาชนจนกลายเป็นรัฐวิสาหกิจ ย่อมจะเป็นตัวอย่างให้ชาวพุทธได้ศึกษา เพื่อดำเนินการก่อตั้ง "ธนาคารพุทธแห่งประเทศไทย" ให้เป็นผลสำเร็จ และเมื่อนั้น ชาวพุทธก็จะลืมตาอ้าปาก จะก่อจะสร้างอะไรก็ไม่ต้องแบมือขอเงินรัฐบาลอีก แต่สามารถจะกู้ยืมผ่านธนาคารพุทธได้โดยตรง ซึ่งการก่อตั้งธนาคารพุทธ ดูเหมือนจะเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์สุดท้าย ที่จะเข้ามาพยุงฐานะของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะงบประมาณที่รัฐบาลไทยจ่ายให้นั้นลดลงทุกปี ไม่มีความมั่นคงเลย เป็นชนส่วนใหญ่ที่อ่อนแอ ยังไงก็สู้ชนกลุ่มน้อยที่เข้มแข็งกว่าไม่ได้ ประเทศไทยคงไม่ไร้ผู้นำทางศาสนาที่มีสติปัญญาและกล้าหาญ แม้รัฐบาลนี้จะไม่ให้เงินตั้งธนาคาร ก็เชื่อว่ารัฐบาลต่อไปคงจะเห็นชอบด้วย

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 16 มิถุนายน 2563

 

ลดงบประมาณสำนักพุทธ ปี 63 !

ตัดลงอีก  76 ล้าน

หลังเรียกคืนงบไปก่อนหน้า 177 ล้าน

 


 

เอกสาร "วิเคราะห์งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 : ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีฯ" ในส่วนของ "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ได้ให้รายละเอียดไว้ว่า

"ปีงบประมาณ พ.ศ.2563 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้รับจัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น 4,854 ล้าน (สี่พันแปดร้อยห้าสิบสี่ล้านบาท) ลดลงจากปีก่อน (พ.ศ.2562) ไปทั้งสิ้น 76.35 ล้านบาท"

ก่อนหน้านี้ ในปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก็มีข่าวว่า รัฐบาลได้ขอให้หน่วยงานของรัฐทั้งหมด "โอนเงินงบประมาณคืนให้แก่รัฐ" เพื่อนำไปใช้ในการจ่ายเยียวยาผู้ได้รับผลประทบจากไวรัสโควิด-19 เป็นงวดที่สอง โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ "ถูกตัดงบประมาณคืนรัฐ" เป็นจำนวน 177 ล้านบาท เมื่อนำเอาไปบวกกับงบประมาณที่ "ลดลง" ในภาพรวมแล้ว ก็จะพบว่า เงินงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในปีนี้ ถูกตัดลงไปถึง 2 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 253 ล้านบาท

 

 

แต่ถ้าดูสถิติงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ได้รับจากรัฐบาลไทย ย้อนหลังกลับไป 10 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 ถึงปี พ.ศ.2563 ก็จะพบว่า ในช่วง 4 ปีหลัง คือตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 เป็นต้นมา งบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถูกหั่นลงอย่างต่อเนื่อง จนหลุด 5 พันล้านไปถึง 2 ปีแล้ว และยังมีแนวโน้มจะลดลงอีกเรื่อยๆ สวนทางกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี

แน่นอนว่า การลดงบประมาณลงไปนั้น ย่อมจะส่งผลกระทบต่อ "เนื้องาน" ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ต้องเป็นผู้สนองงานคณะสงฆ์ในทุกด้าน การลดงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติลง ก็คือการลดงบประมาณของพระพุทธศาสนานั่นเอง

มีข้อสังเกต/ความเห็นของ PBO ระบุไว้ว่า "กรณีมีการทุจริตเงินทอนวัด ไม่ทราบว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ดำเนินการไปถึงไหนอย่างไร และมีแนวทางการป้องกันปัญหาในอนาคตอย่างไร"

ซึ่งจากข่าวสารทราบได้ว่า ในปี พ.ศ.2561 ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ประกาศระเบียบใหม่ "ให้วัดที่ต้องการเงินอุดหนุนบูรณะวัด" ต้องทำเรื่องผ่านทั้งเจ้าคณะสงฆ์ผู้ปกครองในจังหวัดนั้นๆ และสำนักพุทธฯจังหวัด (พศจ.) จนเรื่องผ่านมาถึง "กองพุทธศาสนสถาน" ในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติส่วนกลาง จึงจะส่งเรื่องไปยัง "สำนักงบประมาณ" ให้พิจารณา หมายถึงว่า ต่อนี้ไป สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มิได้มีอำนาจในการพิจารณาเงินงบประมาณในส่วนของ "เงินอุดหนุนและบูรณะวัด" อีกต่อไปแล้ว

หมายความด้วยว่า เงินงบประมาณในส่วนนี้ "ถูกตัด" ออกจากงบประมาณของสำนักพุทธฯ แม้ไม่ตัด "โครงการอุดหนุนและบูรณะวัด" ทิ้งไป แต่ก็ไม่มีอำนาจพิจารณาอนุมัติเงินอีกแล้ว สำนักพุทธฯ เป็นเพียง "ไปรษณีย์" มีหน้าที่นำเรื่องส่งต่อไปยังสำนักงบประมาณเท่านั้น

ได้ฟังเช่นนี้แล้ว ก็ดูเหมือนว่า ปัญหาเงินทอนวัดจะหมดไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว

แต่..แต่ความจริงแล้ว หาเป็นเช่นนั้นไม่ !

ที่ว่าไม่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะยังมีปัญหาในส่วนที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ที่ถูกสำนักพุทธฯ แจ้งความเอาผิดในหลายข้อหา ซึ่งเมื่อศาลอาญาพิพากษาออกมาแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีการทุจริตเงินไปใช้ส่วนตัวแต่อย่างใด แต่ส่วนใหญ่จะเป็นความผิดในข้อหา "สนับสนุนเจ้าพนักงานให้ทุจริต" ซึ่งเป็นความผิดทางด้านกฎหมาย ในทางพระธรรมวินัยแล้ว ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่า พระที่ถูกศาลลงโทษและรอลงอาญานั้น ผิดพระวินัยถึงขั้นปาราชิกหรือไม่

อีกด้าน มหาเถรสมาคม เมื่อได้รับทราบผลการตัดสินของศาลอาญาแล้ว ก็ยังนิ่งเฉย ไม่ยอมวินิจฉัยว่า "พระที่ถูกศาลอาญาสั่งลงโทษจำคุกและรอลงอาญาไปนั้น รูปไหนต้องอาบัติไหนอย่างไร และรุนแรงถึงกับขาดจากความเป็นพระหรือไม่"

เมื่อมหาเถรสมาคมไม่ยอมวินิจฉัยในกรณีเหล่านี้ ก็ทำให้เกิดปัญหาคาราคาซัง ทั้งในด้านตัวบทกฎหมาย พระธรรมวินัย รวมถึงผลระทบต่อพุทธศาสนิกชนในวงกว้าง ย่อมจะเกิดความแตกแยกกัน เพราะบางคนก็เชื่อว่าท่านเหล่านั้นยังคงเป็นพระอยู่อย่างสมบูรณ์ บางคนก็เชื่อว่าท่านเหล่านั้นขาดจากความเป็นพระไปแล้ว

แน่นอนว่า ปัญหานี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไม่สามารถออกความเห็นได้ เพราะตกเป็น "โจทก์" เป็นผู้โจทย์ฟ้องพระเหล่านั้นเสียเอง แม้จะมีฐานะเป็น "เลขาธิการมหาเถรสมาคม" แต่เมื่อกลายเป็นโจทก์ ก็หมดความชอบธรรมที่จะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว เหลือก็เพียง "มหาเถรสมาคม" เท่านั้น ที่พูดแล้วผู้คนจะพอฟังบ้าง แต่ถ้าไม่พูด ก็จะกลายเป็นปัญหา กระทบถึงสถานะของมหาเถรสมาคมเสียเอง เพราะมหาเถรสมาคมเป็นประหนึ่ง "ศาลฎีกา" ในทางพระศาสนา ต้องวินิจฉัยให้เด็ดขาด หากไม่ทำหน้าที่ก็ไม่ควรมีมหาเถรสมาคมอีกต่อไป เพราะมีก็เหมือนไม่มี

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 16 มิถุนายน 2563

 

ฟ้องนายกฯกลางสภา !

ส.ส.อิสลาม สงขลา สวมวิญญาณหน่วยกล้าตาย

อ้างอิสลามสร้างมัสยิดภาคอีสานไม่ได้

ถูกไทยพุทธต่อต้านหนัก

ขอรัฐบาลช่วย เกรงจะสร้างความแตกแยก

ส.ส.พุทธเต็มสภาก้มหน้านิ่ง ไม่รู้จะสู้ยังไง

เพราะยังมัวแย่งตำแหน่งกันอยู่ ไม่มีเวลาดูแลวัด

 

 

พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่

เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์

 

หาแนวทางป้องกันความขัดแย้งจากการบิดเบือนศาสนา

หรือ

หาทางรุกล้ำดินแดนของชาวพุทธในประเทศไทย

 

เจองูกับอาบัง ให้ตีอาบังก่อน ท่านสอนไว้

 

 

อ้า..ก็ต้องถามกลับไปยัง เลขาธิการคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย นั่นแหละว่า จำเป็นอะไรต้องไปสร้างมัสยิดที่เหนือหรืออีสานเพราะมิใช่บ้านคุณ คุณรักศาสนารักพระเจ้า แล้วจะไปอยู่ในแดนพุทธทำไม ก็กลับไปบ้านคุณสิ ตะทีไทยพุทธจะไปสร้างในเขตอิสลามบ้าง กลับถูกต่อต้าน ไม่เห็นมี ส.ส.อิสลามคนไหนออกมาบอกว่า ชาวมุสลิมอย่าสร้างความแตกแยก ควรเชิญชวนให้พุทธหรือคริสต์เข้าไปสร้างพุทธสถานในถิ่นมุสลิมได้มากๆ จะได้สมานฉันท์กันยิ่งขึ้น เอากันอย่างนั้นไหม ว่ากันแฟร์ๆ เลย ออกกฎหมายมาเลยว่า ให้อิสลามสร้างสุเหร่าในดินแดนพุทธได้ และให้พุทธสร้างวัดในดินแดนอิสลามได้ ในอัตรา 1/1 เท่ากัน เช่น ถ้ามุสลิมสร้างสุเหร่า 75 แห่งใน 75 จังหวัด ก็ให้ชาวพุทธสร้างวัดได้ 75 แห่งใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ในเขตอิสลาม ยุติธรรมไหมล่ะ

การเมืองไทยวันนี้ เหมือนมีแต่ ส.ส.อิสลามเต็มสภา ถามว่า ผู้จะสมัคร ส.ส. สามารถเป็น เลขาธิการคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทยได้หรือ ? ถ้าเป็นได้ ก็ทำไมเลขามหาเถรสมาคมเป็น ส.ส. ไม่ได้ เมื่อไม่มีตัวแทนองค์กรพุทธในสภา แล้วถามว่า จะมีใครทำงานให้พระพุทธศาสนา ขณะที่อิสลามเขามีตัวแทนอยู่ทุกแห่ง ทั้งในและนอกสภา จะอ้างว่ามี ส.ส.เป็นชาวพุทธอยู่แล้ว ดังนี้ใช้ได้หรือ ?

ชาวพุทธไทยเสียค่าโง่หรือเปล่า ออกกฎหมายห้ามพระเณรเล่นการเมือง ห้ามยุ่งการเมือง ห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง ห้ามลงคะแนน ฯลฯ สารพัดห้าม แต่สำรับกรรมการอิสลามแล้วไม่มีข้อห้าม อยากเล่นก็เล่น อยากเป็นก็เป็น อยากจะพูดกลางสภาก็พูด ไม่เกรงอกเกรงใจใครแล้ว แบบว่าประเทศไทยกูใหญ่ ชาวพุทธไทยกลัวมุสลิม ต่อไปชาวพุทธถึงแม้จะเป็นชนส่วนใหญ่ แต่จะอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิมเสียงข้างน้อย เพราะชาวพุทธไทยไม่ประสีประสาทางการศาสนาและการเมือง นั่งท่องแต่คาถาสันโดษ-สันติ ทั้งที่ทุกสมรภูมิในโลกใบนี้มีแต่สงครามทุกมิติ ชาวพุทธเรารู้แต่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตน ขนาดค่าอาหารพระวันละ 60 ปิดประเทศเพราะโควิดมาได้ 4 เดือนแล้ว พระเณรไทยยังไม่ได้แม้แต่บาทเดียว ไม่มีใครสนใจจะเร่งรัด ผอ.พศ. ก็ให้ไปถามรัฐมนตรีเทวัญๆ ก็ให้ไปถามบิ๊กตู่นายกรัฐมนตรีๆ ก็โบ้ยให้วิษณุไปดู เดี๋ยววิษณุก็คงกลับไปรายงานบิ๊กตู่อีก โยนกันไปโยนกันมา ถ้ารอกินกับรัฐบาลคงอดตายกันหมดประเทศแล้ว

วันนี้ วันประวัติศาสตร์ ที่เราได้เห็น ส.ส.มุสลิม เลขาธิการคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย ลุกขึ้นอภิปรายในสภา ปากก็อ้างความปรองดอง แถมขู่ว่า ไม่อยากให้เรื่องไปถึงยูเอ็น เกรงจะเข้ามาแทรกแซงรัฐบาลไทยให้ทำงานไม่ได้ แต่แท้ที่จริงก็เป็นข้ออ้างที่จะสร้างความชอบธรรมให้แก่อิสลาม ที่จะรุกเข้าไปในเขตพุทธได้อย่างเสรี ภายใต้กฎหมายที่ชาวพุทธไทยเสียเปรียบ เจ้าเล่ห์ซะไม่มี

รัฐสภาไทยสมัยปัจจุบัน มีแต่องครักษ์พิทักษ์ "บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม" ไม่มีองครักษ์พิทักษ์พระพุทธศาสนา เมื่อ ส.ส.มุสลิม ตั้งกระทู้ขึ้นมา จึงไม่มีใครลุกขึ้นทักท้วง ตั้งคำถาม เพราะไม่เกี่ยวกับงบประมาณ ไม่เป็นที่สนใจของนักการเมืองไทย ให้รัฐมนตรีเทวัญรับเรื่องไปดูก็จบแล้ว จะได้ใช้เวลาไปอภิปรายเรื่องอื่นๆ ขนาด "สหายแสง" ประธานสภา ยังรีบสั่งปิดคลิป กลัวคนรู้ว่าชาวพุทธพูดถึงมุสลิมอย่างไร 

ดังนั้น เมื่อพึ่งรัฐบาล พึ่ง ส.ส. ไม่ได้ ชาวพุทธไทยเขาจึงหันไป "ตั้งชมรมปกป้องตนเอง" ซึ่งก็ถือว่าเป็นความชอบธรรม มิได้ทำผิดกฎหมายอะไร ถ้าแค่ปกป้องสิทธิและผลประโยชน์บนดินแดนของตนเองยังทำไม่ได้ แล้วถามว่า จะให้ชาวพุทธเป็นชนชั้นสอง เหมือนคนดำในสหรัฐอเมริกา อย่างนั้นหรือ ?

 


 

 

ดูสิ นี่อะไร เมืองไทยเมืองพุทธ มีพระพุทธศาสนาประจำชาติ มีวัดพระแก้วประจำวัง เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินก็ทรงผนวชมาทุกพระองค์ ทรงเป็นพุทธมามกะ นายกรัฐมนตรีและศรีภริยาก็ประกาศว่าเป็นพุทธ รัฐมนตรี และ สส.-สว. ส่วนใหญ่ก็เป็นพุทธ ประชากรส่วนใหญ่เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นชาวพุทธ แต่ประเทศไทยไม่มีธนาคารพุทธ มีแต่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ถามว่ามันเป็นไปได้อย่างไง ? ใครตอบได้บ้างว่า เมืองไทยเป็นเมืองพุทธหรือเมืองมุสลิม ?

 

 

 

ธนาคารอิสลาม เมื่อเริ่มตั้งก็เป็นบริษัทของมุสลิม ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลไทย แต่พอบริหารไปไม่นานกิจการเจ๊ง ก็ซิกแซ็กขอรัฐบาลไทยช่วยอุ้ม อุ้มไปอุ้มมา ปรากฏว่า กลายเป็นรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลไทยเข้าไปถือหุ้น 99.71 เปอร์เซ็นต์ คือเอาเงินภาษีของประเทศไทยเข้าไปช่วยทั้งหมด แต่ผู้บริหารทั้งหมดกลับเป็นของอิสลาม ใครแตะก็ไม่ได้ เพราะอยู่ภายใต้กฎหมายอิสลาม ชาวพุทธไทยนี่ฉลาดเหลือล้น คงต้องรอวันหนีตายไปต่างแดน เหมือนชาวพุทธอินเดียตอนมุสลิมบุกมาปล้นฆ่าเมื่อ 800 ปีก่อน ตอนนั้น มหาวิทยาลัยนาลันทาของชาวพุทธ ถูกเผาอยู่นานเป็นปี พระเณรถูกฆ่าตายเป็นเบือ เหลือรอดแค่หลวงพ่อดำองค์เดียว เดี๋ยวนี้เป็นอนุสรณ์แห่งความอ่อนแอของชาวพุทธให้ชาวโลกไปชมเพื่อปลงสังเวช

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชมเทปการอภิปรายในสภา

 

"สุรินทร์" หาแนวทางป้องกันความขัดแย้งจากการบิดเบือนศาสนา

 

10 มิ.ย. 2563 พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามแยกเฉพาะถาม นายกรัฐมนตรี และนายกฯ ได้มอบหมายให้นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตอบกระทู้ ในเรื่องการป้องกันการสร้างความขัดแย้งอันเกิดจากการบิดเบือนข้อเท็จจริงทางศาสนา

 

ที่มา : YOUTUBE : 12 มิถุนายน 2563

 

ฮา..ศาลบอกว่า..

"จำคุกเจ้าคุณธงชัยและคณะ"

ไม่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคม

คนฟังงง ตกลงไปจับเขาขังทำไม ?

 

 

เมื่อศาลยุติธรรม พ่ายแพ้ แก่ความเป็นธรรม

 

 

อา..ก็ต้องถือว่า "เป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง" ของศาลไทย ซึ่งวินิจฉัยว่า แม้ว่าอดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขโข) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ จะถูกรัฐบาลทหาร คสช. ส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าล้อมจับ ประหนึ่งอาชญากรสงคราม ตามมาด้วยการ "สั่งสึก-คุมขัง" อย่างไร้ข้อต่อสู้ใดๆ ในทางกฎหมาย สุดท้าย เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว ก็ไม่พบว่าอดีตเจ้าคุณทั้งหลาย ที่ถูกสำนักพุทธฯ ยุค "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" กล่าวหาว่าฟอกเงินนั้น แต่ละท่านฟอกไปไหนอย่างไร และใครได้เงินไปคนละเท่าไหร่ ในเมื่อเอาโทษทางนี้ไม่ได้ ก็หันไปเอาทาง "เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" โน่น เป็นข้อหาครอบจักรวาลเลย และในเมื่อได้ลงโทษตามประสงค์ของคนฟ้องแล้ว ศาลอาญาก็ทำทีเป็นเมตตา "ให้รอลงอาญา" เป็นเวลาเท่านั้นเท่านี้ แบบว่าผิด แต่ไม่เอาโทษ แต่ก็ไม่ยกโทษ เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ถามว่าศาลกลัวอะไร ถ้าจะวินิจฉัยไปตามความจริง ?

ยังไม่พอ วันนี้ ศาลอาญาเมตตาพิพากษาเพิ่มเติมอีกว่า "การลงโทษจำคุก จำเลยที่ 1-4 และ 7 อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคม และควรให้โอกาสทำงานเพื่อประเทศชาติและสังคมไทยต่อไป" เล่นเอาตาแตกกันทั้งภูเขาทอง เพราะมองว่า ก็ท่านทำงานของท่านอยู่ดีๆ ก็มีรัฐบาลไทยส่งเจ้าหน้าที่จากดีเอสไอไปฟ้องร้อง จับเขาเข้าคุกเข้าตะราง เหมือนหาเรื่องหาราวเอากับผู้บริสุทธิ์ ยิ่งผ่านกระบวนการทางศาลแล้ว ไม่มีหลักฐานประจักษ์ว่าท่านได้โกงเงินหลวงเอาไปใช้ส่วนตัวอย่างไร ก็ยิ่งน่าสงสัยในพฤติกรรมของรัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมากยิ่งขึ้น ว่ามีเจตนาจะส่งเสริมหรือว่าทำลาย เพราะศาลอาญาเห็นว่า จำเลยทั้งหมดยังมีคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคมไทย ไม่ควรจับกุมคุมขังหรือทำลายให้ตายไปจากพระศาสนา หวังว่ารัฐบาลไทยและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะได้นำเอาคำพิพากษาของศาลมาพิจารณาบทบาทของตนเองอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ดี ถ้าถือเอาตามที่ศาลเมตตามานั้น เพื่อจะให้อดีตเจ้าคุณธงชัยและพระวัดสระเกศที่ต้องคดีทั้งหมด (รวมทั้ง เจ้าคุณเอื้อน-เจ้าคุณสมทรง วัดสามพระยา) ได้กลับมาทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ก็เห็นควร "คืนสมณเพศและสมณศักดิ์" รวมทั้งตำแหน่งต่างๆ ที่ถูกปลดไปในวันต้องคดีความนั้นด้วย จึงจะถือว่าเป็นการคืนความยุติธรรมอย่างสมบูรณ์

ซึ่งก็หวังว่า ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ทั้งมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามที่ศาลได้พิจารณาเอาไว้

ถามบิ๊กตู่กับพงศ์พรว่า ตกลงไปจับพระท่านสึกและคุมขังทำไม ในเมื่อท่านไม่ผิดและที่ทำไปก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคม ซึ่งอาจจะมองได้ด้วยว่า รัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้ทำร้ายประเทศชาติและพระศาสนาเสียเอง

 

 

 

ศาลปรานีรอลงโทษ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศและพวก ให้กลับตัวทำประโยชน์ต่อสังคม

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งจำคุกอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ 4 ปี 16 เดือน กับพวก 2 ปี 8 เดือน ผิดฐานฟอกเงินคดีเงินทอนวัด แต่ปรานีให้รอการลงโทษ 2 ปี เพราะไม่เคยถูกจำคุก ให้กลับตัวไปทำประโยชน์แก่สังคม

ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง วันที่ 19 พ.ค.63 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อท.197/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายธงชัย สุขโข อดีตพระพรหมสิทธิ หรือ ธงชัย สุขญาโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, นายบุญทวี คำมา อดีตพระศรีคุณาภรณ์ อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ, นายสมจิตร จันทร์ศรี อดีตพระครูสิริวิหารการ อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ, นายเทอด วงศ์ชอุ่ม อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือเจ้าคุณเทอด อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ, น.ส.นุชรา สิทธินอก แม่บ้านร่วมรับโอนเงิน 25 ล้านบาท, นายธีระพงศ์ พันธ์ุศรี, นายทวิช สังข์อยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ บริษัท ดีดีทวีคูณ ที่รับผลิตสื่อให้กับวัดสระเกศ และ น.ส.ฑัมม์พร นิพนธ์พิทยา เป็นจำเลยที่ 1-8

เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5),มาตรา 5 (1)(2)(3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 กรณีร่วมกันฟอกเงิน การทุจริตเงินทอนวัดในส่วนโครงการศูนย์กลางเผยแผ่พระพุทธศาสนาฯ2559 จำนวน 32,500,000 บาทเเละเงินอุดหนุนโครงการอบรมคุณธรรม จริยธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน ประชาชนและข้าราชการเพื่อความมั่นคง ของสถาบันชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ฯ 2559 จำนวน 37,200,000 บาท

พิพากษาว่าจำเลยที่ 1-4 และที่ 7 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (2),60 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1-4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 4 ปี และปรับกระทงละ 84,000 บาท รวม 2 กระทง จำคุกจำเลยที่ 2 ถึง 4 คนละ 2 ปี และปรับคนละ 42,000 บาทรวมคนละ 2 กระทง จำคุกจำเลยที่ 7 เป็นเวลา 2 ปี และปรับ 40,000 บาท

โดยลดโทษ 1 ใน 3 ให้จำเลยที่ 1-4 และที่ 7 รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 4 ปี 16 เดือนปรับ 112,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2-4 คนละ 2 ปี 8 เดือนปรับคนละ 56,000 บาทและจำคุกจำเลยที่ 7 เป็นเวลา 1 ปี 4 เดือนปรับ 28,000 บาท

 

การลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1-4 และที่ 7

อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคม

 

ทั้งจำเลยที่ 1-4 และที่ 7 ไม่เคยมีประวัติต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 ถึง 4 และที่ 7 ได้ดำรงตนเป็นบุคลากรที่มีประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติต่อไป จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี และยกฟ้องจำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 20 พฤษภาคม 2563

 

จาก..ธัมมชโย ถึง..ปารีณา

คดีรุกป่าสงวนพัวพันอนาคต

ไร่เชิญตะวันของ ว. ส่อเดินตามรอยรุ่นพี่

รอก็แต่..การตรวจสอบ

 

 

อา.. "พระดัง-นักการเมือง" กับเรื่องที่ดิน ไม่ทราบว่าคู่กันมาแต่ปีไหน อย่างกรณี "กิตติวุฑโฒ" แห่งสำนักจิตตภาวันอันโด่งดังในอดีต ล่าสุดก็ฆ่ากันตายกลางศาลจันทบุรี มีท่านกิตติวุฑโฒเข้าไปเกี่ยวข้อง แม้ว่าจะมรณภาพไปนานแล้วก็ตาม

นัมเบอร์วันของไทย "ธัมมชโย" เจ้าพ่อทั้งด้านการศาสนาและการเมือง นอกจากเรื่องบิดเบือนพระธรรมคำสอนแล้ว ก็เจอทั้งเรื่องเงินและที่ดิน มูลค่าว่ากันถึงพันล้าน คดีความยาวเป็นว่าวจุฬา แต่ว่า..หาตัวไม่เจอ !

ปารีณา ไกรคุปต์ ก็กำลังเป็นดาราหน้าจอ ถามว่า "วอ" แห่งไร่เชิญตะวัน จะเข้าข่ายรุกป่าสงวนกับเขาด้วยหรือไม่ ? มีคำเฉลยจาก ดร.โสภณ พรโชคชัย ว่า "ไม่น่าจะรอด" เพราะเป็นพื้นที่ บท.5 อันเป็นศัพท์ที่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้อธิบายว่า "เป็นใบเสร็จ" ใครเอาใบนี้มายืนยันก็..ประหาร สถานเดียว ถามด้วยว่า ดร.โสภณ รู้จากไหน ก็ไม่เห็นยาก เชิญ ดร.โสภณ มาเป็นพยาน งานสืบสวนก็ก้าวหน้าไว

แต่จะเกี่ยวหรือไม่อย่างไร ก็ต้องว่ากันไปตามหลักตามฐาน จะว่าตามใจฉันนั้นหาได้ไม่ งานนี้ คงต้องวาน "ท่านพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" อดีต ผอ.พศ. ผู้ตงฉิน และปัจจุบันเป็น "ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านกิจการพระพุทธศาสนา" ผู้มีอุดมการณ์อันสูงส่ง ทำทุกอย่างเพื่อปฏิรูปพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์สะอาด ซึ่งจุดสำคัญนั้นอยู่ที่ "พระสงฆ์ไทย" ต้องบริสุทธิ์สะอาด มีศีล สมาธิ และปัญญา ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้ด้วยความสนิทใจ แม้แต่เรื่องเงินๆ ทองๆ ก็ต้องมือสะอาด และในฐานะที่ท่านพงศ์พร "ไปไร่เชิญตะวัน" บ่อยๆ ก็ต้องรู้ที่รู้ทางเป็นอย่างดี แถมยังสืบสวนง่ายกว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ เพราะที่ดินนั้นดิ้นไม่ได้ ใช้แค่ภาพถ่ายดาวเทียมและเอกสารสิทธิ์มายืนยัน ก็การันตีได้แล้ว

นะ ท่านพงศ์พร นะ อย่าให้ท่านนายกรัฐมนตรีเสียความตั้งใจเสียล่ะ สู้อุตส่าห์ส่งท่านมาช่วยชำระสะสางพระพุทธศาสนา ภาคกลางก็เห็นว่าเสร็จไปแล้ว ช่วยไปดูทางเหนือด้วย อย่าให้ "คุณวอ" เธอรอนาน

 

 

ธัมมชโย โดน !

ปารีณา โดน !

ว.วชิรเมธี ?

 

 

ข่าว "ธัมมชโย" รุกป่าพังงา

 

ศาลพังงาออกหมายจับ "พระธัมมชโย" สร้างมุกตะวันรุกที่ป่า

ความคืบหน้าดำเนินคดีกับสถานที่ปฏิบัติธรรมมุกตะวันของวัดพระธรรมกาย ที่เกาะยาว จังหวัดพังงา ซึ่งบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติฯ ล่าสุดศาลจังหวัดพังงาได้ออกหมายจับพระธัมมชโยแล้ว ขณะที่ตำรวจเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี

วันนี้ (26 ม.ค. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลจังหวัดพังงา ได้ออกหมายจับ พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในความผิดฐานบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาติฯ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ กรณีสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมโครงการมุกตะวัน ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.เกาะยาวน้อย อ.เกาะยาว จ.พังงา หลังเจ้าหน้าที่ตรวจค้นพบว่ามีการบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ ป่าควนจุก ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะดังกล่าวและเป็นสถานปฏิบัติธรรมในเครือข่ายวัดพระธรรมกาย

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าควนจุก" เนื้อที่จำนวนหลายไร่  คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 5 ล้านบาท  ซึ่งจากการสืบสวนหาข่าวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังพบว่าเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานพร้อมเร่งติดตามจับกุมตัวพระธัมชโยมาดำเนินคดีต่อไป

 

 

สั่งอายัดเงินสาวกธรรมกาย 3.8 แสน คดีรุกป่าสร้างสำนักสงฆ์ 11 แห่ง จัดฝึกปฏิบัติธรรม

ปปง.สั่งอายัดเงินบัญชี สาวกธรรมกาย 2 รายการ รวมวงเงินกว่า 3.8 แสน เอี่ยวเส้นทางเงินคดีบุกรุกพื้นที่ป่า สร้างสำนักสงฆ์ 11 คดีทั่วประเทศ ใช้ประโยชน์ทำการค้าจัดโครงการปฏิบัติธรรม เก็บค่าบริการ โอนต่อเข้าบัญชีวัดต่อ เผยข้อมูลหมายจับธัมมชโย

จากกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีมติอายัดทรัพย์สินบัญชีเงินสดของพระธัมมชโยและเครือข่ายมูลนิธิของวัดพระธรรมกายรวม 4 บัญชี มูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2559 นายอธิคม อินทุภูติ ประธานกรรมการธุรกรรม ปปง. ได้ลงนามในคำสั่งอายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องกับวัดธรรมกาย เพิ่มเติม 2 รายการ คือ 1.เงินในบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาคลองหลวง ของ น.ส.วัชรินทร์ จรัสมาธุสร และน.ส.สุวรรณา ฤทธิชัยพงศ์ จำนวนเงิน 276,278.56 บาท ยอดเงิน ณ วันที่ 19 ส.ค.2559 และ 2.เงินในบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาคลองหลวง ชื่อบัญชี น.ส.วัชรินทร์ จรัสมาธุสร จำนวน 109,248.22 บาท ยอดเงินณ วันที่ 19 ส.ค.2559 (รวมวงเงินทั้งสิ้น 385,526.78 บาท) 

โดยเปิดโอกาสให้แสดงหลักฐานโต้แย้งคำสั่งอายัดได้ภายใน 30 วัน  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ การออกคำสั่งอายัดทรัพย์ครั้งนี้ เป็นผลมาจาก ปปง.ได้รับรายงานจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ที่ตรวจสอบพบว่า มีการสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ และมีลักษณะเป็นการค้า จำนวน 11 คดี ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับวัดพระธรรมกาย ได้แก่ 

1. โครงการเวิลด์พีชวัลเลย์เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา 

2. วัดป่าหิมวันต์ จ.เลย

3. วัดถ้ำเขาวง จ.นครราชสีมา 

4. ศูนย์ปฏิบัติธรรมจ.บุรีรัมย์ 

5. วัดหนองกินเพล จ.อุบลราชธานี 

6. วัดบ้านขุน จ.เชียงใหม่ 

7. วัดแม่ลายเตียนอาง จ.เชียงใหม่ 

8. ศูนย์อบรมเยาวชนดอยโมคคัลลานะ จ.เชียงใหม่ 

9. วัดพระธาตุกองลอย จ.เชียงใหม่ 

10. ศูนย์อบรมเยาวชนอุ้มผาง จ.ตาก 

11. วัดถ้ำเนรมิต จ.กาญจนบุรี 

ปปง.ยังระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีและศาลจังหวัดเลยได้อนุมัติหมายจับที่ 174-175/2559 ลงวันที่ 15 ส.ค.2559 ให้จับตัวพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) หรือพระไชยบูลย์ สุทธิผล เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในความผิด ร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้างแผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า และเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งให้ดำเนินคดี มูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในอุปถัมภ์ของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ โดย นางวรรณา จิรกิติ และบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) หรือพระไชยบูลย์ สุทธิผล กับพวก ในข้อหา บุกรุก ก่อสร้าง แผ้วทาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่า 

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลการเชิญชวนประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรม ณ เวิลด์พีช เขาใหญ่, เวิลด์พีช มุกตะวัน , สวนป่าหิมวันต์ จ.เลย , สวนพนาวัฒน์จังหวัดเชียงใหม่

โดยให้ผู้สนใจโอนเงินค่าลงทะเบียนเข้าบัญชี ซึ่งบัญชีที่ใช้รับโอนเงินค่าลงทะเบียนในโครงการดังกล่าว มีการทำธุรกรรม รับโอนเงินจากบัญชีต่างๆ เมื่อมียอดเงินคงเหลือจำนวนมากก็จะโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย ของวัดพระธรรมกาย  

กรณีนี้มีเหตุอันควรเชื่อว่ากลุ่มบุคคลสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าหลายแห่งทั่วประเทศ กับพวก เป็นผู้มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการยึดถือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือการแสวงหาประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ อันมีลักษณะเป็นการค้า ซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ตามมาตรา 3 (15) แห่งพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากลุ่มบุคคลสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าหลายแห่งทั่วประเทศกับพวก ได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าว

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา/PPTV : 4 ธันวาคม 2562

เปิดเต็ม !

 

เอกสารสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผันงบประมาณให้หน่วยงานรัฐอื่น ทั้งศาลยุติธรรม ปปช. ฯลฯ

 

ปปช. ขอเงินสำนักพุทธ

ศาลยุติธรรมขอเงินสำนักพุทธ

หนังสือตอบรับจากสำนักพุทธ

กรมบัญชีกลาง ตอบคำถาม

เอ็นซี ฮอลิเดย์ ฟ้องสำนักพุทธ

กดที่ภาพเพื่อชม

ภาพประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 28/2019

ณ วัดธรรมภาวนา อลาสก้า วันที่ 17 สิงหาคม 2562

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่


เปิดเต็ม ไม่เซ็นเซอร์
!

 

คำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์

พระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน) วัดสามพระยา

16 พฤษภาคม 2562

 

 

กดที่ภาพเพื่อดาวน์โหลด/อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

26 พฤษภาคม 2562

 

เปิด : คำให้การของเจ้าคุณเอื้อน

ในคดีเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน, ร่วมกันฟอกเงิน อันเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

INTERFAITH 2018

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพและบรรยากาศของงาน

ภาพการประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดศรีรัตนาราม เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

18 AUGUST 2018

 


กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 6000 PC

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก



 


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

5 มิถุนายน 2559

 

 

90 ปี หลวงตาชี วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561 : 2562

2563 :

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

AREA-51


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITOR : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264