LAST UPDATE :   JULY : 23 : 2017 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 


 

โละกรรมการ มส. !

พุทธะอิสระเรียกร้องบิ๊กตู่

ใช้ ม.44 ล้างไพ่ในวงการสงฆ์

 

 

า..เอากันถึงขนาดล้างไพ่ทั้งสำรับกันเลยหรือ ท่านพุทธะอิสระ แน่ใจหรือว่า ถ้าโละชุดนี้ออกไปแล้ว จะไม่ได้ชุดใหม่ "สายธรรมกาย" กลับมา แบบว่าหนีเสือปะจรเข้ ถ้าบิ๊กตู่ตั้ง "มหาโชว์" เป็นกรรมการ มส. ชุดใหม่ คงไฉไลไม่เบา เพราะขนาดโดนด่าซะสะเด็ด ก็ยังตั้งเป็นเจ้าคุณเฉย

โดยทั้งนี้ ถ้ามองไปที่ "กรณีธรรมกาย" เป็นหลักแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า ปัญหามิได้กระจุกอยู่ที่ฝ่ายธรรมกาย แต่มันติดคอห่านอยู่ตรง "วัดชนะสงคราม" กับ "วัดพิชัยญาติ" สองทายาทของสมเด็จนิยม ผู้ที่พุทธะอิสระเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างยิ่งนั่นแหละ คนหนึ่งเป็นศิษย์ อีกคนเป็นหลาน กินบ้านกินเมืองจนฉิบหายวายป่วง เล่นพรรคเล่นพวก เอาแต่ตำแหน่ง แต่ทำงานโหลยโท่ย ดังนั้น จะไปปลดกรรมการ มส. รูปอื่นทำไมให้เสียเวลา ปลดแค่ "เจ้าคุณสมศักดิ์-มหาสายชล" ออกไป รับรองว่างานพระศาสนาจะราบรื่น ไม่เชื่อก็ลองดูสิ

 

ฉันเห็นด้วยกับคุณไพศาล พืชมงคล
24 กรกฎาคม 2560


Paisal Puechmongkol

22 กรกฎาคม เวลา 14:17 น.

เมื่อมีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่แล้ว

ก็เป็นก็เป็นหน้าที่ ของผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง ต้องแจ้งให้ กรรมการมหาเถรสมาคม ที่ไม่ใช่สมเด็จพระราชาคณะให้ลาออก หรือถ้าเจ้าตัวมีหิริโอตตัปปะก็ต้องลาออกเอง

จากนั้น สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็จะได้นำรายชื่อ พระราชาคณะที่มีคุณสมบัติเหมาะสมทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุตขึ้นกราบทูลสมเด็จพระสังฆราชเพื่อทรงแต่งตั้ง

บัดนี้ ทรงโปรดสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชมานานแล้ว คนมีหน้าที่ก็ไม่จัดการให้กรรมการมหาเถรสมาคม ที่ได้รับแต่งตั้งโดยคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราชมาก่อนลาออก

และ กรรมการมหาเถรสมาคมเหล่านั้นยังคงกอดเก้าอี้เฉยอยู่ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ ของผู้มีอำนาจที่จะต้องรีบดำเนินการเรื่องนี้

ต้องรีบทำการสนองคุณแผ่นดินอย่าให้เป็นที่ระคายเคืองหรือเศร้าหมองต่อไปเลย

 

แผ่นดินไทยเราได้พระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เราได้พระสังฆราชองค์ที่ 20 พระองค์ใหม่

เรากำลังจะมี สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดใหม่

เรากำลังจะมีคณะกรรมการผู้ตรวจการแผ่นดิน (สผผ.) คณะใหม่

เรากำลังจะมีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ชุดใหม่

เรากำลังจะมีคณะกรรมการการเลือก (กกต.) คณะใหม่

เรากำลังจะมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะใหม่

ซึ่งองค์กรอิสระเหล่านี้เปลี่ยนแปลงด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

แม้ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่สังคมไทยก็อยากได้มหาเถรสมาคมชุดใหม่ เป็นมหาเถรสมาคมที่ได้รับการสถาปนาแต่งตั้งโดยตรงจากพระสังฆราชพระองค์ใหม่ จักได้ทรงบริหารงานพระศาสนาให้เจริญก้าวหน้า ทั้งในและต่างประเทศ

แม้ปัจจุบันจะมีพระสังฆราชพระองค์ใหม่แล้ว มีสมเด็จประยุทธ์รูปใหม่แล้ว ก็ตามที

แต่ก็ไม่สามารถบริหารสั่งการงานคณะสงฆ์ได้มากนัก เพราะผู้รับสนองงาน เช่นกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นคนของพวกขั้วอำนาจเก่า ที่ผิดหวังจากการได้เป็นพระสังฆราช

การบริหารงานปกครองและงานเผยแผ่ งานสาธารณูปการ และงานด้านตุลาการ จึงดูเหมือนจะล่าช้า เตะถ่วงหน่วงเหนี่ยว ไม่เดินหน้า

เพราะผู้ที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระสังฆราชพระองค์นี้ ประมาณว่าเด็กใครเด็กมัน โดยไม่คิดถึงความเจริญของพระพุทธศาสนา

ซึ่งว่ากันโดยมารยาทแล้ว เมื่อมีพระสังฆราชพระองค์ใหม่ กรรมการมหาเถรสมาคมโดยการแต่งตั้ง ควรจะต้องลาออกเพื่อเปิดโอกาสให้พระองค์ทรงคัดสรรพระมหาเถรผู้ทรงธรรม ทรงวินัย มีสุจริตธรรม มีสติปัญญา เข้ามาทำหน้าที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมชุดใหม่

ตัวอย่างเช่น สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) แห่งวัดบวร ท่านยังลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต เพื่อเปิดทางให้สมเด็จพระสังฆราชได้ทรงเข้ามาทำหน้าที่

แต่สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ ก็ยังทรงประทานหน้าที่เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต กลับคืนไปให้สมเด็จพระวันรัตแห่งวัดบวรทำหน้าที่เหมือนเดิม

แบบนี้เขาเรียกคนมียางอาย มีมารยาท รู้แบบแผนขนบธรรมเนียม

ส่วนพวกเจ้าคุณที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ที่สมเด็จพระสังฆราชมิได้ทรงแต่งตั้งในปัจจุบัน เข้ามาเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมในยุคสมเด็จวัดสระเกศ และสมเด็จวัดปากน้ำ ที่ลากกันเข้ามาตั้ง ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกเผ่าพันธุ์ลัทธิธรรมกายทั้งนั้น

ถึงขนาดพวกสาวกธรรมกายพูดกันให้แซ่ดว่า ใครก็ทำอะไรเจ้าลัทธิเขาไม่ได้ เพราะกรรมการมหาเถรสมาคมเป็นคนของพวกเขาเกินครึ่ง

เอาเป็นว่าจะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ หากจะรอให้กรรมการมหาเถรสมาคมเชื้อสายธรรมกายมียางอายลาออกเอง คงต้องรอให้พระอาทิตย์ขึ้นสองดวงก่อน

ไหนๆ บ้านเมืองกำลังจะเดินหน้าปฏิรูปในทุกมิติแล้ว คงต้องร้องขอให้ท่านนายกใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ โดยมาตรา 44 สั่งการให้กรรมการมหาเถรสมาคมที่มาจากการลากตั้งทั้งหมดออกไปจากตำแหน่ง

เพื่อเปิดทางให้เจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราชทรงใช้พระอำนาจ คัดสรรมหาเถระผู้ทรงธรรม ทรงวินัย มีสุจริตธรรมในใจ มีสติปัญญา เข้ามาทำงานรับใช้คณะสงฆ์ให้เจริญก้าวหน้าสืบไป

งานนี้คุณประยุทธ์ ต้องใช้ความกล้าเป็นอย่างยิ่ง ที่จะผ่าตัดกำจัดเสี้ยนหนามของพระธรรมวินัยที่ทิ่มตำให้เกิดหนองเน่าใน ในองค์กรปกครองสงฆ์มาเนิ่นนานให้หมดสิ้นไปเสียที สังฆมณฑลจักได้กลับมางดงาม เป็นที่ยอมรับของคนทั้งแผ่นดิน ทั้งยังจะเป็นการทำบุญใหญ่ให้แผ่นดินโดยแท้

 

พุทธะอิสระ

 

ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 24 กรกฎาคม 2560


ร้องสังฆราช !

ระงับมติ มส. ตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

อ้างลักไก่ในวันที่สังฆราชประชวรไม่เข้าประชุม !

 

 

สองแคนดิเดท จจ.ฉะเชิงเทรา !

 

 

ซ้าย : พระราชปริยัติสุนทร (อมรภิรักษ์ ปสนโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร เจ้าคณะอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา

ขวา : พระราชภาวนาพิธาน (สิริวัฒน์ สิริวฑฺฒโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร รองเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

 

อา..ถามว่า ถ้าผู้ช่วยเจ้าอาวาสจะเป็นเจ้าคณะจังหวัด มันผิดตรงไหนหรือ ? คำตอบก็คือ ไม่ผิด, เพราะในอดีตก็เคยมีการตั้งผู้ช่วยเจ้าอาวาสให้ใหญ่กว่าเจ้าอาวาสมามากมาย อาทิเช่น

1. เจ้าคุณวิเชียร-พระวิสุทธิวงศาจารย์ รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ได้เป็นเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เหนือกว่าสมเด็จวัดปากน้ำ

2. มหาสายชล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ได้เป็นเจ้าคณะภาค 1 ขณะที่เจ้าอาวาสวัดชนะ ไม่ได้ตำแหน่งอะไรเลย

3. สมเด็จจุณฑ์-พระพรหมมุนี วัดบวรนิเวศวิหาร ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น "สมเด็จพระวันรัต" ในขณะเป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาส" วัดบวรนิเวศวิหาร

วงการสงฆ์เขาก็มี "เหตุผล" เป็นเรื่องๆ ไป เช่นว่า องค์นี้ดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ หลวงพ่ออยากให้เป็น ใครไม่เห็นด้วย แหมแบบนี้ใครจะกล้าคัดค้าน ขืนคัดค้านก็จะกลายเป็นฝ่ายค้าน..ตลอดกาล รุปว่า ถ้าผู้ใหญ่จะเอาเสียอย่าง พระอินทร์พระพรหมก็ห้ามไม่ได้ ระเบียบแบบแผนอะไรที่วางไว้นั้น ก็วางไว้งั้นแหละ เอาเข้าจริงก็ไม่มีใครทำตามกันหรอก ถ้ามีบทลงโทษผู้ทำผิดระเบียบแบบแผนละก็ รับรองว่า กรรมการ มส. ติดคุกระนาว

 

ปัญหามีอยู่ว่า มีรองเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราอยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะมีมติ มส. แต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดองค์ใหม่นั้น ก็ท่านรองเป็นผู้รักษาการแทน ซึ่งก็ต้องหวังว่าจะได้เป็น แต่ครั้นพระผู้ใหญ่ไปคว้าเอา "เจ้าคณะอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา" กระโดดข้ามหัว "รองจังหวัด" มันก็เลยวุ่น และที่วุ่นหนักก็คือว่า ทั้งจังหวัดและรองจังหวัด ล้วนแต่เป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร" ด้วยกันทั้งคู่ เคยอยู่เคยกินกันมานาน แต่สุดท้ายผลประโยชน์และอำนาจก็ไม่เข้าใครออกใคร เรื่องก็เลยเข้าตำรา "เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้"

ว่ากันตามจริง "สองเจ้าคุณผู้ช่วยวัดโสธร" นั้น ว่ากันว่าก็มีบารมีไปคนละด้าน แต่ละท่านก็มี "บริวาร" ระดับรัฐมนตรี มีเสียอย่างเดียวก็คือ "ไม่ตกลงกันให้ดี" ว่าใครจะอยู่ลู่ไหน จะได้ไม่ต้องทับซ้อนกัน ปัญหานี้จึงมาจาก "ทิฐิพระ มานะกษัตริย์" นั่นเองแหละ ใช่อื่นไกล หรืออีกนัยยะหนึ่ง ผู้ใหญ่ไม่เคลียร์ปัญหาให้สะเด็ด มโนเอาเองว่า "ถ้าเรื่องผ่าน มส. ก็คงเรียบร้อย" ที่ไหนได้ อีกฝ่ายไม่ยอม มันก็เลยยุ่ง ทำงานให้คั่งค้าง เห็นทีเจ้าคณะภาค 12 จะร้อนเก้าอี้ เรื่องนี้ประจานว่า เจ้าคุณสุรชัยมือไม่ถึง จึงเอาไม่อยู่ !

งานนี้จึงมิใช่เรื่อง "จังหวัดฉะเชิงเทราแตก" เพราะพระวัดอื่นๆ คงไม่มีใครวุ่นวายด้วย แต่ปัญหามันโฟกัสอยู่ที่ "วัดโสธร" เพียงแห่งเดียว แบบว่าอำนาจภายในวัดไม่ลงตัว ก็เลยลามปามไปถึงจังหวัด เพราะวัดโสธรใหญ่กว่าจังหวัดฉะเชิงเทรานั่นเอง ถ้าเคลียร์ไม่อยู่นะ รับรองว่า วัดโสธรแตกรอบสาม

 

 

 

บิ๊กสุ

 

ซ้าย : บิ๊กสุรชัย (พระเทพรัตนมุนี) วัดสระเกศ เจ้าคณะภาค 12

ขวา : บิ๊กสุรพล (พระราชเวที) วัดโพธิ์ รองเจ้าคณะภาค 12

 

ถามว่า มีลึกกว่านี้ไหม ? ก็ตอบได้ว่า เอาแบบตาสว่างเลยนะ อะแฮ่ม ก็คือว่า เจ้าคุณเก๋นนั้น เป็นเด็กป๋าเหนาะ เพราะไม่เคยถูกสั่งพักงานในตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาส แถมในสมัยป๋าเหนาะรุ่งเรือง เจ้าคุณเก๋นก็ติดปีกบิน ติดยศ "ชั้นราช" ตั้งแต่ปี 55 ซึ่งเป็นเวลาที่เจ้าคุณอมรยังติดคุกอยู่พร้อมกับเพื่อนๆ รวมเป็น 7 พระหน่อ พอสิ้นบุญเจ้าคุณเสนาะในต้นปี 59 ตกปลายปี เจ้าคุณอมรถึงได้เป็นชั้นราช แต่เวลานั้น เจ้าคุณเก๋นก็พาสชั้นขึ้นไปรอชิงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดอยู่ก่อนแล้ว

ทีนี้ว่า เมื่ออำนาจเปลี่ยน วัดสระเกศเป็นเจ้าอาวาสจากเจ้าคุณเสนาะมาเป็นเจ้าคุณธงชัย ถึงเจ้าคุณสุรชัยจะเคยขึ้นกับป๋าเหนาะ แต่สุดท้ายก็ต้องย้ายมาอยู่กับเจ้าอาวาสองค์ใหม่ ไม่งั้นไม่ได้เป็นเจ้าคณะภาค 12 ดังนั้น โดยพฤตินัยแล้ว วัดโสธรวราราม ถึงจะขึ้นกับเจ้าคณะภาค 12 แต่เมื่อเจ้าคณะภาค 12 เป็นพระลูกวัดของเจ้าคณะภาค 10 ก็เท่ากับว่า วัดโสธรอยู่ในภาค 10 ไปโดยปริยาย เห็นไหมมันหลายต่อนะ เรื่องเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรานี่ อ่านก็ยาก ตั้งก็ยาก

แน่นอนว่า ก่อนจะชงชื่อ "พระราชปริยัติสุนทร" เป็นเจ้าคณะจังหวัดรูปใหม่ เจ้าคุณสุรชัยต้องนำเอารายชื่อไปขอรับคำปรึกษาจาก "พระพรหมสิทธิ" เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ในฐานะผู้บังคับบัญชาสายตรงด้วย เพราะด่านนี้สำคัญที่สุด ก่อนเรื่องจะเดินไปยังวัดไตรมิตร และมหาเถรสมาคม เป็นจุดสุดท้าย

สรุปก็คือว่า การที่เจ้าคุณเก๋นต้องร้องลั่นบ้านลั่นเมือง ไม่พอใจที่ถูกเจ้าคุณอมรข้ามหัวไปเป็นเจ้าคณะจังหวัด จากเคยเป็นเจ้านายเลยกลายเป็นลูกน้อง มันทำใจไม่ได้ สุดท้ายจึงระเบิดเถิดเทิงออกมาเป็นม็อบต่อต้านเจ้าคุณอมรดังกล่าว ก็เพราะสาเหตุเดียว คือ เคยอยู่ทีมเดียวกับป๋าเหนาะแห่งภูเขาทอง นอกนั้นไม่มีอะไรผิดเลย

ยัง..ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะการที่เจ้าคุณอมร ได้ขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ก็หมายถึงว่า ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามรูปต่อไป จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก พระราชปริยัติสุนทร เจ้าคุณเก๋นมองเห็นจุดนี้แล้วจึงทำใจไม่ได้ ไม่ได้เป็นเจ้าคณะจังหวัดในวันนี้ ก็มีค่าเท่ากับศูนย์ คือต้องอยู่ที่เดิมไปจนตาย แบบนี้ใครจะยอม !

แต่การเดินแผนเอิกเกริกเช่นนี้ เห็นทีว่า เจ้าคุณเก๋น จะเหนื่อยหนัก เพราะ มส. ลงมติไปแล้ว จะกลับลำก็เสียผู้ใหญ่ อีกอย่าง สมเด็จพระวันรัต ก็ได้รับบัญชาจากสมเด็จพระสังฆราช ให้เป็นประธานการประชุมแทน จึงถือว่าทำงานตามที่สมเด็จพระสังฆราชทรงมอบหมาย จะว่าท่านลักไก่ก็ใช่ที่ และเรื่องนี้เป็นปัญหาฝ่าย "มหานิกาย" ทางธรรมยุตยิ่งไม่อยากยุ่ง ยิ่งเจ้าคุณเก๋นคุมบริวารไม่อยู่ ใช้ระบบ "ประท้วง" ตีรวนไปทั่วอย่างนี้ ภาพแบบนี้คงมิใช่บรรยากาศที่ดีในสายตาของพุทธศาสนิกชน งานนี้ เจ้าคุณอมรภิรักษ์ แค่อยู่เฉยๆ ก็ลอยลำ มติ มส. ผ่านไปแล้ว เหลือขั้นตอนเดียวก็คือ รับตาตั้ง เอ๊ย รับตราตั้ง !

 

 

การเสนอชื่อแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราโดยมิชอบ

การเสนอชื่อแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราโดยมิชอบและรวดเร็วเกินไป ทั้งที่การเสนอชื่อไม่มีการผ่านสำนักพระพุทธศาสนาหรือ (มส) เห็นชอบเสียก่อน โดยมีการนำรายชื่อพระ 2 รูป เสนอเข้าที่ประชุม (มส) ครั้งที่17/2560 วันที่ 20.ก.ค.60 ทั้งที่สมเด็จพระสังฆราชทรงพระชวร โดยที่ประชุมเห็นชอบ

 

วันที่ 23.ก.ค.60

แถลงการณ์กลุ่มรักษ์ธรรมเมืองแปดริ้ว ฉบับที่ 1/2560

เรื่อง ขอให้เทิดพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราช และทบทวนการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

ตามที่ ปรากฏข่าวการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 17/2560 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ว่า สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานในการประชุม แทนสมเด็จพระอริยวงสาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องจากทรงพระประชวร โดยที่ประชุมเห็นชอบตามที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เสนอให้ พระราชปริยัติสุนทร (อมรภิรักษ์ ปสนโน) ผู้ช่วย เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร เจ้าคณะอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ตามที่ได้ปรากฏต่อสาธารณะไปแล้วนั้น

ในนามของกลุ่มรักษ์ธรรม เมืองแปดริ้ว เมื่อทราบข่าวต่างรู้สึกสลดหดหู่ใจอย่างยิ่ง เนื่องจากได้ทราบมาก่อนหน้านี้ว่าเจ้าคณะปกครองผู้มีอำนาจในพื้นที่ ได้ทำหนังสือ ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2560 กราบทูลถึงสมเด็จพระอริยวงสาคตญาณสมเด็จพระสังฆราชฯ เรื่องขอให้พิจารณา "อธิกรณ์" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม คือ พระราชปริยัติสุนทร พร้อมกับแนบเอกสารหลักฐานประกอบด้วย 

1. เอกสารประกอบการพิจารณาสอบสวนอธิกรณ์จำนวน 1 ชุด

2. สำเนาตารางลายเซ็นการประชุมและการลงพระอุโบสถ

เพื่อโปรดทรงพิจารณา และหนังสือกราบทูลฉบับดังกล่าวได้ระบุว่า มีกระแสข่าวว่าจะมีการเสนอชื่อพระราชปริยัติสุนทร ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ทั้งที่จังหวัดฉะเชิงเทรานั้นมีพระราชภาวนาพิธาน (ศิริวัฒน์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา อีกทั้งในกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ข้อ 14(2) ก็บัญญัติว่า พระภิกษุผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ต้องดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัด มาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี หากมีการเสนอชื่อพระปริยัติสุนทร ขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ก็เกรงว่าจะมีเรื่องบาดหมาง ทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างพระราชปริยัติสุนทร กับพระราชภาวนาพิธาน เพราะทั้ง 2 รูป ต่างดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเดียวกัน

นอกจากนี้ ในหนังสือกราบทูลสมเด็จพระสังฆราชฯ ได้มีการกราบถวายรายงานเกี่ยวกับความประพฤติอันไม่เหมาะสมของ พระปริยัติสุนทร ซึ่งปรากฏตามเอกสารหลักฐาน อาทิ ไม่ร่วมประชุมพระสังฆาธิการระดับวัด ไม่ลงทำสังฆกรรมฟังสวดพระปาฏิโมกข์ ไม่ขึ้นศาลารับสังฆทานในวันธรรมสวนะ ทั้ง 8 ค่ำ 15 ค่ำ และประพฤติผิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรง ตามที่คณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์ที่มี พระธรรมสิทธิเวที วัดสังเวชวิศยาราม เป็นประธานสอบสวน เมื่อปี 2553 เสนอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งหน้าที่ ฐานละเมิดจริยาเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงแก่คณะสงฆ์ ตามกฎหมายมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ข้อ 55(4) โดยยังไม่มีการปฏิบัติให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการชุดดังกล่าวเสนอต่อเจ้าคณะปกครองผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน ดังนั้น การเสนอต่อที่ประชุมมาหาเถรสมาคม ให้พระราชปริยัติสุนทรดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ในวันที่สมเด็จพระสังฆราชฯ มิได้เสด็จมาเป็นประธานที่ประชุม สมเด็จพระวันรัต ผู้เป็นประธานที่ประชุม จึงไม่อาจจะรู้ว่าสมเด็จพระสังฆราชจะทรงมีพระวินิจฉัยในเรื่องนี้อย่างไร ฉะนั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงควรถวายพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราชฯด้วยการทบทวนการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา และควรถือปฏิบัติให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ร่วมกันรักษาภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์ไทยให้สง่างาม ป้องกันมิให้ผู้ใดเอากรณีนี้เป็นเหตุให้ต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายสงฆ์

 

ที่มา : ข่าวเจาะลึกทันเหตุการณ์ : 24 กรกฎาคม 2560

 


 

ออมสินมึน !

ยังไม่รู้พระวัดโสธรแย่งเจ้าคณะจังหวัดกัน

 

 

ออมสินปัดยังไม่ได้รับรายงานเหตุวุ่นวายที่วัดโสธร

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีความวุ่นวายที่วัดโสธรวรารามวรวิหาร (วัดหลวงพ่อพุทธโสธร) หลังมีการสกัดกั้นการเสนอชื่อผู้ช่วยเจ้าอาวาสขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดว่า ยังไม่ได้มีการรายงานเข้ามา และยังไม่ทราบรายละเอียด หากพูดอะไรไปกลัวจะผิดพลาด เมื่อตนได้รับรายงานแล้ว ก็จะดูถึงมูลเหตุและข้อเท็จจริง ถึงจะสามารถพูดอะไรได้

 

ที่มา : มติชน : 24 กรกฎาคม 2560


 

 

 

เจ้าคุณอมร (พระราชปริยัติสุนทร : อมรภิรักษ์ ปสนฺโน)

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวาราม เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

 

มส.ลงมติตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

ผลการประชุมมหาเถรสมาคม ที่ประชุม มส. มีมติเห็นชอบ แต่งตั้ง พระราชปริยัติสุนทร (อมรภิรักษ์ ปสนฺโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม เจ้าคณะ อ.เมืองฉะเชิงเทรา เป็นเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา...

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พุทธมณฑล จ.นครปฐม นายประดับ โพธิกาญจนวัตร ผอ.สำนักงานพุทธมณฑล ในฐานะโฆษก พศ. แถลงผลการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ว่า ที่ประชุม มส. มีมติเห็นชอบตามที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการ มส. ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เสนอขอแต่งตั้ง พระราชปริยัติสุนทร (อมรภิรักษ์ ปสนฺโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม เจ้าคณะ อ.เมืองฉะเชิงเทรา เป็นเจ้าคณะ จ.ฉะเชิงเทรา

 

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 21 กรกฎาคม 2560

 

57 ล้าน !

กรมป่าไม้บังคับแม่ชีบงกชจ่าย

ตามคำสั่งศาลแพ่ง !

 


 

แม่ชีบงกช สิทธิผล

 

บังคับคดีแม่ชีบงกชจ่าย 57 ล้าน รุกป่ากาญจนบุรี

กรมป่าไม้ทำหนังสือแจ้งอัยการจังหวัดกาญจนบุรีกับ ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 ดำเนินการบังคับคดี "แม่ชีบงกช" สำนักปฏิบัติธรรมแดนมหามงคลหลังศาลฎีกาพิพากษาคดีแพ่ง แม่ชีคนดังกับพวกบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าวังใหญ่และป่าแม่น้ำน้อย จ.กาญจนบุรี ให้ชดใช้ค่าเสียหายกว่า 57 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2534 ขณะที่กรมอุทยานฯ สั่งเด้งหัวหน้าอุทยานฯภูเรือ จ.เลย ข้อหาสร้างฝายกว่าพันแห่งโดยไม่ได้รับอนุญาต

กรมป่าไม้เตรียมบังคับคดีกับแม่ชีคนดังที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ โดยเมื่อวันที่ 23 ก.ค. นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยว่า ตามที่กรมป่าไม้ดำเนินคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย นางบงกช สิทธิผล หรือแม่ชีบงกช แห่งแดนเกาะมหามงคล และ น.ส.พิมพรรณ รัตนพฤกษานนท์ และขับไล่ให้ออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติป่าวังใหญ่และป่าแม่น้ำน้อย ต.วังกระแจะ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ข้อหาบุกรุกทำลายและยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยมิได้รับอนุญาต โดยปลูกสร้างปราสาทบนยอดเขาฯ คิดค่าเสียหายเป็นเงิน 78 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2534 ซึ่งคดีนี้ศาลจังหวัดกาญจนบุรี มีคำพิพากษาว่า

"ให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าวังใหญ่และป่าแม่น้ำน้อยที่จำเลยทั้งสองหรือตัวแทนยึดถือครอบครอง ห้ามจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้องในพื้นที่ดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 57,709,819.84 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 ม.ค.2534 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์"

ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2560 ศาลฎีกา (ความแพ่ง) ได้มีคำพิพากษายืน คือ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 57,709,819.84 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ม.ค.2534 เป็นต้นไป

อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวอีกว่า ขณะนี้กรมป่าไม้มีหนังสือแจ้งให้อัยการจังหวัดกาญจนบุรี ดำเนินการออกหมายบังคับคดีให้กรมป่าไม้ดำเนินการบังคับคดีกับฝ่ายจำเลยและแจ้งให้ ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) หรือผู้แทน เป็นผู้แทนคดีเพื่อการประสานงานและหรือดำเนินการในชั้นบังคับคดีต่อไป

นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.) กระทรวงทรัพยากรฯ กล่าวว่า กรมป่าไม้ จะนำคำพิพากษาของศาลไปติดที่สำนักปฏิบัติธรรมแดนมหามงคล (เกาะมหามงคล) ของแม่ชีบงกช ส่วนการบังคับคดี เรียกค่าเสียหายทางแพ่งกว่า 57 ล้านบาท กรมป่าไม้จะร่วมกับกรมบังคับคดีดำเนินการ เพราะขณะนี้กระบวนการทางศาลเสร็จสิ้นหมดแล้ว ทั้งนี้ ทราบว่าแม่ชีบงกชเดินทางไปอยู่ต่างประเทศแล้ว อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสำนักปฏิบัติธรรมฯ พยายามที่จะขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่สำนักสงฆ์ แต่กรมป่าไม้ไม่อนุญาต เนื่องจากเป็นความผิดร้ายแรงข้อหาบุกรุก ก่อสร้าง แผ้วถาง และยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนางบงกช สิทธิผล หรือแม่ชีบงกช และ น.ส.พิมพรรณ รัตนพฤกษานนท์ บุกรุกป่าสงวนฯ ป่าวังใหญ่และป่าแม่น้ำน้อย ต.วังกระแจะ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี โดยมิได้รับอนุญาต จำนวน 520 ไร่ โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันก่อสร้างพระมหาเจดีย์ 1 หลัง และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ อีก 35 หลังในพื้นที่ที่บุกรุก พร้อมกับสร้างถนนและบันไดเชื่อมต่อสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เริ่มมาตั้งแต่ปี 2536 ต่อมา

มีชาวบ้านร้องเรียนกล่าวหานางบงกช สิทธิผล กับพวก ร่วมกันนำที่ดินของวัดช่องแคบ ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ไปขอออกโฉนดที่ดินเป็นของตนเองโดยมิชอบ จนนำไปสู่การตรวจสอบโดยกรมป่าไม้และหน่วยงานต่างๆ และมีการดำเนินคดีก่อนที่ศาลอาญา จะมีคำพิพากษาเมื่อปี 2548 ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดร่วมกันบุกรุกป่าสงวนฯ มากกว่า 500 ไร่ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 9 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน และให้จำเลยทั้งสองออกไปจากพื้นที่ป่าสงวนฯ ที่ยึดครอบครอง และล่าสุดศาลฎีกา (ความแพ่ง) จะมีคำพิพากษาเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกว่า 57 ล้านบาท

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 24 กรกฎาคม 2560


 

ไอ้เหมียน !

 

เหมือนกันเด๊ะ

วงการทหารมี "ค่าที่ปรึกษา"

วงการศาสนามี "เงินทอน"

ต่างกันก็แต่..

วงการทหารนั้น เจ้านายออกมาปกป้องลูกน้อง

แต่วงการพระ ลูกน้องออกมาปกป้องเจ้านาย

 

อา..แต่ว่าวงการสีขี้ม้านั้น "ห้ามแตะ" เพราะมีปืน มีระเบิด มีเครื่องบินรบ มีเรือดำน้ำ อยู่ในมือ  แถมอดีต ผบ.ทบ. ยังมีตำแหน่งเป็น "หัวหน้าคณะปฏิวัติ" มี ม.44 อยู่ในมือ สื่อไหนจะกล้าหือรือ กลัวถูกปรับทัศนคติ ผู้มีอำนาจเขาเก่งกาจถึงขนาด "ตะคอกสื่อหน้าไมค์" อย่างสบายใจไทยแลนด์ เมื่อสื่อเล่นทหารไม่ได้ ก็เลยหันมา "เล่นพระ" แทน เพราะพระมีแค่สองมือเปล่าๆ ขอข้าวชาวบ้านกิน ทำผิดนิดหน่อยก็เท่ากับ..โลกาวินาศ หรือว่าพระสงฆ์จะเป็น "กระโถนท้องพระโรง" ของการเมืองไทย !

ข่าววันนี้ ผ่านไป 2 ปี ยังไม่มีการชี้แจงอย่างโปร่งใสจากโครงการราชภักดิ์ มีแค่คำหรูๆ "ค่าที่ปรึกษา" ให้ดูต่างหน้า องค์กรอิสระก็สอบกันพอเป็นพิธี ฉี่ไม่ทันสะเด็ดก็เสร็จแล้ว ตะทีของสงฆ์นั้น ผิดตั้งแต่สวรรค์ยันนิพพาน เสียดายว่า "พงศ์พร" เกิดผิดที่ ถ้าย้ายไปอยู่ที่ราชภักดิ์ รับรองว่าโปร่งใสในพริบตา !

 

 


 

 

เปิดคำให้การ ทบ. กรณีสื่อขอศาลปกครองสั่งเปิด "ราคากลาง" อุทยานราชภักดิ์ 20 เดือน ที่ยังคงไร้คำตอบ

หลังจากศาลปกครองมีคำสั่งรับคำฟ้องของผู้สื่อข่าวสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ไปเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2560 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 139/2560 กรณีที่ยื่นฟ้องกองทัพบก (ทบ.) ขอให้ศาลสั่งให้ ทบ. เปิดเผยข้อมูลราคากลางการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์บูรพกษัตริย์แห่งสยามจำนวน 7 พระองค์ ในโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์

ล่าสุด ในวันที่ 11 ก.ค.2560 ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ได้รับเอกสารคำให้การของ ทบ. จำนวน 3 รายการ รวม 10 หน้ากระดาษเอสี่ ประกอบด้วย

คำให้การของ ทบ. ซึ่งจัดทำโดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะผู้รับมอบอำนาจแทน ที่ชี้แจงถึงประเด็นต่างๆ ในการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ รวมถึงการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ

สำเนารายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ไล่เรียงถึงเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ พร้อมยืนยันในช่วงท้ายของเอกสารว่า "ไม่มีประเด็นการทุจริต"

สำเนาหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งมีเพียงหน้าเดียว ที่ระบุว่าไม่พบ "พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิด"

จากรายละเอียดเอกสารดังกล่าว พบว่ามีประเด็นที่เป็น "ข้อมูลใหม่" ไม่เคยปรากฎในสื่อมวลชนมาก่อน 4 ประเด็น ดังนี้

 

1. ขั้นตอนการเลือกโรงหล่อมาจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ

ปมโรงหล่อเป็นประเด็นข้อครหาที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ เนื่องจากปรากฏตามหน้าสื่อมวลชนช่วงปลายปี 2558 ว่ามีเซียนพระชื่อดังรายหนึ่งเรียกรับสินบนจากโรงหล่อต่างๆ รวมเป็นเงินกว่า 20 ล้านบาท แลกกับการให้ได้รับงานในโครงการนี้ แต่เมื่อเป็นข่าว ต่อมา พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผบ.ทบ. ในฐานะประธาน ให้เซียนพระคนดังกล่าวนำเงินมาบริจาคให้กับมูลนิธิฯ

ขณะที่นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการ สตง. เคยออกมาชี้แจงว่า เงินดังกล่าวไม่ใช่ "เงินสินบน" แต่เป็น "ค่าที่ปรึกษา"

ทั้งนี้ ในเอกสารคำให้การของ ทบ. ระบุว่า การคัดเลือกโรงหล่อมาจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ได้เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2557 โดย ทบ.ได้ประสานและหารือร่วมกับสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากรในการออกแบบและปั้นพระรูปต้นแบบ พร้อมพิจารณาหาโรงหล่อที่มีศักยภาพในการหล่อพระบรมราชานุสาวรีย์ขนาดใหญ่ โดยมีการเรียกโรงหล่อเข้าประชุมหารือเพื่อรับทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดทำโครงการ

ประเด็นที่ต้องการก็คือ การหล่อพระบรมราชานุสาวรีย์ ในขนาดความสูง 15.895 เมตร และกำหนดกรอบระยะเวลาจัดสร้างให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2558

โดยในการกำหนดว่าโรงหล่อใดจะหล่อพระบรมราชานุสาวรีย์พระองค์ใดนั้น ให้แต่ละแห่งเสนอความต้องการตามความสมัครใจพร้อมกับการเสนอราคาค่าจ้างหล่อแต่ละพระองค์"

แม้ต่อมาได้มีการลดขนาดความสุงลงเหลือ 13.9 เมตร จึงได้เชิญโรงหล่อมาขอปรับลดราคาการจ้างลง พร้อมกับเชิญประชุมร่วมกันกรมศิลปากรและ ทบ. เพื่อชี้แจงรายละเอียดการดำเนินงาน และข้อตกลงในสัญญาจ้าง

สำหรับขั้นตอนการขอเรี่ยไร (รับบริจาค) ของหน่วยงานของรัฐ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ในโครงการที่มีวงเงินเกิน 500,000 บาท หากไม่เข้าข่ายข้อยกเว้น จะต้องยื่นขออนุมัติจาก กคร. ก่อน

 

2. เหตุใด ทบ. จึงรับเงินบริจาคได้ทั้งที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกฯ

อีกหนึ่งข้อสงสัยว่า เหตุใด ทบ. จึงสามารถเปิดรับเงินบริจาคทั้งผ่านธนาคารพาณิชย์ 5 แห่ง และร้านสะดวกซื้อชื่อดังเข้ากองทุนสวัสดิการ ทบ. ก่อนจะโอนเข้า "กองทุนสวัสดิการอุทยานราชภักดิ์" อีกที เพื่อนำเงินดังกล่าวมาใช้ในการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ได้ ทั้งที่ไม่ได้มีการขออนุมัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเรี่ยไรของหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2544 แต่อย่างใด ซึ่งโทษของการไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกฯดังกล่าว คือเงินที่ได้มาทั้งหมดจะต้องถูก "แช่แข็ง" ไว้ ไม่ให้สามารถนำไปใช้จ่ายใดๆ ได้ และผู้เกี่ยวข้องยังอาจมีความผิดทางวินัยรวมถึงทางอาญาด้วย

ในสำเนารายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ สตง. ได้ระบุคำชี้แจงของ ทบ. ไว้ว่า เนื่องจาก "กองทุนสวัสดิการอุทยานราชภักดิ์" เป็นกิจการการจัดสวัสดิการภายใน ทบ. ตามระเบียบกองทัพบกว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในกองทัพบก พ.ศ.2554 และระเบียบคณะกรรมการสวัสดิการกองทัพบกว่าด้วยอุทยานราชภักดิ์ พ.ศ.2559 ที่ดำเนินกิจการตามที่ระเบียบสำนักนายกฯว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ.2547 ที่เปิดโอกาสให้ "ขอรับบริจาคจากภาครัฐและเอกชนได้"

"การขอรับบริจาคของกองทุนสวัสดิการราชภักดิ์ ยังมิใช่เป็นการเรี่ยไรในนามของส่วนราชการ ทบ. จึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกฯว่าด้วยการเรี่ยไรของหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2554 แต่อย่างใด" เอกสารของ สตง. ระบุคำชี้แจงของ ทบ.

 

3.จำนวนเงินที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ทั้งหมด

ในสำนวนรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ สตง. ซึ่งสรุปข้อมูลทั้งหมดไว้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 ระบุว่า โครงการนี้มีการรับเงินทั้งหมด 796.82 ล้านบาท ประกอบด้วยแหล่งที่มา 2 แหล่งใหญ่ๆ คือ 1.งบกลาง 63.57 ล้านบาท และ 2.เงินบริจาค 733.25 ล้านบาท

ส่วนการจ่ายเงินในโครงการทั้งหมด แยกตามแหล่งเงิน งบกลางทั้ง 63.57 ล้านบาท จะใช้ในการก่อสร้างลานหิน ทำป้าย ป้อมยาม ฯลฯ ส่วนเงินบริจาคมีการเบิกจ่ายไปทั้งสิ้น 458.19 ล้านบาท ทั้งใช้ในการหล่อพระบรมราชานุสาวรีย์บูรพกษัตริย์แห่งสยามจำนวน 7 พระองค์ รวมเป็นเงิน 318.80 ล้านบาทหรือ เฉลี่ยองค์ละ 45.54 ล้านบาท สร้างอาคารพระบรมราชานุสาวรีย์ 143.53 ล้านบาท สร้างถนนคอนกรีตเอนกประสงค์ 45.14 ล้านบาท และระบบไฟฟ้าส่องสว่าง 59.55 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีการยืมไปใช้ในการจัดทำเหรียญที่ระลึก 71.54 ล้านบาท แต่ได้นำกลับมาใช้คืนจนหมดแล้ว

 

4.ราคากลางการหล่อพระบรมราชานุสาวรีย์อยู่ที่ใด

ทั้งนี้ในคำฟ้องของผู้สื่อข่าวสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ขอให้ศาลปกครองสั่งให้ ทบ.เปิดเผย "ราคากลาง" การจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์บูรพกษัตริย์แห่งสยามจำนวน 7 พระองค์ อย่างไรก็ตาม ในเอกสารคำให้การของ ทบ. ทั้ง 10 หน้ากระดาษเอสี่ ไม่ได้พูดถึงข้อมูลดังกล่าวแต่อย่างใด

มีเพียงการอธิบายขั้นตอนการคัดเลือกโรงหล่อมาจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ดังที่กล่าวข้างต้น และชี้แจงถึงขั้นตอนการตรวจคุณสมบัติและคุณภาพโลหะสำริดที่ใช้ในการหล่อ ว่ามีคุณสมบัติของทองแดง 95% ทั้งจากเอกสารใบขนสินค้าของกรมศุลกากร และจากการเจาะชิ้นส่วนตัวอย่างนำไปตรวจสอบในแล็บโดยกรมยุทธโยธาทหารบก

ส่วนหน่วยงานสำคัญอย่าง ป.ป.ช. ที่ก่อนหน้านี้ เคยมีแหล่งข่าวป.ป.ช.ออกมายอมรับกับสื่อมวลชนบางแห่งว่าเหตุที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ 9:0 ยกคำร้องไม่ไต่สวนโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ เนื่องจากทาง ทบ. ได้ส่งราคากลางให้ตรวจสอบแล้วพบว่า ไม่มีความผิดปกติใดๆ แต่เหตุที่ไม่เปิดเผยราคากลางเนื่องจากกลัวสาธารณชนจะสับสน เพราะพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ แต่ละพระองค์ มีราคาไม่เท่ากัน ตามอิริยาบถที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ในคำให้การของ ทบ. ทาง ป.ป.ช. กลับส่งสำเนาแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นกระดาษเอสี่เพียง 1 แผ่น และไม่ให้รายละเอียดใดๆ ต่างกับของ สตง. โดยสิ้นเชิง

ทั้งนี้ สำนักงานศาลปกครองได้แจ้งผู้สื่อข่าวสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ให้ทำคำคัดค้านคำให้การของ ทบ. มาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับเอกสาร (คือไม่เกินวันที่ 9 ส.ค.2560) ซึ่งกรณีที่ไม่ประสงค์จะทำคำคัดค้าน แต่ประสงค์จะให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีต่อไป ให้แจ้งเป็นหนังสือให้ศาลทราบ มิฉะนั้น ศาลอาจสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

สำหรับกรณีโครงการอุทยานราชภักดิ์ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ได้ใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ยื่นขอข้อมูลจาก ทบ. ไปตั้งแต่ช่วงปลายเดือน พ.ย.2558 แต่ถึงปัจจุบัน ผ่านมากว่า 20 เดือน ก็ยังได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะเรื่องราคากลาง นำไปสู่การใช้สิทธิยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในท้ายที่สุด

 

ที่มา : ไทยพับลิกา : 24 กรกฎาคม 2560


 

ล้ำเส้น !

เจ้าคุณพลออกโรงอัดพงศ์พร

ทำเกินหน้าที่ ข้ามหน้า สมเด็จพระวันรัต

ในฐานะประธานบอร์ดการศึกษาสงฆ์ !

 

อา..ทำแบบนี้ ภาษาลูกทุ่งเขาเรียกว่า "ห้ามหัวผู้ใหญ่" ไม่ให้ความสำคัญ นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ทั้งๆ ที่โรงเรียนปริยัติทั่วประเทศนั้น ก็มีบอร์ดคอยกำกับดูแล แถมมี "สมเด็จพระวันรัต" วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธาน พงศ์พรนั้นมีตำแหน่งเป็น "รองประธาน" แสดงว่า "รองประธาน" ใหญ่กว่า "ประธาน" เป็นงั้นไป แต่ก็ไม่น่าจะผิดอะไรนะ เพราะว่า เจ้าคุณเอื้อน เจ้าคณะ กทม. ยังใหญ่กว่า มหาสายชล เจ้าคณะภาค 1 คนเขารู้กันทั้งบางกอก อีตอนจะเอาจะเป็น พวกนี้ก็อ้าง "คนนี้เหมาะสมที่สุด" พอเป็นแล้วไม่ทำงาน อ้างว่าถูกข้ามหน้าข้ามตาไปโน่น

ก็ถามว่า ข่าวเขาดังระเบิดเถิดเทิงมานานนับเดือน ประทานโทษเถิดครับ สมเด็จพระวันรัต ท่านไปจำวัดเข้าฌานอยู่สถานแห่งไหน ทำไมไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย ปล่อยให้ "พงศ์พร" ไล่ต้อนโรงเรียนปริยัติธรรม ภายใต้การกำกับดูแลของท่านได้อย่างไร ทำอะไรไม่เป็นก็นิมนต์ "ลาออก" ไปเสียสิครับ จะอยู่หาพระแสงอะไร

นี่ไงครับ ตัวจริงเสียงจริง มันฟ้องเห็นๆ ว่า คณะสงฆ์ไทยส่วนใหญ่ในเวลานี้ มีพระเข้าไปนั่งกินตำแหน่งเต็มไปหมด แต่ไม่มีใครทำงาน เกิดปัญหาศาสนาอะไรขึ้นมาก็เข้าฌานกันหมด ปล่อยให้พระเด็กๆ ออกมาเย้วๆ พวกสื่อก็เอาไปเขียนเย้ยหยันเล่นเป็นตัวตลก เจ้าคุณพล วัดสังเวช ถึงกับ..สังเวชใจ

 

 

สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร

ประธานบอร์ดโรงเรียนปริยัติธรรม

 

 

เจ้าคุณพล (พระราชวรมุนี) วัดสังเวช

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิโรงเรียนปริยัติธรรม

 

 

 

ติง พศ. ไม่มีอำนาจกำกับ-สั่งสอบ รร.ปริยัติธรรม

บอร์ดใหญ่การศึกษาสงฆ์ ติง พศ. ไม่มีอำนาจกำกับ ตรวจสอบ สั่งสอบ รร.ปริยัติธรรม ชี้ต้องผ่านบอร์ดใหญ่ที่มีสมเด็จพระวันรัต เป็นประธานพิจารณาก่อน แนะทบทวนอำนาจหน้าที่ตัวเอง พร้อมเสนออุดช่องโหว่ พศ.พิจารณางบอุดหนุนเองไม่ผ่านบอร์ดการศึกษาสงฆ์

จากการที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้ทำหนังสือแจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ดำเนินการตรวจสอบบัญชีรายรับ-รายจ่าย การลงบัญชีทะเบียนวัสดุ ครุภัณฑ์ ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนสามัญศึกษาทั่วประเทศนั้น วันนี้ ( 23 ก.ค.) พระราชวรมุนี (พล อาภากโร) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กล่าวว่า ทราบว่าทาง พศ. ได้ทำหนังสือให้ พศจ. ตรวจสอบการจัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย เนื่องจาก พบปัญหาเกี่ยวกับการทำบัญชีไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และการลงทะเบียนครุภัณฑ์ไม่เป็นระบบนั้น นับเป็นสิ่งที่ดีที่ พศ. จะส่งเสริมการทำงานของ รร.พระปริยัติธรรมให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น แต่ที่ผ่านมาการจัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย รวมถึงการลงบัญชีครุภัณฑ์ รร.พระปริยัติธรรมได้ทำอยู่แล้ว และมีการรายงาน พศจ. ทุกเดือน

พระราชวรมุนี กล่าวต่อไปว่า นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา รร.พระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมหาเถรสมาคม (มส.) โดยมีคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ที่มี สมเด็จพระวันรัต เป็นประธานคณะกรรมการฯ เป็นผู้มีอำนาจเต็มในการกำกับดูแล ส่วน พศ. มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุนเท่านั้น ไม่มีอำนาจในการจัดการศึกษา ดังนั้น การใช้อำนาจตรวจสอบ สั่งสอบ ควรได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมฯเสียก่อน จึงขอเสนอให้ทาง พศ. ดูบทบาทและข้อกฎหมายให้รอบคอบเสียก่อน ในขณะเดียวกัน การออกหนังสือให้ พศจ. ตรวจสอบบัญชีรายรับ รายจ่าย ก็ยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมฯ แต่อย่างใด

"
ขณะนี้ต้องทำความเข้าใจอำนาจหน้าที่ของ พศ. ให้ชัด เกี่ยวกับการดูแลโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา โดยปัจจุบัน ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นรองประธานคณะกรรมการศึกษาพระปริยัติธรรมฯ ซึ่งไม่มีอำนาจเต็มในการสั่งการหรือออกหนังสือที่จะสั่งตรวจสอบโรงเรียน เนื่องจากการสั่งการจะต้องผ่านมติการพิจารณาของบอร์ดใหญ่ที่มีสมเด็จพระวันรัต เป็นประธานก่อน แต่ในเรื่องการพิจารณางบประมาณในการอุดหนุนโรงเรียนนั้น นับตั้งแต่ปี2553 เป็นต้นมา กลับเป็นหน้าที่ของ พศ. ดำเนินการ โดยคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมฯ ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมแม้แต่น้อย แต่พอเกิดปัญหาเรื่องงบประมาณขึ้นทั้งที่เรื่องงบประมาณ พศ. ดูแลโดยตรง กลับผลักภาระมาให้โรงเรียนเป็นผู้รับผิดชอบแทน อย่างไรก็ตาม อาตมาอยากเสนอให้แก้ไขในส่วนช่องโหว่นี้ด้วย หากพิจารณางบประมาณไม่ใช่ พศ. ดำเนินการเองทั้งหมด ควรรับฟังข้อคิดเห็นของบอร์ดใหญ่ด้วย" ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าว        

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประกาศมหาเถรสมาคม ว่าด้วยโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา พ.ศ. 2553 ในหมวดที่ 4 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่กำกับดูแล รร.พระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ไว้ดังนี้ ข้อ 13 ให้มีกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เพื่อส่งเสริม สนับสนุน นิเทศ ติดตาม การจัดการศึกษาของโรงเรียนภายในกลุ่มการกำหนดขนาด อำนาจหน้าที่ จำนวนบุคลากร หลักเกณฑ์ วิธีการหรือเงื่อนไขอื่นใด ของกลุ่มโรงเรียน ให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการ  ข้อ 14 ให้มีคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ประกอบด้วย ประธานกรรมการ มส. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานกรรมการ ผอ.พศ. เป็นรองประธานกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกิน 4 รูป/คน เลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง เลขานุการแม่กองธรรมสนามหลวง อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ประธานกลุ่มโรงเรียน จำนวน 5 รูป ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการสภาการศึกษา ผอ.สำนักงบประมาณ รอง ผอ.พศ. ที่กำกับดูแลกองพุทธศาสนศึกษา ผอ.พศจ. จำนวน 4 คน เป็นกรรมการ ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการ  มีวาระคราวละ 4 ปี  การแต่งตั้งคณะกรรมการ ให้ พศ. เสนอ มส. แต่งตั้ง

ข้อ 15 คณะกรรมการ มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) กำหนดนโยบาย มาตรฐานและแผนการจัดการศึกษาโรงเรียน (2) ให้คำแนะนำ ส่งเสริมการจัดการศึกษาและการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษา (3) ให้ความเห็นชอบในการจัดตั้ง ขยายชั้นเรียน ยุบรวม เลิกดำเนินการโรงเรียน (4) พิจารณาวินิจฉัยคำร้องทุกข์ (5) พิจารณาวินิจฉัย ขี้ขาดปัญหาข้อขัดข้องอื่นใดในการปฏิบัติตามประกาศนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ถือเป็นข้อยุติ (6) ออกระเบียบ คำสั่ง ประกาศ เกี่ยวกับการจัดการศึกษาและการบริหารบุคลากรของโรงเรียน กลุ่มโรงเรียน (7) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการตามที่เห็นสมควร

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ได้พยายามติดต่อขอสัมภาษณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. แต่ปรากฏว่า ไม่รับโทรศัพท์แต่อย่างใด

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 24 กรกฎาคม 2560


 

พูดน้อย ต่อยหนัก !

 

พงศ์พรปรับบุคลิกใหม่

ไม่รับโทรศัพท์ แต่ส่งหนังสือถึง พศจ. ทั่วประเทศ

ให้ตรวจบัญชีโรงเรียนปริยัติธรรมทุกแห่ง !

 

อา..แน่เสียยิ่งกว่าแน่อีกน้อง น้องนะซีพี่กลัวไม่แน่ บอกแล้วไงว่า คนชื่อ "พงศ์พร" นั้น เป็นคนจริง พูดจริง ทำจริง และแน่จริง ไม่งั้นไม่นั่ง "ม.44" มาลงที่พุทธมณฑลหรอก ไม่ให้พูดก็ไม่เป็นไร เพราะท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า "ให้ทำงานไป" แสดงว่าถึงไม่ไฟเขียว แต่ก็ไม่แดง ยังเหลืองและไปได้อยู่ ใครฝ่าไฟแดงก่อนโน่นแหละ ผิดกฎจราจร แต่ตอนนี้ อำนาจยังอยู่ในมือของ "พงศ์พร" จะใช้ตรวจสอบวัดวาอารามและพระสงฆ์องค์เณรรูปไหนก็ได้ สอบแบบเอิกเกริกไม่ได้ ก็สอบแบบลับๆ ถ้าผิดก็ผิดเหมือนกัน ขอเพียงไม่โดนย้ายไปก่อน ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม

แต่ก็อย่างว่านั่นแหละนะ โบราณว่า "แก้วร้าวแล้ว ยากจะประสานให้ดีดังเดิม" กรณี "แก้วใจ" ระหว่าง "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอพศ." กับ "พระสังฆาธิการทั่วประเทศ" ซึ่งร้าวรานยิ่งกว่าทุ่งกุลาร้องไห้ในหน้าแล้ง ถึงกับพระสังฆาธิการประกาศ "คว่ำบาตร ผอ.พศ." แบบว่าไม่เคยมีมาก่อน ไม่ยอมแม้แต่จะให้เข้าไปในเขตวัด ขึ้นป้ายไม่ยินดีต้อนรับ "เลขาธิการมหาเถรสมาคม" เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ มันก็เป็นเรื่องประหลาดเหลือเชื่อเหลือเกินว่า เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เพราะแต่ไหนแต่ไรมานั้น สำนักพุทธฯ ก็คือแขนขาของพระสังฆาธิการ แต่เมื่อแขนขาถูกตัดทิ้ง แล้วจะทำงานต่อไปได้อย่างไร

มองสองด้าน ด้านหนึ่ง มหาเถรสมาคม ซึ่งมีพระสังฆาธิการเป็นกำลังกระจายอยู่ในวัดทั่วประเทศ ก็ต้องเกรงใจพระสังฆาธิการ หาไม่จะปกครองใคร ดังนั้น เมื่อพระสังฆาธิการเคลื่อนไหว มหาเถรสมาคมก็ทำอะไรไม่ได้ จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ต้องนิ่งเป็นพระประธานอย่างเดียว

อีกด้านหนึ่ง นายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้ลงทุน "เชิญ" คุณพงศ์พร มาเป็น ผอ.สำนักพุทธฯ โดยใช้ ม.44 ถือว่าเป็นภูมิคุ้มกันอันสูงสุดเหนือรัฐธรรมนูญ เพื่อภารกิจพิเศษ ดังนั้น เมื่อเชิญเขามา ก็ต้องเกรงใจเขา จะตัดหางปล่อยวัดมันก็เสียความเป็นผู้นำ

แต่อย่าลืมว่า ภารกิจแรกของพงศ์พรก็คือ กำราบธรรมกาย แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ จำใจต้องยกเลิก ม.44 ที่วัดพระธรรมกาย แถมธัมมชโยก็หายต๋อม หาตัวไม่เจอจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ นั่นก็เป็นร่องรอยให้ทางฝ่ายตรงข้ามมองเห็นแล้วว่า ลำพังวัดพระธรรมกาย รัฐบาลก็ยังไม่สามารถจะปิดล้อมให้จนตรอก แล้วถ้าไปเล่นวัดทั่วประเทศ นอกจากพระสังฆาธิการจะไม่จนตรอกแล้ว รัฐบาลนั่นเองที่อาจจะเพลี่ยงพล้ำ ถูกล้อมกรอบเสียเอง แถมคะแนนนิยมของรัฐบาลในหมู่สงฆ์ ก็ลดลงฮวบฮาบ ถ้าเปิดเลือกตั้งพรุ่งนี้ ต่อให้มี ม.88 ก็สู้ "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" ไม่ได้

รัฐบาลอาจจะฉลาด มุ่งกวาดล้างการทุจริตคอรัปชั่น ทั้งในวงราชการและศาสนา แต่ทว่า ถ้าใช้แต่อำนาจกำราบปราบปรามอย่างเดียว โดยไม่สนับสนุนส่งเสริมกันเลยนั้น ถือว่าขาดความเฉลียว เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง สิ่งที่บริสุทธิ์เกินไป ย่อมจะไม่สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งอื่นได้

ในทางรัฐประศาสนศาสตร์นั้น "มวลชน" ถือว่าเป็นกองกำลังสูงสุด ยิ่งกว่ากำลังทางทหาร ที่ผู้มีอำนาจต้องเข้าไปยึดกุมไว้ให้ได้ ไม่งั้นจะปกครองบ้านเมืองไม่ได้ เมื่อรัฐบาลเข้าไปทลาย "วัดพระธรรมกาย" ซึ่งเป็นแหล่งผลประโยชน์ใหญ่ของพระสงฆ์ไทยแล้ว ตามหลักการก็ควรเข้าไป "ดูแล" พระสงฆ์เหล่านั้นแทน แต่กลับไม่ นอกจากจะไม่ดูแลแล้ว รัฐบาลยังเดินหน้า "ไล่ต้อน" พระสังฆาธิการทั่วประเทศ ให้จนตรอก ด้วยการตั้งข้อกล่าวหานานาประการ จะเอากันถึงคุกถึงตะราง แบบนี้ใครจะสนับสนุนคุณ ถึงจะสามารถ "ตั้งสังฆราชได้" แต่ไม่สามารถ "ตั้งพระสังฆาธิการได้" มันก็ไร้ความหมาย ยึดอำนาจการปกครองได้ทั้งที แต่ยึดใจคนไม่ได้ มันน่าเสียดายนัก เพราะอีกไม่กี่เพลา รัฐบาล คสช. ก็ต้องโบกมือลาแล้ว ลงจากเก้าอี้วันไหน น่าจะมีพระ "ชะยันโต" ส่งทั่วประเทศ ขอส่งบทกลอนเมืองเหนือถึง "สุนทรตู่" ว่า "อู้หื้อเปิ้นฮัก ยากนักจักหวัง อู้หื้อเปิ้นจัง กำเดียวก่อได้" แปลว่าอะไร ถ้าไม่เข้าใจ ก็เชิญไปถาม "สุนทรพิพิธ" ที่วัดสุทัศน์นะ เจริญพร

 

 

พงศ์พรสั่ง พศจ. ตรวจเงินอุดหนุน ร.ร.ปริยัติฯทั่วประเทศ

"พงศ์พร" สั่ง พศจ. ตรวจยิบเงินอุดหนุน ร.ร.พระปริยัติธรรมฯ หลังพบทำบัญชีรับ-จ่าย ไม่เป็นระบบ ขณะที่ประธานกลุ่ม ร.ร. งง พศ.จะตรวจอะไร ชี้รายงานค่าใช้จ่าย พศจ. ทุกเดือนอยู่แล้ว 

วันนี้ (22 ก.ค.) พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้ลงนามในหนังสือ เรื่องการจัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย การลงบัญชีทะเบียนวัสดุ ครุภัณฑ์ การจัดเก็บเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเบิกจ่ายของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนสามัญศึกษา ถึง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ทั่วประเทศ โดยข้อความในหนังสือดังกล่าวระบุว่า ด้วย พศ. โดยกองพุทธศาสนศึกษา มีอำนาจหน้าที่ ส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการควบคุม ดูแลการจัดการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ให้มีคุณภาพมาตรฐาน ซึ่ง พศ.ได้มีการอุดหนุนงบประมาณจัดการศึกษาให้แก่โรงเรียนเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ค่าภัตตาหาร ค่าไตรจีวร ค่าเครื่องใช้ส่วนตัวสำหรับพระภิกษุสามเณร ค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าหนังสือเรียน และค่าตอบแทนครู ซึ่งที่ผ่านมาในการจัดการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา พบว่า มีปัญหาเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย ที่ไม่เป็นไปตามรูปแบบมาตรฐานของหลักการทำบัญชี การลงบัญชี หรือทะเบียนวัสดุ ครุภัณฑ์ ยังไม่เป็นระบบหรือรูปแบบมาตรฐานของทางราชการ รวมไปถึงการจัดเก็บเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน

พศ. พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การจัดการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เป็นไปอย่างมีคุณภาพ และในฐานะที่ พศจ.เป็นผู้มีหน้าที่ ส่งเสริม สนับสนุน การจัดการศึกษา รวมทั้งดูแลและควบคุมมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัด จึงขอให้เข้าไปกำกับดูแล ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย การลงบัญชีทะเบียนวัสดุ ครุภัณฑ์ การจัดเก็บหลักฐานเกี่ยวกับการเบิก-จ่าย พร้อมทั้งให้รายงานผลมาภายในวันที่ 31 ส.ค. 2560 เพื่อกองพุทธศาสนศึกษาจะได้นำมาเป็นฐานข้อมูลพัฒนาคุณภาพโรงเรียนต่อไป

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าว ได้พยายามโทรศัพท์ไปสอบถามเกี่ยวกับหนังสือดังกล่าวกับ พ.ต.ท.พงศ์พร แต่พ.ต.ท.พงศ์พร ไม่รับโทรศัพท์แต่อย่างใด

พระครูปริยัติวีราภรณ์ ประธานกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กลุ่ม 9 กล่าวว่า เท่าที่ดูรายละเอียดของหนังสือดังกล่าว ที่ให้รายงานเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ทาง พศ.อุดหนุนมานั้น ทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่ายที่รวมอยู่ในงบฯรายหัวของนักเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาทั้งหมด ซึ่งการที่ พศ.มีหนังสือแจ้งมาในลักษณะดังกล่าว ถือว่าเป็นครั้งแรก เพราะโดยปกติแต่ละโรงเรียนจะมีการรายงานไปยัง พศจ. อยู่แล้วเป็นประจำทุกเดือน ว่ามีการนำงบฯอุดหนุนไปใช้จ่ายอะไรไปบ้าง
 
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวัน 29 มิ.ย. พ.ต.ท.พงศ์พร ได้เคยทำหนังสือแจ้งไปยัง พศจ. และกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ทั่วประเทศแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อขอให้แจ้งยอดนักเรียนที่แท้จริง โดยในหนังสือระบุว่า พศ. ได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีบางโรงเรียนแจ้งยอดนักเรียนเกินจริง จนทำให้ประธานกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เตรียมนัดรวมตัวกันเพื่อเข้าพบพ.ต.ท.พงศ์พร เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมท้าให้ พศ. เข้ามาตรวจสอบ โดยหากไม่พบว่ามีการแจ้งยอดนักเรียนเกินจริงตามที่ พศ. ระบุมา ทาง พศ. จะต้องให้งบฯอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เพิ่มจากเดิมด้วย  

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 23 กรกฎาคม 2560

 

แซมเปิ้ล !

ปปช. ชงสอบ 3 บิ๊ก พศ.

มูลทุจริตเงินทอนวัดพนัญเชิง 20 ล้าน

แต่ยังไม่ถึงคิวพระ !

 

อา..คราวนี้ ปปช. เพิ่มตัวละครเข้ามาอีกหนึ่งพระหน่อ ก็ได้แก่ "พนม ศรศิลป์" อดีต ผอ.พศ. ที่ถูก ม.44 เด้งไปนั่งตบยุงอยูที่สำนักนายก พร้อมๆ กับการมาของ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" นั่นไง นึกว่าไปแล้วจะรอด แต่คราวนี้พนมไม่รอด ส่วน "นพรัตน์" กับ "เจ๊นอม" นั้น ถือว่าเป็นดาราหลักในมหากาพย์ "ทอนเงินวัด" อันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ขาดสองชื่อนี้ไปก็ยิ่งกว่าคำชะโนดขาดพญานาค

 

 

 

3 บิ๊ก พศ.

ประนอม : นพรัตน์ : พนม

 

 

ป.ป.ช. ตั้งอนุสอบบิ๊ก พศ. เอี่ยวเงินทอนวัดพนัญเชิง 20 ล้าน

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน กรณีทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัดพนัญเชิง จังหวัดอยุธยา โดยนายสรรเสริญกล่าวว่า หลังจากที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.ตร.) ส่งสำนวน "คดีทุจริตเงินทอนวัด" มาให้ ป.ป.ช. ทาง ป.ป.ช. ได้แต่งตั้งคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริง จากนั้นได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. และเนื่องจากหลักฐานกรณีของวัดพนัญเชิงค่อนข้างชัดเจน คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน กรณีการทุจริตเบิกจ่ายเงินงบประมาณในการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีผู้ถูกกล่าวหาเป็นอดีตผู้บริหารระดับสูงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) 3 ราย คือ

นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตผู้อำนวยการ พศ.

นายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการ พศ.

และ น.ส.ประนอม คงพิกุล รองผู้อำนวยการ พศ.

พบหลักฐานการมีส่วนร่วมในการเบิกจ่ายงบประมาณในการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพนัญเชิญ ในปีงบประมาณ 2557 และ 2558 มูลค่าความเสียหาย 20 ล้านบาท หลังจากนี้ ป.ป.ช. ทำหนังสือแจ้งคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนส่งไปให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คน รับทราบต่อไป ส่วนคดีที่ ปปป.ตร. ส่งมาให้อีก 11 คดี นั้น อยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริง เพื่อส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนต่อไป

ต่อข้อซักถามที่ว่า คดีนี้มีพระเกี่ยวข้องหรือไม่ นายสรรเสริญกล่าวว่า สำนวนคดีที่ ปปป.ตร. ส่งมาที่ ป.ป.ช. มีเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิด ไม่ได้กล่าวหาพระ แต่ถ้าวัดมีส่วนรู้เห็น ทาง ป.ป.ช. ต้องเชิญพระและเจ้าหน้าที่ของวัดมาเป็นพยาน

 

ที่มา : ไทยพับลิกา : 22 กรกฎาคม 2560

 

พงศ์พรชิ่ง !

งดเข้าประชุม มส. กะทันหัน

อ้างมีงานสำคัญเร่งด่วน !

 

อา..คนระดับ ผอ.พศ. ซึ่งมีตำแหน่งเป็น "เลขาธิการ" มหาเถรสมาคม ด้วยนั้น ถือว่าเหนือกว่าอธิบดี ถ้าจะมี "ธุระสำคัญด่วน" ไม่สามารถเข้าประชุม มส. ซึ่งมีเพียงเดือนละ 3 ครั้งได้ ก็ต้องเป็นเพราะสาเหตุเหล่านี้ ได้แก่

 

1. ป่วยกะทันหัน ต้องไปหาหมอ รอไม่ได้

2. มีงานสำคัญเกี่ยวกับเจ้านายในระดับกระทรวงหรือสูงกว่านั้น

3. มีงานสำคัญเกี่ยวกับราชสำนัก หรือเชื้อพระวงศ์

 

นอกจาก 3 สาเหตุเหล่านี้แล้ว หามีเหตุสำคัญอันใดไม่ นอกจาก..ความไม่สบายใจ ที่ต้องไปพบ "เจ้าคุณเอื้อน" กรรมการมหาเถรสมาคม ที่มีข่าวว่า ได้ฝากคำตำหนิไปถึง ผอ.พศ. ว่าทำให้วัดวาอารามเสื่อมเสีย ไม่ช่วยแล้วยังซ้ำเติม และเจ้าคุณเอื้อนก็เป็น "เจ้านาย" ของเจ้าคุณพิพิธ-วัดสุทัศน์ ที่อ้างเอาใบปลิวของพระสังฆาธิการทั่วโลก จะขับไล่คุณพงศ์พร ให้พ้นจากพุทธมณฑล หรืออย่างน้อยก็คว่ำบาตร ไม่เชิญไปร่วมงาน และไม่ไปร่วมงานกับสำนักพุทธฯ รวมทั้งไม่รับเงินหรือทองของสำนักพุทธฯ ที่จะถวายวัดต่างๆ ต่อไปอีกด้วย แต่ละรายการพระคุณเจ้า "จัดหนัก" ทั้งนั้น

เรื่องร้อนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาการันตี "พงศ์พร" ว่าเป็นคนดี ทำงานดี ยังไม่มีสาเหตุให้ต้องย้าย แต่ก็ขอให้ "ทำงานช้าลง" โดยเฉพาะ "ปาก" ขอให้พูดน้อยๆ อย่าพูดมากปากไว เดี๋ยวงานใหญ่จะเสีย ดูสิ ขนาดบิ๊กตู่ซึ่งเป็นนายก "ปากไว" เป็นรองแค่ "สมัคร สุนทรเวช" แต่เรื่องด่านักข่าวนั้นไม่เป็นสองรองใคร ยังบอกพงศ์พร "ใจเย็นๆ" เป็นใครไม่เก๊กซิม

ครั้นเมื่อกระแสข่าวกระจายไปในสังคมแล้ว ก็กลายเป็นแรงกดดัน "พงศ์พร" อย่างหนัก มองหน้าลูกเมียแล้วเหนื่อยใจ ไปเหลาไปบาร์ไม่ได้มันไม่เป็นไร แต่ไปวัดไปวาไม่ได้นี่สิ มันคับอกคับใจ ทำงานแล้วเปลืองตัว คนรอบข้างก็พลอยไม่สบายใจไปด้วย พงศ์พรเลยถึงกับ..ถอดใจ

แต่เหรียญมี 2 ด้านเสมอ อีกด้านหนึ่งนั้น ท่านเจ้าคุณเอื้อน และกรรมการ มส. ที่ไม่แฮปปี้กับพงศ์พร ก็คงประชุมด้วยความสบายใจ ไม่อึดอัด ก็เอาคนที่มีภาวะทางใจมานั่งร่วมห้องประชุมเดียวกัน มันจะสบายได้อย่างไร บางรูปเลยคิดว่า "ดีแล้ว ที่พงศ์พรไม่มา อยากให้ลาตลอดไปด้วยซ้ำ" เห็นไหม ไปไกลนะ ใจคน !

 

 

MISSING !

 

 

มส.ไฟเขียวสมาร์ทการ์ดพระ มอบ คกก.ปฏิรูปฯ สรุปขอบเขตข้อมูล

มส.ไฟเขียว 'สมาร์ทการ์ดพระมอบ คกก.ปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ฝ่ายการปกครอง พิจารณารายละเอียด ควรนำข้อมูลเรื่องใดบ้างบรรจุลงบัตร โดยให้สรุปนำเสนอที่ประชุม มส.ครั้งต่อไป ด้าน 'พงศ์พร' ไม่ร่วมประชุม มส. แจ้งติดประชุมด่วน...

วันที่ 20 ก.ค. ที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม มีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) โดยไม่พบ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะเลขาธิการ มส. เข้าร่วมประชุม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ พ.ต.ท.พงศ์พร มารับตำแหน่ง ผอ.พศ. ที่โดยปกติแล้ว พ.ต.ท.พงศ์พร จะเข้าร่วมประชุม มส. และร่วมแถลงข่าวผลการประชุม มส.ทุกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการประชุม นายประดับ โพธิกาญจนวัตร ผอ.สำนักงานพุทธมณฑล ในฐานะโฆษก พศ. แถลงข่าวว่า การประชุม มส.ครั้งนี้ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงลาการประชุม และทรงมอบให้สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานการประชุม

ขณะที่ พ.ต.ท.พงศ์พร แจ้งว่า มีการประชุมสำคัญด่วน แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นที่ใด และได้มอบให้นายกนก แสนประเสริฐ รอง ผอ.พศ.เข้าประชุมแทน ทั้งนี้ มส.ไม่ได้มีการแสดงความเห็นเรื่องปัญหาการทุจริตเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัด แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่า คณะสงฆ์โดยภาพรวมมีความเป็นห่วง และรับทราบข่าวโดยตลอด ซึ่งในส่วนของ พศ. ก็ได้ตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว

ขณะเดียวกัน คณะสงฆ์ยังมีความเป็นห่วงกรณีที่มีบางสื่อเสนอไปว่า กองทุนวัดช่วยวัด ไม่มีหลักเกณฑ์เบิกจ่าย ทั้งพระยังสามารถใช้ได้ตามอำเภอใจนั้น ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะกองทุนวัดช่วยวัด ตั้งขึ้นโดยคณะสงฆ์ระดมทุนกันเอง ไม่ได้มีการขอรับบริจาค อีกทั้งการจะนำเงินกองทุนนี้ไปใช้ต้องผ่านการพิจารณาจาก มส.ก่อน ไม่ใช่ว่าใครจะนำเงินออกไปใช้ตามอำเภอใจได้

นายบุญเชิด กิตติธรางกูร ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม กล่าวว่า ได้มีการนำเรื่องการจัดทำบัตรสมาร์ทการ์ดพระ เข้าหารือในที่ประชุม มส. โดย มส. อนุโมทนาที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และมีมติมอบให้คณะกรรมการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ฝ่ายการปกครอง ซึ่งมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธาน ไปพิจารณาว่าจะต้องมีรายละเอียดของพระเณรในเรื่องใดบ้าง ที่จะนำมาบรรจุลงในบัตรดังกล่าว ทั้งให้พิจารณาด้วยว่า พระสังฆาธิการระดับใดบ้างที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ และให้สรุปนำเสนอที่ประชุม มส. ครั้งต่อไป

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 21 กรกฎาคม 2560

 

ภาพเณรคำถึงกรุงเทพจากสื่อทุกสำนัก !

 















 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
20 กรกฎาคม 2560

 

ไม่รู้มาก่อน !

วิษณุ เครืองาม ตอบนักข่าว

กรณีพระพยอมปูดเรื่องซื้อตำแหน่งในวงการสงฆ์

 

อา..ถ้าเรื่องนี้เป็นจริงก็ยิ่งกว่าเณรคำ เพราะการปกครองทางพระนั้น ถือเป็นของที่บริสุทธิ์อยู่เหนือโลก เพราะปกครองผู้ทรงศีล แต่กลับมีการ "วิ่งเต้น-ซื้อขาย" เหมือนวัวเหมือนควายในตลาด ใครทำมันก็คือมารศาสนา ยิ่งกว่าโกงเงินโกงทองของสงฆ์ แต่ว่า คนที่จะซื้อขายตำแหน่งในระดับสูงได้นั้น ก็ต้องมีระดับเช่นเดียวกัน ก็ระดับเจ้าคุณนั่นแหละฮ่ะ ก็แปลว่า ในบรรดาพระราชาคณะที่มีอยู่ร่วมๆ 1000 ตำแหน่งในปัจจุบันนั้น มีจำนวนหนึ่งเป็นเจ้าคุณประเภท "วิ่งเต้นเส้นสาย" ได้มาเพราะเงิน แต่ของอย่างนี้จะไปโทษ "คนวิ่ง" เพียงฝ่ายเดียวก็คงไม่ถูก เพราะถ้าวิ่งแล้วไม่มีใครรับ มันก็ไม่สำเร็จ แต่กระบวนการพิจารณา "ตำแหน่งและสมณศักดิ์" ของพระในทุกวันนี้ "มันมีโควต้า" มิใช่ได้มาเพราะผลงาน แถมทั้งรัฐบาล ทั้งราชสำนัก ก็เชื่อใจมหาเถรสมาคมทุกอย่าง ทำบัญชีอะไรมาก็ "ผ่าน" ไปถึงในวัง แล้วจะมาโทษคนวิ่งเต้นฝ่ายเดียวมันก็คงไม่ถูก เหมือนค้ายาเสพติดนั่นแหละ ถ้าไม่มีตลาดรองรับ รับรองว่าไม่มีคนขาย ดังนั้น ถ้าจะจับคนขาย ก็ต้องเอาผิดคนซื้อด้วย

ดังนั้น กรณีนี้ อาจารย์พยอม ต้องนำข้อมูลไปให้แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จะพูดลอยๆ ไม่ได้ เพราะถ้าพูดลอยๆ ก็จะถือว่า "ทำลายวงการสงฆ์" คงต้องพิจารณาโทษกันทางสาธารณะ แต่ถ้ามีข้อมูลจริง และสามารถนำสืบได้ว่ามีพระทำผิดจริง ก็ต้องให้เครดิตแก่พระพยอมว่าช่วยชำระสะสางวงการสงฆ์ จะสร้างสรรค์หรือทำลาย ก็ต้องอยู่ที่กระบวนการทำงาน มิใช่ใช้ปากทำงานอย่างเดียว

ว่าแต่ "คุณพงศ์พร" คงเหนื่อยอีกรอบ แค่ตรวจเงินทอนก็อ่วมอรทัยแล้ว นี่พระพยอมยังเอาเรื่อง "ซื้อขายตำแหน่ง" ซึ่งพัวพันถึงกรรมการ มส. มาให้ทำอีก ถ้าทำงานไม่รัดกุม นอกจากพระสังฆาธิการจะไม่ให้เข้าวัดแล้ว เผลอๆ กรรมการ มส. จะไม่ยอมให้เข้าประชุม มส. อีกด้วย

 

 

 

พระพยอม กัลยาโณ

เปลี่ยนแนว จาก..สายเทศน์ สู่..สายแฉ

 

"วิษณุ" ไม่รู้ปมซื้อขายตำแหน่งพระ ชี้ พศ.รับผิดชอบอยู่แล้ว

นายวิษณุ เครืองาม ให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม กรณีที่ พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลญาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว เปิดเผยถึงการซื้อขายตำแหน่งพระสงฆ์ ตั้งแต่ตำแหน่งเจ้าคณะตำบลถึงเจ้าคณะภาคว่า ไม่ได้ข่าวเรื่องนี้มาก่อน จึงตอบไม่ถูก และหากเกิดขึ้นจริง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะเจ้าของเรื่อง คงรับผิดชอบดูแลในเรื่องนี้อยู่แล้ว

 

ที่มา : มติชน : 20 กรกฎาคม 2560

 

ท้าเปิดหน้า !

พุทธะอิสระท้าพระสังฆาธิการทั่วประเทศ

เปิดหน้ามาสู้กัน ไม่งั้นก็เป็นองค์กรเถื่อน

 

อา..เปิดได้ไงคะ ไอ้ที่เขาออกใบปลิวเปล่าๆ โดยไม่ใส่ชื่อใครเลยนั้น ก็เพราะไม่อยากเปิด ไม่งั้นรับรองว่าชื่อยาวเป็นไมล์ แต่ถึงไม่เห็นหน้า พุทธะอิสระก็ยอมรับว่า "มีพระสังฆาธิการต่อต้าน ผอ.พศ.จริง" ไม่งั้นท่านนายกรัฐมนตรีคงไม่ออกมาปรามคุณพงศ์พรหรอก ส่วนเจ้าคุณพิพิธนั้น ถ้าไม่มีเสียงหนุนแน่นจริงๆ คงไม่กล้าออกมาเดี่ยวไมโครโฟนหรอก มันเสี่ยงจะตาย

แต่ก็แปลกนะ องค์กรเถื่อน เอ๊ย องค์กรพระสังฆาธิการแห่งประเทศไทยนี่ก็แลปก พงศ์พรพูดไม่กี่วัน พ่อรวมกันบอยคอต แต่พุทธะอิสระเกะกะระรานมานานนม โดนกันตั้งแต่ระดับ "ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" ไปยังหางแถว กลับไม่มีพระสังฆาธิการรูปไหน "กล้า" นำหน้า คว่ำบาตรพุทธะอิสระเลย  มหาโชว์พอได้เจ้าคุณแล้วก็เงียบ เจ้าคุณประสารก็เก็บตัว เจ้าคุณเบอร์ลินก็จำศีล ฯลฯ ยิ่งพวกวัดปากน้ำยิ่งไม่ต้องพูดถึง ถูกพุทธะอิสระเหยียบจมูกก็ยังเฉย ปล่อยให้พุทธะอิสระต่อยฟรี กินฟรี นี่ก็แปลก

นะครับท่านเจ้าคุณสุนทร แต่งกลอนเก่งแล้ว ถ้าแน่จริงก็ "ชน" พุทธะอิสระให้ตกขอบไปเลย จะได้รู้หมู่หรือจ่า หรือว่าท่านเป็นองค์กรเถื่อน ดังพุทธะอิสระว่าไว้จริงๆ !

 

 

บุพเพอาละวาด !

 

 

ใบปลิวองค์กรเถื่อนมาอีกแล้วจ้า
19 กรกฎาคม 2560

 

ที่พุทธะอิสระว่าใบปลิวองค์กรเถื่อน ก็เพราะไม่ลงชื่อผู้แถลงการณ์ หรือตัวแทนของผู้แถลงการณ์

ไม่มีที่ตั้ง
ไม่มีรายนามขอสมาชิกผู้ร่วมจัดตั้ง
ไม่มีการจดทะเบียนจัดตั้ง
ไม่มีนามผู้จดทะเบียนจัดตั้ง
ไม่มีผู้รับผิดชอบโดยตรง ตามระเบียบการขออนุญาตจดทะเบียนแจ้งจดองค์กร

เมื่อไม่มีที่มาที่ไป ถือว่าเป็นใบปลิวเถื่อน

คุณพงศ์พร พรหมาเสน่ห์ ก็อย่าไปให้ราคา

เดินหน้าทำหน้าที่เก็บกวาดล้างสิ่งชั่วร้ายที่เกิดขึ้นกับสำนักพุทธและสังฆมณฑลให้สิ้นซาก

หากท่าน ผอ.สำนักพุทธ สามารถกำจัดเรื่องทุจริตนี้ได้ ถือว่าเป็นดัชนีชี้วัดว่ารัฐบาล คสช. เอาจริงกับการทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นในทุกวงการได้จริงอย่างที่พูด

พุทธบริษัทจะสาธุอนุโมทนา ในความกล้าหาญของท่าน ผอ.สำนักพุทธ และรัฐบาล คสช. อย่างยิ่ง

ถือว่านี่คือการทำบุญให้แก่พระพุทธศาสนาและแผ่นดินไทย

พวกเราพร้อมเป็นกำลังเสริมให้กำลังใจท่าน ผอ.สำนักพุทธ

แม้จะมีนักบวชบางรูปที่พัวพันการทุจริต แสดงความไม่พอใจในการทำหน้าที่ของท่าน แต่ยังมีพระเณรและพุทธบริษัทอีกจำนวนมากที่เห็นด้วยกับการเข้ามากวาดล้างความโสโครกในดงขมิ้นและสำนักพุทธ

พวกเราพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างท่านเพื่อให้ได้ทำหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเต็มที่

หากรัฐบาล คสช. ยังไม่สามารถกำจัดเห็บพระพุทธศาสนาพวกนี้ออกไปได้ ต่อไปคงจะหวังพึ่งรัฐบาลประชาธิปไตยคงจะยาก เพราะพวกเขาจะอ้างสิทธิ์เข้ามาโกงกินได้โดยไม่มีใครว่า


ส่วนองค์กรพระสังฆาธิการเถื่อนที่ออกแถลงการณ์คว่ำบาตร ผอ.สำนักพุทธนั้น

เขาช่างไม่รู้สึกอะไรเลยหรือที่เงินงบประมาณของแผ่นดินที่รัฐจัดจ่ายให้สำนักพุทธเพื่อไปอุดหนุนวัดยากจน

แต่กลับไปกองอยู่กับวัดใหญ่ๆ ที่มีกรรมการมหาเถรสมาคมและพระราชาคณะเป็นเจ้าอาวาส ดันกลายเป็นวัดอยากจนขึ้นมา

ถึงขนาดวัดที่มีผู้จองกฐินล่วงหน้าเป็นร้อยปีอย่าง วัดปากน้ำ ยังได้เงินอุดหนุนจากสำนักพุทธถึง 79,348,560 บาท ตั้งแต่ปี 56-58

วัดสระเกศ ที่มีรายได้จากนักท่องเที่ยวทุกวัน เดือนหนึ่งได้ไม่ต่ำกว่าล้าน ยังได้เงินอุดหนุนถึง 132,269,000 บาท ตั้งแต่ปี 56-58 นี่ก็ผลงานของรัฐบาลประชาธิปไตย

วัดพิชยญาติ ที่เป็นวัดเจ้าคณะหนกลาง ร่ำรวยหรูหราอยู่ห้องแอร์ พื้นปูพรหม ภายใน 3 ปี ยังได้เงินอุดหนุนถึง 68,320,200 บาท

ที่เหลือวัดที่ได้รับงบอุดหนุนตั้งแต่ปี 56 จนถึง 59 ส่วนใหญ่ก็เป็นเครือข่ายของพวกลัทธิธรรมกายทั้งนั้น

นี่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดว่าแต่ละวัดได้จ่ายเงินทอนไปเท่าไหร่นะ


อยากถามพวกองค์กรพระสังฆาธิการว่า วัดในประเทศนี้ ไม่มีเส้น ที่ยากจน เขามีสิทธิที่จะได้รับเงินอุดหนุนจากสำนักพุทธบ้างไหม?

หรือเงินอุดหนุนของสำนักพุทธ ต้องถูกผูกขาดเฉพาะวัดที่มีเส้นและพวกวัดเครือข่ายธรรมกายเท่านั้น

ความเที่ยงธรรมมันอยู่ที่ไหน การจัดสรรงบอุดหนุนที่เหมาะสมเป็นธรรม ตามความจำเป็นมันอยู่ไหน

เมื่อผู้ปกครองมีความละโมบ ไม่รู้จักเผื่อแผ่ให้กับผู้ใต้ปกครอง แล้ววัดต่างๆ เขาจะมีผู้ปกครองไปทำไม

ส่วนพวกที่ใช้นามว่าองค์กรพระสังฆาธิการนั้น อยากถามว่ามีพระสังฆาธิการกี่รูปที่เป็นสมาชิก

พระสังฆาธิการเหล่านั้นเป็นพวกเดียวกับที่รับเงินอุดหนุนวัดหรือเปล่า

แน่จริงก็ลองเปิดเผยรายชื่อวัดที่เป็นสมาชิกมาดูหน่อย

อย่าทำเป็นอีแอบ อ้างมั่วไปเรื่อย

ประชาชนเขาจะได้จัดได้ถูกคน ถูกฝา ถูกตัว ถูกวัด

จะได้รู้กันไปเลยว่าเจ้าอาวาสวัดไหนลงชื่อคว่ำบาตรต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่เขาทำตามกฎหมาย

โดยเฉพาะพวกนักบวชระดับเจ้าคุณที่ออกมาเป็นตัวตั้งตัวตี ปลุกระดมภิกษุสงฆ์ให้คว่ำบาตร ผอ.สำนักพุทธนั้น แน่จริงก็ขึ้นป้ายประท้วงไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐไปเลย อย่าทำเป็นหลบๆ แอบๆ ขู่เป็นงูเห่าไปได้

ชาวบ้านเขารอที่จะจัดหนักให้

 

พุทธะอิสระ

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 19 กรกฎาคม 2560

 

 

TONIGHT SHOW !

เณรคำถึงสุวรรณภูมิคืนนี้สี่ทุ่ม

ดีเอสไอล้างห้องขังรอ !

 

อา..แสดงว่าคืนนี้ สุวรรณภูมิคงแตก เพราะสาวกอรหันต์เณรคำคงจะนัดกันไปรับยิ่งกว่าเบ๊คแฮมเยือนไทย ยิ่งเณรคำไปตั้งหลายปีเพิ่งจะกลับมา บรรดาสาวกคงจะคิดถึ๊ง..คิดถึง !

อ้อ..ทางดีเอสไอยังบอกด้วยว่า ถ้าเณรคำห่มจีวรกลับมา ก็จะโดนข้อหา "แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์" อีกกระทงหนึ่ง จึงต้องลุ้นกันอีกว่า จะโดนข้อหาใหม่เพิ่มหรือเปล่า ?

 


 

 

จัดกำลังเข้ม รับตัวเณรคำ

ผู้ร้ายข้ามแดน บินจากสหรัฐฯ ถึงไทยคํ่าวันนี้ ดีเอสไอ-สอบ 5 ข้อหาฉกรรจ์

ดีเอสไอยัน "เณรคำ-วิรพล สุขผล" ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน 4 ทุ่มวันที่ 19 ก.ค. แน่นอน เตรียมคุมตัวไปสอบต่อ 1 คืน ก่อนพาไปฝากขังผัดแรก พร้อมทำหนังสือค้านประกันตัว ชี้เจ้าตัวไม่สามารถแต่งกายเลียนแบบพระ เพราะขาดจากความเป็นพระแล้ว หากขัดขืนต้องโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ด้านเหยื่อถูก "เณรคำ" ข่มขืนจนมีลูกชายด้วยกัน ออกมาเรียกร้องให้รับผิดชอบค่าเลี้ยงดูในฐานะพ่อ เพราะทุกวันนี้อยู่กันอย่างอดๆ อยากๆ ที่ จ.ศรีสะเกษ

กรณีสำนักงานอัยการสูงสุดและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปรับตัวนายวิรพล สุขผล หรือเณรคำ อดีตประธานสงฆ์สำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน หลังเจ้าตัวไม่อุทธรณ์คำสั่งศาลแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา สั่งให้ส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย รวม 5 ข้อหา ประกอบด้วย 1.พรากผู้เยาว์ 2.กระทำชำเราเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี 3.ฉ้อโกงประชาชน 4.ฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทั้งหมดอยู่ระหว่างเตรียมการตามขั้นตอนคุมตัวกลับมายังประเทศไทย

 

 

ความคืบหน้า ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 18 ก.ค. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก พ.ต.ท.ไพศิษฎ์ สังคหะพงศ์ ผบ.สำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ (ผบ.สตท.) ที่เดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริการ่วมกับทีมอัยการว่า นายวิรพล หรือเณรคำ ไม่อุทธรณ์คำสั่งศาลแคลิฟอร์เนีย และเตรียมเอกสารการส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน จากนั้นจะคุมตัวขึ้นเครื่องบินจากประเทศสหรัฐอเมริกามาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ในวันที่ 19 ก.ค. เวลาประมาณ 22.00 น. โดยมีชุดปฏิบัติการพิเศษของดีเอสไอ รักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ก่อนนำตัวไปดำเนินการต่อที่ดีเอสไอทันที

"ขณะนี้ผมประสานงานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจพื้นที่ เพื่อดูแลความปลอดภัย อำนวยความสะดวกในการนำตัวนายวิรพลมาควบคุมที่ดีเอสไอ 1 คืน ระหว่างนั้นต้องสอบปากคำ ก่อนแจ้งข้อหาพรากผู้เยาว์ กระทำชำเราเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี ฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พร้อมเตรียมทำหนังสือคัดค้านการประกันตัวส่งให้ศาลพิจารณาระหว่างฝากขังผัดแรก ทั้งนี้ยังประสานสำนักงานพระพุทธศาสนา (พศ.) มาสอบถามเรื่องปาราชิกนายวิรพลด้วย" พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าว

ด้าน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกดีเอสไอ เผยว่า นายวิรพลจะแต่งกายสงฆ์ หรือชุดใดกลับประเทศไทยยังไม่ทราบ เป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ทราบว่าตั้งแต่ปี 56 เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ มีคำสั่งในที่ประชุมคณะสงฆ์ผู้พิจารณาอธิกรณ์ได้มีมติปรับอาบัติให้ นายวิรพล หรือเณรคำ ขาดจากความเป็นพระภิกษุสงฆ์ตาม พ.ร.บ.สงฆ์ ม.26 ที่ระบุว่า พระภิกษุรูปใดล่วงละเมิดพระธรรมวินัยและมีคำวินิจฉัยถึงที่สุด ต้องสึกภายใน 24 ช.ม. หลังทราบคำวินิจฉัยนั้น

"หากนายวิรพลฝ่าฝืนแต่งกายสงฆ์กลับมาประเทศไทย ต้องเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.สงฆ์ ม.43 ที่ระบุว่า ผู้ใดฝ่าฝืน ม.15 จัตวา วรรคสอง ม.26 ม.27 วรรคสามและ ม.28 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี" พ.ต.ต.วรณันกล่าว

บ่ายวันเดียวกัน นายสมชาติ วงศ์ธราธร ทนายความ เดินทางไปเยี่ยม น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 31 ปี ลูกความ ที่เป็น 1 ในเหยื่อกามของนายวิรพล สุขผล หรือเณรคำ จนมีลูกชายด้วยกัน 1 คน ที่บ้านใน อ.เมืองศรีสะเกษ ก่อนเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าตนรับหน้าที่ยื่นฟ้องเณรคำต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี เรียกค่าเสียหายให้ น.ส.เอ ฐานถูกข่มขืนและพรากผู้เยาว์เป็นเงิน 100 ล้านบาท รวมทั้งฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูลูกชายของนายวิรพล ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษ เป็นเงิน 40 ล้านบาท รายละเอียดของคดีไม่ขอพูดถึงเพราะเกรงจะเสียรูปคดี ขณะที่ น.ส.เอกล่าวว่า ต้องการให้นายวิรพลออกมารับผิดชอบค่าเลี้ยงดูลูกชายในฐานะพ่ออย่างอื่นไม่ต้องการอะไร ทุกวันนี้ตนกับลูกมีความเป็นอยู่ลำบาก ขายของชำเล็กๆ น้อยๆ หาเช้ากินค่ำอยู่ที่บ้านมีรายได้ไม่มาก ตอนนี้ลูกชายอายุ 15 ปี เรียนอยู่ชั้น ม.2 ที่เรียนช้าเพราะต้องย้ายที่อยู่ไปมาบ่อยครั้ง

ต่อมาเวลา 17.30 น. เรือโทสมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงการรับตัว นายวิรพล สุขผล หรือเณรคำ ว่า ขณะนี้ยังต้องรอข้อมูลรายละเอียดที่ชัดเจนจากทีมอัยการ ในฐานะผู้ประสานงานกลางอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ ทีมโฆษกอัยการสูงสุดเตรียมแถลงรายละเอียดของเรื่องนี้ในเวลา 10.00 น. วันที่ 19 ก.ค. ที่ห้องประชุม 303 อาคารสำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 19 กรกฎาคม 2560

 

ห้ามศึก !

นายกรัฐมนตรีออกหน้าไมค์

ต้องให้เกียรติพระ นะ ค่อยๆ ทำ !

 

อา..บอกแล้วไงว่าเรื่องนี้ต้องถึงครูใหญ่แห่งประเทศไทย นั่นก็คือ ท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจล้นฟ้า แต่ถ้าไร้ความชอบธรรม ไร้ความเป็นธรรม ไร้ความยุติธรรม มันก็ทำอะไรไม่ได้ เสียงของพระเณรทั่วประเทศนั่น แสดงว่าท่านก็ได้ยิน และก็คงรู้เห็นว่า "บทบาทและหน้าที่" ของคุณพงศ์พร ผอ.พศ. นั้น เป็นอย่างไร ทำงานน่ะดี แต่ไม่มีความสุขุม ปากไวใจเร็ว เวลาพูดออกไปแล้วมันเอาคืนไม่ได้ ดังนั้น เรื่องสำคัญๆ ถ้าไม่จำเป็นเขาก็จะไม่พูด แบบว่า "เพลย์เซฟ" เอาไว้ก่อน ยิ่งเป็นผู้ใหญ่มากเท่าใดก็ยิ่งต้องระมัดระวังคำพูดให้มากขึ้นเท่านั้น แต่นี่เล่นออกรายการ "แฉรายวัน" มันก็เลยเรียกแขกรายวันเช่นกัน ไม่เชื่อก็กลับไปตรวจดู "ประวัติ" ผอ.สำนักพุทธฯ ที่ผ่านมาสิ แล้วจะรู้ว่าเขาอยู่กันยังไง

กรณีการ "ชื่นชม ผอ.สำนักพุทธฯ" ของท่านนายกฯ ก็ถือว่าเป็นการให้กำลังใจ อีกอย่างก็เพราะว่า พงศ์พรมาด้วย ม.44 ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นคนเซ็นเอง จะว่าไม่ดี หรือใช้ไม่ได้ มันก็กระไรอยู่ ใช้คนมันก็ต้องให้กำลังใจ ไม่ว่ากันอยู่แล้ว

แต่..แต่การที่ท่านนายกฯ ย้ำว่า "ต้องค่อยๆ ดำเนินการ" นั้น เป็นการให้นโยบายแก่คุณพงศ์พรโดยตรง ว่าลดเกียร์ลงได้แล้ว ทั้งเรื่องคำพูด ทั้งเรื่องการงาน เขาให้ไปสานสามัคคี มิใช่ให้ไปทำลายความสามัคคี ก็ดีฮะ ระดับนายกฯออกมาพูดแล้ว พระสงฆ์เขาก็คงอนุโมทนาด้วย พระไทยน่ะของ่ายอยู่แล้ว จริงไหมครับ อาจารย์เอื้อน ?

 

 

 

เย็นไว้โยม !

 

 

นายกฯชม พศ. ลุยปราบโกงเงินวัด ปัดใช้ ม.44 สางปัญหา เพราะมีกลไกตรวจสอบเยอะ ใช้กระบวนยุติธรรมจัดการได้

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 18 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีพระสังฆาธิการบางส่วนไม่พอใจต่อการทำงานของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในการตรวจสอบการทุจริตเงินสนับสนุนเพื่อบูรณะและปฏิสังขรณ์วัด พร้อมเรียกร้องให้เปลี่ยนตัว ผอ.พศ. ว่า ตนขอชื่นชมการทำงานของ พศ. ที่ได้ดำเนินการเรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจน เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่คนไทย 90 กว่าเปอร์เซ็นต์นับถืออยู่ เราจึงต้องทำให้ประชาชนยังมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในพระพุทธศาสนาต่อไป อย่างไรก็ตาม ขออย่ารีบตัดสินว่าใครดีหรือไม่ดีทั้งหมด เพราะคนที่เกี่ยวข้องเป็นคนส่วนน้อย ซึ่งเราต้องทำอย่างไรให้ส่วนน้อยตรงนี้ได้รับการแก้ไข จึงต้องนำไปสู่การตรวจสอบ ดังนั้น อย่าเพิ่งไปทำให้เกิดประเด็นขึ้น มิฉะนั้น จะสร้างความขัดแย้งกับพุทธศาสนิกชน หรือกลายเป็นรัฐบาลชุดนี้ถูกกล่าวหาว่าทำลายศาสนาพุทธ เพื่อให้ศาสนาอื่นได้เข้ามา แล้วจะถูกเชื่อมโยงกับเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งที่มันเป็นคนละเรื่องกัน

นายกฯกล่าวต่อว่า การดำเนินการเรื่องดังกล่าวต้องถูกนำเข้าสู่การตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกันต้องลดผลกระทบที่จะเกิดต่อศาสนาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ในอดีตที่ผ่านมา หลายประเทศเคยมีปัญหาความขัดแย้งในเรื่องศาสนา เพราะฉะนั้น ประเทศของเราต้องไปไม่ถึงจุดนั้น ที่มีการแบ่งแยกหรือทะเลากันเรื่องศาสนา ต้องเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะประเทศไทยมีประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธประมาณ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ อีกทั้งคำสอนของพระพุทธศาสนามีแก่นแท้คือการสอนให้คนสงบสันติ มีคุณธรรม รวมกำลังและรวมจิตใจทำในสิ่งดีงาม ไม่รบกวนซึ่งกันและกัน แต่ไม่ได้สอนให้คนแบ่งแยกกัน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนข้อสงสัยที่ว่าจะใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาแก้ปัญหาทุจริตเงินวัดหรือไม่นั้น ตนขอถามว่าจะให้เอาไปแก้ปัญหาอะไร ในเมื่อเรื่องนี้เป็นการทุจริต ก็ต้องใช้กลไกสำหรับการตรวจสอบที่มีอยู่จำนวนมากไปดำเนินการ รวมถึงมีองค์กรอิสระและกระบวนการศาลยุติธรรม เพียงแต่ พศ. ต้องไปสืบหาข้อมูลมา แล้วส่งให้ตำรวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หรือหน่วยงานอื่นใดที่เกี่ยวข้อง ไปตรวจสอบตามกฎหมาย จากนั้นนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตนจึงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้มาตรา 44

"ผมคิดว่าหยุดกันได้แล้วนะ ค่อยๆ ดำเนินการกันไป อย่าเร่งมากนัก ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน เราต้องให้เกียรติพระ แต่ใครผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด ผมคิดว่าทุกคนยอมรับกติกาแม้จะเป็นพระ แต่ทุกคนอย่าทำอะไรให้มันครึกโครมกันมากนัก มิฉะนั้นส่งผลเสียต่อจิตใจ จึงต้องระมัดระวัง ขณะที่สื่อก็ต้องช่วยกันด้วย" นายกฯกล่าว

 

ที่มา : มติชน : 19 กรกฎาคม 2560

 

พุทธะอิสระอัด เจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา

ตัวการใหญ่ไล่พงศ์พร

 

 

พิธีสวดถวายพระราชกุศล ณ วัดเทพศิรินทราวาส  13 ก.ค. 60

 

 

 

พงศ์พร กับ พระพรหมมุนี เลขาสมเด็จพระสังฆราช

 

 

อา..ปัญหาที่ค้างคาใจสังคมสงฆ์ไทยที่ทราบมาหลายวันก็คือว่า มีพระมหาเถระ ระดับกรรมการมหาเถรสมาคม "ตำหนิซึ่งหน้า" พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักพุทธฯ กลางงานสวดวัดเทพศิรินทร์ เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา ว่าออกข่าวให้วัดวาอารามเสียหาย ฯลฯ ก็ทายกันไปร้อยแปดว่าพระผู้ใหญ่รูปใดหนอ ชั่งกล้าหาญกับ ผอ.ม.44 น่าจะมีรางวัล บ้างว่าน่าจะเป็นเจ้าวัดเจ้าภาพ บ้างว่าน่าจะวัดภูเขาทอง บ้างก็เดาว่าน่าจะแถวๆ ปากน้ำ เพราะโดนเยอะกว่าเพื่อน แต่สุดท้ายหวยก็ออกใกล้ๆ แค่..วัดสามพระยา แต่ว่าจะเป็นใคร ก็คงต้องใหคุณพงศ์พรเป็นผู้เฉลย จึงจะเป็นทางการ เพราะพุทธะอิสระเองก็..เชื่อไม่ค่อยได้

ว่าแต่ก็แปลกนะ พักหลังมานี้ อาจารย์เอื้อน ลดบทบาทลงเยอะ ไม่ออกหน้าแทนธรรมกายเหมือนก่อน แต่ก็ไม่วายถูกพุทธะอิสระ "ดึงจีวร" ออกจากกำแพงวัดสามพระยามาร่วมรายการจนได้ ทั้งๆ ที่หลายวันก่อน เห็นมีก็แต่ "เจ้าคุณสุนทร" วัดสุทัศน์ ให้ข่าวอยู่ผู้เดียว แล้วมันเกี่ยวอะไรกับอาจารย์เอื้อนเล่า ?

แต่พอได้อ่านเฟสของพุทธะอิสระแล้วก็เริ่มจะถึงบางอ้อ "อ้อ เพราะพุทธะอิสระเขาปักใจว่า อาจารย์เอื้อนเป็นแกนนำเสื้อแดง สนับสนุน นปช. ให้ต่อสู้กับ กปปส." แถมอาจารย์เอื้อนยังซี้ปึ๊กกับธัมมชโยแห่งธรรมกาย แบบว่าอยู่ตรงข้ามกันทั้งการศาสนาและการเมือง ก็เลยกลายเป็นว่า อาจารย์เอื้อนเป็นศัตรูที่ต้องสู้จนตายกันไปข้างหนึ่ง ถ้าใครไม่หนุนแดง แต่หันมาหนุนเหลืองแล้ว รับรองว่าพุทธะอิสระจะเชียร์ยิ่งกว่าสาวกผีแดง

ที่สำคัญก็คือว่า พุทธะอิสระ ปักใจเชื่อว่า อาจารย์เอื้อน คือผู้อยู่เบื้องหลังเจ้าคุณสุนทร ให้ออกมาต่อกรกับสำนักพุทธฯ โดยมีองค์กรพระสังฆาธิการเป็นกองหลัง ส่งผลให้ "พงศ์พร" ต้องเพลี่ยงพล้ำขนาดหนัก ถึงกับจะเข้าวัดเข้าวาไม่ได้เลยทีเดียว

ณ วันนี้ ทุกอย่างมันสายเกินไปเสียแล้ว เปิดหน้าเล่นกันซะขนาดนี้ คงไม่มีใครยอมใคร วันไหน ถ้าอาจารย์เอื้อนได้เป็นสมเด็จฯ รับรองว่าพุทธะอิสระจะไป..ถวายสังฆทาน

 

 

เจ้าคุณเอื้อน เจ้าอาวาสวัดสามพระยา

ผู้ที่พุทธะอิสระให้ความสำคัญยิ่ง ติดตามทุกฝีก้าว

 

 

มีใครสงสัยบ้างเอ่ย ว่าทำไมคนระดับเจ้าคุณเอื้อนซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงกรรมการมหาเถรสมาคม ถึงได้รุ่มร้อนทุรนทุรายกับการตรวจสอบเงินทอนวัดนัก

พระสงฆ์ระดับมหาเถระสมาคม เจ้าคุณเอื้อน เจ้าอาวาสวัดสามพระยา ทำไม่งาม ด่ากราด ผอ.พศ. ที่ทำหน้าที่ ตรวจสอบเงินทอนวัด จากการใช้งบประมาณแผ่นดิน ว่าทำให้ศาสนาเสียหาย

สื่อออกข่าวว่า พิธีสวดถวายในหลวงในพระบรมโกศ ผอ.พศ.ไปตามวัดเพื่อนิมนต์ วัดแจกใบปลิวต้าน พศ. หน้าโบสถ์ ในพิธี อนุศาสนาจารย์ ไม่เชิญ ผอ.พศ. จุดธูปเทียนถวายผ้าไตร เมื่อสวดเสร็จเหมือนเคย แถมยังพูดออกไมค์ว่า พระเป็นของสูงไม่ควรแตะต้อง ใครให้ร้ายถือว่าทำลายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ วัดนี้ทำบัญชีเงินบริจาคเรียบร้อย

หลังพิธีพระชั้นผู้ใหญ่ได้ตำหนิ ผอ.พศ. ทำนองว่า "พูดให้พระเสียทำลายศรัทธา ทำให้คนทำบุญน้อยลง โดยเฉพาะต่างจังหวัด ระวังให้ดีรู้ไหมวัดนี้ใครสร้าง ออกข่าวว่าจะมาสอบก็ไม่เห็นมาทำให้เสียหายมาก พระเคืองทั้งประเทศ"

เจ้าคุณเอื้อน อดีตเจ้าคณะภาค 14 ใหญ่โต แต่ยอมรับตำแหน่งเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร รับคำสั่งจากพระมหาสายชลลูกศิษย์ ที่นั่งตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ลือกันแซดว่า หวังทรัพย์ ไม่สนใจเรื่องศักดิ์ศรี คนเคยเป็นครูบาอาจารย์ สามารถกราบกรานลูกศิษย์ได้

เจ้าคุณเอื้อน ออกหน้ายกย่องธัมมชโยว่าเป็นผู้นำ ทำให้ภาคใต้สงบร่มเย็น ขาเลียธรรมกายมาตั้งแต่ไหนแต่ไร อีกทั้งยังยกยอว่าในปัจจุบันนี้ พระพุทธศาสนาของเราต้องการบุคคลเช่นพระเดชพระคุณเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ในปัจจุบันนี้จึงที่ปรากฏได้ว่า พระพุทธศาสนาที่มีการปลุกกระแสขึ้น ก็เพราะอาศัยพระเดชพระคุณเป็นผู้ปลุกกระแส และให้พระสงฆ์ในประเทศไทยของเรา และพระสงฆ์ที่อยู่ในต่างแดน และพุทธศาสนิกชนที่นับถือพระพุทธศาสนาทั่วโลก ได้หันมาสนใจพระพุทธศาสนา และร่วมใจกันอุปถัมภ์พระบวรพระพุทธศาสนา "อยากให้ทำบ่อยๆ ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกปี"

เห็นข่าวนี้ ทำให้นึกถึงวีรกรรมของ "เจ้าคุณเอื้อน" แห่งวัดสามพระยาผู้นี้ ในปี 42 สมัยที่ยังไม่ได้เป็นเจ้าคณะภาค 14 ยังไม่ได้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

ตอนนั้นได้เป็นแค่รองเจ้าคณะภาค 1 ที่ควบคุมพื้นที่ปกครองในจังหวัดปทุม

เมื่อเกิดเรื่องคดีธรรมกายขึ้น เจ้าคุณเอื้อน ในฐานะรองเจ้าคณะภาคผู้นี้แหละ ที่ปฏิเสธในการดำเนินการสอบอธิกรณ์คดีธรรมกาย

ซึ่งขณะนั้นมีเจ้าคุณธรรมโมลี แห่งวัดพิชยญาติ เป็นเจ้าคณะภาค 1 เป็นลูกพี่

นอกจากจะไม่สามารถเอาผิดการทุจริตเงินวัดคดีธรรมกายได้แล้ว ทั้งสองสีลูกพี่ลูกน้องคนจังหวัดเดียวกัน ยังให้ความช่วยเหลือธรรมกายจนหลุดคดีในชั้นศาล

ฉันยังจำได้ในยุคที่ นปช. คนเสื้อแดง ชุมนุมใหญ่ปี 53 เจ้าคุณเอื้อนผู้นี้แหละ ในฐานะเจ้าคณะภาค 14 มีคำสั่งระดมพระเณรในเขตปกครอง มีกาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสาคร ให้ไปร่วมชุมนุมจนเหลืองไปทั้งถนน

พุทธะอิสระก็พอเข้าใจนะว่า ทำไมเจ้าคุณเอื้อนท่านถึงได้ทุรนทุรายเดือดร้อนในเรื่องการตรวจสอบเงินทอนวัด

เพราะแกก็ได้รับเงินอุดหนุนจากสำนักพุทธไปไม่ใช่น้อย ตั้งแต่

4 ธ.ค. 56 ได้รับเงินอุดหนุน 5 ล้านบาท
13 ก.พ. 57 ได้รับเงินอุดหนุน 5 แสนบาท
19 ก.พ. 57 ได้รับเงินอุดหนุน 7 ล้านบาท
และยังได้อีกหลายครั้ง

คงเป็นเพราะเหตุผลนี้ล่ะกระมัง เจ้าคุณถึงได้ทุรนทุรายออกอาการอย่างที่เห็น

บอกได้เลยว่า หากงานในวันนั้น เจ้าคุณเอื้อนหยิบไมค์มาขู่พุทธะอิสระอย่างที่ขู่ ผอ.สำนักพุทธดังที่เป็นข่าวล่ะก็ พุทธะอิสระคงจะจัดหนักจัดใหญ่ให้เจ้าคุณเอื้อนซักดอกสองดอก

ดีไม่ดี อาจจะเชิญสีกาคนสนิท ที่เข้านอกออกในกุฏิเจ้าคุณยังกับบ้านของตน มานั่งสัมภาษณ์กันซักวันสองวัน

เผื่อสังคมเขาจะได้รู้จักเจ้าคุณเอื้อนผู้นี้ได้ดียิ่งขึ้น

 

พุทธะอิสระ

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 18 กรกฎาคม 2560

 

มหาวอ ยก "วัด-วัง" บังสัจจะ !

ทำให้ต้องรับตำแหน่ง ผช.จล.

ทำนอง..เสียสัตย์เพื่อชาติ !

 

ว.วชิรเมธี อ้าง "บื้องบน" บังคับ ต้องยอมรับ "ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ทั้งๆ ไม่อยากรับ และเคยประกาศต่อสาธารณะว่า "ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" แถมยกตัวอย่าง "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ปยุตฺตมหาเถร" รับพระราชทานสมณศักดิ์ ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม มีแต่คนสรรเสริญ

 

แล้วทำไม ว.วชิรเมธี จะรับไม่ได้ ผิดตรงไหน ?

 

อา..ว่าไงครับ หลวงพ่อช่วงโปรดทราบ มหาวอบอกว่า "ตัวเองถูกขืนใจให้รับตำแหน่ง" ทั้งๆ ที่ไม่อยากรับ ถึงได้มาก็มิได้ภูมิอกภูมใจอะไรอีกด้วย แบบว่า เสียสัตย์เพราะผู้ใหญ่ นี่ถ้าได้เป็นเจ้าคุณ สงสัยมหาวอคงจะฆ่าตัวตาย เพราะรับไม่ได้

เชิญปัญญาชน "ทัศนา" ทัศนะ ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี คนดีศรีแผ่นดิน !

 

Take a look !

 

 

ว.วชิรเมธี ทาสศักดินา !

ถูกบังคับให้เป็นคนเลว โดยการรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ"

 

 

"ยศช้าง ขุนนางพระ ไม่เคยมองหา แต่เบื้องบนท่านมองเห็น"

ว.วชิรเมธี

 


หลายเดือนก่อน หลังจากมีภาพไปรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
เพื่อดำรงตำแหน่งเป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ก็มีใครบางคน จรดปากกาเขียนถึงอาตมภาพในทางเสียหายว่า การรับตำแหน่งนั้น เป็นการแสดงถึงความกลับกลอกเหมือนศรีธนญชัย (เพราะแต่ไหนแต่ไรมา อาตมาไม่เคยสนใจเรื่องตำแหน่งแห่งที่ในทางคณะสงฆ์เลย ซึ่งเรื่องนี้ แม้จนบัดนี้ ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่)

ถามว่า ถ้าเช่นนั้น ไปรับตำแหน่งทำไม ?

ขออธิบายสั้นๆ ง่ายๆ สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลถึงสหรัฐอเมริกา (ต้นเรื่องที่กล่าวหา) ซึ่งอาจจะไม่ค่อยรู้ความจริงว่า

"อาตมาอยู่วัดพระสิงห์มาแต่อายุเพียง ๑๖ ปี เรียนธรรมะบาลีที่วัดนี้ จนได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค, บวชพระก็บวชที่วัดนี้

หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็เป็นพระอุปัชฌาย์ อาตมาก็เคยเป็นพระเลขานุการของท่านมาตั้งแต่ต้นแต่อายุ ๑๘ ปี ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรจนถึงบวชเป็นพระภิกษุ


เมื่อจบเปรียญ ๙ ที่กรุงเทพฯ อาตมาย้ายกลับมาเชียงราย ก็มาอยู่ในสังกัดเดิม ซ้ำยังเป็นเปรียญธรรม ๙ รูปแรกของวัด คือวัดพระสิงห์ (พระอารามหลวง)
ไม่ได้เหาะข้ามห้วยมาจากที่อื่น

เมื่อกลับมาแล้ว หลวงพ่อเคยขอให้มาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสแต่เมื่อปี ๒๕๕๕ อาตมายังไม่อยากรับ ประวิงเวลาไว้ เพราะใจอยากทำงานเผยแผ่พระพุทธ-ศาสนามากกว่างานปกครองของคณะสงฆ์ ครูบาอาจารย์ท่านก็เข้าใจลูกศิษย์ซึ่งท่านรักเหมือนลูก


มาถึงปีนี้ ผู้ใหญ่ใน
"เบื้องบน" ถามมาอีก เพราะอายุ ๔๓ พรรษา ๒๓ อยู่พระอารามหลวงมา ๒๖ ปีแล้ว เป็นมหาเถระแล้ว ไม่ใช่พระเด็กๆ อีกต่อไป ควรมอบหมายให้รับภาระธุระพระศาสนาอย่างเป็นทางการ ทั้งผลงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ไม่ใช่น้อยๆ (ว่าตามคำของท่าน)


ทั้งครู ทั้งศิษย์ จึงยอมอนุวัตร ตามทางการ


อาตมาจึงรับตำแหน่งของทางการ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ
"ฝ่ายเผยแผ่" เหมือนเดิม


และเมื่อเป็นแล้ว ก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ไม่ได้ย้ายไปไหน ยังพอใจกับนามปากกา ว.วชิรเมธี ธรรมดาๆ ยังคงอยู่ทำงานเผยแผ่ต่อไปที่ไร่เชิญตะวันตามปกติ

ตำแหน่งแห่งที่ ที่ท่านประทานมา ก็เพราะฟ้าบันดาล ทั้ง "วัง" และ "วัด" ท่านประสานเสียง แกมกำชับขอให้รับไว้ ไม่ใช่ไปกราบกรานอยากได้ อย่างที่มี "พระอลัชชี" บางรูปพยายามกล่าวหาด้วยข้อความรุนแรง


เรื่องนี้ เข้าใจได้ง่ายมาก


ดูอย่างท่าน
ป.อ.ปยุตฺโต หรือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ องค์ใหม่ก็ได้ ท่านก็ทำงานของท่านไป ไม่เคยอยากจะได้ใคร่จะมีอะไร ปิดทองหลังพระไป เมื่อทองล้นออกมาหน้าพระ วันดีคืนดี
"หลวง" หรือราชการก็โปรดให้ท่านเป็นสมเด็จฯ เมื่อเป็นแล้ว ท่านก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ดังท่านกล่าวความในใจว่า

"พระนั้น จะแต่งตั้งไปชั้นไหน ชั้นไหน ก็ยังเป็นพระอยู่เหมือนเดิม ทางพระพุทธศาสนา ท่านไม่นิยมถามว่า "จะเป็นอะไร" แต่สำคัญที่ว่า "จะทำอะไร" ให้เรื่อง "เป็น" มาเกื้อหนุนเรื่อง "ทำ" ให้ได้ ท่านจึงว่า "ให้เป็นนั่นเป็นนี่" เพื่อจะได้ "ทำนั่นทำนี่" ได้สะดวก"

เพราะฉะนั้น คนที่ "รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" มองการรับตำแหน่งของอาตมา เป็นเรื่องการเมืองในคณะสงฆ์ หรือมองไปว่าได้มาเพราะเข้าหาผู้ใหญ่ ทั้งยังพยายามกล่าวหาอาตมาเลื่อนลอยด้วยคำใหญ่คำโตนั้น ก็ขอโปรดเข้าใจเสียให้ถูกต้องตามนี้ อย่าเอาไปตีความเลอะเทอะ


หยุดการปรุงแต่งแบบเด็กๆ เสียทีเถิดพ่อคุณเอ๋ย


ดีร้าย หากวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ระวังปาก จะกลายเป็นการ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เสียเปล่าๆ


ส่วนที่มีภาพไปกราบหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ แล้วเอามาเขียนว่าไปประจบท่านนั้น ก็ขอเตือนว่า เวลาจะเขียนอะไร ดูคำอธิบายใต้ภาพด้วย

เพราะภาพพวกนั้น มีปรากฏอยู่ในเฟซบุ๊คของอาตมาเอง มีคำอธิบายกำกับด้วยว่าไปทำอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน

ภาพคู่สมเด็จฯที่เห็น คืองานไปรับรางวัล "วัดที่จัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จัดที่ มจร.วังน้อยเมื่อราวเดือนกุมภาพันธ์ และครั้งที่สอง หลวงพ่อสมเด็จฯ นิมนต์ไปพบเมื่อเดือนเมษายน เพื่อแจ้ง "พระราชดำริ" ด้านการศึกษาภาษาบาลีที่ทรงฝากมา โดยขอให้ช่วยรับเป็นภาระธุระ เพราะอาตมาสื่อสารกับสังคมได้ง่าย มีคนฟังเยอะ

ทั้ง "เบื้องบน" ท่านก็ทรงกำชับมาหลายครั้ง เรื่องการศึกษาภาษาบาลีในโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่ เพราะเห็นว่า ท่าน ว.วชิรเมธี นี้ เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค และได้เขียนหนังสือเรื่อง "เปรียญ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" เพื่อเป็นแนวทางฟื้นฟูการศึกษาภาษาบาลีตามพระราชประสงค์

และที่สำคัญจะต้องขอพระราชทานคำนำเป็นกรณีพิเศษ หลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ ในฐานะประมุขสงฆ์ และแม่กองบาลีสนามหลวง ก็อยู่ในฐานะที่จะต้องเขียนสัมโมทนียพจน์ด้วย

คนเขาไปปรึกษาหารือเรื่องงานพระศาสนาล้วนๆ มีพยานเป็นร้อย เป็นพัน ต่อหน้าธารกำนัล อย่างโปร่งใส แต่คนเขลาบางคน เอาไปเขียนข่าวเชิงเสียหาย ว่าผู้เขียนไปประจบพระผู้ใหญ่ขอยศศักดิ์ ช่างน่าละอายเหลือเกิน ที่คิด ที่เขียน อะไรออกมา โดยไม่สนใจหาข้อเท็จจริง ซึ่งมีอยู่ดาดดื่น มีอยู่ในคำอธิบายใต้ภาพที่ตัวยกมาด่านั่นเองเสียด้วยซ้ำ

จึงขอแจ้งญาติโยมทั้งหลายได้ทราบ ว่าอย่าได้หลงเชื่ออย่างผิดๆ ตามที่มีคนเขียนข่าวเลอะเทอะเผยแพร่ออกไป


(ว.วชิรเมธี)

 

 

(หมายเหตุ.


๑.ตามปกติ ตั้งใจจะไม่เขียนตอบอะไรในประเด็นระดับ
"โลกธรรม" เหล่านี้เลย เพราะถือว่าเป็นธรรมดาโลกที่ย่อมมีคนเข้าใจผิดบ้าง เข้าใจถูกบ้าง แต่เรื่องนี้ มีคน "เดือดร้อน" แทนหลายคน แต่ละคนก็ไม่ใช่ตาสีตาสา ทั้งอาจส่งผลกระทบหลายฝ่าย จึงจำใจต้องเขียนออกมา เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อเข้าใจข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะได้เพลาๆ การแชร์ การส่งข้อความโกหกทั้งหลายลงบ้าง ไม่เช่นนั้น พระดีๆ ทั้งหลาย ทั้งพระบ้านพระป่าสายกรรมฐาน สายวิชาการบริสุทธิ์ สายพัฒนาสังคม ที่ "หลวง" ท่านเมตตาถวายสมณศักดิ์เพื่อส่งเสริมการทำงาน ก็จะพานถูกกล่าวหาไปเสียทั้งหมด


๒.มีภาพอาตมาคู่กับหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ บางคนเอาไปตีความในทางเสียหาย ขออธิบาย
"ข้างหลังภาพ" สั้นๆ ตามข้อเท็จจริง


๒.๑ ภาพที่เห็นอยู่บนเวที คือ วันที่ไปรับรางวัล
"วัดที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จากหลวงพ่อสมเด็จฯ จัดโดยกรมควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับรางวัลเสร็จ หลวงพ่อสมเด็จฯ ก็ขอให้เล่าให้ที่ประชุมฟังทั้งห้อง ว่าบริหารจัดการไร่เชิญตะวันอย่างไร จึงกลายเป็น
Eco Temple ที่ร่มรื่น เรื่องก็มีเท่านี้ มีคนอยู่ในงานหลายร้อยคน ภาพนิ่ง ภาพวีดิโอ บันทึกไว้พร้อมสรรพ แต่มีบางคนไม่เข้าใจ ไม่อยู่ในเหตุการณ์ ที่อยู่สหรัฐอเมริกา เอาไปเขียนว่า อาตมาไปประจบพระผู้ใหญ่ นี่คือ ความน่าอนาถของคนที่เรียกตัวเองว่า สื่อมวลชน


๒.๒ อีกครั้งหนึ่ง ได้รับนิมนต์ไปหารือข้อราชการของคณะสงฆ์ เนื่องจากได้รับการขอร้องให้เข้ามาช่วยเรื่องการศึกษาภาษาบาลีของคณะสงฆ์
ซึ่งขอร้องมาจากทั้งฝ่ายวัง และฝ่ายวัด เพราะผู้เขียนเป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค วังและวัดเห็นว่า พอจะมีพื้นฐานภาษาบาลีอยู่บ้าง จึงขอให้มาช่วยเรื่องนี้ จึงได้ปฏิรูปการศึกษานำร่องที่วัดบ้านเกิด/เชียงของ/เชียงราย จนปี ๒๕๕๘ สามเณรเก่งทั้งทางโลกและทางธรรม สามารถบรรยายธรรมเป็นภาษาอังกฤษจนชนะเลิศระดับประเทศ ได้เข้ารับพระราชทานทุนและผ้าไตร และได้ลองเทศน์ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่จังหวัดน่าน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นี่เป็นข่าวดี ที่หลวงพ่อสมเด็จฯ เห็นว่าก้าวหน้า และพอเป็นความหวังของคณะสงฆ์ไทยในฝ่ายการปฏิรูปการศึกษาสงฆ์ จึงขอให้ไปเล่าถวาย พร้อมกันนั้น ก็ได้นำเสนอต้นฉบับหนังสือ "๙ เปรียญ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" ซึ่งได้นักเขียนฝีมือดีคือระดับประเทศ คือ คุณอรสม สุทธิสาคร คุณวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง มาช่วยเรียบเรียง หมายใจว่า เล่มนี้จะเป็นหนังสือ "สร้างแรงบันดาลใจ" ให้พระหนุ่มสามเณรน้อยรุ่นใหม่ ใฝ่เรียนธรรมะบาลีมากขึ้น เพราะเป็นชีวประวัติของพระและโยมที่จบเปรียญ ๙ แล้วประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม เช่น ศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก
, ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ, ป.อ.ปยุตฺโต เป็นต้น


ความจริงที่ได้ไปกราบสมเด็จฯ ก็มีแค่นี้
แต่แล้วคนที่มือดีมากกว่าสมอง ก็เอาไปเขียนในทางลบว่า ผู้เขียนไปพบผู้ใหญ่เพื่อหวังยศศักดิ์อัครฐาน ถ้าหวังจริงอย่างว่า จะอยู่ในพระอารามหลวงมา ๒๖ ปี โดยเป็นพระธรรมดามาจนป่านนี้ได้อย่างไร คุณสมบัติก็ใช่จะไม่ครบ
ครบจนล้นเสียด้วยซ้ำ


การ
"รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" แบบนี้แล้วก็นำมาเขียนข่าวนั้นสร้างความเสียหายใหญ่หลวงมาก เพราะข้อเท็จจริงมีอยู่ก็ไม่สนใจ นึกจะเขียนอะไรก็เขียน พลอยทำให้คณะสงฆ์เสียหาย เสียทั้งหลวงพ่อสมเด็จฯ เสียทั้งเบื้องบน เสียทั้งผู้เขียน งานที่ทำกันมาด้วยเจตนาแสนดีถูกมองในทางเสียหายหมด ดังนั้น ใครรู้ผิด เข้าใจผิด ขอความกรุณา เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องตามนี้เทอญ. (ว.วชิรเมธี)

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี : 15 ธันวาคม 2559

 

อ่านบทความ โดย พระมหานรินทร์ นรินฺโท

 

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด


 

การประชุมองค์กรพระสงฆ์เถรวาทในสหราชอาณาจักร

 

Theravada Buddhist Sangha in UK (TBSUK)

ณ วัดพุทธวิหาร เมืองอ๊อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

10 สิงหาคม 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ขนาด 4000 PX

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

ดอกไม้บาน วัดพระศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ทำบุญฉลองสมณศักดิ์พระครูเมธีชยาภิวัฒน์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

อาหารไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

THE ENTERTAINMENT OF WAT PHRA SRI

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

หนุ่มสาวไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ชาวไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

ภาพงานฉลองครบรอบ 40 ปี สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

ณ วัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน วันที่ 25-26 มิถุนายน 2559

กดที่ภาพเพื่อดาวโหลดภาพขนาด 4000 PC

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพการประชุม)


 

พิธีผูกพัทธสีมา-ฝังลูกนิมิต

วัดเจริญธรรม เมืองลึกเด ประเทศเยอรมันนี

10-12 มิถุนายน 2559

 

พระธรรมวิสุทธาจารย์ (คูณ ขนฺติโก) เจ้าอาวาสวัดหนองแวง (พระอารามหลวง) อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ประธานสงฆ์

ฯพณฯ นางนงนุช เพชรรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ประธานฝ่ายฆราวาส



กดที่ภาพเพื่อชมภาพในพิธี

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก

ฉลองสมณศักดิ์ "พระวิสุทธิวงศ์วิเทศ"

เจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร

11 มิถุนายน 2559


 

กดที่ภาพเพื่อชม งานสมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

พระราชมงคลรังษี : สุรศักดิ์ ชีวานนฺโท

เจ้าอาวาสวัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

5 มิถุนายน 2559

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธี


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธี

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

ลัทธิธรรมกาย กับบทบาท ของสังคมไทย

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย


 

 

จริงหรือไม่ มส. ไม่มีสิทธิ์สึกธัมมชโย

 


 


ห้ามพระสงฆ์รับมรดกและครอบครองทรัพย์สิน


 


 

เปิดหน้า "มือปล่อย" ธัมมชโย
มือใครในประวัติศาสตร์ศาสนา
2549 ?

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITER : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264