LAST UPDATE :   SEPTEMBER : 24 : 2017 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560


ปฏิทินงานศาสนา ออกพรรษา 2560

 

 

การพัทธสีมา วัดไทยลุมพินี

วัดไทยในดินแดนประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

20 ตุลาคม 2560


 

ปฏิทินงานศาสนา ในพรรษา 2560

 

 

ประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 26/2560

ณ วัดชัยมงคลวราราม รัฐยูท่าห์ สาขาวัดประยุรวงศาวาส

29 กันยายน 2560

 

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน AREA-51

 

 

 

อภิชาตโผล่แล้ว !

ยิ้มหวานผ่านเฟสบุ๊ค

สารภาพบาปในอดีต พร้อมขอขมามุสลิม

 

อา..ถ้างั้น วันจันทร์พรุ่งนี้ อาจารย์บรรจบ ก็คงไม่ต้องไปทำเนียบรัฐบาลแล้วใช่ไหมฮะ เพราะว่าได้พบอดีตพระมหาอภิชาตแล้ว คงจะสบายใจได้ในระดับหนึ่ง ถึงยังไม่พบตัวจริงก็ตาม ซึ่งนี่ก็คือ คำตอบ จากทางการ ที่ทางสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ได้เรียกร้องให้เปิดเผยสถานภาพและความเป็นอยู่หลังจากลาสิกขา แน่นอนว่า ชาวพุทธไม่น้อยก็เป็นห่วงเช่นกัน ดังนั้น ก็หวังว่า ภายในวันสองวันนี้ คงจะได้เห็นทิดอภิชาตไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวที่หน้าวัดเบญจฯ อย่างชิลๆ นั่นจะทำให้บรรยากาศดีขึ้น..มากมาย

 

 

 

หล่อกว่าตอนเป็นพระ

ภาพอดีตพระมหาอภิชาตหลังลาสิกขา

 

นั่งสมาธิ สูดหายใจลึกๆ

เพราะตอนอยู่ในวัดมัวแต่อ่านข่าว ไม่ค่อยได้นั่งดูใจ

 

เดินจงกรม

พิจารณาหนทางแก้ปัญหาของประเทศ ไม่ให้เป็นวังวน

 

หยุดคิด-ฉุกคิด

ทำไปแล้วเกิดปัญหา คนที่มีปัญญาก็ต้องพิจารณาทบทวนทั้งนั้น

ไม่งั้นก็เป็น..คนบ้า

 

 

 

คำสารภาพของทิดอภิชาต

 

 




 

 

ที่มา : สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย : 25 กันยายน 2560

 

 

หวยออกวัดพิชัยญาติ !

มหาบุญเทียมโดนข้อหาทอนเงิน

งานนี้ยิ่งกว่าลานเทสะเทือน

 

 

นัมเบอร์ 1

พระราชรัตนมุนี (บุญเทียม ญานินฺโท)

เลขานุการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดพิชัยญาติ

 

 

 

อา..มาแล้วฮ่ะ อาหารจานเด็ดตัวจริงเสียงจริง ชื่อ "พระราชรัตนมุนี" นั้น สังคมไทยคงไม่มีใครรู้จัก แต่ในสังคมพระไทยแล้ว นี่คือ "บิ๊กเนม" เพราะเจ้าคุณบุญเทียมมีตำแหน่งเป็น "เลขานุการ" ของเจ้าคณะใหญ่หนกลาง นามว่า "สมเด็จพระพุทธชินวงศ์" หรือ สมเด็จสมศักดิ์ นั่นเอง

สมเด็จสมศักดิ์นั้น สำคัญไฉน ? ก็ตอบได้ว่า ดูที่ตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ซีฮะ ใหญ่สุดในเมืองไทยเลยเชียวล่ะ เพราะคุมอำนาจคณะสงฆ์ "ส่วนกลาง" ไว้อย่างเบ็ดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็น มหาสายชล เจ้าคณะภาค 1 วัดชนะสงคราม ไม่ว่าจะเป็น เจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา ซึ่งเป็นเจ้าคณะ กทม. ไม่ว่าจะเป็น เจ้าคุณประยูร วัดประยุรวงศาวาส เจ้าคณะภาค 2 และอธิการบดี มจร. ก็ล้วนแต่เป็น "ลูกน้อง" ของสมเด็จสมศักดิ์ๆ จึงมีฐานะระดับ "สมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายมหานิกาย" ไปโดยปริยาย

แต่ทีนี้ว่า ผู้หลักผู้ใหญ่นั้นมิได้ทำงานเพียงลำพัง ยังต้องมีทีมงาน มีบริวารแวดล้อม แบบว่ายิ่งใหญ่มากก็ยิ่งมีบริวารมาก เมื่อสมเด็จสมศักดิ์เป็นผู้ใหญ่ที่สุดในคณะสงฆ์มหานิกาย เลขาของสมเด็จสมศักดิ์ก็จึงใหญ่ที่สุดในฝ่ายมหานิกายไปด้วย และนั่นคือ "ความใหญ่" ของ..มหาบุญเทียม

ถ้าเทียบกับ "เจ้าคุณเสนาะ" ใหญ่ เพราะเป็นเลขาสมเด็จเกี่ยว อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ถ้าเทียบกับ "ตุ๊แป๊ะ" ใหญ่ เพราะเป็นหน้าห้องสมเด็จช่วง อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มหาบุญเทียมก็ต้องถือว่า "ใหญ่" เพราะเป็นเลขาสมเด็จสมศักดิ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ฉันใดก็ฉันนั้น เจ้าคุณเสนาะเคยคุยว่า "ผมมีถึงพันล้าน" ฉันใด เจ้าคุณบุญเทียม ถึงไม่ได้อ้าง ก็คงมีฐานะไม่ต่างกัน รวยเงียบกับรวยเสียงดัง มันก็รวยเหมือนกัน

ปัญหามันมาถึงเรื่อง "เงินทอน" เพราะทาง ปปป.และ ปปช. คงจะสืบสาวราวเรื่องจนได้ความชัด ว่ามีชื่อของ "มหาบุญเทียม" เข้าไปเกี่ยวข้องกับเงินทองเงินทอนของวัดพิชัยญาติ คงจะเช็ค "เส้นทางการเงินและการบัญชี" ของมหาบุญเทียม จนแน่ใจแล้ว จึงได้ประกาศรายชื่อผู้โชคดีออกมา นับว่าเป็นเกียรติอย่างสูงส่ง ที่เลขาเจ้าคณะใหญ่หนกลางไป "เข้าปิ้ง" คดีประวัติศาสตร์กับเขา

ต่อนี้ไปก็ต้องจับตาอนาคตของ "มหาบุญเทียม" จะเป็นเช่นใด จะเดินตามรอย "เจ้าคุณเสนาะ" วัดสระเกศ หรือไม่ เฮ้อ ! หายใจไม่ทั่วท้องเลย เพราะเมื่อวาน "มหาอภิชาต" ก็โดนจับสึกกลางพรรษา "นำร่อง" ไปแล้ว ใครจะเป็นรายต่อไป อ่านข่าวนี้แล้ว พระไทยทั้งประเทศ หายใจไม่ทั่วท้อง !

 

 

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม)

วัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

 

คุมคดีธรรมกายอยู่ในมือ แต่กลับทำอะไรธรรมกายไม่ได้ แบบว่าล้มเหลว เท่านั้นยังไม่พอ วันนี้ โดนคดีเงินทอนเข้าไปอีก ยิ่งกว่าพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก เผลอๆ หลุดจากทุกตำแหน่ง เพราะล้มละลายไปโดยปริยาย

 

 

ที่มา : เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ : 25 กันยายน 2560

 

โจ๊ก !

แจ้ง 3 ข้อหา พระครูเพชรบูรณ์

เอี่ยวเงินทอนวัด

 


 

 

อา..นี่คือรายการอาหารเช้าที่ชื่อว่า "โจ๊ก" มิใช่ "ข้าวต้ม" เพราะพระครูเพชรบูรณ์องค์นี้นั้น ว่ากันโดยตำแหน่งแห่งหนหรือยศถาบรรดาศักดิ์ก็แค่ "พระบ้านนอก" แต่กลับถูก ปปป. ดำเนินคดีอย่างฉับพลันทันที ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ก็มีข่าวยืนยันจากทาง ปปป. ว่า มีวัดของระดับบิ๊ก มส. ตั้งแต่สมเด็จพระราชาคณะ เจ้าคณะรอง และพระมหาเถระผู้มีตำแหน่งใหญ่ระดับประเทศ "มากมายหลายสิบรูป" ติดร่างแหในคดีประวัติศาสตร์นี้ แต่กลับไม่มีการดำเนินคดีใดๆ ในบรรดาวัดเหล่านั้นเลย แถมหวยยังออกไปที่ "อำเภอชนแดน-เพชรบูรณ์" ซึ่งชื่ออำเภอก็ "ชนแดนลาว" ติดชายขอบประเทศไทยไปโน่น ถามว่า นี่มันเลือกปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือเปล่า ?

ถ้าจะอ้างว่า "วัดหรือพระเถระเหล่านั้น" โดนหลอก หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามแต่ แต่ก็ต้อง "แจ้งความดำเนินคดีก่อน" เป็นเบื้องแรก หลังจากนั้น จะแก้ต่างอย่างไรก็ว่ากันไปในชั้นศาล แต่นี่ ปปป. กลับละเว้นวัดกลุ่มแรกๆ เหล่านั้นทั้งหมด แล้วเลือกไปลงแค่วัดเล็กๆ เพียง 4 วัด บอกชื่อมาแค่พระครูกระจอกรูปเดียว อีก 3 ชื่อยังไม่รู้เลยว่าเป็นใคร ทำงานแบบนี้ขอบอกว่า กระจอกฮ่ะ รายการนี้คงไม่ต่างไปจากการ "ปล่อยปูหนี แล้วจับดาบตำรวจมาปรับ พอเป็นพิธี" ของ คสช. แบบว่าโรแม็ปยังอีกยาวไกล ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองยังลอยล่อง ต้องปรองดองจึงจะรีเทิร์นได้ เอาที่สบายใจก็แล้วกันนะ บิ๊กตู่นะ !

 

 

เจ้าพ่อ หรือ แพะ ?

 

พระครูกิตติพัชรคุณ

เจ้าคณะอำเภอชนแดน

วัดลาดแค อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์

 

 

แจ้ง 3 ข้อหา "พระครูกิตติพัชรคุณ" เอี่ยวทุจริตเงินทอนวัด

ปปป.แจ้งความเอาผิด "พระครูกิตติพัชรคุณ" 3 ข้อหา เอี่ยวทุจริตเงินทอนวัด มีโทษทั้งจำและปรับ

เมื่อวันที่ 23 ก.ย. จากกรณีตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านบุคคลต้องสงสัย ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัดรวม 14 จุด ใน 7 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ นนทบุรี ขอนแก่น ระนอง สิงห์บุรี นครปฐม และสมุทรสาคร เพื่อหาหลักฐานเชื่อมโยงกระบวนการทุจริตเงินทอนวัด จนมีหลักฐานความผิดถึงตัวผู้ต้องหา 19 ราย แจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว 5 ราย ส่วนพระสงฆ์ 4 รูป ได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหาที่วัด  โดยหนึ่งในจำนวนพระทั้ง 4 รูป คือ พระครูกิตติพัชรคุณ เจ้าคณะอำเภอชนแดน  วัดลาดแค จ.เพชรบูรณ์ ทาง ปปป. จะถูกแจ้งความผิด มาตรา 86 ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อน หรือขณะกระทำความผิดแม้ผู้กระทำความผิด จะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น

มาตรา 147 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 24 กันยายน 2560

 

จ่อบุกทำเนียบ !

ถามบิ๊กตู่-นายกรัฐมนตรี

กรณี "กักขังไร้พิกัด" มหาอภิชาต

 

 

หากวันจันทร์ ยังไม่ทราบข่าว ตามที่เจ้าหน้าที่แจ้ง เราจะขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อเจรจาทั้งการปล่อยตัว และความปลอดภัย ของท่านอภิชาต

รท.รศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ

 

อา..ก็น่าฉงนนะฮะ ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ "ใช้อำนาจอะไร" ในการ "กักขัง-หน่วงเหนี่ยว" ทิดอภิชาต ไว้ในที่ "ไร้พิกัด" โดยอ้างว่า "มิได้แจ้งข้อหาใดๆ" แต่..นำตัวไปไว้ในที่ไร้พิกัด นี่มันอุ้มกันชัดๆ เลย ถ้ามหาอภิชาตมีรอยขีดข่วนตามกระบวนการรีดของเจ้าหน้าที่ งานนี้มีบานปลายแน่ "บิ๊กตู่" เตรียมตอบคำถามเอาไว้ให้ได้ ไอ้ที่เดินสายหาเสียงจะนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีกสมัยนั้น รับรองว่าหืดขึ้นคอ จะโดนประเด็น "อภิชาต" นี่แหละ ขวางทางไว้สุดกู่ เพราะแนวร่วมจะมากกว่า "ทนายสมชาย นีละไพจิตร" อย่างเทียบไม่ได้ เชื่อไม่เชื่อก็ตามใจ เตือนไปยังพวก "บริวาร" ของท่านผู้มีอำนาจด้วย ว่าอย่าเลยเถิด จะแจ้งข้อหาอะไรก็ว่าไป จะขออำนาจศาลฝากขังหรือทำอะไรก็ให้มั่นโปร่งใส มิใช่บอกว่า "ไม่ได้แจ้งข้อหาอะไร แต่นำไปไว้ในที่ปลอดภัย" ถามว่าพูดแบบนี้ใช้ได้หรือ ?

ก็รอดูว่า ปลาตัวใหญ่ ระดับ "คสช." จะมาตายน้ำตื้นเพราะเรื่องตื้นๆ แบบนี้ หรือไม่ อยากจะปั้นมหาอภิชาตให้เป็น "ฮีโร่" ก็ตามใจ

แต่ความจริงแล้ว สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ไม่ต้องรอถึงวันจันทร์ เพราะถ้าเจ้าหน้าที่มิได้แจ้งข้อหาอะไร ก็ไม่มีอำนาจในการกักขังหน่วงเหนี่ยวทิดอภิชาตอยู่แล้ว ยกเว้นแต่ใช้กฎอัยการศึก แต่ถึงอย่างนั้นทางสมาพันธ์ก็ย่อมมีสิทธิ์เรียกร้องให้ทางการบอกสถานที่กักขังให้ทราบได้อยู่แล้ว ถามว่า รออะไร ?

 

สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

 

ประกาศ สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 1
เรื่อง ผลการเจรจากับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ กรณีอดีต พระมหาอภิชาต ปุณฺณจนฺโท

ในวันนี้ สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย นำโดย ร.ท.ผศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ได้เดินทางไปที่วัดเบญจบพิธฯ เพื่อไปเจรจา 3 ฝ่าย ประกอบด้วย

1. เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร
2.
เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกรณีอดีต พระมหาอภิชาต ปุณฺณจนฺโท
3.
ตัวแทนสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

ขอสรุปผลการเจรจา

เจ้าหน้าที่ ถามเจ้าอาวาสว่า ท่านอภิชาต ขอสึกเองหรือไม่ ท่านเจ้าอาวาส ตอบว่า ใช้ ท่านอภิชาต ขอสึกเอง

เจ้าหน้าที่ ก็ขอให้เราแจ้งต่อสาธารณชน ว่า มหาอภิชาต ขอสึกเอง

เราตอบว่า เราไม่สามารถรับรองได้ ว่า ขอสึกเอง ด้วยความเต็มใจ จนกว่าจะได้พบกับ ท่านอภิชาต ด้วยตนเองเสียก่อน

เราก็ขออนุญาต เข้าไปเยี่ยมท่าน เพื่อสอบถามเรื่องราวต่างๆ

เจ้าหน้าที่ยืนยัน สรุป ดังนี้

1. ยังไม่บอกว่า ตอนนี้อยู่พิกัดไหน
2.
ให้รออีก 2 วัน แล้วทุกคนจะทราบเอง (เราจะรอถึงวันจันทร์)
3.
ท่านอภิชาต ไม่ได้ถูกคุมขังแต่ประการใด และอยู่ในที่ปลอดภัย
4.
ไม่มีการแจ้งข้อหาใดๆ

ข้อสรุปสำหรับเรา (ปรึกษากันเอง)

1.
เราจะรออีก 2 วัน นั่นคือ ยอมรอถึงวันจันทร์ ไม่เกิน 18.00 น.
2.
หากวันจันทร์ ยังไม่ทราบข่าวตามที่เจ้าหน้าที่แจ้ง เราจะขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อเจรจาทั้งการปล่อยตัว และความปลอดภัยของท่านอภิชาต
3.
ตั้งกองทุน ขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประเด็นคือ

3.1
ช่วยเหลืออดีต พระมหาอภิชาต ปุณฺณจนฺโท ในเรื่องดังนี้
3.1.1
ช่วยเหลือทางด้านคดี (หากต้องใช้)
3.1.2
ช่วยเหลือเป็นค่ายังชีพ ขณะที่ลาสิกขาใหม่ๆ โดยไม่ทันตั้งตัว
3.1.3
อื่นๆ ที่สมควร

3.2
กิจกรรมเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา (อันนี้ใช้ระยะยาว ทั้งช่วยเหลือชาวพุทธวันหน้า หรือการทำงานเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา)

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย : 23 กันยายน 2560

 

นพรัตน์โดน !

ปปง-ปปช. บุกค้นบ้าน ยึดเซฟเจาะ

หวังพบทองคำแท่ง !

 

อา..ถ้าพบของมีค่าแม้แต่เพียงชิ้นเดียว นายนพรัตน์คงจะโดนสมาชิกชมรมดูดาววิจารณ์ว่า "ควาย" เพราะตัวเองหนีไปอยู่อเมริกาตั้งหลายปี คงไม่โง่ถึงกับจะทิ้งหลักฐานไว้ให้ คสช. ดูต่างหน้าหรอก บ้านของ น.ส.ประนอม คงพิกุล ถูกค้นกระจุย เป็นข่าวกระจายไปทั่วโลกมานานหลายเดือน นพรัตน์เห็นแล้วก็คงจะเก็บหลักฐานเรียบ งานนี้ถึงมีการซัดทอดโดยพยานบุคคล แต่หาหลักฐานยาก อยากรู้ว่ามีมากขนาดไหนก็ตามไปที่ "ดัลลัส" ซีฮะ รับรองว่าจะ..โอ้โฮ !

 

 

 

นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์

อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

พิษเงินทอนวัด !! ค้นบ้าน "พนม-นพรัตน์" อดีต ผอ.พศ.

ปปป. นำกำลังบุกค้นบ้าน "พนม - นพรัตน์" อดีต ผอ.พศ. หาหลักฐานเชื่อมโยงคดีทุจริตเงินทอนวัด - ลุยค้น 14 จุด รวม 7 จังหวัด

21 ก.ย. 60 : ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ บก.ปปป. นำกำลังกระจายกำลังนำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านของบุคคลต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัด รวม 14 จุดใน 7 จังหวัด โดย จุดสำคัญคือ บ้านพักของ นายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  ในเขตเทศบาลเมืองกระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม เพื่อหาหลักฐานเชื่อมโยงกระบวนการทุจริตเงินทอนวัด โดยเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึงได้แสดงหมายศาลเพื่อขอเข้าตรวจค้น โดยมีนายพนม เข้ามารับหมายและนำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นภายในบ้านพัก โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไป              

สำหรับการเข้าตรวจค้นบ้านของนายพนม เนื่องจากเจ้าหน้าที่ ปปป. ทำการตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวัด พบความเคลื่อนไหว เรื่องของการโอนเงินซื้อหุ้นสหกรณ์แห่งหนึ่งและมีการซื้อทองสะสมไว้ มีพฤติการณ์เชื่อว่า ร่ำรวยผิดปกติ จึงเป็นที่มาของการเข้าตรวจค้นในวันนี้ 

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังเข้าตรวจค้นบ้านพักของ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  ย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี และเตรียมเปิดตู้เซฟ เพื่อตรวจสอบทรัพย์สินด้วย

 

ที่มา : คมชัดลึก : 21 กันยายน 2560

 

บุกค้น "บ้านพนม" เช้าตรู่ !

ปปง-ปปช. สนธิกำลัง เคาะประตู

ยังไม่ทันได้กินกาแฟ !

 

 

พนม ศรศิลป์

อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

 

ภาพ : PPTV

 

 

บุกค้นบ้านอดีต ผอ.พศ. ยึดทองแท่ง โยงแก๊งงาบเงินทอนวัด

จู่โจมพร้อมกัน 14 จุดทั่วประเทศ เปิดตู้เซฟอายัดเงินสดเพียบ  ปปง.ฟันซ้ำ เตรียมยึดทรัพย์ ออมสินแฉอีก 30 วัด 300 ล้าน !

ตำรวจ  ปปป. ร่วมกับ ปปง. เปิดปฏิบัติการบุกค้นบ้านบุคคลต้องสงสัยพัวพันทุจริตเงินทอนวัด 14 จุด ใน 7 จังหวัด นำหมายศาลบุกค้นบ้าน "พนม ศรศิลป์" อดีต ผอ.พศ. อายัดทองคำแท่งน้ำหนักกว่า 80 บาท พระเครื่องเบญจภาคีและบัญชีรายชื่อวัดที่ได้รับงบอุดหนุนทั่วประเทศกว่า 100 ล้านบาท ตั้ง 2 ข้อหา พร้อมชงยึดทรัพย์ ขณะที่นักวิชาการสำนักพุทธฯ ยังให้การปฏิเสธ ส่วนบ้านเมียอดีตบิ๊ก พศ. พบทรัพย์สินอู้ฟู่ "ออมสิน" ลั่น เดินหน้าสอบต่อเนื่อง หลัง สตง.แจ้งพบทุจริตเงินทอนวัด 30 แห่ง มูลค่า 300 ล้านบาท

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 21 กันยายน ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นำโดย พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เจ้าหน้าที่สรรพากร กระจายกำลังพร้อมหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านของบุคคลต้องสงสัย ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณะและปฏิสังขรณ์วัด หรือ เงินทอนวัด รวม 14 จุด ใน 7 จังหวัด

ค้นบ้านอดีต ผอ.พศ. - นักวิชาการ

โดยจุดสำคัญของปฏิบัติการตรวจค้นครั้งนี้ คือ บ้านพักของ  นายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่หมู่บ้านไลฟ์บางกอกบูเลอวาร์ด เลขที่ 199/8 หมู่ 9 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม เป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ด้านบนเป็นห้อง 3 ห้อง

จุดที่ 2 เป็นบ้านของ นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งนักวิชาการสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ เลขที่ 36 หมู่ 5 ต.บางระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐมโดย นายพนม และนายพัฒนา ได้ออกมารับหมายตรวจค้นด้วยตัวเองทั้ง 2 จุด พร้อมกับอนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นภายในบ้าน เพื่อหาหลักฐานเชื่อมโยงกับการทุจริต แต่ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปร่วมสังเกตการณ์ภายในบ้าน

พบรายชื่อวัดรับเงินอุดหนุนทั่วประเทศ

จากการตรวจค้นภายในบ้านของนายพัฒนา พบเงินสดจำนวนมาก และบัญชีรายชื่อวัดที่ได้รับงบประมาณอุดหนุนทั่วประเทศ รวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ส่วนการตรวจค้นบ้านนายพนม พบรายชื่อวัดที่ได้รับงบประมาณอุดหนุนทั่วประเทศ พระเครื่องเบญจาภาคี ทองคำแท่งอีกกว่า 80 บาท และยังมีรถยนต์ยี่ห้อ CRV สีบรอนซ์เทา ทะเบียน 2กฐ2180 กรุงเทพ

พบหลักฐานโยงทุจริตกว่า 100 ล้าน

มีรายงานว่า จากการติดตามสอบสวนพบว่า เมื่อปี 2555 นายพัฒนา มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เกี่ยวกับการทุจริตเงินอุดหนุน วัดบำเพ็ญน้อย เขตมีนบุรี ซึ่งครั้งแรกเป็นเงิน 5,700,000 บาท ครั้งที่ 2 จำนวนเงิน 4,700,000 บาท และครั้งที่ 3 ที่ วัดสุวรรณาราม เขตบางกอกน้อย โดยร่วมกันกับ นายณรงค์ชัย ชัยเนตร ข้าราชการฯอีกคนหนึ่ง กระทำในลักษณะดังกล่าว รวม 9 ครั้ง เป็นเงิน จำนวน 19,250,000 บาท และยังตรวจสอบพบมีเอกสารที่เชื่อมโยงกับวัดอื่นๆ อีก คิดเป็นเงินทุจริตไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม นายพัฒนา ยังคงให้การปฏิเสธ เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญไปสอบสวนที่ บก.ปปป.

ทั้งนี้ นายพัฒนา ถือเป็นบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับคดีทุจริต เนื่องจากเป็นผู้ที่รับเงินอนุมัติไปที่วัด และไปของบเงินจากเจ้าอาวาสคืน ในลักษณะเงินทอนตามกระแสข่าวที่มีการติดตามคดีมาอย่างต่อเนื่อง

แจ้ง 2 ข้อหา "พนม" -ชง ปปง. ยึดทรัพย์

ต่อมา เวลา 11.00 น. พล.ต.ต.กมล เปิดเผยว่า ได้มีการแบ่งกำลังเข้าตรวจค้นพร้อมกัน 14 จุดในพื้นที่ 7 จังหวัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้าราชการและบุคคลธรรมดา โดยมี 13 จุดเป็นส่วนที่ทาง บก.ปปป. ตรวจสอบพบความเชื่อมโยงเพิ่มเติมเกี่ยวกับความผิดทุจริตเงินทอนวัด ตรวจสอบบ้านพักของนายพนม พบพระเครื่องชุดเบญจภาคี ทองคำแท่งน้ำหนักรวม 80 บาท เอกสารการซื้อขายหุ้น ซึ่งหลังจากนี้จะมีการรวบรวมทำบัญชีทรัพย์สิน ก่อนเสนอเข้าที่ประชุม ปปง. เพื่อพิจารณาอายัดทรัพย์ตามขั้นตอน และดำเนินคดีตามความเชื่อมโยง ขณะเดียวกันได้มีการแจ้งข้อหาฐานปฎิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 และความฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจหน้าที่เบียดบังทรัพย์เป็นของตนเอง ตามมาตร 147

จ่อแจ้งข้อหา 19 ผู้กระทำผิด

"การตรวจสอบความผิดทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณะและปฏิสังขรณ์วัด ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งพบว่ามีวัดที่ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนา รวม 23 วัด และพบผู้กระทำผิดรวม 19 คน ซึ่งทั้งหมดตำรวจจะแจ้งข้อหาตามพฤติการณ์ทันที"  พล.ต.ต.กมล กล่าว

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ ปปป. ได้ตรวจสอบพบว่า มีการโอนเงินซื้อหุ้นสหกรณ์แห่งหนึ่ง และมีการซื้อทองสะสมไว้ มีพฤติการณ์เชื่อว่าร่ำรวยผิดปกติ และเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัด จึงเป็นที่มาของการเข้าตรวจค้นบ้านนายพนมในครั้งนี้

ค้นบ้านเมียอดีต ผอ.พศ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้าวันเดียวกัน พ.ต.อ.พัชรินทร์ ภูสิทธิ์ รอง ผบก.ปปป. พร้อมกำลังตำรวจกว่า 10 นาย นำหมายศาลจังหวัดนนทบุรี เลขที่ 907/2560 ลงวันที่ 20 กันยายน เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 209/648 ซอย 9 หมู่ 3 ถนนบ้านกล้วย-ไทรน้อย ภายในหมู่บ้านบุศรินทร์ ซึ่งเป็นบ้านทาวน์เฮ้าส์ห้องหัวมุม โดยบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านของ นางปราณี แจ่มเจริญ แม่ของ นางภัทรนันท์ แจ่มเจริญ ภรรยาของนายนพรัตน์ เบญจรัตนานันท์ อดีต ผอ.พศ. เพื่อหาหลักฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนของวัดหรือไม่

เปิดเซฟอายัดเงิน-อัญมณี

ภายในบ้านพบเพียง นางสุภาพร ประเสริฐกุล อายุ 63 ปี คนดูแลบ้าน ให้การว่า นางปราณีและนางภัทรนันท์ ไม่อยู่บ้านเดินทางไปต่างประเทศ จากการตรวจค้นภายในบ้านพบตู้เซฟขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่ใช้เวลาในการตรวจค้นหาหลักฐานและเปิดตู้เซฟนานกว่า 6 ชั่วโมง ภายในตู้เซฟพบเงินสด 170,000 บาท อัญมณีจำพวกพลอยกว่า 10 เม็ด เอกสาร และพาสปอร์ตของเจ้าของบ้าน จึงทำการบันทึกและอายัดของกลางทั้งหมด เพื่อนำส่งให้ ปปป. ตรวจสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนของวัดหรือไม่

ค้นบ้านเมียอดีตบิ๊ก พศ. รวยมาก

ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.วสันต์ เกศะรักษ์ ผู้กำกับการกอง 3 บก.ปปป. พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารจาก มทบ.23 ค่ายศรีพัชรินทร์ นำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 555/1 ในหมู่บ้านสีวลี ถนนมะลิวัลย์ ต.บ้านทุ่ม อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นบ้านของ นางมาดา ชัยเนตร หรือกระดือหน อายุ 36 ปี ภรรยาของนายณรงค์เดช ชัยเนตร อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา พศ. พบสมุดบัญชีเงินฝากหลายเล่ม มีเงินในบัญชีจำนวนมาก โดยบ้านหลังดังกล่าว นางมาดาใช้เงินสดจำนวน 6 ล้านบาทซื้อ เมื่อปี 2558 พร้อมกับรถยนต์เก๋งมูลค่า 8 แสนบาทเศษ อีก 1 คัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงบันทึกเพื่อรวบรวมไว้เป็นหลักฐานต่อไป

อ้างได้เงินมรดกจากพ่อ

มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า นางมาดามีร้านจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดขายบนถนนเหล่านาดี เขตเทศบาลนครขอนแก่น โดยนางมาดาอ้างว่า เงินที่นำมาซื้อบ้าน เป็นเงินจากมรดกที่บิดาให้มา แต่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อ จึงได้เก็บหลักฐานทั้งหมดก่อนนำไปรวบรวมกับการเข้าค้นทั้งหมดในวันนี้

สำหรับการเข้าตรวจค้นบ้านของนางมาดา สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ ป.ป.ป. ที่ทำการตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวัด พบความเคลื่อนไหวมีการโอนเงินซื้อหุ้นสหกรณ์แห่งหนึ่งและมีการซื้อทองสะสมไว้ด้วย มีพฤติการณ์เชื่อว่าร่ำรวยผิดปกติ จึงเป็นที่มาของการเข้าตรวจค้นในวันนี้

ออมสินลั่น บี้เงินทอนวัดต่อเนื่อง

ทางด้าน นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงปฏิบัติการตรวจค้นทั้ง 14 จุด ในวันเดียวกันนี้ว่า เป็นกระบวนการทำงานของตำรวจ ปปป.ตามขั้นตอนปกติ ยืนยันว่าทุกอย่างยังเดินหน้าต่อแม้ว่า พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ จะไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง ผอ.พศ. แล้วก็ตาม แต่ทุกเรื่องจะหยุดไม่ได้ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก็ต้องทำหน้าที่ต่อไป

เมื่อถามว่า ปปป. เข้าไปตรวจค้นบ้านผู้ที่เกี่ยวข้อง แสดงว่ามีการการเชื่อมโยงกับการทุจริตเงินทองวัดใช่หรือไม่ นายออมสินกล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องถาม ปปป. ซึ่งตนเข้าใจว่าเป็นกระบวนการทำงานของ ปปป. ที่ไปขอหมายศาลเข้าไปขอตรวจค้น

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการตรวจพบการทุจริตเงินทอนวัดเพิ่มเติมหรือไม่ นายออมสิน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีหนังสือถึงตน โดยระบุว่า ตรวจพบการทุจริตเงินทอนวัดประมาณ 30 วัด ส่วนใหญ่เป็นวัดขนาดเล็กทั่วประเทศ เท่าที่ตนจำได้ผู้เกี่ยวข้องมีฆราวาส 13 คน และมีพระครูในต่างจังหวัด 2 รูป ซึ่งตนได้แจ้งให้ ผอ.พศ. ดำเนินการต่อแล้ว

ชี้ต้องพักงานผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดี

นายออมสิน กล่าวต่อว่า ในส่วนข้าราชการ พศ. ทั้ง นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ. น.ส.ประนอม คงพิกุล อดีตรอง ผอ.พศ. และข้าราชการระดับผู้อำนวยการสำนัก 3-4 คน ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน ถ้าทำงานต่อไปไม่ได้ก็ต้องพักงาน ที่เหลือเป็นระดับเจ้าหน้าที่ ทุกอย่างมีระเบียบขั้นตอนทางราชการอยู่แล้ว ยืนยันคดีความต่างๆ เราดำเนินการต่อ ไม่หยุดทำอะไรทั้งนั้น การดำเนินการในส่วนของตัวบุคคลนั้นเป็นหน้าที่ของตำรวจ เรามีหน้าที่ให้ข้อมูลในส่วนที่เขาต้องการ วันนี้เราดำเนินการในส่วนของตัวบุคคลของเรา ถ้าเชื่อมโยงไปถึงพระก็ต้องดำเนินการต่อ เพราะถ้าไปสืบที่พระก่อนแล้วมาดำเนินการกับคนใน พศ. จะดำเนินการลำบาก และจากข้อมูลเป็นเรื่องที่คนของเราไปเสนอกับพระ

มีทั้งเก่า-ใหม่คิดเป็นเงิน 300 ล้าน

"ตามหนังสือ 30 เรื่องที่ สตง. ส่งมานั้น มีทั้งเรื่องเก่าและเรื่องใหม่ คิดเป็นเงินประมาณ 300 ล้าน แต่เรื่องที่เกิดกินระยะเวลาหลายปี ตั้งแต่สมัย นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. เรื่อยมาถึง นายพนม ซึ่งพฤติกรรมเหมือนกัน คือไปบอกพระว่า จะให้งบปฏิสังขรณ์วัดแล้วขอเป็นเงินทอน ให้ไปสองล้านขอคืนล้านสาม วัดในต่างจังหวัดที่มีพระรูปเดียวท่านคงไม่รู้ระเบียบราชการ และเมื่อเป็นข้าราชการสำนักพุทธฯ พระก็เชื่อ ที่พูดแบบนี้ไม่ได้ปกป้องพระ แต่อ่านตามนั้น ส่วนเรื่องเงินทอนวัดมีมาตั้งแต่สมัยไหนนั้น ผมไม่รู้ และที่ตรวจสอบได้ครั้งนี้ เขาดูจากการโอนเงินคืนเข้าบัญชี เพราะอาจชะล่าใจ รวมถึงไปขอคืนเป็นเงินสดแต่มีพยานบุคคลเห็น" นายออมสิน กล่าว

 

ที่มา : แนวหน้า : 21 กันยายน 2560

 

จับสึกกลางพรรษาพระมหาอภิชาติ !

18.30 น.

20 กันยา 2560

ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พระอารามหลวง

 

เอวัง ?!?!?!

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย : 20 กันยายน 2560

 

 

อุ้มมหาอภิชาติ !

เข้าค่ายเสนาณรงค์ สงขลา

สมาพันธ์ชาวพุทธออกโรงเรียกร้องทหารปล่อยตัว

 

อา..ว่าแล้วไหมล่ะ ว่าอย่าเล่นกับรัฐบาลทหาร ดูอย่างรุ่นพี่ที่ชื่อ "เจ้าคุณประสาร-เจ้าคุณโชว์" ขนาดเคยขึ้นโชว์ตัวบนเวทีเสื้อแดงมาแล้ว แต่พอเห็นสีเขียวๆ ก็เก็บตัวเงียบ รอให้ผ่านการเลือกตั้งค่อยออกมาเต้น แต่อภิชาติซึ่งเป็นชาวใต้เต็มร้อย จึงแตกต่างกันทางด้านแนวทางการแสดงออก สุดท้ายก็ถูกทหารอุ้มเข้าค่ายไปปรับทัศนคติจนได้

เรื่องที่คาดว่า "น่าจะรุนแรง" ในสายตารัฐบาลทหารก็คือ การที่พระมหาอภิชาติออกมา "อาฆาตมาดร้าย" พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีต ผอ.พศ. ซึ่งถูกสั่งให้ไปตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ทั้งสองเคยมีการฟ้องร้องกันมาก่อน ถึงวันที่พงศ์พรจะลงใต้ พระมหาอภิชาติเลย "จัดหนัก" ออกโรงท้าทาย แถมยุให้เพื่อนฝูงต้อนรับพงศ์พรอย่างเจ็บแสบ แบบนี้มันก็เกินไป

อย่างไรก็ตาม การที่ทหารใช้กำลัง "อุ้ม" พระมหาอภิชาติไปโดยพลการ จะอ้างกฎอัยการศึก หรืออะไรก็ตามแต่ มันทำให้เห็นว่ารัฐบาลนี้ยังคงไม่ละมุนละม่อมกับพระสงฆ์องค์เณร ทั้งๆ ที่วิธีการปฏิบัติต่อพระภิกษุสามเณรนั้น มีอีกหลายวิธี ดีที่สุดก็คือ "ขอใช้อำนาจผ่านผู้ปกครอง" ซึ่งถ้าไม่ได้ผลอย่างไรก็ค่อยๆ ยกระดับไปเรื่อยๆ แต่นี่กลับทำอุกอาจ ใช้กำลังทหารเข้ารุกถึงตัว แล้วนิมนต์ขึ้นรถเข้าค่ายเงียบเลย แบบนี้มันอันตราย เพราะจะสร้างความหวาดระแวงระหว่างพระสงฆ์กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ มองมุมไหนก็ไม่เป็นผลดี หรือนี่นายกรัฐมนตรีจะต้องมาเหนื่อยอีกแล้ว กับเรื่องของ "อภิชาติ-พงศ์พร"

 

 

 

พระมหาอภิชาติ เจ้าของฉายา วิระธูเมืองไทย

 

สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

เนื่องจากสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ได้รับข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่รัฐ ได้นิมนต์ พระมหาอภิชาต ปุณฺณจนฺโท ออกจากวัดที่จังหวัดสงขลา เพื่อไปทำการสอบสวนให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ โดยขณะนี้ ได้นำตัวท่านไปที่ค่ายเสนาณรงค์ หาดใหญ่ จ.สงขลา

สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย รู้สึกกังวลต่อสวัสดิภาพความปลอดภัยของท่าน และเป็นห่วงเกี่ยวกับการปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัย ที่พระทุกรูปต้องปฏิบัติขณะเข้าพรรษา ซึ่งเจ้าหน้าที่อาจไม่ทราบ

ประการที่ 1 การควบคุมตัวบุคคลไปเช่นนี้ เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560

ประการที่ 2 ท่านพระมหาอภิชาต ปุณฺณจนฺโท แม้จะกล่าวด้วยถ้อยคำรุนแรง แต่ก็เป็นเหตุมาจากสถานการณ์ความรุนแรง ที่มีขบวนการไล่ฆ่า ไล่ทำร้ายพระสงฆ์ไทย ทำให้ท่านเกิดความกังวล เป็นห่วง จึงได้ออกมากล่าวคำเช่นนั้น หามีเจตนาร้ายอย่างอื่นไม่ อีกทั้งเนื้อหาทั้งหลายที่ท่านกล่าวมา ก็ล้วนมีพื้นฐานมาจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นต่อคณะสงฆ์ในประเทศไทย

ประการที่ 3 ช่วงนี้ เป็นระหว่างเข้าพรรษา ซึ่งมีพุทธบัญญัติ สำหรับพระภิกษุว่า ห้ามไปค้างแรมที่อื่น หากไปที่อื่นแล้ว จะต้องกลับมาถึงที่จำพรรษาก่อนฟ้าสาง หาไม่แล้ว จะส่งผลให้พรรษาขาด

สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ขอเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวท่าน พระมหาอภิชาต ปุณฺณจนฺโท โดยส่งให้ถึงวัดที่ท่านจำพรรษา ก่อนฟ้าสางภายในวันนี้ เพื่อไม่ให้ท่านต้องขาดพรรษาตามพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติเอาไว้ อีกทั้งไม่เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล และให้เกียรติต่อพระสงฆ์ไทย

 

ที่มา : เฟสบุ๊คสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย : 20 กันยายน 2560

 

 

เณรคำขึ้นศาล !

ให้การปฏิเสธทุกข้อหา

อาตมา เอ๊ย ผมไม่ได้ทำเอง

แต่ว่า พระอินทร์ เพื่อนผม สั่งให้ทำ

ไปจับพระอินทร์เซ้ !

 

 

 

เณรคำ อรหันต์ปั้นของธรรมยุต

ผู้ประกาศอาสภิวาจา..ชาติหน้าไม่ขอมาเกิด

 

"เณรคำ" ปฏิเสธ 2 คดี พรากผู้เยาว์-ฉ้อโกงสร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ที่สุดในโลก อ้างเด็กที่เกิดมาไม่ใช่ลูก

 

เมื่อเวลา 09.00น. วันที่ 18 กันยายน 2560 ที่ห้องพิจารณา 713 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดตรวจหลักฐานคดีหมายเลขดำ อ.2340/2560 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวิรพล สุขผล หรือฉัตติโก หรืออดีตหลวงปู่เณรคำ อายุ 38 ปี เป็นจำเลย ฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317

กรณีเมื่อเดือน มกราคม 2543 ถึงกลางปี 2544 จำเลยพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี จากผู้ปกครองไปข่มขืนกระทำชำเราเป็นเวลา 2 ปี จนมีบุตร 1 คน อันเป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ แต่ระหว่างดำเนินคดีจำเลยหลบหนีไปประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาโจทก์ได้ขอตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ศาลชั้นต้นแห่งรัฐบาลกลางรัฐแคลิฟอร์เนีย มีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยกลับมาดำเนินคดีที่ไทย เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวนายวิรพล-จำเลย จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมาฟังการพิจารณา ศาลได้อ่านและอธิบายคำฟ้องของอัยการโจทก์ให้จำเลยฟังจนเป็นที่เข้าใจแล้วสอบถามว่า จะรับสารภาพหรือให้การปฏิเสธ ปรากฏว่าจำเลยแถลงยืนยันให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา อ้างว่าไม่ได้กระทำผิดและเด็กที่เกิดมาก็ไม่ใช่บุตรของตน ขณะที่อัยการโจทก์แถลงขอนำพยานโจทก์เข้าเบิกความ 9 ปาก ขณะที่ทนายความจำเลยแถลงต่อขอนำพยานจำเลยเข้าเบิกความ 9 ปาก

ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตคู่ความตามที่ร้องขอ โดยเริ่มสืบพยานโจทก์นัดแรกในวันที่ 8 มิถุนายน 2561

ต่อมาเวลา 13.30 น.ที่ห้องพิจารณาคดี 713 ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานคดีดำ อ.2341/2560 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวิรพล เป็นจำเลยตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ปี 2552 ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน จำเลยให้การปฏิเสธ

 

 

ภาพของผู้ไม่กลับมาเกิดในชาติหน้า

 

โดยอัยการโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2556 ต่อเนื่องกัน จำเลยอาศัยความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา หลอกลวงแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงว่า จำเลยเป็นประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.อุบลราชธานี และอ้างว่าได้นิมิตพบองค์อินทร์ ขอให้สร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ต้องใช้หยกเขียวแท้จากประเทศอิตาลี และก่อสร้างเสาวิหารแก้วครอบองค์พระแก้วมรกต รวมทั้งก่อสร้างวิหารสำหรับประชาชนในการปฏิบัติธรรมที่วัดป่าขันติธรรม และทำการก่อสร้างวัดที่ จ.สุพรรณบุรี นอกจากนี้ยังก่อสร้างถาวรวัตถุและจัดกิจกรรมประกอบศาสนกิจ และซื้อเรือจากประเทศสหรัฐฯเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วม จึงได้โฆษณาป่าวประกาศ ชักชวนให้ประชาชนบริจาคเงิน ทองคำและทรัพย์สิน โดยตั้งตู้รับบริจาคเงินไว้ และมีป้ายเขียนว่า "รับบริจาคร่วมสร้างมหาวิหาร" และจัดทำป้ายโฆษณาเชิญชวนให้คนบริจาคเงินหรือทรัพย์สินอย่างเปิดเผย โดยปรากฏข้อความอยู่ในเว็บไซต์ www.Luangpunenkham.com โดยระบุว่าจะสร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งงบประมาณก่อสร้างเฉพาะองค์พระแก้วมรกตจำนวน 150 ล้านบาท มีบรรดาญาติโยมบริจาคทุนทรัพย์มาร่วมก่อสร้างจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังได้ลงข้อมูลรูปภาพการสร้างพระแก้วมรกต 4 แผ่น ลงในเว็บไซต์ดังกล่าว และมีการระบุข้อความว่า "ติดต่อจอง เสามหาวิหารพระแก้วมรกตจำลอง องค์ใหญ่ที่สุดในโลก มี 199 ต้นเท่านั้น ตอนนี้จองไปแล้ว 70 ต้น เป็นเจ้าภาพต้นละ 3 แสนบาท ต้องถวายปัจจัยใน 2554 กองงานพระเลขานุการ" อีกทั้งจำเลยยังใช้วิธีอวดอ้างสร้างศรัทธาบารมีความน่าเชื่อถือให้แก่ตนเอง จัดทำเป็นหนังสืออัตชีวประวัติ เช่น ชาติหน้าไม่ขอกลับมาเกิด, บารมีธรรมชาติสุดท้าย, ปาฏิหาริย์หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เป็นต้น จนทำให้ประชาชนทั่วไปหลงเชื่อว่า จำเลยเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ หากผู้ใดได้ร่วมทำบุญบริจาคทรัพย์สินให้แก่จำเลยแล้ว จะได้รับผลบุญมากกว่าการทำบุญให้แก่พระภิกษุสงฆ์ทั่วไปทำให้มีประชาชนหลงเชื่อ 29 คน บริจาคเงินรวมทั้งสิ้น 28,649,553.25 บาท และจำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากประชาชนทั่วไป ที่ไม่ได้มาร้องทุกข์หรือให้การไว้อีกจำนวนมาก

และจำเลยได้โอนเงิน 1,130,000 บาท เป็นทรัพย์สินที่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ไปซื้อรถตู้ยี่ห้อโตโยต้า 1 คัน ระบุชื่อผู้อื่นเป็นผู้ครอบครองสิทธิ์แทน ความจริงแล้ว จำเลยได้อวดอุตริมนุสธรรม เป็นการอวดอ้างคุณวิเศษให้แก่ตนเอง เป็นการละเมิดพระธรรมวินัย ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และจำเลยไม่ได้สร้างองค์พระแก้วมรกตองค์ใหญ่ ไม่ได้สร้างเครื่องพระแก้วมรกตด้วยทองคำ ไม่ได้สร้างมหาวิหารครอบพระแก้วมรกตด้วยหยกแท้จากประเทศอิตาลี แต่มีการสร้างพระแก้วมรกตด้วยหิน มีคุณสมบัติคล้ายหินอ่อน แต่ไม่มีคุณสมบัติของหยกหรือหยกเขียว และไม่ใช่หินหยกจากประเทศอิตาลี

นอกจากนี้ไม่ได้ก่อสร้างวิหารประชาชนในการปฏิบัติธรรมที่วัดป่าขันติธรรม จ.อุบลราชธานี และ จ.สุพรรณบุรี ไม่ได้ซื้อเรือจากประเทศสหรัฐฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วม และอื่นๆ ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง หลอกลวงไว้แต่อย่างใด อีกทั้งวัดป่าขันติธรรมไม่ได้ขอตั้งให้เป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากจำเลยเกรงว่าจะถูกตรวจสอบ และจำเลยไม่ได้เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโดยเจ้าคณะจังหวัดศรีษะเกษ ได้มีคำสั่ง ฉบับที่ 4/2556 ให้จำเลยกล่าวคืนสิกขา เลิกปฏิบัติตนว่าเป็นสมณะทันที เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม2556

เหตุเกิดที่ จ.ศรีษะเกษ และที่อื่นเกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และ 343

 

 

โดยเจ้าหน้าที่ราชภัณฑ์เบิกตัว นายวิรพล หรือ อดีตหลวงปู่เณรคำ ในชุดนักโทษจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยมีลูกศิษย์และประชาชนที่ยังศรัทธาประมาณ 20 คน เดินทางมาให้กำลังใจและร่วมฟังการพิจารณาคดี

ศาลได้อ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังและสอบถาม จำเลยให้การปฏิเสธ และศาลสอบถามจำเลยถึงแนวทางในการต่อสู้คดี จำเลยแถลงขอให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาว่า ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนนั้น ได้สร้างวัดและพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ที่สุดในโลกจริง ส่วนความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นั้น มีญาติโยมเป็นคนจัดทำข้อความและนำไปเผยแพร่ให้ ส่วนความผิดฐานฟอกเงินนั้นรถยนต์ส่วนหนึ่งจำเลยซื้อเองและญาติโยมซื้อมาถวายเพื่อใช้ในกิจของสงฆ์

ต่อมาอัยการโจทก์แถลง นำพยานบุคคลเข้าสืบ12 ปาก ส่วนใหญ่เป็นประชาชนผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่สำนักพระพุทธศาสนา ละเจ้าหน้าที่ ปปง. ขณะที่ฝ่ายจำเลยแถลงนำพยานบุคคลเข้าสืบ จำนวน 49 ปาก

อย่างไรก็ตาม ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบ 8 ปาก นัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก วันที่ 22 พฤษภาคม2561 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายวิรพลอยู่ในห้องพิจารณา มีชาวบ้านหลายคนที่ยังเชื่อมั่นศรัทธาก้มลงกราบ และสอบถามความเป็นอยู่ โดยนายวิรพลกล่าวว่า แม้ตนเองจะไม่ได้สวมจีวรแล้ว แต่จิตใจยังนับถือพุทธศาสนาเหมือนเดิม

 

ที่มา : มติชน : 19 กันยายน 2560

 

 

จักรธรรม เผา มส. !

แฉมหาเถรสมาคมมีอิทธิพลสูง

ชี้นิ้วสั่งผู้อำนวยการสำนักพุทธได้

ใครไม่เป็นปลาไหลก็..อยู่ยาก !

 

 

จักรธรรม ธรรมศักดิ์

อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ลูกชาย ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตประธานองคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรีพระราชทาน  วันนี้ออกมาอาศัยกระแส "พงศ์พรโอเวอร์" เผาสำนักงานเก่าของตัวเองจนเหลือแต่ตอ ก็ถือว่าน่าเลื่อมใส สำหรับลูกผู้หลักผู้ใหญ่ในแผ่นดินคนหนึ่งในประวัติศาสตร์

การพูดของจักรธรรม เหมาะสมสำหรับความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหรือไม่ หรือว่าเป็นแต่เพียง "เด็กเกเร" ในสายตาของมหาเถรเท่านั้น ไม่ต่างไปจาก..พงศ์พร ซึ่งถึงวันนี้ก็คงจะเห็นสันดานธาตุแท้กันแล้วว่า เหตุใด มหาเถรสมาคม ไม่เอาจักรธรรม ก็มันปากดีอย่างนี้นี่เอง !

 

 

จักรธรรม "ฉายซ้ำ" หนังเรื่องเก่า

ทั้งๆ ที่เปลี่ยนผู้กำกับมานานแล้ว

คนตายพูดอะไรไม่ได้ แต่คนอยู่ไม่ยอมพูด

มันก็เลยไม่รู้จะคุยกับใคร วังเวง !

 

 

อา..ถามว่าจริงไหม คำตอบก็คือ ไม่จริงฮ่ะ ! ขอปฏิเสธแทน มส. เลย เพราะว่าแต่ไหนแต่ไรมา เวลาจะตั้ง ผอ.พศ. รัฐบาลก็ไม่เคยขอความเห็นจาก มส. เลย แม้กระทั่งคนล่าสุด ก็ไม่มีใครใน มส. ที่รู้เรื่อง รู้แต่ข่าวว่าคนโน้นคนนี้จะมาเป็น ตัว พ.ต.ท.พงศ์พร เอง ก็มาโดย ม.44 ซึ่งชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า "ไม่มีกรรมการ มส. รู้เรื่องเลย"

การมาของ นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ลูกชายอดีตนายกรัฐมนตรีพระราชทาน (สัญญา ธรรมศักดิ์) ก็เช่นเดียวกัน มันไม่มีใครรู้ ใช่แต่กรรมการมหาเถรสมาคมจะไม่รู้เรื่องเท่านั้น แต่พระเณรเถรชี "ทั้งประเทศ" ก็ไม่มีใครรู้ ทุกอย่างอยู่ที่รัฐบาลหมด

ใช่แต่ตำแหน่งของ ผอ.พศ. เท่านั้น ที่พระเณรไม่รู้เรื่อง แม้แต่ตั้ง "สังฆราช" ก็ไม่มีพระเณรองค์ไหนรู้เรื่องเช่นกัน จู่ๆ ก็มีพระบรมราชโองการลงมา โดยการชงเรื่องของ "สำนักนายกรัฐมนตรี" ที่ใช้อำนาจผ่านการแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ภายในชั่วโมงเดียว !

ก็กระบวนการตั้งสังฆราชและ ผอ.พศ. มีอยู่อย่างนี้ แล้วถามว่า กรรมการ มส. จะมีอำนาจอะไร อย่างมากก็แค่ว่า ถ้าไม่เห็นชอบก็ต้องนิ่งไว้ ไม่มีอำนาจแม้แต่จะห้ามไม่ให้ พ.ต.ท.พงศ์พร เข้าห้องประชุม ด้วยซ้ำไป แต่ที่พงศ์พรไม่ยอมเข้าประชุมตั้ง 3 ครั้งนั้น เป็นลีลาหาเรื่องเสียมากกว่า เพราะครั้งสุดท้ายที่เข้าประชุมก็ไม่เห็นมีอะไร ไม่มีใครดักตีหัวพงศ์พรเลยซักคน ไหนล่ะที่ว่า กรรมการ มส. เป็นนักเลงน่ะ !

การใช้อำนาจของกรรมการ มส. (บางรูป) ในกรณี พ.ต.ท.พงศ์พร ก็คือ ขันติธรรม ที่เรียกว่า "อารยขัดขืน" ไม่ตอบโต้ แต่ไม่ยอมรับ ถ้าจะยกตัวอย่างว่า "เจ้าคุณเอื้อน-พระพรหมดิลก" เคยฝากคำไปถึงพงศ์พร ก็ต้องถามตัวคุณพงศ์พรว่า ได้รับคำฝากอย่างไร เป็นคำ "นักเลง" อย่างที่สื่อเสี้ยมให้จริงหรือไม่ ?

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ การข่าวชี้ชัดว่า พงศ์พรมิได้ถูกรุกรานจากพระมหาเถรสมาคมฝ่าย "มหานิกาย" หากแต่แท้จริงแล้ว ถูกรุกรานจากฝ่ายธรรมยุตต่างหาก "วัดไหน-สมเด็จรูปใด" ที่ต่อว่าให้พงศ์พร ในงานสวดมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง ร.9 รวมทั้งไม่ให้เกียรติ ไม่เชิญพงศ์พร ผอ.พศ. ไปจุดธูปเทียนบูชาพระตามธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติ ยิ่งที่มีวาทะเผ็ดร้อนว่า "รู้ไหม วัดนี้ใครสร้าง ?" นั้น ถามพงศ์พรสิว่า ผ้าสีไหนว่าใส่หน้าคุณ จนแดง ?

นี่ไม่ได้เข้าข้างอาจารย์เอื้อน แต่ต้องเตือนคุณพงศ์พรว่า "อย่าตีกิน" อย่าให้กระแสข่าวของตัวเองทำลายผู้อื่นโดยไม่ได้เจตนา เพราะสื่อที่ออกมาเล่นข่าวนี้ ก็ล้วนแต่เชียร์คุณพงศ์พรกันทั้งนั้น ก็เอาความดีของคุณพงศ์พรมาพูดกันสิ ดีอย่างไรก็สนับสนุนกันไป ไม่ต้องเอา "ความเลว" ของใครมาหนุนให้พงศ์พรดี เพราะมันมิใช่ตัวอย่างที่ดี คนดีจริงๆ เขาไม่เหยียบไหล่ใครขึ้นที่สูงหรอก

จะชอบจะเชียร์ใครอย่างไรนั้น ไม่ว่ากันหรอก ขอเพียงอย่า "ใส่ร้ายป้ายสี" หรือสร้างกระแสให้เกิดความเกลียดชังข้างเดียว อย่าเหยียบคนนี้แล้วยกคนโน้นด้วยนิยายน้ำเน่า เอาความจริงมาพูดกันสิ นี่จับแพะชนแกะมั่วไปหมด สันดานเลวแบบนี้แล้วจะมาปฏิรูปประเทศไทยยังงั้นหรือ ?

ก่อนหน้านี้ก็อ้างว่า "สมเด็จเกี่ยว-สมเด็จช่วง" อุ้มสมธัมมชโย ขัดขืนพระบัญชาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ที่ทรงมีพระลิขิตให้ธัมมชโยขาดจากความเป็นพระ ต้องจัดการจับธัมมชโยสึก แต่เมื่อไม่ทำ จึงไม่สมควรเป็นสังฆราช ว่าแล้วรัฐบาล คสช. ก็ร่วมกับ สนช. แก้ไข ม.7 พรบ.คณะสงฆ์ 05 ล้มระบบอาวุโส แล้วตั้งสมเด็จฝ่ายธรรมยุตขึ้นเป็นพระสังฆราช

แต่จนป่านนี้ เรามีสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่มานานหลายเดือนแล้ว ก็ยังไม่เห็นว่า สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ใหม่ จะใช้อำนาจ "สั่งสึก" พระธัมมชโยเลย ปล่อยเอ้อละเหยลอยชาย แต่นั่นก็พอเข้าใจได้ว่า ย่อมจะทรงทราบถึงอำนาจที่มีครรลองคลองธรรมของพระองค์

แต่สำหรับ "สื่อเสี้ยม" หลายสำนัก ที่ถล่มสมเด็จเกี่ยว-สมเด็จช่วง มาก่อนหน้านี้ วันนี้กลับมุดหัวหนีเรื่องนี้กันหมด โน่น หันไปเล่นเรื่อง "พงศ์พร" กันต่อ แบบว่าตั้งข้อหาไปเรื่อยๆ เรื่องเก่าๆ ก็ลืมกันไป เพราะพวกกูได้สิ่งที่อยากได้สมอกสมใจแล้ว มันก็อีแค่นั้น สำเร็จความใคร่กันอล่างฉ่างกลางบ้านกลางเมือง

ถ้าอยากจะแก้ไขปัญหาพระศาสนาจริงๆ พวกสื่อทั้งหลาย ต้องกลับไปนำเอา "บัญชาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช" กลับมาวางเป็นโรดแม็ป เพื่อให้มหาเถรสมาคม ภายใต้การนำของสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ปัจจุบัน ดำเนินการให้สิ้นสุด คือออกมติให้สึกธัมมชโย แล้วยื่นดาบให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจัดการอย่างเด็ดขาด หากทำได้เช่นนี้ สิ่งที่พวกคุณเคยกล่าวหา "สมเด็จเกี่ยว-สมเด็จช่วง" เอาไว้ จึงจะน่าเชื่อถือ แต่นี่กลับไม่มีใครพูดถึงประเด็นนี้กันเลย ก็เลยเกิดคำถามว่า ถ้าเป็นสมเด็จพระสังฆราชในฝ่ายมหานิกาย ต้องปฏิบัติตามพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชอย่างเคร่งครัด แต่ถ้าเป็นสมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายธรรมยุตนั้น ไม่ต้องปฏิบัติตามเลยก็ได้ใช่ไหม แล้วถามว่า ประเทศไทย คณะสงฆ์ไทย ปกครองด้วยอะไร มิใช่ตามกฎหมายและพระธรรมวินัยดอกหรือ หรือว่าปกครองตามใจฉัน ?

แสดงว่า สมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายธรรมยุต 2 พระองค์ มีนโยบายต่างกัน คือ สมเด็จพระสังฆราช (สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศ เห็นว่า พระธัมมชโย สิ้นสุดความเป็นพระ แต่ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพโร) วัดราชบพิธ เห็นว่า พระธัมมชโย ยังไม่สิ้นสุดความเป็นพระ อย่างนั้นหรือ ?

นี่คือความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูด เพราะถ้าหากองค์พระประมุขของคณะสงฆ์ ไม่มีพระบัญชา ถามว่า จะให้ใครทำ มันก็ไม่ต่างไปจากกรณีพงศ์พร ที่ตอนแรกนั้น ไม่ยอมรับคำสั่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สุดท้ายเมื่อนายกรัฐมนตรีมีบัญชาเอง ก็จำต้องยอมไปรายงานตัว ไม่เช่นนั้น มันก็จะเข้าอีหรอบเดียวกับ..ธัมมชโย !

 

 

 

ออมสินหลายเวอร์ชั่น

ไปวัดปากน้ำ กับวัดราชบพิธ ผิดกันไกล

 

วันก่อน นำฎีกาไปนิมนต์สมเด็จวัดราชบพิธเป็นพระสังฆราช ได้รับการยกย่องว่า เป็นรัฐมนตรีดีที่สุดในรัฐบาล คสช. เพราะทำหน้าที่อันบริสุทธิ์และสูงสุดในประวัติศาสตร์

 

 

วันนี้ ไปถวายสักการะสมเด็จวัดปากน้ำ หลังจากนั้นมีคำสั่ง "ย้ายพงศ์พร" ถูกด่ายับ ว่าเป็นรัฐมนตรีน้ำเน่า เป็นแกะดำในรัฐบาล คสช. ต้องปลดออก พร้อมๆ กับ วิษณุ เครืองาม ก็ตามสบาย บอกแล้วไงว่า หนังเรื่องนี้มันยาว ต้องค่อยๆ ดูกันไปให้ครบทุกม้วน แล้วคอยประมวลผลในภายหลัง ว่า..ไผเป็นไผ ?

 

 

ฝากถึงมหาเถรสมาคม

วันก่อน เห็นประกาศตั้งกรรมการติดตามข้อมูลข่าวสาร มีทั้งดีเอสไอ ทั้ง มจร. ทั้งทนายความ แต่ข่าวสารทำลาย มส. ก็ออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่รู้ว่ากรรมการชุดนี้ไปอยู่ที่ไหน หรือเป็นแค่กรรมการกิตติมศักดิ์ ไม่ต้องทำงาน มีแต่ตำแหน่ง ถ้างั้นก็ยุบทิ้งเสียเถอะไป๊ ไร้สาระ !

 

 

 

วิษณุ-เนติบริกร เน่า !

เขาอยากได้มือกฎหมายคนใหม่มาใช้แทน

 

 

อดีต ผอ.พศ. บอกพระผู้ใหญ่ Untouchable สะสม "อำนาจ-เงิน" ล้มรัฐบาลได้ !

"นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์" อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สะท้อนการทำงานในฐานะ ผอ.พศ. ยืนยันใครมาอยู่ก็ทำงานลำบาก เพราะที่นี่มีนาย 2 คนต้องรับใช้ หาก ผอ.พศ. อยากทำงานง่าย-มั่นคง ต้องท่องไว้ห้ามขัดใจพระผู้ใหญ่ ต้องเป็นมิสเตอร์เยสอย่างเดียว ชี้ "พ.ต.ท.พงศ์พร" เป็นคนดีมีจุดยืน แต่ความแข็งกร้าวคืออุปสรรคใหญ่ แจงหากจะแก้ปัญหาวงการสงฆ์ บิ๊กตู่ต้องแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เพราะเป็นยุคที่พระสงฆ์ "แสวงหา-สะสม" ยศถาบรรดาศักดิ์ เงินทอง จนมั่งคั่ง มีพลังล้มรัฐบาลได้ หากไม่รีบแก้ไขในรัฐบาลนี้หมดสิทธิ์แก้ เพราะคณะสงฆ์ Untouchable !

การสั่งย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกิดจากความขัดแย้งในการปฏิบัติงานกับพระผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งบริหารในมหาเถรสมาคม โดยเฉพาะการเข้าไปเปิดโปงทุจริตเงินทอนวัดที่มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งสังคมให้ความสนใจและต้องการให้เกิดความโปร่งใสในวงการพระพุทธศาสนา จึงเป็นที่มาของการสั่งย้ายครั้งนี้


แต่ในความเป็นจริงแล้วการสั่งย้าย ผอ.พศ. ที่รัฐบาลเป็นผู้เลือกมากับมือด้วยการโอนตัวมาจากหน่วยงานอื่นและคาดหวังว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหาในวงการพระสงฆ์ได้ แต่ก็ต้องมาถูกย้ายกลางคัน ไม่ใช่มีเพียง พ.ต.ท.พงศ์พร เป็นคนแรก เพราะก่อนหน้านี้มี นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ก็เคยถูกรัฐบาลโอนย้ายจากกระทรวงสาธารณสุขมาเป็น ผอ.พศ. และก็ถูกคำสั่งย้ายออกจาก ผอ.พศ. เช่นกัน

ทั้ง นพ.จักรธรรม และ พ.ต.ท.พงศ์พร ถูกคำสั่งย้ายกลางคันในช่วงระยะเวลาที่เกิดขึ้นห่างกันถึง 12 ปี ซึ่งมีผู้เสนอย้ายคนเดียวกันคือ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี โดยมีพระผู้ใหญ่อยู่เบื้องหลังในการสั่งย้ายเหมือนกัน แค่บริบทของการถูกสั่งย้ายต่างกันเท่านั้น

"
ยุคหมอจักรธรรม เป็นเรื่องพระผู้ใหญ่ที่มีการแบ่งขั้วกันชัดเจนเป็นพระป่ากับพระเมือง ไม่ใช่พระโกงกับพระไม่โกงเหมือนในยุคนี้"

อย่างไรก็ดีในช่วงที่ นพ.จักรธรรม จะมานั่งเป็น ผอ.พศ.นั้น ได้เกิดความขัดแย้งระหว่างพระธรรมยุติกนิกายหรือพระป่า กับพระมหานิกายหรือพระเมืองอย่างรุนแรง โดยพระสายธรรมยุตมองว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ : สมเด็จเกี่ยว) ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พยายามจะยึดอำนาจจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19 เป็นเหตุให้พระป่าต้องออกมาประท้วง ทำให้นายวิษณุ ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ขณะนั้น เรียก นพ.จักรธรรม ซึ่งเป็นข้าราชการระดับ 10 สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ไปพูดคุยและทาบทามให้มานั่งเป็น ผอ.พศ. เนื่องจาก นพ.จักรธรรม ยังได้ช่วยงานด้านศาสนาอยู่แล้วโดยเป็นอุปนายกพุทธสมาคมด้วย

"
นายวิษณุ เสนอ นายกฯ ทักษิณ ก็เห็นด้วยที่จะให้หมอจักรธรรม เป็น ผอ.พศ. เพราะรู้ว่าหมอจักรธรรม ก็เลื่อมใสและเป็นศิษย์ของหลวงตามหาบัวอยู่แล้ว จึงน่าจะทำให้งานสำเร็จได้"

โดยนายวิษณุ ได้ให้โจทย์กับ นพ.จักรธรรม ว่าเมื่อเข้าไปเป็น ผอ.พศ. จะต้องไปจัดระเบียบสำนักงานทรัพย์สินเพื่อการศาสนา เพราะทรัพย์สินของวัดมีอยู่มากมายให้เป็นของศาสนาจริง ๆ เหมือนกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และจะต้องสร้างธรรมาภิบาลในวัดให้เกิดขึ้น

แต่ปรากฏว่าคว้าน้ำเหลว ไม่สามารถดำเนินการใด  ได้เลย !

อีกทั้งในช่วงเวลานั้น หมอจักรธรรม ก็ได้ไปกราบหลวงตามหาบัว และรายงานเหตุการณ์ต่าง ๆ บ่อยครั้ง จนเป็นที่ไม่พอใจและไม่ชอบหมอจักรธรรมมากขึ้นของบรรดาพระและฆราวาสที่ใกล้ชิดสมเด็จเกี่ยว ซึ่งฆราวาสพวกนี้ยังมีอิทธิพลฟาดงวงฟาดงาจนทุกวันนี้ จนเป็นที่มาของคำสั่งย้ายหมอจักรธรรมจากตำแหน่ง ผอ.พศ. กลับไปกระทรวงสาธารณสุขเช่นเดิม

"
คนที่สั่งย้ายตัวจริงก็คือพระผู้ใหญ่ ไปสั่งคุณหญิงชิน ซึ่งทั้งครอบครัวคุณหญิงชินและคุณวิษณุ ล้วนแต่เป็นศิษย์วัดสระเกศ มาสั่งคุณวิษณุอีกทีซึ่งตอนนั้นคนที่คุมสำนักพุทธคือนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แต่ไม่รู้เรื่องนี้กับใคร"

ดังนั้นใครก็ตามถ้าหากต้องการมานั่งเป็น ผอ.พศ. และต้องการรักษาตัวให้รอดปลอดภัยได้จะต้องมีคุณสมบัติพิเศษ เพราะถ้าเป็นคนที่มีคุณสมบัติดีๆ เป็นคนที่มีหลักการ หรือมีจุดยืนจะอยู่ได้ไม่นานแน่นอน

"
คุณสมบัติพิเศษที่จะรักษาตัวรอดไม่ถูกพระสั่งย้าย ก็คือ ต้องไม่ขัดใจพระ ต้องยอมพระอย่างเดียว และต้องอยู่ในรัฐบาลที่ยอมพระด้วยนะ จึงจะอยู่ได้นาน แต่ความถูกต้องจะไม่มีแน่นอน"

นพ.จักรธรรม กล่าวว่า ในความเป็นจริงใครก็ตามที่จะมานั่งตำแหน่ง ผอ.พศ.จะรู้และเข้าใจเลยว่า ทำงานยากมากเพราะต้องมีนายสองคน นายคนหนึ่งคือ คณะสงฆ์เพราะเป็นนายโดยตรงของสำนักพระพุทธฯ ตามที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์กำหนดไว้ ให้ ผอ.พศ.เป็นเลขานุการคณะสงฆ์ คือเป็นเลขานุการมหาเถรสมาคม เป็นผลให้ คณะสงฆ์ เป็นนายของ ผอ.พศ.และสำนักพระพุทธฯ ด้วย

ขณะเดียวกันตำแหน่ง ผอ.พศ. เป็นข้าราชการระดับ 10 สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในการพิจารณาเงินเดือน และวินัยต่างๆ ก็ต้องขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรี ซึ่งก็ถือว่าเป็นนายโดยตรง ผอ.พศ. ด้วย ดังนั้น ผอ.พศ. จึงมีหน้าที่หลายอย่างทั้งการเป็นเลขาฯ มส. และหน้าที่อื่นๆ เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนา และทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยกำหนดไว้

"ถ้าคณะสงฆ์อินังขังขอบ ผอ.พศ. ก็จะทำงานง่าย แต่ถ้าคณะสงฆ์ไม่อินังขังขอบ ผอ.พศ. ทำงานยากมากๆ ยิ่งคณะสงฆ์บอกอย่ามาแตะ อย่ามายุ่ง เรื่องย้ายพระ เรื่องตั้งพระห้ามยุ่ง เราก็ทำงานลำบากจริงๆ"

ดังนั้น ผอ.พศ. จะต้องมีจุดยืนในการทำงานและจะทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง ทำแต่สิ่งที่สมควรจะทำ เพราะเมื่อมีนาย 2 คน ก็ต้องเสนอความคิดเห็นทั้งมหาเถรสมาคมและรัฐบาล เช่นรัฐบาลบอกอยากทำให้เกิดความโปร่งใสในวงการสงฆ์ อยากให้วัดมีระบบบัญชี หรือการถวายปัจจัยและสิ่งของใด ๆ ก็ให้เป็นการถวายวัดไม่ใช่ถวายพระ ซึ่งหลักการแบบนี้ถ้าเสนอคณะสงฆ์เห็นด้วยว่าพระไม่ควรสะสมสมบัติ ในการจัดระเบียบวัดและพระก็จะทำงานง่ายและสำเร็จได้

"แต่คณะสงฆ์ส่วนใหญ่ท่านไม่เห็นอย่างนั้น ไม่เหมือนพระสังฆราชองค์นี้ ที่ท่านบอกว่าท่านไม่เคยมีเงินสักบาทเดียว พระสังฆราชวัดบวร ท่านก็ไม่เคยแตะต้องเงินเลย ถ้าคณะสงฆ์เห็นตรงกันแบบนี้ รัฐบาลก็ต้องการสร้างความถูกต้อง มันก็ง่ายเลยไง แต่ถ้ารัฐบาลบอกแล้วแต่พระก็จะเป็นแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้"

นพ.จักรธรรม บอกว่า ในสมัยที่เป็น ผอ.พศ. ซึ่งอยู่ในช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร มีปัญหาอะไรก็บอกว่าแล้วแต่พระคือพระเป็นใหญ่ เป็นเพราะว่ารัฐบาลมาจากพรรคการเมืองก็มองประโยชน์ที่จะได้จากพระ โดยเฉพาะพระผู้ใหญ่จะมีลูกศิษย์อยู่เต็มไปหมด ตัวอย่างเช่นวัดพระธรรมกายหรือพระธัมมชโย ก็มีการไปหลงรัก คณะสงฆ์ก็ไปนิยมทั้งที่ผิดพระธรรมวินัยและพระผู้ใหญ่ก็คิดจะเปลี่ยนจุดยืนของ ผอ.พศ. ให้เห็นดีเห็นงามด้วย ก็ยิ่งทำให้หมอจักรธรรมอยู่ยากขึ้น เพราะมันผิดจุดยืนของตัวเอง

"
ผอ.สำนักพุทธ ทำงานยากจริงๆ หากเป็นคนที่มีจุดยืน แต่ถ้าขึ้นมาเพื่อเอาตัวรอด ผมว่าง่ายนะนายสั่งมาอย่างไรก็อย่างนั้น หากนายที่เป็นรัฐบาลบอกแล้วแต่พระอย่างเดียวก็คือจบ ซึ่งคุณพงศ์พร เป็นคนที่มีจุดยืน และแข็งจึงทำงานร่วมกับคณะสงฆ์ลำบาก"

นพ.จักรธรรม ย้ำว่า ด้วยสไตล์การทำงานของ พ.ต.ท.พงศ์พร จะร่วมกับพระผู้ใหญ่ยากมาก เพราะความแข็ง ขนาดตัวหมอจักรธรรมเองดูเป็นคนประนีประนอมและเคารพพระ ยังโดนพระผู้ใหญ่และคนใกล้ชิดเล่นงาน ซึ่งในความเป็นจริงถ้า พ.ต.ท.พงศ์พร หาวิธีการที่นุ่มนวลกว่านี้ คือไม่ไปเปิดแถลงข่าวในเรื่องทุจริตเงินทอนวัด ด้วยการพาดพิงไปถึงพระผู้ใหญ่ แต่ใช้วิธีการจัดการตรวจสอบข้อมูลในสำนักพุทธก่อน ว่าใคร อย่างไร กระทบใครบ้าง และรายงานความจริงให้พระผู้ใหญ่และรัฐบาลซึ่งเป็นนายทั้ง 2 ฝ่าย รู้ก่อน ก็อาจจะไม่ถูกพระผู้ใหญ่บีบไปทางรัฐบาลให้ออกคำสั่งย้ายเกิดขึ้น
 

"แต่นี่ไปตั้งต้นที่วัดไง วัดนี้มีเงินทอน ใครสั่งให้เอาเงินทอน กลายเป็นวัดเสียหายมาก ยับเยินมาก เน่าไปเลยงานนี้ และคนที่แยกไม่ออก พุทธศาสนาเป็นคนละเรื่องกัน ก็เลยตีขลุม กระจายข่าวว่า พระพุทธศาสนาแย่แล้ว ทำให้เค้าเพลี่ยงพล้ำได้ ทั้งที่จุดยืนดีต้องการปกป้องพุทธศาสนาทำความจริงให้ปรากฏ"

ว่าไปแล้ว นพ.จักรธรรม และ พ.ต.ท.พงศ์พร ก็มีความเหมือนกันและต่างกันบ้างบางประเด็นในการเข้ามาดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. คือ

1.
ทั้งคู่ได้รับการทาบทามจากรัฐบาลโดยตรง กล่าวคือรัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร ได้มีคำสั่งย้าย นพ.จักรธรรม จากกระทรวงสาธารณสุข ส่วน พ.ต.ท.พงศ์พร รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. ใช้ ม.44 ให้ พ.ต.ท.พงศ์พร พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาเป็น ผอ.พศ.

2.
ทั้ง 2 คน เป็นผู้ที่มีจุดยืนและพร้อมที่จะปฏิบัติงานเพื่อพระพุทธศาสนา เพียงแต่ว่า พ.ต.ท.พงศ์พร อาจจะดูแข็งกร้าว และเดินหน้าชนนายวิษณุด้วยตัวเอง ซึ่ง คสช.โดยบิ๊กตู่ ก็สั่งการตามที่นายวิษณุ เสนอมา ขณะที่ นพ.จักรธรรม ซึ่งมีท่าทีเคารพพระ แต่มีเงื่อนไขกับนายวิษณุ ช่วงที่รับปากจะมารับตำแหน่งว่า "ถ้าวันไหนผมทำอะไรไม่ได้ ก็เอาผมกลับด้วยนะครับ" และ "ในเมื่อท่านไม่ต้องการแล้ว ผมก็กลับบ้าน เท่านั้นเอง"

3.
ทั้ง 2 คน โดยคำสั่งรัฐบาลย้ายจากเก้าอี้ ผอ.พศ. โดยมีพระผู้ใหญ่อยู่เบื้องหลัง

4.
นพ.จักรธรรม ได้กลับสู่กระทรวงสาธารณสุข โดยไม่มีความขัดแย้งใด ๆ กับนายวิษณุ เครืองาม เพราะรู้ความจริงว่าต้องถูกเด้งเพราะเหตุใด ใครอยู่เบื้องหลัง ขณะที่ พ.ต.ท.พงศ์พร ไม่ได้กลับดีเอสไอ แต่ย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และยังมีความขัดแย้งกับนายวิษณุและรัฐบาลเพราะออกมาชนโดยไม่ยอมรับคำสั่งเด้งด้วยการทำหนังสือแย้งครั้งนี้

นพ.จักรธรรม ระบุอีกว่า ในมหาเถรสมาคมมีความแตกแยกอยู่ข้างใน ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน พระองค์ท่านรับรู้และเห็นจึงไม่ประสงค์เข้าร่วมประชุมกับมหาเถรสมาคม ดังนั้นถ้ารัฐบาลจะปฏิรูปศาสนาอย่างจริงจังจะต้องแก้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้พระพุทธศาสนาอันเป็นที่เลื่อมใสของประชาชนกลับคืนมา

"
ต้องแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ อย่าให้เรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ของพระมาเป็นเรื่องใหญ่ จะต้องนำพระธรรมวินัยเป็นตัวตั้ง และให้ประชาชนมามีส่วนร่วมมากขึ้น เช่น เราจะตั้งเจ้าอาวาสสักองค์ ในต่างจังหวัด ขนาดประชาชนเดินขบวนขับไล่ ถ้าคณะภาค คณะจังหวัด จะเอาก็ได้ ก็เลยเป็นอย่างนี้ ฟังเสียงประชาชนน้อยไป และอย่าให้มีการสะสมยศถาบรรดาศักดิ์มากนัก"

นพ.จักรธรรม ย้ำว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ คือตัวปัญหาเพราะเอื้อต่อการสะสมยศถาบรรดาศักดิ์ สะสมเงินทอง จนมั่งคั่งจึงต้องแก้ที่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ก่อน ให้ชาวพุทธมีส่วนร่วมมากขึ้นและต้องให้คณะสงฆ์และรัฐบาลมีส่วนยุ่งเกี่ยวกันน้อยที่สุด เพราะไม่เช่นนั้นจะมีการใช้อำนาจไปพึ่งพิงกัน พระก็ไปหาเสียงให้รัฐบาล เวลามีปัญหารัฐบาลก็ต้องยอมพระ

"คณะสงฆ์บางคนที่เป็นลูกศิษย์สมเด็จเกี่ยว ท่านมีพลังที่จะล้มรัฐบาลได้ อย่างนี้ก็ไม่ไหวแล้ว เพราะสะสมอำนาจ สะสมเงินทอง สะสมตำแหน่ง"

อย่างไรก็ดี หากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เร่งดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ในยุคนี้แล้ว อย่าหวังว่าจะแก้ปัญหาวงการคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนาได้ ซึ่งไม่ว่าจะย้ายหรือสรรหา ผอ.พศ. มาจากที่ใดเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาก็จะทำงานยาก และต้องถูกเด้งซ้ำซาก เพราะเมื่อถึงยุคที่การเมืองเข้ามาบริหารประเทศ ใครจะกล้าไปยุ่งเกี่ยวกับคณะสงฆ์

ซึ่งบทสรุปสุดท้ายที่ นพ.จักรธรรม กล่าวไว้ชัดเจนคือ คณะสงฆ์ Untouchable !

 

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 17 กันยายน 2560

 

 

หมดลายเสือ !

พงศ์พร "ย่องเบา" เข้าสำนักนายกฯ

รายงานตัวเสร็จเผ่นกลับทันที !

 

อา..นึกว่าจะรอซัก 5 ปี ค่อยรายงานตัว เห็นแฟนๆ คุณพงศ์พรเรียกร้องกันกระหึ่ม ว่าอยากให้กลับมานั่งสำนักพุทธเหมือนเดิม พงศ์พรกลัวโดนเรียกตัวกลับพุทธมณฑล เลยรีบวิ่งไปรายงานตัว เพราะรู้ตัวว่า ถ้าได้กลับ พศ. เหมือนเก่า ก็จะทำงานไม่ได้ มันไม่เหมือนเดิมแล้ว หลอกใครน่ะหลอกได้ แต่หลอกตัวเองไม่ได้หรอก หรือจะเคยก็ไม่รู้

สาเหตุที่ยึกยักนั้น ใช่ว่าพงศ์พรไม่อยากไปจากพุทธมณฑล แต่ความจริงก็คือ อยากพ้นไปใจแทบขาด แต่..ต้องไปในที่ที่ดีกว่า "ผู้ตรวจการ" เพราะจนป่านนี้ ยังไม่มีรางวัลระดับ "เซอร์ไพรซ์" ให้เห็นซักชิ้น ทั้งๆ ที่ท่านนายกฯ ท่านรองฯ ท่านออมสิน ล้วนแต่การันตีว่าจะมีรางวัลให้ แต่รอแล้วรอเล่า ทำไมยังไม่เห็น เห็นแต่คำสั่งให้..ไปตาย เอ๊ย ไปต๊าย

นี่ไงที่ทำให้พงศ์พรอับเซ็ต น้อยอกน้อยใจ ว่าเจ้านายไม่ดูแล เมื่อมีงานให้ทำก็ทำเต็มที่ จะให้ไปไหนก็ขอกำลังใจกันหน่อย อะไรประมาณนี้ แต่พงศ์พรนั้นเป็นคนปากไวใจร้อน เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็น่าจะใจเย็นๆ เอาไว้ก่อน เดี๋ยวเจ้านายว่างก็คงดูให้ แต่พงศ์พรกลับไม่ยอมรอ ออกลวดลายตีรวนเล่นแง่กฎหมายไปหลายข้อ แต่ละข้อก็เล่นเอาเจ้านายสายตรงงอมพระราม ถามว่า มันจะปูนบำเหน็จได้อย่างไร แบบนี้มันต้อง "ดัดสันดาน" ประการเดียวเท่านั้น โตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้ว เป็นถึง "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" แต่มารยาทแย่มากในทางการปกครอง ก็สมแล้วที่พระสังฆาธิการต่อต้านไม่ให้เข้าวัด ขนาดสำนักนายกรัฐมนตรีที่ตัวเองสังกัดยังกัดซะเละเลย

ก็นี่แหละคือผลของการไม่อยู่ในระเบียบวินัย ที่ท่านรองวิษณุใช้วาทะว่า "เหาะเกินลงกา" ซึ่งก็คือทำเกินคำสั่ง ทำเกินอำนาจหน้าที่ รวมทั้งไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด แต่เล่นแง่เล่นงอนในทางกฎหมาย ที่ร้ายหนักก็คือ "ฟ้องนาย" อันเป็น 1 ใน 3 หลักการของข้าราชการสีดำ นั่นคือ ฆ่าน้อง ฟ้องนาย ขายเพื่อน เป็นเรื่องที่เขาถือกันมาก โดยเฉพาะชายชาติทหาร

นี่เห็นชัดเจนเลยว่า อย่านับแต่จะมาทำงานวัดวาอาราม ซึ่งเป็นงานละเอียดอ่อนเลย แม้แต่งาน "ข้าราชการ" ซึ่งมีระเบียบวินัยกำกับอย่างพื้นๆ พงศ์พรก็ยังเหลวไหล ไม่ทำตัวเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดี เข้าวัดก็ยาก เข้าบ้านก็ลำบาก สงสัยต้องไปอยู่ในป่าเสียแล้ว

ทีนี้ ถ้าจะว่ากันทางธรรมแล้ว ก็ถือว่า "กรรมเก่าให้ผล" แก่พงศ์พร เพราะตอนที่เข้ามาสำนักพุทธฯใหม่ๆ นั้น พงศ์พรปูดเรื่องเงินทอนวัด สั่งย้ายข้าราชการไปหลายตำแหน่ง ยกเว้นเจ้าแม่ "ประนอม คงพิกุล" ซึ่งถือว่าเป็น "ตัวเอ้" ในคดีนี้ สังคมกระหน่ำถามสาเหตุว่าทำไมไม่ย้ายประนอม พงศ์พรก็อ้อมแอ้มแก้ตัวว่า "ยังไม่มีเก้าอี้ว่าง" จนสุดท้ายต้องให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาช่วย พงศ์พรโดนเด้งเข้ากรุผู้ตรวจการ ยังไม่ได้ตำแหน่งอะไรที่สมใจ ก็คงไม่ต่างกัน ทำกรรมใดไว้ ก็ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

 

 

 

เสือ หรือ แมว !

 

 

"พงศ์พร" ดอดรายงานตัว สปน. แล้ว

เมื่อวันที่ 15 กันยายน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พ.ต.ท.พงศ์พร พราหณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา (พศ.) ได้เดินทางมารายงานตัวกับตนแล้วเมื่อเวลา 13.30 น. ซึ่งไม่ได้มีการพูดคุยอะไรกันมาก ตนเพียงแค่ทักทายและมอบหมายงานตามที่ได้มีคำสั่งไปให้ดูแล 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น ซึ่งเมื่อ ผอ.พศ. รายงานตัวเสร็จ ก็รีบเดินทางกลับทันที โดยบอกว่ามีธุระ

นายจิรชัย กล่าวต่อว่า พ.ต.ท.พงศ์พร จะเริ่มเดินทางมาทำงานวันจันทร์ ที่ 18 กันยายน โดยตนได้จัดให้ใช้ห้องทำงานคือห้องสำนักตรวจราชการ ชั้น 3 สปน. ทั้งนี้ห้องทำงานสำหรับผู้ตรวจราชการสำนักปลัด มีทั้งหมด 14 ห้อง ซึ่งปัจจุบันมีห้องว่างอยู่ 3 ห้อง ตนได้ให้เจ้าหน้าที่จัดให้ ผอ.พศ. อยู่ 1 ใน 3 ที่เหลืออยู่

 

ที่มา : มติชน : 16 กันยายน 2560

 

ขบเหลี่ยมกฎหมาย !

ไพศาลสอนมวยวิษณุถ้าพลาด

อาจติดคุกนานถึง 20 ปี !

 

 

ศึกชิงบัลลังก์กฎหมาย

 

อา..ฟ้าลิขิตหรือจะสู้คนดันทุรัง ดังเช่น "ไพศาล-วิษณุ" มวยคู่เอกแห่งเวทีราชดำเนิน ในวันนี้ มีอะไรๆ ที่เหมือนกัน เป็นคนใต้เหมือนกัน เรียนจบกฎหมายมาเหมือนกัน แถมยังมาร่วมรัฐบาลเดียวกันอีกด้วย แต่สุดท้ายต้องมา "ขบเหลี่ยม" กันจนได้ เหมือนกับปลาคนละน้ำ มองกฎหมายต่างมุมกันอย่างสุดขั้ว ขั้วของ "วิษณุ" นั้น มองในแง่ของการบริหาร หรือใช้กฎหมายในระดับ "รัฐศาสตร์" นโยบายของผู้นำต้องมาก่อน แต่สำหรับไพศาลแล้ว มองการใช้กฎหมายในแง่ "นิติศาสตร์" จึงยึดติดแต่ตัวบทกฎหมายโดยไม่สนเป้าหมาย แต่ใครจะเหนือกว่าใคร มันก็ตอบแทนไม่ได้ เพราะของแบบนี้มันต้องใช้เวลา

ปัญหาของ "พงศ์พร" จึงยังจบไม่ได้ มิใช่เพราะพงศ์พรไม่ยอมจบเท่านั้น หากแต่คนในฝั่งพงศ์พรเขายังอยากเล่นต่อ ยังสนุกกับเกมใช้พงศ์พรเป็นหมาวัดไล่งับจีวรพระ พระเณรองค์ไหนหนีไม่ทัน ถูกหมากัดจีวรฉีกขาด ก็กลายเป็นตัวตลกของสังคมไทย พอจะใช้ไม้ตีหมาบ้าบ้าง ก็ถูกโพนทะนาว่าไร้ความเมตตา แบบว่าโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง พอมีคนเห็นว่าการทำแบบนี้มันไม่เป็นผลดี ต่อวัดวาอารามที่บรรพบุรุษช่วยกันสร้างมาให้ลูกหลาน จึงช่วยไล่หมาออกไปจากวัด พวกกองเชียร์หมาบ้าก็อาละวาดใส่ทันที เผลอๆ นายกรัฐมนตรีก็โดนด้วย ในข้อหา "อ่อนแอ" ไม่เอาจริงกับการจัดการคนทุจริต ทั้งๆ ที่นายกฯ ก็บอกครั้งแล้วครั้งเล่าว่า คดีความต่างๆ นั้น ยังคงเดินหน้า เพราะมิได้อยู่ในอำนาจของ ผอ.พศ. แล้ว พงศ์พรอยู่หรือไม่ก็ไม่สำคัญ แต่พงศ์พรกลับทำหนังสือประท้วงคำสั่งรัฐมนตรี บอกสังคมว่า "ผมไม่ได้เต็มใจไปจากที่นี่" นี่จึงเผยความในใจว่า ที่อ้างว่า "เรียนและปฏิบัติธรรมมามาก ไม่ยึดติดในตำแหน่ง ทุกอย่างเป็นอนิจจัง" นั้น แท้ที่จริงแล้วก็แค่เล่ห์ลิ้น เพราะคำก่อนกับคำหลังมันไม่ตรงกัน ไม่ต่างไปจากจอมตอแหล "ว.วชิรเมธี" ที่เคยประกาศว่า "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ไม่ควรแก่สมณะ" แต่สุดท้ายก็ออกลายไปรับกับสมเด็จวัดปากน้ำ ประจานตัวเองไปสิบชาติ จากดาราหน้าใสก็เลยกลายเป็น "ฤษีกินเหี้ย" ไปในพริบตา คงชอบฤษีแบบนี้มั๊ง ?

 

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คไพศาล พืชมงคล : 15 กันยายน 2560

 

 

แพลมผลเงินทอน !

ไม่พบ "พระผู้ใหญ่-วัดใหญ่" เกี่ยวข้อง

พบเพียงเจ้าหน้าที่ทำกันเอง !

 

 

อา..ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่โหมดเลือกตั้งอย่างเต็มตัวแล้ว อะไรๆ กำลังไหลไปสู่เส้นทาง "สมานฉันท์" ตั้งแต่ยิ่งลักษณ์ไปนอก มานัสย้ายไปพุทธมณฑล พงศ์พรลงใต้ อะไรๆ ก็ดูราบรื่นไปหมด เมื่อวานศาลอุทธรณ์ก็ "ทุเลาโทษ" ลดเวลาติดคุก "ศุภชัย ศรีศุภอักษร" อดีตประธานสหกรณ์ยูเนี่ยนคลองจั่นไป "ครึ่งหนึ่ง" เหตุผลก็คือ "ได้ใช้หนี้คืนหมดแล้ว" ถือว่าดีกว่าไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ต่อไปใครจะโกงก็ต้องเตรียมเงินไว้ "จ่ายคืน" ด้วย เพราะสามารถใช้อ้างกับศาลเพื่อขอทุเลาโทษได้

คนที่โล่งใจก็เห็นจะเป็น "ธัมมชโย จ๊ะจ๋า" ที่ยังแสดงฤทธิ์หลบหลีก "ม.44" อยู่ในเวลานี้ เข้าสู่โหมดเลือกตั้งวันใด เป็นได้เห็นตัว "พ่อใหญ่" โผล่ออกยูทู๊ป สั่งกัลยาณมิตร "ทั่วโลก" เทคะแนน !

 

 

ภาพ "ม่วนซื่น" ของ..เจ้าคุณเอื้อน

ประชุม มส. ครั้งล่าสุด

 

 

 

พงศ์พรไปแล้วเหรอ ?

 

ไปต๊ายเลยครับท่าน ฮา !

 

 

ผลสอบออกแล้ว ! วัด-พระผู้ใหญ่ไม่เกี่ยวเงินทอนวัด


"
ประยงค์" ยัน ศอตช. ไม่เลิกสอบเงินทอนวัด เผย "สุวพันธุ์" เร่งคดี เบื้องต้นไม่พบวัด-พระชั้นผู้ใหญ่เกี่ยวข้อง

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 11 กันยายน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถนนพิษณุโลก นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานนะเลขานุการศูนย์อำนวยการต่อการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กล่าวถึงการตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัดว่า ขณะนี้ยังกำลังการตรวจสอบอยู่ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่ ศอตช. โดยได้ดำเนินการเพื่อให้มีฐานข้อมูลเดียวกัน เพื่อไม่ให้มีการตรวจสอบซ้ำซ้อน ทั้งนี้มีฝ่ายปฏิบัติที่ดำเนินการตรวจ ไม่ว่าจะเป็น ปปท. ปปช. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ฯลฯ ซึ่งโดยรวมถือว่ามีความคืบหน้าไปมาก เมื่อมีกรณีกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิด จึงต้องตรวจสอบให้เกิดความชัดเจนว่าผิดอย่างไร ใครมีส่วนร่วมบ้าง แม้ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ จะไม่ได้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แล้ว ก็จะต้องเดินหน้าตรวจสอบต่อไป

นายประยงค์ กล่าวว่า ยืนยันว่า จะไม่หยุดดำเนินการ จะต้องทำอย่างต่อเนื่องอย่างเร่งด่วน มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธาน ศอตช. ได้กำชับให้กำเนินการอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรายงานความคืบหน้าทุกสัปดาห์

ทั้งนี้ เบื้องต้น หน่วยงานที่ตรวจสอบ ยังไม่พบวัดหรือมีพระชั้นผู้ใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด  เพียงแต่พบว่ามีเจ้าหน้าที่ที่ถูกว่าหาว่าทุจริต แต่หากหลักฐานเชื่อมโยงกันถึงใคร ก็ต้องตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ต่อไป

 

ที่มา : บ้านเมือง : 15 กันยายน 2560

 

คอขาดกระเด็น !

 

นายกรัฐมนตรีมีปกาศิต

ให้พงศ์พรไปปฏิบัติงานสำนักนายกฯ

ภายใต้การกำกับของ..ปลัดสำนักนายกฯ

 

สมอกสมใจ !

 

อา..มาแล้วฮ่ะ สดๆ ร้อนๆ อาหารตามสั่งที่อยากกินจัด อยากได้คำสั่งตรงๆ จากเจ้านาย รายการคุณขอมา ท่านรองวิษณุเลย "จัดให้" ภายใน 24 ชั่วโมงตามที่ปกาศิตไว้ แถมจัดหนักด้วย "ลายเซ็น" ของท่าน..นายกรัฐมนตรี ผู้นำสูงสุดในแผ่นดิน ในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติ ใครขัดขืนก็เตรียมตัว..คอขาด

แถมงานนี้ยังมีศักดิ์ศรีต่ำต้อยกว่าเดิม เพราะเดิมนั้น อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ "รัฐมนตรีออมสิน" แต่พงศ์พรแง่งอนว่า "ไม่สมศักดิ์ศรี" อยากได้เจ้านายที่ใหญ่กว่านั้น เลยได้ "ปลัดสำนักนายก" มาเป็นผู้บังคับบัญชา..สมอกสมใจ เห็นแล้วก็อยากร้องไห้ !

 

ฝากให้พงศ์พรนอนอ่านตอนไปตรวจงานภาคใต้

 

อันที่จริงเขาอยากให้เราดี

แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้

จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย

ไม่มีใครเขาอยากเห็นเรา..เหาะเกินลงกา

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 8 กันยายน 2560

 

 

ท่านรองฯ มาแย้ว !

วิษณุออกโรงหนุนออมสิน

ทำถูกต้องตามขั้นตอน แต่..

แต่พงศ์พรก็มีสิทธิ์อุทธรณ์ ถ้า..

ถ้าเห็นว่าคำสั่งไม่เป็นธรรม !

 

อา..สโลแกนวินัยของทหารมีอยู่ว่า "รับคำสั่ง ทำทันที ทำดีที่สุด" แต่สำหรับตำรวจชื่อพงศ์พรแล้ว คงไม่มีวินัยข้อนี้ แบบว่าถ้าพงศ์พรจะอุทธรณ์ด้วยข้ออ้างว่า "ตัวเองไม่ได้ยินยอมย้ายไปอยู่สำนักนายกรัฐมนตรี จึงถือว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบธรรม" นั้น ก็ต้องถามว่า ในอดีตมีข้าราชการผู้ใดบ้าง ที่ถูกโยกย้ายแบบนี้แล้วอ้างเอาความไม่สมัครใจมาเป็นเหตุผลไม่ไป ไม่ต้องมองอื่นไกล ก็ ผอ.พศ. คนก่อน คือ นายพนม ศรศิลป์ ผู้ตรวจการรุ่นพี่ของพงศ์พร ก็ถูกย้ายด่วนไปสำนักนายกฯ ขณะนั่งประชุมกับสมเด็จสมศักดิ์วัดพิชัยญาติเรื่องธรรมกายด้วยซ้ำ ก็ยังไม่เห็นโวยวายลั่นโลกเลย ถามว่าพนมยินยอมพร้อมใจไปนั่งตบยุงหรือไม่ล่ะ ข้าราชการที่ดีนั้นย่อมจะต้องมี "วินัย" เป็นตัวกำกับ ยกเว้นประเภท "เหาะเกินลงกา" ถือว่าเก่งเกินไป รัฐบาลไหนก็คงไม่ใช้ เพราะใช้แล้วมีปัญหา เอาไม่อยู่ !

เสียดายว่า พงศ์พรนั้น แต่แรกก็เป็น "ลูกรัก" ของ คสช. เป็นมืออาชีพที่วางไว้จะใช้ในภารกิจสำคัญ แต่เมื่อทำตัวเป็น "โคถึก" ชนแหลกแม้กระทั่งเจ้านาย แบบนี้ก็คงไปไม่สวย นับจากนี้ก็เคาต์ดาวน์อนาคตได้เลย ตำแหน่งใหญ่ๆ ไม่มีหวังได้ ที่ได้ก็คงเป็นเพียง "เจ้ากรมเกาเหา" ไม่มีอะไรจะทำเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะผู้ใหญ่ไม่ไว้วางใจเสียแล้ว เว้นเสียแต่ว่า รัฐบาล คสช. จะถูกปฏิวัติซ้อนเท่านั้น จึงจะพอเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ได้บ้างว่า พงศ์พรรีเทิร์น

แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องถึงครูใหญ่ อันได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพราะเป็นผู้รับผิดชอบสำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติโดยตรง เฮ้อ ! เห็นแล้วก็น่าสงสาร ปฏิวัติรัฐประหาร ยึดอำนาจประเทศไทยได้ทุกตารางนิ้ว แต่ไม่มีคนทำงาน ที่มีๆ ก็เหมือนไม่ชำนาญ ที่ชำนาญก็ดูเหมือนไม่อยากช่วยงาน มันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ?

 

 

 

ซัดแผนเสี้ยมกัดกับพระ

"พงศ์พร" เหลืออด ! ชนรัฐมนตรีสำนักนายกฯ จวกเละรวบรัดถอดพ้นเก้าอี้ ผอ.พศ. ออกคำสั่งให้มาช่วยราชการสำนักนายกฯ โดยไม่รอโปรดเกล้าฯพ้นตำแหน่ง แถมเตรียมเตะโด่งไปดูแลงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้าน "ออมสิน" โว มีอำนาจเต็มสั่งย้าย ย้ำต้องฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา "วิษณุ" ลิ้นพันอ้างจำเป็นต้องย้าย พร้อมสาดโคลน "ไอ้โม่ง" คอยเสี้ยมพระทะเลาะกับรัฐบาล ด้าน "ไพบูลย์" จับผิดข้ออ้างปฏิรูปศาสนา ชี้พิรุธลุกลี้ลุกลนเด้ง "พงศ์พร"

 

ทำท่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมาเสียแล้ว สำหรับกรณีการโยกย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ยังไม่ทันจะมีพระบรมราชโอการโปรดเกล้าฯ ปรากฏว่า นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กลับลงนามให้ พ.ต.ท.พงศ์พร ไปช่วยราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนจะกลายเป็นเชื้อปะทุให้เกิดเป็นเรื่องราวลุกลามใหญ่โตขึ้นมา

 

พงศ์พรโวย ออมสินเด้งไม่เป็นธรรม

โดยเมื่อวันที่ 7 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการเผยแพร่สำเนาเอกสาร ซึ่งเป็นหนังสือจาก พศ. ลงนามโดย พ.ต.ท.พงศ์พร นำส่งถึง นายออมสิน เรื่องการรับโอนและการให้ไปช่วยราชการ โดยมีใจความสรุปว่า คำสั่งรับโอนและการให้ไปช่วยราชการของ นายออมสิน เป็นไปโดยที่ พ.ต.ท.พงศ์พร ไม่ได้รู้เห็นหรือสมัครใจ รวมทั้งอาจขัดต่อมติ ครม. และกระทบพระราชอำนาจ นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดความเสียหายการปฏิบัติภารกิจของ พศ. ในภาพรวม จึงถือเป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรม

 

โหด ! เตรียมเตะโด่งไปชายแดนใต้

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา ภายหลัง นายออมสิน ได้อนุมัติการขอตัวมาช่วยราชการ นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 214/2560 ให้ พ.ต.ท.พงศ์พร รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งที่ 15 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมกับได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 215/2560 มอบให้ พ.ต.ท.พงศ์พร รับผิดชอบการตรวจราชการในเขตตรวจราชการ ที่ 8 ประกอบด้วย จ.สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน เป็นต้นไป

 

ออมสินบีบรับคำสั่ง-โวมีอำนาจเต็ม

ขณะที่ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.พงศ์พร ทำหนังสือแย้งคำสั่งถูกโอนย้ายให้เป็นผู้ตรวจราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ทราบเรื่องจากข่าว แต่นายกฯมอบให้ตนกำกับดูแลงาน พศ.แล้ว ดังนั้น ถือว่าตนเป็นผู้บังคับบัญชาของ พ.ต.ท.พงศ์พร ทั้งหมดถือเป็นหน้าที่ของตนที่ต้องกำกับดูแลงานและความเรียบร้อยของ พศ. ส่วนรายละเอียดในหนังสือแย้งของ พ.ต.ท.พงศ์พร นั้น ขอไปดูให้ชัดเจนก่อน

 

วิษณุแฉ มีคนเสี้ยมให้ทะเลาะกับพระ

ด้าน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้ตอบคำถามและย้ำมาตลอดว่าสาเหตุการโอนย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร ไม่ได้มีความผิด ไม่เกี่ยวกับเรื่องของการเข้าไปตรวจสอบทุจริตเงินอุดหนุนวัด แต่มีคนพยายามที่จะทำให้เกี่ยว เพื่อให้พระทะเลาะกันเอง หรือพระทะเลาะกับรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลรู้หมดแล้วว่า ใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังกลไกเหล่านี้ ที่ย้ายเพราะจำเป็นต้องให้ออกมาเพื่อแก้ปัญหาบางอย่าง แต่ในช่วงเวลาที่รอเวลาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง การทำงานก็ยังต้องเดินต่อไป จึงให้ นายกนก แสนประเสริฐ รอง ผอ.พศ. รักษาการไปก่อน เพราะรู้เรื่องภายในเป็นอย่างดี แต่หากพ้นจากช่วงวันที่ 30 ก.ย. ไปแล้วไม่กรุณาโปรดเกล้าฯ ลงมา ก็จำเป็นต้องตั้ง นายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีกรมการศาสนา มาทำหน้าที่ ผอ.พศ.

 

อ้าง "พงศ์พร" ทำดีแล้ว แต่ต้องเปลี่ยน

"ส่วนตัวยืนยัน พ.ต.ท.พงศ์พร ปฎิบัติหน้าที่ได้ดี ไม่มีปัญหา แต่เพื่อความเหมาะสมเห็นควรให้ไปปฎิบัติหน้าที่อย่างอื่นในขณะนี้  ขณะเดียวกัน พศ. มีภารกิจช่วยงานด้านพระพุทธศาสนา ในฐานะเลขาธิการมหาเถระสมาคม (มส.) ดังนั้น ผอ.พศ. ต้องเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจร่วมงานกันได้ พร้อมมีหน้าที่ปราบทุจริต ซึ่งที่ผ่านมา พ.ต.ท.พงศ์พร ทำได้ดีแล้ว  โดยต้องเปลี่ยนรูปแบบเป็นการดูจากภายในไปสู่ภายนอก ตรวจสอบตั้งแต่คนในพศ. ไปถึงไวยาวัจกรตลอดจนชาวบ้าน" นายวิษณุกล่าว

 

เปิดทางอุทธรณ์ 24 ชั่วโมงรู้ผลทันที

นายวิษณุ กล่าวอีกว่า หาก พ.ต.ท.พงศ์พร เห็นว่าคำสั่งโยกย้ายให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการไม่เป็นธรรม ก็สามารถยื่นอุทธรณ์ร้องเรียนได้ตามขั้นตอน โดยจะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ไม่เกิน 24 ชั่วโมง เรื่องจะต้องจบ โดยไม่ขอเปิดเผยถึงวิธีการ

 

ไพบูลย์ชี้ผิดปกติแน่รวบรัดเด้งจากตำแหน่ง

นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ออกมาให้ความเห็นกรณี นายออมสิน ออกคำสั่งให้ พ.ต.ท.พงศ์พร มาช่วยราชการในตำแหน่งผู้ตรวจการสำนักนายกรัฐมนตรีว่า คำสั่งดังกล่าวมีปัญหา เพราะได้อนุมัติให้มาช่วยราชการก่อน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็มีคำสั่งย้ายอยู่แล้ว ซึ่งทำให้มอบว่าค่อนข้างจะรวบรัดรวดเร็วผิดปกติ อีกทั้งยังย้อนแย้งกับสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กล่าวถึงการโยกย้าย ผอ.พศ. ที่ให้เหตุผลว่า เพื่อให้มาทำงานปฏิรูปศาสนา ซึ่งก็จะมาทำงานอยู่ใกล้ๆตัว แต่จากคำสั่งกลับเป็นการย้ายให้ไปตรวจราชการ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทำให้สังคมตั้งคำถามว่า การย้ายครั้งนี้มันจะช่วยปฏิรูปศาสนาได้อย่างไร และมีสิ่งผิดปกติจากการย้ายครั้งนี้หรือไม่

 

จวกหัดมีธรรมาภิบาล-ระวังซ้ำรอยปูเด้งถวิล

นายไพบูลย์ ยังกล่าวต่ออีกว่า ในฐานะที่เคยส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ใช้อำนาจโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในขณะนั้น ไม่เป็นธรรม จนเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง จึงตั้งข้อสังเกตเปรียบเทียบกับการโยกย้าย ผอ.พศ. ในครั้งนี้ ทั้งนี้เข้าใจว่าฝ่ายบริหารมีสิทธิทำได้ แต่ต้องคำนึงถึงกฎระเบียบ และต้องมีธรรมาภิบาลด้วย จึงขอเรียกร้องไปทางรัฐบาลให้มีการแก้ไขให้ถูกต้อง

 

ที่มา : แนวหน้า : 8 กันยายน 2560

 

ออมสินกร้าว !

ลั่นคำถึงพงศ์พร

จะไม่รับคำสั่งผู้บังคับบัญชาไม่ได้ !

 

อา..ได้หรือไม่ได้ อีกไม่นานคงจะรู้กัน ว่าแต่น่ากลัวนะฮะ เพราะว่าไม่เคยเห็นท่านออมสิน "พูดแข็งโป๊ก" เหมือนทหาร แบบนี้มาก่อน เห็นมีแต่เล่นๆ หัวๆ สนุกสนาน บางคนยังว่าแกขี้เล่นด้วยซ้ำไป แต่ไม่ใช่ขี้หลีนะ

วันนี้ ท่านรัฐมนตรีออมสิน รู้สึกจะระมัดระวังวาจามาก เพราะมันเป็นเรื่องตัวบทกฎหมาย พลาดแล้วมันจะเอาไม่อยู่ แถมยังไม่รู้ว่าคุณพงศ์พรนั้นมีใครอยู่เบื้องหลัง เห็นระดมกันล่าฆ้อน "ทุบออมสิน" กันเลยทีเดียว แน่นอนว่าสุดท้ายก็ต้องให้ "บิ๊กตู่" นายกรัฐมนตรีตัดสิน ว่าจะเอาใคร ระหว่างรัฐมนตรีกับข้าราชการประจำ แต่ตอนนี้ มันมีสิทธิ์พลาดถ้าพูดไม่ระมัดระวัง ท่านออมสินจึงต้องใช้เกียร์ต่ำ ย้ำได้แต่เพียงเรื่อง "อำนาจ" ของรัฐมนตรี ซึ่งรับบัญชาจากนายกรัฐมนตรีอีกทอดหนึ่ง แบบว่าคุมหลักการบริหาร เพราะข้าราชการทุกระดับ รวมทั้งทหาร จะไม่เชื่อฟังและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายไม่ได้

พงศ์พรนั้น ก่อนหน้านี้ยังดูน่ารัก "เกล้าฯ กระผม ยินดีน้อมรับคำสั่งผู้บังคับบัญชา ไม่ว่าจะให้ทำอะไรตาม" ทั้งท่านนายก ท่านรองวิษณุ ท่านรัฐมนตรีออมสิน ถึงกับออกมาการันตีว่า "ไม่ได้ลงโทษ แต่ให้พักผ่อน กำลังจะมีบำเหน็จก้อนใหญ่ให้ รับรองเซอร์ไพรซ์" แต่คล้อยหลังไปได้ไม่กี่วัน ไม่รู้ว่าคุณพงศ์พรไปโดนใครเป่าหู จึงออกมาสู้กับ "สำนักนายกรัฐมนตรี" เหมือนกินดีปลีมาเป็นปี๊บ

แต่..แต่อย่าลืมว่า รัฐบาลปัจจุบัน มิใช่รัฐบาลปกติ แต่เป็นรัฏฐาธิปัตย์ มาจากการทำรัฐประหาร แถมยังมี ม.44 ไว้คอยทะลวงปล้องไม้ไผ่ ในกรณีที่กฎหมายทั่วไปไม่สามารถบังคับใช้ได้ ดังนั้น การที่คุณพงศ์พรทำการ "ประจานเจ้านาย" ด้วยการเขียนจดหมายให้อ่านทั่วบ้านเมืองนั้น เป็นเรื่องที่สุดจะรับไหว อนาคตอันสดใสของพงศ์พรดูท่าจะริบหรี่เสียแล้ว

แว่วๆ ว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดคุณสมบัติของ ผอ.พศ. คนใหม่ หลังการไปของพงศ์พรไว้ว่า "ไม่ต้องการคนเก่ง ไม่ต้องการคนเลอเลิศ แต่ต้องการคนทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุด" ซึ่งมองยังไงก็ต่างจากคุณสมบัติของคุณพงศ์พรอย่างสิ้นเชิง

ความเก่ง ความเลอเลิศ ของพงศ์พร ปรากฏเด่นชัดที่สุดก็ในจดหมายถึงรัฐมนตรีออมสินนั่นแหละ "สอนมวยเจ้านาย" แบบว่าไม่ให้ราคากันเลย ก็ไม่รู้ว่า จะกล้าเล่นถึงนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ถ้ากล้า ก็แสดงว่า คสช. พลาดครั้งใหญ่ ที่ไปเอาพงศ์พรมาจากดีเอสไอ เข้าตำรา "เหาะเกินลงกา" ของท่านรองวิษณุ พฤติกรรมก้าวร้าวแบบนี้ ใช่แค่ทำงานร่วมกับคณะสงฆ์ไม่ได้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงว่าทำงานร่วมกับรัฐบาลนี้ไม่ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ดูตามเกมแล้ว พงศ์พรต้องไปแน่ ไม่ช้าก็เร็ว ตามหลักการ The show must go on !

 

 

 

MY CHAIR !

ผมศึกษาและปฏิบัติธรรมมานาน

รู้ว่าทุกสิ่งเป็นอนิจจัง แต่ผมยังไม่อยากไป

 

 

ออมสินลั่น มีอำนาจเต็มเซ็นย้าย ผอ.พศ. ชี้จะไม่รับฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาไม่ได้

เมื่อวันที่ 7 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) ทำหนังสือถึงตนเองแย้งคำสั่งถูกโอนย้ายให้มาเป็นผู้ตรวจราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ตนเองได้ทราบเรื่องนี้จากข่าวเช่นกัน ยังไม่ได้เห็นหนังสือตัวจริง คงต้องขอขึ้นห้องทำงานไปดูรายละเอียดเสียก่อน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ตนกำกับดูแลงานสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พ.ศ.) ดังนั้น ถือว่าตนเป็นผู้บังคับบัญชาของ พ.ต.ท.พงศ์พร ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ค่อยไปว่ากัน ทั้งหมดนี้ถือเป็นหน้าที่ของตนที่ต้องกำกับดูแลงานและความเรียบร้อยของ พศ. ส่วนรายละเอียด ทั้ง 6 ถึง 7 ข้อนั้นคงต้องขอไปดูให้ชัดเจนก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก ผอ.พศ.จะฝืนไม่รับคำสั่งผู้บังคับบัญชา กระทำได้หรือไม่ นายออมสินกล่าวว่า "ไม่รับคำสั่งของผู้บังคับบัญชาคงไม่ได้ แต่ผมเอง ผมเองต้องขอไปดูหนังสือให้ชัดอีกทีหนึ่ง เพราะหนังสือที่มีไปนั้น เดิมเป็นเรื่องที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทำหนังสือมาถึงเพื่อขอยืมตัว ผอ.พศ. ปฏิบัติหน้าที่ที่ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เป็นการชั่วคราว และผมในฐานผู้บังคับบัญชา ผมก็ได้อนุมัติไปเพื่อให้ ผอ.พศ. ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ สปน. ได้ แต่เขาจะถือว่าผมยังไม่ได้สั่งให้เขาไปหรือเปล่า ผมก็ไม่ทราบ" นายออมสินกล่าว

 

ที่มา : มติชน : 7 กันยายน 2560

 

 

มึนตึ๊บ !

วิษณุให้มานัสนั่งควบ 2 เก้าอี้

ตำแหน่งอยู่พุทธมณฑล

แต่ตัวยังรักษาการกรมการศาสนา

ถามว่า ทำได้หรือไม่ ?

 

อา..รายการนี้น่าจะใช่ "ตัวไกลใจเหงา" เพราะพงศ์พรเขียนจดหมายรายงานแม่บ้านว่า "ผมไม่อยากไปสำนักนายกฯ ผมยังอยู่ที่นี่ ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการ ผมก็ยังไปไหนไม่ได้"  นี่ไงที่มันเข้าทาง "คุณพงศ์พร" เขา ตราบที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดให้พ้นจากตำแหน่ง ก็ยังถือว่าดำรงตำแหน่งอยู่ตราบนั้น การขอตัวก็ดี การโอนตัวก็ดี ย่อมไม่มีผลสำหรับตำแหน่งใหญ่ "ผอ.พศ." เพราะมีกฎหมายกำหนดไว้ว่า ต้องมีพระบรมราชโองการ จึงจะสามารถปฏิบัติงานในตำแหน่งได้ ดังนั้น เมื่อมาด้วยพระบรมราชโองการ การไปก็ต้องใช้พระบรมราชโองการเช่นกัน นอกนั้นก็ต้อง..เกษียนอายุ เท่านั้น

ความหมายก็คือว่า ณ เวลานี้ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ยังคงดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. อยู่เช่นเดิม ส่วนนายมานัส ทารัตน์ใจ ก็ยังคงเป็นอธิบดีกรมการศาสนาอยู่เช่นเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพียงแต่ทั้งสองต้องนั่งควบเก้าอี้ ดูทีไม่ถนัดเท่านั้น

ปัญหามันคาลำกล้องอยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น นั่นคือ ไม่มีพระบรมราชโองการให้ "พงศ์พร" พ้นจากตำแหน่ง มันจึงหนักกว่าการสั่งย้ายด้วยมติ ครม. สำหรับผู้ที่มาจาก ม.44 นี่คือประเด็น

ความจริงแล้วการย้ายนั้นทำได้ไม่ยาก แต่รัฐบาลพลาด ใช้ปากกาสั่งโยกโน่นย้ายนี่ นึกว่าเป็นกรณีย้ายข้าราชการทั่วไป แต่มาเจอพงศ์พรซึ่งทั้งเก่งทั้งตรงเป็นไม้บรรทัด เลยโดนงัดเสียงอมพระราม กว่าจะเคลียร์พื้นที่พุทธมณฑลให้มานัสได้ งานนี้ ท่านรองวิษณุผู้เจนจบคัมภีร์มังกรทอง คงต้องเปิดกฎหมายหลายตลบ แบบว่ารบกับพงศ์พรนั้น หนักกว่ารบกับธัมมชโยเสียอีก ไม่น่าเล้ย ไม่น่าเลือกพงศ์พรมาอยู่พุทธมณฑลเลย !

 

 

ยิ่งสางยิ่งยุ่ง !

 

 

วิษณุย้ำ "มานัส" ผอ.พศ.คนใหม่ ให้สนองงาน มส. เผย ให้นั่งควบ อธิบดีกรมศาสนา ไปก่อน

เมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่หอประชุมกองทัพเรือ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณี การแต่งตั้งนายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) คนใหม่ รวมถึงแนวทางการปฏิบัติงานต่อไป ว่า ตนได้พูดคุยถึงภารกิจหลักที่ต้องจะเข้ามาสนองงานคณะสงฆ์ ต่อจากอดีต ผอ.พศ.ต่อไป สวนกรณีการตรวจสอบคดีต่างๆ นั้น ก็ให้ดำเนินการตรวจสอบต่อไป โดยตนได้ย้ำให้มีการตรวจสอบจากภายในหน่วยงาน กรมและข้าราชการก่อน หากมีการขยายผลไปยังบุคคลอื่น ก็ค่อยขยายผลไปสู่การตรวจสอบภายนอก อย่าใช้วิธีการที่เริ่มจากการตรวจสอบจากภายนอกมาสู่ภายใน และหากขยายผลสืบพบผู้กระทำผิดที่เป็นข้าราชการ หรือ เจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งในวัดและนอกวัดก็ตาม ให้ไปดูตามระดับความผิดและดำเนินการไปตามกฎหมาย

นายวิษณุกล่าวว่า ยังมีภารกิจสำคัญอื่นๆ อีกทั้งยังอยู่ในช่วงเตรียมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จึงอยากให้นายมานัส ดำรงตำแหน่งรักษาการอธิบดีกรมการศาสนา ควบคู่กับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติไปก่อนจนกว่าจะเสร็จสิ้นพระราชพิธี แล้วจึงจะมีการพิจารณาแต่งตั้งคนใหม่

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกรณีที่มีกระแสข่าวการไม่ลงรอยกันระหว่างมหาเถรสมาคมกับพ.ต.ท.พงศ์ธร พราหมณ์เสน่ห์ อดีต ผอ.พศ. จึงทำให้ถูกย้าย นายวิษณุ กล่าวว่า ตนยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะส่วนตัวไม่คิดว่าจะมีปัญหาไม่ลงรอยกัน หรือหากมีก็คงแก้ปัญหาได้ ส่วนประเด็นที่พระบางรูปมีปัญหากับผอ.พศ.เป็นการส่วนตัวนั้น ตนเองก็ไม่เคยได้ยิน และไม่เคยมีใครเล่าให้ฟังมาก่อน เชื่อเรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา

 

ที่มา : มติชน : 7 กันยายน 2560

 

 

 

พงศ์พรฮึดสู้ !

งัดข้อรัฐมนตรีออมสิน

ไม่ยอมไปจากพุทธมณฑล

จนกว่าจะมีตำแหน่งใหม่ที่น่าพอใจ

 

 

 

พงศ์พร VS ออมสิน

สงครามของ..คนกันเอง

ลูกผู้ชาย ฆ่าได้ แต่..หยามไม่ได้

 

วรรคทองของ..พงศ์พร

 

การอนุมัติให้ยืมตัวของท่าน พิจารณาเพียงว่า สำนักนายกรัฐมนตรีไม่เสียหาย แต่มิได้พิจารณาว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง เสียหายหรือไม่ !!!

 

 

อา..ดื้อยาแล้วฮ่ะ บอกแล้วไงว่า พงศ์พรมิใช่ลูกฟุตบอล นึกอยากจะเตะกระเด็นกระดอนไปไหนก็ได้ แต่เขาเป็น "นักเล่นบอล" ด้วยเช่นกัน แถมเป็นคนมีชีวิตจิตใจ มีทั้งลูกทั้งเมียให้ดูหน้าเวลากลับบ้านหลังเสร็จงาน เห็นหน้าพ่อหน้าพี่แล้วมันมีกำลังใจ แต่ทุกวันนี้ มีแต่ข่าวเสียหายกับพงศ์พร โดยที่ไม่เคยเอ่ยปากเถียงผ่านสื่อซักแอะ แต่..ถึงอย่างไร ในเมื่ออะไรจะเกิดก็ต้องเกิด วันนี้ จึงขอพงศ์พรพูดบ้าง นะครับ ซักครั้งก็ยังดี (อึดอัดมานานแย้ว !)

หนังสือฉบับนี้ ชี้ให้เห็นว่า พงศ์พรมิใช่ขี้ไก่ รู้ตัวบทกฎหมายอย่างแยบยล อ่านดูเถิดฮะ กระดูกล้วนๆ ออกอาวุธแต่ละดอกเล่นเอายอดอกสะเทือน ดังนั้น อย่าดูหมิ่นถิ่นแคลนกันเกินไป โลกนี้ไม่ไร้เท่าใบพุทรา ถ้าจะดันทุรังสู้มันก็ทำได้ แต่ไม่อยากทำ เพียงแค่อยากจะบอก "เจ้านาย" ว่าทำอะไรก็ให้ระมัดระวัง ถ้ากระผม-พงศ์พร เป็นคนอื่นละก็ อาจจะเดือดร้อนกันทั้งบาง นะครับท่าน รีบหาตำแหน่งให้ผมเสียที ไม่งั้นมันจะมีปัญหา

 

 

ออมสินไม่ใช่นายผม !

 

 

 


 


 

 

ปัญหาที่ว่านั้น มันก็เนื่องมาจาก ม.44 ที่ใช้สั่งให้พงศ์พร เหาะมาจากดีเอสไอนั่นเอง แบบว่าเหาะมา แต่เดินกลับ มันเสียหล่อหมด พงศ์พรจึงงอนว่า "การใช้คำสั่งรัฐมนตรีก็ดี มติ ครม. ก็ดี ที่ให้ยืมตัว-โอนตัว ข้าราชการซึ่งมีคำสั่งตาม ม.44 กำกับอยู่นั้น ทำได้หรือไม่" เพราะ ม.44 เป็นกฎหมายพิเศษ อยู่เหนือกฎหมายทั่วไป ย่อมให้ความคุ้มครองทั้งแก่ผู้ใช้และผู้ถูกใช้ หมายถึงว่า ถ้าพงศ์พรไม่ยอมจริงๆ ก็อาจจะต้องถึงฎีกา ซึ่งถ้ายืดเยื้อ ก็หมายถึงว่า มานัส ยังคงทำงานไม่ได้ เพราะเส้นทางไม่เคลียร์ เรื่องที่ดูท่าจะง่ายก็เลยไม่ง่าย งานนี้เห็นที "บิ๊กตู่" ต้องลงดาบซ้ำ สั่งพงศ์พรไปอยู่สำนักนายกด้วย มอฉี่ฉี่ จึงจะฉี่สุดจริงๆ นี่เห็นไหม รู้จักพงศ์พรน้อยไปซะแล้ว !

 

 

 


 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 6 กันยายน 2560

 

ทีม มจร. เฮลั่น !

ชนะสนามพุทธมณฑลฉลุย

สกอร์ 2-0

ล้มแชมป์จากดีเอสไอระเนระนาด

 

 

ชิตัง เม เฮ !

 

ขวา : ศ.ดร.พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ราชบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส เจ้าคณะภาค 2 กรรมการมหาเถรสมาคม

ซ้าย : พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ รองอธิการบดี มจร. ฝ่ายเผยแผ่

 

2 IN 1

านัส ทารัตน์ใจ

ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

มหาเก่าและศิษย์เก่า มจร.

 

ต้องบอกว่า ยิ่งกว่าถูกซูเปอร์ล็อตโต้ สำหรับทีม มจร. ในเวลานี้ เปรียบไปก็คล้ายทีม "แลสเตอร์" คว้าแชมป์แบบโนเนมม้วนเดียวจบ เป็นม้าก็ม้ามืด เป็นไฮโลก็ 11 ไฮโล กินรวบกินเรียบกินทั้งกระดาน เมื่อชื่อของ "มานัส ทารัตน์ใจ" ได้รับการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี ให้ย้ายจากตำแหน่งอธิบดีกรมการศาสนา มาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คุมงานศาสนาทั้งประเทศไทย ใหญ่บะเริ่มเทิ่ม น้องๆ นายกรัฐมนตรี !

ใหญ่แค่ไหนอย่างไร ดูได้จาก "เงาหน้า" มีสง่าราศีอย่างผิดหูผิดตา ก่อนหน้านั้นไม่มีใครรู้จัก "มานัส ทารัตน์ใจ" เลย ให้เดายังบอกว่า "นักมวยไทย" ไปโน่น แต่แค่ขึ้นแท่น ผอ.พศ. เท่านั้น นักข่าวทุกสำนักต่างรู้จัก "มานัส" โดยพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย

ก่อนหน้านั้น อธิบดีกรมการศาสนา เคยมาสมัครเป็น ผอ.สำนักพุทธฯ แต่ปรากฏว่า "เขาไม่เอา" ต้องกลับไปมือเปล่า แบบนี้มันก็ช้ำรักจากอุบลซีฮะ แต่สำหรับ "มานัส" นั้น ไม่ต้องวิ่งเต้น นั่งอยู่เฉยๆ  ก็มีคนเอาเก้าอี้มาประเคน เป็นเรื่องของบุญวาสนา แข่งขันกันบ่ได้

 

พิสิฐชัย สว่างพัฒนากร

 

วิธีการเล่นของทีม มจร. ในเกมนี้นั้น ท่านอธิการใหญ่ประยูร ท่านวางแผนได้แยบยลจนคนตามไม่ทัน โดยส่งตัวสำรองลงก่อนตัวจริง ตัวสำรองที่ว่านี้ได้แก่การส่ง "พิสิฐชัย สว่างพัฒนากร" ลงเล่นเป็นปีกซ้าย คู่กับ "เจ้าคุณพล" ในบัญชี "คณะอนุกรรมการรวบรวมข้อมูลข่าวสารของ มส." พอฝ่ายตรงข้ามเห็นก็ปรี่เข้ารุมสะกรัม แตะสกัดดาวรุ่ง จนพิสิฐชัยเดี้ยง ไปต่อไม่ไหว ไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น "มานัส" ก็โผล่ออกจากหลังม่าน รับลูกผ่านกองกลาง ปั่นซ้ายเข้ามุมแบบหลุดโลก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า "มานัสถอดใจ ไม่ขอเป็น ผอ.พศ." มันยิ่งกว่าปีวอกหลอกพี่ กลวิธีนี้ระดับ "อเลกซ์ เฟอร์กูสัน" กุนซือผีแดงในตำนานยังต้องขยี้ตา ว่าทำได้ไง ไม่เกินไปหรือ ?

ที่ว่า "เกินหรือไม่" นั้น เพราะว่า ถ้ามองดูให้ดี เวลานี้ ผู้เล่นทีม มจร. ทั้งสองตัว คือ มานัสกับพิสิฐชัย ต่างลงสนามไล่ๆ กัน โดยไม่มีการถอนตัวผู้เล่นออกจากสนามเลย พิสิฐชัยได้เป็นผู้ช่วยเลขาอนุกรรมการ มส. มานัสได้เป็น ผอ.พศ. ก็สรุปว่า ถ้วยแชมป์และรองแชมป์ ตกเป็นของ มจร. ทั้งคู่ นี่ไงที่มันเหลือเชื่อ มีทีมไหนในโลกทำได้ เล่นครั้งเดียวได้ถ้วย 2 ใบ ผีแดงก็ผีแดงเถอะ เจอจีวรแดงของ มจร. แล้วจะหนาว

 

 

ซ้าย : อ.รักสยาม นามานุภาพ นายกสมาคม ป.ธ.9

กลาง : รท.รศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ นายกสมาพันธ์ชาวพุทธ

ขวา : ผศ.ดร.เสถียร วิพรมหา นายกสมาคมวิชาการพุทธ

 

 

กล่าวทางทีม มจร. ซึ่งมีผู้จัดการทีมคือ พระพรหมบัณฑิต หรือท่านเจ้าคุณประยูร นั้น ยังมีแม่ทัพนายกองอีกระดับรองๆ มากมายหลายท่าน อันได้แก่

รท.รศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ นายกสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งระเทศไทย ก็หาใช่คนอื่นคนไกล แต่เป็นคนกันเอง เข้าทุกวัดแม้แต่วัดธรรมกาย จึงมีเยื่อใยให้ มจร. มาโดยตลอด มีอะไรก็เรียกใช้ได้ ยิ่งช่วงนี้สมาพันธ์ชาวพุทธฯ กำลังจะลงสนามการเมือง จึงอยากได้แรงสนับสนุนใจจะขาด เพราะขาด..ปัจจัย

อ.รักสยาม นามานุภาพ นายกสมาคมเปรียญธรรม 9 ประโยค ที่ไม่ได้รับการยอมรับจากเปรียญเก้าทั้งประเทศ ก็เลยหงอยไป แต่ไม่นานก็เหมือนได้น้ำใหม่ มีทางให้เล่น เมื่อศิษย์ มจร. ได้เป็นใหญ่ จึงเทใจไปกับเขาด้วย ขับเองไปไม่ไหว ก็เกาะขบวนเขาไป ดีกว่าตกรถไฟสายวังน้อย

ศ.ดร.เสถียร วิพรมหา นายกสมาคมวิชาการพุทธศาสนา ซึ่งก็หายหน้าไปหลายเพลา ก่อนหน้านี้ลงชนกับ "ส.ศิวลักษณ์" ซึ่งเป็นมวยรุ่นใหญ่ในสนามพระ ปรากฏว่าโดนสอนมวยแบบเข้ามุมไม่ถูก เครื่องพังยับ ต้องเข้าอู่ซ่อมนานเป็นปี แต่ว่าเวลานี้ พลพรรคได้ดี ก็เลยมีแฮงกลับมาเชียร์เพื่อนฝูงอีก ตามติดขอบสนามไม่กะพริบตา

ทั้งสามท่านนี้ ถือว่าเป็น "รุ่นใหญ่" ในแวดวง มจร. เวลานี้ แถมยังมี "เจ้าคุณประสาร" ซึ่งคุมสถานีศูนย์พิทักษ์อยู่ที่วัดราชา แน่นอนว่าเหมือนได้ฤกษ์ออกจากถ้ำ เพราะถูกทหารคุมแจ ไปไหนมาไหนลำบาก พอ "มานัส" พังประตูได้เท่านั้น ก็รั้งไม่อยู่ ต้องออกมาแสดงความดีใจกับหมู่กันเสียหน่อย ปิดวังน้อยฉลองซักสามวัน

ถามว่า ทำไมบรรดาอดีตมหาเปรียญและศิษย์เก่า มจร. ถึงได้กระดี้กระด้าดีอกดีใจเหมือนถูกหวยหมู่ ? คำตอบก็เห็นๆ กันอยู่ว่า คุณมานัสนั้น มีคุณสมบัติหลากหลาย เป็นทั้งมหาเปรียญ 6 แถมจบ มจร. ต่อโทที่ปูน่าร์ ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นสายเดียวกับ มจร. ในต่างประเทศอีกด้วย มองมุมไหมมันก็ใช่ แถมนิสัยยังสุภาพเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ ไม่ถามก็แทบไม่ตอบ แบบนี้แหละพระเถรานุเถระช็อบชอบ

พูดจาภาษาชาวบ้านก็ว่า พ่อหนุ่มมานัสเนี่ยนะ รูปก็งาม นามก็เพราะ เหมาะเจาะกับตำแหน่ง ผอ.พศ. เสียนี่กระไร  "ได้ทั้งมหา ได้ทั้งพระครู" แหล่ก็เป็น เทศน์ก็เป็น ขึ้นเวทีไหนรับรองแม่ยกตรึม ไม่แพ้..ลำไย ไหทองคำ !

 

 

ทางท่านเจ้าคุณประยูรนั้น ก่อนหน้านั้นก็อ่อนอกอ่อนใจ นั่งดูกระดาน เห็นราคาหุ้น มจร. แกว่งไกวไหวยวบ ไม่รู้จะอยู่หรือจะไป แทบจะถอดใจ เพราะขนาดวัดปากน้ำยังไปไม่รอด แล้ววัดประยูรจะไหวเหรอ แต่วันนี้กลับมาปาฏิหาริย์ จับตัวไหนก็วิ่งฉิว สีแดงกลายเป็นสีเขียว ส่งชื่อไหนเข้าไป ไม่ว่าใน มส. หรือใน ครม. ก็วินทุกตัว ล้วแบบนี้จะไม่ให้ปลื้มได้ไง

พระธรรมเทศนา "สุจริตธรรมกถา" ผลงานการนิพนธ์ของ ศ.ดร.พระพรหมบัณฑิต อธิการบดี มจร. ได้รับการการันตีจากมหาเถรสมาคม ให้เป็นเทศนาของ มส. ให้วัดต่างๆ ทั่วประเทศ (รวมทั้งวัดพระธรรมกาย) ได้นำไปแสดงให้แก่พุทธศาสนิกชนได้สดับตรับฟัง เป็นยาสามัญประจำบ้านของทุกครอบครัวไทยไปแล้ว

ใช่แต่ในเมืองไทยเท่านั้น คิวโชว์ตัวของท่านประยูรนั้น กลางพรรษานี้แน่นเอี๊ยด ยาวไกลไปถึง "อเมริกา" ปลายเดือนกันยายนศกนี้ ท่านมีคิวบินไปทำงานใหญ่ "เปิดสาขาวัดประยูร" ในรัฐยูท่าห์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งว่ากันว่า จะมีการโชว์คู่ ทั้งอธิการบดีและรองอธิการบดี แบ่งเก้าอี้กันนั่ง ไม่มีใครยืนให้ปวดหัวไหล่

กล่าวทางทีมตรงกันข้ามบ้าง 6 เดือนที่ผ่านมา ก็แทบว่าพับสนามเล่น พงศ์พร-ศูนย์หน้า ทั้งกล้าทั้งคึกคัก เล่นทั้งลูกเลี้ยงลูกเลื้อย ยิงใกล้ยิงไกล เหมาโหลทำเองหมด แถมยังคว้านกหวีดของผู้ตัดสินมาเป่าเองอีกด้วย เลยโดนใบแดงไล่ออกสนามไปอย่างไม่คาดฝัน

แน่นอนว่าแฟนๆ ทั้งเสียดายทั้งคิดถึง อยากให้กลับมาใจจะขาด แต่ผู้คุมสนามเห็นว่าลำบาก ประเดี๋ยวแฟนบอลเกิดบ้าขึ้นมามันจะคุมไม่อยู่ ดังนั้น ก็ให้นั่งดูอยู่ริมสนามน่ะดีที่สุดแล้ว

ทีนี้ พอฝ่าย มจร. ส่งชื่อ "พิสิฐชัย" เข้าไปในอนุกรรมการ มส. ฝ่ายนี้ก็โห่ฮาป่า กรูกันเข้าไปชี้หน้า หาว่าเป็นเด็กวัดประยูร พรรษาไม่ถึง ไม่ควรนั่งเก้าอี้ใหญ่ในพุทธมณฑล ขืนมาจะหาว่าไม่เตือน ทุกคนรุมต้าน "พิสิฐชัย" ไม่รอลงอาญา !

พอแฟนปืนใหญ่กรูกันไปทางพิสิฐชัย ฝ่าย มจร. ก็เลยฉวยโอกาสปล่อย "มานัส" ลงสนาม ตวัดสตั๊ดเพียงเบาๆ ลูกก็เลื้อยเข้าประตูไปเหมือนมีใบสั่ง เล่นเอาแฟนปืนใหญ่ตาค้าง ไม่เชื่อสายตา ไม่เชื่อว่า "บิ๊กตู่" จะให้ประตูแก่ฝ่ายแดง ถึงกับสาปแช่ง "ออมสิน-วิษณุ" ว่ายุให้บิ๊กตู่เสียคน

แต่นี่ยังแค่ "ครึ่งแรก" ยังไม่รู้ว่า "ครึ่งหลัง" จะมีทีเด็ดอะไรจากทีมปืนใหญ่บ้าง เพราะทีมงานแต่ละคนก็ล้วนแต่เขี้ยวลากดินทั้งนั้น งานนี้ขอเตือนว่าอย่าประมาท ต้องท่องคาถา "สงครามมิทันจบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร" ไว้ทุกฝีก้าว

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 5 กันยายน 2560

 

มานัส แบเบอร์ !

ครม. เคาะชื่อ ผ่านฉลุย

นั่งเก้าอี้ใหญ่ในพุทธมณฑล

เน้นคุณสมบัติ..ประนีประนอมสูง

 

 

 

มานัส ทารัตน์ใจ

(อธิบดีกรมการศาสนา)

ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

ครม.ตั้ง มานัส ทารัตน์ใจ นั่งเก้าอี้ ผอ.พศ.

ครม. มีมติโอน "มานัส ทารัตน์ใจ" นั่ง ผอ.สำนักพุทธฯ

เมื่อวันที่ 5 ก.ย.60 ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติตามที่ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) เสนอรับโอน นายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ.ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมานัส ปัจจุบันอายุ 59 ปี จะเกษียณอายุราชการในเดือน ต.ค.61 โดยจบการศึกษาพุทธศาสตรบัณฑิต มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และปริญญาโท สาขาศิลปศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยปูเน่ สาธารณรัฐอินเดีย และเคยตำแหน่งสำคัญ อาทิ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม และรองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม

 

ที่มา : ไทยรัฐ   :  กันยายน 2560

 

บิ๊กตู่เอาจริง !

สั่งตั้งกรรมการสางคดีอัลไพน์

ไล่ตั้งแต่ต้น !

 

 

อา..ให้มันได้แบบนี้ซี่ ถึงจะเชื่อว่าท่านนายกเอาจริงกับเรื่องผิดเรื่องถูก อย่าปล่อยให้คนผิดลอยนวล อย่าให้วลีที่ว่า "คุกมีไว้ขังหมากับคนจน" นั้นเป็นจริง ยิ่งลักษณ์เพิ่งหนีไป รัฐบาลไทยตะโกนไล่หลังว่า "กลับมาพิสูจน์ความจริงผ่านกระบวนการยุติธรรมเถิด" แต่ถ้าปล่อยให้มีการออกกฎหมาย "นิรโทษกรรมอัลไพน์" ก็รับรองว่า เสียหายไปอีกสิบชาติ รัฐบาลผ่านๆ มา ถึงไม่กล้าจัดการอัลไพน์ ก็ไม่มีใครกล้าออกกฎหมายทำผิดให้ถูกอย่างนี้มาก่อน เจ็ดชั่วโคตรว่าหนักแล้ว แต่เจ็ดภพเจ็ดชาตินี่ซี ที่ไม่อยากให้เป็น เพราะทำแล้วจะ..ตายทั้งเป็น

ผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก ทำถูกแล้วทำผิด ยังไม่ได้รับอภัย แล้วเหตุใดจึงจะออกกฎหมาย "แก้ผิดให้เป็นถูกย้อนหลัง" มันมิใช่อารยะประเทศแล้ว !

 

 

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย

 

 

สางปมมรดกบาปอัลไพน์ มท. แนะ ปชช. ฟ้องศาล ปค.ไล่บี้คนผิด

มท.1 ชี้ บิ๊กตู่สั่งตั้ง คกก. รื้อสางปมที่ดินอัลไพน์ รับกังวล พ.ร.บ.โอนกรรมสิทธิ์ฯ หวั่น ปชช. กว่า 600 รายซื้อขายติดบ่วงรับผลกระทบ ยึดขั้นตอนกฎหมายดำเนินการ  แนะผู้เสียหายฟ้องศาลปกครองไล่เบี้ยคนทำผิดต้นทาง 

5 ก.ย. 60  ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีการแก้ไขปัญหาที่ดินอัลไพน์ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานีว่า เรื่องดังกล่าว ได้หารือกับปลัดกระทรวงมหาดไทย เรื่องการดำเนินการยื่นอุทธรณ์ คดีที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีต รมว.มหาดไทย ในฐานะรองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทยขณะนั้น มีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งของเพิกถอนโฉนดที่ดิน สนามกอล์ฟอัลไพน์ ของอธิบดีกรมที่ดินไป  ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาคำวินิจฉัยของศาลอย่างละเอียด  แนวทางการการดำเนินการจะยึดตามแนวทางที่คณะกรรมการกฤษฎีกาให้คำแนะนำ 

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนกรณีร่าง พ.ร.บ.โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินธรณีสงฆ์ ของวัดธรรมิการามวรวิหาร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ให้แก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในฐานะผู้จัดการมรดกของ นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา  เป็นหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่จะต้องดำเนินการ 

"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาตามลำดับขั้นตอนแล้ว เมื่อร่างกฎหมายเสร็จสิ้น ต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ส่วนตัวยังไม่ทราบว่า ทาง พศ. จะมีแนวทางออกมาอย่างไร แต่เท่าที่ทราบขณะนี้ มีความกังวลเกี่ยวกับผู้ได้รับผลกระทบจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่สนามกอล์ฟอัลไพน์ จำนวนกว่า 600 ราย" รมว.มหาดไทย กล่าว 

รมว.มหาดไทย กล่าวยอมรับว่า  มีความกังวลในการเลือกดำเนินการ เพราะหากออกเป็น พ.ร.บ.ฯ แล้ว สังคมก็จะเกิดคำถามเหตุใดถึงไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนตัวจึงเห็นว่า ควรให้ทุกอย่างเดินไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนผู้เสียหายสามารถยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิดตั้งแต่ต้น

 

ที่มา : แนวหน้า : 5 กันยายน 2560

 

 

เปิดร่างกฎหมายปล้นที่ดินวัด !

สำนักงานทำลายพระพุทธศาสนาจัดให้

สมัยที่ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" เป็น ผอ.

 

 

ตงฉิน หรือ กังฉิน ?

 

อา..และแล้วก็ได้เห็นผลงาน "เฉพาะกิจ" ของพงศ์พร ที่นายกย้ำนักย้ำหนาว่า "ส่งเข้ามาเพื่อภารกิจสำคัญและทำสำเร็จแล้ว จึงต้องปูนบำเหน็จ กำลังหาเก้าอี้ใหญ่ให้นั่ง จะได้สมกับความเหนื่อยยาก" ภารกิจที่ว่านี้ มีมูลค่ากว่า 2000 ล้าน (อ่านว่า สอง-พัน-ล้าน)

แรกนั้น พงศ์พรมาในมาด "หนุ่มหน้ามลคนบ้านนอก ใจซื่อ มือสะอาด" ถือไม้กวาดมาจากดีเอสไอ ตั้งใจจะมาปัดกวาดพุทธมณฑลและสังฆมณฑล ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง จนบรรดาท่านผู้มีคุณธรรมอันสูงสุดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น พุทธะอิสระ ไพศาล พืชมงคล ไพบูลย์ นิติตะวัน ฯลฯ ต่างตั้งความหวังไว้ว่า พระพุทธศาสนาจะบริสุทธิ์สะอาดก็ในยุคนี้แหละ หมดยุคถิ่นกาขาวแล้ว เรากำลังเข้าถึง "ชาวศิวิไล" ดังนั้น ใครที่ขับไล่พงศ์พรออกจากพุทธมณฑลไป จึงถือว่าเป็นพวก "กาขาว"

แต่แล้ววันนี้ ก็มีหลักฐานยืนยันว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ภายใต้การบริหารของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ได้เสนอให้ออก พรบ.โอนที่ดินมรดกของยายเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ให้แก่มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หมายถึง แก้ผิดให้เป็นถูก แถมยังให้มีผลย้อนหลังไปอีกตั้ง 27 ปี อีกต่างหากด้วย

หมายความว่าอย่างไร ? ก็หมายความว่า แต่เดิมมานั้น มีกฎหมายระบุไว้ว่า "ที่ดินวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ จะจำหน่ายจ่ายโอนไม่ได้ ไม่ว่าประการใดๆ" ทั้งนี้ที่ดินผืนนี้ มีมติของคณะกรรมการกฤษฎีกา ชุดใหญ่ (60 ท่าน) ให้ความเห็นว่า ที่ดินมรดกซึ่งนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ยกถวายแก่วัดธรรมิการาม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์นั้น ตกเป็นของวัดธรรมิการามโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์จำหน่ายจ่ายโอนทั้งสิ้น

แต่ความเป็นจริงก็ปรากฏว่า ที่ดินผืนนี้ ถูกเล่นแร่แปรธาตุ โดย 3 กลุ่มบุคคล/องค์กร ดังต่อไปนี้

1. เจ้าอาวาสวัดธรรมิการาม (มิใช่วัดธรรมิการาม) ซึ่งเป็นผู้ทำหนังสือมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนี้ให้แก่มูลนิธิมหามกุฎเพื่อจำหน่าย (แปลว่าขาย) แล้วนำเงินมาใช้

2. มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหาร ของอดีตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช โดยประธานมูลนิธิ คือ พล.อ.อ.หริน หงสกุล ประธานในสมัยนั้น ได้ยอมรับเอาที่ดินผืนนั้นมาอย่างผิดกฎหมาย และทำการจำหน่ายออกไป จากนั้นได้นำเงินมาเข้าบัญชีมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย

3. กระทรวงมหาดไทย โดย นายเสนาะ เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการในสมัยนั้น ได้ออกคำสั่งไม่ให้วัดธรรมิการามรับที่ดินดังกล่าวไว้ เพื่อให้มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย นำไปขายต่อ ส่วนนายเสนาะก็ให้ "เมียและลูก" เข้าซื้อ นำไปทำสนามกอล์ฟอัลไพน์ ก่อนจะขายต่อให้..ทักษิณ ชินวัตร

กฤษฎีกาวินิจฉัยไว้เด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 จนถึงบัดนี้ ผ่านมาได้ 16 ปีแล้ว ก็ยังไม่มีวี่แววว่าบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องจะทำตามกฎหมาย ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประธาน คสช. และผู้นำแห่งรัฏฐาธิปัตย์ ย้ำนักย้ำหนาว่า "ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด ประเทศไทยมีปัญหาเพราะคนไม่ทำตามกฎหมาย ขอให้เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย ว่าเที่ยงธรรมไม่แพ้ชาติใดในโลก" พอแม้วหนี ปูหนี ใครต่อใครหนีไปเมืองนอก ก็ถูกตราหน้าว่า "ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม"

แต่สำหรับ "พรบ.อัลไพน์" ฉบับนี้ ชี้ชัดว่า นอกจากจะไม่มีการตามกฎหมาย เอาผิดกับ "บุคคล/องค์กร" ทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีการ "ออกกฎหมายนิรโทษกรรม" เป็นการเฉพาะอีกด้วย โดยผู้ที่ออกนั้นก็หาใช่ใครอื่น คือ สนช. ที่ คสช. ตั้งมาทั้งดุ้นนั่นเอง

ที่สำคัญก็คือว่า กฎหมายฉบับนี้ เสนอโดย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อันมี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ เป็นผู้อำนวยการ ซึ่งได้รับการยกย่องว่า เป็นคนตงฉิน มือสะอาดจากดีเอสไอ ทำคดีสำคัญๆ มามากมาย โดยเฉพาะการไล่จับพระในคดีเงินทอนและเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่งยังไม่สิ้นสุดกระบวนการ แต่ว่าวันนี้ มีกฎหมายนิรโทษกรรมสนามกอล์ฟอัลไพน์ผ่านมือ "พงศ์พร" ก่อนย้ายไปสำนักนายกฯ คงต้องยกตำแหน่ง "กังฉินในประวัติศาสตร์" ให้แทนเสียแล้ว

 

เมื่อเทียบกับ พรบ.ลักหลับ หรือ สุดซอย ซึ่งรัฐสภาไทยสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี คราวนั้น บรรดาท่านผู้ดีตีนแดงทั้งหลาย (รวมทั้งพุทธะอิสระ) ต่างฮือกันออกมาต่อต้าน ตราหน้าว่ารัฐบาลกังฉิน ต้องล้มล้างให้สิ้นซาก แต่วันนี้ สนช. ภายใต้การบัญชาของ คสช. อันมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า กลับออกกฎหมาย "แก้ผิดให้เป็นถูก" เสียเอง

กฎหมายฉบับนี้ ถ้าผ่านสภา ก็จะกลายเป็นกฎหมายแม่บท หรือกฎหมายนำร่อง ให้รัฐสามารถออกพระราชบัญญัติจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินวัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่กัลปนาผล ได้อย่างถูกต้อง เพราะมีตัวอย่างมาแล้ว

ต่อไป ถ้าเจ้าอาวาสวัดไหนอยากใช้เงิน ก็ขอให้มูลนิธิมหามกุฎหรือมูลนิธิอะไรก็ได้ ทำการขาย แล้วเอาเงินมาใช้ พอเกิดปัญหาขึ้นมา ก็ขอให้รัฐบาล "ออกกฎหมายนิรโทษกรรมย้อนหลัง" นอกจากผู้ทำจะไม่มีความผิดแล้ว ยังสามารถจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินและใช้ทรัพย์สินนั้นอย่างถูกต้องอีกด้วย

ขอย้ำว่า วัดมิใช่เจ้าอาวาส เจ้าอาวาสมิใช่วัด เพราะวัดอยู่มาก่อน อยู่มานาน และอยู่ตลอดไป ส่วนเจ้าอาวาสนั้นมาทีหลัง และอยู่ไม่นาน อยู่เพียงชั่วคราวก็จากไป วัดหนึ่งๆ จึงมีเจ้าอาวาสหลายรูป หลักการมีอยู่อย่างนี้ กฎหมายจึงควรพิทักษ์ปกป้องวัดอันเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา มิใช่ไปปกห้อง "ตัวบุคคล" ที่ทำความผิด ใครทำก็ถือว่าวิปริตผิดประเพณี

กฎหมายที่ดินอัลไพน์ฉบับนี้ จะชี้ชัดว่า คสช. ก็ดี สนช. ก็ดี พงศ์พร อดีต ผอ.พศ. ก็ดี เป็นผู้ที่เคารพกฎหมายหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่..กาขาว อ้อ..ไม่อยากใช้เลยว่า "รัฐบาลมหาโจรปล้นวัด" เพราะมันยังเป็นแค่..ร่าง ผ่านวันไหนก็เตรียมเปลี่ยนชื่อใหม่ได้ทันที มีตำแหน่ง "หัวหน้าโจร" แถมให้ด้วยนะ เจริญพร !

 

 

 

พวกที่หนีไปเมืองนอกน่ะ ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม สู้ผมไม่ได้ มีปัญหาก็ออกกฎหมายใหม่ แก้ผิดให้เป็นถูก ง่ายนิดเดียว มีปืนซะอย่าง เมืองไทยน่าอยู่นะครับ กลับมาอยู่ภายใต้ระบอบประยุทธ์เถอะ

 




 

 

ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 4 กันยายน 2560

 

กูตั้ง มึงตั้ง ต่างคนต่างตั้ง !

ยังไม่แน่ใจว่า "พงศ์พร" ไปพ้นพุทธมณฑลหรือยัง

ในคำสั่งบอกว่า ถ้าเกิดปัญหาให้รักษาการรายงาน ผอ.

 

ก็น่าจะเป็นความสับสนเล็กๆ น้อยๆ ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ดังเอกสารด้านล่างนี้ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ เพิ่งจะออกคำสั่ง "มอบหมายและมอบอำนาจปฏิบัติราชการแทน" ได้เพียง 3 วัน รัฐมนตรีออมสิน ก็ออกคำสั่งเพิ่มเติม ให้ "กนก แสนประเสริฐ" เป็นผู้รักษาราชการแทน พ.ต.ท.พงศ์พร ดังนั้น ที่ พ.ต.ท.พงศ์พร อ้างในคำสั่งว่า "เป็นการยืมตัวไปชั่วคราว" นั้น หาเป็นเช่นนั้นไม่ หมายความว่า พ.ต.ท.พงศ์พร ได้พ้นจากตำแหน่ง ผอ.พศ. ไปอย่างเด็ดขาดแล้ว ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2560 อันเป็นวันที่ ครม. มีมติรับ พ.ต.ท.พงศ์พร เข้าสังกัดสำนักนายก ในตำแหน่งผู้ตรวจการ พ.ต.ท.พงศ์พร จึงไม่มีอำนาจใดๆ ในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอีก คำสั่งแบ่งงานของ พ.ต.ท.พงศ์พร จึงไม่มีผลแต่ประการใด

 




 

 

ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 4 กันยายน 2560

 

 

มูลนิธิธรรมกาย-มหามกุฎฯ

ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยในวันนี้

 

 

ซ้าย : พระธัมมชโย เจ้าของมูลนิธิธรรมกาย

ขวา : สมเด็จพระวันรัต เจ้าของมูลนิธิมหามกุฎฯ

 

เบื้องหน้า ผู้คนเดินกันฝุ่นตลบ เบื้องหลัง บรรดานักกฎหมายต่างตัดต่อพันธุกรรมกันอย่างรีบเร่ง เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกอย่างต้องไปจบที่กฎหมาย

ถ้าว่ากันเรื่องเงินเรื่องทองแล้ว นอกจากธนาคารต่างๆ แล้ว ก็ต้องมองไปที่ "มูลนิธิ" ว่าแห่งใดมีเงินบริหารมากหรือน้อยกว่ากัน และถ้าจะจัดอันดับมูลนิธิที่เนื่องกับวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทยแล้ว มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยและมูลนิธิธรรมกาย ถือว่าใหญ่ที่สุดในคณะสงฆ์แต่ละฝ่าย

มูลนิธิมหามกุฎนั้น ตั้งขึ้นโดย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ในปี พ.ศ.2439 ตั้งอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร เชื่อว่าน่าจะเป็นมูลนิธิแรกของประเทศไทยด้วยซ้ำ เพราะอายุเกินร้อยปีแล้ว ว่าด้วยเรื่องทรัพย์สินแล้วก็มากมายมหาศาลนับหมื่นล้าน เพราะมิใช่เก็บเฉพาะเงินของวัดบวรนิเวศวิหารเท่านั้น แต่มูลนิธิแห่งนี้ยังมีการบริหารแบบธนาคาร โดยให้วัดต่างๆ ในคณะธรรมยุต นำเงินมาฝากไว้ในนามมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย และทางมูลนิธิมหามกุฎฯ จะทำการบริหารร่วมทั้งแบ่งปันดอกผลที่ได้ให้แก่วัดนั้นๆ อีกด้วย

ส่วนมูลนิธิธรรมกายนั้น เพิ่งตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2513 พร้อมๆ กับตั้งวัดพระธรรมกาย แต่สามารถขยายใหญ่โตขึ้นเป็นมูลนิธิอันดับต้นๆ ของประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว เพราะความสามารถของพระธัมมชโยและพระทัตตชีโว ถ้านับทรัพย์สินทั้งที่ดิน อาคาร และเงินสดต่างๆ ก็เชื่อว่าจะมีมากกว่าทุกมูลนิธิในประเทศไทย มากกว่ามูลนิธิมหามกุฎฯ อีกต่างหากด้วย

หลายปีที่ผ่านมา มีปัญหาวัดพระธรรมกาย กรณีที่มีหลักฐานเป็นเส้นทางเงิน ซึ่งนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์คลองจั่น ได้ผันเงินจากสหกรณ์ไปเป็นจำนวนหลายพันล้านบาท ส่วนหนึ่งก็สั่งจ่ายถวายวัดพระธรรมกาย ส่วนหนึ่งถวายพระธัมมชโย อีกส่วนหนึ่งนั้น สั่งจ่ายถวายพระในวัดพระธรรมกาย ปรากฏว่า เงินส่วนใหญ่ ไหลไปกองอยู่ในมูลนิธิธรรมกาย จึงอาจจะเป็นสาเหตุให้มูลนิธิใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแห่งนี้ ถูกยุบเลิกได้

 

 

แต่ในวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา ปรากฏว่า มีการเปลี่ยนกรรมการมูลนิธิธรรมกายอย่างสำคัญ โดยมี พระวิเทศธรรมาภรณ์ (บัณฑิต วรปญฺโญ) เป็นประธานกรรมการ โดยที่พระผู้ใหญ่ในวัดพระธรรมกาย ตั้งแต่ พระธัมมชโย พระทัตตชีโว พระมหาสมชาย เป็นต้น ไม่มีชื่ออยู่ในมูลนิธิธรรมกายเลย ?

นั่นแสดงว่า มีการแยกมูลนิธิออกจากวัดพระธรรมกาย หรือกันบุคคลที่มีปัญหา อาทิเช่น พระธัมมชโย พระทัตตชีโว พระมหาสมชาย เป็นต้น ออกไปให้พ้น ไม่ให้เกี่ยวข้องกับมูลนิธิ เพื่อป้องกันมิให้มูลนิธิแห่งนี้ถูกยุบนั่นเอง

เรื่องนี้ทำกันอย่างเงียบเชียบ พอๆ กับยิ่งลักษณ์หนีไปดูไบ

ไม่กี่วันที่ผ่านมา มีข่าวว่า ศาลอาญาได้พิพากษาจำคุก "นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ" อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โทษนั้นจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ข้อหาก็คือ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีที่ใช้อำนาจปลัดกระทรวง สั่งเพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน ที่สั่งให้ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ กลับไปเป็นของวัดธรรมิการาม ตามคำวินิจฉัยของกฤษฎีกา ซึ่งระบุว่า ที่ดินซึ่งนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ทำพินัยกรรมถวายแก่วัดธรรมิการาม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นั้น เป็นของวัดธรรมิการามทันทีที่นางเนื่อมถึงแก่กรรม จะทำการจำหน่ายจ่ายโอนไปไหนมิได้

ประวัติของเรื่องก็มีอยู่ว่า เดิมนั้น นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา มีที่ดินจำนวน 700 กว่าไร่ บนถนนองครักษ์-รังสิต อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ก่อนตาย ได้ทำพินัยกรรมยกถวายแก่วัดธรรมิการามวรวิหาร อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยระบุด้วยว่า ให้มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย เป็นผู้จัดการมรดก พินัยกรรมฉบับนั้นเขียนขึ้นในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2512 ระบุไว้ในข้อที่ 3 ว่า "ที่ดินโฉนดเลขที่ 20 ต.คลองหลวง 5 ฝั่งตะวันออก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เนื้อที่ 730 ไร่ 1 งาน 51 วา ยกกรรมสิทธิ์ให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหาร"

ครั้นถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2514 นางเนื่อมก็ได้ถึงแก่กรรมไป แต่วัดธรรมิการามก็มิได้ทำอะไรกับที่ดินผื่นนั้น จนกระทั่งวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2533 เริ่มมีความเคลื่อนไหวในที่ดินผืนนั้น โดย นายเสนาะ เทียนทอง รมช.มหาดไทย ได้อาศัยอำนาจ รมช.มหาดไทย กำกับดูแลกรมที่ดิน ได้ยกกฎหมายปฏิรูปที่ดิน ข้อที่ว่า "ห้ามมิให้บุคคลถือครองที่ดินเกิน 50 ไร่" สั่งไม่อนุญาตให้มีการถ่ายโอนที่ดินผื่นดังกล่าวให้แก่วัดธรรมิการาม แต่ให้โอนให้แก่มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัยแทน โดยมูลนิธิมหามกุฎฯ ได้ทำการขายที่ดินผื่นนั้นให้แก่บริษัทอัลไพน์ เรียลเอสเตท และบริษัทอัลไพน์ กอล์ฟแอนด์สปอร์ตคลับ ในราคา 142 ล้านบาท โดยเงินส่วนนี้ได้ฝากไว้ในมูลนิธิมหามกุฎฯ ในชื่อบัญชีของวัดธรรมิการาม ทั้งนี้ เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามในสมัยนั้น คือ พระสุรนาถชยานันท์ ก็เห็นชอบ และการซื้อขายในครั้งนี้ ปรากฏว่า ทางมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย มี พล.อ.อ.หริน หงสกุล เป็นประธาน ได้เป็นผู้ดำเนินการจำหน่ายจ่ายโอนทั้งหมด

ก็สรุปเบื้องต้นว่า การขายที่ดินธรณีสงฆ์ในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง วัดธรรมิการามวรวิหาร มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย และกระทรวงมหาดไทย (โดยนายเสนาะ เทียนทอง)

ปรากฏต่อมาว่า เจ้าของบริษัทอัลไพน์นั้น มิใช่ใคร ได้แก่ นางอุไรวรรณ เทียนทอง และนายวิทยา เทียนทอง ภรรยาและบุตรชายของนายเสนาะ เทียนทอง นั่นเอง ก็ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือเปล่า ?

แถมต่อมา ในปี 2541 นายเสนาะ เทียนทอง ยังได้นำเอาที่ดินอันเป็นสนามกอล์ฟอัลไพน์นั้น ไปขายต่อให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ในราคา 500 ล้านบาท ก่อนที่นายเสนาะจะออกจากพรรคความหวังใหม่ มาร่วมงานกับพรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งใหญ่ ในปี พ.ศ.2544 ส่งผลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของประเทศไทย

 

 

ทักษิณ - ธัมมชโย

 

เดือนมกราคม พ.ศ.2544 ขณะที่บรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไปกำลังเข้มข้น และพรรคไทยรักไทย ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังมาแรง ก็ปรากฏข่าวสนามกอล์ฟอัลไพน์ตัดเข้ามา จะโดยหวังเล่นงานทักษิณให้คะแนนนิยมตก แต่สุดท้ายก็ต้านไม่อยู่ ทักษิณชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้ด้วยคะแนนท่วมท้น

เรื่องสนามกอล์ฟอันไพน์ ถูกยื่นให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ในวันที่ 25 มกราคม 2544 แต่ตอนแรกยังวินิจฉัยไม่ได้ ครั้นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 ที่ประชุมกฤษฎีกาได้วินิจฉัยออกมาว่า "ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ซึ่งนางเนื่อง ชำนาญชาติศักดา ได้เขียนมรดกยกให้วัดธรรมิการามวรวิหาร อำเภอเมือ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวนที่ดิน 924 ไร่ นั้น ตกเป็นที่ธรณีสงฆ์โดยอัตโนมัติ นับตั้งแต่นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ถึงแก่กรรมทันทีแล้ว"

กฤษฎีกายังวินิจฉัยไว้ด้วยว่า "มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย ไม่มีสิทธิ์ในการจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินผืนนี้ ไม่ว่าโดยประการใดๆ"

สรุปอีกว่า นอกจากคดีซุกหุ้นแล้ว ดร.ทักษิณ ชินวัตร ยังมีคดีสนามกอล์ฟอัลไพน์ติดตัวมาตั้งแต่ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีอีกด้วย

หลังจากกฤษฎีกาตีความเสร็จแล้ว ก็เริ่มมีกระบวนการคืนสถานะให้แก่ที่ดินของวัดธรรมิการามวรวิหาร โดยกรมที่ดินในสมัยนั้น แต่จนแล้วจนรอด จนถึงวันนี้ ทักษิณย้ายไปอยู่ต่างประเทศได้ 10 กว่าปีแล้ว ที่ดินก็ยังคงเป็นสนามกอล์ฟอัลไพน์ ของคนในครอบครัว "ชินวัตร" อยู่เช่นเดิม

จนกระทั่งศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุก นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ในวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา ข้อหาอะไรก็กรุณาเช็คข่าวเอาเอง แต่..แต่ที่มากกว่านั้นก็คือว่า จู่ๆ ก็มีข่าวว่า ทางกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้เสนอกฎหมาย ให้สามารถโอนที่ดินของนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ให้แก่มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัยได้ รวมทั้งให้การทำนิติกรรมทุกอย่างที่ผ่านๆ มานั้น ถือว่าถูกต้องทั้งหมด

กฎหมายที่กำลังดังอยู่ในเวลานี้ที่ว่านี้นั้น ถ้าออกมาได้ก็เท่ากับเป็นกฎหมาย "นิรโทษกรรม" ให้แก่ทุกผู้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับสนามกอล์ฟอัลไพน์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งรวมทั้ง "มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย" ในฐานะผู้จัดการมรดก แต่ดันเอาที่ดินไปขายเอาเงินมาใช้ เพราะถ้าจะบังคับใช้กฎหมายจริงๆ แล้ว มูลนิธิวัดอดีตสมเด็จพระสังฆราชแห่งนี้ คงหนีไม่พ้นความผิดรุนแรง ถึงขั้น..ยุบมูลนิธิ

นี่แหละฮ่ะ จาระไนมายืดยาว เพื่อจะชี้ประเด็นให้เห็นว่า กฎหมายอนุญาตให้โอนที่ดินสนามกอล์ฟอันไพน์ได้ฉบับนี้นั้น มันเหมือนกับออกมาเพื่อช่วยมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัยโดยเฉพาะ

แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ "มูลนิธิธรรมกาย" ซึ่งโดนข้อหา "ฟอกเงิน" เข้าไปแล้ว สถานภาพของมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย ก็คงไม่ต่างกัน

เงินคลองจั่นไหลไปเข้ามูลนิธิธรรมกาย ฉันใด เงินที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ก็ไหลไปเข้ามูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย ฉันนั้น

ในทางกฎหมาย เมื่อเว้นอคติทั้ง 4 เสียแล้ว ไม่ว่าใคร ก็ย่อมต้องได้รับการปกป้องคุ้มครอง หรือลงโทษ โดยกฎหมาย โดยเท่าเทียมกัน โดยไม่มีการยกเว้น

เว้นเสียแต่ว่า กระบวนการยุติธรรม ก็ลำเอียง เพราะขณะที่กรรมการมูลนิธิธรรมกาย ต้องหนีตายกันกระเซอะกระเซิง เปลี่ยนกรรมการกันใหม่หมด แต่กรรมการมูลนิธิมหามกุฎของวัดบวรนิเวศวิหาร ยังอยู่สบาย แถมจะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้เป็นพิเศษอีกด้วย โอ้..เป็นพระธรรมยุตนี่มันก็ดีอย่างนี้นี่เอง คราวก่อน สนช.และรัฐบาล ก็แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ มาตรา 7 ให้ธรรมยุตได้เป็นพระสังฆราช ข้ามอาวุโสของฝ่ายมหานิกาย คราวนี้ กระทรวงมหาดไทยก็จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่มูลนิธิธรรมยุต ขณะที่มูลนิธิของมหานิกายนั้น..ตายอย่างเดียว เห็นแล้วก็อยากบวชใหม่ อยากเป็นพระธรรมยุตเหลือเกิน ทำอะไรก็ไม่ผิด

กล่าวสำหรับ ดร.ทักษิณ ชินวัตร นอกจากจะเกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย ในฐานะสาวกคนสำคัญแล้ว ก็ยังเกี่ยวข้องกับสนามกอล์ฟอัลไพน์ เพราะไปซื้อมาเป็นของตัวเองอีกด้วย จึงน่าประหลาดใจว่า มีอะไรบ้างในเมืองไทย ที่ทักษิณไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ?

 

ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 3 กันยายน 2560

 

ยืมตัวชั่วคราว !

 

เผยหนังสือ "ขอตัว" พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 29 สิงหา 2560

 




 

ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 2 กันยายน 2560

 

สกัดดาวรุ่ง !

 

พุทธะอิสระตั้งข้อหาพิสิฐชัย

"ใกล้ชิดธรรมกาย"

เพราะผ่านกรรมการ มส. สายคลองสาม

 

พิสิฐชัย สว่างพัฒนากร

 

อา..แค่มองรองเท้า ก็รู้ว่าเราต่างกัน โบราณว่า "ถูกใจแร้ง ไม่ถูกใจกา ถูกใจครูบา ไม่ถูกใจเณรน้อย" กรณี ผอ.พศ. วันนี้ ก็คงเข้าตำราที่ว่านั้น

พิสิฐชัย พิสิฐชัย สงสัยจะไปไม่ถึงเส้นชัยเสียแล้ว เพราะมีรายการ "สกัดดาวรุ่ง" จากทางค่ายอ้อน้อย ทั้งๆ ที่พิสิฐชัยก็มาจากดีเอสไอเหมือนกัน แต่ทำไมไม่ยอมรับ ตะทีพงศ์พรกลับบอกว่าดี เรื่องนี้ต้องขยาย..

เรื่องนี้ก็คงจะมีที่มาที่ไป เพราะคุณพิสิฐชัยนั้น เป็นคนกว้างขวางในวงการพระ แกเข้าทุกวัด จึงคุ้นเคยกับพระผู้ใหญ่ใน มส. มากมายหลายรูป (ต่างจากพงศ์พรที่แทบจะไม่เข้าวัดไหนเลย เลยไม่รู้จักพระจักเจ้าสักเท่าไหร่ ดูแกไหว้พระเหมือนทหารตะเบ๊ะเจ้านายยังไงยังงั้น) ครั้นเมื่อมองหาตัว "ผอ.พศ." คนใหม่ มาแทน "พงศ์พร" ซึ่งสังกัดดีเอสไอเหมือนกันกับพิสิฐชัย ชื่อ "พิสิฐชัย" จึงได้รับความไว้วางใจจากพระผู้ใหญ่ใน มส. ให้เข้ามานั่งเก้าอี้ใหญ่ "เลขาธิการมหาเถรสมาคม" แบบไม่ต้องโหวต ก็ผ่าน..ฉะลุ่ย !

ตรงนี้พระเถระใน มส. ก็อ้างว่า "เห็นรัฐบาลชอบคนในดีเอสไอมิใช่หรือ ก็พิสิฐชัยนี่ไง ได้ทั้งดีเอสไอได้ทั้งความคุ้นเคยในพระเถระ จะบอกว่าไม่เหมาะสมได้ยังไง หรือจะให้เอาแบบพงศ์พรอีก" นี่ก็น่าฟัง

แต่ทางพุทธะอิสระและพลพรรคตรงกันข้ามกับกรรมการ มส. สายธรรมกายนั้น เห็นว่า "ถึงพิสิฐชัยจะไปจากดีเอสไอก็จริง แต่พฤติกรรมมันคนละแนวกับพงศ์พร จึงไว้วางใจไม่ได้ เพราะความใกล้ชิดพระผู้ใหญ่ใน มส. นี่แหละ จะทำให้คดีทอนเงินวัดหรือเงินอุดหนุนอื่นๆ ถูกเป่าถูกดอง ไม่เดินหน้าต่อไป ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือว่า พิสิฐชัยใกล้ชิดกับพระเถระในสายธรรมกาย เมื่อพระเถระสายธรรมกายหนุนให้พิสิฐชัยได้เก้าอี้ ผอ.พศ. ก็ย่อมสนองคุณธรรมกาย พิสิฐชัยเข้าพุทธมณฑลได้เมื่อไหร่ ก็เท่ากับ "ธัมมชโย" ยึดพุทธมณฑลไปในวันนั้น ดังนั้น พิสิฐชัยจึงเป็นชื่อต้องห้ามไม่ให้เข้าไปในพุทธมณฑลอย่างเด็ดขาด"

ถามว่า พุทธะอิสระมโนเกินไปหรือเปล่า ? ก็ตอบว่า เปล่า ! เพราะเขาก็มีตัวอย่าง ขนาดสายตรงพงศ์พรยังทำอะไรไม่ได้ ต้องกระเด็นกระดอนออกจากพุทธมณฑลไปนั่งตบยุงที่สำนักนายกฯ ช้ำอกช้ำใจ นั่นถือว่าเจ็บช้ำน้ำใจมากพอแล้ว แล้วนี่ยังจะเอาพิสิฐชัยมาเย้ยหยันกันอีก แต่งเมื่อไหร่รับรองมีอาละวาดกลางงานแน่ งานนี้ไม่มีศันสนีย์หนีช้ำ มีแต่ศันสนีย์สู้สู้ !

กรณีที่พิสิฐชัยถูกตั้งข้อรังเกียจว่าเป็นสายธรรมกาย ก็เนื่องมาจาก มติ มส. ครั้งที่ 21/2560 วันที่ 30 สิงหาคม 2560 ซึ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) วัดไตรมิตรวิทยารามได้เสนอแต่งตั้งอนุกรรมการฝ่ายรวบรวมข้อมูลข่าวสาร ที่เกี่ยวกับกิจการคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา โดยมีพระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) วัดสัมพันธวงศ์ โฆษก มส. สายธรรมกาย เป็นประธาน มีนายสมศักดิ์ โตรักษา ทนายความวัดปากน้ำ เป็นกรรมการ และมีนายพิสิฐชัย สว่างพัฒนากร เป็นผู้ช่วยเลขานุการ แค่สามชื่อนี้ก็เผ็ดจนเสือร้องไห้แล้ว

ในช่วงเดียวกัน หลังจาก พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ถูกสั่งให้ย้ายไปนั่งเก้าอี้ผู้ตรวจการประจำสำนักนายกแล้ว ก็มีข่าวมาแรงว่า นายพิสิฐชัย เป็นเต็งหนึ่งในแคนดิเดต ผอ.พศ. ครั้นพอไปเช็คดูใน มติ มส. ก็พบว่า มีชื่อพิสิฐชัยเข้าไปในอยู่ในวง มส. เรียบร้อยไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา จะบอกว่า "พิสิฐชัย เป็นชื่อแรกที่ผ่านการรับรองของ มส. ก่อนเป็น ผอ.พศ." ก็ว่าได้

นี่แหละคือที่ไปที่มา ที่ทำให้ชื่อของ "พิสิฐชัย" ถูกตั้งข้อรังเกียจจากทางฝั่งตรงข้ามกับวัดปากน้ำและธรรมกาย เลยกลายเป็นว่า ระหว่าง พงศ์พรกับพิสิฐชัย คนแรกนั้นรัฐอุ้มให้เข้ามานั่งตำแหน่ง ผอ.พศ. แต่กรรมการ มส. ไม่เอา ส่วนพิสิฐชัยนั้น กรรมการ มส. เห็นชอบอยากให้เป็น แต่ทางฝ่ายรัฐกลับอึดอัดใจไม่อยากเอามา เพราะเกรงว่าจะเข้าข้างธรรมกาย เหมือนพนม ศรศิลป์ ซึ่งถูกย้ายไปก็เพราะทำงานเฉื่อยนี่แหละ นอกนั้นก็ไม่มีอะไร ถามพระผู้ใหญ่ดูซี ใครๆ ก็รัก "พนม ศรศิลป์" กันทั้งนั้น เพราะแกอ่อนน้อมถ่อมตน ขนาดไปนั่งกรรมฐานที่วัดปากน้ำ พนมก็เล่นได้เนียนมาก บางเสียงยังโผล่แจมว่า "ไม่ได้พิสิฐชัยก็เอาพนมกลับมา ถ้าไม่ได้ก็อย่าหาว่าไม่เตือน" ปานนั้น

งานนี้ที่คิดๆ กันว่า เก้าอี้ ผอ.พศ. คงจะว่างชั่วคราวนั้น ดูมันชักจะไม่แน่เสียแล้วละน้อง เพราะลองพุทธะอิสระออกมางัดกรรมการ มส. กรรมการ มส. ก็คงสู้ คงจะใช้มติ มส. ตั้งพิสิฐชัยในตำแหน่งต่างๆ ไม่ต่างไปจากตำแหน่ง ผอ.พศ. ก็แปลว่า ไม่มีใครยอมใคร อย่าลืมว่า เรื่องทิฐิพระ มานะกษัตริย์นั้น ยังคงเป็นอมตะ

แต่การรับตำแหน่ง "ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการ มส." ของพิสิฐชัยในครั้งนี้ ดูทีจะเป็น "ทุกขลาภ" เสียแล้ว เพราะถ้ายังไม่มีชื่อใน มส. ก็คงไม่มีแรงต้านในตำแหน่ง ผอ.พศ. แต่พอทำลูกล้ำหน้า แบบว่าเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของกรรมการ มส. สายธรรมกาย เลยทำให้พิสิฐชัยซึ่งมีฝีมือดีคนหนึ่ง ถูกขึ้นแบล็กลิสต์ของฝ่ายตรงข้ามไปทันที เชื่อซีว่า..มันไม่ง่าย !

 

 

 

ชิตัง เม โป้งเสียบ ! แฉพระผู้ใหญ่วิ่งฝุ่นตลบ ส่งเด็กธรรมกาย นั่ง ผอ.พศ.

ความคืบหน้ากรรีการย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมเสน่ห์ ออกจากตำแหน่ง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ท่ามกลางกระแสข่าวเกิดจากการกดดันของพระชั้นผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม (มส.) ที่ไม่พอใจการตรวจสอบกรณีเงินทอนวัดและกรณีทุจริตงบฯสนับสนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่งมีการพาดพิงไปยังวัดชื่อดังหลายแห่ง ก่อนที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ต้องออกมาปฏิเสธเรื่องดังกล่าวพร้อมกับแย้มว่า ขอให้รอดูเรื่องนี้เพราะอาจจะมีเซอร์ไพรส์ตามมา

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 2 กันยายนว่า หลวงปู่พุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ได้ออกมานำข่าวการให้สัมภาษณ์ของ นายวิษณุ มาแชร์ผ่านเฟซบุ๊ก "หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)" พร้อมกับแสดงความเห็นถึงเรื่องหาการให้สัมภาษณ์ของ นายวิษณุ โดยระบุว่า นายวิษณุ แน่ใจหรือไม่ว่า กรณีที่มีกระแสข่าวพระชั้นผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคมบางคน จะไม่รู้เห็นกับกรณีการคัดเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งเป็น ผอ.พศ.คนใหม่ แทน พ.ต.ท.พงศ์พร เนื่องจากได้ยินจากข่าววงในมาว่า มีพระชั้นผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคมบางรูปซึ่งเป็นเชื้อสายธรรมกาย กำลังพยายามวิ่งเต้นผลักดันให้มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอระดับซี 8 คนหนึ่ง ซึ่งในอดีตเคยมีบทบาทเข้าไปร่วมเจรจาประนีประนอมในการเข้าไปตรวจค้นวัดพระธรรมกาย ให้ย้ายมาดำรงตำแหน่งเป็น ผอ.พศ.คนใหม่

"นี่หรือเปล่าที่เรียกว่า เซอร์ไพรส์ ของท่านรองวิษณุ" หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าว

 

ที่มา : แนวหน้า : 3 กันยายน 2560

 

 

ถูก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ใส่ร้าย !

 

กรณ์ มีดี โวยวาย ข้ามประเทศ

บอกไม่รู้จักธรรมกาย แต่ช่วยเพราะสงสาร

ก็ไม่รู้ว่าใครน่าสงสารกว่าใคร ?

 

 

 

อา..เจริญพร มิสเตอร์ กรณ์ มีดี เลขานุการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ได้โปรดฟังทางนี้ การทำงานสาธารณะนั้น ก่อนอื่น ผู้ทำต้องมีจิตอาสา เพราะมันเป็นงานอาสา มิใช่งานบังคับ ดังนั้น ผู้ทำต้องทำสิ่งแรกก็คือ ทำใจ ถ้าทำใจได้ก็ทำงานได้ ทำใจไม่ได้ก็ทำงานไม่ได้ แต่ถ้าทำไปด้วย งอแงร้องไห้ขี้มูกโป่งไปด้วย ก็จะกลายเป็น "อาสาผู้น่าสงสาร" ทีจะไปช่วยคนอื่นก็ทำไมได้ หนำซ้ำยังกลายเป็นภาระสังคมให้คนอื่นช่วยอีก ก็จะเข้าตำรา "เตี้ยอุ้มค่อม" หรือ "คนตาบอดจูงคนตาบอด" คงมองออกนะว่ามันจะไปทางไหน ?

การที่คุณ "อาสา" เข้ามาทำงานศาสนาและการเมือง ในนามสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทยนั้น ถือว่าได้ตัดสินใจแน่วแน่ ที่จะเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม จึงถือว่าเป็นความเสียสละล้วนๆ ดังนั้น เรื่องชื่อเสียงเรียงนามจึงมิใช่เรื่องใหญ่ แต่ประโยชน์ของประเทศชาติพระศาสนาต่างหาก ที่เป็นเรื่องใหญ่ แล้วทำไมจะต้องโวยวาย เมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นธรรมกาย ทั้งๆ ที่สิ่งที่คุณทำ รวมทั้งสิ่งที่คุณเขียนในวันนี้ ก็เป็นการยืนยันและยอมรับว่า "ช่วยธรรมกาย" จริงๆ แล้วถามว่า จะแก้ตัวไปทำไม ในเมื่อคุณก็ไม่ปฏิเสธ

แต่ปฏิเสธว่ามิใช่ธรรมกายนั้นยังไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับว่า กรณ์อธิบายว่า ตัวเองก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับธรรมกายเลย มโนเอาแต่เพียงว่า "ผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่านเป็นคนดี" โดยเฉพาะ "ชาวธรรมกาย" นั้น เป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว ไม่เคยเอารัดเอาเปรียบใคร ทุกคนโปร่งใสจนถึงสวรรค์ชั้นดุสิต ทั้งๆ ที่มีหลักฐานพยานอยู่โทนโท่ว่า ศิษย์ธรรมกายหลายคน ต้องคดีฉ้อโกงเงินสหกรณ์คลองจั่น ถามว่า ไอ้นี่มันไม่เบียดเบียนใครหรือไร  ไหนว่าคนปฏิบัติธรรมไม่โกงไง ถ้าศาลตัดสินว่า "ศุภชัย ศรีศุภอักษร" ผิด นายกรณ์จะกล้าเอาคอพาดเขียงให้ตัดหัวไหม ?

นี่ไงที่อยากจะบอกว่า โง่แต่อวดฉลาด ไม่รู้ไม่พอ ยังเสนอหน้าการันตีคนโน้นคนนี้ พอถูกถามก็อ้อมแอ้มว่า "ผมไม่รู้ว่าธรรมกายเป็นอย่างไร ผมไม่รู้" นี่เห็นทีต้องตั้งคำถามถึง รท.รศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ป.ธ.9 ประธานสมาพันธชาวพุทธแห่งประเทศไทย ว่าเอา "กรณ์ มีดี" มาเป็นเลขาได้ไง ขายขี้เท่อออกอย่างนี้น่ะ ไหนว่ามีมวลมหาสมาชิกทั่วประเทศไทย แต่ทำไมเห็นทำงานกันแค่สองคน อาจารย์บรรจบคงไม่ตอบนะฮะว่า "ประเทศไทยมีแค่ 2 คือผู้หญิงกับผู้ชายเท่านั้น ยกเว้นกระเทย" มันจะเป็นสมาพันธ์ตลกแห่งประเทศไทยไป

ต่ออีกนิดนะ กรณ์อ้างประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรม ว่าทุกสำนักดีหมด แต่พอพูดเรื่องธรรมกาย กลับไม่รู้เรื่อง รู้แต่ว่า "น่าจะดี" นี่มโนชัดๆ กรรมฐานโง่ๆ มีเยอะไป มีมาก่อนพุทธกาลด้วยซ้ำ ไม่งั้นพระพุทธเจ้าไม่ค้นหาแนวทางใหม่หรอก แถมเมื่ออุตริจะไปบรรยายให้พระสงฆ์องค์เณรทั่วประเทศฟัง กรณ์ก็อ้างว่า "ใช้หลักวิชาการ" แต่พอถามเรื่องวิชาการศาสนา ก็บอกว่า "ไม่รู้" สรุปว่า กรณ์ไม่รู้อะไรเลย ไม่ว่าเรื่องปฏิบัติหรือวิชาการ

อย่างกรณีธรรมกาย ถ้ากรณ์ไม่รู้จริงๆ ก็ควรนิ่งไว้ จะได้ไม่ขายขี้เท่อ แต่ถ้าคิดจะพูดก็ควรศึกษาให้รอบคอบ ทั้งนี้ถ้ากรณ์ไม่เป็นใบ้เป็นบอดหรือหนวกแต่กำเนิด ก็ควรแสวงหาจากแหล่งความรู้ เช่น อ่านหนังสือ "กรณีธรรมกาย" ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ว่าท่านเขียนชี้แจงแสดงเหตุผลไว้อย่างไรบ้าง หรือจะอ่านของคนอื่นๆ ประกอบด้วยก็ยิ่งดี จะได้เป็นข้อมูลประกอบให้รอบด้าน จากนั้นจึงชั่งน้ำหนักทั้งดีและเสีย แล้วเอา "หลักศาสนา" คือพระธรรมวินัยมาเป็นตัวตั้ง วางเรื่องทั้งปวงไปบนตราชั่งนั้น ทำใจให้เป็นกลาง ดูว่าสิ่งใดหนักกว่า ก็วินิจฉัยไปตามความเป็นจริง จึงจะพอเชื่อได้ว่า กรณ์เป็นผู้ที่มีความพร้อมในการทำงานเพื่อสาธารณะ

แต่ที่กรณ์พรรณนามาทั้งหมดนั้น มันไม่มีสาระอะไรเลย ไม่ว่าด้านปฏิบัติหรือวิชาการ โดยเฉพาะด้านการปฏิบัตินั้น คงไม่มีใครในโลกตีขลุมบอกว่า "ทุกสำนักในโลกนี้ดีหมด" คนมีสติและมีการศึกษาไม่มีใครเขาพูดแบบนี้แน่นอน ใครพูดก็บ้าแล้วล่ะ

กรณ์กลับไปนอนนึกให้ดีๆ นะ นึกถึงพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ก่อนจะนึกถึงตัวเอง ทำอะไรอย่าให้อายเด็ก โตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้ว คิดทำงานใหญ่อย่าใจน้อย มีสติปัญญาก็ควรใช้ให้ถูกทาง เพราะมันเป็นดาบสองคม ขอบอกแต่เพียงว่า อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ก็มิได้การันตีว่าสิ่งที่เรานำเสนอไปทั้งหมดนั้น ถูกต้องทุกอย่าง มันต้องมีพลาดมีพลั้งบ้าง แต่ทุกอย่างก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์ และเราก็ไม่เคย "ห้ามใคร" ไม่ให้ไปช่วยธรรมกาย ยังเชียร์ด้วยซ้ำ เชียร์ว่า "ถ้าคุณแน่ใจว่าของคุณดีจริง ก็เอาออกมาสู้กันตามกระบวนการยุติธรรม พิสูจน์กันให้เห็นดำเห็นแดงไปเลย ถ้าดีจริง ก็ยินดียกพระศาสนาในประเทศไทยใส่พานถวาย สมเด็จพระสังฆราช ธัมมชโย"

อยากรู้ว่า อวดว่าปัดระเบิดปรมาณูได้ แต่ทำไมปัดเคราะห์ปัดนามไม่ได้ พาคนไปสวรรค์ชั้นดุสิตได้ แต่ทำไม "พาศุภชัยออกคุก" ไม่ได้

 

กรณ์ตอบแทนได้ไหม ?!

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม วัดไทยลาสเวกัส

 

 

 

กรณ์ เดินสายสอนพระ

แต่วันนี้กลับบอก ผมไม่มีความรู้อะไร !

 

 

ถูกอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ใส่ร้าย

หลายคนชอบยกว่าผมคือธรรมกาย ซึ่งผมก็หัวเราะทุกครั้ง กับการใส่ร้ายป้ายสี แม้แต่อะเลิ๊ตเติ้ลบุดดาเอง ก็ไม่วายพยายามใส่ร้ายป้ายสีผมไปด้วย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ผมไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่า วัดนี้สอนอะไรอย่างไร รู้แต่เพ่งลูกแก้ว และท่องสัมมาอะระหัง ผมไม่ได้บอกว่าวัดธรรมกายสอนถูกหรือผิด เนื่องจากผมไม่เคยเข้าไปฝึกกรรมฐานแนวนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว จึงไม่อาจบอกได้ว่าถูกหรือผิด

ที่สำคัญ ผมไม่เคยดูหมิ่นกรรมฐานจากสำนักใดๆ เลย เพราะผมยังไม่เห็นว่า ผู้ฝึกสมาธิกรรมฐานจากสำนักใดๆ จะกลายเป็นคนชั่วเลย เห็นแต่เป็นคนดีของสังคม มีศีลธรรมทั้งสิ้น 

และที่รู้จัก ผู้ที่ไปฝึกในธรรมกาย ก็เห็นเป็นคนเคร่งครัดในศีล ไม่เอาเปรียบใคร ไม่รังแกใคร มีเมตตาต่อผู้อื่น แต่ทำไมรัฐถึงรังแกนักหนาก็ไม่ทราบ

การที่รัฐรังแกนั่นแหละที่ผมรับไม่ได้ว่า คนดีๆ ต้องถูกรังแก ผมจึงพยายามช่วยเฉพาะสิ่งที่พอช่วยได้ ซึ่งก็ในแง่วิชาการเท่านั้น แต่ก็ไม่สามารถพูดลึกได้ เพราะไม่ได้รู้อะไรลึกซึ้ง จึงได้แต่พูดในมุมมองของคนนอกเท่านั้น

 

กรณ์ มีดี
เลขานุการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

 

 

ที่มา : สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย : 2 กันยายน 2560

 

ฮา !

 

ตั้งทีมธรรมกาย "กรองข่าวสาร" งานศาสนา

เจ้าคุณจำนงค์ ประธาน

สมศักดิ์ (โต) โผล่แจม

แถมด้วย..พิสิฐชัย ว่าที่ ผอ.พศ. คนใหม่

มันสะใจไหมน้อง !

 

 

 

เจ้าคุณจำนงค์

ธรรมยุตนอกคอก กระบอกเสียงธรรมกาย

 

 

 

ธุดงค์ธรรมชัย ความภูมิใจของสายธรรมยุต

 

 

 

ร่วมงานธรรมกายในต่างแดน

(วงเล็บ เจ้าคุณสมศักดิ์ จจ.ปทุมธานี องค์ที่สาม ก็ออกหากินสายธรรมกายกับเขาด้วย)

 

 

 

เลียธัมมชโย !

 

 

อา.. ณ เวลานี้ เวทีพุทธทั้งประเทศเป็นของพวกเราแล้ว พงศ์พรไม่อยู่แล้ว ทุกอย่างปลอดโปร่งโล่งใจ จะทำอะไรก็ต้องรีบทำ เดี๋ยวพงศ์พรกลับมาอีกมันจะลำบาก ไหนล่ะ ใครว่าสมเด็จวัดปากน้ำ แก่ เก่า เหลาเหย่ ไร้อำนาจอย่างสิ้นเชิงแล้ว ธัมมชโยก็หมดฤทธิ์สิ้นเดชแล้ว แต่ดูมติ มส. ไวๆ นี้สิ เมื่อวานนี้ไง แบชื่อออกมาร้อง "ไอ้หยา" กันทั้งบาง เพราะสาย "ปากน้ำ-ธรรมกาย" คุมหัว ตัวจะเหลืออะไร

เจ้าคุณจำนงค์ นั้น เป็นธรรมยุตสายนอกคอก เพราะไปเข้ากับธรรมกาย เป็นสายของสมเด็จพระสังฆราชแท้ๆ แต่คณะธรรมยุตก็ไม่ทำอะไร ปล่อยให้ไปเข้าทางฝั่งโน้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นแผน "วัสสการพราหมณ์" หรือเปล่า ส่งเข้ามายุให้มหานิกายแตกกัน สุดท้ายธรรมยุตก็คว้าพัด "สังฆราช" ไปครอง ดังนั้น ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งดี วันนี้ ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรองข่าวสารของ มส. ปรากฏว่าฝ่ายธรรมยุต "เห็นชอบ" ทั่วหน้า

 

 

 

 

สมศักดิ์ โตรักษา

จากทนายวัดปากน้ำ สู่ทนาย มส.

 

 

สมศักดิ์ โตรักษา แต่แรกก็ว่าความให้พรรคไทยรักไทย ก่อนจะได้รับคำแนะนำให้มาช่วยคดีรถหรูสมเด็จช่วง ถึงสมเด็จช่วงจะไม่ได้เป็นสังฆราช แต่ก็สามารถ "รอดคดี" ได้หวุดหวิด ซึ่งต้องให้เครดิตแก่ทนายไปเต็มๆ ก่อนหน้านี้ ทนายสมศักดิ์รับว่าความให้วัดพนัญเชิงในคดีเงินทอน แล้วตอนนี้กลับมีชื่อเป็นอนุกรรมการของ มส. แบบว่าเข้ามาช่วยงานฝ่าย มส. สายธรรมกายเต็มตัว มิใช่แค่ช่วยวัดใดวัดหนึ่งอีกต่อไป อาจจะหมายถึงว่า "ช่วยงานพระสังฆาธิการไทยทั่วประเทศ" ก็ว่าได้ แต่ถ้าถามว่า เครือข่ายพระสังฆาธิการไทยนั้น สังกัดวัดไหน ก็ตอบไม่ได้ เพราะบุญทรงบอกว่า "กูพูดไม่ได้"

 

 

พิสิฐชัย สว่างวัฒนากร

ย่องเข้า มส. ก่อนเข้า ครม.

 

 

พิสิฐชัย มิใช่คนอื่นไกล กากี่นั้งกันทั้งนั้น

เชื่อหรือว่า มาเป็น ผอ.พศ. แล้ว งานเก่าจะเดิน

เผลอๆ ดองเค็ม ดองหวาน ดองเปรี้ยว ครบเครื่อง

 

มาถึงชื่อสำคัญ "พิสิฐชัย สว่างวัฒนากร" ตอนแรกนั้นยังอึมครึม มีชื่อเป็นแคนดิเดทในตำแหน่ง "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" แข่งบารมีกับอธิบดีกรมการศาสนา และผู้ช่วย ผบ.ตร ซึ่งทางท่านรัฐมนตรีออมสินและรองนายกวิษณุ ก็ประกาศว่า "ยังไม่เปิดโผ จนกว่าจะถึงสิ้นเดือน" แต่พอไปดูในบัญชี มส. กลับปรากฏว่า "พิสิฐชัย" เข้าไปนั่งกลางวง มส. แล้ว เต็มตัว

การมีชื่อ "พิสิฐชัย" เข้าไปนั่งเป็นอนุกรรมการของ มส. ชุดล่าสุด มันเท่ากับประกาศว่า "มส. เลือก พิสิฐชัย" ให้มาช่วยงานในฐานะ..เลขานุการ ซึ่งต่อไปก็จะเปลี่ยนชื่อเป็น "เลขาธิการ" อันหมายถึงตำแหน่ง "ผอ.พศ." นะซีคะ เห็นอะไรไหมเอ่ย ดังนั้น เวลานี้ ถ้าจะถาม มส. ว่าเห็นชอบให้ใครดำรงตำแหน่ง "ผอ.พศ." ก็คงได้คำตอบว่า "พสช" นะ เจริญพร !

เอ้า ! เขียนแปะไว้ข้างฝา เอาขี้หมากองเดียว เก้าอี้ ผอ.พศ. เป็นของใครไปไม่ได้ นอกจาก ..พิสิฐชัย !

 

 

สมเด็จสนิท วัดไตรมิตร มือชงกาแฟสูตรใหม่

วันก่อนชงเรื่องเจ้าคณะจังหวัดเชิงเทรา เกือบไปไม่รอด

วันนี้หันมาชงสูตรวัดปากน้ำบวกธรรมกาย ไม่ตายก็ไม่โต

 

สด.วัดไตรมิตร เสนอ มส. เห็นชอบตั้งอนุ กก. ตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร จำนง สวมประคำ สมศักดิ์ โตรักษา 2 นักกฎหมาย ผงาดวงการสงฆ์

สำนักข่าว Thai R News ในการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) ณ อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ พุทธมณฑล จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมา นายประดับ โพธิกาญจนวัฒน์ โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) และนายบุญเชิด กิตติธรางกูล ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม พศ. ร่วมแถลงข่าวว่า การประชุม มส. ครั้งที่ 21/2560 วันนี้ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นองค์ประธานที่ประชุม และที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปัญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม ในฐานะประธานกรรมการติดตามข้อมูลข่าวสารของ มส. เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการรวบรวมข้อมูลข้าวสารทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์รวม 13 รูป/คน เพื่อให้การดำเนินงานเกิดความคล่องตัว มีประสิทธิภาพครบรอบด้าน ให้มีหน้าที่ติดตาม รวบรวมข้อมูลข่าวสารที่มีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา วัด คณะสงฆ์ และ พศ. และให้มีหน้าที่ตรวจสอบ วิเคราะห์ ประเมินผล และพสรุปข้อเท็จจริง พร้อมทั้งเสนอมาตรการและแนวทางการแก้ไขต่อคณะกรรมการติดตามข้อมูลข่าวสาร ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2560

 

สำหรับรายชื่อคณะอนุกรรมการฯ ประกอบด้วย

1. พระพรหมเมธี วัดสัมพันธวงศาราม เป็นประธานอนุกรรมการ

2. พระพรหมโมลี วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นรองประธานอนุกรรมการ

3. พระเทพคุณาภรณ์ วัดเทวราชกุญชร อนุกรรมการ

4. พระเทพโมลี วัดเทพศิรินทราวาส อนุกรรมการ

5. พระเทพปริยัติมุนี วัดหงส์รัตนาราม อนุกรรมการ

6. พระราชสารสุธี วัดตรีทศเทพ อนุกรรมการ

7. ผู้แทนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ (นายออมสิน ชีวะพฤกษ์) อนุกรรมการ

8. ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ) อนุกรรมการ

9. นายจำนงค์ สวมประคำ อนุกรรมการ

10. นายสมศักดิ์ โตรักษา อนุกรรมการ

11. พระราชวรมุนี วัดสังเวชวิศยาราม อนุกรรมการและเลขานุการ

12. พระมงคลวชิรากร วัดยานนาวา อนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

13. นายพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร อนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

 

ที่มา : THAI RNEWS : 1 กันยายน 2560

 

มหาวอ ยก "วัด-วัง" บังสัจจะ !

ทำให้ต้องรับตำแหน่ง ผช.จล.

ทำนอง..เสียสัตย์เพื่อชาติ !

 

ว.วชิรเมธี อ้าง "ในวัง" บังคับ ต้องยอมรับ "ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ทั้งๆ ไม่อยากรับ และเคยประกาศต่อสาธารณะว่า "ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" แถมยกตัวอย่าง "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ปยุตฺตมหาเถร" รับพระราชทานสมณศักดิ์ ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม มีแต่คนสรรเสริญ

 

แล้วทำไม ว.วชิรเมธี จะรับไม่ได้ ผิดตรงไหน ?

 

อา..ว่าไงครับ หลวงพ่อช่วงโปรดทราบ มหาวอบอกว่า "ตัวเองถูกขืนใจให้รับตำแหน่ง" ทั้งๆ ที่ไม่อยากรับ ถึงได้มาก็มิได้ภูมิอกภูมใจอะไรอีกด้วย แบบว่า เสียสัตย์เพราะผู้ใหญ่ นี่ถ้าได้เป็นเจ้าคุณ สงสัยมหาวอคงจะฆ่าตัวตาย เพราะรับไม่ได้

เชิญปัญญาชน "ทัศนา" ทัศนะ ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี คนดีศรีแผ่นดิน !

 

Take a look !

 

 

ว.วชิรเมธี ฤษีกินเหี้ย !

ถูกบังคับให้เป็นคนเลว โดยการรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ"

 

 

"ยศช้าง ขุนนางพระ ไม่เคยมองหา แต่เบื้องบนท่านมองเห็น"

ว.วชิรเมธี

 


หลายเดือนก่อน หลังจากมีภาพไปรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
เพื่อดำรงตำแหน่งเป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ก็มีใครบางคน จรดปากกาเขียนถึงอาตมภาพในทางเสียหายว่า การรับตำแหน่งนั้น เป็นการแสดงถึงความกลับกลอกเหมือนศรีธนญชัย (เพราะแต่ไหนแต่ไรมา อาตมาไม่เคยสนใจเรื่องตำแหน่งแห่งที่ในทางคณะสงฆ์เลย ซึ่งเรื่องนี้ แม้จนบัดนี้ ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่)

ถามว่า ถ้าเช่นนั้น ไปรับตำแหน่งทำไม ?

ขออธิบายสั้นๆ ง่ายๆ สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลถึงสหรัฐอเมริกา (ต้นเรื่องที่กล่าวหา) ซึ่งอาจจะไม่ค่อยรู้ความจริงว่า

"อาตมาอยู่วัดพระสิงห์มาแต่อายุเพียง ๑๖ ปี เรียนธรรมะบาลีที่วัดนี้ จนได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค, บวชพระก็บวชที่วัดนี้

หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็เป็นพระอุปัชฌาย์ อาตมาก็เคยเป็นพระเลขานุการของท่านมาตั้งแต่ต้นแต่อายุ ๑๘ ปี ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรจนถึงบวชเป็นพระภิกษุ


เมื่อจบเปรียญ ๙ ที่กรุงเทพฯ อาตมาย้ายกลับมาเชียงราย ก็มาอยู่ในสังกัดเดิม ซ้ำยังเป็นเปรียญธรรม ๙ รูปแรกของวัด คือวัดพระสิงห์ (พระอารามหลวง)
ไม่ได้เหาะข้ามห้วยมาจากที่อื่น

เมื่อกลับมาแล้ว หลวงพ่อเคยขอให้มาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสแต่เมื่อปี ๒๕๕๕ อาตมายังไม่อยากรับ ประวิงเวลาไว้ เพราะใจอยากทำงานเผยแผ่พระพุทธ-ศาสนามากกว่างานปกครองของคณะสงฆ์ ครูบาอาจารย์ท่านก็เข้าใจลูกศิษย์ซึ่งท่านรักเหมือนลูก


มาถึงปีนี้ ผู้ใหญ่ใน
"เบื้องบน" ถามมาอีก เพราะอายุ ๔๓ พรรษา ๒๓ อยู่พระอารามหลวงมา ๒๖ ปีแล้ว เป็นมหาเถระแล้ว ไม่ใช่พระเด็กๆ อีกต่อไป ควรมอบหมายให้รับภาระธุระพระศาสนาอย่างเป็นทางการ ทั้งผลงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ไม่ใช่น้อยๆ (ว่าตามคำของท่าน)


ทั้งครู ทั้งศิษย์ จึงยอมอนุวัตร ตามทางการ


อาตมาจึงรับตำแหน่งของทางการ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ
"ฝ่ายเผยแผ่" เหมือนเดิม


และเมื่อเป็นแล้ว ก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ไม่ได้ย้ายไปไหน ยังพอใจกับนามปากกา ว.วชิรเมธี ธรรมดาๆ ยังคงอยู่ทำงานเผยแผ่ต่อไปที่ไร่เชิญตะวันตามปกติ

ตำแหน่งแห่งที่ ที่ท่านประทานมา ก็เพราะฟ้าบันดาล ทั้ง "วัง" และ "วัด" ท่านประสานเสียง แกมกำชับขอให้รับไว้ ไม่ใช่ไปกราบกรานอยากได้ อย่างที่มี "พระอลัชชี" บางรูปพยายามกล่าวหาด้วยข้อความรุนแรง


เรื่องนี้ เข้าใจได้ง่ายมาก


ดูอย่างท่าน
ป.อ.ปยุตฺโต หรือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ องค์ใหม่ก็ได้ ท่านก็ทำงานของท่านไป ไม่เคยอยากจะได้ใคร่จะมีอะไร ปิดทองหลังพระไป เมื่อทองล้นออกมาหน้าพระ วันดีคืนดี
"หลวง" หรือราชการก็โปรดให้ท่านเป็นสมเด็จฯ เมื่อเป็นแล้ว ท่านก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ดังท่านกล่าวความในใจว่า

"พระนั้น จะแต่งตั้งไปชั้นไหน ชั้นไหน ก็ยังเป็นพระอยู่เหมือนเดิม ทางพระพุทธศาสนา ท่านไม่นิยมถามว่า "จะเป็นอะไร" แต่สำคัญที่ว่า "จะทำอะไร" ให้เรื่อง "เป็น" มาเกื้อหนุนเรื่อง "ทำ" ให้ได้ ท่านจึงว่า "ให้เป็นนั่นเป็นนี่" เพื่อจะได้ "ทำนั่นทำนี่" ได้สะดวก"

เพราะฉะนั้น คนที่ "รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" มองการรับตำแหน่งของอาตมา เป็นเรื่องการเมืองในคณะสงฆ์ หรือมองไปว่าได้มาเพราะเข้าหาผู้ใหญ่ ทั้งยังพยายามกล่าวหาอาตมาเลื่อนลอยด้วยคำใหญ่คำโตนั้น ก็ขอโปรดเข้าใจเสียให้ถูกต้องตามนี้ อย่าเอาไปตีความเลอะเทอะ


หยุดการปรุงแต่งแบบเด็กๆ เสียทีเถิดพ่อคุณเอ๋ย


ดีร้าย หากวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ระวังปาก จะกลายเป็นการ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เสียเปล่าๆ


ส่วนที่มีภาพไปกราบหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ แล้วเอามาเขียนว่าไปประจบท่านนั้น ก็ขอเตือนว่า เวลาจะเขียนอะไร ดูคำอธิบายใต้ภาพด้วย

เพราะภาพพวกนั้น มีปรากฏอยู่ในเฟซบุ๊คของอาตมาเอง มีคำอธิบายกำกับด้วยว่าไปทำอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน

ภาพคู่สมเด็จฯที่เห็น คืองานไปรับรางวัล "วัดที่จัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จัดที่ มจร.วังน้อยเมื่อราวเดือนกุมภาพันธ์ และครั้งที่สอง หลวงพ่อสมเด็จฯ นิมนต์ไปพบเมื่อเดือนเมษายน เพื่อแจ้ง "พระราชดำริ" ด้านการศึกษาภาษาบาลีที่ทรงฝากมา โดยขอให้ช่วยรับเป็นภาระธุระ เพราะอาตมาสื่อสารกับสังคมได้ง่าย มีคนฟังเยอะ

ทั้ง "เบื้องบน" ท่านก็ทรงกำชับมาหลายครั้ง เรื่องการศึกษาภาษาบาลีในโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่ เพราะเห็นว่า ท่าน ว.วชิรเมธี นี้ เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค และได้เขียนหนังสือเรื่อง "เปรียญ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" เพื่อเป็นแนวทางฟื้นฟูการศึกษาภาษาบาลีตามพระราชประสงค์

และที่สำคัญจะต้องขอพระราชทานคำนำเป็นกรณีพิเศษ หลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ ในฐานะประมุขสงฆ์ และแม่กองบาลีสนามหลวง ก็อยู่ในฐานะที่จะต้องเขียนสัมโมทนียพจน์ด้วย

คนเขาไปปรึกษาหารือเรื่องงานพระศาสนาล้วนๆ มีพยานเป็นร้อย เป็นพัน ต่อหน้าธารกำนัล อย่างโปร่งใส แต่คนเขลาบางคน เอาไปเขียนข่าวเชิงเสียหาย ว่าผู้เขียนไปประจบพระผู้ใหญ่ขอยศศักดิ์ ช่างน่าละอายเหลือเกิน ที่คิด ที่เขียน อะไรออกมา โดยไม่สนใจหาข้อเท็จจริง ซึ่งมีอยู่ดาดดื่น มีอยู่ในคำอธิบายใต้ภาพที่ตัวยกมาด่านั่นเองเสียด้วยซ้ำ

จึงขอแจ้งญาติโยมทั้งหลายได้ทราบ ว่าอย่าได้หลงเชื่ออย่างผิดๆ ตามที่มีคนเขียนข่าวเลอะเทอะเผยแพร่ออกไป


(ว.วชิรเมธี)

 

 

(หมายเหตุ.


๑.ตามปกติ ตั้งใจจะไม่เขียนตอบอะไรในประเด็นระดับ
"โลกธรรม" เหล่านี้เลย เพราะถือว่าเป็นธรรมดาโลกที่ย่อมมีคนเข้าใจผิดบ้าง เข้าใจถูกบ้าง แต่เรื่องนี้ มีคน "เดือดร้อน" แทนหลายคน แต่ละคนก็ไม่ใช่ตาสีตาสา ทั้งอาจส่งผลกระทบหลายฝ่าย จึงจำใจต้องเขียนออกมา เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อเข้าใจข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะได้เพลาๆ การแชร์ การส่งข้อความโกหกทั้งหลายลงบ้าง ไม่เช่นนั้น พระดีๆ ทั้งหลาย ทั้งพระบ้านพระป่าสายกรรมฐาน สายวิชาการบริสุทธิ์ สายพัฒนาสังคม ที่ "หลวง" ท่านเมตตาถวายสมณศักดิ์เพื่อส่งเสริมการทำงาน ก็จะพานถูกกล่าวหาไปเสียทั้งหมด


๒.มีภาพอาตมาคู่กับหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ บางคนเอาไปตีความในทางเสียหาย ขออธิบาย
"ข้างหลังภาพ" สั้นๆ ตามข้อเท็จจริง


๒.๑ ภาพที่เห็นอยู่บนเวที คือ วันที่ไปรับรางวัล
"วัดที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จากหลวงพ่อสมเด็จฯ จัดโดยกรมควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับรางวัลเสร็จ หลวงพ่อสมเด็จฯ ก็ขอให้เล่าให้ที่ประชุมฟังทั้งห้อง ว่าบริหารจัดการไร่เชิญตะวันอย่างไร จึงกลายเป็น
Eco Temple ที่ร่มรื่น เรื่องก็มีเท่านี้ มีคนอยู่ในงานหลายร้อยคน ภาพนิ่ง ภาพวีดิโอ บันทึกไว้พร้อมสรรพ แต่มีบางคนไม่เข้าใจ ไม่อยู่ในเหตุการณ์ ที่อยู่สหรัฐอเมริกา เอาไปเขียนว่า อาตมาไปประจบพระผู้ใหญ่ นี่คือ ความน่าอนาถของคนที่เรียกตัวเองว่า สื่อมวลชน


๒.๒ อีกครั้งหนึ่ง ได้รับนิมนต์ไปหารือข้อราชการของคณะสงฆ์ เนื่องจากได้รับการขอร้องให้เข้ามาช่วยเรื่องการศึกษาภาษาบาลีของคณะสงฆ์
ซึ่งขอร้องมาจากทั้งฝ่ายวัง และฝ่ายวัด เพราะผู้เขียนเป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค วังและวัดเห็นว่า พอจะมีพื้นฐานภาษาบาลีอยู่บ้าง จึงขอให้มาช่วยเรื่องนี้ จึงได้ปฏิรูปการศึกษานำร่องที่วัดบ้านเกิด/เชียงของ/เชียงราย จนปี ๒๕๕๘ สามเณรเก่งทั้งทางโลกและทางธรรม สามารถบรรยายธรรมเป็นภาษาอังกฤษจนชนะเลิศระดับประเทศ ได้เข้ารับพระราชทานทุนและผ้าไตร และได้ลองเทศน์ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่จังหวัดน่าน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นี่เป็นข่าวดี ที่หลวงพ่อสมเด็จฯ เห็นว่าก้าวหน้า และพอเป็นความหวังของคณะสงฆ์ไทยในฝ่ายการปฏิรูปการศึกษาสงฆ์ จึงขอให้ไปเล่าถวาย พร้อมกันนั้น ก็ได้นำเสนอต้นฉบับหนังสือ "๙ เปรียญ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" ซึ่งได้นักเขียนฝีมือดีคือระดับประเทศ คือ คุณอรสม สุทธิสาคร คุณวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง มาช่วยเรียบเรียง หมายใจว่า เล่มนี้จะเป็นหนังสือ "สร้างแรงบันดาลใจ" ให้พระหนุ่มสามเณรน้อยรุ่นใหม่ ใฝ่เรียนธรรมะบาลีมากขึ้น เพราะเป็นชีวประวัติของพระและโยมที่จบเปรียญ ๙ แล้วประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม เช่น ศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก
, ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ, ป.อ.ปยุตฺโต เป็นต้น


ความจริงที่ได้ไปกราบสมเด็จฯ ก็มีแค่นี้
แต่แล้วคนที่มือดีมากกว่าสมอง ก็เอาไปเขียนในทางลบว่า ผู้เขียนไปพบผู้ใหญ่เพื่อหวังยศศักดิ์อัครฐาน ถ้าหวังจริงอย่างว่า จะอยู่ในพระอารามหลวงมา ๒๖ ปี โดยเป็นพระธรรมดามาจนป่านนี้ได้อย่างไร คุณสมบัติก็ใช่จะไม่ครบ
ครบจนล้นเสียด้วยซ้ำ


การ
"รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" แบบนี้แล้วก็นำมาเขียนข่าวนั้นสร้างความเสียหายใหญ่หลวงมาก เพราะข้อเท็จจริงมีอยู่ก็ไม่สนใจ นึกจะเขียนอะไรก็เขียน พลอยทำให้คณะสงฆ์เสียหาย เสียทั้งหลวงพ่อสมเด็จฯ เสียทั้งเบื้องบน เสียทั้งผู้เขียน งานที่ทำกันมาด้วยเจตนาแสนดีถูกมองในทางเสียหายหมด ดังนั้น ใครรู้ผิด เข้าใจผิด ขอความกรุณา เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องตามนี้เทอญ. (ว.วชิรเมธี)

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี : 15 ธันวาคม 2559

 

อ่านบทความ โดย พระมหานรินทร์ นรินฺโท

 

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด


 

การประชุมองค์กรพระสงฆ์เถรวาทในสหราชอาณาจักร

 

Theravada Buddhist Sangha in UK (TBSUK)

ณ วัดพุทธวิหาร เมืองอ๊อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

10 สิงหาคม 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ขนาด 4000 PX

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

ดอกไม้บาน วัดพระศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ทำบุญฉลองสมณศักดิ์พระครูเมธีชยาภิวัฒน์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

อาหารไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

THE ENTERTAINMENT OF WAT PHRA SRI

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

หนุ่มสาวไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ชาวไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

ภาพงานฉลองครบรอบ 40 ปี สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

ณ วัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน วันที่ 25-26 มิถุนายน 2559

กดที่ภาพเพื่อดาวโหลดภาพขนาด 4000 PC

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพการประชุม)


 

พิธีผูกพัทธสีมา-ฝังลูกนิมิต

วัดเจริญธรรม เมืองลึกเด ประเทศเยอรมันนี

10-12 มิถุนายน 2559

 

พระธรรมวิสุทธาจารย์ (คูณ ขนฺติโก) เจ้าอาวาสวัดหนองแวง (พระอารามหลวง) อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ประธานสงฆ์

ฯพณฯ นางนงนุช เพชรรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ประธานฝ่ายฆราวาส



กดที่ภาพเพื่อชมภาพในพิธี

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก

ฉลองสมณศักดิ์ "พระวิสุทธิวงศ์วิเทศ"

เจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร

11 มิถุนายน 2559


 

กดที่ภาพเพื่อชม งานสมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

พระราชมงคลรังษี : สุรศักดิ์ ชีวานนฺโท

เจ้าอาวาสวัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

5 มิถุนายน 2559

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธี


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธี

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

ลัทธิธรรมกาย กับบทบาท ของสังคมไทย

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน