LAST UPDATE : MAY 22  2015  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ รุ่นแรก

กดที่ภาพเพื่อชม

 

จัดเต็ม-จัดหนัก !

ผู้จัดการออก "สกู๊ปพิเศษ" เรื่องวัดบ้านไร่

ถวายฉายาอาจารย์นุช "ปรศิษย์" เหลือบไรแห่งวัดบ้านไร่

 

หน้าเขียวแน่ครับพระเดชพระคุณ เพราะอาจารย์นุชเคยให้สัมภาษณ์ว่า "อะไรไม่กลัว กลัวแต่สื่อกับนักข่าวมากที่สุด" เพราะเดี๋ยวนี้ การจะเป็นคนดีหรือคนเลว ล้วนแต่อยู่ที่ปลายปากกาของ "สื่อ" สื่อจึงน่ากลัวที่สุดในสายตาของอาจารย์นุช แต่สุดท้าย "สื่อนัมเบอร์วันทางการเมืองที่ชื่อ เอเอสทีวี-ผู้จัดการ" ที่เคยคว่ำ "ทักษิณ ชินวัตร" และน้องๆ จนระหกระเหินเดินดงกลับเมืองไทยไม่ได้มาถึงบัดนี้นั้น ได้หันมาชนอาจารย์นุชเข้าอย่างจัง ทั้งๆ ที่ยังมีอีกสื่อ คือ "คมชัดลึก-เครือเนชั่น" คอยหนุนหลัง แต่จะหนุนได้นานเพียงใด มันยากจะไว้วางใจ อย่างไรก็ดี หากอาจารย์นุชตัดสินใจ "ลาออก" จากรักษาการเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ แล้วปล่อยให้พวกที่เหลือเขาแย่งชิงกันต่อไป ในทำนอง "หลีกตัวออกจากกระแส" ก็คงสามารถประคองตัวเองไม่ให้บอบช้ำไปกว่านี้ เพราะท่านเคยให้สัมภาษณ์ว่า "อยู่ที่ไหนก็ได้" ถ้าทำได้จริงก็จะเป็นคนจริง แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็คงเป็นได้แต่เพียง..ดีแต่พูด ทางสองแพร่งรออยู่ตรงหน้าแล้ว เชื่อว่า ไม่ช้า อาจารย์นุชคงให้คำตอบแก่สังคมคนโคราชได้

 

พระภาวนาประชานาถ หรืออาจารย์นุช

 

 

ปรศิษย์ : เหลือบไรแห่งวัดบ้านไร่

ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -พลันที่ นพ.สมอาจ ตั้งเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และนพ.พินิศจัย นาคพันธุ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจและหลอดเลือด พร้อมคณะแพทย์ทีมรักษาอาการอาพาธพระเทพวิทยาคมหรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา แถลงเมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 16 พฤษภาคม ว่าหลวงพ่อคูณมรณภาพภาพลงเมื่อเวลา 11.45 น. วันเดียวกัน
       
ความโกลาหลเริ่มปรากฏขึ้นทันที เมื่อบรรดาศิษยานุศิษย์และคนใกล้ชิดสายวัดบ้านไร่ประกาศเจตนารมณ์ว่าจะนำสังขารของหลวงพ่อ กลับไปบำเพ็ญกุศลที่วัดบ้านไร่
       
...ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ที่นำมากล่าวอ้างกัน แต่ในที่สุดปัญหาเรื่องนี้ก็ยุติลงตามมาในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อมีการประชุมร่วมกันของหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดย มีนายธงชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้ร่วมประชุมกับคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำโดย รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) คณะลูกศิษย์และคณะสงฆ์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการในการจัดการกับสรีระหลวงพ่อคูณ สุดท้ายที่ประชุมมีมติให้ปฏิบัติตาม “พินัยกรรม” ของหลวงพ่อ ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2543 หรือเมื่อ 15 ปีก่อน ซึ่งเป็นพินัยกรรมฉบับที่ 2 ที่ให้ยกเลิกความในฉบับที่ 1

สาระสำคัญของพินัยกรรมอยู่ที่ข้อ 1.ศพของอาตมา ให้มอบแก่มหาวิทยาลัยขอนแก่นหรือ มข. ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากมรณภาพลง เพื่อให้ มข.มอบให้กับภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ นำไปศึกษาค้นคว้าตามวัตถุประสงค์ของภาควิชาต่อไป และ 3.การจัดทำพิธีบำเพ็ญกุศลเมื่อสิ้นสุดการศึกษาค้นคว้าของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ให้จัดงานแบบเรียบง่าย ละเว้นการพิธีสมโภชใดๆ และห้ามขอพระราชทานเพลิงศพ โกศ และพระราชพิธีอื่นๆ เป็นกรณีพิเศษเป็นการเฉพาะ
       
พร้อมให้คณะแพทยศาสตร์ มข. กระทำพิธีเช่นเดียวกับการจัดพิธีศพของอาจารย์ใหญ่นักศึกษาแพทย์ประจำปีร่วมกับอาจารย์ใหญ่ท่านอื่น จากนั้นให้เผา ณ ฌาปนสถานวัดหนองแวง พระอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หรือวัดอื่นใดที่คณะแพทยศาสตร์เห็นสมควรและเหมาะสม โดยทำพิธีเผาให้เสร็จสิ้นที่ จ.ขอนแก่น จากนั้นให้นำอัฐิ เถ้าถ่าน ไปลอยอังคารที่แม่น้ำโขง จ.หนองคาย
       
การประกอบพิธีเกี่ยวกับสรีระสังขารของ “หลวงพ่อคูณ” ไม่ปรากฏชื่อ “วัดบ้านไร่” ในพินัยกรรมแม้แต่บรรทัดเดียว!!!
       
นั่นแสดงว่าหลวงพ่อคูณเองก็รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในวัดบ้านไร่เป็นอย่างดี ไม่เช่นนั้น คงไม่ตัดสินใจมอบธาตุขันธ์ให้กับคณะแพทยศาสตร์ มข. รวมทั้งให้ฌาปนกิจที่วัดหนองแวง จ.ขอนแก่น ทั้งๆ ที่วัดบ้านไร่เป็นวัดที่หลวงพ่อคูณสร้างเองมากับมือ
       
หลวงพ่อคูณเคยบอกเหตุผลกับศิษยานุศิษย์และลูกหลานผ่านสื่อมวลชนถึงเหตุผลการทำพินัยกรรมดังกล่าวว่า “กูเองไม่อยากเป็นภาระกับคนอื่น เมื่อตายไปแล้วก็อยากให้ทุกคนได้ดำเนินการทุกอย่างตามที่ได้ระบุเอาไว้ในพินัยกรรม โดยกูเองก็ได้ให้ลูกศิษย์ทั้ง 4 คนเป็นผู้ดูแลทุกอย่าง หลังที่กูตายไปแล้ว ส่วนเหตุผลที่กูให้เผาศพกู ก็เพราะกูไม่อยากให้เป็นภาระ ไม่อยากให้เกิดการแสวงหาประโยชน์ใดๆ จากตัวกู กูไม่ต้องการให้ศิษยานุศิษย์เดือดร้อน หรือเกิดความวุ่นวายขึ้นเมื่อยามที่ล่วงลับไปแล้ว และเพื่อไม่ต้องการให้เกิดเป็นปัญหาระหว่างลูกศิษย์ด้วยกัน อย่างน้อยก็เป็นการลดภาระลงไปได้ เพราะเมื่อได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นมาลูกศิษย์จะได้ไม่ต้องเกิดความขัดแย้งกันเอง”
       
แน่นอน ผลประโยชน์จำนวนมหาศาลในวัดบ้านไร่คือ เงื่อนปมสำคัญของปัญหา ทั้งจากเงินบริจาคที่ลูกศิษย์ลูกหาทำบุญกับหลวงพ่อ หรือการสร้างวัตถุมงคล
       
“ในยุคที่หลวงพ่อกำลังดังสุดๆ เงินบริจาคของหลวงพ่อ จะมีเจ้าหน้าที่ธนาคารมานับเงินและฝากเข้าบัญชีที่วัดบ้านไร่แบบวันต่อวัน ช่วงนั้นจำได้ว่ามี 2 ธนาคาร คือ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน ซึ่งถือว่าเป็นยุคที่มีรายได้เข้าวัดบ้านไร่เป็นจำนวนมหาศาล เฉพาะเงินบริจาคทำบุญไม่ต่ำกว่าวันละหลายแสนบาทถึง 1 ล้านบาท ซึ่งนำมากองจนเต็มห้องกุฏิหลวงพ่อคูณเพื่อร่วมกันนับทุกวัน ขณะนั้นหลวงพ่อคูณจะมีเงินเข้าออกไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท
       
“สำหรับในช่วงบั้นปลายชีวิตของหลวงพ่อคูณนั้น ผมทราบว่าผู้ที่จะทำการสร้างวัตถุมงคลหลวงพ่อคูณต้องขอใบอนุญาตจากทางวัดบ้านไร่ และต้องจ่ายเงินสูงถึงใบละ 2 ล้านบาท อยากถามว่าเงินส่วนนี้เข้าวัดบ้านไร่หรือไม่และหายไปไหน เพราะมีการมาขอใบอนุญาตกันจำนวนมาก” ลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อ รุ่นบุกเบิกก่อสร้างพัฒนาวัดบ้านไร่ให้ข้อมูล
       
ดังนั้น จงอย่าแปลกใจว่า ทำไมในยามที่หลวงพ่อคูณอาพาธจึงยังมีการสร้างวัตถุมงคลออกมาไม่หยุดไม่หย่อน
       
หากยังจำกันได้ ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ผู้คนในโลกออนไลน์ได้วิพากษ์วิจารณ์และแชร์ส่งต่อเผยแพร่เรื่องราวอาการอาพาธของหลวงพ่อคูณ เมื่อปรากฏภาพของหลวงพ่อคูณนั่งรถเข็นโดยมีลูกศิษย์ประคองมือให้จับสายสิญจน์เพื่อปลุกเสกพระเครื่องโดยไม่สนใจสภาพร่างกายหลวงพ่อคูณที่กำลังเจ็บป่วยและชราภาพเลยแม้แต่น้อย
       
กระนั้นก็ดี ปัญหาเรื่องการจัดการกับสังขารของหลวงพ่อคูณจบลง แต่กลับมีปัญหาใหม่ตามมา เมื่อพระครูพีรเดชธำรง เจ้าคณะตำบลกุดพิมาน มีคำสั่งที่ 10/2558 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2558 เรื่อง แต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส โดยแต่งตั้งให้ พระภาวนาประชานารถ (นุช รตนวิชโย) อายุ 66 พรรษา 22 วิทยฐานะน.ธ.โท วัดบ้านไร่ เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ และมีอำนาจหน้าที่เสมือนหนึ่งเจ้าอาวาส
       
เป็นคำสั่งที่ออกมาในบ่ายวันเดียวกันกับที่หลวงพ่อมรณภาพ จนสร้างความกังขาให้กับศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก
       
นายธวัช เรืองหร่าย ไวยาวัจกรวัดบ้านไร่ และเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อคูณ พูดถึงเรื่องนี้ว่าการแต่งตั้งรักษาการเจ้าอาวาสไม่ได้เป็นไปตามที่หลวงพ่อสั่งเสียไว้ พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆแน่ หลวงปู่(หลวงพ่อคูณ)ยังไม่ทันจะละสังขาร ก็รีบแต่งตั้งกันเข้ามาหาประโยชน์ที่วัดทันที เมื่อเสร็จสิ้นจากงานบำเพ็ญกุศลของหลวงปู่ที่ จ.ขอนแก่น แล้ว คงต้องมีการหารือกัน วันนี้หลวงปู่ได้จากไปแล้วทุกคนควรจะสานต่อสิ่งที่ท่านสั่งไว้ เพราะท่านมองอะไรทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว ท่านรู้ว่าสิ่งใดจะมีปัญหาเกิดขึ้นตามมา
       
ต้องไม่ลืมว่านายธวัช เรืองหร่าย คือ 1 ใน 4 คน ที่ลงนามเป็นพยานรับรองพินัยกรรมของหลวงพ่อคูณพินัยกรรมฉบับนี้
       
ขณะที่พระครูพีรเดชธำรง เจ้าคณะตำบลกุดพิมาน ชี้แจงว่าได้ปฏิบัติกิจตามอำนาจหน้าที่ และตามคำเรียกร้องของคณะกรรมการวัดบ้านไร่ คณะสงฆ์ และชาวบ้านส่วนใหญ่ เพื่อความสะดวกในการดำเนินการภายในวัดบ้านไร่ช่วงนี้ เพราะในเบื้องต้นต้องมีผู้นำวัดก่อน ทั้งยืนยันว่าพระภาวนาประชานาถ เป็นพระนักพัฒนาเหมือนหลวงพ่อคูณ ร่วมสร้างวัดบ้านไร่กับหลวงพ่อคูณมาตั้งแต่ต้น
       
แต่ลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อคูณหลายคนเชื่อว่ามีการวางแผนกันมาอย่างดี และไม่ชอบมาพากล เพราะพ่อคูณเคยสั่งไว้ว่า อย่าให้พระรูปนี้เข้ามาที่วัดบ้านไร่เด็ดขาด เพราะท่านเคยสั่งไล่ออกจากวัดไปแล้ว เนื่องจากมุ่งหาผลประโยชน์จากวัตถุมงคลช่วงที่อยู่กับหลวงพ่อคูณ เช่น ทำกำไลมงคล และสร้างความวุ่นวายภายในวัด อีกทั้งเมื่อครั้งยังไม่บวชเป็นพระ ได้เคยมาช่วยงานหลวงพ่อที่วัด และต่อว่าหลวงพ่ออย่างรุนแรงเรื่องเงินบริจาคของญาติโยมที่รับไว้เพียงครึ่งเดียว โดยต่อว่าหลวงพ่อว่าทำไมโง่ ไม่รับเงินบริจาคทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องอื่นอีกมาก
       
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เกือบ 20 ปี แม้จะพยายามขอเข้ามาอยู่วัดบ้านไร่โดยตลอด แต่หลวงพ่อปฏิเสธและไล่กลับไปทุกครั้ง ไม่ว่ามีงานใหญ่ สำคัญขนาดไหน หรือครบรอบวันเกิดหลวงพ่อก็ตาม
       
“ในวันนั้น หลวงพ่อคูณได้ไล่ออกจากวัดบ้านไร่ไป พร้อมให้นำเงินที่ได้จากงานฝังลูกนิมิตทั้งหมดกว่า 30 ล้านบาท รวมทั้งให้ขนเอาวัตถุมงคลที่จัดทำขึ้นเป็นจำนวนมากในช่วงนั้นไปทั้งหมดด้วย ซึ่งจำได้ว่าวัตถุมงคลดังกล่าวมีเป็นจำนวนมากถึงขั้นต้องนำรถบรรทุกสิบล้อมาขนออกไป และนับตั้งแต่นั้นมาพระองค์นี้ก็ไม่เคยได้กลับเข้ามาที่วัดบ้านไร่อีกเลย”ลูกศิษย์วัดบ้านไร่รุ่นบุกเบิกให้ข้อมูล
       
สำหรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ หลวงพ่อเคยทาบทามเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทดรูปปัจจุบัน แต่เนื่องจากเจ้าคณะอำเภอเห็นว่าหลวงพ่อคูณยังดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสอยู่ จึงไม่รับ ทำให้ทุกคนต่างรู้ดีว่าหลวงพ่อต้องการให้ใครมาสานต่อเจตนารมณ์ ซึ่งนอกจากเจ้าคณะอำเภอแล้ว ยังมีพระมหาสุริยา อภิวฑฺฒโน หรือพระมหาโอเล่ ที่หลวงพ่อส่งเสียเล่าเรียนทั้งทางธรรมและทางโลก จนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกหรือดอกเตอร์ ก็มีความเหมาะสม แต่กลับไม่ได้รับการแต่งตั้ง
       
ขณะเดียวกันเปิดปูมประวัติดูแล้ว พระภาวนาประชานาถ(นุช รตนวิชโย) โด่งดังมากเมื่อปี 2549 ชนิดถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม เคยสร้างความฮือฮา โดยเมื่อครั้งที่ออกจากวัดบ้านไร่ ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองบัวทุ่ง ต.ตาจั่น อ.คง จ.นครราชสีมา ได้สร้าง “โถส้วมทองคำ” ในห้องน้ำ 6 ห้องในกุฏิรับรองพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ และบุคคลสำคัญ รวมถึงประชาชนทั่วไป โดยเป็นโถส้วมแบบนั่งยอง เคลือบทองคำ 18 เค ค่าก่อสร้างห้องละประมาณ 50,000 บาทปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนไปทั่วประเทศ โดยล่าสุดไปเป็นที่ปรึกษาวิหารหลวงปู่โต อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
       
จนวันที่ 19 พฤษภาคม พระภาวนาประชานาถจึงเปิดปากกับสื่อมวลชนขณะมาปฏิบัติหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่หลังเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า “มารับตำแหน่งเนื่องจากชาวบ้านอยากให้มาอยู่ที่นี่ ความจริงจะอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ ส่วนจะเอาเรื่องราวในอดีตมาเป็นประเด็นปัญหานั้น มันเป็นเรื่องของอดีตที่เคยมีปัญหากันจริง จะรื้อฟื้นกันไปทำไม อย่างไรก็แก้ไขอดีตไม่ได้ แต่อนาคตเราสามารถทำให้ดีได้
       
 “และเมื่อให้อาตมามาทำหน้าที่ ก็ตั้งใจจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่กำลังบารมีจะทำได้ ซึ่งต้องร่วมแรงร่วมใจกันทุกฝ่าย ถ้าขัดแย้งกันก็ทำอะไรไม่ได้ จะให้อาตมาอยู่หรือไม่ให้อยู่แล้วแต่เสียงส่วนใหญ่ งานในกิจนิมนต์เก่าของอาตมายังเหลืออีกมาก จึงมาดูแลวัดบ้านไร่ได้วันละไม่กี่ชั่วโมง แต่ไม่ต้องถามว่าอาตมาจะอยู่ที่ไหน ถ้ามีเวลาว่างจะมาปฏิบัติกิจของสงฆ์ที่วัดบ้านไร่ให้ดีที่สุด
       
 “ถ้ามีเรื่องโต้แย้ง ขัดแย้งกัน ไม่ให้อยู่ อาตมาก็ไม่อยู่ ถ้าอยากดังอย่าหวังสนุก อาตมาขออยู่เงียบๆ ดีแล้วโยม”
       
ทว่า คำชี้แจงดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้ข้อกังขาได้รับการคลี่คลาย เพราะแม้แต่พระราชวิมลโมลี เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ยังพูดถึงเรื่องนี้ว่ายังมีข้อข้องใจอยู่หลายประเด็น การแต่งตั้งต้องดูที่ความเหมาะสม ดูที่คุณสมบัติ โดยเอาอนาคตของวัดเป็นตัวตั้ง เช่น มีพรรษาครบ 5 พรรษา คือ บวชมาเกินกว่า 5 ปี มีความรู้ความสามารถ จบนักธรรมโทหรือเอก อย่างพระอาจารย์นุชนักธรรมโท เหมาะหรือไม่กับวัดระดับนี้
       
นอกจากนี้ยังวัดกันที่หน้าที่ของเจ้าอาวาสที่มี 4 ข้อหลักว่าทำได้ครบหรือไม่ เช่น

1.หน้าที่ในการบำรุงรักษาวัด จัดกิจการและสาธารณะสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี

2.ปกครองสอดส่องพระภิกษุสามเณร ให้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยตามกฎหมายบ้านเมือง กฎมหาเถรสมาคม ตลอดจนพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช
       
3.เป็นธุระในการจัดการศึกษาเล่าเรียนอบรมพระภิกษุและผู้อยู่อาศัย และ

4.เป็นธุระในการบำเพ็ญกุศลของชาวบ้าน หน้าที่ 4 ข้อนี้จะเอามาเป็นตัวชี้วัดว่าเหมาะหรือไม่เหมาะสม หากมีความสามารถพอเราก็เบาใจว่าทำงานได้
       
สำหรับการจัดกิจการและสาธารณสมบัติของวัด จะมีคำจำกัดตอนท้ายว่า ต้องให้เป็นไปด้วยดี ไม่ให้ยุ่งเหยิงวุ่นวาย แต่พอมาเป็นปั้บยุ่งทันที แสดงว่าไม่เหมาะสม จะแก้ปัญหาที่ตามมาอีกยาวได้ยาก และอีกข้อ คือ เป็นธุระในการจัดการศึกษานั้น จะเปิดเรียนได้หรือไม่ และจะเปิดสอนนักธรรมโท นักธรรมเอกได้หรือไม่ ในเมื่อรักษาการเจ้าอาวาสมีวุฒิแค่นักธรรมโท และนักธรรมโทจบมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ลืมไปหมดหรือยัง นานป่านนี้แล้ว หรือสอบได้ตั้งแต่ปีไหน ทิ้งไปปี 2 ปีก็ลืมไปหมดแล้ว
       
ฉะนั้น จะมาเปิดเรียนต้องเอาพระที่มีฝีมือ มีความรู้ความสามารถทางการศึกษาไปอยู่ ไม่เช่นนั้นเราก็ไม่สามารถผลักดันวัดบ้านไร่ให้เป็นวัดสถานศึกษาได้ แต่การแต่งตั้งรักษาการเจ้าอาวาสเป็นอำนาจของเจ้าคณะตำบล ดังนั้นตอนนี้ก็คล้ายๆทดลองฟังกระแสสังคมไปก่อน แต่ความจริงมีหน้าที่เหมือนเจ้าอาวาส เพียงแต่โดยมารยาทเขาก็จะรู้อยู่แล้วว่าควรจะทำอะไรอย่างไร
       
คุณสมบัติที่กล่าวมานี้ เจ้าคณะตำบลจะต้องไปตรวจสอบว่าครบสมบูรณ์หรือไม่ ก็ต้องปรึกษากันกับสงฆ์ในตำบลและอำเภอด้วย สุดท้ายต้องให้เจ้าคณะจังหวัดเป็นผู้แต่งตั้งจึงจะสมบูรณ์
       
“มีคนติดใจเรื่องนี้มาก อาตมาก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน ตกใจว่าทำไมทำกันแบบนี้ มีลับลมคมใน หรือมีการเตรียมแผนกันมาอย่างไร เพราะเป็นเวลาเดียวกับที่หลวงพ่อคูณยังไม่ขาดใจ มันกระชั้นชิดและเร็วเกินไป อยากถามว่าหลวงพ่อคูณยังไม่ขาดใจ เอาเวลาไหนไปปรึกษาหารือ เพราะในเอกสารแต่งตั้ง มีคำหนึ่งบอกว่าได้ปรึกษาหารือกัน ไปปรึกษาอย่างไร หลวงพ่อคูณยังไม่ขาดใจก็แช่งให้หลวงพ่อตายไวๆ อย่างนั้นหรือ เขาไม่เคยทำกันหรอก นี่ก็เท่ากับแช่งหลวงพ่อคูณให้ตายไวๆ
       
“หลวงพ่อคูณยังไม่ขาดใจเลยก็ตั้งรักษาการแล้ว นี่ก็แสดงว่าชิงไหวชิงพริบ หรือมีอะไรอยู่ลึกๆ ว่า ถ้าไม่รีบเอาช่วงนี้ก็อาจจะเพลี่ยงพล้ำเสียทีอะไรอย่างไร มันบ่งบอกอยู่ ให้สื่อมวลชนไปสืบหาเอาเองก็แล้วกัน”เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมาให้ความเห็น
       
คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ “พระนุช” จะได้รับการสนับสนุนจาก “กำนัน” อย่างออกนอกหน้า เพราะทั้งสองคนต่างเคยทำงานอยู่ในโรงงานปั๊มพระมาก่อน
       
ถึงบรรทัดนี้ต้องบอกว่า ปมการแต่งตั้งรักษาการเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ กำลังกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ลูกใหม่ ที่คณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมา ต้องช่วยกันหาทางออกให้ ในการประชุมประจำเดือนคณะสงฆ์ วันที่ 25 พฤษภาคม ทั้งที่ปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว เป็นหน้าที่ของเจ้าคณะตำบล ซึ่งเป็นผู้แต่งตั้งต้องเป็นผู้แก้ไข
       
หากไม่มีมีลับลมคมในหรือเตรียมแผนกันมาก่อน อย่างที่พระราชวิมลโมลี เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ได้กล่าวไว้!!!

 

ข่าว : ผู้จัดการ
23 พฤษภาคม 2558


 

ไม่เชื่อป่วยจริง !

ดีเอสไอออกหมายเรียกรอบสอง

ธัมมชโย "ต้อง" ไปให้ปากคำ

ขีดเส้นตาย 3 มิ.ย. ศกนี้

ไม่งั้น หมายเรียกอาจจะกลายเป็น หมายจับ !

อา..แบบนี้ต้องเรียกว่า เกมกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ พลาดนิดเป็นปิดเกม เกมสำคัญของชีวิตผู้ยิ่งใหญ่ในไตรภูมิ นามว่า "ธัมมชโย" กำลังถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก ในฐานะผู้คุ้มครองโลก แต่ไม่สามารถคุ้มครองตัวเองได้ โรคภัยสารพัดมะรุมมะตุ้ม อยู่ในความดูแลของแพทย์ตลอดเวลา แถมยังต้องถ่อสังขารไปให้ปากคำในวัย 70 ปี ดูดีหรือดูไม่จืด ทีมงานเอ็นเตอร์เทนของธรรมกาย อย่าลืมเตรียมเครื่องมือเอาไว้ให้พร้อมนะฮะ เห็นขึ้น ฮ. ถ่ายภาพมุมสูงจากอากาศ งานตักบาตรแสนรูปล้านรูปและงานเดินประกวดเหยียบดาวเรืองไกลที่สุดในโลก จนได้รางวัลจากยูเนสโกมาแล้ว หวังว่าคราวนี้คงไม่พลาดส่งรูปธัมมชโยขึ้นศาลไปให้ฝรั่งพิจารณาอีกล่ะ จะได้เป็นที่สุดในโลก สมดังความฝันอันสูงสุด

 

 

'ดีเอสไอ' ออกหมายเรียกซ้ำ 'ธัมมชโย' ต้องมาให้ปากคำ

เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 3 กล่าวภายหลังการประชุมคณะพนักงานสอบสวน คดียักยอกฉ้อโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ว่า ที่ประชุมมีมติให้ออกหมายเรียก พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เข้าให้ปากคำในฐานะพยาน กรณีมีชื่อรับเช็คบริจาคจาก นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ อีกครั้ง แม้ก่อนหน้านี้ นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความวัดพระธรรมกาย จะยื่นใบรับรองแพทย์จาก ร.ท.นพ.ชูชัย พรพัฒนาพันธุ์ เจ้าของสหคลินิกรัตนเวช ระบุว่า พระธัมมชโยมีอาการป่วยหลายโรค ทั้งภาวะเส้นเลือดดำอุดตันโคนขาซ้าย และโรคเบาหวาน ไม่สะดวกเข้าให้ปากคำ และดีเอสไอได้เชิญแพทย์ที่ให้การรับรองเข้าให้การยืนยันอาการป่วย

พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวอีกว่า พร้อมกันนี้ดีเอสไอยังได้ส่งรายงานผลการตรวจสุขภาพ พร้อมคำให้การของแพทย์ ไปให้แพทย์ รพ.ตำรวจ ในฐานะหน่วยงานกลางช่วยวินิจฉัยอาการป่วยดังกล่าวว่า เป็นเหตุให้ไม่สามารถเข้าให้ปากคำได้หรือไม่ โดยให้ตอบคำข้อวินิจฉัยภายในวันที่ 28 พ.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม หาก พระธัมมชโย ไม่เดินทางเข้าให้ปากคำโดยไม่มีเหตุอันสมควรตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ ถือเป็นความผิด พนักงานสอบสวนสามารถร้องทุกข์กับตำรวจท้องที่ให้ดำเนินคดีฐานไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกเจ้าพนักงานได้ ด้าน พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล หัวหน้าชุดแกะรอยเส้นทางการเงินวัดพระธรรมกาย กล่าวว่า พนักงานสอบสวนเสนอให้ นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีดีเอสไอ ลงนามหนังสือออกหมายเรียก พระธัมมชโย เข้าให้ปากคำในวันที่ 3 มิ.ย. นี้ เวลา 10.00 น. โดยกำหนดเข้าให้ปากคำที่ดีเอสไอ ซึ่งครั้งนี้เป็นการออกหมายเรียกเป็นครั้งที่ 2

 

ข่าว : เดลินิวส์
23 พฤษภาคม 2558


 

ขัดแย้งบานปลาย

จากการแย่งชิงผลประโยชน์ของ 4 ก๊กวัดบ้านไร่

กลายเป็น..สงครามสื่อ !

 

 

ผู้จัดการ VS คมชัดลึก

ศึกศักดิ์ศรีแห่งความเป็นสื่อ

 

 

ไผเป็นไผ ?

ณ เวทีมวยวัดบ้านไร่ ไฟท์หยุดโลก

 

ก็เป็นอะไรที่เรียกว่า ตื่นตาตื่นใจ เมื่อสื่อ 2 ค่ายยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย "เอเอสทีวี : ผู้จัดการ  VS เนชั่น : คมชัดลึก" ของสองบิ๊กบอส "สนธิ ลิ้มทองกุล - สุทธิชัย หยุ่น" ได้หันไปจับจอง "เวทีวัดบ้านไร่" ของหลวงพ่อคูณ เปิดศึกทำสงครามข่าวกันแบบตายไปข้าง

กระแสข่าวฝ่าย "เนชั่น" นั่น จับทิศทางได้ว่า อยู่ข้างพระภาวนาประชานาถ หรืออาจารย์นุช รักษาการเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ อย่างถูกต้องตามกฎหมายคณะสงฆ์ เพราะได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าคณะตำบล ผลงานของคมชัดลึกก็คือ นำเสนอบทสัมภาษณ์อาจารย์นุช ซึ่งงดที่จะถามถึงสาเหตุของการออกจากวัดบ้านไร่ แต่กลับไปถามเรื่องประสบการณ์ส่วนตัว เช่น กลัวตายหรือไม่ จะบริหารจัดการวัดบ้านไร่อย่างไร ฯลฯ รวมทั้งยกผลงานการสร้างหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ที่สุดในโลกที่อำเภอสีคิ้วมาปิดท้าย ทำนองไปไหนมาสามวาสองศอก เหมือนไปนั่งฟังพระเทศน์ มิใช่การแก้ข้อสงสัยของสังคมไทยอย่างตรงจุดแต่อย่างใด มองง่ายๆ ก็คือว่า คมชัดลึกทำพิธี "ฟอกตัว" ให้อาจารย์นุช แถมในบัญชีการเงินวัดบ้านไร่ล่าสุด คมชัดลึกก็เสนอข่าวว่า "หลวงพ่อคูณติดหนี้บานถึง 95 ล้าน" เป็นงานที่อาจารย์นุชต้องเข้ามากอบกู้สถานการณ์วิกฤต มิใช่เข้ามาเสวยสุขแต่อย่างใด สรุปว่า ข่าวสารของคมชัดลึกเป็นไปในทาง "บวก" แก่อาจารย์นุช ชิลๆ

ส่วนกระแสฝ่าย "ผู้จัดการ" นั้น จับทิศทางได้ตรงกันข้าม นั่นคือ การออกมาแฉพฤติกรรมของพระภาวนาประชานาถอย่างต่อเนื่อง โดยนำเอาคำสัมภาษณ์ของพระราชวิมลโมลี เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถือว่าเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในจังหวัด เป็นกระแสหลัก ทั้งนี้ เจ้าคุณดำรงได้ออกมาวิจารณ์การแต่งตั้งอาจารย์นุชเป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่อย่างรุนแรง ลามปามไปถึงคุณสมบัติส่วนตัวของอาจารย์นุช ว่าจบแค่นักธรรมโท เหมาะสมหรือไม่ที่จะมาเป็นเจ้าอาวาสวัดใหญ่ ในการสำรวจทรัพย์สินของวัดบ้านไร่ ผู้จัดการก็รายงาน "ตรงกันข้าม" กับคมชัดลึกอย่างขาวกับดำ คือระบุว่าพบเงินสุทธิในบัญชีวัดบ้านไร่ตั้ง 9 บัญชี มีเงินกองอยู่ร่วม 200 ล้าน โดยไม่ได้รายงานหนี้สินแม้แต่บาทเดียว และล่าสุด ผู้จัดการก็ "อัด" อาจารย์นุช ยกสอง ว่าถูกหลวงพ่อคูณ "อเปหิ-ขับไล่" ออกจากวัดบ้านไร่เมื่อหลายปีก่อน โดยยอมยกเงินให้ถึง 30 ล้านบาท พร้อมกับวัตถุมงคลอีก 1 ลำรถสิบล้อ ซึ่งตีราคาได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้าน สรุปว่า ข่าวสารของผู้จัดการ เป็นไปในทาง "ลบ" แก่อาจารย์นุช สุดๆ

อาจารย์นุช อาจจะมีภาพพจน์ 2 ด้าน สุดแต่ว่าจะมีผู้คบหาหรือมองอาจารย์นุชจากด้านไหน เช่น ถ้าวัดบารมีกับหลวงพ่อคูณ อาจารย์นุชก็แทบไม่มีอะไรจะไปสู้ แต่ถ้ามองผลงานสร้าง "หลวงพ่อโต" องค์ใหญ่ที่สุดในโลกร่วมกับ สรพงษ์ ชาตรี ที่อำเภอสีคิ้ว แล้ว ก็ต้องยอมรับว่า อาจารย์นุชไม่ธรรมดา แน่นอนว่า ถ้าอาจารย์นุชยังอยู่ในวัดบ้านไร่ ก็อาจจะสร้างอะไรได้มากกว่านี้ แต่มองอีกมุมหนึ่ง ถ้าอาจารย์นุชได้มาครองวัดบ้านไร่ ในฐานะที่เป็นคนใจป้ำ ย่อมจะทำให้ใครต่อใครที่เคยแชร์พื้นที่ผลประโยชน์ในวัดบ้านไร่ต้องหวั่นเกรง เกรงว่าอาจารย์นุชจะกินรวบหมด เพราะอาจารย์นุชมี "ทุนหนา" เป็นหลวงพ่อโตและทีมของ "สรพงษ์ ชาตรี" ที่สีคิ้ว รอจ่อเข้าเท็คโอเวอร์วัดบ้านไร่ งานนี้เข้าทางพวกต่อต้าน "ซีพี" และ "เซเว่น-อีเลฟเว่น" ต้องสกัดทุนนิยมจากสีคิ้ว(พวกไม่ยอมสร้างวัด สร้างแต่มูลนิธิบริหารกิจการกันเอง หรือพวกเอามูลนิธิใหญ่กว่าวัด) ไม่ให้กินรวบวัดบ้านไร่ เพราะถ้าได้วัดบ้านไร่ก็เท่ากับได้โคราชไปทั้งจังหวัด ดังนั้นจึงยอมไม่ได้ ยอมให้พระเด็กๆ หรือหลวงตาแก่ๆ เฝ้าวัด ยังดีกว่าให้อาจารย์นุชมาเป็นเจ้าอาวาส ดูอย่าง "วัดร่องขุ่น" ของเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ปะไร มีใครรู้จักเจ้าอาวาสบ้าง พูดกันมันปากถึงขนาดว่า "เหลิมชัยนั่นแหละเจ้าพ่อ เอ๊ย เจ้าอาวาสตัวจริง" สุดท้าย หากต้านอาจารย์นุชไม่ไหว ก็อาจจะมีการเคลื่อนไหวและเรียกร้องให้ "พระราชวิมลโมลี" เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ให้เข้ามารักษาการ จนกว่าจะได้เจ้าอาวาสที่เชื่อง ไม่มีฤทธิ์เดชเหมือนอาจารย์นุช

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น บทบาทของ 2 สื่อยักษ์ ที่ทำข่าวเรื่องเดียวกัน แต่มีภาพออกมาตัดกันคนละทิศทางเช่นนี้ ย่อมจะสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของสื่อ ว่ามีการนำเสนอข้อมูลแบบ "รอบด้าน" หรือไม่ หรือว่ามีอะไรเป็น "ธง" ที่ปักเอาไว้ก่อนจึงทำข่าวตามหลัง หรือว่ามีผลประโยชน์ด้านใดด้านหนึ่งแอบแฝง จึงแทงเต็งไปข้างใดข้างหนึ่ง หรือแม้กระทั่งว่า มีอีโก้สูง เมื่อสื่อสำนักนั้น ซึ่งเป็นคู่แข่ง เสนอข่าวไปทางนี้ สื่อสำนักนี้ก็ต้องเสนอข่าวไปอีกทาง แบบว่าเลือกข้าง ไม่ยอมอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันอีกต่อไป

อะไรเป็นอะไร ก็ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ ณ วันนี้ พูดได้คำเดียวว่า ผู้บริโภคสับสน

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายางาน
21 พฤษภาคม 2558


 

ผู้จัดการถล่มอาจารย์นุช

แฉถูกหลวงพ่อคูณจ้างออกจากวัด 30 ล้าน พร้อมพระเครื่องลำรถสิบล้อ

ลั่นคำขาด

"กูกับไอ้นุชแยกแผ่นดินกันอยู่"

 

อาจารย์นุช

 

เผยอีก “พ่อคูณ” ไล่ “พระนุช” พ้นวัดบ้านไร่พร้อมเงิน 30 ล้าน-วัตถุมงคล 1 รถสิบล้อ ลั่นแยกแผ่นดินกันอยู่

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - ลูกศิษย์ใกล้ชิดรุ่นบุกเบิกเผย “หลวงพ่อคูณ” ไล่ “พระนุช” รักษาการเจ้าอาวาสออกจากวัดบ้านไร่พร้อมเงิน 30 ล้านบาท และวัตถุมงคล 1 รถสิบล้อ หลังงานฝังลูกนิมิตสร้างพระอุโบสถ 2 ชั้น พร้อมลั่นวาจา “กูกับไอ้นุชแยกแผ่นดินกันอยู่” ชี้ “หลวงพ่อคูณ” เป็นพระผู้ให้ มีเงินเท่าไหร่บริจาคหมดไม่เก็บสะสมไว้ ถามหาชุดโต๊ะมุกขนาดใหญ่วัดบ้านไร่หายไปไหน รวมทั้งค่าอนุญาตสร้างวัตถุมงคลใบละ 2 ล้านบาท เข้าวัดหรือไม่
       
วันนี้ (21 พ.ค.) ลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ รุ่นบุกเบิกก่อสร้างพัฒนาวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ตนเป็นลูกศิษย์ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อคูณมาตั้งแต่สมัยยุคเริ่มแรก หลังจากหลวงพ่อย้ายจากวัดสระแก้ว อ.เมือง จ.นครราชสีมา มาอยู่ที่วัดบ้านไร่ และตนได้มารู้จักกับ “พระนุช” พระภาวนาประชานารถ (นุช รตนวิชโย) ซึ่งขณะนั้นยังไม่บวชเป็นพระ
       
รวมทั้ง “กำนันป่อง” นายธวัฒน์ชัย แสนประสิทธิ์ กำนันตำบลกุดพิมาน คนปัจจุบัน ซึ่งอดีตเคยทำงานอยู่โรงงานปั๊มพระเครื่อง และเป็นคนขายลอตเตอรี่ในวัดบ้านไร่ แต่โชคดีขายลอตเตอรี่ไม่หมดจึงถูกรางวัลที่ 1 ทำให้มีเงินไปลงสมัครรับเลือกตั้งจนได้รับเลือกตั้งเป็นกำนันมาจนปัจจุบัน ส่วนพระนุช ก็เคยทำงานอยู่ในโรงงานปั๊มพระมาก่อน จึงรู้จักและสนิทสนมกันกับกำนันป่องเป็นอย่างดี
       
ฉะนั้น จึงนับได้ว่าทั้งสองได้กลับมาร่วมงานกันอีกรอบ กับการช่วงชิงได้รับแต่งตั้งมาเป็นรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ทันทีในวันเดียวกับที่หลวงพ่อคูณมรณภาพ เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมาในครั้งนี้ของพระภาวนาประชานารถ หรือ “พระนุช”
       
ลูกศิษย์หลวงพ่อคูณรุ่นบุกเบิกกล่าวต่อว่า ในสมัยแรกเริ่มนั้นลูกศิษย์ที่มารับใช้หลวงพ่อคูณที่วัดบ้านไร่มีไม่มากนัก เมื่อตนเข้ามาก็ทราบว่าบัญชีการรับบริจาคและเงินทำบุญของวัดทั้งหมดหลวงพ่อเป็นผู้ดูแลโดยนำเงินเข้ากองกลางวัดบ้านไร่ ต่อมาพระนุชขอแยกบัญชีรายได้จากวัตถุมงคลออกไปต่างหากและขอเป็นผู้ดูแลจัดการเองทั้งหมด ซึ่งตนเห็นว่าไม่ถูกต้องเพราะเงินทุกอย่างเป็นของหลวงพ่อคูณและวัดบ้านไร่ ต้องนำมารวมเป็นบัญชีเดียวกัน โดยเฉพาะช่วงนั้นมีประชาชนเลื่อมใสศรัทธามาเช่าวัตถุมงคลเป็นจำนวนมาก มีรายได้ค่าเช่าเฉลี่ยสัปดาห์ละ 5-6 ล้านบาท
       
ส่วนเงินบริจาคของหลวงพ่อ จะมีเจ้าหน้าที่ธนาคารมานับเงินและฝากเข้าบัญชีที่วัดบ้านไร่แบบวันต่อวัน ช่วงนั้นจำได้ว่ามี 2 ธนาคาร คือ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน ซึ่งถือว่าเป็นยุคที่มีรายได้เข้าวัดบ้านไร่เป็นจำนวนมหาศาล เฉพาะเงินบริจาคทำบุญไม่ต่ำกว่าวันละหลายแสนบาทถึง 1 ล้านบาท ซึ่งนำมากองจนเต็มห้องกุฏิหลวงพ่อคูณเพื่อร่วมกันนับทุกวัน ขณะนั้นหลวงพ่อคูณจะมีเงินเข้าออกไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท
       
สำหรับหลวงพ่อคูณกับพระนุชนั้น ในช่วงที่ตนเข้ามาทราบว่าพระนุชไม่พอใจและมักพูดอยู่เป็นประจำว่า หากไม่มีพระนุชก็ไม่มีหลวงพ่อคูณในวันนี้ และมักต่อว่าหลวงพ่อคูณในเรื่องต่างๆ นานา เช่นไม่พอใจที่หลวงพ่อรับเงินถวายทำบุญจากญาติโยมเพียงครึ่งเดียว และขอแยกบัญชีเช่าวัตถุมงคลมาดูแลเองต่างหาก โดยเฉพาะในช่วงการก่อสร้างพระอุโบสถและศาลาการเปรียญวัดบ้านไร่แบบ 2 ชั้น แบบคอนกรีตเสริมเหล็ก ราวปี 2532 -2533 ที่มีเงินจากประชาชนมาทำบุญจำนวนมากและมีการทำวัตถุมงคลหลวงพ่อคูณมาใช้เช่าอย่างล้นหลาม จนกลายเป็นจุดแตกหัก ทำให้หลวงพ่อคูณตัดสินใจไล่พระนุชออกจากวัดบ้านไร่ หลังเสร็จสิ้นพิธีฝังลูกนิมิตสร้างพระอุโบสถวัดบ้านไร่ 2 ชั้นดังกล่าว
       
ในวันนั้น หลวงพ่อคูณได้ลั่นวาจาประกาศว่า
“กูกับไอ้นุชแยกแผ่นดินกันอยู่” ก่อนไล่ออกจากวัดบ้านไร่ไป พร้อมให้นำเงินที่ได้จากงานฝังลูกนิมิตทั้งหมดกว่า 30 ล้านบาท รวมทั้งให้ขนเอาวัตถุมงคลที่พระนุชจัดทำขึ้นเป็นจำนวนมากในช่วงนั้นไปทั้งหมดด้วย ซึ่งจำได้ว่าวัตถุมงคลดังกล่าวมีเป็นจำนวนมากถึงขั้นต้องนำรถบรรทุกสิบล้อมาขนออกไป และนับตั้งแต่นั้นมาพระนุชก็ไม่เคยได้กลับเข้ามาที่วัดบ้านไร่อีกเลย ทราบข่าวเพียงว่าพระนุชไปใช้เงินที่ได้จากหลวงพ่อคูณอยู่ประมาณ 3-4 ปี ก่อนไปบวชอยู่ที่วัดบ้านเกิดใน อ.คง จ.นครราชสีมา
       
จากนั้นตนก็ไม่ทราบข่าวอีก กระทั่งมาทราบอีกครั้งเมื่อเป็นข่าวทางสื่อมวลชนว่าเป็นเจ้าอาวาสสร้าง “โถส้วมทองคำ” ที่วัดหนองบัวทุ่ง ต.ตาจั่น อ.คง จ.นครราชสีมา และมาอยู่ประจำที่วิหารหลวงปู่โต หรือมูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ มูลนิธิหลวงพ่อโต ที่รู้จักกันในนาม “วัดสรพงศ์ ชาตรี” อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ประมาณ 3 ปี ก่อนได้เข้ามารักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ทันทีในวันที่หลวงพ่อคูณมรณภาพ
       
“ลักษณะนิสัยส่วนตัวพระนุช เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นพระมือเติบ ใช้เงินซื้อได้ทุกอย่าง จึงเป็นผู้ที่เข้าถึงพระผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี” ลูกศิษย์คนเดิมกล่าว
       
ลูกศิษย์คนเดิมกล่าวอีกว่า หลังจากพระนุชออกจากวัดบ้านไร่ไปบัญชีวัดบ้านไร่ ทุกอย่างก็มารวมอยู่ที่เดียว และหลวงพ่อคูณมีอำนาจในการเบิกจ่ายคนเดียว ในช่วงนั้นได้มีการตั้งกองทุน มูลนิธิ และนำเงินไปช่วยเหลือสาธารณประโยชน์หลายอย่าง ซึ่งเมื่อมีเงินมากพอหลวงพ่อก็มักบริจาคทำบุญ สร้างสาธารณประโยชน์โดยตลอดโดยไม่เก็บสะสมไว้เป็นจำนวนมาก แม้แต่ไม่มีเงินก็ยังบริจาค ทั้งการก่อสร้างโรงเรียน วิทยาลัย โรงพยาบาล รั้วโรงเรียน สถานที่ราชการ และแหล่งน้ำ รวมแล้วตามข้อมูลที่บันทึกวันในหนังสือรวบรวมประวัติหลวงพ่อคูณ ในโอกาสอายุปี 77 ปี 4 ต.ค. 2543 เป็นเงินกว่า 4,000 ล้านบาท
       
อย่างไรก็ตาม หลวงพ่อคูณท่านเป็นผู้ที่ชื่นชอบงานไม้มาก มีผู้มาถวายโต๊ะ เก้าอี้ ไม้ ให้หลวงพ่อที่วัดบ้านไร่เป็นจำนวนมาก รวมชุดโต๊ะมุกขนาดใหญ่ แต่ขณะนี้ไม่เห็นโต๊ะมุกชุดนั้นอยู่ในวัดบ้านไร่เลย ไม่ทราบว่าหายไปไหน ทราบเพียงว่าไปอยู่บ้านเศรษฐีคนหนึ่งใน จ.นครราชสีมา ซึ่งอยากให้มีการติดตามกลับมาเป็นทรัพย์สินของวัดบ้านไร่ด้วย

“นอกจากนี้ ในช่วงบั้นปลายชีวิตของหลวงพ่อคูณนั้น ตนทราบว่าผู้ที่จะทำการสร้างวัตถุมงคลหลวงพ่อคูณต้องขอใบอนุญาตจากทางวัดบ้านไร่ และต้องจ่ายเงินสูงถึงใบละ 2 ล้านบาท อยากถามว่าเงินส่วนนี้เข้าวัดบ้านไร่หรือไม่และหายไปไหน เพราะมีการมาขอใบอนุญาตกันจำนวนมาก” ลูกศิษย์คนเดิมกล่าวในตอนท้าย

 

ข่าว : ผู้จัดการ
22 พฤษภาคม 2558


 

ห้ามไหว้หลวงพ่อคูณ 1 ปี

มข.ประกาศ ตัดปัญหาว่าด้วยผลประโยชน์แอบแฝง

แต่ให้เป็นไปตามพินัยกรรมทุกประการ

 

 

ม.ขอนแก่น มีมติไม่ให้มีการกราบไหว้สักการะสังขารหลวงพ่อคูณหลังจากใส่ในตู้ดองเป็นเวลา 1 ปี เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดว่าจะใช้แสวงหาประโยชน์ ยืนยันทุกกระบวนการทำตามพินัยกรรม ส่วนตู้ดองจะทำให้เรียบง่าย แต่สมเกียรติ...

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2558 รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า หลังจากมีการเผยแพร่การทำอ่างดองสรีระหลวงพ่อคูณ ซึ่งเป็นอ่าง 2 ชั้น ชั้นในเป็นอ่างสเตนเลส และชั้นนอกเป็นแก้วครอบ พร้อมกับส่วนประกอบการประดับตกแต่งข้างโลงหีบอ่างดอง ซึ่งมีความสวยงามแต่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า อลังการเกินไป
 ฉะนั้น เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ยึดหลักตามแนวคิดของหลวงพ่อ โดยให้มีความเรียบง่ายแต่สมเกียรติ จึงจะพิจารณาแบบที่ญาติธรรมเสนอมาอีกครั้งหนึ่ง โดยอ่างสเตนเลส ที่เป็นอ่างดองจะอยู่ชั้นในเป็นอ่างมาตรฐานไม่มีลวดลายใดๆ แต่ในส่วนแก้วครอบนั้นจะมีลวดลายบ้างเล็กน้อย โดยอ่างสเตนเลสจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 22 พ.ค. ส่วนแก้วครอบนั้นน่าจะแล้วเสร็จหลังงานบำเพ็ญกุศลประมาณ 2 สัปดาห์

คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มข. กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้มีมติร่วมกันว่าหลังพิธีบำเพ็ญกุศลแล้วนำสรีระสังขารหลวงพ่อคูณใส่ในตู้ดองแล้ว จะไม่ให้มีการกราบไหว้สักการะสังขารหลวงพ่อเด็ดขาด โดยในช่วงปีแรกของการดองร่างของหลวงพ่อคูณ จะเก็บไว้ที่ห้องพิพิธภัณฑ์ใหญ่ ชั้น 7 อาคารเรียนรวม คณะแพทยศาสตร์ ระยะเวลา 1 ปีนั้น จะไม่เปิดให้ประชาชนเข้าไปสักการบูชาแต่อย่างใด เนื่องจากไม่ต้องการให้เข้าใจผิดว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น แสวงหาผลประโยชน์จากร่างของหลวงพ่อ และเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ท่านระบุในพินัยกรรมทุกอย่าง จนกว่าจะเสร็จสิ้นในการนำร่างท่านมาเรียนของนักศึกษา และนำร่างของท่านมาประกอบพิธี ในเดือน มิ.ย.2561 ช่วงนั้นขอเชิญศิษยานุศิษย์ร่วมพิธีฌาปนกิจ จากนั้นก็จะนำเถ้ากระดูกหรือทุกส่วนของท่านไปลอยอังคารในแม่น้ำโขง ที่จังหวัดหนองคาย ตามพินัยกรรมทุกอย่าง

ด้าน รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนะศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ถูกกล่าวหาได้ว่า ไม่ทำตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อ เห็นใจลูกศิษย์ของหลวงพ่อที่อยู่ทั่วประเทศ และโดยเฉพาะที่วัดบ้านไร่ จ.นคราชสีมา แต่อยากให้ทุกคนเดินทางมาร่วมงานที่ขอนแก่น เพราะมหาวิทยาลัยเป็นของทุกคน เปิดให้บริการกับทุกคนทั่วประเทศ ประชาชนสามารถเดินทางมาร่วมงานตลอดทั้งวัน

อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวด้วยว่า ส่วนการเตรียมการเคลื่อนย้ายสรีระสังขารหลวงพ่อ ในวันอาทิตย์ ที่ 24 พ.ค.นั้น ได้ข้อสรุปว่า หลังจากเสร็จพิธีทางสงฆ์คือช่วงเวลา 10.00 น. การถวายภัตตาหารเพล การเทศน์ การถวายผ้าบังสุกุล 93 ไตร จากนั้นมีการวางดอกไม้จนกว่าจนคนสุดท้ายจึงจะเคลื่อน คาดว่าน่าจะเคลื่อนสรีระสังขารได้ประมาณเวลา 15.00-16.00 น. โดยกำหนดเส้นทางออกจากศูนย์ประชุมเลี้ยวซ้ายเข้าถนนกัลปพฤกษ์ ตรงไปถึงแยกเลี้ยวมุ่งไปถนนมิตรภาพ เลี้ยวซ้ายผ่านศูนย์หัวใจมุ่งเข้าประตูโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ที่คณะแพทย์ได้เตรียมสถานที่ไว้ คาดว่าตลอดสองข้างทางและภายในบริเวณโรงพยาบาลจะมีประชาชนมาคอยรอขบวนจำนวนมาก

 

ข่าว : ไทยรัฐ
22 พฤษภาคม 2558


 

เจ้าคุณวิเชียรอีกแล้วครับท่าน

ตั้งเป็นรองแม่กองงานพระธรรมทูตอีกตำแหน่ง

ไม่รู้ว่าทำอะไรเป็นมั่ง นอกจากไปงานธรรมกาย

 

ยุคสุพรรณครองเมือง

เดี๋ยวสมเด็จช่วงล่วงลับ วัดปากน้ำก็กลายเป็นวัดสุพรรณ

 

 

มส. ตั้ง 2 รองแม่กองงานพระธรรมทูต

รองโฆษกสำนักพุทธฯ เผย มส.เห็นชอบตั้ง พระวิสุทธิวงศาจารย์ - พระพรหมมุนี เป็นรองแม่กองงานพระธรรมทูต พร้อมตั้งผู้ช่วยเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสพระอารามหลวงอีกหลายตำแหน่ง

วันนี้ ( 21 พ.ค.) นายประดับ โพธิกาญจนวัตร รองโฆษกประจำสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งรองแม่กองงานพระธรรมทูต 2 รูป ตามที่สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรรมการ มส. ในฐานะแม่กองงานพระธรรมทูต เสนอ ประกอบด้วย

1. พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) วัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นรองแม่กองงานพระธรรมทูต รูปที่ 1 และ

2.พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธฯ เป็นรองแม่กองงานพระธรรมทูตรูปที่ 2

นอกจากนี้ มส.ยังมีมติแต่งตั้ง พระครูวิมลญาณอุดม (ธรรมนูญ ฐิตวฑฺฒโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมณีชลขัณฑ์ พระอารามหลวง จ.ลพบุรี เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดมณีชลขัณฑ์ และแต่งตั้งพระราชพิพัฒน์โกศล (ประสิทธิ์ ปริยตฺติธารี) ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดเศวตฉัตร เป็นเจ้าอาวาสวัดเศวตฉัตรนายประดับ กล่าวต่อไปว่า มส.ยังมีมติแต่งตั้งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง 3 รูป ประกอบด้วย

1.พระมหาสวั่น สุจิรธมฺโม เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระนารายณ์มหาราช จ.นครราชสีมา

2.พระมหาอุดม ฐานกโร เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระนารายณ์มหาราช จ.นครราชสีมา และ

3.พระครูใบฎีกาพศิน ฐานทตฺโต เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระนารายณ์มหาราช จ.นครราชสีมา

 

ข่าว : เดลินิวส์
22 พฤษภาคม 2558


 

4 กลุ่ม รุมกินวัดบ้านไร่

ใครเป็นใคร ?

 

 

4 กลุ่มผลประโยชน์วัดบ้านไร่ เรื่องที่ ‘หลวงพ่อคูณ’ มิอาจยุติได้ : ไตรเทพ ไกรงูรายงาน

 

ตั้งแต่พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ) เจ้าของฉายานาม "เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด" ชื่อเสียงซึ่งมาพร้อมๆ กับผลประโยชน์อันมหาศาล สิ่งที่ตามมา คือ ความไม่ลงตัวเรื่องผลประโยชน์ ตามมาด้วยความขัดแย้ง โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ต่างๆ ภายในวัดบ้านไร่เอง
    
ถึงขนาดที่ต้องทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้าถึง "2 ฉบับ" โดยฉบับแรกทำไว้เมื่อ วันที่ 15 กันยายน 2536 ส่วนฉบับที่สองซึ่งเป็นฉบับล่าสุด ทำไว้เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2543 เพื่อป้องกันเหตุความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์จากงานศพ
    
ทั้งนี้ หลวงพ่อคูณได้ให้เหตุผลของการทำพินัยกรรมโดยพูดผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ว่า
    
“กูเองไม่อยากเป็นภาระกับคนอื่น เมื่อตายไปแล้วก็อยากให้ทุกคนได้ดำเนินการทุกอย่างตามที่ได้ระบุเอาไว้ในพินัยกรรม โดยกูเองก็ได้ให้ลูกศิษย์ทั้งสี่คนเป็นผู้ดูแลทุกอย่าง หลังที่กูตายไปแล้ว ส่วนเหตุผลที่กูให้เผาศพกู ก็เพราะกูไม่อยากให้เป็นภาระ ไม่อยากให้เกิดการแสวงหาประโยชน์ใดๆ จากตัวกู กูไม่ต้องการให้ศิษยานุศิษย์เดือดร้อน หรือเกิดความวุ่นวายขึ้นเมื่อยามที่ล่วงลับไปแล้ว และเพื่อไม่ต้องการให้เกิดเป็นปัญหาระหว่างลูกศิษย์ด้วยกัน อย่างน้อยก็เป็นการลดภาระลงไปได้ เพราะเมื่อได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นมาลูกศิษย์จะได้ไม่ต้องเกิดความขัดแย้งกันเอง”
    
เมื่อครั้งที่หลวงพ่อคูณยังมีชีวิตอยู่ ทุกครั้งที่เกิดเรื่องขัดแย้ง หลวงพ่อคูณจะเรียกคนเหล่านั้นมาตกลงพูดคุย ถึงแม้จะเรียกมาสักกี่ครั้ง ความวุ่นวายภายในวัดบ้านไร่ดูเหมือนไม่เคยสงบลง มีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่หลวงพ่อคูณหายจากอาพาธเข้ารับการผ่าตัดสมองที่โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ และเดินทางกลับมาพักยังวัดบ้านไร่
    
สำหรับความขัดแย้งของกลุ่มลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อคูณภายในวัดบ้านไร่ แม้ว่าบรรดาเหล่าลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดออกมายืนยันว่า ไม่มีความขัดแย้งกัน รวมทั้ง พล.ต.ต.มหัคฆพันธ์ สุรคุปต์ อดีต ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา ประธานกรรมการวัดบ้านไร่ นายตำรวจมือปราบได้ออกมาการันตีต่อสื่อมวลชนว่า จะไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นอีกแล้วก็ตาม
    
แต่หลายคนเชื่อกันว่า ตราบใดคณะกรรมการวัดยังมีผลประโยชน์อยู่ในวัดความขัดแย้งจะไม่มีวันจบสิ้น เพราะลึกๆ แล้วแต่ละฝ่ายยังมองหน้ากันไม่ติด เพียงแต่รอวันปะทุขึ้นมาอีก โดยความขัดแย้งอาจจะนำไปสู่การล้างแค้นกันตามมาก็เป็นได้ จึงเป็นที่น่าจับตามองยิ่งนักว่า "หลังเสร็จสิ้นการสวดอภิธรรมศพหลวงพ่อคูณ ที่วัดบ้านไร่จะวุ่นวายเกิดศึกการชิงผลประโยชน์หรือไม่"
    
หนึ่งในกรรมการวัดบ้านไร่ ให้ข้อมูลต่อ "คม ชัด ลึก" แม้ภาพโดยรวมของกรรมการวัดบ้านไร่จะออกมาว่ามีความรักใคร่สามัคคีกันดีแต่ความจริงแล้วกลับแบ่งเป็นกลุ่มก้อน เพื่อดูแลผลประโยชน์ต่างๆ ภายในวัดอย่างชัดเจนดังนี้
    
กลุ่มที่ 1.พล.ต.ต.มหัคฆพันธ์ สุรคุปต์ อดีต ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา ประธานกรรมการวัดบ้านไร่ ถือว่าเสียงดังมากที่สุด แม้ว่าท่านจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ใดๆ ของวัดบ้านไร่โดยตรง แต่มีส่วนสำคัญยิ่งในการออกใบอนุญาตสร้างพระหลวงพ่อคูณตั้งแต่ พ.ศ.2555 โดยตั้งเงื่อนไขว่า ใบอนุญาตละ 2 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปสร้างหลวงพ่อคูณองค์ใหญ่วัดบุไผ่ หรือ วัดบ้านไร่ 2 ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ที่มีโครงการสร้างหลวงพ่อคูณองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ว่ากันว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2555-2558 มีการออกใบอนุญาตไปกว่า 100 รุ่น แม้กระทั่งหลวงพ่อคูณมรณภาพแล้วมีวัดและหน่วยงานที่ได้รับใบอนุญาตจัดสร้างวัตถุมงคลไปแล้วอีกหลายสิบรุ่น ที่สำคัญคือ ส่วนใหญ่มีการเก็บเงินค่าใบอนุญาตมาแล้ว
    
กลุ่มที่ 2."เกรียงไกร จารุวี" รองประธานกรรมการวัดบ้านไร่ อดีตทนายความประจำตัวของ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคไทยรักไทย และอดีตรองประธานมูลนิธิหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ที่มีส่วนผลักดันให้จัดสร้าง "พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ" ตั้งแต่ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ เสียชีวิต เกรียงไกร ขึ้นมามีบทบาทอย่างเด่นชัด โดยรับหน้าที่ดูแลและเก็บผลประโยชน์ในส่วนของ “วิหารเทพวิทยาคม” ที่เพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ เงินทำบุญที่วิหารเทพวิทยาคมไม่ได้ถูกส่งเป็นรายได้เข้าวัดบ้านไร่ แต่กลับถูกนำไปหักหนี้ก่อสร้างที่วัดค้างไว้เกือบ 100 ล้านบาท
    
กลุ่มที่ 3. "ธวัช เรืองหร่าย" ไวยาวัจกร และเหรัญญิกวัดบ้านไร่ ซึ่งอยู่กลุ่มเดียวกับ นายสมบูรณ์ โสตถิอนันต์ หรือ ไก่โต้ง เลขานุการหลวงพ่อคูณ ดูแลและเก็บผลประโยชน์ในส่วนของกุฏิหลวงพ่อคูณ ตั้งอยู่ใต้อุโบสถ โดยมีตู้จำหน่ายวัตถุมงคลเกือบ 10 ตู้ ที่ขึ้นชื่อว่าขายดีมากกว่าจุดอื่นๆ
    
กลุ่มที่ 4. "ทวัฒน์ชัย แสนประสิทธิ์" หรือ กำนันป่อง ดูแลและเก็บผลประโยชน์ในส่วนของร้านค้าชุมชน ที่สำคัญคือ กุมพลังมวลชนชาวบ้านไร่ไว้มากที่สุด โดยล่าสุดได้เสนอชื่อ พระภาวนาประชานาถ (หลวงพ่อนุช รัตนวิชัยโย) หรือ “เจ้าคุณนุช” เจ้าอาวาสวัดหนองบัวทุ่ง อ.คง จ.นครราชสีมา ให้มารักษาการเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต่อจากหลวงพ่อคูณ ด้วยการสนับสนุนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านวัดบ้านไร่
    
หากกรรมการกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะกรณี ธวัช ไวยาวัจกร และเหรัญญิกวัดบ้านไร่ ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อว่าไม่เห็นด้วยกับการตั้ง “เจ้าคุณนุช” มารักษาการเจ้าอาวาส แต่กำนันป่องซึ่งมีพลังมวลชนในพื้นที่พร้อมที่จะเคลื่อนไหวกดดันกรรมการกลุ่มอื่นๆ มากที่สุด
    
ทั้งนี้ การแก้ปัญหากลุ่มผลประโยชน์ของวัดบ้านไร่ ดูเหมือนว่าการลงไปแก้ปัญหาโดยนายธงชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมานั้น น่าจะยุติปัญหาความขัดแย้งเรื่องการแบ่งกลุ่มผลประโยชน์ได้ แต่สิ่งที่น่าคิดอยู่ไม่น้อย คือ นายธงชัย เป็นเพื่อนกับ พล.ต.ต.มหัคฆพันธ์ ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.มหัคฆพันธ์ ก็เป็นเพื่อนกับนายเกรียงไกร
    
ทั้งนี้ ตามกฎหมายและระเบียบคณะสงฆ์ การบริหารจัดการภายในวัดบ้านไร่ พระครูพีรเดช ธำรง เจ้าคณะตำบลกุดพิมาน ระบุว่า ต้องให้พระภาวนาประชานาถ เจ้าอาวาสวัดหนองบัวทุ่ง อ.คง ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่แทนหลวงพ่อคูณเป็นผู้ดำเนินการ พร้อมระบุว่า การแต่งตั้งรักษาการเจ้าอาวาสเป็นไปตามระเบียบของสงฆ์โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะสงฆ์ และชาวบ้านใน อ.ด่านขุนทด แต่หากมีการคัดค้านอย่างเป็นทางการก็ต้องหารือกับคณะสงฆ์อีกครั้ง
    
อย่างไรก็ตาม รักษาการเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่จะมีวาระ 1 ปี โดยมีอำนาจหน้าที่เหมือนกับเจ้าอาวาสทุกประการ รวมถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการวัดบ้านไร่ชุดใหม่ หลังกรรมการวัดบ้านไร่ชุดเดิม ซึ่งมี พล.ต.ต.มหัคฆพันธ์ ประธานกรรมการวัดบ้านไร่และกรรมการอีก 10 คน หมดวาระหลังหลวงพ่อคูณมรณภาพ ซึ่งการพิจารณาบุคคลเข้ามาเป็นกรรมการวัดถือว่ามีความสำคัญเพราะต้องเป็นผู้เข้ามาดูแลกิจการของวัดบ้านไร่ รวมถึงเงินบริจาคทั้งหมด
    
ล่าสุด คณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมา มีมติให้คณะกรรมการวัดบ้านไร่ชุดเดิมเตรียมข้อมูลชี้แจงรายละเอียดของเงินบริจาคทั้งหมดในวัดบ้านไร่ หลังการสวดอภิธรรมบำเพ็ญกุศลแด่หลวงพ่อคูณแล้วเสร็จ พร้อมเตรียมแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อตรวจสอบเงินบริจาคทั้งหมดก่อนจะมีการบริหารจัดการต่อไป

พ.ศ. 2548 ปีแห่งความขัดแย้ง

การแบ่งเป็นก๊ก เป็นเหล่า เป็นกลุ่มเพื่อเก็บผลประโยชน์ในวัดบ้านไร่ ไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นในกรรมการชุดนี้ ก่อน พ.ศ.2548 ที่วัดบ้านไร่ มีการแบ่งกลุ่มผลประโยชน์ดังนี้
    
กลุ่มของ "ผู้ใหญ่ป่อง" (ปัจจุบันเป็นกำนันป่อง) หรือ นายมานะ แสนประเสริฐ ผู้ใหญ่บ้านบ้านไร่
    
กลุ่มของนายธวัช เรืองหร่าย (วัดร้าง) ไวยาวัจกรวัดบ้านไร่
    
กลุ่มของ "เสี่ยนาย" หรือนายนพ ภูมิชัยศักดิ์
    
กลุ่มของผู้ใหญ่แดง และนายธร จันทร์เพ็ง พี่ชายของผู้ใหญ่แดง
    
ทั้ง 4 กลุ่มล้วนเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อคูณ และมีปัญหาเกี่ยวกับผลประโยชน์กันภายในวัดบ้านไร่ จนเกิดความขัดแย้งกันถึงขั้นมองหน้ากันไม่ติด บางครั้งถึงขนาดเข่นฆ่ากันครั้งแล้วครั้งเล่า สร้างความวุ่นวายใจให้แก่หลวงพ่อคูณเป็นอย่างยิ่ง
    
เรื่องดังกล่าวถึงขนาดทำให้หลวงพ่อคูณต้องออกจากวัดไปเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2548 ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดหนองบัวรอง อ.เมือง จ.นครราชสีมา และหลวงพ่อคูณมี

กำหนดการออกมาอย่างเป็นทางการที่จะเดินทางกลับวัดบ้านไร่ ในวันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม 2548
    
อย่างไรก็ตาม เพื่อยุติความขัดแย้งในครั้งนั้น เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2548 หลวงพ่อคูณได้ลงนามเซ็นหนังสือคำสั่งวัดบ้านไร่ด้วยตัวเอง เรื่องการแต่งตั้งคณะ               
               
กรรมการวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน ใหม่ทั้งหมด จำนวน 19 คน โดยมี พล.ต.ต.มหัคฆพันธ์ สุรคุปต์ รอง ผบช.ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติราชการ รอง ผบช.
               
ตำรวจสอบสวนกลาง อดีต ผบก.นครราชสีมา เป็นประธานกรรมการวัดบ้านไร่ และ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคไทยรักไทย รองประธาน และนายธวัช เรืองหร่าย "วัดร้าง" เป็นไวยาวัจกร และเหรัญญิกวัด นายสมบูรณ์ หรือ ไก่โต้ง เป็นเลขานุการหลวงพ่อคูณ รวมทั้งลูกศิษย์ใกล้ชิดที่ติดตามและนักธุรกิจอีกหลายคน
    
นอกจากนี้ ยังได้มีคำสั่งโดยตรงให้ยกเลิกคณะกรรมการวัดบ้านไร่ที่แต่งตั้งกันขึ้นมาเองจำนวน 108 คน ซึ่งในจำนวนนั้นมีชื่อ "เสี่ยนาย" นายนพ ภูมิชัยศักดิ์ ลูกศิษย์ใกล้ชิด อดีตนายกเทศมนตรีบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ รวมทั้งนายบุญเลียบ จันทร์เพ็ง "ผู้ใหญ่แดง" หลานชายหลวงพ่อคูณเอง ที่ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตไปแล้ว

 

ข่าว : คมชัดลึก
22 พฤษภาคม 2558


 

 

มส. สั่งตั้ง 3 ตัวแทน

เป็นกรรมการร่วมศึกษาปฏิรูปพระพุทธศาสนา

 

 

 

 

ตั้งผู้แทนมหาเถรฯร่วมศึกษาแนวทางปฏิรูปพุทธ

วันนี้ ( 20 พ.ค. 2558) ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ พุทธมณฑล จ.นครปฐม ได้มีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งภายหลังการประชุม นายประดับ โพธิกาญจนวัตร รองโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า จากการที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ได้เสนอแนวทางการปฏิรูปพระพุทธศาสนามายังรัฐบาล ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับแนวทางดังกล่าวในการประชุมเมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา และมอบให้ พศ. นำไปศึกษาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น พศ.ได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้ที่ประชุม มส. รับทราบ ซึ่ง มส. มีมติแต่งตั้งผู้แทน มส. จำนวน 3 รูป ได้แก่ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโต) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และพระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เข้าไปร่วมศึกษาประเด็นการปฏิรูปพระพุทธศาสนาของ สปช. ร่วมกับ พศ. เพื่อสรุปแนวทางเสนอต่อรัฐบาลอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแล พศ. ได้ออกมาระบุว่า แนวทางการปฏิรูปพระพุทธศาสนาที่ สปช. เสนอมานั้น ส่วนหนึ่งมีข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน รวมอยู่ด้วย ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลได้มีมติให้ พศ. รับประเด็นดังกล่าวไปศึกษา เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดการปฏิรูปพระพุทธศาสนา และให้ พศ. รายงาน ครม. ทราบภายใน 30 วัน นายสุวพันธุ์ได้ยืนยันว่าการทำงานที่เกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ จะมีการหารือกับคณะสงฆ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย

 

ข่าว : เดลินิวส์
21 พฤษภาคม 2558


 

 

เสนอรัฐบาล -สปช-สนช.

ขอให้ยับยั้ง ร่าง พรบ.อุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา

ของ..มหาเถรสมาคม !

 

หมายความว่า เขาไม่เอาร่าง พรบ. ของมหาเถรสมาคมนะสิ อุตส่าห์ร่างมาตั้งแต่ปี 42 ยุครัฐบาลทักษิณ ถึงปัจจุบันก็ยังคงเป็นเพียง "ร่าง" ยังไม่มีชีวิตจิตใจ เพราะรัฐบาลไหนก็ไม่จริงใจในการพระศาสนา ตะทีร่างของ สนช. รวมตัวกันประเดี๋ยวประด๋าวแค่ 10 กว่าวัน ก็รีบรับไปทำ เร่งให้ทันภายใน 30 วัน มันไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว เอางี้นะคุณประยุทธนะ ถ้าอยากจะปกครองวัดด้วยก็ไม่เห็นยาก เขียนใส่รัฐธรรมนูญไปเลยว่า "ให้นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชอีกตำแหน่งหนึ่ง" ง่ายจะตายไป

 

 

งานนี้สงสัยหลวงพี่อ้วนได้ออกโรงอีกแล้ว

 

คปก. ชงยับยั้ง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา

วันที่ 20 พฤษภาคม นายไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมานายคณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ได้เสนอบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะ เรื่องร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. ... ต่อนายกรัฐมนตรีและประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

เนื่องจากทาง คปก. เห็นว่า การแก้ไขปัญหาพุทธศาสนาในสังคมไทย โดยการเสนอร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. ... อาจเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกต้อง เพราะจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนามีปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในการนับถือศาสนาของประชาชน ขัดต่อหลักความเสมอภาค และอาจทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องความเชื่อทางศาสนา

คปก.จึงเสนอให้มีการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพุทธศาสนาในประเทศไทย โดยการปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา เช่นพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ปรับปรุงโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ และทบทวนการจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาในทางกฎหมาย ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย โดยคำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค จึงเสนอให้มีการยับยั้ง ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. ... เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน

 

ข่าว : มติชน
20 พฤษภาคม 2558


 

 

เผาเมือง !

 

สปช. จ่อออกกฎหมายย้ายเจ้าอาวาส

สับเปลี่ยนทุกๆ 5 ปี

 

งานนี้บอกได้คำเดียวว่า บ้านเมืองลุกเป็นไฟ

 


 

 

ตามข้อความข้างต้น ซึ่งอยู่ในร่างของ สปช. ชุดปฏิรูปพระพุทธศาสนา ซึ่งมีนายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน และขณะนี้รัฐบาลกำลังพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้อยู่ โดยไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่และหน้าตา พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับใหม่ จะเป็นอย่างไร ?

อย่างไรก็ตาม หากมีการออกกฎหมายให้ "ตำแหน่งเจ้าอาวาส" วัดทุกวัด ในประเทศไทย สามารถดำรงอยู่ได้ไม่เกิน 2 สมัยๆ ละ 5  ปี ก็จะเกิดปัญหาทันที ทั้งนี้ เพราะตำแหน่งเจ้าอาวาสนั้น แต่เดิมมา ถือว่าเป็นตำแหน่งประจำ เหมือนตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งผูกพันอยู่กับระบอบกษัตริย์ หากพระสงฆ์ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ยังไม่มรณภาพหรือไม่สิ้นพระชนม์ ก็จะไม่มีการแต่งตั้งซ้อน ถือกันถึงขนาดว่า "ถ้าหากยังไม่ได้ฌาปนกิจศพอดีตเจ้าอาวาส หรือยังไม่ได้ถวายพระเพลิงพระศพอดีตสมเด็จพระสังฆราช ก็จะไม่มีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสรูปใหม่และพระสังฆราชพระองค์ใหม่" ธรรมเนียมไทยแต่โบราณเป็นเช่นนี้

แต่ครั้งนี้ สปช. จะออกกฎหมายให้ย้ายเจ้าอาวาส หรือให้สิ้นสุดตำแหน่งในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี (สองเทอมๆ ละ 5 ปี) นี่ถือเป็นการขุดรากถอนโคนโบราณประเพณีของพระพุทธศาสนาประจำชาติไทยไปทันที

นึกภาพดูว่า ถ้าพระเถระที่ประชาชนในถิ่นนั้นๆ ต้องถูกย้ายเพราะครบวาระ อาทิเช่น หลวงพ่อคูณ ถูกย้ายออกจากวัดบ้านไร่ไปอยู่ต่างจังหวัด หรือสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่ง แต่ประชาชนยังคงเคารพศรัทธา และไม่ยอมให้ย้าย ทั้งไม่ยอมรับเจ้าอาวาสรูปใหม่ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทน ถามว่า รัฐบาลจะทำอย่างไร ?

ในการหมุนเวียนตำแหน่งนี้ มองดูก็เหมือนว่าดี เพราะจะได้ไม่ต้องมีพระอยู่ประจำ ทำให้ยึดติดกับตำแหน่งหน้าที่ แต่ทั้งนี้ ลองมองด้วยว่า การย้ายพระดีๆ ไปอยู่ต่างถิ่นนั้น ถิ่นเก่าเขาก็หวง ถิ่นใหม่ก็อยากได้ กลับกัน ถ้าย้ายพระไม่ดีไปอยู่ต่างถิ่น ถิ่นเก่าก็ไม่อยากได้ ถิ่นใหม่ใครจะเอา รวมไปถึงอำนาจการโยกย้ายเจ้าอาวาสนั้น ถามว่าจะให้ใครเป็นคนสั่งย้าย ถ้าหากมีการให้อำนาจแก่เจ้าคณะผู้ปกครองหรือใครก็ตาม สิ่งที่จะตามมาแน่นอนก็คือ "การวิ่งเต้น" เหมือนการโยกย้ายในระบบราชการ

ความจริงแล้ว ตั้งแต่อดีตมา ประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ จะเป็นผู้คอยควบคุมดูแลวัด รวมทั้งเจ้าอาวาสและพระภิกษุสามเณร หากเห็นว่าพระเจ้าอาวาสหรือพระภิกษุสามเณรรูปใด ไม่อยู่ในสมณสารูป มีพฤติกรรมเสียหาย ประการใดก็ดี ก็จะมีการตักเตือน หากเหลือขอก็อาจจะถึงกับขับไล่ ซึ่งก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป นั่นก็คือการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลวัด ซึ่งรัฐบาลควรจะออกมาตรการหนุนระบบนี้มากกว่า เพราะวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน

แต่หากมีการโยกย้ายเจ้าอาวาสทุกๆ 5 ปี หรือให้สิ้นสุดการดำรงตำแหน่งเพียง 2 สมัย รวมเวลา 10 ปีเท่านั้น หากพระ ก. ได้เป็นเจ้าอาวาสเมื่ออายุพรรษาได้ 25 ปี พออายุครบ 35 ปี ก็จะเกษียนทันที ไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าอาวาสอีก ซึ่งจะเป็นการสร้างระบบที่พิลึกึกกือที่สุดในโลกขึ้นมา ว่าพระไทยเกษียนอายุการทำงานเพียงแค่ 10 ปี ซึ่งไม่มีประเทศใดในโลกเขาทำ

หาก สปช. จำนำเอาวาระการดำรงตำแหน่งของนักการเมืองมาเป็นหลัก ก็ต้องขอแย้งว่า ตำแหน่งทางการเมืองนั้นมีอำนาจใหัคุณให้โทษและผูกพันกับประชาชนทั่วประเทศ การกำหนดวาระไว้เพียง 2 สมัยๆ ละ 5 ปี จึงถือว่าเหมาะสม แต่สำหรับตำแหน่งเจ้าอาวาสแล้วต่างกัน เพราะเจ้าอาวาสมิได้มีอำนาจอะไรมากมาย พระไทยทุกวันนี้ มีทั้งกฎหมายบ้านเมือง กฎหมายคณะสงฆ์ พระธรรมวินัย รวมทั้งกฎสังคมคอยกำกับ รวมแล้วตั้ง 4 ชั้น ลำพังพระดื่มเหล้าก็ถูกจับสึกแล้ว หากเป็นประชาชนทั่วไปก็ไม่มีความผิดอะไร ยิ่งเจ้าอาวาสแล้วยังมี "จริยาพระสังฆาธิการ" คอยกำกับภาระหน้าที่อีก เพียงแค่นี้ก็จะเห็นได้ว่า สถานะของพระภิกษุสามเณรรวมทั้งเจ้าอาวาสวัดต่างๆ นั้น เปราะบางอย่างยิ่ง ไหนจะต้องร่ำเรียนศึกษาพระธรรมวินัย ไหนจะต้องหากฐินผ้าป่ามาพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรือง ไหนจะต้องสงเคราะห์ชุมชนทั้งใกล้และไกล มิใช่บวชแล้วเอาแต่กินๆ นอนๆ ดังที่มีคนคิดว่าชีวิตพระมีแต่ความสบาย มิเช่นนั้น สถิติผู้บวชพระบรรพชาเณรในประเทศไทยคงไม่ลดลงอย่างต่อเนื่องหรอก ถามว่า มุมมองเช่นนี้ สปช. เคยพิจารณากันบ้างไหม ?

ดังที่กล่าวไว้แล้วว่า พระเจ้าอาวาสทั่วประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ ล้วนเป็นที่รักเคารพของชุมชนของวัดนั้นๆ ยิ่งบางรูปเป็นพระเถระที่มีคุณธรรมสูง เช่น พระเกจิอาจารย์ หรือพระที่มีผลงานดีเด่น เป็นพระผู้ใหญ่ และพระเจ้าอาวาสมากมาย ก็ล้วนแต่เป็นคนในท้องถิ่น ถือกำเนิดและบวชอยู่ในวัดใกล้บ้าน ครอบครัวญาติพี่น้องก็อยู่ใกล้วัด การจะย้ายพระเหล่านั้นออกนอกถิ่นถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ย่อมจะเกิดความไม่พอใจของชุมชนไทยทั่วประเทศ และจะเกิดการต่อต้านอย่างแรงทั่วประเทศแน่นอน

ทั้งนี้ เพราะ สปช. ไม่มีการพิจารณาอย่างถ่องแท้และรอบด้าน ถึงที่ไปที่มาของตำแหน่งเจ้าอาวาส แต่มีอคติ ยกเอาปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินและพฤติกรรมเสียหายของพระเจ้าอาวาสเพียงบางรูป มาเป็นบรรทัดฐาน จึงก่อให้เกิดแนวความคิดวิปริตนี้ขึ้นมา กำเริบเสิบสานถึงขึ้นคิดจะเปลี่ยนระบบการตั้งเจ้าอาวาส ซึ่งนั่นเท่ากับทำการเผาบ้านเผาเมืองเลยทีเดียว

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
20 พฤษภาคม 2558

 

ประกาศอนุโมทนา

วัดสมาชิกสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ร่วมบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในประเทศเนปาล

 

ที่ รายนาม (วัด-ผู้บริจาค) จำนวนเงิน หมายเหตุ
01 วัดพุทธาวาส นครฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส 1,325 ส่งแล้ว
02 วัดพระมหาชนก เมืองกริฟฟิน รัฐจอร์เจีย 5,000 ส่งแล้ว
03 วัดพุทธมงคลนิมิต เมืองอัลบูเคอร์กี้ รัฐนิวแม๊กซิโก 200 ส่งแล้ว
04 วัดไทยลาสเวกัส เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาด้า 100 ส่งแล้ว
05 วัดพระเชตวันแคลิฟอร์เนีย เมืองนอร์ธฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย 100 ส่งแล้ว
06 วัดทองธรรมชาติ ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า 100 ส่งแล้ว
07 วัดพระพุทธิวงศมุนี เมืองสต๊อกตัน-โลดาย รัฐแคลิฟอร์เนีย 200 ส่งแล้ว
08 วัดสัทธาธรรม เมืองแซนแอนโตนิโอ รัฐเท็กซัส 300 ส่งแล้ว
09 วัดป่าซัมเตอร์ เมืองซัมเตอร์ รัฐเซาต์ แคโรไลน่า 200 ส่งแล้ว
10 วัดศรีเจริญธรรม เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาด้า 300 ส่งแล้ว
11 วัดพุทธปัญญา เมืองโพโมน่า รัฐแคลิฟอร์เนีย 300 ส่งแล้ว
12 วัดพุทธนานาชาติ เมืองออสติน รัฐเท็กซัส 859 ส่งแล้ว
13 วัดพุทธจักรมงคลรัตนาราม เมืองเอสคอนดิโด รัฐแคลิฟอร์เนีย 200 ส่งแล้ว
14 วัดมงคลรัตนาราม ฟอร์ท วัลตัน บีช รัฐฟลอริด้า 200 ส่งแล้ว
15 วัดมงคลเทพมุนี เมืองเบนซาเลม รัฐฟิลาเดลเฟีย 1,500 ส่งแล้ว
16 วัดพุทธโสธรวิเทศ เมืองอัลบูเคอร์กี้ รัฐนิวแม๊กซิโก 1,539 ส่งแล้ว
17 วัดปากน้ำอเมริกา เมืองฮิวเบอร์ไฮส์น รัฐโอไฮโอ้ 1,125 ส่งแล้ว
18 วัดพุทธธรรม เมืองวิลโลบรู๊ค รัฐอิลลินอยส์ 100 ส่งแล้ว
19 วัดป่าธรรมรัตน์ เมืองพิสเบอร์ค รัฐเพนซิลวาเนีย 300 ส่งแล้ว
20 วัดธรรมคุณาราม เมืองเลย์ตัน รัฐยูท่าห์ 200 ส่งแล้ว
21 วัดพุทธาราม เมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซี่ 100 ส่งแล้ว
22 วัดพุทธศาสตร์กาญจนาราม เมืองซานตา บาบาร่า รัฐแคลิฟอร์เนีย 100 ส่งแล้ว
23 วัดพุทธนานาชาติ มิดเวสต์ เมืองวาเรน รัฐมิชิแกน 725 ส่งแล้ว
24 วัดชาวพุทธ เมืองซานเบอร์นาดิโน่ รัฐแคลิฟอร์เนีย 200 ส่งแล้ว
25 วัดไทยพิศาลบุตร เมืองฟีนิกซ์ รัฐอริโซน่า 100 ส่งแล้ว
26 วัดปากน้ำมิชิแกน เมืองสเตอร์ริง ไฮส์น 1,499 ส่งแล้ว
27 วัดสุทธาวาส เมืองริเวอร์ไซด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย 500 ส่งแล้ว
28 วัดวชิรธรรมปทีป รัฐนิวยอร์ค 1,000 ส่งแล้ว
29 วัดมหาพุทธภูมิ เมืองซานตาโรซ่า รัฐแคลิฟอร์เนีย 150 ส่งแล้ว
30 วัดมงคลรัตนาราม เมืองแทมป้า รัฐฟลอริด้า 500 ส่งแล้ว
31 วัดไชยมงคล เมืองแฟร์ฟิลด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย 200 ส่งแล้ว
32 วัดฟลอริด้าพุทธาราม เมืองนาวาร์ รัฐฟลอริด้า 100 ส่งแล้ว
33 วัดอตัมมยตาราม เมืองซีแอ๊ตเติ้ล รัฐวอชิงตัน 520 ส่งแล้ว
34 วัดพุทธธัมโม เมืองโมรีโน่ แวลเล่ย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย 50 ส่งแล้ว
35 วัดธรรมวิหาร ฮาวาย 200 ส่งแล้ว
36 วัดพุทธมหามุนี เมืองอาร์ลิงตัน รัฐเท็กซัส 500 ส่งแล้ว
37 วัดพุทธจักรมงคลวราราม ฮาวาย 300 ส่งแล้ว
38 คุณประยูร 50 ส่งแล้ว
39 คุณศุภชัย 100 ส่งแล้ว
40 RICHARD SMITH 200 ส่งแล้ว
41 SHANNON TYMAN 100 ส่งแล้ว
42 วัดมั่งมีศรีสุข เมืองคาเมรอน รัฐนอร์ธแคโรไลน่า 200 ส่งแล้ว
43 วัดพระธรรมกายแคลิฟอร์เนีย เมืองอซูซ่า รัฐแคลิฟอร์เนีย 2,000 ส่งแล้ว
44 วัดพุทธประทีป เมอร์เสด เมืองเมอร์เสด รัฐแคลิฟอร์เนีย 200 ส่งแล้ว
 

รวมยอดปัจจุบัน

23,742  

 

วัดสมาชิกใดที่ยังไม่ทันร่วมบริจาค ขอความกรุณาแจ้งความประสงค์ไปที่

 

พระราชพุทธิวิเทศ ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา สายตรง 832-630-2065

หรือแจ้งมาที่ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ได้ตลอดเวลา

 

 

เปิดร่าง !

โครงสร้างปฏิรูปพุทธ ของ สนช.

อะไรเป็นอะไร นักศาสนาเก่ากับนักกฎหมายใหม่

กรุณาดูเอาเองนะขอรับ

 






 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
9 พฤษภาคม 2558

ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในคณะสงฆ์ภาค 7 และคณะจังหวัดเชียงใหม่

บทความวิเคราะห์ โดย..พระมหานรินทร์ นรินฺโท

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

ฤาจะถึงเวลา "ปลดแอก" พระต่างถิ่น

 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน


 

หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ครั้งที่ 2

กรณีตั้งพระปิฎกโกศลเป็นรองเจ้าคณะภาค 7

 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน


YANTRA TODAY

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

 


ประมวลข่าวการมรณภาพ


สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)
วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

 

พิธีพระราชทานเพลิงศพ

พระเทพมหาเจติยาจารย์ (ไพบูลย์ ภูริวิปุโล)
อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัย

อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำพูน
23 มีนาคม 2557

 

ชุดที่ 1 : ชุดที่ 2 :  ชุดที่ 3 :  ชุดที่ 4 : ชุดที่ 5

ชุดที่ 6 : ชุดที่ 7 : ชุดที่ 8 : ชุดที่ 9 : ชุดที่ 10


กดแต่ละชุดเพื่อชม

 

พิธีเปิดสอบบาลีสนามหลวงครั้งแรก

สำนักเรียนสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

12-14 พฤษภาคม พ.ศ.2558

 


ภาพหมู่การประชุมพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ ขนาด 4000 PC


 

ภาพประวัติศาสตร์
พระธรรมทูตไทยใน 4 ทวีป
 

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ ขนาด 2000 PC

การประชุมพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป
วันที่
23-25 สิงหาคม 2557

ชุดที่ 01 : ชุดที่ 02 : ชุดที่ 03 : ชุดที่ 04 : ชุดที่ 05 : ชุดที่ 06 : ชุดที่ 07


 

ชมภาพชุดในงานวัดนวมินทรราชูทิศ USA.

ชุดที่ 01 : เปิดวัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน ยูเอสเอ

ชุดที่ 02 : ไผเป็นไผ ในบอสตัน 2014

ชุดที่ 03 : โรงพยาบาลเมาท์ ออเบิร์น 9 มิถุนายน 2557
ชุดที่ 04 : พิธีเปิดการประชุมพระพุทธศาสนานานาชาติ
ชุดที่ 05 : เปิดประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 06 : ทัพสื่อมวลชนไทยบุกนครบอสตัน รายงานข่าวการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 07 : ประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา วันที่ 02
ชุดที่ 08 : ผลการเลือกตั้งกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา พ.ศ.2557
ชุดที่ 09 : บรรยากาศการเลือกตั้งกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 10 : พระสงฆ์ 400 รูป สวดพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ณ โรงพระอุโบสถวัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน

 

ภาพชุดรรมยาตราเดินป่าบอสตัน

 

ธรรมยาตรา ชุดที่ 01 ธรรมยาตรา ชุดที่ 02 ธรรมยาตรา ชุดที่ 03
ธรรมยาตรา ชุดที่ 04 ธรรมยาตรา ชุดที่ 05 ธรรมยาตรา ชุดที่ 06
ธรรมยาตรา ชุดที่ 07 ธรรมยาตรา ชุดที่ 08 ธรรมยาตรา ชุดที่ 09

 

 

การประชุมสมัยวิสามัญสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาและงานวันมหารำลึก

ณ วัดวชิรธรรมปทีป นิวยอร์ค 8-9 กันยายน 2555

 

 


 

 

ภาพงานพระราชทานเพลิงศพ

พระเดชพระคุณพระเทพกิตติโสภณ (สมบูรณ์ สมฺปุณฺโณ ป.ธ.7)
อดีตเจ้าอาวาสวัดวชิรธรรมปทีป
อดีตประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
10-14 พฤศจิกายน พ.ศ.2554

 

แฟ้มข่าวอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557 : 2558

 


เยี่ยมวัดบ้านไร่-ไหว้หลวงพ่อคูณ
กับอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอม

กดที่ภาพด้านล่างเพื่อชม

01 02 03 04 05 06 07 08 09
10 11 12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31 32 33 34    

 

ตอนที่ 01
ลอนดอน 2012

ตอนที่ 02
มหาโบสถ์แห่งลิชฟิลด์

ตอนที่ 03
มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด

ตอนที่ 04
วัดพุทธปทีป

ตอนที่ 05
ลอนดอนอาย

ตอนที่ 06
British Museum

ตอนที่ 07
ห้างแฮรอดส์

ตอนที่ 08
Tower Bridge

ตอนที่ 09
London Sightseeing

ตอนที่ 10
London To Paris

ตอนที่ 11
หอไอเฟล (1
)

ตอนที่ 12
หอไอเฟล (2)

ตอนที่ 13
หอไอเฟล (3)

ตอนที่ 14
ปารีส 360 องศา

ตอนที่ 15
เยี่ยมหน้าต่างหอไอเฟล

ตอนที่ 16
TROCADERO

ตอนที่ 17
Water Tour

ตอนที่ 18
Musée du Louvre

ตอนที่ 19
MONA LISA

ตอนที่ 20
เทพีวีนัส

ตอนที่ 21
ทอดน่องในลูฟวร์

ตอนที่ 22
หอสมุดแห่งชาติมิตแตรองต์

ตอนที่ 23
ลา เดฟ็องซ์ (La De'fense)

ตอนที่ 24
Arc de Triomphe

ตอนที่ 25
เหนือประตูชัย

ตอนที่ 26
แวร์ซาย (1)

ตอนที่ 27
แวร์ซาย (2)

ตอนที่ 28
แวร์ซาย
(3
)

ตอนที่ 29
แวร์ซาย (4)

ตอนที่ 30
แวร์ซาย (5)

ตอนที่ 31
GENEVA
(1)

ตอนที่ 32
GENEVA (2
)

ตอนที่ 33
GENEVA (3
)

ตอนที่ 34
Lausanne-Zurich

ตอนที่ 35
วัดศรีนครินทรวราราม

ตอนที่ 36
ป้อมยามเมืองลูเซิร์น

ตอนที่ 37
ตลาดน้ำเมืองลูเซิร์น

ตอนที่ 38
กลับปารีส

ตอนที่ 39
ROME (1
)

ตอนที่ 40
ROME
(2)

ตอนที่ 41
ROME (3)

ตอนที่ 42
ROME (4)

ตอนที่ 43
ROME (5)

ตอนที่ 44
Inside Vatican (1)

ตอนที่ 45
View of Rome

ตอนที่ 46
Inside Vatican (2)

ตอนที่ 47
หลังคาวาติกัน

ตอนที่ 48
OUTSIDE VATICAN

ตอนที่ 49
THE COLOSSEUM

ตอนที่ 50
หินอ่อนโคลอสเซียม

ตอนที่ 51
ROME TO PARIS

ตอนที่ 52
NOTRE-DAME DE PARIS

ตอนที่ 53
หมู่บ้านศิลปะ

ตอนที่ 54
พระราชวังฟงแตนโบล

 

 

 


 

สงฆ์ไทย Vol.01

หนังสือเล่มแรกของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

(กดที่ภาพหรือที่ข้อความเพื่อชม)

 

คณะกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

พ.ศ.2557-2559

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ข่าวสารสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา


 

 

หนังสือเล่มแรกของ มจร. ที่ชาว มจร. หลายท่านไม่เคยเห็น

(กดที่ภาพเพื่อเข้าชม)

 

 

 

หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

ข้อแลกเปลี่ยนของชาวพุทธไทย

บวชพระล้านรูป แลกกับ พระนิพพานเป็นอัตตา
ท่องพุทธวจนะล้านคน แลกกับ ตัดปาติโมกข์เหลือเพียง 150 ข้อ

(กดที่ภาพเพื่ออ่าน)

 

>> กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความเพิ่มเติม <<

 

พระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 1-17 พ.ศ.2538-2554
(กดที่ภาพเพื่อชมประวัติ)

อนุสรณ์มหาจุฬาฯ ครบรอบ 9 ปี
 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

ธรรมวาไรตี้
หนังสือเล่มแรก ของพระมหานรินทร์  นรินฺโท

พิมพ์ครั้งแรก กันยายน 2548

วางจำหน่ายแล้วที่ร้านนายอินทร์ จุฬาฯบุ๊ค ซีเอ็ด และอื่นๆ ทั่วไทยและทั่วโลก

ธรรมฮิสตอรี่
หนังสือเล่มที่สอง ของพระมหานรินทร์ นรินฺโท

พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 2549

วางจำหน่ายแล้วที่ร้านนายอินทร์ จุฬาฯบุ๊ค ซีเอ็ด และอื่นๆ ทั่วไทยและทั่วโลก

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

เรายินดีน้อมรับความคิดเห็นและคำชี้แนะจากทุกท่าน

Editor : peesang2555@hotmail.com

 


WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE  LAS VEGAS NEVADA 89121 U.S.A. PHONE 702-384-2264