LAST UPDATE : APRIL 24  2015  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 

กำหนดการสอบบาลีสนามหลวง ครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในคณะสงฆ์ภาค 7 และคณะจังหวัดเชียงใหม่

บทความวิเคราะห์ โดย..พระมหานรินทร์ นรินฺโท

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

ฤาจะถึงเวลา "ปลดแอก" พระต่างถิ่น

 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน


 

 

หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ครั้งที่ 2

กรณีตั้งพระปิฎกโกศลเป็นรองเจ้าคณะภาค 7

 

จาก.. อ.ย. (อยุธยาโมเดล)

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์
(สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.
9)

วัดพิชยญาติการาม
เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

ชาวอยุธยา

พระพรหมดิลก
(เอื้อน หาสธมฺโม ป.ธ.9)

วัดสามพระยา
เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

ชาวอยุธยา

พระราชวิสุทธิเวที
(สายชล ฐานวุฑฺโฒ  ป.ธ.9)

วัดชนะสงคราม
เจ้าคณะภาค
1

ชาวอยุธยา

 

สู่.. ส.พ. (สุพรรณบุรีโมเดล)

พระวิสุทธิวงศาจารย์
(วิเชียร อโนมคุโณ ป.ธ.9)

วัดปากน้ำภาษีเจริญ
เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ

ชาวสุพรรณบุรี

พระพรหมโมลี
(สุชาติ ธมฺมรตโน ป.ธ.9)

วัดปากน้ำภาษีเจริญ
เจ้าคณะ
ภาค 5 หนเหนือ

ชาวสุพรรณบุรี

พระปิฎกโกศล
(นิกร มโนกโร ป.ธ.9)

วัดปากน้ำภาษีเจริญ
รองเจ้าคณะ
ภาค 7 หนเหนือ

ชาวสุพรรณบุรี

 

จากกรณีที่มหาเถรสมาคม ได้อนุมัติให้ "พระปิฎกโกศล" (นิกร มโนกโร ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ขึ้นดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 7 ตามคำเสนอของพระวิสุทธิวงศาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ วัดปากน้ำ ซึ่งอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ได้เสนอหมายเหตุไปครั้งหนึ่งแล้วนั้น

แรกนั้น เมื่ออะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ท้วงติงการแต่งตั้ง "พระเด็กๆ" อายุเพียง 51 ปี พรรษา 29 ให้เข้าไปดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 7 ซึ่งต้องบังคับบัญชาพระเถรานุเถระใน 3 จังหวัดใหญ่ในภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ซึ่งมองเห็นว่า วัดปากน้ำใช้นโยบายเมืองขึ้น ส่งพระในวัดเข้ามากินตำแหน่งปกครองจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ เสมือนหนึ่งว่า หัวเมืองเหนือมีเชียงใหม่เป็นต้นนั้น เป็นเมืองขึ้นของวัดปากน้ำ นึกอยากจะตั้งใครมาเป็นเจ้าเป็นนายก็ได้

วันนี้ ทราบเพิ่มเติมว่า พระปิฎกโกศล หรือพระมหานิกรนั้น เป็นชาวจังหวัดสุพรรณบุรี บ้านเดียวกันกับ "พระวิสุทธิวงศาจารย์" เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ซึ่งเป็นผู้เสนอแต่งตั้ง อีกโสตหนึ่งด้วย

จึงมีข้อสงสัยเพิ่มเติมว่า หรือนี่จะเป็น "สุพรรณบุรีโมเดล" ที่มีการวางแผนใช้พระชาวจังหวัดสุพรรณบุรีให้มีอำนาจบังคับบัญชาปกครองคณะสงฆ์ไทยทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตจังหวัดภาคเหนือ ซึ่งปัจจุบันนั้น พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน ป.ธ.9) วัดปากน้ำ ก็กินตำแหน่งเจ้าคณะภาค 5 ปกครองภาคเหนือตอนล่าง มีเมืองพิษณุโลกเป็นหลัก ทำให้เห็นว่า ตั้งแต่หัวถึงหาง ของเจ้าคณะผู้ปกครองคณะสงฆ์ในเขตหนเหนือนั้น มีแต่ชาวจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นหลัก ทั้งๆ ที่สุพรรณบุรีเป็นเขตภาคกลาง

ก่อนหน้านี้ เคยมีคำกล่าวว่า "สาย อ.ย." เป็นคำอธิบายถึงพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งจากจังหวัดอยุธยา มีความสามัคคีเหนียวแน่น รักพวกรักพ้องมากกว่าคนจังหวัดอื่น ดำเนินนโยบาย "ให้พระสายอยุธยา" เข้าครองอำนาจในเขตภาคกลางทั้งสิ้น ซึ่งปรากฏในปัจจุบันว่า ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ก็ตกเป็นของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดพิชัยญาติ ชาวอยุธยา ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ก็ตกเป็นของพระราชวิสุทธิเวที (สายชล) วัดชนะสงคราม ชาวอยุธยา และตำแหน่งเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ก็ตกเป็นของพระพรหมดิลก วัดสามพระยา ชาวอยุธยาเช่นกัน อ.ย.กินตำแหน่ง หน-ภาค และ กทม. ไว้ถึง 3 ชั้น 3 ระดับด้วยกัน แถมรองเจ้าคณะ กทม. ก็ยังมีสายอยุธยาเสริมอยู่อีก 1 รูปด้วย

เรื่อง "อ.ย." นี้ ไม่มีการเขียนเป็นรูปธรรม แต่เป็นคำบอกเล่า ว่าพระสงฆ์สายอยุธยามีพฤติกรรมเช่นนี้ ซึ่งพฤติกรรมที่ว่านี้ วันนี้ไปตรงกับพฤติกรรมของพระสงฆ์สายสุพรรณบุรี ซึ่งกินรวบอำนาจการปกครองในเขตหนเหนือ ไล่ตั้งแต่ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าคณะภาค 5 และรองเจ้าคณะภาค 7 ซึ่งล้วนแต่เป็นชาวสุพรรณทั้งสิ้น

พฤติกรรมเช่นนี้ ทำให้เห็นว่า ในบรรดาพระสงฆ์ในเขตหนเหนือ โดยเฉพาะภาค 7 นั้น ไม่มีพระเถรานุเถระผู้มีสติปัญญาสามารถจะบริหารปกครองคณะสงฆ์เองได้ จึงต้องให้พระจากจังหวัดสุพรรณบุรีมาปกครองแทน ทั้งๆ ที่ไม่จริง

เรื่องจริงก็คือว่า บรรดาพระสงฆ์เถรานุเถระในเขตหนเหนือ โดยเฉพาะในภาค 7 นั้น มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ในระดับ "อาจารย์-ศิษย์" และเคยได้รับการอุปการะเกื้อกูลกันมานาน จนสายสัมพันธ์แนบแน่น ไม่รังเกียจเดียดฉันท์ ถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อดีตเจ้าคณะภาค 7 และอดีตเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ จะมิใช่ชาวเหนือ หากแต่เป็นชาวจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งตลอดเวลาที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ได้บริหารปกครองในเขตหนเหนือนั้น ได้สร้างคุณูปการไว้มากมาย โดยเฉพาะด้านการศึกษาภาษาบาลี ดังนั้น เมื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ได้เลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งจากเจ้าคณะภาค 7 เป็นเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ และเสนอให้พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) วัดปากน้ำ เข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 7 แทน จึงไม่มีใครต่อต้าน แม้ครั้งล่าสุด สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ขอลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ แล้วเสนอให้เลื่อนพระวิสุทธิวงศาจารย์ขึ้นเป็นแทน ก็ไร้เสียงต่อต้านอีก ทั้งนี้ก็เพราะคุณงามความดีที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ได้สร้างไว้มากมายนั่นเอง

แต่ครั้นเมื่อพระวิสุทธิวงศาจารย์ เสนอให้พระปิฎกโกศล (นิกร มโนกโร ป.ธ.9) ซึ่งเป็นพระเลขาของตัวเอง ขึ้นเป็น "รองเจ้าคณะภาค 7" ซึ่งว่างลง ทั้งๆ ที่ในเขตภาค 7 นั้น ก็ยังมีพระเถรานุเถระผู้มีอายุพรรษาปูนเถระและมีสติปัญญาสามารถจะปกครองดูแลคณะสงฆ์ในภาค 7 ได้ตั้งหลายสิบรูป ก็หาได้รับการพิจารณาไม่ ทำให้เห็นว่า พระวิสุทธิวงศาจารย์ เจาะจงหรือวางแผน ให้พระปิฎกโกศล ได้เป็นรองเจ้าคณะภาค 7 แต่เพียงผู้เดียว

จึงเกิดคำถามว่า "ในบรรดาพระสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ไม่มีพระสงฆ์แม้แต่เพียงรูปเดียวหรือไร ที่มีความรู้ความสามารถจะดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 7 ได้ ถึงกับต้องไปเอาพระมหานิกร ชาวจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพระเด็กๆ ให้มาเป็นเจ้านายปกครองตนเอง"

จริงอยู่ ในพระธรรมวินัยนั้น มิได้อนุญาตให้พระภิกษุสามเณรเคารพนับถือกันตามภูมิลำเนา แบบว่าจะต้องไหว้หรือเคารพนับถือเฉพาะพระสงฆ์ในถิ่นเกิดของตนเท่านั้น แต่ท่านให้ถือเอา "พระธรรมวินัย" เป็นหลัก อันรวมทั้งอายุพรรษาและสติปัญญาความสามารถด้วย แต่การแต่งตั้งพระต่างถิ่นเช่นพระมหานิกร ชาวสุพรรณ ไปเป็นรองเจ้าคณะภาค 7 ครั้งนี้ ถามว่า วัดปากน้ำมีเหตุผลพิเศษอันใด หาไม่แล้วจะให้พระสงฆ์ในภาค 7 ยอมรับนับถือได้อย่างไร ในเมื่อมันไม่มีเหตุผลอันสมควร

จริงอยู่ วัดปากน้ำอาจจะอ้างเหตุผลว่า กรณีที่พระต่างถิ่นได้รับการแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งอีกถิ่นหนึ่ง ก็มีให้เห็นมากมาย ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เช่น

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศ ชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เป็นเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ปกครองพระสงฆ์ในภาคอีสานทั้งหมด

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ ชาวจังหวัดสมุทรปราการ ได้เป็นเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) วัดไตรมิตร ชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เป็นเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ปกครองภาคอีสาน

หรือในระดับภาคต่างๆ ก็มีถมเถไป พระเชียงใหม่-เชียงรายได้เป็นเจ้าคณะปกครองในจังหวัดอื่นในภาคอื่น เช่น พระเทพกิตติเวที (ฉ่ำ ปุญฺญชโย) เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร ได้เป็นเจ้าคณะภาค 17 ปกครองจังหวัดภูเก็ต ตรัง กระบี่ พังงา ระนอง เป็นต้น แล้วเหตุใดจึงมาจำเพาะเจาะจงที่ "พระปิฎกโกศล-นิกร" ว่าเป็นชาวต่างถิ่น ไม่สมควรจะดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 7 แสดงว่าเรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม มีอคติกับพระวัดปากน้ำและพระสายสุพรรณใช่หรือไม่ ?

ตรงนี้ก็ขอเรียนว่า ว่าโดยหลักการแล้ว การแต่งตั้งเช่นนี้ เป็นผลเสียมากกว่าผลดี เพราะพระต่างถิ่นย่อมไม่รู้จักขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นนั้นเท่ากับเจ้าถิ่น การได้เจ้าถิ่นปกครองท้องถิ่น ย่อมจะดีกว่าได้คนต่างถิ่นแน่นอน แต่หากมีเงื่อนไขจำเพาะ เช่น กรณีเจ้าคุณฉ่ำ (พระเทพกิตติเวที) ซึ่งอดีตเคยเป็นเลขานุการเจ้าคณะใหญ่หนใต้ (พระพรหมจริยาจารย์) ก็สามารถทำได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องได้รับการยอมรับจากพระสงฆ์ในท้องถิ่นเป็นปราการสุดท้าย

ในอดีตนั้น หัวเมืองต่างๆ ทุกภาคของไทย นอกจากกรุงเทพมหานครออกไปแล้ว ก็ถือว่าเป็นบ้านนอกทั้งสิ้น พระกรุงเทพเชื่อว่าพระบ้านนอกมีความรู้ด้อยกว่าตัวเอง แถมยังมีระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ต้องการผูกขาดอำนาจไว้ในส่วนกลางเป็นแกนนำอีก ทำให้มีการใช้พระราชอำนาจสั่งตั้งเจ้าคณะผู้ปกครองจากส่วนกลาง ให้ไปกินตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ในหัวเมืองต่างๆ แบ่งประเทศไทยออกเป็น หนกลาง หนเหนือ หนตะวันออก และหนใต้ สืบเนื่องมาจนถึงสมัยปัจจุบัน ซึ่งก็คิดว่า พระสงฆ์ไทยน่าจะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ของโลก คือกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น เพื่อให้คนในท้องถิ่นได้ปกครองกันเอง แต่มหาเถรสมาคมกลับทำตัวสวนกระแสโลก โดยการรวบอำนาจไว้แต่ส่วนกลาง มิยอมให้พระสงฆ์ในต่างจังหวัดได้มีโอกาสในการพิจารณาหาผู้นำของตนเอง แถมยังเอาเด็กก้นกุฏิ เลขาหน้าห้อง และคนบ้านเดียวกันเข้าไปกินตำแหน่งอีก ถือว่าน่าเกลียดกว่านักการเมืองมากมายนัก ขนาด สนช. ซึ่งตั้งคนสนิทเข้าไปเป็นคณะทำงาน ก็ยังถูกต่อต้าน และยินยอมถอนตัวลาออกทั้งกระบิมาแล้ว ทั้งๆ ที่มาจากคณะปฏิวัติแท้ๆ เขายังไม่ฝืนกระแสเหมือนกรณีวัดปากน้ำทำในครั้งนี้เลย

กรณีพระปิฎกโกศลได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะภาค 7 ในครั้งนี้ พิจารณาด้วยเหตุและผลแล้ว หาความชอบธรรมไม่ได้เลยแม้แต่ข้อเดียว ถึงจะอ้างว่า "เคยเป็นเลขานุการเจ้าคณะภาค 7 มานาน รู้งานในภาค 7 ดีก็ตาม" ก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะมาดำรงตำแหน่ง เพราะถ้าจะเอาอดีตเลขาเจ้าคณะภาค 7 มาเป็นรองภาค ก็สู้เอาเจ้าคุณเจ้าอาวาสวัดต่างๆ ในสามจังหวัดเชียงใหม่มาเป็นไม่ดีกว่าหรือ มีมากมายด้วย เช่น วัดพระสิงห์ วัดสวนดอก วัดพระธาตุศรีจอมทอง วัดท่าตอน วัดเจดีย์งาม วัดดอยสะเก็ด วัดพระธาตุหริภุญไชย วัดพระพุทธบาทตากผ้า เป็นต้น คนเหนือไม่สิ้นไร้ถึงกับต้องให้พระสุพรรณมาปกครองหรอกจะบอกให้

เหตุผลเพียงข้อเดียวที่หาได้ก็คือ เจ้าคุณวิเชียรต้องการให้พระมหานิกร ได้เป็นรองเจ้าคณะภาค 7 ซึ่งพระมหานิกรนั้นเป็นชาวจังหวัดสุพรรณบ้านเดียวกับเจ้าคุณวิเชียร ก็เลยเป็นที่มาของคำว่า "สาย ส.พ." หรือ สุพรรณบุรีคอนเน็คชั่นนั่นเอง

ความจริงแล้ว ปัจจุบันวันนี้ อำนาจบังคับบัญชาคณะสงฆ์ทั้งประเทศไทย ล้วนตกอยู่ในมือสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์และพระวัดปากน้ำทั้งสิ้น ตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าคณะหน เจ้าคณะภาค รองภาค และกรรมการมหาเถรสมาคม การจะสลับตำแหน่งของพระเจ้าคณะแต่ละรูปแต่ละองค์ให้เหมาะสมลงตัวกับท้องถิ่นและความชำนาญจึงมิใช่เรื่องยาก เช่น

พระราชสุตาภรณ์ (ประชัน ฐิตปญฺโญ ป.ธ.5) ชาวเชียงใหม่ อดีตเลขาเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ (สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์) ปัจจุบันเป็นรองเจ้าคณะภาค 4

พระราชปัญญาภรณ์ (สิงห์คำ ชยวํโส ป.ธ.9) วัดนางชี ชาวเชียงใหม่ ปัจจุบันเป็นรองเจ้าคณะภาค 6

เป็นต้น วัดปากน้ำสามารถจะสลับตำแหน่งให้ไปดำรงตำแหน่งในถิ่นเกิด คือภาค 7 ได้ ง่ายๆ เหมือนสลับไพ่ในมือ แต่ถามว่า ทำไมไม่ทำ และเมื่อไม่ยอมสะสางตำแหน่งต่างๆ ซึ่งลักลั่นกันมานานแสนนานนั้น หนำซ้ำ กลับยังแต่งตั้งซ้ำกับรอยเดิมอีก แสดงว่าสมเด็จวัดปากน้ำไม่มีวิสัยทัศน์ใหม่ๆ ในการบริหารปกครองคณะสงฆ์ไทย แต่ยังคงใช้ระบบขุนน้ำขุนนางแบบเดิมๆ ที่เคยเป็นมาในอดีตนานหลายร้อยปี

เสียดาย ได้เป็นใหญ่เป็นโตทั้งที น่าจะใช้โอกาสทองนั้นให้เป็นประโยชน์ หยุดวงจรอุบาทว์แล้วจัดวางระบบเสียใหม่ให้ดีกว่าเดิม สร้างเกียรติประวัติประดับไว้ในโลกาตราบนานเท่านาน แต่วัดปากน้ำกลับเล่นเกมเดิมๆ ใช้วิธีการเดิมๆ เหมือนวัดอื่นๆ ที่เคยเป็นมา แล้วถามว่า แล้วจะมาเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และเจ้าคณะใหญ่หนเหนือไปทำไม ในเมื่อมันไม่มีอะไรใหม่อยู่แล้ว เป็นหรือไม่เป็นมันก็ค่าเท่ากัน !

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม
20 เมษายน 2558


 

เปิดหนังสือเจ้าคุณเสนาะเปิดเกมสู้ !

ตีสำนวน สตง. กลับไปให้ พศ. รับผิดชอบ

ในฐานะผู้ร่วมดำเนินการด้านงบประมาณ

 

อา..งานนี้ ที่ใครๆ เคยคาดคิดว่า "เจ้าคุณเสนาะคงจะลาสิกขา" หลังจากลาออกจากเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เพื่อให้เรื่องจบ และเมื่อนั้นสมณศักดิ์ "รองสมเด็จพระราชาคณะก็จะว่าง" ก็คงฝันค้างกันเป็นแถวๆ เพราะงานนี้ เสนาะนอกจากจะไม่ยอมถอยแล้ว ยังปักหลักสู้บ่ยั่น ยิ่งกว่าค่ายบางระจัน กะว่าถ้าตัวเองอยู่ไม่ได้ก็ต้องไม่ตายเดี่ยว อย่างน้อย "ผอ.สำนักพุทธฯ" ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันคนละครึ่ง ในฐานะผู้เบิกจ่ายงบประมาณ รู้เห็นทุกขั้นตอน ข้อหาง่ายที่สุดก็คือ "บกพร่องต่อหน้าที่" สามารถฟ้องเป็นคดีความให้ติดร่างแหด้วยกันได้ ที่สำคัญก็คือ สามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงต่อศาลได้ ดูต่อไปอย่ากะพริบตา เพราะลงว่า ถ้าถึงขั้นเจ้าคุณเสนาะลงทุนจ้างทนายมาแก้ต่างให้ ก็ต้องไม่ธรรมดาแล้วล่ะ คดีนี้มี "พัดยศรองสมเด็จ" เป็นเดิมพัน รายจ่ายมันจึงต้องสูงลิบลิ่ว ระดับยอดภูเขาทองโน่นเชียวฮ่ะ !

 




อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม
23 เมษายน 2558


 

ค้านยกพระธาตุศรีสองรักเป็นวัด !

ชาวด่านซ้ายรวมพลนับพัน

ยืนยันเสียงเดียว..ไม่อาววว !

 

 

 

ชาวบ้าน อ.ด่านซ้าย กว่า 500 คนแห่ค้าน ยก 'พระธาตุศรีสองรัก' เป็นวัด

ชาวบ้านครึ่งพันแห่คัดค้าน รังวัดที่ดิน 'พระธาตุศรีสองรัก' เพื่อเปลี่ยนจากโบราณสถานเป็นวัด ด้านเจ้าหน้าที่ถอนกำลัง พร้อมหารือ เพื่อเข้ารังวัดอีกครั้ง 14 ก.ค.นี้ ...

เมื่อวันที่ 23 เม.ย.58 ณ ลานพระธาตุศรีสองรัก อ.ด่านซ้าย จ.เลย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร พร้อมด้วยสำนักพุทธ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเข้ารังวัดที่ดินโดยรอบพระธาตุศรีสองรัก มีกลุ่มชาวบ้าน อ.ด่านซ้าย คณะผู้เลื่อมใสศรัทธา ลูกผึ้งลูกเทียนพระธาตุศรีสองรัก จำนวน 500 คน นำโดยนายถาวร เชื้อบุญมี (เจ้าพ่อกวน คนที่ 7) ชุมนุมคัดค้านการรังวัดที่ดิน และออกเอกสารสิทธิที่ดินพระธาตุศรีสองรัก เนื่องจากไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงสถานะของพระธาตุศรีสองรัก ให้เป็นวัดตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ด่านซ้าย และอาสาจำนวนหนึ่ง คอยดูแลความสงบเรียบร้อย แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถทำการรังวัดได้ โดยจะได้กลับไปหารือ และมารังวัดที่ดินอีกครั้ง ในวันที่ 14 ก.ค.58

เหตุดังกล่าวสืบเนื่องจาก สำนักพุทธศาสนา จ.เลย โดยวัดโพนชัย ได้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดเลย สาขาด่านซ้าย ขอให้มีการรังวัดที่ดินบริเวณที่ตั้งพระธาตุศรีสองรัก เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะที่ดินสาธารณประโยชน์ ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ให้มีสถานะเป็นวัดตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ โดยกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียน พระธาตุศรีสองรัก เป็นโบราณสถานแล้วเมื่อปี 2478 และ 2525 จนมาเมื่อวันที่ 21 เม.ย.58 ทางคณะลูกผึ้งลูกเทียนได้ยื่นหนังสือคัดค้านการรังวัดที่ดินรอบพระธาตุศรีสองรัก
 ต่อ นายจตุรศักดิ์ โกมลวิภาค นายอำเภอด่านซ้าย พร้อมรายชื่อจำนวนกว่า 2,000 คน คัดค้านพระธาตุศรีสองรักให้เป็นวัดตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ โดยมูลนิธิพระธาตุศรีสองรัก จดทะเบียนเมื่อ 2537 มีกรรมการ 15 คน ปัจจุบันมี นายถาวร เชื้อบุญมี (เจ้าพ่อกวน คนที่ 7) มีรายได้หลักจากเงินบริจาค 

นอกจากนี้ ยังมีการทำหนังสือไปถึงศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเลย ถึงนายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผวจ.เลย ว่า ควรระงับการรังวัด ที่ดินพระธาตุศรีสองรัก โดยไม่ประสงค์ให้มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากพระธาตุศรีสองรักได้ถูกกำหนดให้เป็นอนุสรณ์สถาน ในพระราชพิธีเจริญไมตรี ระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยสมัยอยุธยา และพระมหากษัตริย์ประเทศลาวสมัยล้านช้าง และการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

 


เปิดประเด็น "รู้น้อยรู้มาก" เรื่องพระธาตุศรีสองรัก

โดย ศรีศักร วัลลิโภดม

 

เมื่อสมัยที่คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ยังมีชีวิตอยู่ มักพูดให้ฟังบ่อยๆ ว่า กลัวคนที่รู้อะไรน้อย แต่ทำเป็นรู้มาก เพราะอาจทำอะไรให้เสียหายได้มากกว่า คนที่ไม่รู้แต่บอกว่ารู้ บ้านเมืองไทยที่วุ่นวายในเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมในทุกวันนี้ ก็เนื่องมาจากคนที่รู้น้อยแล้วทำตัวว่ารู้มากนี่แหละ

ขณะนี้ ข้าพเจ้ากำลังเป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้นในเรื่องที่เกี่ยวกับพระธาตุศรีสองรัก เหตุที่รู้น้อยก็เพราะมีความทรนงว่า เรื่องของพระมหาธาตุเจดีย์ในสยามประเทศนั้น ตัวเป็นคนที่รู้ดีผู้หนึ่ง เลยทำให้เกิดความเข้าใจว่า พระธาตุศรีสองรักนั้นก็เหมือนพระมหาธาตุเจดีย์องค์อื่นๆ อันเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า เพราะเป็นสิ่งที่พระมหากษัตริย์ไทยและลาวแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาทรงสร้างขึ้น เพื่อแสดงความเป็นไมตรีต่อกัน ในพื้นที่อันเป็นเขตชนแดนระหว่างกรุงศรีอยุธยากับกรุงศรีสัตนาคนหุต พระธาตุเจดีย์ศรีสองรักจึงนับเป็นวัดในพุทธศาสนาตลอดมา

วัดพระธาตุศรีสองรักไม่เหมือนวัดมหาธาตุตามเมืองสำคัญๆ หรือวัดที่มีพระบรมธาตุเจดีย์อื่นๆ ในทุกวันนี้ที่ล้วนเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อยู่ โดยมีเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสอยู่ในบริเวณวัดเดียวกัน หากเป็นวัดที่มีแต่เพียงพุทธาวาสจึงไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา

วัดประเภทนี้เป็นวัดแบบโบราณที่พบทั้งในเมืองและนอกเมือง อย่างเช่นวัดมหาธาตุของพระนครศรีอยุธยา วัดมหาธาตุของเมืองสุโขทัยและกำแพงเพชรนั้น ล้วนแต่ไม่มีร่องรอยว่ามีพระอยู่ทั้งสิ้น หรือที่โดดเด่นที่พระมหาธาตุนครศรีธรรมราช และพระมหาธาตุหริภุญชัยที่ลำพูนนั้น มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าไม่มีพระสงฆ์อยู่ แต่จะมีคณะสงฆ์สี่คณะที่อยู่ห่างออกไปเฝ้าดูแล หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ วัดที่เป็นส่วนสังฆาวาสนั้นอยู่แยกออกไปต่างหาก

ปัจจุบันประเพณีที่วัดพุทธาวาสแยกกันอยู่ตามลำพังยังมีอยู่มากมายในประเทศพม่า ถ้าใครไปจะเห็นได้ว่า พม่าเต็มไปด้วยพระเจดีย์นับหมื่นๆ องค์ ซึ่งก็ล้วนเป็นวัดแบบพุทธาวาสทั้งสิ้นโดยไม่มีพระสงฆ์อยู่

เมื่อแรกรู้จักพระธาตุศรีสองรักนั้น ข้าพเจ้าเหมาเอาว่าเป็นพระบรมธาตุเจดีย์ที่มีการบรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า เป็นพุทธาวาสที่ไม่มีพระสงฆ์อยู่ แต่วัดสังฆาวาสที่ดูแลพระมหาธาตุเจดีย์นั้นอยู่ที่วัดโพนชัยที่อยู่ห่างพระธาตุเจดีย์ออกมา ก็เท่ากับวัดโพนชัยคือคณะสงฆ์ที่รักษาพระบรมธาตุนั้นเอง

แต่สิ่งที่ปฏิบัติกันอยู่ในสังคมของคนด่านซ้ายในทุกวันนี้ วัดโพนชัยและคณะสงฆ์ดูไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับวัดพระธาตุศรีสองรักเท่าใด ในทำนองตรงข้าม วัดพระธาตุศรีสองรักกลับอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดของเจ้าพ่อกวนเจ้า แม่นาง เทียม พ่อแสน และนางแต่ง ในลัทธิประเพณีผีบ้านและผีเมืองมากกว่า ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่า มีศาลาของเจ้าพ่อกวนและเจ้าแม่นางเทียมอยู่ในเขตวัด และมีพ่อแสนทำหน้าที่เป็นคนดูแล อีกทั้งพระธาตุเจดีย์ก็มีความสัมพันธ์กับกับหอผีใหญ่ประจำเมืองสองแห่ง คือ หอน้อยและหอหลวง คนที่มาจากภายนอกหารู้และเข้าใจในเรื่องความสำคัญของเจ้าพ่อกวนและเจ้าแม่นางเทียมตลอดจนประเพณีพิธีกรรมในการถือผีกับพระธาตุศรีสองรักไม่ มักเข้าไปกราบไหว้พระธาตุเจดีย์และทำบุญเสี่ยงทายกันแบบที่ทำกับวัดอื่นๆ ในทุกวันนี้

ภายใต้การจัดการของเจ้าพ่อกวนและพ่อแสนนางเทียม วัดพระธาตุศรีสองรักกำหนดให้ทุกคนที่ขึ้นไปต้องระมัดระวังในเรื่องเขตศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีอะไรรุงรังในเรื่องการขอบริจาคแจกวัตถุมงคลและการโฆษณาไหว้ไหว้พระปิดทองรดน้ำมนต์กันแบบวัดเป็นจำนวนมากในทุกวันนี้ ผู้ที่มาประกอบพิธีแก้บนและถวายของอะไรต่างๆ นั้นจะทำอะไรตามลำพังไม่ได้ ต้องผ่านการดูแลและการจัดการอย่างมีระบบและถูกประเพณีโดยเจ้าพ่อกวนและพ่อแสนทั้งสิ้น ข้าพเจ้าไม่แปลกใจอะไรในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อในเรื่องความเชื่อในเรื่องพุทธและผีที่อยู่ร่วมกัน เพราะที่ไหนๆ ก็เป็นเช่นนี้ โดยเฉพาะที่พม่าก็เช่นกัน เพราะผีได้ถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งภายใต้ร่มเงาของพุทธศาสนาเสมอ

แต่ความโดดเด่นของคนด่านซ้ายและพระธาตุศรีสองรักนี้ ก็คือทางฝ่ายความเชื่อในเรื่องผี เข้ามามีบทบาทในการจัดการในพุทธาวาสมากกว่าทางพระสงฆ์  ซึ่งก็เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าสนใจใคร่รู้และใคร่ถาม  ทำให้แลเห็นโครงสร้างทั้งกายภาพและพฤติกรรมในเรื่องประเพณีและศาสนาของคนด่านซ้าย ที่มีความแตกต่างไปจากความเป็นอยู่ในชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่นอื่นๆ

คนด่านซ้ายแม้ว่าจะแก่ผีแต่ก็ไม่ทิ้งพุทธ ทั้งผีและพุทธอยู่ร่วมกันได้อย่างมีกาละเทศะ ที่สามารถสร้างความมั่นคงทั้งด้านจิตใจและสังคมให้แก่คนด่านซ้าย คนด่านซ้ายคือคนที่เคลื่อนย้ายมาจากถิ่นต่างๆ โดยเฉพาะจากทางหลวงพระบาง มาตามลำน้ำโขงแล้วขึ้นมาตามลำน้ำเหืองที่เป็นสาขา แล้วเข้ามาตั้งถิ่นฐานตามสองฝั่งลำน้ำหมันอันเป็นต้นน้ำสายหนึ่งของลำน้ำเหือง สองฝั่งลำน้ำหมันเป็นที่ราบที่มีเทือกเขาขนาบทั้งสองด้าน ต้นน้ำหมันมาจากเทือกเขาที่มีสันปันน้ำระหว่างลำน้ำป่าสัก ลำน้ำแควน้อย และลำน้ำหมัน คนโบราณให้ความศักดิ์สิทธิ์แก่บริเวณต้นน้ำเป็นอย่างยิ่ง จึงได้กำหนดเอาเขาดินลูกหนึ่งที่อยู่ในบริเวณต้นน้ำหมันและมีลำน้ำหมันไหลโอบล้อมให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ บริเวณนี้คือที่ตั้งของพระธาตุศรีสองรักได้ถูกกำหนดเป็นอนุสรณ์สถาน ในพระราชพิธีเจริญไมตรีระหว่างอยุธยาและล้านช้าง ในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 22

นอกจากเป็นตำแหน่งที่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว บริเวณต้นน้ำหมันในตอนนี้ยังเป็นศูนย์กลางของเส้นทางคมนาคมที่ติดต่อระหว่างหลวงพระบาง นครไทย พิษณุโลก และเมืองอื่นๆ ในเขตแคว้นสุโขทัย บ้านเมืองทางเพชรบูรณ์ในลุ่มน้ำป่าสัก รวมไปถึงบ้านเมืองทางลุ่มน้ำโขง เช่น ที่ผ่านอำเภอวังสะพุงไปยังอุดรธานีและขอนแก่น ในภาคอีสานเป็นต้น ความสำคัญของการเป็นศูนย์กลางเส้นทางคมนาคมดังกล่าว จึงได้ทำให้บริเวณต้นน้ำหมันแห่งนี้ กลายเป็นเมืองด่านและศูนย์กลางของบรรดาชุมชนบ้านและเมืองเล็กๆ ที่อยู่สองฝั่งน้ำหมันแต่ต้นน้ำไปจนสบกับลำน้ำเหืองในเขตแดนประเทศลาวปัจจุบัน

ลำน้ำหมันเป็นหุบเขาเล็กๆ ที่เป็นตัวอย่างของกระบวนการสร้างบ้านแปงเมืองในอดีต คือ ผู้คนจากถิ่นต่างๆ เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนบ้านตามสองฝั่งน้ำก่อน แล้วเมื่อมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม กันดีแล้ว จึงเกิดชุมชนเมืองที่เป็นศูนย์กลางขึ้นมา คือ เมืองด่านซ้าย ปัจจุบันมีชุมชนที่ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำเดียวกันถึง 7 แห่ง แต่ละแห่งมีความสัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม จนทำให้คนในแต่ละชุมชนรู้จักกันหมด อีกทั้งมีสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ร่วมกัน เช่น แต่ละชุมชนทั้งในระดับบ้านและเมืองต่างก็มีทั้งวัดและหอผีเหมือนกัน โดยแต่ละชุมชนจะมีผู้นำทางความเชื่อและพิธีกรรมที่เรียกว่า พ่อกวน และคณะที่รวมตัวกันเป็นทั้งองค์กรและสถาบันดูแลในเรื่องความเชื่อและประเพณีพิธีกรรม โดยเฉพาะที่ด่านซ้ายที่เป็นเมืองนั้น พ่อกวนถูกยกขึ้นเป็นเจ้าพ่อที่มีผู้คนเคารพกราบไหว้และเชื่อฟัง ดูเหมือนจะมีบารมีมากกว่าหัวหน้าฝ่ายทางราชการ เช่น นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด และแม้แต่ขุนนางสงฆ์ในวัดต่างๆ บรรดาประเพณีพิธีกรรมของผู้คนในทุกชุมชนในท้องถิ่นด่านซ้ายหรืออีกนัยหนึ่งลุ่มน้ำหมันนั้นมีทั้งพุทธและผีไปด้วยกัน โดยเฉพาะที่พระธาตุศรีสองรัก การจัดการและอำนาจในการดูแลสถานที่ในประเพณีและความเชื่อของผู้คนท้องถิ่นอยู่ที่ "เจ้าพ่อกวน" ที่มีหน้าที่ดูแลทั้งพิธีกรรมที่เกี่ยวกับพุทธและผี

สำหรับคนท้องถิ่นที่เป็นชาวด่านซ้ายและผู้ที่อยู่ใกล้เคียง พระธาตุศรีสองรัก คือแหล่งที่คนมากราบไหว้และทำพิธีแก้บนที่ต้องผ่านการจัดการของเจ้าพ่อกวนและคณะทั้งเรื่องของพุทธและผี ถ้าเป็นพุทธก็จะจัดให้มีการทำต้นผึ้งไปถวายพระธาตุ โดยมีพ่อแสนนำไปตั้งไว้ในบริเวณรอบพระเจดีย์ แต่ถ้าเป็นเรื่องของผีก็จะทำการฆ่าควาย ฆ่าหมู และเครื่องสุราบานไปทำประกอบพิธีกรรมให้ จึงเป็นเหตุให้บริเวณพระธาตุศรีสองรักเป็นพื้นที่มีระเบียบแบบแผน ในยามที่ผู้คนไปไหว้ก็ไม่พลุกพล่านเหมือนวัดอื่นๆ ที่มีการตกแต่งจนเกินธรรมชาติที่ระคนไปด้วยคนหลายกลุ่มเข้าไปขายดอกไม้ธูปเทียนทอง โฆษณาวัตถุมงคลและเรี่ยไรเงินทองเพื่อสินค้าบุญกันต่างๆ นานา

เรื่องของการไหว้พระธาตุศรีสองรักนี้ ทำให้ข้าพเจ้าเคยเข้าใจผิดอันเนื่องมาจากการรู้น้อยรู้มากของตนเอง คือเชื่อว่าพระธาตุองค์นี้คือพระสถูปเจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุพระพุทธเจ้า เพราะการสร้างพระธาตุเจดีย์โดยพระมหากษัตริย์อย่างที่มีพงศาวดารและจารึกระบุไว้นั้น น่าจะมีการบรรจุพระบรมธาตุไว้ด้วย จำได้ว่าเมื่อครั้งได้สัมภาษณ์เจ้าพ่อกวนนั้น ท่านบอกว่าพระธาตุศรีสองรักไม่มีพระบรมธาตุจึงไม่ควรเรียกพระบรมธาตุเจดีย์ แต่ข้าพเจ้าไม่ใส่ใจเพราะไปคิดถึงประเพณีจากความเป็นจริงในที่อื่น หาได้ให้ความสำคัญในเรื่องความเชื่อและประเพณีพิธีกรรมของผู้คนในท้องถิ่นไม่

จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวความขัดแย้งเกิดขึ้นในเรื่องพระธาตุองค์นี้ คือมีผู้กล่าวหาว่า บริเวณพระธาตุศรีสองรักษ์ถูกยึดครองโดยกลุ่มผลประโยชน์ที่มีเจ้าพ่อกวนเป็นหัวหน้า มีการนำเอารายได้จากคนมาทำบุญไปใช้ในทางที่ผิด อีกทั้งทำให้พื้นที่ซึ่งเป็นพุทธสถานมัวหมองไปด้วยความเชื่อถือผีที่ผิดๆ โดยเฉพาะระบุว่าแต่ก่อนเคยเป็นที่มีพระสงฆ์อยู่ จึงควรที่ทางคณะชุมชนสงฆ์และทางราชการได้เข้าไปตรวจสอบและจัดระเบียบเสียใหม่ แต่ความขัดแย้งที่ว่านี้ ผู้นำและคนในท้องถิ่นด่านซ้ายพากันรวมตัวออกมาโต้แย้งและให้การสนับสนุนเจ้าพ่อกวน โดยยืนยันว่าเจ้าพ่อกวนและองค์กรเป็นผู้ที่ดูแลพระธาตุมาแต่โบราณ เป็นประเพณีที่จะไปเพิกถอนไม่ได้ ถ้าหากทางราชการและขุนนางสงฆ์ไปทำขึ้น อาจทำให้เกิดสิ่งอัปมงคลแก่คนด่านซ้ายได้

ข้อขัดแย้งดังกล่าวนี้เลยทำให้ข้าพเจ้าได้สติว่า จะต้องมองอย่างไรจึงจะเหมาะสม เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาจากความเข้าใจในเรื่องความเชื่อทางศาสนาที่ต่างกัน คือ ฝ่ายหนึ่งที่เป็นทางราชการขุนนางสงฆ์และบุคคลจากภายนอก มักมองพุทธศาสนาไปในทางความถูกต้องทางปรัชญาที่เป็นเรื่องของขาวและดำ ซึ่งเป็นเรื่องอุดมคติที่เป็นภาพนิ่ง ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งคือผู้คนในท้องถิ่นที่ส่วนใหญ่จะไม่มานั่งคิดหรือแยกแยะว่าอะไรเป็นเรื่องจริงทางวิทยาศาสตร์หรืออะไรเป็นปรัชญา ที่แยกออกได้เป็นขาวและดำ แต่พวกนี้มีศาสนาและความเชื่อเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิต โดยแสดงออกให้เห็นในการประกอบประเพณีพิธีกรรม ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่าทำไมถึงคิดเช่นนั้นและทำเช่นนั้น เพราะฉะนั้น ความเชื่อทางศาสนาจึงเป็นสิ่งที่ไม่หยุดนิ่งอีกทั้งไม่เป็นขาวดำชนิดที่อะไรคือพุทธอะไรคือผี แต่จะมีการปรับเปลี่ยนไปตามกาละและเทศะที่สัมพันธ์กับผู้คนในท้องถิ่นตลอดเวลา

นับเป็นเรื่องของศาสนาและความเชื่อที่สัมพันธ์กับบริบททางสังคมโดยแท้ ข้าพเจ้าได้รับการศึกษาอบรมมาในวิชามานุษยวิทยา ที่เน้นความสำคัญของศาสนากับสังคม มากกว่าการมองศาสนาลักษณะที่เป็นปรัชญาซึ่งหยุดนิ่ง แต่ถ้ามองศาสนากับสังคมก็จะแลเห็นคนและความเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงทำให้เกิดความเข้าใจชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนเหล่านั้นได้ดี และแลเห็นว่าคนเหล่านั้นแตกต่างกับคนในกลุ่มของเราอย่างไร รวมทั้งทำให้เกิดความเข้าใจว่า ทำไมคนแต่ละกลุ่มจึงแตกต่างกัน ความรู้ที่ได้เล่าเรียนมาในวิชานี้ จึงเท่ากับเตือนสติ ให้ข้าพเจ้าต้องหยุดมองและหยุดคิดในเรื่องการหาข้อเท็จจริงว่ามีพระบรมธาตุในพระธาตุศรีสองรักหรือเปล่า ต้องกลับหันมาจำนนต่อความเชื่อและการปฏิบัติของคนด่านซ้ายในด้านประเพณีพิธีกรรมที่มีทั้งพุทธและผีร่วมกัน เพราะสิ่งนี้คือสิ่งที่ทำให้คนด่านซ้ายดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันมาอย่างราบรื่นเป็นเวลาหลายร้อยปี อาจพูดได้ว่านับแต่มีการสร้างพระธาตุขึ้นมาก็ว่าได้

ในทุกวันนี้ คนด่านซ้ายกำลังเผชิญภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจสังคมที่มีผลมาจากวิธีคิดของคนที่อยู่นอกสังคมด่านซ้ายที่ล้วนมองระบบศาสนา ความเชื่อ และประเพณีพิธีกรรมของคนด่านซ้ายว่าไม่ดีงามและล้าหลัง

คนจากภายนอกดังกล่าวนี้ อาจจำแนกได้เป็นสองประเภท ประเภทแรกคือ พวกขุนนางพ่อค้า และประเภทหลังคือขุนนางพระ คนทั้งสองประเภทนี้อยู่ในโครงสร้างทางอำนาจของรัฐที่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่นได้ทั่วทั้งประเทศ มักอ้างอำนาจรัฐความเป็นคนไทยและความถูกต้องทางพุทธศาสนาไปปรับเปลี่ยนอะไรต่ออะไรในท้องถิ่นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเห็นได้อย่างต่อเนื่องในกรณีพระธาตุศรีสองรักและสังคมด่านซ้าย เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมในที่นี้ จะยกเรื่องงานประเพณีผีตาโขน ที่มีงานให้นักท่องเที่ยวแห่กันไปดูได้ทุกปีมาวิเคราะห์และวิพากษ์ไว้ ณ ที่นี้

ประเพณีแห่ผีตาโขนคือสิ่งที่คนนอกสังคมชาวด่านซ้ายรับรู้จากการโฆษณาทางทีวี หนังสือ และสื่อโดยทั่วไปที่ผลักดัน ททท. และขุนนางข้าราชการของรัฐประจำจังหวัด ทำให้มีความอยากที่จะไปเที่ยวกันอย่างสนุกสนาน โดยมุ่งหวังว่าจะเป็นเหตุให้เกิดรายได้ทางเศรษฐกิจ ภาพพจน์ของผีตาโขนจึงกลายเป็นประเพณีสนุกสนานที่แปลกๆ น่าทึ่ง น่าสนใจแก่คนทั่วไป แต่ถ้าหากไปสัมผัสกับคนด่านซ้ายซึ่งเป็นคนภายในท้องถิ่นเอง ว่าเขาเห็นเป็นเช่นนี้หรือไม่ ก็จะได้คำตอบว่า การเล่นผีตาโขนนั้น หาได้เป็นทั้งหมดของประเพณีและพิธีกรรมในระบบความเชื่อท้องถิ่นไม่ ประเพณีผีตาโขนเป็นส่วนหนึ่งในพิธีกรรมและงานเทศกาลทางพระพุทธศาสนา คือ ประเพณีเทศน์มหาชาติหรือที่เรียกโดยชาวบ้านชาวเมืองทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า บุญพระเวส เป็นประเพณีที่กระตุ้นให้คนที่นับถือพุทธศาสนานึกถึงการให้ทาน อันเป็นธรรมะที่สำคัญในการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนของมนุษย์ การเทศน์มหาชาติของคนด่านซ้ายก็เหมือนกันกับที่อื่นๆ ที่เป็นสิ่งระคนไประหว่างการอบรมคุณธรรมทางศาสนากับการสนุกสนานรื่นเริงตามฤดูกาลที่กำหนด การเล่นผีตาโขนคือสิ่งหนึ่งในประเพณีบุญพระเวสที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่คนด่านซ้ายคิดขึ้นมาเพื่อความสนุกสนาน โดยมีคำอธิบายว่า ผีตาโขน คือบรรดาผีป่าผีร้ายทั้งหลาย ที่ทิ้งความชั่วร้ายมานับถือพุทธศาสนาและตามพระเวสสันดรมายังนครสีพี

งานบุญพระเวสที่ด่านซ้าย โดยประเพณีเริ่มจากกการเชิญพระอุปคุต ซึ่งเป็นก้อนหินสมมติก้อนหนึ่งในลำน้ำหมัน โดยพ่อแสนที่เป็นคนของเจ้าพ่อกวน ต่อจากนั้นทั้งเจ้าพ่อกวนและเจ้าแม่นางเทียมและบริวารรวมทั้งผู้คนทุกเพศทุกวัยในด่านซ้ายก็จะพากันแห่พระอุปคุตเป็นขบวนที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยเด็กผู้ชายจะสวมหน้ากากผีตาโขนร่วมไปด้วย พร้อมกันนั้นก็มีการละเล่นแสดงอวัยวะสืบพันธุ์อันเป็นสัญลักษณ์ของพิธีกรรมแห่งความอุดมสมบูรณ์ เป็นส่วนหนึ่งในขบวนแห่ ขบวนจะแห่จากลำน้ำหมันไปยังพื้นที่ส่วนต่างๆ ของเมืองแล้วไปสิ้นสุดที่วัดโพนชัย อันเป็นสถานที่เพื่อการเทศน์หาชาติโดยทางวัดและพระสงฆ์

บุญพระเวสและการแห่แหนที่มีผีตาโขนร่วมอยู่ด้วยนั้น ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับพระธาตุศรีสองรัก แต่เกี่ยวกับประเพณีทางพุทธที่วัดโพนชัย ขบวนแห่สิ้นสุดลงเมื่อนำพระอุปคุตเข้าวัดและการเทศน์มหาชาติก็เริ่มขึ้น โดยประเพณีคนด่านซ้ายจะนำเอาหน้ากากผีตาโขนทิ้งลอยในลำน้ำหมัน เพื่อลอยความชั่วร้ายที่มากับผีตาโขนให้หมดสิ้นไป นับเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่แสดงการกลับใจของผีตาโขนอันเป็นคนชั่วร้ายให้กลายมาเป็นคนในพระพุทธศาสนา แต่ที่สำคัญงานประเพณีนี้ เจ้าพ่อกวนเป็นประมุขแค่แสดงออกให้เห็นถึงการเป็นคนในพระพุทธศาสนา ในเวลาเดียวกันเจ้าพ่อกวนคือคนที่ต้องถือศีลห้าและประพฤติตนอยู่ในธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงจะรักษาสถานภาพนั้นไว้ได้ เพราะคนด่านซ้ายนั้นต่างประเมินพฤติกรรมของเจ้าพ่อกวนและคณะด้วยประเพณีปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา

ประเพณีบุญพระเวสที่ชาวด่านซ้ายเรียกว่า บุญหลวง กับการเล่นผีตาโขนมีมาช้านาน แต่ในยุคพัฒนาทางเศรษฐกิจการเมืองของรัฐบาล ได้ถูกแทรกแซงโดยความคิดอุบาทว์ทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งดูเหมือนมีที่มาจาก ททท. และขุนนางทางราชการของรัฐ ความเป็นบุญพระเวสที่มีความหมายในการสอนธรรมะของการให้ทานแก่ผู้คนที่ต้องอยู่ร่วมกันในสังคม ก็หมดความสำคัญลง เพราะผู้คนทั้งภายนอกและภายในต่างก็พากันชื่นชมแต่เฉพาะการเล่นผีตาโขนแต่เพียงอย่างเดียว พอขบวนแห่เข้าวัดเพื่อให้มีการเทศน์มหาชาติ งานก็สิ้นสุดลง คนไม่สนใจจะฟังเทศน์ แต่จะนำเอาหน้ากากผีตาโขนกลับไปเป็นของที่ระลึก

แต่ว่าในขณะนี้ การเข้าแทรกแซงเพื่อเปลี่ยนแปลงประเพณีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนในสังคมด่านซ้ายให้เป็นรายได้และทุนทางเศรษฐกิจ ได้กำลังแพร่เข้าไปถึงบุคคลที่เป็นขุนนางพระ จึงมีการอ้างอิงทางรัฐและอำนาจสงฆ์เข้าจัดการกับพระธาตุศรีสองรัก ซึ่งเป็นพุทธาวาส แต่อยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าพ่อกวนและคณะ โดยพยายามอ้างความถูกต้องทางพุทธศาสนาให้สังคมมหาชนรับรู้ เพื่อที่จะเข้าไปจัดการดูแลแทนคณะบุคคลเดิมตามประเพณี ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงภาพที่จะเกิดขึ้นได้ทันที คือ พระธาตุศรีสองรักก็คงจะกลายมาเป็นเหมือนวัดมหาธาตุดังๆ ในหลายจังหวัด เช่น วัดมหาธาตุพิษณุโลกเป็นอาทิ คือ กลายเป็นวัดที่มีขุนนางพระที่มียศศักดิ์และความมั่งคั่งอยู่ บริเวณเขตศักดิ์สิทธิ์ก็จะระคนไปด้วยสิ่งสาธารณ์ที่เนื่องในการขายของบูชาและวัตถุมงคลนานาชนิดที่เต็มไปด้วยมลภาวะในเรื่องแสงและเสียง

ดังนั้น ในที่นี้เพื่อทำความเข้าใจกับคนที่บ้าคลั่งในเรื่องความถูกต้องในพุทธศาสนาและความเป็นคนไทยแบบกรุงเทพฯ ที่มีอยู่ในสำนึกของขุนนางพ่อค้าและขุนนางพระ ข้าพเจ้าใคร่เสนอให้รับทราบว่า พระธาตุเจดีย์ศรีสองรักนั้น ไม่มีพระบรมธาตุที่ผู้คนจะไปไหว้ไปกราบกันอย่างเช่นพระมหาธาตุเจดีย์ทั้งหลาย แต่เป็นวัดในทางพระพุทธศาสนาแบบที่ทางสุโขทัย ล้านนา และล้านช้างมีมาแต่อดีต ซึ่งผู้คนจะเรียกว่า อาราม เพราะความสำคัญจะอยู่ที่พระวิหารอันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ชาวบ้านชาวเมืองที่ไปไหว้พระธาตุศรีสองรักนั้น เขาไหว้พระที่วิหารแล้วแก้บนต้นผึ้งให้กับพระธาตุเจดีย์ พระอารามหรือวิหารของพระธาตุศรีสองรักนั้น นอกจากคนไปกราบไหว้พระพุทธรูปแล้วยังเป็นสถานที่ประกอบพิธีในการแก้บนสำหรับคนที่จะบวช คือผู้ที่เป็นนาคจะขึ้นไปกราบไหว้ก่อนที่ไปประกอบพิธีบวชในพระอุโบสถที่วัดโพนชัยหรือวัดอื่นๆ

พระธาตุศรีสองรักษ์ คือสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่า ทั้งความเชื่อในเรื่องพุทธและผีนั้น อยู่ด้วยช่วยกันในเรื่องความมั่นคงทางจิตใจและสังคมในกับคนด่านซ้ายอย่างยั่งยืนเสมอมา จึงหาควรที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นแหล่งพุทธพาณิชย์ไม่ ขุนนางพ่อค้าและขุนนางพระผู้ใดหวังจะทำลายมรดกทางวัฒนธรรมของคนด่านซ้ายดังกล่าวนี้ก็น่าที่จะโดนผีลงโทษและตกนรกอเวจีในทางพระพุทธศาสนาเป็นแน่แท้
 

 

ที่มา : ไทยรัฐ
24 เมษายน 2558


 

ร้องสอบงบพาพระไปอินเดีย !

ล็อกสเป็กหรือเปล่า โปร่งใสหรือไม่

ทำไมได้งานแค่คนกลุ่มเดียว ?

 




 

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา
23 เมษายน 2558


 

 

ล็อกคอพนม !

เจ้าคุณเสนาะให้ทนายจี้สำนักพุทธฯแจงงบวัดสระเกศ

ในฐานะเป็นต้นทางจ่ายเงิน

แถมเบิกเงินค่าพระไตรปิฎกคืนอีก 15.7 ล้าน

งานนี้ไม่มีฮั้ว เพราะเสนาะก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว

ตายเป็นตายฮ่ะ !

 

อา..เคยได้ยินไหม ที่เขาว่า "วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง" ซึ่งเคยมีการตั้งฉายา "กรรมการศาสนา" ว่า "กรมกินศาสนา" มาแล้วในยุคก่อน ถึงปัจจุบัน ก็ยังมีการตั้งข้อสงสัยว่า งบประมาณผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยอ้างโครงการต่างๆ นั้น มีการ "ฮั้ว" ระหว่างวัดกับเจ้าหน้าที่บางคน สั่งจ่ายกลับไปกลับมาบ้าง ชักหัวคิวบ้าง แบ่งเปอร์เซ็นต์บ้าง โดยเฉพาะงบเที่ยวอินเดียที่กำลังมาแรงนั้น ระวังเอาไว้ให้ดี เผลอๆ จะมี "ชั้นเทพ" บางรูปติดร่างแหด้วย ส่วนเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯและกรมการศาสนายิ่งไม่ต้องพูดถึง งบตั้งธนาคารพุทธฯ แค่ 3000 ล้านเอย งบตั้งกองทุนพระธรรมทูตสายต่างประเทศ แค่ไม่กี่สิบล้านเอย ขอมาหลายสิบปีไม่เคยมีให้ แต่งบงานศพเอย งบเที่ยวต่างประเทศ ที่มีการจ่ายเป็นรายหัวเอย เบิกกินกันเพลินปีละหลายร้อยล้าน งานแบบนี้ไงที่สำนักพุทธฯและกรมการศาสนาชอบ เพราะสามารถ "เบิก-จ่าย" ได้คล่อง ไม่ต้องมีปัญหา เพราะว่าเป็นเงินถวายวัดถวายพระ ส่วนใหญ่ไม่มีใครติดใจ เพิ่งจะมาเป็นเรื่องก็กรณีวัดสระเกศนี่แหละ ถ้าเจ้าคุณเสนาะไม่หาเรื่องเอง ก็คงไม่มีใครรู้เช่นกัน แต่วันนี้ เจ้าคุณเหนาะก็ต้องเอาตัวรอด เพราะไม่งั้นก็จะถูกดำเนินคดีคนเดียว ถ้าตั้งต้นเป็นผู้ต้องหาเมื่อไหร่ สมณศักดิ์รองสมเด็จฯก็จะหลุดลอยทันที นี่คือเดิมพันสุดท้ายที่เหลืออยู่ หากไม่สู้ก็เท่ากับ..ยอมตาย แต่ว่า ปัญหาการเงินมันพัวพันกันเหมือนบัญชีกองทุนหมู่บ้านนั่นแหละ เซ็นรับกันเป็นกลุ่ม ไล่ตั้งแต่สำนักพุทธฯยันวัดสระเกศ ดังนั้น จะเอาผิดเจ้าคุณเหนาะคนเดียวได้ไง มันต้องมีใคร "ร่วมรับผิดชอบ" ด้วย ก็กินด้วยกัน เรื่องอะไรจะตายคนเดียว อิอิ !

 

พนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักพุทธ : เจ้าคุณเสนาะ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

 

ทีมกฎหมายเจ้าคุณเสนาะจี้ ผอ.พศ. แจงงบฯงานศพสมเด็จเกี่ยว 67 ล้าน

วันที่ 22 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศุภภัทร์พจน์ นิติศศธร คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ได้ทำหนังสือเรื่องข้อเท็จจริงการเบิกจ่ายงบประมาณให้วัดสระเกศ และเรื่องการจัดส่งหนังสือพระไตรปิฎก ถึงนายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สอบถาม พศ.ในฐานะผู้เบิกจ่ายงบประมาณให้วัดสระเกศฯ และในฐานะผู้จัดทำ และส่งหนังสือพระไตรปิฎก ว่า

1.การเบิกจ่ายงบฯ 67,550,000 บาท ที่ให้วัดสระเกศฯ เป็นค่าใช้จ่ายจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ขัดต่อหลักเกณฑ์ กฎ ระเบียบ หรือมติคณะรัฐมนตรีใดหรือไม่ อย่างไร หากขัดต่อหลักเกณฑ์ ผู้ใดต้องรับผิดชอบอย่างไร

2.การจัดส่งหนังสือพระไตรปิฎกให้วัดสระเกศฯ 1,050 ชุด ครบถ้วนหรือไม่ อย่างไร หากไม่ครบถ้วน เหตุใดจึงขอเบิกเงินเต็ม 15,750,000 บาท และต้องคืนเงินหรือไม่ อย่างไร ขอให้ พศ.ชี้แจงต่อสำนักงานตรวจเงินเเผ่นดิน (สตง.) โดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่วัดสระเกศฯ และพระพรหมสุธี และให้ พศ.ชี้แจงพระพรหมสุธี และฝ่ายกฎหมายฯ ด้วย
 
นายพนมกล่าวว่า ได้มอบหมายให้นายชยพล พงษ์สีดา รองผู้อำนวยการ พศ.ศึกษาข้อมูลที่คณะทำงานฝ่ายกฎหมายฯ สอบถาม อย่างไรก็ตาม พศ.ได้ชี้แจงข้อมูลต่อ สตง.อย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง ได้รายงานให้วัดสระเกศฯ รับทราบอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง พศ.ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดย พศ.ได้ประสานการทำงานกับ สตง.และวัดสระเกศฯ ตลอด

 

ที่มา : มติชน
23 เมษายน 2558


 

 

ลักทรัพย์ 7.5 ล้าน !

ดีเอสไอแจ้งศุภชัยถึงในคุก

 

 

‘ศุภชัย’ โดนอีกข้อหาลักทรัพย์ 7.5 ล้าน ให้ จนท.คลองจั่น จ่ายเงินค่าดำเนินการ

22 เม.ย. 2558  พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 3 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)  กล่าวว่า  ได้เดินทางไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จำกัด ในข้อหาลักทรัพย์ สืบเนื่องจากเดิมที่แจ้งข้อหายักยอกทรัพย์ไว้ โดยพนักงานสอบสวนตรวจสอบเอกสารพบว่าเมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2556 นายศุภชัยสั่งเจ้าหน้าที่ให้จ่ายเงินอ้างว่าเป็นค่าดำเนินการในการทำธุรกรรมทางการเงินรวม 2 ครั้งในวันเดียว เป็นเงิน 7.5 ล้านบาท

"ทั้งที่ในช่วงดังกล่าวนายทะเบียนไม่ได้รับรองฐานะการเป็นประธานของนายศุภชัย การสั่งจ่ายเงินดังกล่าวจึงเข้าข่ายฐานลักทรัพย์ เบื้องต้นนายศุภชัยให้การปฏิเสธและไม่ขอให้การในชั้นสอบสวน อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 24 เม.ย.นี้ จะมีการประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ซึ่งตนจะเสนอให้ที่ประชุมมีมติสั่งฟ้องคดีดังกล่าว โดยคาดว่าจะสามารถสรุปสำนวนสั่งฟ้องได้ในต้นเดือน พ.ค. นี้" ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 3 กล่าว

 

ที่มา : คมชัดลึก
23 เมษายน 2558


 

ไล่พระอาเสี่ย !

ชาวบ้านฮือไล่เจ้าอาวาสวัดนางพญา-นครศรี

ไม่อยู่วัด ไม่ออกบิณฑบาต ขาดการติดต่อญาติโยม

มีอพาร์ตเม้นท์-ทาวน์เฮาส์ส่วนตัว ฯลฯ

 

รวยมากก็สึกออกไปเลยหลวงเพ่ !

 

 

ฮือขับไล่ เจ้าอาวาสวัดนางพระยา แฉสุดทนพฤติกรรมไม่โปร่งใส

ชาวบ้านรวมตัวปิดวัด ลุกฮือขับไล่ เจ้าอาวาสวัดนางพระยา นครศรีธรรมราช วัดต้นกำเนิดสร้างวัตถุมงคล "จตุคาม-รามเทพ" พร้อมแฉพฤติกรรมไม่โปร่งใส โยกย้ายเงินวัดให้ญาติ ทั้งสร้างอพาร์ตเมนต์ ทาวน์เฮาส์ สร้างรูปปั้นพ่อ-แม่ตัวเอง...

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 เม.ย. 58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีชาวบ้านจาก ต.ปากนคร ต.ท่าไร่ และจากในตัวเมืองนครศรีธรรมราช เดินทางไปรวมตัวกันในวัดนางพระยา หมู่ 3 ต.ปากนคร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อประท้วงขับไล่ พระครูสันติพัฒนากร (สงบ จิตรปัญโญ) เจ้าอาวาสวัดนางพระยา โดยกล่าวหาว่า มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการวัด จึงไม่สามารถตรวจสอบเงินทอง และทรัพย์สินของวัดได้ ไม่รับกิจนิมนต์ ไม่บิณฑบาต ไม่ประกอบกิจของสงฆ์ใดๆ จะออกจากวัดในเวลาประมาณ 09.00 น. ทุกวัน และจะกลับเข้าวัดในตอนเย็นหรือค่ำ บางครั้งก็กลับดึกเกือบเที่ยงคืน

นางพรทิพย์ สิทธิศักดิ์ ชาว ต.ปากนคร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า วัดนางพระยาเป็นวัดเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับพระเจ้าตากสิน และเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ภายในวัดมีศาลเจ้าแม่นางพระยา เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่วัด เป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนอย่างกว้างขวาง และยังเป็นต้นกำเนิดของการจัดสร้างวัตถุมงคล "จตุคาม-รามเทพ" ที่โด่งดังทั่วโลกในช่วงระหว่างปี 2545-2551 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่พระครูสันติพัฒนากร เป็นเจ้าอาวาสไม่เคยปฏิบัติกิจของสงฆ์ นอกจากไม่รับกิจนิมนต์ ไม่ออกบิณฑบาต แต่จะออกจากวัดทุกวัน และกลับวัดอีกครั้งช่วงเย็นบางครั้งก็ช่วงดึก ภายในวัดมีพระภิกษุอยู่แค่ 2 รูป เพราะเจ้าอาวาสจะไม่จัดให้มีการบวช และไม่อนุญาตให้พระภิกษุ-สามเณรมาจำพรรษาที่วัด ไม่เคยจัดกิจกรรมวันสำคัญทางศาสนา หรืองานที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณีไทยเลย หน่วยงานในพื้นที่และชาวบ้านจะจัดกิจกรรมใดๆ ในวัด เจ้าอาวาสก็ไม่อนุญาตให้จัด แม้แต่ชาวบ้านมาจุดประทัดแก้บนเจ้าแม่นางพระยาเจ้าอาวาสก็ไม่ยอมให้จุดประทัด

"ชาวบ้านสุดที่จะทนกับพฤติกรรมของเจ้าอาวาส โดยเฉพาะเรื่องเงินและทรัพย์สินของวัด ไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะท่านเจ้าอาวาสไม่เคยแต่งตั้งคณะกรรมการวัด ดำเนินการในวัดโดยอำนาจของตนแต่เพียงผู้เดียว ล่าสุดชาวบ้านทราบว่าท่านได้นำเงินและทรัพย์สินของวัดหลาย 10 ล้านบาท ไปให้ญาติสร้างอพาร์ตเมนต์ ทาวน์เฮาส์ ในท้องที่ อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช บ้านเกิดของท่าน และยังจัดสร้างรูปเหมือนบิดา-มารดาของท่านมูลค่า 4-5 ล้านบาท ใน อ.เชียรใหญ่ ด้วย" นางพรทิพย์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านที่รวมตัวประท้วงเรียกร้องให้เจ้าอาวาสออกมาชี้แจงเรื่องการใช้จ่ายเงินของวัดทั้งหมด โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองเดินทางเข้าพบเจ้าอาวาสในกุฏิ และขอให้ออกมาพบชี้แจงข้อสงสัยกับชาวบ้าน แต่เจ้าอาวาสไม่ยอมออกมาพบหรือชี้แจง ชาวบ้านจึงนำเต็นท์ขนาดใหญ่มากาง ตั้งด้านหน้ากุฏิเจ้าอาวาส โดยประกาศจะปักหลักประท้วง และรอรับฟังการชี้แจงของเจ้าอาวาสต่อไป ในขณะที่คนสนิทเจ้าอาวาสได้ออกมาแจ้งกับชาวบ้านว่า เจ้าอาวาสหน้ามืดเป็นลม และได้แจ้งขอรถมูลนิธิฯ มารับไปโรงพยาบาลเป็นการด่วน แต่ชาวบ้านไม่เชื่อและรีบไปปิดประตูรั้วเข้าวัดไม่ยอมให้รถมูลนิธิฯ เข้ามารับเจ้าอาวาสไปส่งโรงพยาบาล ในขณะที่ พ.ต.ท.คมสัน พฤศวานิช รอง ผกก.ป.สภ.เมือง ได้ระดมกำลังตำรวจเข้าไปรักษาความสงบเรียบร้อยภายในวัดอย่างใกล้ชิด

ต่อมาพระครูสันติพัฒนากร เจ้าอาวาส ได้ออกมาพบ และชี้แจงกับชาวบ้านโดยปฏิเสธข้อกล่าวหาของชาวบ้านทั้งหมดว่า ไม่เป็นความจริง และขอให้ทางคณะสงฆ์เป็นผู้ตรวจสอบเรื่องราวที่ชาวบ้านร้องเรียนหรือสงสัย โดยตนเองพร้อมที่จะยอมรับ และปฏิบัติตามคำตัดสินของคณะสงฆ์ หากคณะสงฆ์ตัดสินว่าผิดก็ยินดีที่จะปฏิบัติตามทุกกรณี แต่ปรากฏชาวบ้านยังไม่พอใจ และยังคงปักหลักประท้วงขับไล่เจ้าอาวาสออกจากวัดอยู่

 

ที่มา : ไทยรัฐ
22 เมษายน 2558


 

 

เก้าอี้เจ้าคณะภาค 12 ร้อนฉ่า !

มือดีชิงดำเจ้าคุณสุรชัย

ใครจะได้คุมหลวงพ่อโสธร ?

 

 

24 สิงหาคม 2557 กลางพรรษาที่ผ่านมา เริ่มต้นคดีประวัติศาสตร์ระดับ "ช้างล้ม" เมื่อ "อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม" คอนเฟิร์มแหล่งข่าวแล้ว พาดหัวข่าวตัวโตเตะตาว่า "ภูเขาทองระเบิด ข่าวดังลั่นทุ่ง เจ้าคุณเสนาะปลดเจ้าคุณธงชัย เล่นหนักแจ้งจับข้อหาโกงเงินวัด" แถมด้วยเนื้อข่าวอีกนิดหน่อย ปล่อยให้ผู้ชมเข้าเช็คข้อมูลเอาเอง ที่..เฟสบุ๊ค "ตีแผ่ความจริง คนไร้คุณธรรม ไร้ความเป็นผู้นำ" ซึ่งไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ แต่เนื้อหาทั้งดุ้นนั้นเจาะจงถวาย..พระพรหมสุธี หรือเจ้าคุณเสนาะ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เจ้าคณะภาค 12 กรรมการมหาเถรสมาคม และประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เจ้าคุณเสนาะคือผู้ยิ่งใหญ่แห่งคณะสงฆ์ไทย เพราะเคยดำรงตำแหน่ง "เลขานุการ" สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

 

พระพรหมสุธี
(เสนาะ ปญฺญาวชิโร ป.ธ.6)
อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ
อดีตเจ้าคณะภาค
12 อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม
และอดีตประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

 

คดีลากยาวข้ามปี จนกระทั่งวันที่ 15 มกราคม 2558 ก็มีลิขิตสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มีบัญชาให้ "พระพรหมสุธี-เสนาะ ปญฺญาวชิโร" พ้นจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม อันเทียบได้กับตำแหน่งรัฐมนตรีของคณะสงฆ์ไทย จากนั้นก็เริ่มเกมไพ่โดมิโน เรียกตามภาษานักธรณีวิทยาว่า "อาฟเตอร์ช็อก" เจ้าคุณเสนาะถูกปลดระนาว ไล่ตั้งแต่ สั่งพักตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ พักตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 และถูกปลดออกจากตำแหน่งประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เป็นตำแหน่งสุดท้าย แต่ก็ยังมี "สุดท้ายของสุดท้าย" อีก เมื่อเจ้าคุณเสนาะตัดสินใจ "ลาออก" จากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ในวันที่ 10 เมษายน 2558 ถึงจะยังไม่ได้ลาออกจากตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค 12" ก็เหมือนลาออกโดยอัตโนมัติ เพราะฐานที่มั่นอะไรไม่เหลือแล้ว แม้แต่ตำแหน่ง "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ" ก็ไม่ได้เป็น เพราะเพิ่งจากลาออกจากเจ้าอาวาส ดังนั้น ตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค 12" จึงต้องหาคนมาดำรงตำแหน่งแทน

ผู้คนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับตำแหน่ง "เจ้าอาวาสวัดสระเกศ กรรมการมหาเถรสมาคม และประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ" อาจจะมองข้ามความสำคัญของ "เจ้าคณะภาค 12" ไป แต่ความจริง นอกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระอารามหลวงแล้ว ตำแหน่งเจ้าคณะภาคนี่แหละ ที่เป็นฐานการเมืองชั้นดี ใครไม่มีตำแหน่งนี้ไว้เป็นฐาน ก็เหมือนคนหลักลอย เหมือนนายทหารไม่ได้คุมกำลังพล เป็นแต่เพียงนายทหารธุรการหรือจเร ถึงจะเท่ห์แต่ก็..กินไม่ได้

ในบรรดาภาคต่างๆ ของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ซึ่งแบ่งออกเป็น 18 ภาคแล้ว ถ้าจะเรียงลำดับความสำคัญก็คงต้องเริ่มจาก ภาค 1 ซึ่งคุมกรุงเทพเมืองหลวง และบริวาร (นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ) ภาค 7 ซึ่งคุมเชียงใหม่ หัวเมืองเหนือและบริวาร (ลำพูนและแม่ฮ่องสอน) ภาคสำคัญอันดับ 3 ก็น่าจะเป็น "ภาค 12" อันควบคุมบังคับบัญชาพระสงฆ์ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ปราจีน นครนายก ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว ถึงแม้ว่าจังหวัดเหล่านี้จะมิใช่จังหวัดใหญ่ แต่ในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น มีวัดสำคัญระดับประเทศอยู่วัดหนึ่ง วัดนั้นคือ วัดโสธรวราราม อันมีหลวงพ่อโสธร พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ที่ผู้คนนิยมไปบนบานกันมากที่สุดในประเทศไทย ส่งผลให้วัดหลวงพ่อโสธรกลายเป็นวัดมีรายได้มหาศาล แน่นอนว่าต้องรวยกว่าใครในไทยแลนด์ และนี่คือความสำคัญที่บรรดาผู้มีอำนาจทางคณะสงฆ์ในประเทศไทยพยายามเข้าไปครอบครอง ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ทางอ้อมก็คือ ได้เป็นผู้ปกครอง บังคับบัญชา ในระดับเบื้องสูงขึ้นไป อันได้แก่ เจ้าคณะภาค และเจ้าคณะหน รวมทั้งกรรมการมหาเถรสมาคม ทางตรงก็คือ เข้าไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสเอง หรือส่งคนของตนเองเข้าไปดำรงตำแหน่ง เพื่อรักษาผลประโยชน์มหาศาลในอารามแห่งนี้เอาไว้

หากสังเกตการ "ยึดครองทำเลทอง" ของผู้มีอำนาจในอดีต ก็จะพบว่า

วัดชนะสงคราม สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ส่งเจ้าคุณประกอบ (พระพรหมกวี) ไปดำรงตำแหน่งวัดกัลยาณมิตร อันมีหลวงพ่อโตซำปอกงประดิษฐานอยู่ วัดนี้ก็มีเงินระดับพันล้าน

วัดสระเกศ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ส่งเจ้าคุณเสนาะ (พระพรหมสุธี) ไปรักษาการเจ้าอาวาสวัดโสธร นานถึง 5 ปี เมื่อลุกจากเก้าอี้รักษาการ ก็เอาหลวงตาประยงค์ (พระพิพิธกิจจาภิวัฒน์) จากวัดท่าสะอ้าน ซึ่งว่านอนสอนง่าย ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามแทน ทั้งๆ ที่ภายในวัดก็ยังมีพระเจ้าคุณอยู่ แต่อำนาจที่เหนือกว่าเขาจะเอาอย่างนี้ เมื่อมีกระแสต่อต้านภายในวัด คำสั่ง "พักงาน 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร" อันพิลึกพิลั่น จึงตามมา เห็นไหมว่า อำนาจและเงินตรานั้นทำได้ทุกอย่าง

เจ้าคุณเสนาะนั้น ดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค 12" จึงถือว่าคุมวัดโสธรในอำนาจอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ลงมารักษาการเจ้าอาวาสวัดโสธรอีก ก็เท่ากับคุมทั้งข้างบนข้างล่าง และเพื่อประกันฐานอำนาจไว้อีกชั้นหนึ่ง จึงตั้งให้ "พระราชปัญญาโสภณ (สุรชัย สุรชโย ป.ธ.7)" เด็กปั้นในวัดสระเกศ ให้เข้ามาดำรงตำแหน่ง "รองเจ้าคณะภาค 12" และเมื่อเจ้าคุณเสนาะถูกพักงานจากเจ้าคณะภาค 12 ในวันที่ 17 มกราคม 2558 เจ้าคุณสุรชัยจึงได้ขึ้นรักษาการแทน ซึ่งหมายถึงว่า อำนาจยังอยู่ในมือเจ้าคุณเสนาะ เพราะเจ้าคุณสุรชัยเป็นเด็กของเจ้าคุณเสนาะนั่นเอง

เมื่อตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 ว่างลงในวันนี้ สายตาผู้คนจึงจับจ้องไปที่ "เจ้าคุณสุรชัย" ว่าจะได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 หรือไม่ ?

 

พระเทพรัตนมุนี
(สุรชัย สุรชโย ป.ธ.7)
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ  รักษาการเจ้าคณะภาค
12

 

หากมองด้วยสายตาปรกติ ว่าโดยอายุพรรษา ตำแหน่ง และสมณศักดิ์แล้ว เจ้าคุณสุรชัยก็น่าจะได้ขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค 12 เพราะปัจจุบัน เจ้าคุณสุรชัยมีอายุ 50 พรรษา 28 วิทยฐานะ น.ธ.เอก ป.ธ.7 ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 12 มาหลายปี และเพิ่งจะได้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น "พระเทพรัตนมุนี" เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา ถือว่าผ่านเกณฑ์เจ้าคณะภาคสบายๆ

แต่เจ้าคุณสุรชัยกลับติดปัญหา "คาบลูกคาบดอก" ว่าด้วยคุณสมบัติทั้งด้านอายุพรรษา-อายุงาน-สมณศักดิ์ และที่สำคัญก็คือ "สายสัมพันธ์" กับเจ้าคุณเสนาะในอดีต

เรื่องอายุพรรษานั้น ถ้าเทียบกับ "มหาสายชล" เด็กปั้นของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ซึ่งดันขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค 1 ขณะอายุเพียง 45 ปี ข้อนี้เจ้าคุณสุรชัยได้เปรียบเยอะ

อายุงานก็เช่นกัน เจ้าคุณสุรชัยเป็นรองภาค 12 มาหลายปี จึงไม่มีปัญหาเหมือนมหาสายชล

สมณศักดิ์ ก็อยู่ชั้นเทพ เทียบกับมหาสายชลซึ่งเป็นเพียงชั้น "สามัญ" แต่ได้กินภาค 1 จึงถือว่าเหนือชั้นอีก (แต่ตรงนี้ก็ยังมีตำหนิอยู่ว่า เจ้าคุณสุรชัยได้ชั้นเทพ เพราะแรงดันของเจ้าคุณเสนาะก่อนสิ้นอำนาจ หากไม่มีเจ้าคุณเสนาะ ก็เชื่อว่าน่าจะยังอยู่ชั้นราช)

ก็สรุปว่า เจ้าคุณสุรชัยติดอยู่เรื่องเดียวคือ เป็นเด็กของเจ้าคุณเสนาะ แถมเจ้าคุณเสนาะก็เพิ่งจะหมดบุญเอาเมื่อวานนี้เอง อย่างเจ้าคุณสายชลหรือเจ้าคุณเสนาะนั้น ที่เติบใหญ่ได้ก็เพราะมี "ผู้ใหญ่หนุนหลัง" ระดับสมเด็จและเจ้าคณะหน ผู้คนจึงไม่กล้าทักท้วง แต่ผู้ใหญ่ของเจ้าคุณสุรชัยในวันนี้ไม่มี หรือมีก็ไม่เหมือนมหาสายชล ผู้คนจึงมองด้วยใจระทึกว่า จะไปถึงดวงดาวหรือเปล่า ?

กลับกัน สายตาหลายคู่ยังมองด้วยซ้ำไปว่า เมื่อพี่ใหญ่คือเจ้าคุณเสนาะ พ้นจากภาค 12 ไปแล้ว น้องรองคือเจ้าคุณสุรชัยก็น่าจะพ้นตามไปด้วย เพราะเป็นทีมงานเดียวกัน แต่อีกสายตาหนึ่งก็มองว่า อย่าไปเหวี่ยงแหแบบนั้น ใครผิดก็ควรว่าไปตามผิด เขาไม่ผิดจะให้รับผิดได้อย่างไร ?

คุณสมบัติของเจ้าคุณสุรชัย ยังถูกนำมาเปรียบเทียบกับ "ความยิ่งใหญ่" ของภาค 12 ซึ่งถือว่าเป็นเขตอิทธิพล "อันดับ 1" ในหนตะวันออก แน่นอนว่า หากเจ้าคุณสุรชัยได้ขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค 12 ก็จะกลายเป็นเจ้าคณะภาคทรงอิทธิพล เป็นอันดับที่ 3 ของประเทศไทยไปทันที

แต่ลองสำรวจดูทั่วไทยสิว่า ในบรรดาภาคต่างๆ อีก 15 ภาคนั้น ยังมีผู้ใหญ่ในระดับ "รองสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะชั้นธรรม และกรรมการมหาเถรสมาคม" ครองอยู่อีกหลายรูป ซึ่งแต่ละรูปก็มีอำนาจวาสนา "สูงส่งกว่า" เจ้าคุณสุรชัยมากมายนัก ถึงขนาด "ชี้เป็นชี้ตาย" อนาคตของเจ้าคุณสุรชัยได้ด้วย ดังนั้น ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นจะยอมให้เจ้าคุณสุรชัย อดีตเด็กปั้นของเจ้าคุณเสนาะขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค 12 มีอำนาจวาสนามากกว่าตัวเองอย่างนั้นหรือ

ไม่ต้องดูอื่นไกล แค่ "พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)" ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เจ้านายสายตรงของเจ้าคุณสุรชัยในวันนี้ ก่อนหน้านั้น เจ้าคุณธงชัย มีบุญน้อยกว่าเจ้าคุณเสนาะ จึงได้ไปกินภาค 10 ในเขตอีสานใต้ มีอุบลราชธานีเป็นหัวเมืองหลัก แต่ ณ วันนี้ เจ้าคุณเสนาะสิ้นอำนาจ เจ้าคุณสุรชัยต้องหันมาซบเจ้าคุณธงชัยในฐานะเจ้าอาวาสวัดสระเกศ แล้วเจ้าคุณธงชัยจะยอมให้เจ้าคุณสุรชัยเป็น "เจ้าคณะภาค 12" ซึ่งใหญ่กว่า ภาค 10 ของตัวเอง อย่างนั้นหรือ มันคงไม่มีประเพณีที่ไหนกระทำกันแน่

 

สมเด็จพระพุฒาจารย์
(สนิท ชวนปญฺโญ ป.ธ.
9)
เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก

 

มองไปที่ "ผู้ใหญ่สูงสุด" ในเขตอีสานหรือหนตะวันออกนั้น ปัจจุบัน สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) วัดไตรมิตร ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก บังคับบัญชาเจ้าคณะภาคทุกภาคในหนตะวันออก รวมทั้งภาค 10 และ 12 ซึ่งในวัดไตรมิตรนั้น พระเทพมุนี (เก็ง อาสโภ ป.ธ.9) ได้เป็นเจ้าคณะภาค 8 ควบคุมคณะสงฆ์ในจังหวัดอุดรธานี หนองคาย เลย สกลนคร และหนองบัวลำภู ดูยังไงก็สู้ภาค 12 ไม่ได้ แต่ตอนนั้นวัดไตรมิตรยังไม่มีอำนาจเหมือนปัจจุบัน จึงต้องให้ผู้ใหญ่เขาเลือกเอาเขตสำคัญๆ ไปครองก่อน มาวันนี้ วัดไตรมิตรได้เป็นเจ้าคณะหน ขณะที่วัดสระเกศเหลือแค่เจ้าคณะภาค 10 กับรักษาการเจ้าคณะภาค 12 อำนาจต่อรองจึงไม่มี

ทีนี้ว่า เมื่ออำนาจ "ชี้ขาด" ในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 อยู่ในมือของสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตร แล้วเรื่องอะไรวัดไตรมิตรจะยกให้วัดสระเกศไปครอง ถ้าทำแบบนั้นก็แสดงว่าวัดไตรไม่เป็นมวย ! ดูตัวอย่าง เมื่อเจ้าคณะภาค 10 ว่าง สมเด็จเกี่ยวก็ส่ง "เจ้าคุณธงชัย-วัดสระเกศ" ข้ามห้วยไปดำรงตำแหน่งทันที เมื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อ้างปัญหาสุขภาพ ขอลาออกจากเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ก็เสนอ "เจ้าคุณวิเชียร" เข้าเสียบแทนทันที พอเจ้าคุณวิเชียรได้เป็นหนเหนือ ก็ดึงมหานิกร เลขาภาค 7 เก่าของตัวเอง (เจ้าคุณวิเชียร) เข้าแถวในตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 7 เตรียมความพร้อมให้เป็นเจ้าคณะภาค 7 ในอนาคต ปลายปีนี้ก็เลื่อนให้เป็น "ชั้นราช" ก่อน ไม่มีใครยอมใครอยู่แล้วในเรื่องแบบนี้ เป็นประเพณีปฏิบัติของคณะสงฆ์ไทยในเบื้องบน ที่ใช้ระบบ "แบ่งแยกแล้วปกครอง" แบ่งประเทศไทยออกเป็นหนกลาง หนเหนือ หนใต้ หนตะวันออก ยึดครองเป็นเขตอำนาจ "ของใครของมัน" ทำกันมาจนเป็นอาจิณกรรม มาบัดนี้ ถึงทีสมเด็จฯวัดไตรมิตรแล้ว โอกาสทองมาถึงแล้ว จะกินเองหรือจะยกให้คนอื่นไปกิน ?

 

 

 

พระพรหมมังคลาจารย
(ธงชัย ธมฺมธโช ป.ธ.
6)
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค
8

 

ถามว่า ในวัดไตรมิตร มีพระราชาคณะที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับตำแหน่งเจ้าคณะภาคไหม ? หมายถึงว่าที่ยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค คำตอบก็คือ มี ที่ว่านี้คือ พระพรหมมังคลาจารย์ หรือเจ้าคุณธงชัย ซึ่งว่ากันว่าเป็นพระรวยที่สุดในกรุงเทพมหานคร แถมยังเข้าวังบ่อยที่สุดอีกด้วย

จะว่าไปแล้ว เจ้าคุณธงชัย "มีพร้อมทุกด้าน" ไม่ว่าจะด้านอายุพรรษา วิทยฐานะ วาสนาบารมี เพราะเป็นถึงรองสมเด็จพระราชาคณะ ที่สำคัญก็คือ อยู่ในสายวัง ไม่งั้นไม่มีทางเป็นรองสมเด็จ ทั้งๆ ที่ไม่มีตำแหน่งปกครองเลยแม้แต่เก้าอี้เดียว ซึ่งทางเดินของเจ้าคุณธงชัยนั้นก็คล้ายเจ้าคุณประสิทธิ์ หรือพระพรหมวชิรญาณ วัดยานนาวา แต่ปัจจุบันเจ้าคุณธงชัยได้เปรียบพระพรหมวชิรญาณ เพราะลูกพี่คือสมเด็จสนิทได้เป็นเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก มีอำนาจสิทธิ์ขาดสามารถชี้เป็นชี้ตายในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 ได้

ถ้าเจ้าคุณธงชัย-วัดไตรมิตร จะได้เป็นเจ้าคณะภาค 12 ก็คงจะใช้วิธีการเดียวกับ เจ้าคุณธงชัย-วัดสระเกศ วัดสระเกศ ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 ขณะมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 9 ถ้าสมเด็จสนิทยังคงใช้หลักการเดิมที่ว่า "คนของเราได้ ดีกว่าคนของเขาได้" เจ้าคุณธงชัย-วัดไตรมิตร จึงถือว่าเป็น "เต็งหนึ่ง" ในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12

 

เจ้าคุณธงชัย
นักสร้างพระเครื่องมือทอง

 

เจ้าคุณธงชัย เล่นบท "น้องรอง" ยอมเดินตามสมเด็จสนิท 1 ก้าว วันนี้ การอ่อนน้อมถ่อมตนจะส่งผลให้ได้เป็นเจ้าคณะภาค 12 หรือไม่ ต้องวัดใจคนในวัดไตรมิตรกันเอง

เจ้าคุณธงชัยนั้น วงการเครื่องถือว่า "ไม่ธรรมดา" โดยเฉพาะเรื่องสร้างและจำหน่ายพระเครื่องนั้น ปัจจุบันเจ้าคุณธงชัยรั้งตำแหน่งจ่าฝูง ยิ่งได้ "ชินพร สุขสถิตย์" ศิษย์เอกหลวงปู่ทิมมาเสริมบารมี ก็ยิ่งไปไกล ต่อให้ "เจ้าคุณวีรยุทธ"  แห่งวัดไทยพุทธคยาที่ว่าสุดยอดก็เถอะ เจอเจ้าคุณธงชัยวัดไตรมิตรก็ไม่แน่ว่าใครจะเหนือกว่าใคร

 

พระพรหมวชิรญาณ
(ประสิทธิ์ เขมงฺกโร ป.ธ.
3)
เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค
10

 

ถามว่า มีรูปอื่นอีกไหม ที่จะเบียดเข้ามาในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 คำตอบก็คือ มี, ที่ว่านี้ได้แก่ พระพรหมวชิรญาณ (ประสิทธิ์ เขมงฺกโร ป.ธ.3) เจ้าอาวาสวัดยานนาว่า ซึ่งมีอาวุโสสูงสุดในปัจจุบัน แต่ถูกกีดกันไว้นอกสายการปกครองตลอดมา ไม่ว่าตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. เจ้าคณะภาค 10 อันเป็นบ้านเกิดของเจ้าคุณประสิทธิ์เองก็ตาม ก็ถูกกรรมการมหาเถรสมาคมสายอื่นๆ เขากีดกันท่านไว้นอกวง เพราะตั้งข้อรังเกียจว่า "ได้สมณศักดิ์มาเพราะอำนาจพิเศษ ไม่ได้ผ่านมหาเถรสมาคมเหมือนองค์อื่นๆ" เกมชิงแต่งตั้งจึงออกก่อนคำขอจากอำนาจพิเศษเสมอๆ แบบว่าว่างปุ๊ปต้องรีบตั้งปั๊ป ไม่งั้นเกิดมีรายการ "ตชด.ขอร้อง" เข้ามา จะไม่ให้ก็ไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องรีบตั้ง เพื่อจะได้ตอบคำถามว่า "ตำแหน่งยังไม่ว่าง" หากพระพรหมวชิรญาณจะได้เป็นเจ้าคณะภาค 12 ก็ต้องเชื่อว่าเป็นปาฏิหาริย์มีจริง

 

 

พระพรหมเสนาบดี
(พิมพ์ ญาณวีโร ป.ธ.
7)
เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา เจ้าคณะภาค
7

 

พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร ป.ธ.7) เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา ถือว่าเป็นอีกองค์ที่ "วืดไป" เพราะเพิ่งได้รับตำแหน่งเจ้าคณะภาค 7 ไปหยกๆ ภาคเหนือโดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ถึงตัวเมืองใหญ่ แต่ลาภสักการะน้อย เพราะชนกลุ่มน้อยเยอะ สู้แถวๆ ภาคกลางและฉะเชิงเทราไม่ได้ เจ้าคุณพิมพ์เป็นคนภาคกลาง ขึ้นเหนือล่องใต้บ่อยๆ ก็เหนื่อยล้า นึกๆ ก็อยากจะกลับลงมาทำงานใกล้บ้านเหมือนกัน (ถ้าตำแหน่งว่าง) ยิ่งถ้าได้ครองภาค 12 จะถูกโฉลกมาก เพราะไม่มีประวัติหากินเหมือนเจ้าคุณเสนาะมาก่อน ยิ่งเคยได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตร ให้เป็นประธานสอบการเงินของวัดโสธรที่เกี่ยวข้องกับเจ้าคุณเสนาะ ก็ทำให้พระพรหมเสนาบดีมีความคุ้นเคยกับภาค 12 โดยเฉพาะวัดโสธรเป็นอย่างยิ่ง เสียดายที่บุญมาถึงไวไป ได้เป็นภาค 7 ไปแล้ว แหมวันก่อนก็ว่าสุดยอดแล้วเชียว เจอะบัวตูม วันนี้มาเจอบัวบานเพิ่มอีกดอก สองจิตสองใจ ตัดอะไรก็ยาก ต้องพายเรือวนอยู่ในสายชลห้วยละหานไปอีกนาน ตามตำรา "รักพี่-เสียดายน้อง"

 

 

พระพรหมสิทธิ
(ธงชัย สุขญาโณ น.ธ.เอก พธ.บ.)
เจ้าอาวาสวัดสระเกศ เจ้าคณะภาค
10 กรรมการมหาเถรสมาคม
และประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

สูตรสุดท้ายที่คิดได้ นั่นคือ สลับ 2 จังหวะ โดยเจ้าคุณธงชัย (พระพรหมสิทธิ) วัดสระเกศ ลุกจากภาค 10 ไปดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 แล้วยกภาค 10 ให้พระพรหมวชิรญาณ ส่วนเจ้าคุณสุรชัยก็ยังอยู่ที่เดิม คือเป็นรองภาค 12 แต่สูตรนี้เห็นทีจะเป็นไปได้ยาก เพราะเจ้าคุณธงชัยวัดไตรมิตรคงไม่ยอม เพราะไม่ได้อะไรเลย หรือถ้ายกภาค 10 ให้เจ้าคุณธงชัยวัดไตรมิตร เจ้าคุณประสิทธิ์วัดยานนาวาก็คงไม่ยอมเช่นกัน มันไม่ลงตัวเลย

 

 

ขมวดปมเกมชิง "เก้าอี้ภาค 12" ในวันนี้ ไพ่ยังคงอยู่ในมือของ "สองธงชัย" อันได้แก่ ธงชัย-วัดสระเกศ กับ ธงชัย-วัดไตรมิตร

ธงชัย หรือพระพรหมสิทธิ วัดสระเกศนั้น ในฐานะเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ซึ่งเป็นเจ้าของโควต้าเดิมในภาค 12 ทั้งเจ้าคณะภาคและรองภาค ปัจจุบันยังรักษาการภาคอยู่ ถึงจะต้องยอมให้เจ้าคุณสุรชัยเด็กในวัดสระเกศเป็นภาค 12 ก็ยังดีกว่าให้วัดอื่นครอง ถึงจะต้องทำใจลำบากก็ตาม เพราะเราได้ ดีกว่าเขาได้

ธงชัย หรือพระพรหมมังคลาจารย์ วัดไตรมิตรนั้น วันนี้ นาทีทองมาถึงแล้ว ทุกอย่างพร้อม ทั้งอายุ พรรษา วิทยฐานะ ยศถาบรรดาศักดิ์ ประสบการณ์ หรือแม้แต่เงิน ที่สำคัญก็คือ อำนาจในการตัดสินใจจะให้ใครนั้นอยู่ที่หลวงพ่อใหญ่วัดไตรมิตร ห่างจากกุฏิใหญ่ของเจ้าคุณธงชัยไปไม่กี่ก้าว หากปิดวัดคุยกันแค่สองคนยังไม่สำเร็จ รอให้ตายก็ไม่ได้เป็น ดังนั้น เชื่อว่า ธงชัย-ไตรมิตร ต้องทุ่มสุดตัว เอาเก้าอี้เจ้าคณะภาค 12 มาครองให้จงได้ เพราะ..ถ้าข้าไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าใครจะได้ !

คำตอบสุดท้าย คงไม่ต้องไปถามใคร นอกจาก "สมเด็จพระพุฒาจารย์-สนิท ชวนปญฺโญ" วัดไตรมิตร ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก แต่เพียงผู้เดียว

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
18 เมษายน 2558


 

สอบโปร่งใสวัดไทยแอลเอ !

ตั้งกรรมการสอบย้อนหลัง 3 ปี

มีปัญหาตรงไหนจะได้รู้

รอแต่หลวงพ่อใหญ่เซ็นอนุมัติ ถ้าไม่อนุมัติก็เดินหน้าไม่ได้

 

 

เผยชื่อกรรมการตรวจสอบ ความโปร่งใสในวัดไทยฯ

แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสของบอร์ดวัดไทย หากได้รับอนุมัติจากเจ้าอาวาสก็จะลงมือ “ตรวจสอบ” ย้อนหลังสามปีให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน

นายอรรคเดช ศรีพิพัฒน์ บรรณาธิการ นสพ.สยามมีเดีย ได้นำหนังสือแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อเปิดเผยต่อสาธารณชน ซึ่งนำเสนอต่อพระเทพมงคลวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทย ลอส แอนเจลิส ลงวันที่ 7 เมษายน 2015 ออกเปิดเผยทางเฟสบุ๊กส่วนตัว โดยบอกว่าสาระในหนังสือฉบับดังกล่าว มาจากการประชุมที่ร้านอาหารครัวไทย เมืองนอร์ธ ฮอลลีวูด เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2015

โดยการประชุมครั้งดังกล่าว จากการสอบถามทราบว่ามีผู้ร่วมประชุมประกอบด้วย นายอรรคเดช ศรีพิพัฒน์ นายดนัย นิลพลับ นายวิรัช เต็มสงสัย นายวัฒนา ศาสตร์สมบูรณ์ นายประสงค์ สุวรรณพานิช นายบุญเลิศ บุญศุขะ และนายสมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

โดยเนื้อหาของหนังสือแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบฯ ซึ่งร่างโดยนายประสงค์ สุวรรณพานิช อดีตบอร์ดฯ ของวัดไทย ซึ่งนายอรรคเดช ศรีพิพัฒน์ ระบุว่านำมาเปิดเผยต่อสาธารณชนเพื่อความโปร่งใสในการทำงานนี้ มีสาระดังนี้

วันที่ 7 เมษายน 2558

เรื่อง: ขอเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อเปิดเผยต่อสาธารณะชน

กราบเรียน พระเดชพระคุณพระเทพมงคลวิเทศ หัวหน้าคณะสงฆ์วัดไทยลอสแองเจลิส

จากการประชุมแถลงข่าวของวัดไทย เมื่อบ่ายวันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2558 เกี่ยวกับปัญหาที่วัดไทยลอสแองเจลิสกำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน ได้มีบุคคลหลายฝ่ายให้ข้อคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์มากมาย โดยมีข้อสรุปตรงกันว่า ควรตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact Finding Committee) ขึ้นมาคณะหนึ่ง เพื่อค้นหาความจริงของการดำเนินกิจการของวัดไทยในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ว่ามีอะไรบ้างทั้งจุดดีและจุดเด่น และนำความจริงที่ตรวจสอบและค้นพบนั้นเปิดเผยต่อสาธารณะชนต่อไป

การตรวจสอบของ "คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง" ที่ตั้งขึ้นจะครอบคลุมเนื้อหาที่ระบุไว้ในวรรคถัดไปเป็นหลัก แต่อาจเพิ่มเติมเนื้อหาและสาระของการตรวจสอบไปสู่สาระและเนื้อหา ในประเด็นอื่น ได้หากมีความสำคัญและมีเหตุอันควรให้ตรวจสอบเพิ่มเติม นอกเหนือจากที่ได้ระบุไว้ในวรรคล่าง โดยกำหนดให้ตรวจสอบย้อนหลัง 3 ปี

ขอบข่ายการตรวจสอบของ "คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง" ประกอบด้วย

1. การดำเนินนโยบายและผลจากการดำเนินนโยบายของคณะบอร์ดวัดไทยลอสแองเจลิส

2. หนี้สินและทรัพย์สินของวัดไทยลอสแองเจลิส

3. รายรับและรายจ่ายของวัดไทยลอสแองเจลิส

4. การจัดซื้อและการจัดจ้างของวัดไทยลอสแองเจลิสโดยเฉพาะรายการสำคัญๆ

5. การทำนิติกรรมและภาระผูกพันทางกฎหมายที่วัดไทยลอสแองเจลิสยังมีพันธะผูกพันธ์อยู่

6. ปัญหาและการแก้ปัญหาของวัดไทยลอสแองเจลิสในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมารวมทั้งสถานะของ Bylaw ในปัจจุบัน



ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมา จึงเห็นสมควรเสนอให้คณะสงฆ์และคณะบุคคลที่มีรายนามดังต่อไปนี้ ร่วมกันเป็น "คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง" ได้แก่

1. พระครูสุมณฑ์ธรรมวงษ์

2. พระมหาทรงชัย ธวชชโย (เลขานุการวัดไทยลอสแองเจลิส)

3.พระมหาอัมพร จารุโก

4. คุณอุไร เรือนพรหม

5. คุณบุญเลิศ บุญศุขะ

6. คุณสมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

โดยให้คณะกรรมการที่มีรายชื่อดังกล่าวข้างต้นร่วมกันปฏิบัติภาระกิจในการตรวจสอบในฐานะ "คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง" ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับการประกาศ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ โดยให้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทุกหน่วยของวัดไทย ในการขอเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ทุกชิ้น หากภาระกิจไม่สามารถทำให้สำเร็จลุล่วง ได้ภายในเวลาที่กำหนด "คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง" สามารถต่อระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ได้อีก แต่ร่วมเวลาในการปฏิบัติภารกิจทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 60 วัน

จากสาระและรายละเอียดที่บรรยายมาตั้งแต่ต้น จึงขอกราบเรียนพระเดชพระคุณพระเทพมงคลวิเทศ หัวหน้าคณะสงฆ์ วัดไทยลอสแองเจลิส ได้มีบัญชาแต่งตั้งผู้ที่มีรายชื่อทั้ง 7 ท่านที่ได้รับการนำเสนอดังที่ระบุไว้ในสองวรรคก่อนให้เป็น "คณะกรรมการตรวจสอบความจริง" ของวัดไทยแอลเอ อย่างเป็นทางการด้วย

จึงขอกราบนมัสการด้วยความเคารพได้โปรดพิจารณาแต่งตั้งตามที่ได้เสนอมา.

ทั้งนี้ การจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบฯ ดังกล่าว เป็นเรื่องราวต่อเนื่องจากปัญหาภายในวัดไทย ลอส แอนเจลิส ที่กลายเป็นข่าวใหญ่ที่พุทธศาสนิกชนให้พื้นที่ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งความคืบหน้าของเรื่องนี้ สยามทาวน์ยูเอสจะติดตามมานำเสนอต่อไป

 

ที่มา : สยามทาวน์ยูเอส
18 เมษายน 2558


 

ตั้งเลขาเป็นรองเจ้าคณะภาค 7 !

ผลงานเด็ดสะระตี่ของเจ้าคุณวิเชียร

 

อา..และแล้วแนวความคิดอุบาทว์ "ตั้งเด็กเส้นในกุฏิขึ้นเป็นใหญ่" ก็ระบาดจากสมเด็จสมศักดิ์วัดพิชยญาติไปยังเจ้าคุณวิเชียรวัดปากน้ำ "มหานิกร ป.9" พระหนุ่มหัวดีมีอนาคต กำลังจมปลักการเมือง เฟื่องฟูขึ้นเป็นรองเจ้าคณะภาค 7 ขณะมีตำแหน่งเป็นเพียง "เลขา" ของเจ้าคุณวิเชียร และมีสมณศักดิ์เป็นเพียง "ชั้นสามัญ" ไม่ต่างไปจากกรณี "มหาสายชล" แห่งภาค 1 ซึ่งพวกนี้ก็ไม่มีอะไรมาก นอกจาก "ภยาคติ" กลัวว่า หากเจ้าคุณวิเชียรด่วนตายไปเสีย มหานิกรก็จะไร้ที่พึ่ง จึงต้องรีบตั้งในตอนที่มีอำนาจนี่แหละ เอาอำนาจกดหัวไว้ใครก็ไม่กล้าหือ แต่ในทางการปกครองนั้น มันบ่งว่า วัดปากน้ำใช้ระบบ "กินบ้านกินเมือง" ต่อไป เพราะยังยึดอำนาจไว้ในวัดปากน้ำเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตั้งแต่เจ้าคณะใหญ่ไปจนถึงรองเจ้าคณะภาค น่าจะกระจายอำนาจลงไปยังท้องถิ่นโดยไว เพื่อให้มีการปกครองกันเองของพระในเขตปกครอง กลับยิ่งรวบอำนาจเข้ามาในส่วนกลาง สวนกระแสของการพัฒนาโลกยุคปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง มิต้องนับว่าจะเดินตามรอย "เลขา" ของสมเด็จพระบรมศาสดาคือ "ท่านพระอานนท์" เลย ที่เคยศึกษากันมาว่า ก่อนจะรับเป็นพระพุทธอุปัฏฐากนั้น ท่านพระอานนท์ขอพรต่อพระพุทธเจ้า "ขอไม่รับตำแหน่งใดๆ" แม้กระทั่ง "กิจนิมนต์ของพระพุทธเจ้า" ก็ไม่ยอมไป ก่อนปรินิพพาน พระพุทธเจ้าจึงประกาศว่า "โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา" แปลว่า พระธรรมวินัยที่เราแสดงและบัญญัติไว้ จักเป็นพระศาสดาของพวกเธอแทนเรา มิได้มอบตำแหน่ง "พระพุทธเจ้าองค์ที่ 2" ให้แก่พระอานนท์เลย วันนี้ เจ้าคุณวิเชียร เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ทำการหักเหลี่ยมพระพุทธเจ้า ตั้งเลขา-มหานิกร ขึ้นเป็นรองเจ้าคณะภาค 7 เสร็จโรงเรียนวัดปากน้ำซึ่งเป็นโรงเรียนการเมืองแห่งใหม่ในคณะสงฆ์ไทย วัดปากน้ำนั้นเจริญรุ่งเรืองแน่ เพราะเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจ ยึดครองทุกอย่างไว้เบ็ดเสร็จ แต่หัวเมืองเล็กใหญ่ทั่วไทยกำลังจะถอยหลัง ตกเป็นเพียง "เมืองขึ้น" เพราะทุกอย่างถูกดูดกลืนไปยังวัดปากน้ำ ประวัติศาสตร์อัปยศถูกเจ้าคุณวิเชียรเขียนเพิ่มอีกหน้าหนึ่งแล้ว ในยุคที่เจ้าคุณวิเชียรขึ้นเป็นใหญ่ในหนเหนือ เพราะแค่ "ตำแหน่ง" ก็ยังรวบไว้หมด แล้วอย่างอื่นล่ะจะเหลืออะไร ?

 

 

เสพติดอำนาจ !

พระวิสุทธิวงศาจารย์
(วิเชียร อโนมคุโณ ป.ธ.
9)
รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ

 

 

จาก..เลขา มาเป็น..รอง

พระปิฎกโกศล (นิกร มโนกโร ป.ธ.9)
อายุ
51 พรรษา 29 ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ
อดีตเลขาเจ้าคณะภาค 7 เป็นรองเจ้าคณะภาค 7

 

 

เห็นเขาว่า "มหานิกร" เก่งการบรรยายเปรียบเทียบวิธีอุปสมบท ทั้งแบบอุกาสะและเอสาหัง ไหนลองบรรยายวิธี "กระโดด" จากเลขาขึ้นเป็นรองภาคให้ดูหน่อยซิ ว่ามีวิธีซิกแซกยังไงจึงเจริญในธรรมไวกว่าท่านพระอานนท์ ?

 

 

เสนอ มส. ตั้งพระปิฎกโกศลขึ้นเป็นรองเจ้าคณะภาค 7

ประชุม มส. ได้รับทราบตามที่ พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เสนอแต่งตั้ง พระปิฎกโกศล (นิกร มโนกโร) วิทยฐานะ ป.ธ.9 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นรองเจ้าคณะภาค 7 แทนพระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) รองเจ้าคณะ 7 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะภาค 7 ด้วย

 

ที่มา :  มติชน
11 เมษายน 2558


 

 
 

ประมวลข่าวเจ้าคุณเสนาะ


 

ประมวลข่าวพระคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง

 

 

 

 


ประมวลข่าวการมรณภาพ


สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)
วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

 

พิธีพระราชทานเพลิงศพ

พระเทพมหาเจติยาจารย์ (ไพบูลย์ ภูริวิปุโล)
อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัย

อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำพูน
23 มีนาคม 2557

 

ชุดที่ 1 : ชุดที่ 2 :  ชุดที่ 3 :  ชุดที่ 4 : ชุดที่ 5

ชุดที่ 6 : ชุดที่ 7 : ชุดที่ 8 : ชุดที่ 9 : ชุดที่ 10


กดแต่ละชุดเพื่อชม

 

ภาพหมู่การประชุมพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ ขนาด 4000 PC


 

ภาพประวัติศาสตร์
พระธรรมทูตไทยใน 4 ทวีป
 

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ ขนาด 2000 PC

การประชุมพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป
วันที่
23-25 สิงหาคม 2557

ชุดที่ 01 : ชุดที่ 02 : ชุดที่ 03 : ชุดที่ 04 : ชุดที่ 05 : ชุดที่ 06 : ชุดที่ 07


 

ชมภาพชุดในงานวัดนวมินทรราชูทิศ USA.

ชุดที่ 01 : เปิดวัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน ยูเอสเอ

ชุดที่ 02 : ไผเป็นไผ ในบอสตัน 2014

ชุดที่ 03 : โรงพยาบาลเมาท์ ออเบิร์น 9 มิถุนายน 2557
ชุดที่ 04 : พิธีเปิดการประชุมพระพุทธศาสนานานาชาติ
ชุดที่ 05 : เปิดประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 06 : ทัพสื่อมวลชนไทยบุกนครบอสตัน รายงานข่าวการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 07 : ประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา วันที่ 02
ชุดที่ 08 : ผลการเลือกตั้งกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา พ.ศ.2557
ชุดที่ 09 : บรรยากาศการเลือกตั้งกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 10 : พระสงฆ์ 400 รูป สวดพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ณ โรงพระอุโบสถวัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน

 

ภาพชุดรรมยาตราเดินป่าบอสตัน

 

ธรรมยาตรา ชุดที่ 01 ธรรมยาตรา ชุดที่ 02 ธรรมยาตรา ชุดที่ 03
ธรรมยาตรา ชุดที่ 04 ธรรมยาตรา ชุดที่ 05 ธรรมยาตรา ชุดที่ 06
ธรรมยาตรา ชุดที่ 07 ธรรมยาตรา ชุดที่ 08 ธรรมยาตรา ชุดที่ 09

 

 

การประชุมสมัยวิสามัญสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาและงานวันมหารำลึก

ณ วัดวชิรธรรมปทีป นิวยอร์ค 8-9 กันยายน 2555

 

 


 

 

ภาพงานพระราชทานเพลิงศพ

พระเดชพระคุณพระเทพกิตติโสภณ (สมบูรณ์ สมฺปุณฺโณ ป.ธ.7)
อดีตเจ้าอาวาสวัดวชิรธรรมปทีป
อดีตประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
10-14 พฤศจิกายน พ.ศ.2554

 

วันมหารำลึก ปีที่ 23

วัดพรหมคุณาราม รัฐอริโซน่า สหรัฐอเมริกา

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพงานวันมหารำลึก ปีที่ 23

ประมวลข่าวเณรคำ

(กดที่ภาพเพื่อชม)


 

แฟ้มข่าวอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557 : 2558

 

YANTRA TODAY
(กดที่ภาพเพื่อชม)


 


เยี่ยมวัดบ้านไร่-ไหว้หลวงพ่อคูณ
กับอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอม

กดที่ภาพด้านล่างเพื่อชม

01 02 03 04 05 06 07 08 09
10 11 12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31 32 33 34    

 

ตอนที่ 01
ลอนดอน 2012

ตอนที่ 02
มหาโบสถ์แห่งลิชฟิลด์

ตอนที่ 03
มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด

ตอนที่ 04
วัดพุทธปทีป

ตอนที่ 05
ลอนดอนอาย

ตอนที่ 06
British Museum

ตอนที่ 07
ห้างแฮรอดส์

ตอนที่ 08
Tower Bridge

ตอนที่ 09
London Sightseeing

ตอนที่ 10
London To Paris

ตอนที่ 11
หอไอเฟล (1
)

ตอนที่ 12
หอไอเฟล (2)

ตอนที่ 13
หอไอเฟล (3)

ตอนที่ 14
ปารีส 360 องศา

ตอนที่ 15
เยี่ยมหน้าต่างหอไอเฟล

ตอนที่ 16
TROCADERO

ตอนที่ 17
Water Tour

ตอนที่ 18
Musée du Louvre

ตอนที่ 19
MONA LISA

ตอนที่ 20
เทพีวีนัส

ตอนที่ 21
ทอดน่องในลูฟวร์

ตอนที่ 22
หอสมุดแห่งชาติมิตแตรองต์

ตอนที่ 23
ลา เดฟ็องซ์ (La De'fense)

ตอนที่ 24
Arc de Triomphe

ตอนที่ 25
เหนือประตูชัย

ตอนที่ 26
แวร์ซาย (1)

ตอนที่ 27
แวร์ซาย (2)

ตอนที่ 28
แวร์ซาย
(3
)

ตอนที่ 29
แวร์ซาย (4)

ตอนที่ 30
แวร์ซาย (5)

ตอนที่ 31
GENEVA
(1)

ตอนที่ 32
GENEVA (2
)

ตอนที่ 33
GENEVA (3
)

ตอนที่ 34
Lausanne-Zurich

ตอนที่ 35
วัดศรีนครินทรวราราม

ตอนที่ 36
ป้อมยามเมืองลูเซิร์น

ตอนที่ 37
ตลาดน้ำเมืองลูเซิร์น

ตอนที่ 38
กลับปารีส

ตอนที่ 39
ROME (1
)

ตอนที่ 40
ROME
(2)

ตอนที่ 41
ROME (3)

ตอนที่ 42
ROME (4)

ตอนที่ 43
ROME (5)

ตอนที่ 44
Inside Vatican (1)

ตอนที่ 45
View of Rome

ตอนที่ 46
Inside Vatican (2)

ตอนที่ 47
หลังคาวาติกัน

ตอนที่ 48
OUTSIDE VATICAN

ตอนที่ 49
THE COLOSSEUM

ตอนที่ 50
หินอ่อนโคลอสเซียม

ตอนที่ 51
ROME TO PARIS

ตอนที่ 52
NOTRE-DAME DE PARIS

ตอนที่ 53
หมู่บ้านศิลปะ

ตอนที่ 54
พระราชวังฟงแตนโบล

 

 

 


 

สงฆ์ไทย Vol.01

หนังสือเล่มแรกของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

(กดที่ภาพหรือที่ข้อความเพื่อชม)

 

คณะกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

พ.ศ.2557-2559

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ข่าวสารสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา


 

 

หนังสือเล่มแรกของ มจร. ที่ชาว มจร. หลายท่านไม่เคยเห็น

(กดที่ภาพเพื่อเข้าชม)

 

 

 

หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

ข้อแลกเปลี่ยนของชาวพุทธไทย

บวชพระล้านรูป แลกกับ พระนิพพานเป็นอัตตา
ท่องพุทธวจนะล้านคน แลกกับ ตัดปาติโมกข์เหลือเพียง 150 ข้อ

(กดที่ภาพเพื่ออ่าน)

 

>> กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความเพิ่มเติม <<

 

พระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 1-17 พ.ศ.2538-2554
(กดที่ภาพเพื่อชมประวัติ)

อนุสรณ์มหาจุฬาฯ ครบรอบ 9 ปี
 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ