LAST UPDATE :   FEBRUARY  22  2017   06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 


เปิดหน้า "มือปล่อย" ธัมมชโย !

มือใคร ? ในประวัติศาสตร์ศาสนา ปี 49

 


 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์ ครั้งที่ 160

กดที่ภาพเพื่ออ่านบทความ

 

ไม่ต้องเชื่อพ๊ม !

 

ชูวิทย์บอก "ธัมมชโย" ไปนอกแล้ว

 

 

เงินเป็นแสนล้าน อยู่ทำไมให้โง่

อยู่ในคุกหรือ กินอะไรล่ะ ?

 

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 23 กุมภาพันธ์ 2560

 

ต้องทูลสังฆราช !

 

เพราะมีผลกระทบต่อพระและวัดทั่วประเทศ

ผอ.พศ. ระบุ

ถ้า สนช. จะแก้ พรบ.คณะสงฆ์ อีกรอบ !

 

อา..ก็ดูสิว่า จะมีปฏิกิริยา "อย่างไร" จากพระสงฆ์ไทยทั้งประเทศ อาจจะประกาศ "ไม่ยอมรับ" และอาจจะถูก "จับสึกทั้งประเทศ" ตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชลงมา ก็เป็นได้ หรืออาจจะมีการ "คืนสมบัติของวัด" ให้แก่รัฐบาลไปดูแลทั้งหมดอีก ก็เป็นได้ ถึงตอนนั้น เราก็จะได้ "ผู้เสียสละ" เข้ามาบวชเพื่ออุดมการณ์ทางพระศาสนาอย่างแท้จริง แต่อย่างน้อยก็มี "ว.วชิรเมธี" คนหนึ่งล่ะ ที่ประกาศ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ไม่คู่ควรแก่สมณะ" แหมมันน่าไหว้ ถ้าไม่..ตอแหล !

กรณี ผอ.พศ. ออกมาพูดครั้งนี้ ถือว่า "ดีฮ่ะ" มาถูกจังหวะเวลา และน่าจะมานานแล้ว งานนี้สำคัญไม่น้อยไปกว่าธรรมกาย เพราะมีผลกระทบพระสงฆ์องค์เณรทั่วประเทศ !

 

พนม ศรศิลป์ ผอ.พศ.

 

วอน สนช. กราบทูล "สังฆราช" แก้กฎหมายทรัพย์สินวัด

พศ.เผย สนช. เดินหน้าแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ จัดการทรัพย์สินพระ-วัด-ศาสนสมบัติ พร้อมเตรียมแก้ไขกฎหมายคุมพระนอกรีตจริง ด้าน พศ. แนะแก้กฎหมายพระขอให้กราบทูล "สมเด็จพระสังฆราช" ทรงทราบ ชี้ กระทบวัด-พระภิกษุทั่วประเทศ

วันนี้ (22 ก.พ.) นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า จากการที่คณะทำงานปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ในคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว  สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีการประชุมกัน เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมานั้น ทางฝ่ายนิติกร พศ. ยังไม่ได้รายงานผลการประชุมเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 มาให้ตนรับทราบ ส่วนรายละเอียดการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ตนได้สอบถามข้อมูลโดยตรงจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงกฎหมาย โดยได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นว่า จะมีการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์จริง ซึ่งไม่ใช่ชุดคณะทำงานในคณะกรรมาธิการฯ แต่เป็นคณะทำงานด้านกฎหมายของ สนช. ที่จะดำเนินการในเรื่องนี้

นายพนม กล่าวต่อไปว่า สำหรับประเด็นที่คณะทำงานด้านกฎหมายของ สนช. จะดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์  มี 3 ประเด็น คือ

1.เรื่องมรดกและทรัพย์สินของพระที่ควรตกเป็นของแผ่นดิน หรือ ของวัด

2.การออกกฎหมายข้อบังคับควบคุมพระที่ประพฤติเสื่อมเสีย ล่วงละเมิด พระธรรมวินัย และ

3.เรื่องการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการศาสนสมบัติ

ซึ่งถือเป็นเรื่องที่จะมีผลกระทบต่อพระภิกษุและวัดทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม หากทางคณะทำงานด้านกฎหมายของ สนช. จะดำเนินการในเรื่องดังกล่าวจริง ก็ขอให้สอบถามความเห็นมายังมหาเถรสมาคม (มส.) และคณะสงฆ์ด้วย

"หากมีการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อพระภิกษุและวัด โดยเฉพาะการบริหารจัดการวัด ขอให้ทางคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย สนช. ได้กราบทูล สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพรมหาเถร) ทรงทราบว่า ทรงมีพระดำริเช่นไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมถึงขอให้สอบถามความเห็นของสมเด็จพระราชาคณะ ในกรรมการ มส. เพราะการออกกฎหมายดังกล่าวนั้น เป็นกฎหมายที่มาใช้ควบคุมคณะสงฆ์ทั้งหมด ซึ่งพระภิกษุทั่วประเทศจะได้รับผลกระทบโดยตรง มิฉะนั้น อาจจะเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาได้" ผอ.พศ.กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเรื่องทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มรณภาพลง มีระบุไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1623 บัญญัติว่า ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพ ให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิต หรือโดยพินัยกรรม

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 23 กุมภาพันธ์ 256

 

NO ABBOT !

 

วัดธรรมกาย "ไม่มี" เจ้าอาวาส

ประกาศ ญาติโยม ยึดวัดแล้ว

หลวงพ่อ ไม่ได้ห้าม แต่โยมห้าม !

 

 

มหาสายชล เจ้าคณะภาค 1 วัดชนะสงคราม

 

อา..อยากจะขอกราบเรียนไปยัง "มหาสายชล" เจ้าคณะภาค 1 ผู้บังคับบัญชา "พื้นที่วัดพระธรรมกาย" ว่ายังไงฮะ ยังอยู่ดีสบายหรือไม่ มหามีชัยอีกคน เห็นได้ชั้นเทพกันหมดแล้วนี่ ตะที "วิ่งเต้นเอาตำแหน่ง" และ "เซ็นขอเลื่อนยศให้ตัวเอง" นั้น พวกคุณไวนัก ปัญหาพระศาสนากลับ "มุดหัว" ไม่เอาเรื่องเอาราว ถ้าไม่ทำงานก็ "ไสหัว"  ลาออกไปซะ แล้วให้คนอื่นเขาเข้ามาทำงานแทน

กรณีวัดพระธรรมกายอ้างว่า "ญาติโยมไม่ให้ดีเอสไอเข้าวัด" นั่นก็แสดงว่า วัดนี้ไม่มีเจ้าอาวาส หรือผู้บริหาร หรือมี แต่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเจ้าอาวาส รักษาการเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาส ถือเป็นเจ้าพนักงาน ตามกฎหมายด้วย จะต้องทำอย่างไร แหมเป็นถึงเจ้าคณะภาคหนึ่ง ไม่รู้ได้สิน่า มหาสายชล !

 

 

UNDERGROUND - กองกำลังใต้ดิน

 

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนเฟซบุ๊ก "เครือข่ายคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก" ได้มีการโพสต์ข้อความชี้แจง กรณีที่วัดพระธรรมกายมีมติไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น โดยมีการระบุว่า เป็นมติของ "หลวงพ่อทัตตชีโว" ความว่า

"ลูกศิษย์แจงมีมติไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่เองไม่เกี่ยวกับหลวงพ่อทัตตชีโว ประเด็นที่ หลวงพ่อทัตตชีโว อธิบายให้เจ้าคณะจังหวัด และรองสุริยา ถึงความกังวลของญาติโยม จนเป็นเหตุให้สาธุชนมีมติกันเองว่า ไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น เนื่องจากไม่ไว้วางใจจากสาเหตุดังต่อไปนี้

1. คดีเกิดขึ้น 300 กว่าคดี ภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นการกลั่นแกล้งกัน และ พล.ต.อ.ศรีวราห์ ได้เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะมีคดีเพิ่มตามมาอีก

2. วัดพระธรรมกาย สร้างโดยความร่วมแรงร่วมใจและปัจจัยจากญาติโยม ที่เก็บเล็กผสมน้อยบริจาคกันมา ญาติโยมนับล้านคน จึงเป็นเจ้าของวัดตัวจริง  แต่ทางการมาออกประกาศให้ญาติโยมออกจากวัด หากจะอยู่ภายในวัด ก็จะถูกตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดเสบียง และอาจจะถูกดำเนินคดีต่อไป นั่นคือ ไล่เจ้าของวัดออกจากวัดที่ตนเองสร้าง ทั้งๆ ที่ ญาติโยมเองไม่ได้อยู่ขวางถนนแต่อย่างใด

3. การบวชพระ สร้างศาสนทายาทแต่ละรูปนั้นไม่ง่าย กว่าจะได้ถึง 2,000 รูป ในปัจจุบัน ต้องใช้เวลานาน แต่กำลังจะถูกยัดข้อหาว่า เป็นพระปลอมและจะถูกจับสึก ญาติโยมก็ยิ่งยอมรับไม่ได้

4. กรณี ใช้ ม.44 เข้าตรวจค้น ตั้งแต่วันที่ 16-18 ก.พ. รวม 3 วัน ค้นทุกพื้นที่ ทุกอาคาร ทุกชั้น ทุกห้อง ยึด 6 ประตู ซีลอายัด 15 อาคาร บางอาคารตรวจซ้ำถึง 3 ครั้ง และเจ้าหน้าที่สรุปภารกิจเป็นหนังสือระบุว่าไม่พบเป้าหมาย ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย และไม่พบการกระทำผิด ถือว่าภารกิจจบแล้ว แต่ก็ยังมาขอค้นอีก โดยให้เหตุผลว่า ยังค้นไม่ครบทุกอาคาร

ด้วยพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวแล้วนี้ ทำให้ญาติโยมไม่พอใจ และไม่ไว้วางใจการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อีกต่อไป ทั้งหมดข้างต้นนี้ หลวงพ่อทัตตชีโว ได้อธิบายเหตุผลที่ญาติโยมไม่สบายใจและไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ให้กับเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีและรองสุริยาทราบ

ดังนั้น การกล่าวหาว่า หลวงพ่อทัตตชีโว ไม่ให้ความร่วมมือนั้น จึงไม่เป็นความจริง

เพราะเหตุผลทั้งหมดดังกล่าว เป็นเหตุผลและมติของญาติโยมกันเองทั้งสิ้น

ความจริงคือ ดีเอสไอ ใช้อำนาจเกินขอบเขต เพราะการเจรจาแจ้งว่าค้นเพื่อหา หลวงพ่อธัมมชโย แต่กลับบอกว่าต้องให้พระและญาติโยมออกจากวัด ถึงแม้จะอ้างว่าพระที่มีใบสุทธิสงฆ์ว่าเป็นพระวัดพระธรรมกาย และลูกศิษย์อยู่ได้นั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะต้องการที่จะยึดวัด ไม่ใช่มาจับหลวงพ่อธัมมชโย

ดีเอสไอรู้อยู่แล้วว่า หลวงพ่อธัมมชโยไม่อยู่ ดังนั้น ที่บอกว่าให้หลวงพ่อมอบตัวเรื่องก็จบ ก็ไม่เป็นความจริง เพราะดีเอสไอรู้อยู่แล้วว่าท่านไม่อยู่ จึงเอาเป็นข้ออ้างที่จะบุกยึดวัดและสึกพระ เพื่อทำตามคำสั่งของใครบางคน ที่อ้างว่าต้องให้คนไทยทั้งประเทศรู้ และขอถามว่าให้รู้เรื่องอะไร เพราะดีเอสไอเข้ามาค้นทุกอาคารแล้วไม่พบ หลวงพ่อธัมมชโย พบแต่อาคารว่างเปล่า ไม่มีของล้ำค่าใดๆอ ย่างที่ตั้งใจ เพราะวัดพระธรรมกายไม่มีทรัพย์สินมีค่าอะไร พระสงฆ์สามเณรเราอยู่อย่างสมถะ ข้าวของเครื่องใช้ฟุ่มเฟือยไม่มี จึงไม่สมปรารถนา แต่ยังเชื่อว่าวัดมีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่ จึงต้องการค้นเพื่อให้พบขุมทรัพย์โคมลอยทั้งที่ไม่มี แต่เมื่อทางวัดบอกว่าไม่มีก็ไม่เชื่อ แถมยังกล่าวหาพระ กล่าวหาคนที่มาปฏิบัติธรรมว่าไม่ถูกต้อง จนทำให้ญาติโยมไม่ยอมรับพฤติการณ์เจ้าหน้าที่อีกต่อไป

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 23 กุมภาพันธ์ 256

 

 

OOA !

 

OUT OF AREA

สั่ง 6 สาวกธรรมกาย ออกนอกพื้นที่

ตั้งแต่ นายก อบต. ถึง กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน !

 

 

ผู้ว่าฯปทุมธานี สั่ง 6 ผู้บริหารท้องถิ่นออกนอกพื้นที่ จนกว่าจะดำเนินการ ม.44 วัดธรรมกายแล้วเสร็จ

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 22 กุมภาพัน ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงหลังการประชุมสรุปผลการปฏิบัติงานในวันนี้ โดยพ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวว่า ในวันนี้ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ติดต่อโทรศัพท์กับพระทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เพื่ออธิบายถึงความจำเป็นที่ต้องเข้าตรวจค้น แต่การเจรจาล้มเหลว จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายเต็มรูปแบบ รวมถึงการนำกำลังเฝ้าจุดต่างๆ ในพื้นที่

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีพระสงฆ์ 14 รูป ที่ขัดขืนหมายเรียก ต้องระวางโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท แจ้งเตือนให้ปฏิบัติตามหมายเรียก รวมทั้งขอเตือนไปยังกลุ่มศิษย์ที่ให้การช่วยเหลือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับของศาล การให้ที่พักพิงตลอดจนช่วยให้ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ในส่วนของมวลชนที่ต้องการออกจากวัด สามารถเดินทางออกได้ทันที โดยไม่ถือว่ามีความผิด สำหรับการบิณฑบาตซึ่งเป็นกิจของสงฆ์ทำได้ตามปกติ ทั้งนี้ การดำเนินการของดีเอสไอไม่ต้องการให้ยืดเยื้อ โดยจะยึดหลักไม่ให้เกิดความรุนแรง จะใช้อำนาจตามที่กฎหมายให้ไว้เท่านั้น จุดสำคัญคือต้องบังคับใช้กฎหมายให้ได้ ส่วนแผนการเข้าตรวจค้นจะเป็นอย่างไรไม่ขอเปิดเผย

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ ผู้บริหารท้องถิ่นในเทศบาลเมืองท่าโขลง และ อบต.คลองสาม รวม 6 คน ได้มารายงานตัวที่ ตชด. ภาค 1 แล้ว โดย นายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี มีคำสั่ง ให้ทั้ง 6 คน ออกนอกพื้นที่ที่อยู่ในความควบคุม จนกว่าจะดำเนินการตามมาตรา 44 แล้วเสร็จด้วย

ข่าวแจ้งว่า สำหรับผู้บริหารท้องถิ่น 6 คน มีนายไท ทองปราง นายกเทศมนตรีเมืองท่าโขลง นายปกรณ์ ทองปราง รองนายกเทศมนตรีเมืองท่าโขลง นายวิระศักดิ์ ฮาดดา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม นางทุเรียน ปุ่นพิทักษ์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม นายสถาพร มาทรัพย์ กำนันตำบลคลองสาม และนายวีระ วงษ์มั่งมี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 7 ต.คลองสาม

 

ที่มา : มติชน : 23 กุมภาพันธ์ 2560

 

 

ถึงทางตัน !

ทัตตชีโวไม่ให้ค้นวัดรอบใหม่

ดีเอสไอจำใจต้อง..ปฏิบัติการ เต็มรูปแบบ

แต่แบบไหน ยังไม่บอก !

 

ทำใจ อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด !

 

 

ดีเอสไอ สั่งเคลื่อนกำลัง บังคับใช้กฎหมายเต็มรูปแบบ หลัง "พระทัตตชีโว" ปัดให้ค้น "ธรรมกาย"

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 (บก.ตชด.ภ.1) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และรองโฆษก ดีเอสไอ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผลการเจรจาระหว่างดีเอสไอกับทางวัดพระธรรมกาย เพื่อเข้าตาวจค้นวัดพระธรรมกายในพื้นที่โซนเอและบี ไม่เป็นผลสำเร็จ ว่า เบื้องต้น พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ ได้รายงานผลการเจรจามายังที่ประชุมแล้ว ซึ่งมี พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เป็นประธานการประชุม ผลการเจรจาไม่สำเร็จ ภายหลัง พระทัตตชีโว รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติการตรวจค้นภายในวัดพระธรรมกาย ซึ่งหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ก็จะไม่มีการเจรจากันอีก

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวต่อว่า อธิบดีดีเอสไอ ในฐานะผู้อำนวยการ ได้สั่งเคลื่อนกำลังเข้าปฏิบัติการตามแผนที่ได้มีการกำหนดไว้แล้ว ซึ่งหลังจากนี้ก็คงเข้าสู่การปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ โดยกำลังเจ้าหน้าที่ที่เข้าร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ มีทั้ง เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ทหาร และตำรวจ เพียงแต่ที่ผ่านมา เราเองเป็นเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมีอำนาจเต็มในการดำเนินการ แต่ก็พยายามจะใช้วิธีการจากเบาไปหาหนักมาโดยตลอด เพื่อไม่ให้เกิดภาพลักษณ์ที่มันไม่ดี และก็จะเห็นได้จากตามโซเชียลมีเดียว่าจะเป็นวัดหรือมือที่สามจะทำให้ภาพลักษณ์เกิดความเสียหายไปมาก ซึ่งเราเองก็ไม่ได้สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

"แต่สุดท้ายผล การเจรจามันก็สะท้อนอะไรบางอย่างออกมาว่า ทำไมถึงไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติ เพราะฉะนั้น ก็ไม่มีการพูดคุยกัน ก็เข้าสู่การปฏิบัติการอย่างเต็มรูปแบบ ขณะนี้อธิบดีดีเอสไอได้สั่งการไปแล้ว และเคลื่อนกำลังแล้ว" พ.ต.ต.วรณัน กล่าวและว่า สำหรับแผนปฏิบัติการนั้น ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด แต่ทุกคนจะเห็นในตอนปฏิบัติอยู่แล้ว เนื่องจากการรักษาข้อมูลการข่าวและการปฏิบัติถือเป็นเรื่องที่สำคัญในการปฏิบัติการภาพรวมใหญ่ ทั้งนี้ กำลังเจ้าหน้าที่นั้นไม่ขอพูดถึงตัวเลข แต่มีกำลังมากกว่าครั้งที่แล้ว อย่างไรก็ตาม หากพบผู้กระทำความผิดขัดขวางการปฏิบัติการทำงานของเจ้าหน้าที่ ก็จะถูกจับกุมดำเนินคดีตามคำสั่ง คสช. ที่ 5/2560

ผู้สื่อข่าวถามว่า เจ้าหน้าที่หวั่นเกิดเหตุการณ์ปะทะกันหรือไม่ พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า ก็มีข้อห่วงใยทั้งสองฝ่าย คือทางวัดพระธรรมกายและเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนปฏิบัติการในครั้งจะมีการกำหนดกรอบเวลาหรือไม่ว่าต้องปฏิบัติการให้แล้วเสร็จในเวลาไหนนั้น คงตอบได้ 2 ข้อ คือ 1.ภารกิจเสร็จ และ 2.ประเมินสถานการณ์ ส่วนการเข้าค้นในครั้งนี้ก็ยังคงเป็นไปตามหมายค้น คือเพื่อจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำความผิด อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ได้ทีแผนรองรับการปฏิบัติการในครั้งนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว

 

ที่มา : มติชน : 23 กุมภาพันธ์ 2560

 

มข. เดินหน้า !

 

ไม่คืนหลวงพ่อคูณให้วัดบ้านไร่

แต่จะเดินตามพินัยกรรมข้อที่ 3

ซึ่งระบุว่า "ต้องทำในจังหวัดขอนแก่น" เท่านั้น

 

ก็ดีฮะ..เปิดเผยความจริงทุกอย่างออกมา มันจะได้หายคลางแคลงใจ ไม่ต้องมีปัญหา ซึ่งความจริงแล้ว แค่เดินตามพินัยกรรมของหลวงพ่อ ทุกอย่างก็จะเรียบร้อย ไม่ต้องคิดมากอะไรเลย ท่านสั่งให้เผา "ที่วัดหนองแวง" ก็ต้อง "ที่วัดหนองแวง" ถ้าวัดหนองแวงไม่พร้อมหรือไม่รับ ก็ค่อยว่ากันอีกที ทำตามขั้นตอน ตามสเต็ป สั้นๆ ง่ายๆ สบายๆ พินัยกรรมหลวงพ่อคูณน่ะ เด็ก ป.4 ก็อ่านออก อย่าคิดนอกกรอบ ไม่เห็นมีอะไร แต่ที่จะเป็นปัญหาก็เพราะ "คิดนอกพินัยกรรม" ก็ขนาด "พระราชทานเพลิงศพ" หลวงพ่อยังไม่ให้ขอ แล้วพวกคุณจะไปสร้างโน่นสร้างนี่ให้ท่านอีกทำไม สิ่งที่ดีที่สุด "สุดท้าย" ที่ควรทำถวายหลวงพ่อก็คือ "ทำตามพินัยกรรม" นั่นแหละถูกต้อง ทำตามพินัยกรรมเมื่อไหร่ ความชอบธรรมจะคืนมา ทันที !

 

 

พิธีบำเพ็ญกุศล "หลวงพ่อคูณ" แพทย์ มข. ยึดพินัยกรรมเป็นหลัก ฌาปนกิจปลายปี 2561

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ จากกรณี วันที่ 21 ก.พ. ที่ผ่านมา นางคำมั่น วงษ์กาญจนรัตน์ อายุ 91 ปี น้องสาวพระเทพวิทยาคม หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา พร้อมหลานชาย และคณะกรรมการวัดบ้านไร่ ได้เข้าพบ นายธัญญา ภักดี ผอ.กองกลาง ม.ขอนแก่น เพื่อยื่นหนังสือถึงอธิการบดี ม.ขอนแก่น เพื่อขอนำสรีระสังขารของหลวงพ่อคูณกลับไปบำเพ็ญกุศลที่วัดบ้านไร่ หลังทราบข่าวว่า การฌาปนกิจศพของหลวงพ่อคูณไม่เป็นไปตามพินัยกรรม ตามข่าวที่เสนอไปแล้ว

ความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 22 ก.พ. รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในกรณีดังกล่าวว่า สรีระสังขารหลวงพ่อคูณที่ได้ดองร่างครบ 1 ปี เมื่อพฤษภาคม 2559 ขณะนี้ สรีระสังขารของหลวงพ่อคูณ ได้เป็นครูใหญ่หรือ อาจารย์ใหญ่ มีนักศึกษาได้เรียนสรีระสังขารของท่านมาแล้วประมาณ 8-9 เดือน และจะต้องอยู่ในเวลาศึกษาอีก 2 ปี และตามกำหนดการก็ต้องมีพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่ ในรุ่นของหลวงพ่อคูณที่ศาลา 25 ปี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งมีประมาณ 100 ร่าง ประมาณปลายปี 2561 ซึ่งมีสรีระสังขารของหลวงพ่อคูณอยู่ด้วย

รศ.นพ.ชาญชัย  กล่าวว่า สรีระสังขารของหลวงพ่อคูณ ขอให้ประชาชนที่เป็นศิษย์และศรัทธาหลวงพ่อคูณ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้ดำเนินการตามพินัยกรรม ขอบอกว่าคณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น ยังคงได้ยึดตามพินัยกรรมของหลวงพ่อคูณทุกประการ โดยเฉพาะตามพินัยกรรมข้อ 3 หลวงพ่อคูณบอกว่า เมื่อสิ้นสุดการศึกษาค้นคว้าสรีระสังขารหลวงพ่อคูณ ให้บำเพ็ญกุศลศพแบบเรียบง่าย ละเว้นการสมโภชน์ใดๆ และห้ามขอพระราชทานเพลิงศพอีกด้วย

รศ.นพ.ชาญชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันพระราชทานเพลิงครูใหญ่ที่จะมีขึ้นในปี 2561 ทุกปีจะดำเนินการที่ศาลา 25 ปี ม.ขอนแก่น แต่เมื่อมีสรีระสังขารหลวงพ่อคูณอยู่ 1 ร่าง ทำให้สถานที่ดังกล่าวคับแคบลงไปจะต้องย้ายไปจัดที่หอประชุมกาญจนาภิเษก สถานที่เคยจัดบำเพ็ญกุศลศพหลวงพ่อคูณ เมื่อวันที่ 17 24 พ.ค. 2558 และหลังจากนั้น สรีระสังขารหลวงพ่อคูณ ก็จะนำไปฌาปนสถานจริง ตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม เช่นเดียวกับร่างครูใหญ่อื่นๆ ที่จะนำไปเผาจริงตามวัดต่างๆ ที่ญาติต้องการ

"สรีระสังขาร หลวงพ่อคูณ ได้ระบุไว้ว่า จะฌาปนะที่วัดหนองแวงวัดอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หรือวัดอื่นใด ที่คณะแพทยศาสตร์เห็นสมควรและเหมาะสม แต่จะต้องทำที่ จ.ขอนแก่นเท่านั้น เมื่อเผาเสร็จแล้ว อัฐิ เถ้าถ่าน และเศษอังคารทั้งหมดให้คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น นำไปลอยที่แม่น้ำโขง จ.หนองคาย ตามที่เห็นสมควร แสดงว่าหลวงพ่อคูณไม่ต้องการให้เก็บอะไรที่เกี่ยวกับท่านไว้แม้แต่ชิ้นเดียว ซึ่งดำเนินการตามพินัยกรรมที่หลวงพ่อคูณระบุไว้ทุกประการ" รศ.นพ.ชาญชัย กล่าว

 

ที่มา : มติชน : 23 กุมภาพันธ์ 2560

 

ผุดกลุ่มอริยะ 072 ป้องธัมมชโย !

 

นำร่องด้วยการอดอาหารประท้วง ม.44

เป้าหมาย ลดดีกรีลงเป็น ม.43

 

 

อัยย์ เพชรทอง เจ้าเก่า

เขาเชื่อว่า หลงพ่อเป็นอรหันต์ ระดับหลวงปู่ทวด แต่น่าจะเก่งกว่า เพราะสามารถหายตัวได้นานหลายวัน ขนาดดีเอสไอ ทหาร ตำรวจ นับพันๆ ยังหาตัวไม่เจอ เชื่อไหมล่ะว่า ปาฏิหาริย์มีจริง นะจ๊ะ !

 

 

อหิงสา เพื่อยกเลิก ม.44

 

ภิกษุธรรมกาย 7 รูป รวมตัว "อดอาหาร-นั่งสมาธิ" ประท้วง

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่วัดพระธรรมกาย ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่หน้าตลาดกลางคลองหลวง ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พระสงฆ์วัดพระธรรมกายพร้อมด้วยศิษยานุศิษย์ วัดพระธรรมกาย ได้ออกแถลงการณ์ ต่อสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวจำนวนมาก

นายอัยย์ เพชรทอง ลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ได้เผยกับสื่อมวลชนว่า กลุ่มลูกศิษย์ที่มาชุมนุมอยู่ ณ ตลาดกลางคลองหลวงราว 1,000 คน เนื่องจากไม่สามารถเดินทางเข้าไปยังวัดพระธรรมกายได้ จึงได้รวมตัวกันในชื่อ "กลุ่มอริยะ 072" ค่ายคลองหลวง โดยมีเจตนาในการดูแลวัดพระธรรมกายแบบไม่ใช้ความรุนแรงและรองรับคนที่จะเดินทางมาช่วยปกป้องศาสนา โดยจะไม่มีการเคลื่อนย้ายไปต่อต้านการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ฝั่งวัดพระธรรมกายอย่างแน่นอน และไม่มีกลุ่มการเมืองอยู่เบื้องหลังของการรวมตัวดังกล่าว และอยากจะวิงวอนขอให้นายกรัฐมนตรีทบทวนการใช้มาตรา 44 ที่ทำให้ประชาชนใน อ.คลองหลวงเดือดร้อน หรือปรับลดมาใช้มาตรา 43 แทน ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ากลุ่มลูกศิษย์จะไปยื่นหนังสือต่อสมเด็จพระสังฆราชที่วัดราชบพิตรหรือทำเนียบก็ไม่เป็นความจริง พร้อมทั้งยืนยันว่า จะไม่มีการไม่ปิดกั้นการนำเสนอข่าวทุกสำนัก โดยในวันนี้ หลังจากแถลงข่าวเสร็จ จะมีการทำอารยะขัดขืนจากพระสงฆ์รวม 7 รูป จากการนั่งสมาธิและอดอาหาร โดยในระหว่างนี้ทางกลุ่มลูกศิษย์จะมีการรวมปัจจัยเพื่อนำไปซื้ออาหารเพื่อมอบให้กับทางวัดพระธรรมกายอีกด้วย

ทั้งนี้ ทางกลุ่มดังกล่าว ยังเผยอีกว่า ในการชุมนุมบริเวณตลาดกลางคลองหลวงนั้น ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่เพียงแค่วันแรกเท่านั้น แต่เนื่องจากมีจำนวนผู้เข้ามาร่วมมากขึ้น ในอนาคตหากไม่ได้รับอนุญาตให้ชุมนุมบริเวณดังกล่าว ก็อาจจะเดินทางไปรวมตัวอารยะขัดขืนที่ป่ากกรอบที่บริเวณใกล้เคียงกับวัดพระธรรมกายแทน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่มีการแถลงจากกลุ่มอริยะ 072 เสร็จ ได้มีกลุ่มพระสงฆ์ราว 15 รูปจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เดินทางมาบริเวณดังกล่าว นำโดย พระนเรศ วรปัญโญ จาก อ.ระแงะ จ.นราธิวาส พร้อมแสดงเจตนารมณ์ที่จะเดินทางเข้าไปยังวัดพระธรรมกาย แต่หากเข้าไปไม่ได้ ก็ตั้งใจว่าจะปักหลักสวดมนต์อยู่ที่บริเวณตลาดดังกล่าว

 

ที่มา : มติชน : 23 กุมภาพันธ์ 2560

 

 

 

ทิ้งไพ่โจ๊ก !

 

ธัมมชโยต่อรอง

ยกเลิก ม.44 แลกกับ ความร่วมมือให้ค้นวัด !

 

อา..นั่นแสดงว่า ธัมมชโย เข้าสู่ตาอับ ขยับไม่ได้แล้ว จึงหาทางหนีออกจากมุม แต่ยังทำใจดีสู้เสือ ขึ้นไปนั่งดีดพิณอยู่บนกำแพง ทั้งๆ ที่ในเมือง ไม่มีทหารเหลืออยู่เลยแม้แต่พระหน่อเดียว สงครามครั้งนี้เป็นที่รู้ดีว่า ยิ่งยืดเยื้อก็ยิ่งเสียหาย โดยเฉพาะฝ่ายธรรมกาย แต่จะหาทางออกได้อย่างไร ในเมื่อมันมาถึงทางตัน จะมอบตัวก็ไม่ได้ ไม่มอบตัวก็ไม่ได้ เปิดหน้าไพ่มาเต็มสำรับแล้ว เหลือไพ่โจ๊กใบเดียว ปกติเอาไว้ปะหน้าสำรับ แต่วันนี้ ธัมมชโยตัดสินใจ ทิ้งไพ่โจ๊ก เห็นแล้วก็..ฮา !

 

 

วัดพระธรรมกายต่อรองขอให้ยกเลิก ม.44 ก่อนยินดีให้ตรวจค้น

เมื่อเวลา 09.25 น. วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส แถลงข่าว พร้อมติง นายสุวพันธ์ุ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม ระบุเป็น รัฐมนตรีต้องรับโทรศัพท์ประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง เพราะต้องรับฟังปัญหาประชาชน ชี้หลับลงได้ไงในเมื่อ ประชาชนยังเดือดร้อน ส่วนกระแสข่าวที่ว่า พระธัมมชโยจะไปมอบตัวที่วัดพิชยญาติ ย่านคลองสาน โดยอ้างว่า โอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นไปไม่ได้เลย ถึงแม้ในปี 2542 พระธัมมชโยจะเคยไปมอบตัวเพื่อขึ้นศาลสงฆ์ก็จริง ศาลยกฟ้องไม่มีความผิด แต่กระแสข่าวที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการปล่อยข่าวของฝั่งตรงข้ามเท่านั้น

และจากการตรวจค้น เมื่อวันที่ 16 ทางวัดและดีเอสไอ ได้มีการลงนามในการตรวจค้นภายในวัด 3 วัน ไม่ปรากฏว่าพบพระธัมมชโย และมีการลงนามในการตรวจค้นทั้ง 2 ฝ่าย จนเป็นที่พึ่งพอใจ แต่จู่ๆ กลับมีการตรวจค้นเพิ่มและใช้ ม.44 และเมื่อวานทาง จนท.ดีเอสไอ ให้ข่าวว่าหมายค้นหมดไปแล้ว แต่จริงๆ หมายค้นมีถึงวันที่ 28 ก.พ. ถ้าทาง จนท. ยกเลิก ม.44 แล้วมาเจรจากันใหม่ ทางวัดจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 22 กุมภาพันธ์ 2560

 

 

ฮา !

 

ดร.บรรจบ ควง ดวงใจ-กรณ์ ป้องธรรมกาย

เซ็นกันสามชื่อ แทน 53 องค์กร ทั่วโลก

โลกไหนบ้างก็ไม่รู้  !

 

 


 

บรรจบหมโรง !

 

 

 

ดวงใจ เชื้อคำเพ็ง : กรณ์ มีดี

โนเนมในแวดวงพุทธ แต่แจ้งเกิดง่ายๆ ด้วยการโหนธรรมกาย

 

 

 

กรณ์ มีดี ปฏิเสธ

ไม่ใช่ศิษย์ ไม่เคยไปวัดพระธรรมกาย ไม่เคยทำบุญ

แต่ปลื้มสุดๆ ที่ได้ รางวัลผู้นำพุทธโลก จาก..ธัมมชโย

 

 


 

 

ส่วนด้านล่างนี้

บรรจบ - ดวงใจ - กรณ์

สามพระหน่อ ตวัดปากกา "เซ็นแทน" 53 องค์กร นอมินี

ความจริงแล้ว ให้บรรจบเซ็นคนเดียวก็สิ้นเรื่อง เพราะทุกอย่างก็อยู่ที่บรรจบหมด ถ้าบรรจบบอกโอเค อีกสองคนก็โอเค ถ้าบรรจบเซย์โน สองพระหน่อก็โน อพิโถ องค์กรพุทธโลก !

 

 




ที่มา : สมาคมชาวพุทธแห่งประเทศไทย : 22 กุมภาพันธ์ 2560

 

วิระศักดิ์  ฮาดดา โดน !

 

ผวจ.ปทุมธานี สั่งรายงานตัว

ลังมวลชนในคลองสามเคลื่อนไหวหนัก !

 

 

 

วิระศักดิ์ ฮาดดา

นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม

มือขวาธัมมชโยฝ่ายการเมืองท้องถิ่น

ผู้คุมกำลังธรรมกายบนภาคพื้นดิน

 

นายวิระศักดิ์ ฮาดดา นั้น เคยเป็น "เลขาธิการมูลนิธิธรรมกาย" ก่อนรับคำสั่งจากพ่อใหญ่ให้ลงไปเล่นการเมืองทิ้งถิ่น "เพื่อรักษาฐานโดยรอบวัดพระธรรมกาย" นับจากนั้นมา ตั้งแต่คลองสามถึงคลองสิบสาม กลายเป็นเขตอาณาของอาณาจักรธรรมกาย ซึ่งเคยคุยเอาไว้ว่า "ถ้าจะเอาจริงๆ ชาวคลองสาม มีเป็นแสน"

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นายวิระศักดิ์ ฮาดดา ได้ให้ น.ส.จำปี จารุฤทัยกานต์ เลขานุการนายก อบต. คลองสาม ทำหนังสือถึงประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม) ร้องเรียนเรื่องวัดพระธรรมกายถูกคำสั่ง คสช. มาตรา 44 จึงขอให้ กสม. ได้เข้ามาช่วยเหลือดูแลในเรื่องดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นการดึงเอา กสม. เข้ามาชน คสช. อีกทางหนึ่ง

ม.44 ที่ออกมา แสดงว่า ทาง คสช. ทำการบ้านมาก่อน จึงออก ม.44 ครอบคลุมพื้นที่โดยรอบวัดพระธรรมกายเอาไว้ด้วย ขืนออกเฉพาะวัดพระธรรมกาย รับรองเอาไม่อยู่

 

 

ไท ทองปราง

นายกเทศมนตรีเมืองท่าโขลง

 

 


 



 

ร้อง กสม. ปมตัดน้ำ-ไฟธรรมกาย ชี้กระทบสิทธิ ปชช.

เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.จำปี จารุฤทัยกานต์ เลขานุการนายก อบต.คลองสาม ได้ทำหนังสือถึงประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ต่อกรณีที่มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 5/2560 ที่ให้พื้นที่วัดพระธรรมกายและมูลนิธิธรรมกาย เป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ ตลอดจนให้เจ้าหนี้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นภายในพื้นที่ แต่กลับมีคำสั่งให้คณะสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา และบุคลากรของวัดออกนอกพื้นที่ และยังได้รับแจ้งว่าทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จะตัดกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าวด้วย จึงมองว่าการดำเนินการดังกล่าวของเจ้าหน้าที่รัฐ ถือว่าละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน 

นอกจากจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้คณะสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา และบุคลากรของวัดแล้ว ยังเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณโดยรอบวัดพระธรรมกายและมูลนิธิธรรมกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดกระแสไฟฟ้าจะมีผลกระทบต่อประชาชนในหมู่บ้าน หมู่ที่ 6-13 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ดังนั้นในนามของผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาล เจ้าหน้าที่ ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในการดำเนินงาน เพื่อให้กระทบต่อการใช้ชีวิตโดยสุจริตของประชาชนทั่วไป

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 22 กุมภาพันธ์ 2560

 

ข่าวเกี่ยวเนื่อง :

 

สายโหด !

 

เสรี - วัฒนา สวมหน้ากาก

กระชากแขน "ตู่ ม.4" ลงคลองสาม

แต่เงียบ ไม่มีเสียงตอบโต้ สงสัยจุก !

 

 

 

สองรุมหนึ่ง

 

อา..แบบนี้ท่านเรียกว่า รายการ "สองรุมหนึ่ง" ฮ่ะ แต่ข้างหลังคุณวัฒนา อาจจะมีเงา "แม้ว" ทับอยู่ก็ได้ ดูให้ดีนะฮะ ส่วนคุณเสรีนั้น ตราบใดยังไม่เอา "ศรีวราห์" ออกไปจากสีกากี ชาตินี้ก็ไม่มีวันคืนดีกัน เข้าตำรา "ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ" และอย่าได้คิดว่า บ้านนี้เมืองนี้ไม่มีคนกล้านะฮะ อย่างน้อยก็ 2 คนนี้ล่ะ แน่เสียยิ่งกว่าแน่อีกน้อง ช่วงนี้ "บัวขาว" หยุดชกฮ่ะ ไทยฟงไทยไฟต์ไม่มีใครดู สู้ดูตำรวจทหารนักการเมืองเขาไฟต์กันไม่ได้ ..มันกว่ากันเยอะ !

ว่าแต่ "ท่านบิ๊กตู่" ออก ม.44 เรียกพระธัมมชโยและบริวารอีก 13 ท่าน ไปรายงานตัวกับดีเอสไอ คิดว่าน่าจะตกไปอีก 2 รายชื่อนะจ๊ะ ชิตัง เม !

 

 

กดที่ภาพเพื่อฟังเสรีพิศุทธ์

 

เด็ดๆ จาก..เสรีพิศุทธ์

 

"คุณประยุทธ์เกิดมาเป็นทหาร ไม่เคยใช้กฎหมาย ไม่รู้เรื่องกฎหมาย ทำอะไรก็ผิดๆ พลาดๆ

: ผมว่าคุณประยุทธ์คิดไม่เป็นหรอก

: ขาดคุณธรรม ขาดจรรยาบรรณ

: ดูแล้วรัฐบาลนี้ทำลายพุทธศาสนาเหลือเกิน ย่ำยีพระพุทธศาสนาเหลือเกิน และไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำมากมายถึงขนาดนี้เลย

: ทีน้องชายตัวเองทำผิด กลับไม่สนใจ แต่เรื่องคนอื่น กูล่อเขา

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อฟัง วัฒนา เมืองสุข

 

โหดๆ จาก..วัฒนา เมืองสุข

 

 

: ขออนุญาตเรียกนายกแล้วกัน ให้เกียรติกันหน่อย นะฮะ ไม่งั้นผมไม่เรียก คุณยึดอำนาจผมมาเนี่ย ใช้อำนาจมา ใช้กำลังคนมากกว่าสามคนเนี่ย เขาเรียกอะไรก็ไม่รู้ นะฮะ

: ไปบอกว่า ต้องไปจัดการพระ เรื่องของพระ เป็นพระหรือเปล่า มันเรื่องอะไรของคุณ จะเป็นพระหรือไม่เป็นพระ มันเป็นหน้าที่อง มส. คือมหาเถรสมาคม

: คุณเอาสิทธิ์อะไรไปห้ามคนเข้าวัด มันเป็นเรื่องไม่ถูกต้องตั้งแต่คุณออกคำสั่งแล้ว ไปออกคำสั่งให้พระรายงานตัว คุณต้องไปพบพระนะ ไม่ใช่ให้พระไปพบคุณ

: คุณเอาสิทธิ์อะไร

: โอหัง ! เป็นคนพุทธหรือเปล่า ?

: กระทั่งกติกาที่คุณเขียนขึ้นมาเอง คุณยังไม่ทำตาม

 

ที่มา : ไทยรัฐทีวี - YOUTUBE

 

"อยู่ในวัด"

 

ไพบูลย์ฟันธง !

 

ธัมมชโย พร้อมด้วย ห้าเสือ ยังอยู่ในกำแพง

ไม่งั้นไม่ใส่หน้ากากเต็มวัด

ดีเอสไอ ขีดเส้นตาย พรุ่งนี้ ต้องเข้าได้

หาไม่ก็จะ..ยกระดับ !

 


 

THE MASK

 

อา..ถ้างั้น พระธรรมศักดิ์ ที่ออกมาแฉว่า "ธัมมชโยไปกับโค้ก" นั้น ก็เป็น "ข่าวลวง" ของห้าเสือล่ะสิ เป็นตัวหลอกที่ถูกใช้ให้ออกมา "ล่อเป้า" ดีเอสไอให้ไขว้เขว..เพื่อซื้อเวลาเรียกสาวกและนักข่าว สนิทวงศ์ก็เล่นลิ้นว่า "หลงพ่ออยู่ที่ไหนไม่ทราบ จะทราบไปทำไม แต่ท่านอยู่ในใจอาตมาเสมอ" แหมฟังแล้วเคลิ้มยิ่งกว่าคัมภีร์

สถานการณ์วันนี้จึงชี้ว่า "ธัมมชโยเข้าตาอับ" แล้วล่ะครับ พลพรรคก็จำกัด เสบียงก็ร่อยหรอ ถูกปิดปากปิดจมูกได้ไม่กี่วันก็ร้องลั่น "ขอยกเลิก ม.44 ไม่มีข้าวจะกิน" งานนี้ "บิ๊กตู่" เอาจริงนะฮะ เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับ "คสช." ขอบอกว่า "เดิมพันมันสูง" ณ เวลานี้ โดนหิ้วปีกแน่ ! และอย่าฝันหวานว่าจะได้รับประกันตัวเลย มีแต่ "สึกกับสึก" เพียงประการเดียวเท่านั้น นอกนั้นก็เลือกเอา 2 ทาง ระหว่าง "หนีไปนอก" กับ "ตายในวัด" ตามวาจาที่ลั่นไว้ ตามสบายนะฮะ ชิตัง เม !

 

 

กดที่ภาพเพื่อชมรายการจาก เนชั่นทีวี

 

 

ห้ามพระมีทรัพย์สิน !

รวมทั้งห้ามรับมรดกตกทอด

จรัญ ภักดีธนากุล ยื่นแก้ พรบ.คณะสงฆ์ !

 

อา..ถามว่าดีไหม ตอบว่า ดีซีคะ เพราะว่าพระพุทธศาสนาในเมืองไทย จะบริสุทธิ์ผุดผ่อง เป็นทองเนื้อเก้า พระเณรที่บวชเข้ามาทุกรูป จะเป็นพระเณรดีมีคุณภาพ อย่างน้อยก็คงจะน้องๆ "โสดาบัน" เพราะต้องบวชเพื่อ "สละโลก-สละกิเลส" เท่านั้น ไม่งั้นคงบวชไม่ได้ พระพุทธศาสนาของเมืองไทย กำลังได้รับการยกระดับสู่ "จุดสูงสุด" ที่ไม่มีประเทศใดๆ ในโลกจะสู้ได้ เสียหน่อยเดียว ขอแก้แค่เรื่องทรัพย์สินของพระ ความจริงแล้ว ถ้าจะยกระดับพระพุทธศาสนาเอาแบบว่า "เนื้อๆ" นะ ก็ขอให้รัฐบาลใช้ ม.44 บังคับอีกซัก 3-4 ข้อ อาทิเช่น

1. ผู้ที่บวชเข้ามาแล้ว ต้องศึกษาพระไตรปิฎกจนจบ ไม่เรียนไม่ให้บวช ถ้าบวชมาแล้วไม่ยอมเรียน มีโทษขั้นประหารชีวิต

2. พระเณรที่บวชเข้ามาแล้ว ต้องบำเพ็ญเพียรจนได้บรรลุธรรม ขั้นต่ำคือ โสดาบัน ใครบวชแล้วไม่ได้บรรลุธรรมภายใน 3 ปี มีโทษขั้นประหารชีวิต เพราะหลอกลวงประชาชนว่าบวชเพื่อสละกิเลส

3. ผู้ที่จะบวชต้องสละกิเลส บวชแล้ว "ห้ามสึก" เด็ดขาด ใครสึกต้องโทษทั้งจำทั้งปรับ จำคุกตลอดชีวิต และปรับรายละ 100 ล้านบาท

4. ผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นบิดา มารดา ญาติสนิท มิตรสหาย ของผู้ที่ทำผิด 3 มาตรา ดังกล่าวข้างต้น ถือว่ามีความผิดด้วย ต้องถูกจำคุก 7 ชั่วโคตร โทษฐานสมรู้ร่วมคิดบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา

 



 

ถ้าออกกฎหมายแบบนี้ได้ รับรองว่าพระพุทธศาสนาในประเทศไทย จะบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ยิ่งกว่าสมัยพุทธกาล เราจะมีอรหันต์เต็มเมือง ไม่เชื่อก็ลองดูสิ แต่ก่อนกฎหมายจะผ่านสภาน่ะ เชื่อเหอะว่า พระสงฆ์สามเณรไทย จะแห่สึกกันเกลี้ยงประเทศ แล้วเชิญ ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ท่าน สส. สว. สนช. รวมทั้งนักวิชาการสายสุดโต่งทั้งหลาย ให้มาบวชแทน แล้วคราวนี้ก็จะรอดูว่า "ใครทำลายศาสนา" ถ้ามาอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ลองไปถามพวกที่เคยประกาศ "บวชไม่สึก" รวมทั้ง "ทิดมิตซูโอะ" ดูสิ สึกออกไปนอนแผ่ เอ๊ย เผยแผ่พระศาสนาที่ญี่ปุ่น ถามว่า อยากกลับมาบวชอีกไหม ?

 

จรัญ ภักดีธนากุล
มือปฏิรูปพระพุทธศาสนาด้วยกฎหมาย

 

จับตาแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ เล็งบริหารจัดการทรัพย์สินวัด

เมื่อวันที่ 21 ก.พ.2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจรัล ภักดีธนากุล คณะทำงานปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ได้เสนอให้แก้ไข ร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ใน 2 มาตรา คือ

มาตรา 1222 ระบุว่า การรับมรดกตกทอดของบุคคลที่บวชเป็นพระ ไม่ควรที่จะได้รับมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ เพราะไม่มีความเหมาะสม เนื่องจากไม่ได้เป็นฆราวาส

มาตรา 1223 เสนอว่า เมื่อบุคคลที่มาบวชเป็นพระ เมื่อได้รับปัจจัยต่างๆ ที่มีมูลค่ามาก ไม่ควรจะเก็บไว้เอง ควรจะเป็นของวัด หรือ ให้ตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน

ต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จากนั้นก็ส่งให้คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สนช. พิจารณา ซึ่งที่ประชุมกรรมาธิการฯ จึงได้มอบหมายให้นายสมพร เทพสิทธา ประธานอนุกรรมาธิการด้านการศาสนา ไปดำเนินการศึกษา จึงได้ตั้งคณะทำงานพิจารณาศึกษากฎหมายเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา พิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าว

พล.อ.อ.อาคม กาญจนหิรัญ รองประธานคณะทำงานพิจารณาศึกษากฎหมายเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เปิดเผยว่า วันนี้ คณะทำงานฯได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะต้องฟังความเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพระสงฆ์ ซึ่งยังมีเวลาในการพิจารณา 30 วัน

 

ข่าว : เดลินิวส์  : 22 กุมภาพันธ์ 2560

 

ทวงหลวงพ่อคูณ !

วัดบ้านไร่ให้น้องสาวหลวงพ่อออกหน้า

บอกว่า มหาลัยขอนแก่น ผิดสัญญา !

 

พินัยกรรมของหลวงพ่อระบุว่า "ให้ฌาปนกิจที่วัดหนองแวง" แต่กลับจะนำไปที่พุทธมณฑลขอนแก่น ผิดพินัยกรรมแบบนี้วัดบ้านไร่ยอมไม่ได้ ที่ยอมๆ ให้ก็เพราะ..พินัยกรรม แต่ถ้าไม่ทำตามพินัยกรรม ก็ถือว่า เป็นโมฆะ ชาววัดบ้านไร่ จึงขอนิมนต์หลวงพ่อคืน !

อา..มันจะไปยากอะไร ท่านอธิการบดี มข. ก็อ้าง "ว.วชิรเมธี" สิ ถึงจะเคยบอกว่า "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ไม่เหมาะสมสำหรับสมณะ แต่ถ้าพระผู้ใหญ่ให้ กูก็เอา" รับรองว่าไม่มีใครคัดค้าน เพราะผู้ใหญ่สนับสนุนให้เสียสัตย์ตระบัดศีล ดิ้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ดิ้นตายเอง !

 

 

บัญชาสมเด็จช่วง ย่อมอยู่เหนือ "พระธรรมวินัย" ของพระบรมศาสดา เคยกล่าววาจาเช่นใดไว้ ถ้าพระผู้ใหญ่บอกให้ทำอีกอย่างหนึ่ง ก็อย่าไปสนใจในสัจวาจานั้น ตระบัดสัตย์ได้ทันที เดี๋ยวได้เป็นเจ้าคุณแล้ว คนก็ลืมกันไปเอง เชื่อวอสิ !

 


 






 

น้องสาวบุกขอคืนสรีรสังขารหลวงพ่อคูณ

ยายคำมั่น น้องสาวหลวงพ่อคูณ พร้อมด้วยลูกหลาน ยื่นหนังสือถึงอธิการบดี ม.ขอนแก่น ขอคืนสรีรสังขาร ไปทำพิธีทางศาสนาที่วัดบ้านไร่

 21 ก.พ. 60  เมื่อเวลา 10.30 น.  นางคำมั่น วงษ์กาญจนรัตน์ อายุ 91 ปี น้องสาว พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ) หรือ หลวงพ่อคูณ อยู่บ้านเลขที่ 37 หมู่ที่ 1 ต.บัวชุม อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี พร้อมด้วย นายบุญเทิด วงษ์กาญจนรัตน์ นายสุดท้าย วงษ์กาญจนรัตน์ บุตรชายและหลานชาย รวมทั้ง นายเรียน บ่วงขุนทด กรรมการวัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา นายสนอง หวังหยิบกลาง อายุ 45 ปี เหรัญญิก และกรรมการฝ่ายบริหารวัดบ้านไร่ ได้ขอเข้าพบและเพื่อยื่นหนังสือถึง รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตน์ศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งไม่อยู่เนื่องจากเดินทางไปราชการที่ต่างประเทศ นายธัญญา ภักดี ผอ.กองกลาง ม.ขอนแก่น จึงเป็นผู้รับเรื่องแทน

โดยหนังสือที่นางคำมั่นยื่นถึงอธิการบดีเป็นเรื่อง ขอนำสรีรสังขารของหลวงพ่อคูณกลับไปบำเพ็ญกุศลที่วัดบ้านไร่ รายละเอียดว่า ตามที่คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น ได้นำสรีรสังขารของหลวงพ่อคูณมาดำเนินการตามพินัยกรรมตามที่ปรากฏแล้วนั้น พวกเราในนามของคณะญาติผู้ใกล้ชิดทางสายเลือดประกอบด้วย คุณแม่คำมั่น วงษ์กาญจนรัตน์ ในฐานะน้องสาว รวมทั้งเครือญาติทั้งใกล้และไกลทุกคนต่างก็มีความปลื้มปิติกับการสละร่างกายในครั้งนี้ด้วย

แต่ต่อมาภายหลังได้ข่าวจากบุคคลที่เชื่อถือได้ว่า ได้มีการประชุมร่วมกันของคณะบุคคลหลายฝ่ายในจังหวัดขอนแก่น ถึงการเตรียมที่จะจัดการฌาปนกิจศพของหลวงพ่อคูณ มีความผิดเพี้ยนไปจากเงื่อนไขของหลวงพ่อคูณซึ่งระบุไว้ในพินัยกรรม คือ ไม่ได้เตรียมการที่จะฌาปนกิจที่วัดหนองแวง หรือวัดอื่นๆ แต่กลับไปเตรียมใช้สถานที่อื่นซึ่งไม่ใช่วัด คือ บริเวณพุทธมณฑล ซึ่งแสดงให้เห็นถือความไม่จริงใจ

อนึ่ง ในการประชุมแต่ละครั้ง บุคคลที่ถูกระบุไว้ให้เป็นผู้ร่วมจัดการศพตามพินัยกรรม เช่น นายอำเภอด่านขุนทด และศึกษาธิการ อ.ด่านขุนทด ก็ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุม เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือแม้แต่ได้รับรู้ข่าวสารใดๆ โดยตรงจากคณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น เช่นกัน

จึงเสมือนว่าคณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น บริหารจัดการเบ็ดเสร็จแต่เพียงฝ่ายเดียว ประหนึ่งว่าหลวงพ่อคูณเป็นศพไร้ญาติ ทางเรารู้สึกเศร้าสลดรันทดใจที่ไม่มีสิทธิ์ใดๆ ในการจัดการเลยแม้แต่น้อย จึงทำให้เราคิดว่าหลวงพ่อคูณเป็นนายคูณ เป็นคนธรรมดาแล้วจะได้รับการปฏิบัติเช่นนี้หรือไม่ ในขณะเดียวกันทางเราก็ยังเป็นญาติที่จะต้องดำเนินการตามประเพณีนิยมอยู่เช่นเดิม ดังนั้น ไม่มีเหตุผลอื่นใดที่ซ่อนเร้นแอบแฝงเพื่อการอย่างอื่น หลังจากที่ทางคณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น ได้ให้นักศึกษาแพทย์ใช้สรีรสังขารของหลวงพ่อคูณ เพื่อการศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว ทางเราจึงใคร่ขอนำสรีรสังขารของหลวงพ่อคูณกลับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีนิยมที่วัดบ้านไร่อันเป็นแผ่นดินถิ่นเกิดของหลวงพ่อคูณในลำดับต่อไป

นายธัญญา ภักดี ผู้อำนวยการกองกลาง หลังได้พูดคุยและรับหนังสือ ได้กล่าวว่า คณะคุณแม่คำมั่น น้องสาวหลวงพ่อคูณ และหลานหลวงพ่อคูณ คณะกรรมการวัดบ้านไร่ได้ขอเข้าพบอธิการบดี ม.ขอนแก่น เพื่อขอยื่นความประสงค์นำสรีรสังขารหลวงพ่อคูณเพื่อนำไปทำพิธีทางศาสนาที่วัดบ้านไร่หลังเสร็จสิ้นที่หลวงพ่อคูณได้เป็นอาจารย์ใหญ่ให้กับคณะนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น ตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะได้นำเสนออธิการบดี ม.ขอนแก่น เพื่อดำเนินการตามข้อปรึกษาของคณะของน้องสาว หลาน และลูกศิษย์ หลวงพ่อคูณ ต่อไป

สำหรับการเตรียมสรีรสังขารของหลวงพ่อคูณเป็นครูใหญ่นั้น ทางคณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น ได้มอบหมายให้อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ 3 ท่าน คือ รศ.ดร.กิตติศักดิ์ ศรีพาณิชกุลชัย , รศ.พิพัฒน์พงษ์ แคนลา , และ ผศ.ยรรยง ทุมแสน เป็นผู้เตรียมการให้หลวงพ่อคูณ "เป็นครูใหญ่สาธิต" สำหรับนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 และนักศึกษาในศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพทุกคน ทุกชั้นเรียน เพื่อให้นักศึกษาทุกคนได้ศึกษา และสัมผัสสรีระของหลวงพ่อคูณ และนักศึกษาทุกคนจะได้มีหลวงพ่อคูณเป็นครูใหญ่ ตามเจตนารมณ์ของท่านด้วย

ส่วนการการถวายเพลิงหลวงพ่อคูณ ซึ่งจะมีขึ้นในปี 2561 หลังจากเป็นครูใหญ่ครบตามกำหนด โดยได้พิจารณาเลือกพื้นที่ดิน 350 ไร่ บริเวณใกล้กับพุทธมณฑลจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณะที่อยู่ในการดูแลใช้ประโยชน์ของเทศบาลเมืองศิลา และสภาเทศบาลเมืองศิลา ที่จะใช้ประโยชน์สำหรับการสร้างโรงพยาบาลศรีนครินทร์ แห่งที่ 2 เพื่อการเรียน การสอน ในปี พ.ศ. 2556 คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เลือกสถานที่นี้โดยกันเนื้อที่ 25 - 30 ไร่ จัดทำเมรุลอยสำหรับถวายเพลิงหลวงพ่อคูณ หลังจากนั้นจะสร้างเจดีย์ครอบและสร้างอนุสรณ์สถานหลวงพ่อคูณ เพื่อให้บุคลากรของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และประชาชนทั่วประเทศ ได้รำลึกถึงพระคุณและเชิดชูเกียรติของหลวงพ่อคูณต่อไป

 

ข่าว : คมชัดลึก  : 22 กุมภาพันธ์ 2560

 

ผมไม่เลิก !

บิ๊กตู่ลั่นดาลวัดพระธรรมกาย

จะปิดจนกว่าจะได้ตัว..ธัมมชโย !

 

 

 

บิ๊กตู่ ลั่น ! ไม่เลิก ม.44 คุมวัดพระธรรมกาย จนกว่า "ธัมมชโย" มอบตัว บอกอย่ามาพูดจะไปยึดพระมั่นใจของแท้

เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงปัญหาการตรวจค้นวัดพระธรรมกายว่า วันนี้โทรทัศน์บางช่อง พิธีกรบางคน ระบุว่าใช้มาตรา 44 กับวัดพระธรรมกายแล้วก็ไม่มีความหมาย กลายเป็นว่ารัฐบาลไม่มีน้ำยา ซึ่งเรื่องนี้หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ปัญหาก็จะเกิด กลายเป็นเชียร์มวย ดูกันว่าใครจะชนะระหว่างพระกับเจ้าหน้าที่ ถามว่าเกิดประโยชน์อะไรกับบ้านเมืองบ้าง เรื่องนี้เป็นคดีความ ถ้าสู้กันตามกระบวนการ ทุกอย่างก็จบ

"เมื่อตำรวจบอกว่า 7 วัน คือหมายความว่า ต้องรู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป วันนี้ มีการทำงานร่วมกันทั้งสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) มหาเถรสมาคม (มส.) ก็ลงมาหารือร่วมกันเพื่อทำให้วัดพระธรรมกายเป็นสถานที่ที่ประชาชนสามารถเข้าไป ไม่แปลกประหลาดหรือแตกต่างจากที่อื่น ส่วนคดีความเป็นเรื่องของบุคคล ใครทำผิดก็ว่ากันไป ขอร้องอย่าพูดเหมือนเดิมพันใครจะชนะ เพราะบ้านเมืองจะแพ้ตลอด" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ส่วนกรณีที่วัดพระธรรมกายมีการต่อเติมอาคารและใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คนทำผิดกฎหมายยังไม่มาขึ้นศาลตามกระบวนการ จึงอย่าเพิ่งถามว่าผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะมีความผิดหรือไม่ ดังนั้นสื่อมวลชนจึงควรบอกผู้ที่กระทำความผิดให้มามอบตัว เพราะเป็นหน้าที่ของสื่อ ที่จะต้องไปบอกว่า ขอให้พระสงฆ์เอาผ้าปิดจมูกออก

ได้ที่ไหน เป็นพระปิดหน้าปิดตา เหมาะสมหรือเปล่าก็ไม่รู้ ส่วนที่ขอให้ยกเลิกมาตรา 44 ยืนยันว่าผมไม่ยกเลิก เพราะยังไม่จบเรื่องแล้วจะยกเลิกได้อย่างไร กฎหมายเลิกได้ที่ไหน ในเมื่อยังนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีไม่ได้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องควบคุมไปตลอดจนกว่าพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสจะมอบตัวหรือดำเนินคดีได้ พร้อมบริหารจัดการใหม่และอย่ามาบอกว่าผมจะไปยึดพระทองคำ เพราะไม่รู้อะไรอยู่ไหน มีหรือเปล่าก็ไม่รู้ และแน่ใจอย่างไรว่าเป็นพระแท้ เป็นไปได้หรือที่นำทองคำไปหล่อพระขนาดนั้น เพราะขนาดสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นยังรั่วเลย คิดแบบนี้ก็จะรู้คำตอบเอง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

 

ข่าว : มติชน  : 22 กุมภาพันธ์ 2560

 

สังฆราชทรงห่วง !

่วงปัญหาธรรมกาย

จะกลายเป็นปัญหาของบ้านเมือง !

 

 

สมเด็จพระสังฆราช ทรงห่วงใยสถานการณ์ที่วัดธรรมกาย จนท. ยังตรึงกำลังเข้ม

เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี แถลงร่วมดีเอสไอ ระบุ สมเด็จพระสังฆราช ทรงห่วงใยสถานการณ์ที่วัดพระธรรมกาย ตรวจสอบใบสุทธิพระสงฆ์ อยู่ระหว่างดำเนินการ ด้านดีเอสไอยันไม่ยึด หรือนำของออกจากวัดแน่ หากค้นจนไร้ข้อสงสัย เล็งขอยกเลิก ม.44

เวลา 18.20 น. วันที่ 21 ก.พ. ที่ชั้น 1 บก.ตชด.ภ.1 พระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะโฆษกดีเอสไอ นายสมเกียรติ ธงศรี ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกดีเอสไอ ร่วมแถลงข่าว

พระเทพรัตนสุธี เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา มหาเถรสมาคมและสมเด็จพระสังฆราช ท่านทรงห่วงใยและได้ติดตามข่าวสารตลอด ส่วนการตรวจสอบใบสุทธิพระวัดพระธรรมกาย ทางวัดพระธรรมกายกำลังดำเนินการอยู่ เพราะที่ผ่านมา วัดประสบปัญหาน้ำท่วม เอกสารเลยหายไปบางส่วน เท่าที่ทราบปัจจุบันพระวัดพระธรรมกายมีกว่า 1,000 รูป

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ เผยว่า พรุ่งนี้จะมีการเจรจากับทางวัดพระธรรมกาย เรื่องขอเข้าค้นโซน A และ B จะทราบผลเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ก.พ.นี้ หลังจากนั้น จะนำมาปรับแผนการต่อไป ที่ผ่านมาจะพยายามให้เกิดการกระทบกระทั่งให้น้อยที่สุด อีกทั้งจะมีการพิจารณาถึงทางหนี หากมีการปะทะกันขึ้น เพื่อให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด ขณะเดียวกัน การดำเนินการของเจ้าหน้าที่อาจจะทำได้ค่อนข้างลำบาก ถึงแม้จะมีการบังคับใช้กฎหมาย มาตรา 44 ให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ เนื่องจากที่ผ่านมา ทางมวลชนศิษยานุศิษย์ของวัดพระธรรมกาย ที่มีจำนวนกว่า 2,000 คน มักจะขัดขวางการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตลอด

"ทางเจ้าหน้าที่จะไม่มีการยึดวัด หรือนำทรัพย์สินของวัดพระธรรมกายออกจากวัดอย่างแน่นอน และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อการปลุกระดมดังกล่าว อีกทั้งการตรวจค้นวัดพระธรรมกายตลอดที่ผ่านมา จะไม่พบตัว พระธัมมชโย แต่ก็ทำให้เจ้าหน้าที่ขจัดข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับการหลบซ่อนตัวของพระธัมมชโย ในพื้นที่วัดพระธรรมกาย และหากเจ้าหน้าที่ตรวจค้นจนไม่มีข้อสงสัยใดๆ ก็อาจจะมีการพิจารณายกเลิก มาตรา 44 พื้นที่ควบคุมพิเศษ" พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าว

นายสมเกียรติ เผยว่า ที่ผ่านมาทางสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้พยายามเจรจาให้พระธัมมชโย เข้ามอบตัวเข้าสู่ขบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด และการพูดคุยอาจมีอุปสรรคอยู่บ้าง เนื่องจากพระระดับผู้ใหญ่ของวัดพระธรรมกาย มักจะส่งตัวแทนเข้าพูดคุยเป็นหลัก ทำให้ขบวนการพูดคุยใช้เวลานาน

ด้าน พ.ต.ต.วรณัน เผยว่า ปัจจุบันคดีเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายมีทั้งหมด 313 คดี แบ่งเป็นคดีเก่าก่อนออก ม.44 จำนวน 308 คดี และคดีใหม่ที่เกิดขณะใช้มาตรา 44 จำนวน 5 คดี 1. คดีเกี่ยวกับกระทำความผิดขุดบ่อบาดาล 2. คดีกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมัน 3. คดีความผิดทำร้ายเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 4. คดีความผิดพกพาอาวุธปืน 5. คดีความผิดทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจในเหตุชุลมุน ส่วนกรณีพระสนิทวงศ์โพสต์เบอร์โทรศัพท์ รมว.ยุติธรรมนั้น เป็นเรื่องส่วนตัว เจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาดำเนินคดีภายหลัง

ขณะที่เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้นำแผงเหล็กจำนวนมาก เข้ามายังด้านหน้าประตู 5 เพื่อวางกั้นริมถนนคลองหลวง และเกาะกลางถนน เตรียมพร้อมรับการป้องกัน หากเหล่าศิษยานุศิษย์ข้ามเข้ามาในพื้นที่ยังประตู 5 และ 6 ทั้งด้านหลังและฝั่งถนนตรงข้าม

นอกจากนี้ ยังมีกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ประมาณ 50 นาย ยืนหน้ากระดาน ตรึงกำลังริมถนนด้านนอก ป้องกันไม่ให้บรรดาเหล่าศิษยานุศิษย์และพระสงฆ์ ที่รวมตัวนั่งสวดมนต์กันอยู่ที่บริเวณลานตลาดกลางคลองหลวง ฝั่งตรงข้ามกับปากทางเข้าประตู 5 และ 6 ข้ามไปรับคนมาสมทบเพิ่ม

 

ข่าว : ไทยรัฐ  : 22 กุมภาพันธ์ 2560

 

 

ครั้งแรก !

 

สมเด็จพระสังฆราช เสด็จประทับประชุมมหาเถรสมาคมเป็น..ครั้งแรก

เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ออกคำสั่งให้ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ไปดำเนินการปัญหาวัดพระธรรมกาย ในทันที นับเป็น "คำสั่งแรก" หลังการเข้าดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ของสมเด็จพระสังฆราช อัมพรมหาเถร

 

 

DMC TODAY !

อาณาจักรธรรมกาย

ภายใต้ "มือ" ที่มองไม่เห็น !




 

นอกจากหมายจับจากศาลอาญา ให้ตามจับกุม "พระธัมมชโย" เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หลายต่อหลายครั้งแล้ว ล่าสุด ดีเอสไอ ได้ใช้อำนาจตาม .44 สั่งให้ "พระเจ้าหน้าที่ในวัดพระธรรมกาย" จำนวน 14 รูปด้วยกัน (รวมทั้งพระธัมมชโย) ให้เข้ารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ ภายในเวลา 18:00 น. ของวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา แต่กลับไม่ปรากฏวี่แววว่า ทางพระเจ้าหน้าที่ของวัดพระธรรมกาย ทั้ง 14 รูป จะมีผู้ใดผู้หนึ่งเข้าพบเจ้าหน้าที่ตามคำสั่ง

กลับกัน ในตอนเช้าวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 กลับปรากฏว่า มีพระภิกษุสามเณรวัดพระธรรมกาย ได้นำมวลชนจำนวนหลายร้อย เดินแถวออกจากวัด มุ่งหน้าฝ่าด่านเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งตั้งด่านสกัดอยู่ด้านนอก เกิดการปะทะกัน บาดเจ็บกันไปทุกฝ่าย

ที่น่าสงสัยก็คือว่า บรรดาพระที่เดินนำมวลชนออกมานั้น ทำตามคำสั่งของใคร

น่าสงสัยยิ่งก็คือว่า บรรดาพระแกนนำวัดพระธรรมกายทั้ง 14 รูปนั้น จนป่านนี้ ยังไม่มีใครเห็นหน้า ว่าอยู่ในวัดหรือเปล่า

แต่ที่น่าแปลกไปกว่านั้นก็คือว่า บรรดามวลชน ทั้งที่เป็นพระภิกษุสงฆ์และญาติโยม จำนวนหลายพันคน ภายในวัดนั้น กลับมีทิศทางการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำไปโดยไม่มีใครสั่งการ

การเคลื่อนไหวโดยที่ "ไม่เห็นผู้นำ-หัวหน้า" นั้น ก็เท่ากับว่า มี "มือที่มองไม่เห็น" บงการอยู่เบื้องหลังบุคคลเหล่านั้น แน่นอนว่า สังคมส่วนใหญ่ก็คงเข้าใจว่าเป็นใคร ที่ไม่เห็นตัว แต่ยังมีอำนาจ "สั่งการ" วัดพระธรรมกาย อยู่ทุกอาณาบริเวณ เป็นเรื่องอัศจรรย์

เป้าหมายของการ "เคลื่อนกำลัง" ออกจากกำแพงวัด ในตอนเช้าวันที่ 20 นั้น มองว่า เป็นการ "รุกกลับ" ของวัดพระธรรมกาย นอกจากจะไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปในวัดอีกต่อไปแล้ว ยังจะ "ขอคืนพื้นที่" ทั้งหมดกลับมา อาจจะรวมทั้ง "หมู่บ้าน" ตั้งแต่ "คลองสาม" ถึง "คลองสิบสอง" ซึ่งประชากรในบริเวณนี้ทั้งหมด ก็ตกเป็นสาวกของธรรมกายเป็นส่วนใหญ่แล้วด้วย

การใช้ "ผ้าเหลืองนำหน้า" เข้าปะทะกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งถ้าเกิดการบาดเจ็บล้มตาย ก็จะได้ใจ "สาวก" ที่อยู่ด้านนอก ให้เทกำลังกันเข้ามาช่วย ตามแผนที่เรียกว่า "จีวรเปื้อนเลือด" และเมื่อนั้นก็..บานปลาย ใครทำได้ นอกจากจะ "ชิตัง เม" แล้ว ยังถือว่ามี "เมตตา" สูงสุด สามารถ "บงการ" คนผู้บริสุทธิ์ให้ทำอะไรก็ได้ ตามที่ตนเองต้องการ แม้กระทั่ง..สละชีวิต  !

 

 

ธรรมกาย ในเวอร์ชั่น มือที่มองไม่เห็น

 




















 

 

ภาพ : เนชั่น-คมชัดลึก-ไทยรัฐ-ผู้จัดการ-เดลินิวส์-แนวหน้า
: 21 กุมภาพันธ์ 2560

 

ก้าๆ หน่อย !

ผบ.ตร. ท้า ธัมมชโย

ออกมามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่

ถ้ายังมีความเป็นลูกผู้ชาย !

 

บิ๊กแป๊ะ ยกตัวอย่าง "สนธิ-ชูวิทย์" ทั้งๆ  ที่รู้ว่าคุก แต่ก็ยังกล้า !

อะฮ้า ! ก็เพราะมีสองคนนี่เป็นตัวอย่างไง หลงพ่อถึงไม่เข้ามอบตัว ตัวอย่างใกล้ๆ ก็มี "ศุภชัย ศรีศุภอักษร" อดีตเหรัญญิกวัดพระธรรมกาย และผู้นำพุทธโลก รางวัลอุปโลกน์ของธัมมชโยนั่นไง คุกกี่ร้อยปีล่ะนั่น ทำเป็นเล่นไป เออ..ถ้ายกตัวอย่าง "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ก็พอทำเนา ขานั่นเขา "ใหญ่" ไม่เคยเจอคุกเจอตะรางเลย

เอางี้สิท่าน ผบ.ตร. ถ้าจะให้อาตมามอบตัว ก็ขอคำมั่นคำเดียวเท่านั้นว่า "จะให้ประกันตัวเหมือนหนูอาร์ต" แน่จริงก็ประกาศออกมาต่อสาธารณชน รับรองว่า ประกาศปุ๊ป อาตมาจะแสดงฤทธิ์ "ปรากฏตัวปั๊ป" นะ ดึกๆ หลังเที่ยงคืนด้วย ที่ไหนก็ได้ กล้าหรือเปล่าล่ะ ก้าๆ หน่อย อิอิ !

 

 

 

ตัวอย่างไกลๆ..สนธิ ลิ้มทองกุล

 

ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ตัวอย่าง..ไม่ใกล้ไม่ไกล

 

ตัวอย่างใกล้ๆ.. ศุภชัย ศรีศุภอักษร

 

 

หมอหยอง ตัวอย่างในปรโลก

 

 

ลูกศิษย์บอกว่า "เป็นตาย" ก็ไม่ให้หลงพ่อมอบตัว

สรุปว่า หลงพ่อป่วยตลอดกาล

 

ผบ.ตร.ท้า "ธัมมชโย" กล้าๆ หน่อย มอบตัวเถอะ

เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) กล่าวภายหลังเดินทางมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงานค้นวัดพระธรรมกายเพื่อจับกุมพระธัมมชโย ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีร่วมกันฟอกเงินและรับของโจรว่า ขณะนี้สถานการณ์ยังอยู่ในการควบคุมปกติ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 26 กองร้อย ร่วมเป็นหน่วยสนับสนุน การปฏิบัติการยังไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มกำลังดูแลความปลอดภัย  ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงเหตุบานปลาย ให้พยายามเลี่ยงการกระทบกระทั่ง ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ได้หลีกเลี่ยงอยู่แล้ว ซึ่งหากใครเริ่มก่อนก็เป็นผู้แพ้ สำหรับกรณีที่พระสงฆ์ต่างประเทศไม่เห็นด้วยกับการใช้มาตรา 44 ก็เป็นเรื่องของรัฐบาลในการพิจารณา

"ฝากไปยัง
"พระธัมมชโย" ให้กล้าๆ
หน่อย  มวลชนเชื่อหลวงพ่ออยู่แล้ว ควรทำตัวให้เป็นตัวอย่าง เมื่อมีหมายจับก็ต้องเข้ามอบตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถึงจะน่านับถือศรัทธา อย่างนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่รู้ว่าติดคุก ก็ยังเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม" ผบ.ตร.กล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม จากการประเมินมวลชนและพระสงฆ์ที่อยู่ภายในวัด มีประมาณ 4-5 พันคน และหากมีมวลชนมาเพิ่มเติมก็ถือเป็นเรื่องดีเพราะจะได้ทราบจำนวนมวลชนที่แท้จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
  ขณะนี้ มีมวลชนอยู่ภายในวัดพระธรรมกาย ประมาณ 6,000 คน  แบ่งเป็นประชาชน 4,000 คน  พระสงฆ์ 2,000 คน 
ในส่วนของพระธัมมชโย การข่าวยังเชื่อว่าอยู่ในประเทศ

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 21 กุมภาพันธ์ 2560

 

FIRST ORDER !

เลขาฯ สมเด็จพระสังฆราช สั่ง

ให้..สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

จัดการปัญหาธรรมกาย !

 

 

 

ร้อนอาสน์ !

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมเด็จสมศักดิ์)

วัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

 

เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช มีบัญชาเจ้าคณะใหญ่หนกลาง จัดประชุมแก้ไขปัญหาวัดพระธรรมกาย

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อมฺพรมหาเถร) เสด็จเป็นองค์ประธานการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ถือเป็นปฐมวาระ หลังได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ทั้งนี้ นายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า มส. มีความห่วงใยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับกรณีของวัดพระธรรมกาย ซึ่งพระพรหมมุนี เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช มีบัญชาให้เจ้าคณะปกครองที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายทั้งหมด ประชุมหารือถึงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นประธานการประชุมเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ร่วมกับผู้แทนกระทรวงยุติธรรม และผู้แทน มส. เข้าสังเกตการณ์ในวันนี้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ สมเด็จพระสังฆราช ไม่ได้มีรับสั่งอะไรโดยตรงในเรื่องนี้กับทางพศ. แต่อย่างใด ส่วนทีมที่ พศ. ส่งเข้าไปประสานกับดีเอสไอนั้น ไม่ได้มีหน้าที่ในการจับกุม มีหน้าที่เพียงแค่การประสานงานเท่านั้น สำหรับที่มีกระแสข่าวว่าจะมีพระภิกษุเข้ามาเพิ่มเติมที่วัดพระธรรมกายนั้น ได้ประสานงานไปยังเจ้าคณะปกครองทุกจังหวัดให้กำชับคณะสงฆ์ หากเข้ามาจะมีความผิดตามมาตรา 44 เนื่องจากเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

 

ที่มา : มติชน : 21 กุมภาพันธ์ 2560

 

พระพรหมมุนี !

เป็นเลขาธิการสมเด็จพระสังฆราช

 

 

 

พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน)

เลขาธิการสมเด็จพระสังฆราช

 

 

สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็น ปธ.ประชุม มส. นัดแรก ทรงตั้ง "พระพรหมมุนี" เป็น เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อมฺพรมหาเถร) เสด็จเป็นองค์ประธานการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ถือเป็นปฐมวาระ ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในการนี้ สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) เจ้าอาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ในนามกรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) ถวายธูปเทียนแพ สักการะสมเด็จพระสังฆราช จากนั้น สมเด็จพระสังฆราช ประทานหนังสือที่ระลึก และเหรียญตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ ออป แด่กรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูป

ต่อมาที่ประชุม มส.ได้รับทราบพระราชดำรัส ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ซึ่งคณะองคมนตรี โดย นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ได้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชกระแส เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2560 ความว่า "พัฒนาความรู้และคุณภาพของพระสงฆ์ ให้เป็นหลักทางใจของประชาชน ให้พระมีความสำนึก และเป็นประโยชน์ในสังคมไทย" ทั้งนี้ ที่ประชุม มส. น้อมรับพระราชดำรัส พร้อมแจ้งยังพระสังฆาธิการน้อมรับมาสู่การปฏิบัติ ให้เป็นหลักทางใจของประชาชนต่อไป

นายประดับ โพธิกาญจนวัตร โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ในการประชุม มส. สมเด็จพระสังฆราช มีพระลิขิตแจ้งต่อที่ประชุม มส. เรื่อง แต่งตั้งเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ให้ พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เป็นพระเถระผู้มีความรู้ความสามารถสมควรจักได้รับภารธุระ ในตำแหน่งเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535

 

ที่มา : มติชน : 21 กุมภาพันธ์ 2560

 


 

ในกรณีของวัดพระธรรมกาย เราต้องการให้อยู่ในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล และ คสช. ไม่ใช่เป็นเอกเทศ อยากจะทำอะไรก็ทำ เมื่อพระธัมมชโยมีหมายจับ และศาลอนุญาตออกหมายค้นให้ผมค้นได้ ผมก็ต้องทำ ถ้าไม่ทำก็ผิดตาม ม. 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อผมใช้กำลังทหาร หรือตำรวจ หรือกำลังในส่วนดีเอสไอ ก็ต้องทำไปตามกฎหมายทั้งสิ้น ไม่ใช่วัดธรรมกายจะปกครองตนเอง เป็นเอกเทศของตนเอง เอาลูกศิษย์ลูกหามาปกป้อง ซึ่งมันไม่ได้

เราต้องเข้าไปให้ได้หมด เราไม่ได้สนใจว่าจะจับพระธัมมชโยได้หรือไม่ได้

แต่เราสนใจคือต้องปฏิบัติการที่ศาลสั่ง และเอาเจ้าหน้าที่เข้าไปอยู่ในวัดธรรมกาย ไปตรวจทุกมุมทุกแห่งให้ได้ จะมาปิดกั้นตรงไหนไม่ได้ ตรงนี้ถือเป็นประการสำคัญ ดังนั้น ต้องเข้าใจรัฐบาลว่า รัฐบาลไม่ได้กดชี่หรือใช้ความรุนแรง เมื่อมีสองพวก คือพวกหนึ่งบอกว่าทำไมจับไม่ได้ ทำอะไรก็ทำไม่ได้ อีกพวกหนึ่งก็มองว่าไปรังแกพระ ก็ทำตามกฎหมาย

 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

 

 

มาถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่ยอมไม่ได้ เราต้องปฏิบัติตามกฎหมาย มาทำแบบนี้ไม่ใช่ถูกต้อง การทำงานกับต้องทำงานร่วมกันระหว่าง พระกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ต้องทำตามกฎหมายทั้งสองฝ่าย

วัดพระธรรมกาย ต้องร่วมมือกับดีเอสไอ ทำตามกฎหมาย

ถ้าทำแบบนี้ สังคมไม่สงบเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอม ไม่ใช่พระร่วมสร้างความยุ่งยาก วันนี้ ไม่ใช่เรื่องการการ์ดตก หรือคาดสถานการณ์ผิด แต่เจ้าหน้าที่ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง

 

สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

 

การออกหมายจับ เป็นประเด็นของหลวงพ่อธัมมชโยเพียงรูปเดียว ไม่ได้เกี่ยวกับคนที่เข้ามาศึกษาภายในวัด ดังนั้น ทุกคนจึงมีสิทธิ์ที่จะเข้ามาในวัด เนื่องจากในวัดมีแต่ลูกหลานของญาติโยม ที่เป็นห่วงลูกหลานของตัวเอง ก็ไม่อยากให้เป็นเรื่องของน้ำผึ้งหยดเดียว ขอวอนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการด้วยดี ประชาชน "ขอใช้พื้นที่" เท่านั้น ไม่ได้เป็นของการ "คืนพื้นที่"

 

พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส
ประชาสัมพันธ์วัดพระธรรมกาย

 

 

       
(ไม่ได้ว่าใคร อย่าร้อนตัวนะคะ พูดตามความเป็นจริง)

 

คนบุญในตัวไม่พอ ไม่ได้ดู ไม่เข้าใจหรอก ทำไมเราจึงรักและศรัทธาในวิถีของวัดพระธรรมกาย "บุญ" ใครทำใครได้ "บาป" ก็เช่นกันค่ะ

 

ศศินา วิมุตตานนท์
สาวิกาธรรมกาย

 

เผย "ทัตตชีโว" บัญชาการสู้ !

อยู่เบื้องหลัง แท็กทีม 5 เสือธรรมกาย

ปลุกระดมสิบทิศ ต่อต้าน ม.44

ขอคืนพื้นที่วัดพระธรรมกาย !

 

 

 

ธรรมกาย

ศาสนจักร เหนือ อาณาจักร

 

 

ห้าเสือธรรมกาย

 

ทัตตชีโว ผู้บัญชาการกองกำลังธรรมกาย

หัวหน้า 5 เสือ

 

สมชาย ฐานวุฑโฒ คุมกองกำลังภายใน

หัวหน้าฝ่ายสื่อสารธรรมกาย

 

สุธรรม สุธัมโม หัวหน้าฝ่ายต่างประเทศ

 

 

 

ถวัลย์ศักดิ์ ยติสักโก ฝ่ายการเงินและการบัญชี

 

 

อำนวยศักดิ์ มุนิสักโก

ผอ.สำนักองค์การประธานธรรมกาย

 

 

กลัวโดนล็อกตัว ห้าเสือธรรมกาย ไม่ยอมพบดีเอสไอ ต้องป้อมสู้อยู่ในวัด

สืบเนื่องกรณีอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามคำสั่ง คสช.ที่ 5/2560 ได้ออกคำสั่งให้บุคคลมารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นภิกษุจำนวน 14 รูป ให้ไปรายงานตัวกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ณ กองบังคับการตำรวขชายแดน ภาค 1 เลขที่ 61 หมู่ที่ 6 อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ในวันที่ 19 ก.พ. 2560 เวลา 18.00 น. แต่ไม่มีภิกษุรูปใดเดินทางไปรายงานตัวตามเวลาและสถานที่ดังกล่าวนั้น

ล่าสุด เมื่อเวลา 22.00 น. พระสนิทวงศ์ วุฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกายได้แถลงชี้แจงต่อสื่อมวลชนกรณีถึงกรณีดังกล่าวว่า พระภิกษุทั้ง 14 รูป เคยพบเจ้าหน้าที่แล้วตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ. ซึ่งเป็นวันแรกของการปฏิบัติการ ยกเว้นบางรูปที่อาพาธ ตามตัวไม่ได้ หรืออยู่ต่างประเทศเท่านั้น โดยในสถานการณ์ที่อ่อนไหวเช่นนั้น ญาติโยมขอร้องว่าอย่าเพิ่งเข้าพบเจ้าหน้าที่

"กรณีพระ 14 รูป ที่เจ้าหน้าที่เชิญตัวนั้น ขอชี้แจงว่า ในวันที่ 16 ก.พ. วันแรกของการปฏิบัติการ พระภิกษุทุกรูป ยกเว้น ป่วยหนัก ตามตัวไม่ได้ หรืออยู่ต่างประเทศ ก็ได้มาพบเจ้าหน้าที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีข่าวจากโซเชียลเน็ตเวริ์กว่า ผู้ไปที่พบเจ้าหน้าที่ก่อนหน้าที่ ถูกล็อคตัว ทางญาติโยมจึงขอร้องว่า อย่าพึ่งไปพบเจ้าหน้าที่ในสถานการณ์ที่อ่อนไหวและเกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกันในขณะนี้" พระสนิทวงศ์กล่าว

 

ที่มา : มติชน - ไทยรัฐ : 20 กุมภาพันธ์ 2560

 

ไปกับโค้ก !

พระลูกวัดแฉธัมมชโยหลบหนี

ี้เป้า โค้กอยู่ไหน พ่อใหญ่อยู่นั่น !

 

 

ปูด 'ธัมมชโย' ไม่อยู่ในธรรมกาย พระลูกวัดแฉเส้นทางหลบหนี !!

19 ก.พ. 60 มีรายงานความเคลื่อนไหวที่วัดพระธรรมกาย หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กำหนดเวลาให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย รวมไปถึงพระที่ไม่ใช่ลูกวัดของวัดพระธรรมกาย ออกจากพื้นที่ภายใน 15.00 น. นั้น

ล่าสุด พระอาจารย์ธรรมศักดิ์ ซึ่งบวชอยู่ที่วัดพระธรรมกาย มา 30 พรรษา เปิดการแถลงข่าว โดยระบุว่า ผู้บริหารของวัดไม่ทราบเรื่องที่ตนเองออกมาให้ข่าวกับสื่อมวลชนในครั้งนี้ ทั้งนี้ พระอาจารย์ธรรมศักดิ์ แสดงหลักฐานเป็นคลิปเสียงในการประชุมพระระดับผู้บริหารของวัด เมื่อคืนวันที่ 18 ก.พ.พร้อมทั้งได้เปิดเผยเส้นทางการหนีของพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย ที่หลบหนีออกจากวัด ตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกที่ดีเอสไอบุกค้นวัดตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาตรา 44 โดยใช้รถยนต์เป็นพาหนะในการหลบหนี แต่ยังพักอยู่ในละแวกใกล้เคียง ไปไหนไกลไม่ได้เพราะอาพาธหนัก และจะพาสื่อมวลชนไปดูเส้นทางการหลบหนี

"ที่ใดมีอุบาสกชื่อโค้กอยู่ ที่นั่นต้องมีหลวงพ่อธัมมชโย เพราะโค้กเป็นบุคคลที่ดูแลพระธัมมชโยอย่างใกล้ชิด" พระอาจารย์ธรรมศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ พระอาจารย์ธรรมศักดิ์ กล่าวถึงสาเหตุที่ตัดสินใจเปิดเผยเรื่องนี้ เพราะว่า ไม่พอใจผู้บริหารของวัดที่รู้ดีว่าพระธัมมชโยไม่ได้อยู่ในวัด แต่กลับให้ดีเสไอบุกเข้ามาตรวจค้น เพื่อหวังให้เกิดความสูญเสีย ปะทะบาดเจ็บล้มตาย เพราะพระลูกวัดมีความศรัทธาที่มีต่อพระธัมมชโยจนพร้อมที่จะยอมตาย และหากเกิดความสูญเสียเช่นนั้น ก็จะกลายเป็นความผิดของดีเอสไอ นอกจากนี้ พระลูกวัดส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นพระธัมมชโย โดยคาดว่า จะมีพระเพียง 5 รูป ที่สนิทกับพระธัมชโยเท่านั้นที่ได้เห็นพระธัมมชโย และยอมรับว่า หลังการเปิดเผยความจริงแล้วก็จะต้องออกจากวัด ไม่สามารถจำพรรษาอยู่ภายในวัดได้อีกต่อไป

 

ที่มา : แนวหน้า : 20 กุมภาพันธ์ 2560

 

 

ดีเอสไอเรียกธัมมชโยพร้อมบริวารรายงานตัว

ข้อหาขัดขวางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 44

ไม่มาเจอคุก !

 

 

อธิบดี DSI เรียก ธัมมชโย พร้อมพระ 13 รูป รายงานตัววันนี้ ไม่มาเจอคุก

อธิบดีดีเอสไอ เซ็นคำสั่งเรียก "พระธัมมชโย" พร้อมสงฆ์ธรรมกาย รวม 14 รูป รายงานตัวใน 18.00 น. วันนี้ที่ ตชด.ภาค 1 หากฝ่าฝืน มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 2 หมื่น หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 60 พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 5/2560 ลงนามในคำสั่งให้ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) หรือ พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสพระธรรมกาย พร้อมพระในวัดพระธรรมกาย รวม 14 รูป รายงานตัวต่อดีเอสไอ ภายในเวลา 18.00 น. วันนี้ (19 ก.พ.)

อาศัยอำนาจตามคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 5/2560 ข้อ 3(2)(3) และ (8) และข้อ 4 จึงมีคำสั่งเรียกให้บุคคลมารายงานตัวกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ณ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 เลขที่ 61 หมู่ 6 ถ.เลียบคลองห้า ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ดังนี้

 

1. พระธัมมชโย หรือ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย)
2. พระทัตตชีโว หรือ เผด็จ ทตตชีโว
3. พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ
4. พระปลัดสุธรรม สุธัมโม หรือ พระวิเทศ ภาวนาจารย์
5. พระครูถวัลศักดิ์ ยติสโก
6. พระครูใบฎีกา อำนวยศักดิ์ มุนิสโก
7. พระครูสังฆรักษ์ อนุรักษ์ โสตถิโก หรือ พระครูแอ
8. พระสนิทวงศ์ วุฑธวโส
9. พระมหานพพร ปุญญชโย
10. พระภาสุระ ทนตมโน (ใจวงศ์)
11. พระนพดล สิริวโส
12. พระมหาบุญชัย จารุทัตโต
13. พระครูสุวิทย์ สุวิชชาโภ
14. พระแสนพล เทพเทพา หรือ สืบเอก แสนพล เทพเทพา

 

ทั้งนี้ หากผู้ใดขัดขวางหรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งนี้ มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 20 กุมภาพันธ์ 2560

 

สมเด็จช่วงอาพาธ !

อยู่โรงพยาบาลศิริราช

ไม่สามารถรับเสด็จสมเด็จพระสังฆราช !

 

 

 

 

สมเด็จพระสังฆราชห่วงอาการอาพาธสมเด็จวัดปากน้ำ

เมื่อวันที่ 19 ก.พ. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก(อัมพร อมฺพรมหาเถร) เสด็จโดยรถพระประเทียบยังวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร เพื่อสักการะพระอัฐิสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (กิตฺติโสภณมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 14  จากนั้นได้เสด็จไปยังวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ทรงถวายสักการะพระอัฐิสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ญาโณทยมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 15  จากนั้นไปวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร สักการะอัฐิ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ญาณวรมหาเถร) สมเด็จพระวันรัต (นิรนฺตรเถร) สมเด็จพระญาณวโรดม (สนฺตงฺกุรเถร)อดีตเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ต่อมาเสด็จไปยัง วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ถวายสักการะ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์

ต่อมาเสด็จถึงวัดปากน้ำภาษีเจริญ ทรงถวายสักการะสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในการนี้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์  ได้มอบหมายให้พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ  กรรมการมหาเถรสมาคม และพระพรหมโมลี
(สุชาติ ธมฺรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  เฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระสังฆราชแทน เนื่องจากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์อาพาธ โดยพระวิสุทธิวงศาจารย์ รับประทานเครื่องสักการะ ผ้าไตร ไทยธรรม ธูปเทียนแพ พานดอกไม้จากสมเด็จพระสังฆราชแทนสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
 

ทั้งนี้ พระพรหมโมลี  ได้ถวายรายงาน เกี่ยวกับอาการอาพาธ ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ต่อสมเด็จพระสังฆราช ว่า สมเด็จพระมหารัชมัคลาจารย์ รักษาอาการอาพาธอยู่โรงพยาบาลศิริราช  และท่านมีประสงค์จะกลับมารับเสด็จสมเด็จพระสังฆราชในวันนี้ แต่คณะแพทย์วินิจฉัยอาการแล้วเห็นว่า ยังมีไข้หวัดอยู่ จึงไม่อยากให้มาอยู่ในบริเวณที่มีประชาชนเป็นจำนวนมาก เกรงว่าจะมีอาการแทรกซ้อนอื่นเพิ่มเติม จึงขอให้พักอยู่ที่โรงพยาบาลก่อน โดยสมเด็จพระสังฆราช ได้ทรงตรัสถามและแสดงความห่วงใยต่ออาการอาพาธของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ต่อพระพรหมโมลีด้วย

สำหรับกำหนดการในวันที่ 20 ก.พ.  สมเด็จพระสังฆราช เสด็จไปยังวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ทรงถวายสักการะพระอัฐิ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ( ปุสฺสเทวมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 9  วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ทรงถวายสักการะพระอัฐิสมเด็จพระอริยวงษญาณ (ศรี) สมเด็จพระองค์ที่ 1 เสด็จไปยังวัดราชบุรณะ ราชวรวิหาร ทรงถวายสักการะพระอัฐิสมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค) พระองค์ที่ 6 จากนั้นเสด็จเป็นองค์ประธานการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ที่อาคารวมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ถือเป็นครั้งแรกหลังจากได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 20 กุมภาพันธ์ 2560

 

วิถีแห่งปราชญ์

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ มีลิขิตถึงเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด "ขอความร่วมมือทำความจริงให้ประจักษ์" พร้อมทั้งขอให้บุคคลที่อ้างว่า "เจ้าคุณประยุทธ์ไปหาหลวงตามหาบัว" ออกมายืนยันตัวตน เพื่อพิสูจน์ความจริง !

 


 


 

กดที่ภาพเพื่ออ่านเอกสารทั้งหมด

 

จ่อยื่นวัดบวร จัดการ หลวงตาเมือง !

พุทธะอิสระประกาศ

กำลังรวบรวมพยานหลักฐาน !

 

 

สมเด็จพระวันรัต (จุณฑ์ พฺรหฺมคุตฺโต)

วัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย

 

อา.. ! แบบนี้ไม่เรียกว่า "งานเข้า" แล้วล่ะฮ่ะ แต่อาจจะเป็น "พายุเข้า" เลยทีเดียว ไม่ปิดประตูหน้าต่างให้ดีก็มีหวัง "พังเป็นแถบๆ" เพราะพุทธะอิสระนั้นแกคงไม่ไปคนเดียว แต่คงจะยกโขยงเอานักข่าวไปอีกเป็นกองทัพ ฉายภาพตั้งแต่หน้าวัดไปยันตำหนักสมเด็จพระสังฆราช สถานที่เคยเป็น "ศูนย์กลาง" ของคณะสงฆ์ไทย มาตั้งแต่สมัย ร.5 แต่ทว่ากลับกลายเป็น "แดนสนธยา" ไปในวันนี้ วันที่ไม่มีปฏิกิริยาเรื่องหลวงตาเมือง จากสมเด็จพระวันรัต เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ซึ่งถ้าเทียบแล้วก็ร้ายแรงไม่แพ้ "กรณีธรรมกาย" เพียงแต่เรื่องกลายมาจาก "มหานิกาย" เป็น "ธรรมยุติกนิกาย" หรือเปลี่ยนจากสีเหลืองมาเป็นสีกลักเท่านั้น

เมื่อตอนตั้ง "ธรรมยุต" ขึ้นมา ในปี พ.ศ.2368 นั้น พระภิกษุวชิรญาณทรงอ้างว่า คณะสงฆ์ไทยเดิม ที่เรียกว่า "มหานิกาย" ในสมัยต่อมา นั้น หย่อนยานในพระธรรมวินัย ขืนปล่อยไว้คงไม่เป็นการดี จึงทรงคิดหาวิธี "อภิวัฒน์" พระศาสนา นำเอารูปแบบของ "พระมอญ" แห่งเมืองมะละแหม่งมาใช้แทน ตั้งแต่การนุ่งห่มผ้า การสวดมนต์ และอื่นๆ จนกระทั่งก่อนถึงยุค 25 พุทธศตวรรษ พระสงฆ์ในนิกาย "ธรรมยุต" ต่างมองพระสงฆ์ในมหานิกายว่าต่ำต้อยในด้านคุณธรรมจริยธรรม มีศักดิ์เป็นเพียง "สามเณร" เท่านั้น มีประเพณีด้วยว่า เมื่อบวชใน "มหานิกาย" แล้ว ให้ไปทำ "ทัฬหีกรรม" คือบวชซ้ำ ในนิกาย "ธรรมยุต" จึงจะบริสุทธิ์บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง เมื่อเป็นเช่นนี้ มีหรือที่ "มหานิกาย" จะได้เป็นสังฆราช พระเด็กๆ อ่อนอาวุโสในฝ่ายธรรมยุต ต่างเข้าแถวขึ้นนั่งบัลลังก์ "สังฆราช" ต่อเนื่องกันยาวนานถึง 85 ปี กระทั่งปี 2481 ซึ่งอยู่ในสมัยประชาธิปไตย (หลัง พ.ศ.2475) พระในฝ่ายมหานิกายจึงมีโอกาส "ได้แตะ" เก้าอี้สมเด็จพระสังฆราช เป็นครั้งแรก

ตกปี 2535 สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นสมเด็จพระสังฆราช ก็ทรงมีพระดำริให้ "แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ มาตรา 7" กำหนดให้ "สมเด็จพระราชาคณะ ผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์ มีสิทธิ์เป็นสมเด็จพระสังฆราช" แต่พอสิ้นสมเด็จพระญาณสังวร ก็มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข โอนอำนาจกลับไปให้พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ อีก อ้างว่าขัดกับพระธรรมวินัย แต่ถ้าย้อนกลับไปในสมัย "ธรรมยุตครองเมือง" ก็เป็นเรื่องน่าหัว ตอนนั้นพระเด็กๆ ได้เป็นสังฆราช "ข้ามหัวข้ามเกล้าข้ามอาวุโส" แต่ก็ไม่เห็นผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัยจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์เลย นี่แหละคือความ "สองมาตรฐาน" ในสังคมพุทธไทย

แต่ไม่เป็นไร โบราณว่า "อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บ" มันอยู่ใต้ฝอยน่ะดีแล้ว ขืนฟื้นขึ้นมาก็ทะเลาะกันเสียเปล่า เอาไว้บันทึกเป็นประวัติศาสตร์ให้ลูกหลานได้อ่านเล่น ว่าพวกที่เล่นการเมืองเรื่องศาสนาในทุกวันนี้นั้น เขาทำกันอย่างไร

สถานการณ์ธรรมยุตวันนี้ ไม่ต้องยกย่องสูงส่งถึงระดับ "เหนือกว่ามหานิกาย" หรอก เอาแค่ "เสมอๆ" หรือ "เท่าๆ กัน" ก็เหลือเฟือแล้ว คือให้ "สมเด็จพระวันรัต-จุณฑ์" เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต วัดบวรนิเวศวิหาร ดำเนินการสอบสวนอธิกรณ์ "พระโพธิญาณมุนี : เมือง พลวฑฺโฒ" เจ้าอาวาสวัดป่ามัชฌิมาวาส จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้โปร่งใสไร้ข้อครหา อย่าให้เหมือนกรณีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ ที่เพิกเฉยต่อพระธัมมชโย เท่านั้น ก็เหลือเฟือกว่าหม่ำจ๊กมกแล้ว

ได้แค่นี้ก็ถือว่ามีคุณธรรมล้ำเลิศยิ่งแล้ว แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็เกรงใจเหลือเกิน ว่าสมเด็จจุณฑ์คงจะเดินไปถึงดวงดาวยาก เดินหมากพลาดตานี้ มิใช่แค่ "คณะธรรมยุต" เท่านั้น ที่เสื่อมทรุดเศร้าหมอง แต่ "วงศ์พระกรรมฐาน" สายพระอาจารย์มั่น จะถึงคราวร้าวฉาน งานนี้เซียนพระชี้ว่า มันมีเหตุมาจาก "เงิน" เพียงตัวเดียว เงินล้นวัดป่า สีกาก็ตามมาดังที่เห็น

ส่วน "หลวงเมือง" นั้น วันนี้ ถูกพุทธะอิสระตั้งฉายาใหม่ให้แล้วว่า "เฒ่าหัวงู" บ้าง "หมาเฒ่า" บ้าง แทบว่าไม่เป็นผู้เป็นคน ศิษย์สายวัดป่ามัชฌิมาวาส ได้ยินได้ฟังแล้วก็คง..ทำใจลำบาก !

 

 

 

หลวงเมือง

 

 


งานเข้าแล้วเรา ตอนที่ 2

5 กุมภาพันธ์ 2560

 

วันนี้ คุณโสมณุดา สัมมานุช และเพื่อน เดินทางมาพบฉันที่เต็นท์ หมายเลข 9 ตอนช่วงบ่ายตามนัด เพื่อมาบอกเล่าเรื่องราวที่ตนถูก เจ้าอาวาสวัดป่ามัชฌิมาวาส ล่วงละเมิดทางเพศมาหลายครั้ง ตั้งแต่ปี 2554

อีกทั้ง เธอยังบอกเล่าถึงความวิปริตวิตถารและทะยานอยาก เป็นผู้มักมากในกามคุณของเจ้าอาวาสผู้นี้ ถึงขนาดบอกให้ผู้หญิงที่ตนบอกว่าเคยเป็นเนื้อคู่กันมาตั้งแต่อดีตชาติ และเคยนอนด้วย ให้ไปเสพสังวาสกับหมาที่ตนเลี้ยงไว้ให้มันดู แถมยังบอกว่ามันทำให้ตื่นเต้นดี อีกทั้งยังมีการสั่งให้หายาปลุกเซ็ก ยาเสพติด เอามาให้มันเพื่อเสริมอารมณ์ทางเพศของหมาเฒ่าตัวนี้ ให้หื่นกระหายซาบซ่านได้มากขึ้น

ฉันฟังแล้วอยากอ้วก น่าสมเพชคนที่ไปหลงเชื่อมันยิ่งนัก แรกๆ ฉันก็ไม่ค่อยอยากเชื่อเธอมากนัก แต่พอได้เห็นภาพเปลือยกายของ "หมาเฒ่า" ตัวนี้ที่อยู่กับเธอแล้ว จึงไม่คิดสงสัยอะไรอีกแล้ว เหลือเพียงแต่รวบรวมหลักฐานทั้งภาพ ทั้งเสียง และพยาน เพื่อนำไปกล่าวโทษโจทก์กับเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต  คือสมเด็จจุณฑ์ แห่งวัดบวร เท่านั้น

ไม่รู้ว่าคราวนี้ สมเด็จจุณฑ์ จะยอมออกมารับหนังสือกล่าวโทษหรือไม่ เพราะเมื่อคราวไอ้เณรคำ พุทธะอิสระก็นำหนังสือโจทก์อาบัติการเสพเมถุนและอวดอุตริมนุสธรรมของเณรคำที่เป็นปาราชิกไปยื่น ทั้งที่มีการนัดหมายกันแล้ว แต่สมเด็จจุณฑ์กลับไม่ยอมออกมารับหนังสือเสียอย่างนั้น จึงไม่รู้ว่าคราวนี้สมเด็จจุณฑ์จะยอมออกมารับหนังสือร้องเรียนอีกหรือไม่

หากเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตไม่ยอมออกมารับเรื่อง ก็คงจะต้องรอพระสังฆราชองค์ใหม่ ให้ทรงชำระล้างอธิกรณ์ และกำจัดอลัชชีหน้าด้าน ให้ออกไปจากพระธรรมวินัยนี้เสียที ขืนปล่อยเอาไว้ ชาวบ้านคงจะระแวงสงสัยกันไม่เลิก ว่าที่ตนกราบตนไหว้อยู่นี้ เป็นพระ หรือเป็นผัวชาวบ้านกันแน่

เรื่องนี้มันทำให้พวกเราได้รู้ว่า ตัณหานี้ มันไม่เลือกธรรมยุตและมหานิกายดอก เพราะทุกนิกายล้วนมีสิทธิตกเป็นทาสของตัณหาทั้งนั้น ไม่ว่าหนุ่มหรือแก่

เฮ้อ... ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมใครๆ ถึงได้หาแต่เรื่องมาให้ แล้วคนอื่นทำไมถึงไม่ไปหาเรื่องให้เขาบ้าง

อยากวิงวอนท่านนายกประยุทธ์ว่า คงถึงเวลาแล้วที่จะปฏิรูปวงการคณะสงฆ์เสียที ขืนปล่อยเอาไว้อีกหน่อยคงมีลูกมีเมียกันเต็มวัดแน่

 

พุทธะอิสระ

 

ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ  : 6 กุมภาพันธ์ 2560

 

กล้าไหม นายพัน !

อ้อยเปิดหน้า "ท้าคึกฤทธิ์" สาบาน

รับมุกไม่ไหว คนอะไรบอก อ้อยกอดอาตมาเอง

 

อา..! คงเป็นไปไม่ได้หรอกคุณอ้อยเอ๋ย จะท้าให้ผู้รู้พุทธวจนะระดับ "คึกฤทธ์" ไปสาบดสาบานนั้น มันเสียศักดิ์ศรี ไม่มีในพุทธวจน ส่วนเรื่องใครกอดใครก่อนนั้น มันก็พิสูจน์ยากอีก ตราบใดพยานหลักฐานไม่แน่นแบบคาหนังคาเขา ไม่มีทางที่อดีตนายทหารระดับนายพันจะยอมจำนน เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เรื่องกะล่อนนั้น สิบพยาบาลก็สู้หนึ่งนายพันไม่ได้ เพราะเรียนกันคนละหลักสูตร พยาบาลเรียนหลักสูตรช่วยเหลือคน แต่นายพันนั้นเรียนหลักสูตรทำลายศัตรู ก็คิดดูสิ ปล้นพระไตรปิฎกของคณะสงฆ์ไทยไปตัดต่อขาย แถมตราหน้าว่าพวกแปลพระไตรปิฎกเป็นเดียรถีย์ อลัชชีคึกฤทธิ์ยังทำได้ แล้วนับประสาอะไรกะอีกแค่เปลี่ยนบทจาก "อ้อยถูกลวนลาม" เป็น "อ้อยกอดก่อน" สรุปว่า อาตมาถูกลวนลามยังไม่โวยวายเลย ฮา !

 

ขนาดมีบุคคลที่สามอยู่ด้วยและถ่ายรูปได้ ยังหวานระดับมดอายเลย

 

 

 

ที่มา : เพจครูนัท หนอนพระไตรปิฎก  : 4 กุมภาพันธ์ 2560

 

 

คุก 3 เดือน เษมซ่า-สามแยก !

รับสารภาพตลอดข้อหา ศาลเมตตารอลงอาญา

 

นายเกษม สามแยก

 

เผาพระพุทธรูป ผลงานสร้างศรัทธาของเกษม

 

อา..กรรมเก่า กำลังตามรังควาน "เสี่ยเกษม" อย่างหนัก คดีแรก "เหยียบและเผาทำลายพระพุทธรูป" ก็โดนคุกไป 2 ปี คดียังไม่สิ้นสุด วันนี้ คดีทำลานจอดเฮลิคอปเตอร์ก็ตามมาสมทบ กงกรรมบรรจบกันเมื่อไหร่ รับรองได้กินข้าวแดง แต่แค่ "ผ้าเหลืองหลุด" ก็ถือว่าเป็นวิบากกรรมสุดๆ แล้ว สำหรับคนอุตริตั้งตัวเองเป็นศาสดา อ้างว่า "รู้จริงเห็นจริงด้วยญาณทัศนะของตนเอง" อาจหาญลบหลู่ดูหมิ่น "พระพุทธรูป" ซึ่งเป็นรูปเปรียบของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ชาวไทยกราบไหว้มาตั้งแต่สมัยโบราณกาล สร้างไว้ประจำทั้งวัดทั้งวัง แต่กลับถูกนายเกษมเอามาทำปู้ยี่ปู้ยำ กางตำราพระไตรปิฎกอ้างว่า "ไม่มี" แล้วก็เอาเท้า "เหยียบขยี้-เผาทิ้ง" จนสาสมใจ แต่แปลก..ที่สังคมพุทธไทย กลับนั่งดูเฉย ถ้าเป็นต่างศาสนา ใครทำบ้าๆ แบบนี้รับรองโดน "รุมประชาทัณฑ์" ตะทีฝรั่งเอาพระพุทธรูปไปตั้งที่โรงแรมบ้าง ใต้ถุนบ้านบ้าง พวกโวยวายลั่นโลก ทั้งๆ ที่ในประเทศไทยเองก็เละเทะ !

 

 

อลัชชียุคใหม่ ยุควาทกรรมอำพราง !

พวกเรียนบาลี เป็นเดียรถีย์ ไม่มีประโยชน์ ไม่ได้เรียนพุทธวจนะ แต่ที่พวกเปรียญแปลมาน่ะ กูเอา เอาไปทำเป็นพุทธวจนะขาย ยศ ทรัพย์ และอำนาจ เป็นของไม่ดี ไม่คู่ควรแก่สมณะ พวกพระที่มีสมณศักดิ์ ก็ไม่ใช่พระที่ดี ใครรับไปถือว่าไม่ใช่สมณะ แต่ให้กู-กูเอา

 

อลัชชีอีกสองราย ที่มีพฤติกรรมตามก้นนายเกษม ได้แก่

1. คึกฤทธิ์ สำนักนาป่าพง อ้างว่า พระไตรปิฎกของคณะสงฆ์ไทยไม่บริสุทธิ์ ตัวเองเท่านั้นที่รู้พระพุทธวจน แล้วก็อาจหาญ "ตัดแบ่ง" พระไตรปิฎก คัดเอาเฉพาะที่ตัวเองเห็นว่าเป็นพุทธวจน มาทำรูปเล่มขาย พร้อมกับทำลายระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ซึ่งตั้งขึ้นโดยพระมหากษัตริย์และพุทธศาสนิกชนชาวไทยมานานนับพันปี โดยวิธีการ "ประณามหยามหมิ่น" การศึกษาของคณะสงฆ์ ตั้งแต่การเรียน นักธรรม-บาลี มหาวิทยาลัยสงฆ์ ล้วนถูกคึกฤทธิ์ตราหน้าว่า "เป็นเดียรถีย์" พอมีข่าวจะถูกจับกุมก็รีบ "คลานเข่าเข้าวัดปากน้ำ" ได้รับการคุ้มครองฉุกเฉินโดย "สมเด็จช่วง" ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช รอดคุกรอดตะราง ปล่อยให้สังคมพุทธไทยชำระสะสางกันต่อไป ใครจะทำอะไรก็ชั่ง ขอกูได้เป็นสังฆราชเท่านั้นก็พอ

2. ว.วชิรเมธี แห่งไร่เชิญตะวัน ยกก้นตนเองเลอเลิศประเสริฐศรี ประกาศต่อสาธารณชนว่า "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ไม่ควรแก่สมณะ" แต่กลับตระบัดสัตย์ไปรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" ที่ตัวเองประณามไว้นั้นอีกที พอถูกจับได้ไล่ทัน ก็อ้างครูบาอาจารย์ รวมทั้ง "สำนักพระราชวังและสมเด็จวัดปากน้ำ" มาคุ้มหัว ทั้งๆ ที่ตอน "ปากเสีย" ไปดูถูกดูหมิ่น "ยศพระราชทาน" นั้น มันไม่เคยอ้างใครเลย นอกจากตัวเอง

นี่แหละ พฤติกรรมทำลายพระพุทธศาสนา สไตล์ "เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น" ที่เห็นๆ และสังคมไทย ปล่อยปละละเลย แถมหลายคนยังส่งเสริมให้ทำการทำลายพระศาสนาทางอ้อม ทุกวันนี้ นายเกษม ก็ยังมีคนส่งเสริมดูแลไม่อัตคัดขัดสน สำนักสงฆ์สามแยกก็ยังเป็นของนายเกษม คึกฤทธิ์ ก็ยังคงอยู่ดีสบาย ธัมมชโย แห่งธรรมกาย ก็ไม่มีใครทำอะไรได้ ใหญ่ระดับเจ้าพ่อเรียกพี่ ขนาดโดนไป 300 กว่าคดี แต่กลับได้รับยกย่องเป็น "เจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์" โก้ซะไม่มี ส่วน ว.วชิรเมธี ก็กำลังปูทางไปสู่ดวงดาว ภายใต้มโนปณิธานจอมปลอมที่ว่า "ชีวิตสงฆ์ ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" เห็นแล้วก็อยากอ๊วก !

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม "เกษม" ซ่า !

 

สั่งจำคุกแต่รอลงอาญา 2 ปี ปรับ อดีตพระเกษม คดีรุกป่าสร้างลานจอด ฮ.

วันที่ 3 กุมภาพันธ์  เว็บไซต์ที่พักสงฆ์ป่าสามแยก อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ได้มีการแพร่ประกาศเรื่อง นายเกษม ดวงแพงมาต หรืออดีตพระเกษม อาจิณณสีโล อดีตประธานที่พักสงฆ์ดังกล่าว ซึ่งตกเป็นจำเลยคดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ สร้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ได้เดินทางไปขึ้นศาลจังหวัดหล่มสัก อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยนายเกษม หรืออาจารย์เกษม ดวงแพงมาต ได้ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจังหวัดหล่มสักจึงได้ตัดสินพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง พิพากษาจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 เดือน ปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รออาญามีกำหนด 2 ปี หลังจากลูกศิษย์ได้ชำระค่าปรับที่ศาลแล้ว นายเกษมหรืออาจารย์เกษมได้เดินทางกลับถึงที่พักสงฆ์ด้วยความปลอดภัย

 

ที่มา : มติชน : 4 กุมภาพันธ์ 2560

 

แพ้ยกแรก !

ศาลยกคำร้องพระเมือง

รื่องปิดปากสีกา !

 

อา..ถือว่าเป็นสัญญาณ "อันตราย" สำหรับท่านเมืองนะฮะ รุกเขาไม่ได้ แถมยังถูกรุกกลับจนหลังชนกำแพง ถูกคุณไพบูลย์ยื่นฟ้องตั้งหลายข้อหา ยิ่งกว่ารายการ "ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าเมือง" เรื่องจะปลีกวิเวกหนีไปไหนแบบสบายๆ นั้น หมดหวังแน่ ยิ่งถ้าออกอาการพันธพาล ให้ตำรวจหรือลูกศิษย์ไปข่มขู่คู่กรณี ก็มีหวังโดนลงอาญาหนักกว่าเดิม ลำพังการหลบหน้าไม่ยอมออกมา "ประกาศความบริสุทธิ์" ของตนเอง ต่อสาธารณชน (ทั้งๆ ที่เป็นบุคคลสาธารณะ) ก็ถือว่าไม่สง่างามแล้ว สำหรับพระราชาคณะ ที่ชาวกาฬสินธุ์เชื่อว่าเป็นถึง "อรหันต์" แต่หันซ้ายหันขวาอยู่ไหนไม่ทราบ หลวงตาเมือง !

 

 

ศาลกาฬสินธุ์ ยกคำร้อง "พระเมือง" เจ้าอาวาสวัดดัง ยื่นถอนประกันสีกาคู่กรณีคดีกามฉาว

กาฬสินธุ์ - ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์มีคำสั่งยกคำร้อง "พระเมือง" เจ้าอาวาสวัดป่ามัชฌิมาวาส ยื่นถอนประกันตัวสีกาคู่กรณีคดีกามฉาวหลอกเสพเมถุน แต่ห้ามพูดและเผยแพร่เรื่องเกี่ยวกับคดี
       
จากกรณี น.ส.โสมณุดา สัมมานุช หรือบี ได้นำคลิปวิดีโอพร้อมยื่นหนังสือร้องทุกข์ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านนายพีระ ทองโพธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการประชาชน เพื่อขอความช่วยเหลือกรณีถูกเจ้าอาวาสวัดวัดป่าชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.กาฬสินธุ์ ใช้เล่ห์ล่อลวงจนถึงขั้นมีความสัมพันธ์ทางเพศ เหตุเกิดเมื่อกลางปี 2557 แต่เมื่อออกมาแฉความลับกลับถูกแจ้งความคดี ในข้อหากรรโชกทรัพย์ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งศาลชั้นต้นได้ติดสินแล้วให้จำคุก 2 ปี 8 เดือน แต่หญิงสาวได้ยื่นอุทธรณ์และขอประกันตัว แต่ทางวัดได้ยื่นคำร้องถอนประกันตัวนั้น
       
ล่าสุดวันนี้ (31 ม.ค.) น.ส.โสมณุดา พร้อมญาติพี่น้องได้เดินทางมาที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งในวันนี้ศาลได้นัดไต่สวนคำร้องที่ทางพระโพธิญาณมุนี หรือพระเมือง เจ้าอาวาสวัดป่ามัชฌิมาวาส ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ยื่นถอนประกันตัว น.ส.โสมณุดา
       
ศาลออกนั่งบัลลังห้องพิจารณาที่ 8 และเริ่มไต่สวนในช่วงเวลา 09.00 น.จนถึงเวลา 12.00 น. ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง โดยมีผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วม ทนายฝ่ายโจทก์ร่วมรับฟังด้วย จากนั้นได้นัดฟังคำสั่งของศาลในเวลา 15.00 น. โดยศาลมีคำสั่งยกคำร้องการยื่นถอนประกันตัว น.ส.บี แต่ห้ามจำเลยพูดถึงเรื่องคดีและนำการเบิกความเกี่ยวกับคดีไปเผยแพร่
       
ภายหลังจากทราบคำสั่ง น.ส.โสมณุดา ได้เดินออกมาจากศาลด้วยสีหน้าสดใสมากขึ้น ไม่เหมือนกับเมื่อช่วงเช้าที่ระหว่างรอคำสั่งของศาลที่มีสีหน้าที่เครียด
       
น.ส.โสมณุดา กล่าวว่า วันนี้มาตานัดของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์เรื่องไต่สวนคดีที่ทางวัดยื่นถอนประกันตัว ซึ่งหลังจากการไต่สวนแล้วก็ได้รับความเมตตาจากศาล ซึ่งมีคำสั่งยกคำร้องการยื่นถอนประกันตัว แต่มีข้อห้ามไม่ให้ตนพูดถึงเรื่องคดีและการเบิกความต่างๆ ในศาลเกี่ยวกับคดี
       
อย่างไรก็ตาม สำหรับการออกมาขอความเป็นธรรมที่ผ่านมานั้น ยืนยันว่าเป็นการขอความเป็นธรรมในฐานะที่ตนเองเกิดความเสียหายและใช้สิทธิผู้ที่ถูกกระทำ เป็นคนละส่วนกับคดีดังกล่าว ทั้งนี้ ยืนยันที่จะเดินหน้าขอความเป็นธรรม และเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบกับเจ้าอาสวัดดังกล่าวจนถึงที่สุด

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 1 กุมภาพันธ์ 2560

 

ไพบูลย์กระโดดอุ้มสีกา

เดินหน้าซักฟอกพระเมืองให้ถึงที่สุด

ฟ้องรวบ 11 ราย ไม่ตายก็ไม่โต !

 

อา..ถ้าเป็นภาษาภาพยนตร์จีนก็เห็นจะต้องบอกว่า "ขอคารวะซักสองจอก" สำหรับวีรกรรมของ "คุณไพบูลย์" ในคดีนี้ เพราะเห็นๆ อยู่ว่า มีผู้ใหญ่ระดับ "บิ๊กๆ" ในมหาเถรสมาคม "หนุนหลัง" พระเมืองเพียบ ทั้งวัดเทพศิรินทร์ ทั้งวัดบวรนิเวศวิหาร ก็เรียกว่าตั้งแต่ภูธรยันนครบาล ล้วนแต่เป็นเครือข่ายพระเมืองหมด กฐินปีเดียวได้ตั้ง 100 ล้าน จ่ายเป็นเสียอย่าง อะไรบ้างที่เงินง้างไม่ได้

ส่วน อะแฮ่ม ! ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ของสามเกลอ (เจ้าคุณเกษม เจ้าคุณประสาร และเจ้าคุณโชว์) ช่วงนี้น้ำท่วมปาก พูดไม่ออกบอกไม่ได้ ตะทีเรื่องธรรมกายและตำแหน่งสังฆราชละก็ พ่อออกรอบทั้ง เช้า-สาย-บ่าย-ค่ำ นั่งยืนนอนยัน "ทำเพื่อพระศาสนา" แต่ว่าเรื่องพระเมือง กลับปิดปากเงียบกริบ ก็ไม่ทราบว่าเป็นศูนย์พิทักษ์หรือศูนย์ต่อรอง ?

อ้อ ! ลืมไป ผู้กล้าระดับแนวหน้า นามว่า "พุทธะอิสระ" แห่งค่ายวัดอ้อน้อย สังกัดมหานิกาย แต่มีความเลื่อมใสในธรรมยุติกนิกายมากมายเหลือเกิน วันนี้ ยังไม่สายนะฮะ ที่จะเข้าไปดูคดีอิทธิพลระดับ "เจ้าพ่ออีสาน" ขืนชักช้า คุณไพบูลย์เอาคะแนนนิยมไปหมด ตกรถไฟสายกาฬสินธุ์ จะหาว่าไม่เตือน !

 

กดที่ภาพเพื่อชม รายการ ต่างคนต่างคิด

 

 

พระเมือง

 

 

สีกาสาวฟ้องศาลคดีทุจริตฯ พระเมือง-พวก แกล้งให้รับโทษ

"สีกาสาว" คู่กรณี พระเมือง เจ้าอาวาสวัดดังเมืองน้ำดำ โร่ฟ้องศาลคดีทุจริตฯ "พระเมืองลูกศิษย์ตำรวจ 11 คน" ปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ การอำนวยความยุติธรรม บงการทำลายหลักฐาน ประณามพฤติกรรมพระ ละเมิดพระธรรมวินัย ลุ้นศาลรับฟ้องหรือไม่ 10 ก.พ.นี้  จันทร์ที่ 30 มกราคม 2560 เวลา 17.50 น.

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนนครไชยศรี กรุงเทพฯ นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้นำ น.ส.โสมณุดา สัมมานุช อายุ 34 ปี พร้อมด้วย นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความ เดินทางมายื่นฟ้อง พระโพธิญาณมุณี หรือ พระเมือง พลวฑฺโฒ เจ้าอาวาสวัดป่ามัชฌิมาวาส จ.กาฬสินธุ์ กลุ่มฆราวาสชาย-หญิง ซึ่งเป็นลูกศิษย์ 4 คน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ 6 นาย รวม 11 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกัน กระทำการในหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อกลั่นแกล้งให้บุคคลต้องรับโทษอาญา ทำพยานหลักฐานเท็จ แสดงพยานหลักฐานเท็จในการพิจารณาคดี ทำลายหรือเอาไปเสียซึ่งทรัพย์ที่ต้องรักษาไว้ตามหน้าที่ และปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ 

สืบเนื่องจากกรณีที่ น.ส.โสมณุดา มีข้อพิพาท กับพระเมือง ซึ่ง น.ส.โสมณุดาได้ทำหนังสือ พร้อมแนบภาพบันทึกด้วยกล้องปากกา เมื่อปี พ.ศ.2557 ประณามพฤติกรรมของพระเมือง ที่ส่อผิดพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรงถึงขั้นปาราชิก เพื่อให้หยุดพฤติกรรม ซึ่งภายหลังมีการกล่าวหากันว่าอีกฝ่ายมุ่งจะทำลายหลักฐานทางคดี

โดยศาลอาญาคดีทุจริตฯ รับคำฟ้องไว้พิจารณา เพื่อมีคำสั่งว่าจะประทับรับฟ้องคดีหรือไม่ โดยนัดฟังคำสั่งในวันที่ 10 ก.พ.นี้ เวลา 09.00 น.
    

ขณะที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สปช. กล่าวว่า การยื่นฟ้องก็สืบเนื่องจากมีการตรวจสอบแล้วพบว่า
มีการกระทำผิดร่วมกันระหว่าง พระเมือง ร่วมกับลูกศิษย์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เมื่อทราบว่ามีภาพที่เป็นหลักฐาน มีความสำคัญกับพระเมือง ที่โจทก์ได้นำไปมอบให้ตัวเองพร้อมกับเขียนหนังสือประณามพฤติกรรมที่ไม่ดีล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ซึ่งขอให้มีการยุติการกระทำนั้น โดยข้อความที่เขียนนั้นไม่มีการเรียกร้องเงินใดๆ แต่ภายหลังเมื่อเห็นภาพถ่าย ที่อาจทำให้ถึงขั้นปาราชิกได้ ก็มุ่งที่จะร่วมกันทำลายพยานหลักฐานภาพคลิปวีดีโอ ไฟล์เสียง ภาพนิ่งที่เก็บรักษาไว้ และมีเจตนาทำและนำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ แสดงต่อศาลในชั้นพิจารณาของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อให้โจทก์นี้ ต้องรับโทษจำคุกเพื่อปิดปากไม่ให้โจทก์ เปิดเผยพฤติกรรมพระเมืองอีกต่อไป

นายไพบูลย์ กล่าวต่ออีกว่า อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 31 ม.ค. ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ นัดไต่สวนคำร้องที่อัยการ และพระเมือง ร้องขอเพิกถอนการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ที่ น.ส.โสมณุดา โจทก์ ถูกดำเนินคดีฐานกรรโชกทรัพย์ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ด้วย ขณะนี้โจทก์เหมือนเป็นเหยื่อถูกกระทำรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยจากเจ้าอาวาสวัดดัง ใช้อิทธิพลให้ตำรวจและลูกศิษย์ เพื่อยึดทำลายหลักฐาน ก็อยากให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดูแลเรื่องการให้ความคุ้มครองด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้โจทก์ พยายามร้องทุกข์กับนายกรัฐมนตรีด้วย ทั้งนี้ การยื่นฟ้องหวังว่าจะเป็นโอกาสนำไปสู่การวินิจฉัยของศาล ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็สุดแล้วแต่ศาล แต่ตนเชื่อว่าเรื่องนี้จะนำไปสู่การปฏิรูปคณะสงฆ์ ในเรื่องของการปกครอง การควบคุมความประพฤติ ที่ยังอาจมีข้อบกพร่องอยู่ในการดูแลให้อยู่ในพระธรรมวินัย รวมทั้งนำไปสู่การปฏิรูปตำรวจ เรื่องการสืบสวนสอบสวน หรือปรับปรุงกฎหมายให้ตำรวจที่ไม่ดีจะมากลั่นแกล้งประชาชนได้ ซึ่งหากมีการปรับปรุงตำรวจที่ดี ก็จะไม่ต้องถูกกล่าวหาด้วยว่าไปละเมิดประชาชน
  
ด้าน น.ส.โสมณุดา โจทก์ กล่าวว่า มั่นใจสำหรับพยานหลักฐานที่พร้อมนำเข้าไต่สวนต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ และเป็นโอกาสที่จะทำให้กระจ่างว่า เราเคยถูกกระทำมาบ้าง ให้สังคมได้เห็นอีกมุมหนึ่งด้วย ส่วนที่ถูกร้องถอนประกันนั้น ตนก็จะไปศาลตามหมายนัด จะเป็นห่วงเพียงเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางไปในพื้นที่ ที่คู่กรณีของเราอยู่ที่นั่นทั้งหมด ส่วนกระบวนการของศาลขึ้นอยู่กับดุลยพินิจว่าศาลจะเมตตาอย่างไร สำหรับพยานหลักฐานที่เตรียมต่อสู้เรื่องการถอนประกันก็เตรียมไว้บ้าง แต่ยังไม่มีการนำพยานที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ไปยืนยันต่อศาล

 

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 31 มกราคม 2560

 

มหาวอ ยก "วัด-วัง" บังสัจจะ !

ทำให้ต้องรับตำแหน่ง ผช.จล.

ทำนอง..เสียสัตย์เพื่อชาติ !

 

ว.วชิรเมธี อ้าง "บื้องบน" บังคับ ต้องยอมรับ "ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ทั้งๆ ไม่อยากรับ และเคยประกาศต่อสาธารณะว่า "ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" แถมยกตัวอย่าง "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ปยุตฺตมหาเถร" รับพระราชทานสมณศักดิ์ ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม มีแต่คนสรรเสริญ

 

แล้วทำไม ว.วชิรเมธี จะรับไม่ได้ ผิดตรงไหน ?

 

อา..ว่าไงครับ หลวงพ่อช่วงโปรดทราบ มหาวอบอกว่า "ตัวเองถูกขืนใจให้รับตำแหน่ง" ทั้งๆ ที่ไม่อยากรับ ถึงได้มาก็มิได้ภูมิอกภูมใจอะไรอีกด้วย แบบว่า เสียสัตย์เพราะผู้ใหญ่ นี่ถ้าได้เป็นเจ้าคุณ สงสัยมหาวอคงจะฆ่าตัวตาย เพราะรับไม่ได้

เชิญปัญญาชน "ทัศนา" ทัศนะ ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี คนดีศรีแผ่นดิน !

 

Take a look !

 

 

ว.วชิรเมธี ทาสศักดินา !

ถูกบังคับให้เป็นคนเลว โดยการรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ"

 

 

"ยศช้าง ขุนนางพระ ไม่เคยมองหา แต่เบื้องบนท่านมองเห็น"

ว.วชิรเมธี

 


หลายเดือนก่อน หลังจากมีภาพไปรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
เพื่อดำรงตำแหน่งเป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ก็มีใครบางคน จรดปากกาเขียนถึงอาตมภาพในทางเสียหายว่า การรับตำแหน่งนั้น เป็นการแสดงถึงความกลับกลอกเหมือนศรีธนญชัย (เพราะแต่ไหนแต่ไรมา อาตมาไม่เคยสนใจเรื่องตำแหน่งแห่งที่ในทางคณะสงฆ์เลย ซึ่งเรื่องนี้ แม้จนบัดนี้ ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่)

ถามว่า ถ้าเช่นนั้น ไปรับตำแหน่งทำไม ?

ขออธิบายสั้นๆ ง่ายๆ สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลถึงสหรัฐอเมริกา (ต้นเรื่องที่กล่าวหา) ซึ่งอาจจะไม่ค่อยรู้ความจริงว่า

"อาตมาอยู่วัดพระสิงห์มาแต่อายุเพียง ๑๖ ปี เรียนธรรมะบาลีที่วัดนี้ จนได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค, บวชพระก็บวชที่วัดนี้

หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็เป็นพระอุปัชฌาย์ อาตมาก็เคยเป็นพระเลขานุการของท่านมาตั้งแต่ต้นแต่อายุ ๑๘ ปี ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรจนถึงบวชเป็นพระภิกษุ


เมื่อจบเปรียญ ๙ ที่กรุงเทพฯ อาตมาย้ายกลับมาเชียงราย ก็มาอยู่ในสังกัดเดิม ซ้ำยังเป็นเปรียญธรรม ๙ รูปแรกของวัด คือวัดพระสิงห์ (พระอารามหลวง)
ไม่ได้เหาะข้ามห้วยมาจากที่อื่น

เมื่อกลับมาแล้ว หลวงพ่อเคยขอให้มาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสแต่เมื่อปี ๒๕๕๕ อาตมายังไม่อยากรับ ประวิงเวลาไว้ เพราะใจอยากทำงานเผยแผ่พระพุทธ-ศาสนามากกว่างานปกครองของคณะสงฆ์ ครูบาอาจารย์ท่านก็เข้าใจลูกศิษย์ซึ่งท่านรักเหมือนลูก


มาถึงปีนี้ ผู้ใหญ่ใน
"เบื้องบน" ถามมาอีก เพราะอายุ ๔๓ พรรษา ๒๓ อยู่พระอารามหลวงมา ๒๖ ปีแล้ว เป็นมหาเถระแล้ว ไม่ใช่พระเด็กๆ อีกต่อไป ควรมอบหมายให้รับภาระธุระพระศาสนาอย่างเป็นทางการ ทั้งผลงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ไม่ใช่น้อยๆ (ว่าตามคำของท่าน)


ทั้งครู ทั้งศิษย์ จึงยอมอนุวัตร ตามทางการ


อาตมาจึงรับตำแหน่งของทางการ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ
"ฝ่ายเผยแผ่" เหมือนเดิม


และเมื่อเป็นแล้ว ก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ไม่ได้ย้ายไปไหน ยังพอใจกับนามปากกา ว.วชิรเมธี ธรรมดาๆ ยังคงอยู่ทำงานเผยแผ่ต่อไปที่ไร่เชิญตะวันตามปกติ

ตำแหน่งแห่งที่ ที่ท่านประทานมา ก็เพราะฟ้าบันดาล ทั้ง "วัง" และ "วัด" ท่านประสานเสียง แกมกำชับขอให้รับไว้ ไม่ใช่ไปกราบกรานอยากได้ อย่างที่มี "พระอลัชชี" บางรูปพยายามกล่าวหาด้วยข้อความรุนแรง


เรื่องนี้ เข้าใจได้ง่ายมาก


ดูอย่างท่าน
ป.อ.ปยุตฺโต หรือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ องค์ใหม่ก็ได้ ท่านก็ทำงานของท่านไป ไม่เคยอยากจะได้ใคร่จะมีอะไร ปิดทองหลังพระไป เมื่อทองล้นออกมาหน้าพระ วันดีคืนดี
"หลวง" หรือราชการก็โปรดให้ท่านเป็นสมเด็จฯ เมื่อเป็นแล้ว ท่านก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ดังท่านกล่าวความในใจว่า

"พระนั้น จะแต่งตั้งไปชั้นไหน ชั้นไหน ก็ยังเป็นพระอยู่เหมือนเดิม ทางพระพุทธศาสนา ท่านไม่นิยมถามว่า "จะเป็นอะไร" แต่สำคัญที่ว่า "จะทำอะไร" ให้เรื่อง "เป็น" มาเกื้อหนุนเรื่อง "ทำ" ให้ได้ ท่านจึงว่า "ให้เป็นนั่นเป็นนี่" เพื่อจะได้ "ทำนั่นทำนี่" ได้สะดวก"

เพราะฉะนั้น คนที่ "รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" มองการรับตำแหน่งของอาตมา เป็นเรื่องการเมืองในคณะสงฆ์ หรือมองไปว่าได้มาเพราะเข้าหาผู้ใหญ่ ทั้งยังพยายามกล่าวหาอาตมาเลื่อนลอยด้วยคำใหญ่คำโตนั้น ก็ขอโปรดเข้าใจเสียให้ถูกต้องตามนี้ อย่าเอาไปตีความเลอะเทอะ


หยุดการปรุงแต่งแบบเด็กๆ เสียทีเถิดพ่อคุณเอ๋ย


ดีร้าย หากวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ระวังปาก จะกลายเป็นการ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เสียเปล่าๆ


ส่วนที่มีภาพไปกราบหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ แล้วเอามาเขียนว่าไปประจบท่านนั้น ก็ขอเตือนว่า เวลาจะเขียนอะไร ดูคำอธิบายใต้ภาพด้วย

เพราะภาพพวกนั้น มีปรากฏอยู่ในเฟซบุ๊คของอาตมาเอง มีคำอธิบายกำกับด้วยว่าไปทำอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน

ภาพคู่สมเด็จฯที่เห็น คืองานไปรับรางวัล "วัดที่จัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จัดที่ มจร.วังน้อยเมื่อราวเดือนกุมภาพันธ์ และครั้งที่สอง หลวงพ่อสมเด็จฯ นิมนต์ไปพบเมื่อเดือนเมษายน เพื่อแจ้ง "พระราชดำริ" ด้านการศึกษาภาษาบาลีที่ทรงฝากมา โดยขอให้ช่วยรับเป็นภาระธุระ เพราะอาตมาสื่อสารกับสังคมได้ง่าย มีคนฟังเยอะ

ทั้ง "เบื้องบน" ท่านก็ทรงกำชับมาหลายครั้ง เรื่องการศึกษาภาษาบาลีในโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่ เพราะเห็นว่า ท่าน ว.วชิรเมธี นี้ เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค และได้เขียนหนังสือเรื่อง "เปรียญ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" เพื่อเป็นแนวทางฟื้นฟูการศึกษาภาษาบาลีตามพระราชประสงค์

และที่สำคัญจะต้องขอพระราชทานคำนำเป็นกรณีพิเศษ หลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ ในฐานะประมุขสงฆ์ และแม่กองบาลีสนามหลวง ก็อยู่ในฐานะที่จะต้องเขียนสัมโมทนียพจน์ด้วย

คนเขาไปปรึกษาหารือเรื่องงานพระศาสนาล้วนๆ มีพยานเป็นร้อย เป็นพัน ต่อหน้าธารกำนัล อย่างโปร่งใส แต่คนเขลาบางคน เอาไปเขียนข่าวเชิงเสียหาย ว่าผู้เขียนไปประจบพระผู้ใหญ่ขอยศศักดิ์ ช่างน่าละอายเหลือเกิน ที่คิด ที่เขียน อะไรออกมา โดยไม่สนใจหาข้อเท็จจริง ซึ่งมีอยู่ดาดดื่น มีอยู่ในคำอธิบายใต้ภาพที่ตัวยกมาด่านั่นเองเสียด้วยซ้ำ

จึงขอแจ้งญาติโยมทั้งหลายได้ทราบ ว่าอย่าได้หลงเชื่ออย่างผิดๆ ตามที่มีคนเขียนข่าวเลอะเทอะเผยแพร่ออกไป


(ว.วชิรเมธี)

 

 

(หมายเหตุ.


๑.ตามปกติ ตั้งใจจะไม่เขียนตอบอะไรในประเด็นระดับ
"โลกธรรม" เหล่านี้เลย เพราะถือว่าเป็นธรรมดาโลกที่ย่อมมีคนเข้าใจผิดบ้าง เข้าใจถูกบ้าง แต่เรื่องนี้ มีคน "เดือดร้อน" แทนหลายคน แต่ละคนก็ไม่ใช่ตาสีตาสา ทั้งอาจส่งผลกระทบหลายฝ่าย จึงจำใจต้องเขียนออกมา เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อเข้าใจข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะได้เพลาๆ การแชร์ การส่งข้อความโกหกทั้งหลายลงบ้าง ไม่เช่นนั้น พระดีๆ ทั้งหลาย ทั้งพระบ้านพระป่าสายกรรมฐาน สายวิชาการบริสุทธิ์ สายพัฒนาสังคม ที่ "หลวง" ท่านเมตตาถวายสมณศักดิ์เพื่อส่งเสริมการทำงาน ก็จะพานถูกกล่าวหาไปเสียทั้งหมด


๒.มีภาพอาตมาคู่กับหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ บางคนเอาไปตีความในทางเสียหาย ขออธิบาย
"ข้างหลังภาพ" สั้นๆ ตามข้อเท็จจริง


๒.๑ ภาพที่เห็นอยู่บนเวที คือ วันที่ไปรับรางวัล
"วัดที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จากหลวงพ่อสมเด็จฯ จัดโดยกรมควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับรางวัลเสร็จ หลวงพ่อสมเด็จฯ ก็ขอให้เล่าให้ที่ประชุมฟังทั้งห้อง ว่าบริหารจัดการไร่เชิญตะวันอย่างไร จึงกลายเป็น
Eco Temple ที่ร่มรื่น เรื่องก็มีเท่านี้ มีคนอยู่ในงานหลายร้อยคน ภาพนิ่ง ภาพวีดิโอ บันทึกไว้พร้อมสรรพ แต่มีบางคนไม่เข้าใจ ไม่อยู่ในเหตุการณ์ ที่อยู่สหรัฐอเมริกา เอาไปเขียนว่า อาตมาไปประจบพระผู้ใหญ่ นี่คือ ความน่าอนาถของคนที่เรียกตัวเองว่า สื่อมวลชน


๒.๒ อีกครั้งหนึ่ง ได้รับนิมนต์ไปหารือข้อราชการของคณะสงฆ์ เนื่องจากได้รับการขอร้องให้เข้ามาช่วยเรื่องการศึกษาภาษาบาลีของคณะสงฆ์
ซึ่งขอร้องมาจากทั้งฝ่ายวัง และฝ่ายวัด เพราะผู้เขียนเป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค วังและวัดเห็นว่า พอจะมีพื้นฐานภาษาบาลีอยู่บ้าง จึงขอให้มาช่วยเรื่องนี้ จึงได้ปฏิรูปการศึกษานำร่องที่วัดบ้านเกิด/เชียงของ/เชียงราย จนปี ๒๕๕๘ สามเณรเก่งทั้งทางโลกและทางธรรม สามารถบรรยายธรรมเป็นภาษาอังกฤษจนชนะเลิศระดับประเทศ ได้เข้ารับพระราชทานทุนและผ้าไตร และได้ลองเทศน์ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่จังหวัดน่าน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นี่เป็นข่าวดี ที่หลวงพ่อสมเด็จฯ เห็นว่าก้าวหน้า และพอเป็นความหวังของคณะสงฆ์ไทยในฝ่ายการปฏิรูปการศึกษาสงฆ์ จึงขอให้ไปเล่าถวาย พร้อมกันนั้น ก็ได้นำเสนอต้นฉบับหนังสือ "๙ เปรียญ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" ซึ่งได้นักเขียนฝีมือดีคือระดับประเทศ คือ คุณอรสม สุทธิสาคร คุณวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง มาช่วยเรียบเรียง หมายใจว่า เล่มนี้จะเป็นหนังสือ "สร้างแรงบันดาลใจ" ให้พระหนุ่มสามเณรน้อยรุ่นใหม่ ใฝ่เรียนธรรมะบาลีมากขึ้น เพราะเป็นชีวประวัติของพระและโยมที่จบเปรียญ ๙ แล้วประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม เช่น ศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก
, ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ, ป.อ.ปยุตฺโต เป็นต้น


ความจริงที่ได้ไปกราบสมเด็จฯ ก็มีแค่นี้
แต่แล้วคนที่มือดีมากกว่าสมอง ก็เอาไปเขียนในทางลบว่า ผู้เขียนไปพบผู้ใหญ่เพื่อหวังยศศักดิ์อัครฐาน ถ้าหวังจริงอย่างว่า จะอยู่ในพระอารามหลวงมา ๒๖ ปี โดยเป็นพระธรรมดามาจนป่านนี้ได้อย่างไร คุณสมบัติก็ใช่จะไม่ครบ
ครบจนล้นเสียด้วยซ้ำ


การ
"รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" แบบนี้แล้วก็นำมาเขียนข่าวนั้นสร้างความเสียหายใหญ่หลวงมาก เพราะข้อเท็จจริงมีอยู่ก็ไม่สนใจ นึกจะเขียนอะไรก็เขียน พลอยทำให้คณะสงฆ์เสียหาย เสียทั้งหลวงพ่อสมเด็จฯ เสียทั้งเบื้องบน เสียทั้งผู้เขียน งานที่ทำกันมาด้วยเจตนาแสนดีถูกมองในทางเสียหายหมด ดังนั้น ใครรู้ผิด เข้าใจผิด ขอความกรุณา เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องตามนี้เทอญ. (ว.วชิรเมธี)

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี : 15 ธันวาคม 2559

 

อ่านบทความ โดย พระมหานรินทร์ นรินฺโท

 

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล


 

คึกฤทธิ์โดน !

กอ.รส. บุรีรัมย์ จี้ยกเลิกคึกฤทธิ์พูด

ระบุ สร้างความแตกแยกให้แก่ประชาชนในชาติ

ขัดคำสั่ง คสช. !

 

อา..ถึงแม้ว่าจะขัดคำสั่ง "คสช." แต่ก็ไม่ขัดคำสั่ง "สมเด็จช่วง" นะคะ ถามว่าใครใหญ่กว่าใคร ? เพราะดูสิ ไม่ว่าจะเป็น "ธัมมชโย-คึกฤทธิ์" หรือ "มหาวอ" ถึงจะถูกครหาว่า ผิดพระธรรมวินัย ผิดจรรยาบรรณ สร้างความแตกแยก โกหกตอแหล ต่อหน้าสาธารณชน อย่างร้ายแรงเพียงใดก็ตาม แต่แค่..คลานเข่า เข้าวัดปากน้ำ กราบเท้า "สมเด็จช่วง" งามๆ ซักสามครั้ง ก็สดใสไร้มลทินยิ่งกว่าผงซักฟอกเปาบุ้นจิ้น แถมติดยศติดอย่าง อย่างสง่าผ่าเผย วัดพระธรรมกายมีเจ้าคุณ "ล้นวัด" กลับเจอข้อหา "บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ"

คึกฤทธิ์เดินสายด่า "มหาเปรียญ" รวมทั้ง "มจร-มมร" มานานเป็นเดือนเป็นปี แต่ว่า "พระมหาช่วง ประโยค 9" ซึ่งเป็นหัวหน้าของบรรดามหาเปรียญทั้งประเทศไทยในเวลานี้ กลับไม่ประสีประสาอะไร เปิดประตูกุฏิให้คึกฤทธิ์เข้าไปถ่มน้ำลายใส่ถึงในวัดปากน้ำ ออกมาก็..เดินหน้าด่าต่อไป !

ล่าสุดก็ "มหาวอตอแหล" ประกาศผ่าน "หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ว่า "ชีวิตสงฆ์ ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" แต่สุดท้ายก็คลานเข่า เข้าวัดปากน้ำ ไปรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" จากมือของ "สมเด็จช่วง" ก็ไม่มีใครในประเทศไทยท้วงติงอะไร ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่ "ไทยรัฐ" ซึ่งเป็นผู้เอาน้ำลายของมหาวอมาพ่นใส่หัวประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นค่าย "เนชั่น" ค่าย "ผู้จัดการ" หรือเครือ "อมรินทร์" ซึ่งเป็นผู้ขุนมหาวอจนเติบใหญ่ ไม่มีใครสนใจใน "วาทกรรม" และ "พฤติกรรม" ลวงโลกดังกล่าว เผลอๆ จะเห็นดีเห็นงามกับความ "สับปลับ" ของมหาวอไปด้วย

นี่ไงคือเบื้องหลังความสกปรกโสมมในสังคมไทย ที่คนทั่วไปไม่เคยตรวจสอบว่า "คนพวกนี้เติบใหญ่ได้อย่างไร" มันโตคนเดียวหรือมีคนทำให้โต

 

เอ้า ! เชิญทัศนา ผลงานอภิอมตะของ..สมเด็จช่วง

 

ธัมมชโย ลูกรัก

พระศาสดาองค์ใหม่ในภาคปราบ

"พระสมณโคดม ก็งั้นๆ แค่ตรัสรู้ เป็นแค่ภาคโปรด ยังปราบมารไม่ได้"

 

 

เกิดมาอายุปูนนี้ เพิ่งจะเคยเหยียบดอกกุหลาบ



 

 

คึกฤทธิ์ ผู้ด่ามหาเปรียญ ว่าเป็นเดียรถีย์

 

 



ไหว้หัวหน้าเดียรถีย์หนีความผิด

 

ว.วชิรเมธี "ขี้เต็มก้น" ผู้ประกาศ

"ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ"

 


 

รับรางวัล "นักตอแหลดีเด่น" แห่งประเทศไทย

 

 





 

หนังสือ กอ.รส.บุรีรัมย์ ถึง  กอ.รมน. บุรีรัมย์

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คครูนัท หนอนพระไตรปิฎก  : 5 ธันวาคม 2559

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด


 

การประชุมองค์กรพระสงฆ์เถรวาทในสหราชอาณาจักร

 

Theravada Buddhist Sangha in UK (TBSUK)

ณ วัดพุทธวิหาร เมืองอ๊อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

10 สิงหาคม 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ขนาด 4000 PX

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

ดอกไม้บาน วัดพระศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ทำบุญฉลองสมณศักดิ์พระครูเมธีชยาภิวัฒน์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

อาหารไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

THE ENTERTAINMENT OF WAT PHRA SRI

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

หนุ่มสาวไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ชาวไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

ภาพงานฉลองครบรอบ 40 ปี สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

ณ วัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน วันที่ 25-26 มิถุนายน 2559

กดที่ภาพเพื่อดาวโหลดภาพขนาด 4000 PC

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพการประชุม)


 

พิธีผูกพัทธสีมา-ฝังลูกนิมิต

วัดเจริญธรรม เมืองลึกเด ประเทศเยอรมันนี

10-12 มิถุนายน 2559

 

พระธรรมวิสุทธาจารย์ (คูณ ขนฺติโก) เจ้าอาวาสวัดหนองแวง (พระอารามหลวง) อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ประธานสงฆ์

ฯพณฯ นางนงนุช เพชรรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ประธานฝ่ายฆราวาส



กดที่ภาพเพื่อชมภาพในพิธี

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก

ฉลองสมณศักดิ์ "พระวิสุทธิวงศ์วิเทศ"

เจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร

11 มิถุนายน 2559


 

กดที่ภาพเพื่อชม งานสมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

พระราชมงคลรังษี : สุรศักดิ์ ชีวานนฺโท

เจ้าอาวาสวัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

5 มิถุนายน 2559

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธี


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธี

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

ลัทธิธรรมกาย กับบทบาท ของสังคมไทย

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITER : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264