LAST UPDATE :   JANUARY  15  2017   06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 

 

พระธรรมทูตใหม่ รุ่นที่ 23/2560

เปิดรับสมัครแล้ว !

 



 

โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ วิทยาลัยพระธรรมทูต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เปิดรับสมัครผู้เข้าอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 23 ประจำปี 2560 เฉลิมพระเกียรติ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

- รับสมัครตั้งแต่วันนี้ - 24  กุมภาพันธ์ 2560

- รับจำนวนผู้เข้าอบรมเพียง 89 รูป เท่านั้น

- ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ 24 กุมภาพันธ์ 2560

- สอบข้อเขียน  25 กุมภาพันธ์ 2560

- สอบสัมภาษณ์ 26 กุมภาพันธ์ 2560

- ประกาศผลสอบ 27 กุมภาพันธ์ 2560

- รายงานตัว/ ลงทะเบียน 28 กุมภาพันธ์ 2560

- ปฐมนิเทศ 1 มีนาคม 2560เริ่มอบรม 1 มีนาคม - 28 พฤษภาคม 2560 ( 3 เดือน )

- ปัจฉิมนิเทศ ปิดโครงการ 28 พฤษภาคม 2560

- สอบถามรายละเอียดและสมัครได้ที่ วิทยาลัยพระธรรมทูต มจร วัดมหาธาตุ โทร 02 623 5368 กองวิเทศสัมพันธ์ มจร อยุธยา โทร 035 248 000 ต่อ 8428, 8429  / line ID pm.nong

 

แหล่งข่าว : กองวิเทศสัมพันธ์ มจร. : 5 มกราคม 2560

 

วิถีแห่งปราชญ์

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ มีลิขิตถึงเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด "ขอความร่วมมือทำความจริงให้ประจักษ์" พร้อมทั้งขอให้บุคคลที่อ้างว่า "เจ้าคุณประยุทธ์ไปหาหลวงตามหาบัว" ออกมายืนยันตัวตน เพื่อพิสูจน์ความจริง !

 

 


 


 

กดที่ภาพเพื่ออ่านเอกสารทั้งหมด

 

 

ปัดฝุ่น พรบ.คุมวัด !

ไพบูลย์ฉวยโอกาสธัมมชโยหนีคดี

เตรียมผลักดันผ่านสภา เหมือนคราแก้ พรบ.สงฆ์

 

อา..จะให้ว่าอย่างไรดีล่ะ เรื่องพรรค์นี้ ถ้าพระสงฆ์สามเณรออกมาต่อต้าน ก็จะถูกครหาว่า "ปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง" แต่ถ้าไม่พูดความจริง ปล่อยให้คนที่ไม่รู้จริงเข้ามาบริหารวัด มันก็ฉิบหายเท่านั้นเอง ดังนั้น เมื่อถึงเวลาพูดก็ต้องพูด ไม่พูดก็แสดงว่าไม่รู้กาละเทศะ จึงขอจาระไนดังต่อไปนี้

 

 

นักบวชตัวอย่าง !

เคร่งครัดที่สุด แต่บวชเดือนเดียว

 

 

กรณีที่สื่อ-ผู้จัดการ เขียนข่าวแบบไม่รู้จริง แต่เอามันเข้าว่า เช่นว่า "การบวชไม่ว่าจะในสมัยพุทธกาล หรือสมัยปัจจุบัน ต่างก็มีเป้าหมายหลักคือ การละความสุขทางโลก และเพื่อหลุดพ้น อันเป็นจุดหมายปลายทางของพระพุทธศาสนา" นี่คือตัวอย่างแห่งความไม่รู้จริงของสื่อผู้จัดการ ก็เห็นๆ กันอยู่ ว่า ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ พ่อของไอ้ปั๊ป ผู้มีนามว่า "สนธิ ลิ้มทองกุล" นั้น เคยบวชๆ สึกๆ ถึง 2 ครั้ง 2 หน เข้าโบสถ์ทั้งธรรมยุตและมหานิกาย ถามว่า บวชเพื่อหลุดพ้นหรือเปล่า ถ้าบวชเพื่อหลุดพ้นตามที่ผู้จัดการอ้าง ก็ขอถามว่า สึกออกมาทำไม หรือว่าได้บรรลุธรรมแล้วจึงสึก ?

นี่แหละคือตัวอย่างที่ไม่อยากยกตัวอย่าง แต่เมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็จำใจต้องพูด คือต้องพูดความจริงกับสังคมไทยให้เข้าใจ ว่าในปัจจุบันนั้น ไม่มีใครบวชเพื่อบรรลุหรือหลุดพ้น แต่ทุกคนบวชเพื่อ "สืบทอดศาสนา" เป็นการบวชตามประเพณี ใครอยู่ได้นานก็ดี ใครอยู่ไม่ไหวก็สึกหาลาเพศออกไป ก็ไม่มีใครว่า

หัวหน้าชาวพุทธไทยตัวจริงเสียงจริง ก็คือ พระเจ้าแผ่นดิน แทบทุกพระองค์นั้น ทรงผนวช "ตามโบราณราชประเพณี" จากนั้นก็เสด็จปริวัตร (สึก) ออกมาครองราชย์ต่อ ก็ไม่ได้บอกว่า บวชเพื่อหลุดพ้น

แล้วถามว่า พวกคุณเอาตัวอย่างตรงไหนมาบอกว่า ต้องบวชเพื่อหลุดพ้น ?

พระภิกษุวชิรญาณ วัดบวรนิเวศวิหาร ผนวชนานถึง 27 ปี เสด็จปริวัตรออกมาครองราชย์ เป็นรัชกาลที่ 4 เฉลิมพระนาม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชบิดาของรัชกาลที่ 5-6-7 อ่านพงศาวดารมั่งหรือเปล่าเนี่ย

ในหลวงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลปัจจุบัน ก็ทรงเคยผนวชเช่นกัน !

พระมหาชื่น วัดบวรนิเวศวิหาร ซื้อเสื้อกางเกงเตรียมสึกพรุ่งนี้ ในหลวง ร.5 ทรงทราบ จึงเสด็จไปหายังกุฏิ ตรัสบอกว่า "เรื่องสึกนั้นฉันไม่ห้าม แต่อยากจะบอกว่า คนอย่างคุณ ถ้าสึกออกไปแล้ว หาได้ไม่ยาก แต่ถ้าอยู่ในผ้าเหลืองต่อไป จะหายากมาก" สุดท้าย พระมหาชื่นตัดใจไม่ยอมสึก อยู่ต่อมาได้เป็น "สมเด็จพระสังฆราชชื่น"

 

 

พระมหาเจริญ วัดบวรนิเวศวิหาร เตรียมการจะสึกเช่นกัน ท่านแม่กิมน้อยทราบข่าว รีบตีรถด่วนจากเมืองกาญจน์เข้ากรุง พอพบหน้าลูกก็คุกเข่าประกาศว่า "ถ้าคุณสึก อีฉันจะผูกคอตาย" สุดท้ายได้เป็น "สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช" พระองค์ที่สนธิไปถวายสักการะในรูปนี่แหละ เกือบได้เป็น "ทิดเจริญ" แล้วเชียว

พระมหาเงื่อม วัดปทุมคงคา ก็เคยเบื่อผ้าเหลืองถึงกับคิดจะสึกเช่นกัน แต่ก็มีอะไรมาดึงไว้ อยู่ไปนานๆ ก็เลยหายอยาก สุดท้ายกลายเป็น "พุทธทาสภิกขุ" ผู้โด่งดัง

มีเหมือนกัน คนที่ประกาศ "บวชไม่สึก" แต่สุดท้ายก็ "สึก" ออกไปทุกราย ไม่เหลือลายอริยะไว้ให้กราบไหว้บูชาเลย ตระบัดสัตย์เสียผู้เสียคนไปหมด

เมื่อความจริงมีอยู่เช่นนี้ แล้วถามว่า พวกคุณมีเจตนาอย่างไร ถึงไปบิดเบือนความจริง ว่าบวชแล้วต้องสละโลกและหลุดพ้น คนไทยหรือเปล่า ?

พ่อแม่คนไทยนั้น เขาเอาลูกหลานไปบวช เพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ย้อมน้ำขมิ้นผ่านวัดผ่านวา อบรมนิสัยใจคอให้เป็น "คนสุก" สมัยก่อนเรียกว่า "บวชก่อนเบียด" ส่วนใหญ่บวชตอนอายุ 20 ปี ออกพรรษา-รับผ้ากฐินแล้วก็สึก ใครอยู่ได้นานเขาสาธุการกันทั้งนั้น แต่ไม่มีใครอุตริบอกว่า "จะบวชไม่สึก" นอกจากคนบ้า

ทีนี้ว่า เมื่อบวชตามประเพณี เรียนและสอบไล่ได้นักธรรมตรี-โท-เอก เพียงนี้ก็ดีถมเถแล้ว จะเอาอะไรนักหนา ถ้าแน่จริงทำไมไม่มาบวชเสียเอง ออกกฎหมายบังคับให้ชายไทยทุกคนต้องบวชดีไหม ดูสิ พูดเสียๆ หายๆ ว่า "พระสงฆ์ ก็คือคนห่มผ้าเหลือง และยึดอาชีพพระ เพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตัวเองและพวกพ้องนั่นเอง" ว่าให้ตัวเองด้วยหรือเปล่าเล่าคุณสนธิและลูกน้องเครือผู้จัดการ ถ้าอยู่ในวัดแล้วรวยจริง ก็ขอถามว่า พวกคุณอยู่ทำห่าอะไรข้างนอก ทำไมไม่มาบวชกันทั้งประเทศไทย จะได้รวยด้วยกัน แถมทุกวันนี้ สถิติพระเณรลดลงเรื่อยๆ วัดร้างเพิ่มมากขึ้น ไหนว่าบวชแล้วรวย หรือว่าเมืองไทยไม่มีใครอยากรวย ?

ที่พูดอย่างนี้ก็เพื่ออยากจะบอกว่า อย่ามองวัดวาอาราม พระสงฆ์องค์เณร ซึ่งเป็นชาวไทย เป็นลูกหลานของพวกท่านนั่นเองแหละ เป็นคนเลวร้ายไปหมด แต่ควรมองแบบ "วิภัชชวาที" คือ ใครมีปัญหาก็ว่าไปที่คนนั้น อย่าเหมาโหล ธัมมชโยสร้างปัญหา วัดพระธรรมกายมีปัญหา ก็ไปว่ากันที่ปัญหาธัมมชโยและธรรมกาย ไปกล่าวหาพระเณรทั้งประเทศได้ไง

พูดชัดๆ เลยว่า แก้ปัญหาพระศาสนาด้วยกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่สำเร็จหรอก ขนาด "พระพุทธเจ้า" ทรงออกกฎหมายพระสงฆ์ไว้มากมายหลายพันข้อก็ยังว่าไม่พอ ยังต้องออกกฎหมายเพิ่มเติมอีก ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้าก็ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งทางธรรมและวินัย และ อะแฮ่ม ! เพลาการด่าลงหน่อย จะช่วยให้บรรยากาศการแก้ปัญหาดีขึ้น

หลักการสำคัญก็คือ การแก้ปัญหาสังคมสงฆ์ ก็ควรต้องให้ "พระสงฆ์" ได้รับทราบ และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา อย่าเอาคนที่ไม่รู้ปัญหามาแก้ มันจะกลายเป็นลิงแก้แห ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง ก็ขนาด พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 7 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช รับสั่งให้แก้ไขในปี พ.ศ.2535 ตกปี พ.ศ.2559 สนช. ก็ลงชื่อขอแก้ อ้างว่า "ไม่ต้องตามโบราณราชประเพณี" ทั้งๆ ที่กฎหมายฉบับนั้นก็ผ่านสภามาเหมือนกัน คงไม่มีใครโง่กว่าใครเป็นแน่ ไม่เชื่อก็ถาม "คุณวิษณุ เครืองาม" และ "คุณมีชัย ฤชุพันธุ์" ดูสิ ผ่านสองคนนี้มากับมือมิใช่หรือ ?

ถึงบอกแล้วไงว่า อย่าลักไก่ มันจะจบไม่สวย นะท่านบิ๊กตู่ คิดจะเป็นมหาอุบาสก ต้องทำอย่างไรบ้าง ก็ขออย่าให้ต้องสอนนายกฯ ผ่านสื่อเลย มันไม่เหมาะ ลำพังวัดพระธรรมกายดื้อแค่วัดเดียวก็ยังลำบากแล้ว ยังไปเอาวัดทั้งประเทศมาเหมารวมอีก รับรองว่ายุ่งตายห่า !

 

 

 

ไพบูลย์ นิติตะวัน

 

 

ชำแหละร่าง พ.ร.บ.จัดการทรัพย์สินวัดฯ ช่วย "ธรรมกาย" ไม่ต้องทุบทิ้งอาคาร 2 พันไร่

ตีแผ่ร่าง พ.ร.บ.จัดการทรัพย์สินวัดและพระภิกษุ จะช่วยกอบกู้วิกฤตวงการพระพุทธศาสนาได้ ทั้งในเรื่องของทรัพย์สินวัดพระธรรมกาย ในเนื้อที่ 2 พันไร่ ที่มีการก่อสร้างอาคารผิดกฎหมาย มูลค่าหลายหมื่นล้านบาทให้สามารถมีทางออก แทนการ "ทุบทิ้งอาคาร" ขณะที่วัดและพระภิกษุจะต้องรายงานบัญชีทรัพย์สินและเงินบริจาค หรือเงินที่ได้รับจากกิจนิมนต์ต้องเป็นของ "วัด" ไม่ใช่ของ "พระภิกษุ" อีกต่อไป เชื่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านฉลุย หลัง "บิ๊กตู่" ส่งสัญญาณถือเป็นการจัดระเบียบทรัพย์สินวัดและพระ รวมทั้งขจัดเหลือบที่หากินกับผ้าเหลืองได้ดีขึ้น
       
คดีพระธัมมชโยและวัดพระธรรมกายที่เกิดขึ้นมายาวนาน ทำให้สังคมได้รับรู้ถึงวิธีการสร้างแรงศรัทธา อันนำมาซึ่งผลประโยชน์มหาศาล กระทั่งแผ่ขยายปกคลุมองค์กรและอำนาจสงฆ์ กระทบต่อพระธรรมวินัย ขณะที่การบริหารจัดการภายในวัดก็ล้วนเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ที่สามารถสร้างความร่ำรวยให้กับผู้ที่เข้ามาแอบอิงผ้าเหลือง จนในที่สุดทรัพย์สินที่ควรจะเป็นของวัดตามที่ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาคนั้นกลับมีเพียงน้อยนิด

ส่วนทรัพย์สินที่เป็นของมูลนิธิต่างๆ รวมไปถึงของ "พระ" กลับพอกพูน และมีการผ่องถ่ายไปสู่ใครๆ ก็ได้ตามคำสั่งของพระและฆราวาสบางคนเท่านั้น โดยไม่มีใครสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ จนกว่าจะมีเรื่องร้องเรียนและเป็นเรื่องฉาวกันขึ้นมา
       
ประเด็นปัญหาของ "ทรัพย์สินวัดและพระ" มิได้เกิดขึ้นเพียงที่วัดพระธรรมกายเพียงแห่งเดียว แต่เป็นเรื่องที่วัดต่างๆ โดยเฉพาะวัดดังๆ ที่มีประชาชนศรัทธา และนิยมเข้าไปทำบุญ ล้วนแต่เลือกแนวทางนี้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง จนทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งรู้สึกเอือมระอาต่อวงการสงฆ์ และยังมองว่า "พระสงฆ์" ก็คือคนห่มผ้าเหลืองและยึดอาชีพพระ เพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตัวเองและพวกพ้องนั่นเอง
       
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น จึงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวงการพระพุทธศาสนา ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นด้วย และส่งสัญญาณให้ สนช.เร่งจัดการสังคายนาเรื่องทรัพย์สินของวัดและพระภิกษุอย่างรีบด่วน ตรงนี้จึงเป็นที่มาของการผลักดันร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของวัดและพระภิกษุ และยังเป็นหนทางหลักที่จะช่วยแก้วิกฤตวัดพระธรรมกายในเรื่องสิ่งปลูกสร้างบนเนื้อที่กว่า 2 พันไร่ ที่มีมูลค่านับหมื่นล้านได้เช่นกัน

 

ร่าง พ.ร.บ.ทรัพย์สินฯ สกัด "พระ-ฆราวาส" ร่วมกันไซฟ่อน
       
นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของวัด และพระภิกษุ พ.ศ.....บอกว่า เคยเสนอร่าง พ.ร.บ.นี้มาแล้วครั้งหนึ่งแต่ไม่เป็นผล และที่นำกลับมาเสนอใหม่อีกครั้งเป็นเพราะได้รับสัญญาณมาจากคนในรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพระมองเห็นการดำเนินการของวัดและพระในเรื่องของทรัพย์สินไม่ได้มีระบบตรวจสอบ และมักจะดำเนินการโดยมูลนิธิต่างๆ มากมาย
       
อีกทั้งการที่วัดจะสร้างทรัพย์สิน หรือจะก่อสร้างสิ่งใดๆ ในวัดหากกระทำการโดยวัดจะต้องมีขั้นตอน ค่อนข้างมาก กลุ่มคนเหล่านี้จึงเลือกที่จะก่อสร้างในนามของมูลนิธิ เพราะในแนวทางปฏิบัติจะคล่องตัวกว่าทั้งในทางโลกและทางสงฆ์ ดังนั้นวัดจึงโอนทรัพย์สินที่ได้มาของวัด ไม่ว่าจะได้มาในรูปแบบใดๆ ก็ตาม ให้อยู่ในชื่อของมูลนิธิ ซึ่งอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดการก็จะอยู่ในมือของคณะกรรมการมูลนิธิเท่านั้น
       
"มีวัดใหญ่และดังแห่งหนึ่ง มีเจ้าอาวาสนั่งเป็นประธานมูลนิธิ ก็จะสั่งไซฟ่อน หรือ ถ่ายเททรัพย์สินวัด หรือ สั่งทำอะไรได้อย่างอิสระ คิดจะก่อสร้างสิ่งใดก็ไม่มีการตรวจสอบจากหน่วยงานใดๆ เพราะเป็นของของมูลนิธิ ไม่ใช่วัดจัดทำ" ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้ปัจจุบัน ทรัพย์สินของวัดจำนวนมากจึงอยู่ในรูปของมูลนิธิ และเป็นการนำเงินที่ประชาชนบริจาคให้ด้วยแรงศรัทธาไปจัดทำแบบไม่โปร่งใส ไม่สามารถบอกที่มาที่ไปของเงินได้
       
"
มูลนิธิหรือสมาคมของวัดต่างๆ ถึงเวลาต้องปฏิรูปกันใหม่เพราะที่ผ่านมาตรวจสอบไม่ได้ ไม่สามารถไปดูว่า บัญชีมูลนิธิยื่นมาอย่างไร ไม่เหมือนบริษัทฯ ที่เป็นเอกสารมหาชน แต่บัญชีมูลนิธิไม่เป็นเอกสารมหาชน ขอดูก็ยาก การจดทะเบียน การบริหารจัดการในเรื่องมูลนิธิสมาคมยังมีปัญหามาก ทั้งมูลนิธิวัด หรือ มูลนิธิอื่นๆ ควรได้รับการสังคายนา รื้อฟื้นระบบกันใหม่"
       
อย่างไรก็ดี แม้ว่าการที่วัดจะถือครองทรัพย์สินในนามมูลนิธิ ต้องยื่นเรื่องผ่านกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งในความเป็นจริงเนื่องจากความล้าหลังของระบบการดำเนินงาน ความไม่ชัดเจน จึงทำให้ยากต่อการตรวจสอบในการดำเนินการ รวมไปถึงทรัพย์สินของพระที่ได้ระหว่างการเป็นพระก็ตาม ก็ควรมีการจัดการให้เป็นระบบและโปร่งใสต่อไป

 

เงินกิจนิมนต์ต้องเป็นของวัดไม่ใช่ของพระ
       
ในความเป็นจริงเป้าหมายใน "การบวช" ไม่ว่าจะในสมัยพุทธกาล หรือสมัยปัจจุบัน ต่างก็มีเป้าหมายหลักคือ การละความสุขทางโลก และเพื่อหลุดพ้น อันเป็นจุดหมายปลายทางของพระพุทธศาสนา พระสงฆ์ในสมัยพุทธกาลมีสมบัติเพียงไตรจีวรกับสิ่งของจำเป็นไม่มากนักตามพระวินัยบัญญัติ
       
แต่ปัจจุบัน เราจะพบว่า พระสงฆ์ไทยมีทรัพย์สินเงินทองเป็นสมบัติส่วนตัวกันมาก ซึ่งเป็นการก่อและเพิ่มพูนกิเลสทางโลก จนทำให้เกิดปัญหาความวุ่นวายให้กับวงการสงฆ์ ขณะที่ยังไม่มีพระราชบัญญัติ หรือ กฎข้อบังคับใดๆ มาเป็นมาตรการจัดการในเรื่องนี้โดยตรง
       
ตรงนี้จึงเป็นที่มาให้มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของวัด และพระภิกษุ โดยมีการกำหนดสาระสำคัญดังนี้
       
1.
ทรัพย์สินของวัด ให้มีการจัดทำบัญชีทรัพย์สินของวัด ไม่ว่าจะเป็นรายรับ รายจ่าย ให้ได้มาตรฐานบัญชี และมีผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต เป็นคนเซ็นรับรอง
       
2.
ทรัพย์สินของวัด หมายถึง เงิน หรือ/และ ทรัพย์สินอื่นใดของวัด ที่ได้จากเงิน หรือ ทรัพย์สิน ที่ได้มาจาก การบริจาค หรือ การอุทิศให้ของบุคคลอื่นใด ให้หมายรวมถึง ทรัพย์สินของมูลนิธิ หรือองค์กร ที่จัดขึ้นโดยวัด หรือ เกี่ยวเนื่องกับวัดด้วย เช่น เป็นเงินทำบุญของวัด และวัดรับมาและนำไปให้มูลนิธิ ก็ให้ถือเป็นทรัพย์สินของวัดด้วย โดยกำหนดไว้ในกฎกระทรวง
       
"
กฎหมายข้อนี้จะช่วยป้องกันทรัพย์สินของวัด ไม่ให้มีการถ่ายเท หรือ ฟอกเงิน จากปัญหาที่ผ่านมา ซึ่งร่างกฎหมายข้อนี้จะเป็นการป้องกันปัญหาเรื่อง เงินๆ ทองๆ ของวัดได้อย่างโปร่งใส"
       
3.
ทรัพย์สินของพระภิกษุ หรือ เงิน ที่ได้มาระหว่างสมณเพศ ก็ให้เป็นเงินของวัดที่พระภิกษุนั้นสังกัดอยู่ เช่น เงินกิจนิมนต์ ก็ให้เป็นเงินของวัด ที่ภิกษุนั้นสังกัดยู่ เพียงแต่ให้พระภิกษุถือไว้ เพื่อให้ใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นของสมณเพศ เพื่อให้ไปดำเนินกิจกรรมตามพระพุทธศาสนา แต่ถ้าท่านมรณภาพ ให้ตกเป็นของวัดเลย พระภิกษุจะทำพินัยกรรมให้ใครไม่ได้ ถึงแม้จะเป็นเงินที่ได้จากกิจมนต์ต่างๆ ก็ตาม แต่จำนวนเงินทั้งหมด ให้ถือเป็นทรัพย์สินของวัด ซึ่งรายละเอียดจะมีการกำหนดอีกครั้งว่า พระภิกษุจะสามารถถือเงินได้เท่าไหร่ ก็จะออกกฎกระทรวงอีกครั้ง เช่น ภิกษุ ไม่ควรมีเงินเกิน 300,000 หากเกินกว่าจำนวนที่กำหนด ก็ต้องโอนไปให้วัด ให้เป็นของวัด แต่มีการบันทึกว่าได้รับบริจาคกับพระภิกษุรูปนั้นๆ ทั้งนี้ ภิกษุต้องเปิดเผยทรัพย์สินตามมาตรา 10 ให้คณะกรรมการจัดการทรัพย์สินของวัดที่เป็นต้นสังกัดได้รับทราบทุกปี

นายไพบูลย์ นิติตะวัน บอกว่า เมื่อเราสามารถบอกที่มาที่ไปของเงินและทรัพย์สินได้ชัดเจน ก็จะทำให้การจัดการระบบบัญชีดียิ่งขึ้น มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตั้งแต่ทรัพย์สินพระภิกษุ ทรัพย์สินมูลนิธิ ทรัพย์สินวัด อีกทั้งต้องมีการจัดทำระบบบัญชีที่ถูกต้อง โดยนักตรวจสอบบัญชี ส่งผลให้การจัดการทรัพย์สิน ไม่ว่า วัด หรือ พระ ก็จะไม่มีปัญหาอีกต่อไป และจะเป็นการเรียกศรัทธาของเหล่าชาวพุทธกลับคืนมาได้ด้วย
       
สำหรับการออกกฎหมายการจัดการทรัพย์สินของพระภิกษุ ตามมาตรา 10 จะให้มีผลเริ่มบังคับใช้เมื่อพ้นระยะเวลา 180 วัน นับตั้งแต่ร่างพระราชบัญญัตินี้มีผลบังคับใช้ ตรงนี้หมายความว่า เมื่อกฎหมายบังคับใช้ ผ่านช่วง เวลา 180 วัน วัดทุกแห่ง และพระภิกษุ ที่สังกัดวัดทุกแห่ง ก็ต้องแจ้งยอดบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด

 

มูลนิธิธรรมกาย ตัวอย่างในการ "ปิด-บัง-หลบ-ซ่อน"
       
นายไพบูลย์ ได้ยกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นในการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดพระธรรมกาย จนเกิดเป็นคดีความในขณะนี้ว่า วัดพระธรรมกาย ได้ทำการก่อสร้างอาคารสถานที่ต่างๆ มากมายภายในวัดในนามมูลนิธิธรรมกาย และก็ใช้มูลนิธิธรรมกายเป็นแหล่งระดมเงินบริจาคมาด้วยกันหลายรูปแบบ โดยไม่ได้มีการตรวจสอบหรือรายงานทรัพย์สินให้ทางการทราบแต่อย่างใด ซึ่งเงินที่มีการบริจาคเข้ามา และเงินที่ใช้ในการก่อสร้างอภิมหาโปรเจกต์ของวัดเป็นจำนวนที่ถูกต้องเท่าไหร่ ไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน
       
"
ประมาณการกันว่า วัดพระธรรมกายมีทรัพย์สินประมาณแสนล้านบาท แต่เป็นทรัพย์สินในรูปมูลนิธิ ที่มิได้มีการตรวจสอบใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งเดิม พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาส ก็เป็นประธานมูลนิธิธรรมกายที่มีอำนาจจัดการได้เอง"
       
ดังนั้น สิ่งที่กำลังเกิดเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ ก็คือ สิ่งก่อสร้างในวัดพระธรรมกายบนเนื้อที่ 2 พันไร่ ในนามมูลนิธิธรรมกายนั้น ไม่ได้ขออนุญาตในการก่อสร้างต่อหน่วยงานท้องถิ่นที่รับผิดชอบและดูแลพื้นที่บริเวณที่ตั้งวัดพระธรรมกาย ซึ่งถือเป็นอาคารผิดกฎหมาย และในส่วนพื้นที่ 196 ไร่ ที่ขึ้นทะเบียนเป็นวัดพระธรรมกาย ถือเป็นที่ธรณีสงฆ์ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตในการก่อสร้าง
       
"
ต้องมาดูกันว่า อาคารต่างๆ ที่ก่อสร้างในนามมูลนิธิ ซึ่งถือเป็นพื้นที่เอกชน เมื่อไม่ได้รับอนุญาตก่อสร้างก็ถือว่าไม่ถูกต้อง ก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐต้องมาพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร"

 

ธรรมกายต้องเลือกทุบทิ้งอาคาร 2 พันไร่ หรือโอนให้วัด
       
นายไพบูลย์ บอกว่า ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของวัด และพระภิกษุ พ.ศ.....ฉบับนี้ จะช่วยให้วัดพระธรรมกายมีทางออกกับสิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นบนเนื้อที่ 2 พันไร่นี้ได้ แต่เป็นเรื่องที่วัดพระธรรมกายจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกแนวทางใดกับกรณีที่เกิดขั้น โดยมี 2 แนวทางประกอบด้วย
       
1.
ทุบทิ้งอาคารที่เป็นทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิธรรมกายที่ไม่ได้รับอนุญาตก่อสร้าง

2. ต้องยกทรัพย์สินที่เป็นมูลนิธิธรรมกาย ให้เป็นสมบัติของวัดพระธรรมกาย เพราะเมื่อเป็นทรัพย์สินของวัดก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นธรณีสงฆ์ไม่ต้องขออนุญาตก่อสร้างได้
       
"ทางออกที่ดีที่สุดของวัดพระธรรมกาย และเป็นวิธีที่ละมุนละม่อม ก็คือยกทรัพย์สินบนเนื้อที่ 2 พันไร่ ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทให้เป็นสมบัติของวัดพระธรรมกาย ก็จะช่วยรักษาความรู้สึกของผู้ที่ศรัทธาธรรมกายได้ จะเป็นการช่วยวงการพุทธศาสนาได้ด้วย"
       
ขณะเดียวกัน ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะเป็นการสร้างแรงศรัทธา และทำให้ภาพพจน์ของวงการสงฆ์ในสายตาของเหล่าชาวพุทธในภาพรวมดีและชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะมีการวางกลไกการบริหารจัดการที่เป็นระบบที่ดี โดยเฉพาะบัญชีทรัพย์สินของวัดหรือพระภิกษุ ที่มีการละเลยมานาน และเป็นปัญหาที่ควรได้รับการสะสางจากผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องทั้งทางโลกและทางสงฆ์ ทั้งนี้ หากยังปล่อยปละละเลย ไม่มีการจัดการที่มีระบบการบริหารจัดการทรัพย์สินวัดหรือพระภิกษุไม่มีประสิทธิภาพ วัดก็จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการนำไปใช้ในกิจการ หรือเป็นเพียงแหล่งรายได้ แหล่งทำมาหากินให้แก่บุคคลบางกลุ่ม หรือบางคน โดยไม่ได้สร้างประโยชน์แก่กิจการพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด
       
อีกทั้งในเรื่องของการจัดการทรัพย์สินวัดและพระภิกษุนั้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะ ก็ให้ความสนใจ เพราะ คสช. ก็เป็นอุบาสกที่นับถือพุทธศาสนา ต่างก็รับรู้ปัญหาในเรื่องทรัพย์สินของวัดและของพระ รวมทั้งการผ่องถ่ายทรัพย์สินต่างๆ ไปยังมูลนิธิและเครือข่าย ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะส่งผลดีต่อวงการพระพุทธศาสนา ให้ก้าวพ้นจุดเสื่อมได้เช่นกัน

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 16 มกราคม พ.ศ.2560

 

ยังอยู่ !

ผบช. -1 ระบุ ธัมมชโยยังอยู่ในวัด

วัดไหนฮะ ?

 

อา..วัดพระธรรมกายนั้น มีสาขาทั้งในและต่างประเทศ มากมายถึง 100 กว่าแห่ง กระจายอยู่ทุกทวีป ดังนั้น การบอกว่า "พระธัมมชโยยังอยู่ในวัด" ก็เหมือนกำปั้นทุบดิน เพราะธัมมชโยอาจจะอยู่ในวัดใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นวัดพระธรรมกายคลองสาม หรือในสาขาใดสาขาหนึ่งทั่วไทย หากไปต่างประเทศ ก็อาจจะเป็น (สหรัฐอเมริกา) วัดพระธรรมกายแคลิฟอร์เนีย-ชิคาโก้-นิวเจอร์ซี่-บอสตัน   (ออสเตรเลีย) วัดพระธรรมกายซิดนีย์  (ยุโรป) เช่น วัดพระธรรมกายลอนดอน วัดพระธรรมกาปารีส (เอเชีย) เช่น วัดพระธรรมกายโตเกียว วัดพระธรรมกายฮ่องกง (แอฟริกา) วัดพระธรรมกายโจฮันเนสเบิร์ก ฯลฯ

ตราบใดที่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถนำตัวท่านธัมมชโยมาขึ้นศาล มันก็พูดไม่ได้หรอกว่าอยู่ไหน ? อยู่ไหนไม่สำคัญ สำคัญที่ว่า จับได้หรือเปล่า ? เท่านั้นเอง ดังนั้น การที่ ผบช.ภ-1 ออกมาบอกว่า "ธัมมชโยยังอยู่ในวัด" ก็จึงถามว่า รู้แล้วมีประโยชน์อันใด ?

 

 

 

ผบช.ภ.1 ยันพระธัมมชโย ยังอยู่วัดธรรมกาย

เมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) กล่าวถึงความคืบหน้า ในการติดตามจับกุมตัวพระธัมมชโย เจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์ วัดพระธรรมกาย และนายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์ฯ วัดพระธรรมกาย ว่า ขณะนี้ เบื้องต้นจากการสืบสวนสอบสวน พบว่า พระธัมมชโยยังอยู่ภายในวัด

ส่วน นายองอาจ ธรรมนิทา ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ายังอยู่ภายในวัดพระธรรมกาย หรืออยู่ในพื้นที่ของตำรวจภูธรภาค 1 หรือไม่ ส่วนภาพถ่ายที่มีการปรากฏในโลกออนไลน์ระบุว่าอยู่ในต่างประเทศนั้น ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าตัวผู้ต้องหาอยู่ในต่างประเทศจริงตามภาพหรือไม่หรือเป็นภาพเก่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประสานขอกำลังของตำรวจภูธรภาค 1 ในการเข้าตรวจค้นจับกุมภายในบริเวณวัดพระธรรมกาย แต่ยืนยันว่ากำลังตำรวจภูธรภาค 1 มีความพร้อมในการเข้าสนับสนุนกำลังกับดีเอสไอและตำรวจหน่วยอื่นอื่นๆ ที่จะเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายหากได้รับการร้องขอ

 

ที่มา : มติชน : 15 มกราคม พ.ศ.2560

 

มาตามนัด !

ดร.บรรจบ ออกโรง เรียกร้อง

คืนความชอบธรรมให้แก่สมเด็จช่วง !

 

 

ส่งเจ้าคุณทองดี "ลงใต้" ได้แค่วันเดียว

ทีมวัดปากน้ำตีตื้นเลย เห็นไหม

ถ้าไปซักเดือน ก็คงไม่ได้กลับ ฮา !

 

อา..เห็นไหมล่ะว่า เรื่องมันยาว คดีนี้เป็นคดีประวัติศาสตร์ ถ้าทำไม่เนียน ไม่สะเด็ดน้ำ รับรองว่าบานปลาย สุดท้ายจะกลายเป็นคดีการเมือง เหมือนคดีพระพิมลธรรมในอดีต

แต่..แต่มันจะไม่หยุดแค่นั้น มันจะกลายเป็นบันทึกในประวัติศาสตร์ ชื่อของรัฐบาล "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" จะถูกนำมาเป็นตัวละครเอก เหมือนกับ "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์" ผู้สั่งจับพระพิมลธรรมสึกนั่นเอง เรียกได้เลยว่า ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ทั้งนี้ก็เพราะอะไร เพราะยึกๆ ยักๆ ไม่เอาจริงเอาจัง ปล่อยปะละเลย ให้ดีเอสไอทำไปแบบปกติ แต่อีกด้านหนึ่ง กลับเร่งแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ อย่างผิดปกติ พอแก้ พรบ.เสร็จปุ๊ป ผลงานของดีเอสไอก็ออกมาปั๊ป อัยการสั่ง "ไม่ฟ้อง" คดีรถหรูวัดปากน้ำ งามหน้าไปทั้งทำเนียบเลยฮ่ะ แต่ใครตบหน้ารัฐบาลก็ต้องไปถามกันเอาเอง

แต่..แต่ก็ต้องถามว่า จะคืนความชอบธรรมอย่างไร ในเมื่อกระบวนการยังไม่สิ้นสุด ดีเอสไอยังยืนยันว่าทำคดีตามพยานหลักฐานอย่างรัดกุมแล้ว ถ้าอัยการตีกลับมา ก็จะตีกลับไป อะไรทำนองนี้ สำนวนพิชัยสงครามว่า "สงครามยังมิทันจบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร" ดังนั้น จึงต้องรอดูกันตอนต่อไป ว่าดีเอสไอจะทำอย่างไร ในเมื่อกำลังตกเป็น..พระรอง !

 

 

 

 

จี้ พศ. คืนความชอบธรรม "สมเด็จช่วง" ยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่ต้น

สมาพันธ์ชาวพุทธฯ จี้พศ. คืนความชอบธรรม "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง "เจ้าคุณแป๊ะ" กรณีคดีรถโบราณ ด้าน "พนม" ยัน "สมเด็จช่วง ไม่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้น ...

เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 60 นายบรรจบ บรรณรุจิ ภาคีสมาชิกราชบัณฑิต แห่งราชบัณฑิตยสถาน ในฐานะประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้อง พระมหาศาสนมุนี หรือเจ้าคุณแป๊ะ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เกี่ยวกับคดีรถโบราณ ว่า ฝ่ายที่สนับสนุน สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช คงโล่งใจ แต่ฝ่ายที่เห็นต่างและต้องการให้เกิดปัญหาในทางเสื่อมเสีย ก็คงไม่สบายใจ และตนก็เชื่อว่า ฝ่ายที่เห็นต่างคงยังไม่หยุดเท่านี้ สำหรับคนทั่วไปที่มีสติปัญญาที่เข้าใจในกฎเกณฑ์ของกฎหมาย กติกา เมื่อกระบวนการศาล ที่สถิตแห่งความยุติธรรม เมื่อศาลตัดสินออกมาเช่นไร จะยอมรับกันได้หรือไม่

สำหรับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งต้องอยู่ที่การทำใจยอมรับให้ได้ ในเมื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ไม่มีมลทิน เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรพิจารณาถึงคุณงามความดีที่ท่านได้ทำมา และสิ่งที่ท่านควรจะได้รับบ้างว่าคืออะไร ในสายตาที่ตนเองมองสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ท่านเป็นพระโบราณ รุ่นเก่า ที่คนไทยอยู่กันด้วยประเพณีที่มีความเคารพพระและพระเองก็ทำตัวสบายๆ กันเองต่อญาติโยม ต่อสังคม โดยตัวท่านเองก็มีสมณสัญญาความเป็นพระในตัวของท่าน อะไรที่เกิดขึ้นตามข้อกล่าวหา สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ท่านก็เปิดโอกาสให้สังคมได้ตรวจสอบผ่านกระบวนการทางกฎหมายแล้ว เมื่อสังคมกระจ่างแล้วว่า ท่านบริสุทธิ์ ก็ควรจะยอมรับและให้โอกาสต่อท่านด้วย

นายบรรจบ กล่าวอีกว่า ส่วนภาพลักษณ์ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ไปแล้วนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ต้องเข้ามาช่วยไขความกระจ่างให้สังคม ควรทำตั้งนานแล้ว แต่ที่ผ่านมายังไม่แสดงบทบาทของการช่วยเหลืออย่างชัดเจน เนื่องจากตำแหน่ง ผอ.พศ.มาด้วยการเมืองที่มีผู้บังคับบัญชา คือ รัฐมนตรี ซึ่งคือคนที่ให้ตำแหน่ง ส่วนมหาเถรสมาคม (มส.) เป็นเพียงผู้ที่ พศ.เข้ามาสนองงานเท่านั้น ทำให้ พศ.ต้องเกรงใจรัฐมนตรี แสดงให้เห็นชัดเจนว่า อำนาจของรัฐมีอำนาจเหนือการบริหารงานคณะสงฆ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาแก้ไขกันต่อไป

ด้าน นายพนม ศรศิลป์ ผอ.พศ. กล่าวว่า กระบวนการจากนี้ไปก็ต้องดูรายละเอียดว่า ทางดีเอสไอ จะคัดค้านหรือไม่ ซึ่งในส่วนของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ท่านไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้มาตั้งแต่ต้นแล้ว โดยก่อนที่ดีเอสไอจะยื่นเสนออัยการ ก็ไม่มีชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการได้มาของรถเบนซ์โบราณอยู่แล้ว จึงอยากให้สังคมเข้าใจด้วยว่า สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ท่านไม่ได้มีมลทินเกี่ยวกับเรื่องรถโบราณแต่อย่างใด

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 14 มกราคม พ.ศ.2560

 

หลังชนฝา !

ดีเอสไอไร้ทางออก ต้องตีสำนวนกลับอัยการ

หาไม่ก็ไม่สามารถจับธัมมชโยได้

 

อา..เห็นไหมล่ะว่าทฤษฎีสัมพันธภาพของไอสไตน์นั้นรุนแรงนัก เพราะว่าถ้าตุ๊แป๊ะหลุดคดีนี้ ก็ย่อมจะมีผลไปถึงตำแหน่ง "สมเด็จพระสังฆราช" ซึ่งมหาเถรสมาคมได้ลงมติเอกฉันท์ "17-0" ให้เสนอชื่อ "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" ขึ้นทูลเกล้า เพื่อโปรดฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช แต่ถูกฟ้องร้องเรื่องรถหรูรถโหล จนสุดท้ายก็ไปไม่ได้ สนช.และรัฐบาลผ่าทางตันด้วยการ "แก้ พรบ.คณะสงฆ์" ยึดอำนาจคืนจากมหาเถรสมาคมไปสดๆ ร้อนๆ ส่งผลให้ "สมเด็จช่วง" ร่วงจากแคนดิเดทสมเด็จพระสังฆราชไปทันที

แต่ครั้นวันนี้ อัยการมีความเห็น "สั่ง-ไม่-ฟ้อง" ตุ๊แป๊ะ-พระมหาศาสนมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และเลขาส่วนตัวของสมเด็จช่วง ส่งผลให้กระแสตีกลับ สมเด็จช่วงนอกจากจะไม่ผิดแล้ว ยังได้รับความเห็นใจเหมือนถูกกลั่นแกล้งอะไรประมาณนั้น

ยังไม่พอ เรื่องยังโยงไปถึง "ธัมมชโย" เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งโดนคดีมะรุมมะตุ้มมากมายถึง 170 คดี จนต้องหลบลี้ไม่มีใครเห็นหน้าแม้กระทั่งพระในวัด ยังมินับผู้ช่วยเจ้าอาวาสและนายองอาจ โฆษกฯ ที่โดนร่างแห ต้องหนีออกไปไกลถึงฝรั่งเศส

ทั้งหมดนี้ กำลังรวมตัวกันเป็นคลื่นสึนามิ พุ่งตรงไปยัง "ดีเอสไอ" ว่าใช้อำนาจหน้าที่โดยสุจริตหรือไม่ ยังมินับข้อข้องใจก่อนหน้านี้ ที่มีคนตายปริศนาในอ้อมแขนของดีเอสไอ ซึ่งมันจะเพิ่มน้ำหนัก "ข้ออ้าง-ไม่ไว้วางใจในการปฏิบัติหน้าที่ของดีเอสไอ" ที่ทางฝ่ายธรรมกายยกขึ้นมาปลุกระดมมวลชนต้านอำนาจรัฐ ให้หนักมากขึ้น เข้าตำรา "ความวัวมิทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก"

ก่อนหน้านี้ ดีเอสไอ พยายามมา 3 ครั้ง ที่จะนำกำลังเข้าไปจับกุมธัมมชโยถึงในวัดพระธรรมกาย แต่ถูกม็อบสีขาว เป็นลูกศิษย์วัดนับพันนับหมื่นคน ตั้งกำแพงเป็นโล่มนุษย์ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ แต่ดีเอสไอก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะจำนวนคนมากเกินไป ต้องปล่อยให้ธัมมชโยลอยนวลมาจนบัดนี้

ถ้าคดีรถเบนซ์ สรุปชัดเจนว่า ตุ๊แป๊ะและสมเด็จช่วงไม่ผิด ดีเอสไอก็อย่าหวังว่าจะได้เข้าวัดพระธรรมกายอีกรอบ เพราะธัมมชโยคงจะประโคมข่าวเต็มเหนี่ยว ยกระดับสู้อำนาจรัฐ ระดับ..ตายเป็นตาย !

เฮ้อ ! ไม่น่าเล้ย อัยการก็ เป็นหน่วยงานรัฐ ทำงานด้วยกันแท้ๆ แต่กลับไปประกาศล่วงหน้า ส่งผลให้ดีเอสไอทำงานลำบากมากขึ้น ถึงจะคืนสำนวนกลับไปอีกรอบ ก็คงไร้ผลแล้วล่ะ ทางธรรมกายเขาตั้งทีมกลองยาวล่อเป้าแล้ว !

 

 

 

ส่อทำความเห็นแย้งฟ้อง "หลวงพี่แป๊ะ"      

อธิบดีดีเอสไอยัน พนักงานสอบสวนเชื่อหลักฐานพอฟ้อง "หลวงพี่แป๊ะ" รอดูเหตุผลคำสั่งไม่ฟ้อง ก่อนทำความเห็นแย้งถึงอัยการสูงสุด เผยเร็วๆนี้เข้าค้นธรรมกายแน่

13 ม.ค. 60 - พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงกรณีพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องพระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เลขานุการส่วนตัวของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กรณีเลี่ยงภาษีนำเข้ารถเบนซ์โบราณ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นคำสั่งไม่ฟ้องอย่างเป็นทางการของอัยการ จึงยังต้องรอเอกสารคำสั่งไม่ฟ้องว่าพนักงานอัยการใช้ดุลพินิจหรือมีเหตุผลพร้อมรายละเอียดอย่างไรในการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา

เบื้องต้นยืนยันว่า พนักงานสอบสวนผู้ทำสำนวนเห็นพยานหลักฐาน และเชื่อว่าพยานหลักฐานที่รวบรวมไว้มีเหตุผลเพียงพอที่จะสั่งฟ้องผู้ต้องหาได้ ทั้งนี้ หากพิจารณารายละเอียดในคำสั่งไม่ฟ้องแล้ว หากดีเอสไอยังยืนยันในพยานหลักฐานในชั้นสอบสวนก็จะทำความเห็นแย้ง เพื่อส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณาใช้ดุลพินิจชี้ขาด ว่าจะมีความเห็นสั่งฟ้องตรงกับความเห็นของดีเอสไอหรือไม่                  

อธิบดีดีเอสไอ กล่าวต่อว่า สำหรับการขออนุมัติหมายค้นวัดพระธรรมกายรอบที่ 3 เพื่อจับกุมพระธัมมชโย ผู้ต้องหาคดีสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร จากการรับเช็คบริจาคของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นนั้น ยืนยันว่าต้องมีการเข้าปฏิบัติการเพื่อให้ได้ตัวผู้ต้องหาตามหมายจับ หากเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการต้องมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ในการเข้าค้นต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ และต้องสนธิกำลังร่วมตำรวจและทหาร เนื่องจากดีเอสไอไม่มีกำลังเพียงพอ คาดว่าเร็วๆ นี้สามารถเข้าปฏิบัติการได้

 

ที่มา : คมชัดลึก : 13 มกราคม พ.ศ.2560

 

จุก !

ดีเอสไอพูดไม่ออก

กรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องตุ๊แป๊ะ

บอกได้แค่..ทำตามพยานหลักฐาน !

 

อา.. ขอบอกว่า ไม่น่าเล๊ย ! ไม่น่าให้ดีเอสไอทำคดีนี้เลย ล้มเหลวสิ้นดี นี่ถ้าให้ตำรวจทำนะ รับรองไม่รอด ก็ดูสิ ก่อนหน้านี้มีดีเอสไอกรมเดียวที่เข้าไปทำคดีธรรมกาย ได้มาทีละคดี พอศรีวราห์เข้ามาเท่านั้นแหละ ไม่กี่วันปั่นยอดขึ้นไปถึง 170 คดี เป็นสถิติไวที่สุดในโลก ดูอย่างครูสกลนคร นอนอยู่กับผัวที่บ้าน วันดีคืนดีตำรวจก็แจ้งข้อหาขับรถชนคนตาย อัยการสั่งฟ้อง และศาลฎีกาก็พิพากษาว่าผิดเต็มๆ ติดคุกหัวโตตั้งหลายปี (ฮา !) ถ้าไม่มีพระราชทานอภัยโทษ ป่านนี้คงยังไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน มือมันคนละชั้นกันน่ะ !

แต่ทีนี้ว่า ถ้าดีเอสไอทำตามพยานหลักฐานดังอ้าง ก็หมายความว่า พยานหลักฐานอ่อน ไม่เพียงพอต่อการดำเนินคดีกับตุ๊แป๊ะได้ แต่อย่าลืมว่า ทางฝ่ายวัดปากน้ำได้ตั้งประเด็นสงสัยไว้เช่นกัน เช่น

1. ดีเอสไอมีวาระซ่อนเร้นอะไร ทำไมจึงมาดำเนินคดีในช่วงที่มีการเสนอชื่อสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช แถมทำอย่างรีบเร่งด้วย

2. คดีนี้มีผลกระทบต่อคุณสมบัติ หรือภาพลักษณ์ ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช แทบว่าหมดความชอบธรรมไปเลย เพราะถูกนำมาเป็นข้ออ้างต่อต้านการขึ้นดำรงตำแหน่งอย่างเข้มข้น

3. หากว่าตุ๊แป๊ะไม่ผิด จะมีการคืนความชอบธรรมให้แก่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์หรือไม่อย่างไร ต่อกรณีที่สูญเสียชื่อเสียงไปป่นปี้

4. คดีนี้มีผลกระทบถึงคดีพระธัมมชโย ซึ่งดีเอสไอขยายผลออกไปตั้ง 170 คดี จะช้ากว่าก็แต่ตัวอะมีบาเท่านั้นแหละ เพราะว่าถ้าคดีนี้ไม่มีความผิด คดีพระธัมมชโยก็จะอาศัยใบบุญ ซึ่งก็เคยกล่าวหาดีเอสไอเอาไว้ล่วงหน้าแล้วด้วย จะทำให้มวลชนเพิ่มความเห็นใจในพระธัมมชโย ไอ้ที่จับยากอยู่แล้วก็จะยากยิ่งขึ้น เผลอๆ ดื้อยาไปเลย

ทั้งหมดนี้เป็นคำถามที่ดีเอสไอต้องเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ให้ดี วัดพี่วัดน้อง (ปากน้ำ+ธรรมกาย) นำมาขยายผลแน่ รับรองว่าเรียกแขกชุดขาวได้อีกนับแสน

อีกทางหนึ่งนั้น มองว่าเป็นความขัดแย้งในหน่วยราชการด้วยกันเอง คือระหว่าง กรมดีเอสไอกับกรมอัยการ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางด้านยุติธรรมทั้งสิ้น ทั้งหมดก็ขึ้นต่อรัฐบาล ภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรี มองภาพทั่วไป การที่อัยการสั่งไม่ฟ้องแล้วส่งสำนวนคืนดีเอสไอนั้น ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นมาแล้วบ่อยครั้ง และน่าจะเป็นมิติที่ดี ที่ว่า อัยการมิใช่ลูกไล่ของดีเอสไอ แต่มีอิสระในการทำงาน แต่ที่มันไม่ธรรมดาก็เพราะว่า มีทั้งเรื่องธรรมกายและตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเข้ามาเกี่ยวข้อง จนนำไปสู่การแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ตัดอำนาจมหาเถรสมาคมออก ไม่ให้มีสิทธิ์เลือกพระสังฆราชได้อีกต่อไป เห็นไหมว่ามันยาว..

น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ของประเทศไทย ถือว่าหนักสุดในรอบ 20 ปี แต่กรณี "คดีรถเบนซ์โบราณวัดปากน้ำ" ครั้งนี้ ต้องถือว่าหนักสุดในรอบ 100 ปี เพราะมีตำแหน่ง "สมเด็จพระสังฆราช" เป็นเดิมพัน แถมด้วย  "170 คดี" ที่ประเคนท่านธัมมชโย ทั้งวัดพี่วัดน้องโดนทุบถองมะรุมมะตุ้มอย่างหนักหน่วงแทบล้มแทบตาย หากลามปามเป็นคดีการเมืองเมื่อไหร่ รับรองว่าเล่นได้อีกนาน เผลอๆ แป๊ะยิ้มที่ดูไบ จะชอบอกชอบใจ ไม่ต้องทำอะไร แต่ลูกวิ่งมาเข้าเท้าเอง เตะตามน้ำเบาๆ ก็..ตุงตาข่าย เอ้า ! เจ้าคุณประสาร ระดมพล !

 

 

 

อัยการบอก "ไม่ผิด" แต่สังคมพิพากษาล่วงหน้าแล้วว่า..ผิด !

 

 

ดีเอสไอยืนยัน ผิดทุกขั้นตอน

แต่อัยการบอก ไม่ผิด อย่างน้อย 2 ขั้นตอน

ที่สำคัญก็คือ ตุ๊แป๊ะไม่ผิด

เมื่อตุ๊แป๊ะไม่ผิด สมเด็จช่วงก็ต้องไม่ผิด !

 

อธิบดีดีเอสไอ ยืนยันทำ คดีเบนซ์โบราณตามพยานหลักฐาน หลังอัยการไม่ฟ้อง "หลวงพี่แป๊ะ"

อธิบดีดีเอสไอ ยืนยัน พนง.สอบสวน ทำตามพยานหลักฐาน คดีรถเบนซ์โบราณหลังอัยการไม่ฟ้อง "หลวงพี่แป๊ะ" รอหนังสือจากอัยการก่อนมีความแย้งหรือไม่

เมื่อวัน 12 มกราคม พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวถึงกรณี อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง พระมหาศาสนมุนี หรือ หลวงพี่แป๊ะ หรือ พระธนกิจ สุภาโว (ธนกิจ ศรีอุ่นเรือน) เลขานุการสมเด็จช่วง และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ในคดีครอบครองซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่เสียภาษีไม่ครบถ้วนตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 161 เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานใดพิสูจน์ได้ว่าพระมหาศาสนมุนี รับรถยนต์เบนซ์โบราณไว้ โดยรู้ว่านายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่ เสียภาษีสรรพสามิตไม่ถูกต้อง ว่า ดีเอสไอต้องรอความเห็นอย่างเป็นทางการจากอัยการส่งมายังดีเอสไอ เพื่อดูเหตุผลและข้อกฎหมายที่สั่งไม่ฟ้อง พระมหาศาสนมุนี ว่า เพราะเหตุใดก่อนจะพิจารณาว่าจะมีความเห็นแย้งหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอยืนยันว่า พนักงานสอบสวนดีเอสไอและพนักงานอัยการ ที่ร่วมสอบสวนในคดีดังกล่าว ได้พิจารณาตามพยานหลักฐานที่รวบร่วมได้ และได้มีความสั่งฟ้องไปตามขั้นตอนการดำเนินคดี

 

ที่มา : มติชน : 13 มกราคม พ.ศ.2560

 

ตุ๊แป๊ะหลุด !

อัยการสั่งไม่ฟ้องทุกข้อหา

แบบว่าไม่รู้ และคดีหมดอายุความ

 

อา..น่าจะถือว่าเป็น "มาตรการผ่อนปรน" หลังจากสมเด็จช่วง "ร่วง" จากตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เห็นอัยการทำยึกยัก เลื่อนแล้วเลื่อนอีกมาตั้ง 3-4 รอบ พอ พรบ.คณะสงฆ์ แก้ไขเสร็จปุ๊ป สำนวนก็พร้อมทันที นี่แหละมันทำให้เขาจับไต๋ได้ว่า คุณมีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือเปล่า ทำไมอะไรๆ มันคล้องจองกันเหลือเกิน ทำงานยังกะบิลเลียด วางคิวกินดำ-กินแดง นับแต้มนับสีกันมันมือ.. !

อย่างไรก็ดี ก็ต้องขอแสดงความดีใจกับ "พระมหาศาสนมุนี" หรือตุ๊แป๊ะ ที่รอดอาบัติ "ปาราชิก" ไม่ต้องผ้าเหลืองหลุด ถือว่าบุญยังแรง ถ้าดูเจ้าคุณอุดมและเจ้าคุณเสนาะเป็นตัวอย่าง ก็เกรงว่าจะถึงคุกถึงตะราง แต่ตุ๊แป๊ะหลุดคดีเสียแต่แรก ถ้าไม่นับถือทนายว่าฝีมือเยี่ยมก็ต้องให้เครดิตแก่ "บุญเก่า" ที่ยังคงมี ตั้งหน้าตั้งตาทำความดีเอาไว้ไม่เสียหายหรอก ไม่ได้สอนนะ แต่เตือน เชื่อหรือไม่ก็ตามใจ

วันนี้ สถานการณ์น้ำ "ที่วัดปากน้ำ" ข่าวรายงานว่า น้ำเริ่มลดแล้ว ถ้าสมเด็จช่วงแสดงสปิริต "งดเข้าประชุม มส." ก็คงจะทำให้อะไรๆ ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะ นี่ก็ไม่ได้ชี้ทาง แต่ขอบอกว่า สถานการณ์มันไหลไปทางนั้นจริงๆ

 

 

 

วัดปากน้ำ ใกล้รุ่งหรือใกล้ค่ำ ?

 

 

เหลือเรื่องธัมมชโยอีก 170 ข้อหาครับหลวงพ่อ

ถ้าผ่านตรงนั้นได้ คิดว่าเราจะไปไกลถึงอายตนนิพพาน

 

 

อัยการไม่ฟ้อง "หลวงพี่แป๊ะ" หนีภาษีชิ้นส่วนเบนซ์โบราณ

อัยการสั่งไม่ฟ้อง หลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ครอบครองเบนซ์หรู เผยบางข้อหาขาดอายุความ รอส่งสำนวนให้อธิบดีดีเอสไอทำความเห็นแย้งหรือไม่ ขณะที่มีความเห็นสั่งฟ้อง 6 เอกชน นำเข้าชิ้นส่วนเบนซ์โบราณ "สมเด็จช่วง"  พฤหัสบดีที่ 12 มกราคม 2560 เวลา 19.45 น.

เมื่อวันที่ 12 ม.ค. ร.ท.สมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยถึงการสั่งคดีที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวหา พระมหาศาสนมุนี หรือ หลวงพี่แป๊ะ หรือ พระธนกิจ สุภาโว (ธนกิจ ศรีอุ่นเรือน) เลขานุการสมเด็จช่วง และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ  กับพวกเอกชนอู่ประกอบรถยนต์ รวม 7 คน กรณีเลี่ยงภาษีนำเข้ารถยนต์เบนซ์โบราณ คันหมายเลขทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถที่อยู่ในความครอบครองของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญญมหาเถร ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ว่า วันนี้อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ มีความเห็นสั่งฟ้องนายพิชัย วีระสิทธิกุล เจ้าของอู่รถยนต์  หจก.ซี.ที.ออโต้พาร์ท โดยนายวสุ จิตติพัฒนกุลชัย  นายวสุ ในฐานะส่วนตัว ฐานร่วมกันนำของที่ยังไม่ได้เสียค่าภาษีฯ เข้ามาในราชอาณาจักร หรือ ร่วมกันช่วยซ่อนเร้นฯ หรือ รับไว้โดยประการใด ซึ่งรู้ว่าเป็นของที่ยังไม่ได้เสียค่าภาษี หรือไม่ได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง  ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี และร่วมกันจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จฯ ใช้เอกสารปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม และใช้เอกสารจากการจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จฯ โดยวันนี้ผู้ต้องหาทั้งสาม ขอเลื่อนการส่งตัวฟ้อง เนื่องจากยังจัดหาหลักทรัพย์ที่จะใช้ยื่นประกันตัวในชั้นศาล และยังจัดหาทนายได้ไม่พร้อม ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 1 ได้นัดผู้ต้องหาที่ 1-3 มาเพื่อนำตัวยื่นฟ้องต่อศาลอาญาอีกครั้งในวันที่ 10 ก.พ.นี้

ร.ท.สมนึก กล่าวอีกว่า อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษยังสั่งฟ้อง นายเกษมศักดิ์ หรือ อ๊อด ภวังคนันท์ หุ้นส่วนผู้จัดการ หจก.อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) ซึ่งนำเข้าชิ้นส่วนรถโบราณ นายเมธีนันท์ หรือ ชลัช นิติฐิติวงศ์ และนายสมนึก บุญประไพ ฐานร่วมกันนำของที่ยังไม่ได้เสียค่าภาษีฯ เข้ามาในราชอาณาจักร ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี และร่วมกันจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จฯ ร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม และใช้เอกสารที่จดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จฯ และสั่งยุติการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน เนื่องจากคดีขาดอายุความ โดยหลังจากที่พนักงานอัยการมีคำสั่งดังกล่าวแล้วก็ได้นำตัวนายเมธีนันท์ และนายสมนึก ซึ่งได้รับการประกันตัว และมารายงานตัวต่ออัยการในวันนี้ ไปยื่นฟ้องเป็นจำเลย พร้อมกับนายเกษมศักดิ์ ซึ่งขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ต่อศาลอาญาแล้ว โดยศาลประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีอาญาหมายเลขดำ อ.83/2560

ร.ท.สมนึก กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ อธิบดีอัยการคดีพิเศษสั่งไม่ฟ้อง พระมหาศาสนมุนี หรือ หลวงพี่แป๊ะ ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่เสียภาษีไม่ครบถ้วนตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 161 เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานใดพิสูจน์ได้ว่าพระมหาศาสนมุนี รับรถยนต์ไว้โดยรู้ว่านายวิชาญเสียภาษีสรรพสามิตไม่ถูกต้อง และให้ยุติการดำเนินคดีกับ พระมหาศาสนมุนี  ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่เสียภาษีไม่ครบถ้วน ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 161 (1) กรณีครอบครองรถโบราณช่วงแรก เนื่องจากคดีขาดอายุความ ทั้งนี้ แม้ขณะนี้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้องพระมหาศาสนมุนี แต่ตามขั้นตอนจะต้องส่งสำนวนและความเห็นสั่งไม่ฟ้องนี้ให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พิจารณาทำความเห็นว่าจะเห็นแย้งกับคำสั่งของอัยการหรือไม่ หากดีเอสไอยืนยันความเห็นให้ฟ้องก็จะต้องส่งสำนวนกลับมาให้อัยการสูงสุดพิจารณาชี้ขาดตามกฎหมายต่อไป

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 13 มกราคม พ.ศ.2560

 

 

บวชผิดกฎหมายไม่ให้เข้าวัง !

 

คุณแม่ฉัตรสุมาลย์โวยวายลั่น

น้อยอกน้อยใจ คนไทยเหมือนกัน

แต่ทำไมเข้าไปไหว้พระศพในหลวงไม่ได้

 

อา..ก็แหม อีตอนบวชนั้น บรรดาคุณเธอทำกันเงียบๆ นิมนต์พระสังฆราชศรีลังกามาทำพิธีให้โดยไม่ผ่านมหาเถรสมาคม พูดง่ายๆ ก็คือว่า "ข้ามหัวข้ามเกล้า" เขาจึงออกกฎห้ามบวชโดยไม่ได้รับอนุญาต นี่คือพฤติกรรมทำนองแอบเข้าหลังบ้านในเวลาวิกาล โบราณเรียกว่า "ทำวิปริตผิดประเพณี" ครั้น ณ วันนี้ คุณเธอกลับ "อยากโชว์" แต่งตัวออกมาเดินฉุยฉายผ่านประตูหน้าบ้าน อ้างว่าไม่ผิดกฎหมาย เพียงแต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ เอาผ้าเหลืองคลุมตัวที่ยังไม่มีกฎหมายรับรองนั้น เดินแถวเข้าไปถึงในวัง ถ้าเข้าวังได้ ต่อไปก็เข้าได้ทุกที่ เพราะที่สุดของประเทศไทยคือ ในวัง นั่นมิใช่แค่ "ไม่ถูกกฎหมาย" แต่จะอยู่ "เหนือกฎหมาย" ด้วยซ้ำไป อ้างที่ไหนก็ถูกต้อง "ฉันผ่านวังมาแล้วนะยะ อย่าหาว่าไม่ถูกกฎหมายอีกล่ะ ฟ้องหมิ่นเชียว" นี่ก็พฤติกรรมทำนองเดียวกับ "วอ-ตอแหล" แห่งไร่เชิญตะวันนั่นแหละ ถ่มน้ำลายรดฟ้า "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ไม่ควรแก่สมณะ" แต่ตระบัดสัตย์ไปรับ แล้วกลับมาบอกว่า "พระผู้ใหญ่และในวังให้รับ ใครนินทาอาตมาจะโดนข้อหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ตวัดลิ้นกินน้ำลายที่ตกจากฟ้าอย่างหน้าด้านหน้าทน

นี่ไงคือผลของการ "อ้างวัง" มันสมองระดับ "ด๊อกเตอร์" ของคุณฉัตรสุมาลย์ ผู้ผ่านการสอนมหาวิทยาลัยมาก่อน ก็ย่อมจะมองออกถึง "โอกาสทอง" ที่จะได้นำเหล่าภิกษุณี "นิกายศรีลังกา" มาขายให้ประชาชนชาวไทยยอมรับ ถึง มส. ไม่ยอมรับ แต่ถ้าประชาชนยอมรับ มันก็อยู่ได้ นานไปก็ขยายเผ่าพันธุ์ (ส่งเข้าสอบประโยคเก้า เอาไว้อ้างว่ามีประโยคเก้ามากกว่าวัดอื่นๆ) ครั้นปีกกล้าขาแข็ง ก็แข็งเมืองเลย ไม่แน่นะ ต่อไปเราอาจจะได้เห็น "ธัมมชโย" ในรูปแบบใหม่ รูปแบบนักบวชหญิง ที่ชื่อ..ฉัตรสุมาลโย ไงจ๊ะ !

 

 

ฉัตรสุมาลย์ : ภิกษุณีห้ามเข้า ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ช่วงนี้มีเรื่องแปลกๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ที่ว่าแปลก คือวิธีคิดค่ะ คนเราจะต่างกันก็ตรงวิธีคิดนี้แหละ เพราะจากวิธีคิด จะนำไปสู่การพูดและการกระทำที่ต่างกัน บางครั้งจนสุดขั้ว

เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ ก็จะนำไปสู่สัมมาวาจา และอื่นๆ มรรคมีองค์ 8 ไปต่อไม่ได้ ถ้าจิ๊กซอว์ตัวแรกของสัมมาทิฏฐิไม่เกิด

มีภิกษุณีสงฆ์ คือหมายรวมทั้งภิกษุณีและสามเณรี 22 รูป จะเข้าไปเจริญเมตตาธรรมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ร.9) ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง เหตุเกิดเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2559

ตอนแรก คณะนี้ก็ตั้งใจโดยความบริสุทธิ์ใจว่าเป็นชาวไทย ทุกคนมีบัตรประจำตัวไทย มารอที่เต็นท์ของประชาชนตั้งแต่ตี 1 ทหารเรือที่ดูแลก็เห็นท่านเป็นสงฆ์ ก็ส่งไปที่เต็นท์ที่ดูแลสงฆ์ เต็นท์ที่ว่านี้ ตั้งอยู่นอกกำแพงวังหลวงทางท่าราชวรดิฐ

เหตุเกิดตรงนี้แหละ เต็นท์นี้ก็เขียนชัดเจนว่า ดูแลภิกษุสามเณร เจ้าหน้าที่ระดับล่างที่เป็นผู้คัดกรองก็ยืนยันว่า ภิกษุณีจะใช้ช่องทางนั้นไม่ได้ เพราะผิดกฎหมาย

ก้าวล่วงไปถึงว่า แต่งกายเลียนแบบสงฆ์ไปโน่น

ภิกษุณีคณะนี้ เดินทางมา 12 ชั่วโมง มานั่งรอตั้งแต่ตีหนึ่ง ในที่สุดเข้าไม่ได้ กลับไปโดยดี ตอนบ่าย 2 โมง

อีกคณะหนึ่ง 70 รูป ได้รับอนุญาตจากกรมวังแล้วทางโทรศัพท์ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน นัดหมายจนทราบว่า ให้เข้ามารอในประตูวิมานเทเวศร์ เพื่อจะมีเจ้าหน้าที่นำเข้าไป ผ่านประตูด้านในอีกประตูหนึ่ง ก็ถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

วันที่ได้รับคิวจากกรมวัง คือวันที่ 9 ธันวาคม เวลา 15.30 น.

ท่านธัมมนันทาทราบเรื่องของภิกษุณีสงฆ์ชุด 22 รูปแล้ว ชัดเจนว่า ถ้าไปทางเต็นท์คัดกรองก็จะได้คำตอบเดียวกัน จึงรอจนได้กำหนดเวลาดังกล่าว

คณะภิกษุณีสงฆ์ เช่ารถตู้วิ่งตามกันไป 6 คัน เพราะถนนบริเวณรอบพระบรมมหาราชวังนั้นห้ามรถใหญ่เข้า ภิกษุณีสามเณรีที่มาก็มาจากทั้งนครปฐม อุทัยธานี ฉะเชิงเทรา ยโสธร ฯลฯ

ถามท่านธัมมนันทา ท่านก็ว่า ท่านมีความแน่ใจว่าน่าจะเข้าได้ 60 เปอร์เซ็นต์ โดยความเข้าใจว่า กรมวังเป็นเจ้าของสถานที่ เราได้พูดคุยและได้เวลานัดหมายจากเจ้าหน้าที่แล้ว ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ก็ทราบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับภิกษุณีกลุ่มแรกก็อาจจะเกิดขึ้นได้ หากทางการมอบหมายให้ กรมการศาสนา สำนักพุทธศาสนา และเลขาธิการ มส. เป็นผู้คัดกรอง

พอฉันเพลเสร็จ ท่านก็รวมตัวกันออกเดินทางจากนครปฐม เมื่อมาถึง ท่านก็เข้าไปรอในมหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อรอเวลานัดหมาย

ขอบคุณเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย ที่อนุญาตให้เข้าไปนั่งรอในสวนนอกอาคารที่มีความร่มรื่นพอสมควร

ครั้นใกล้เวลา ภิกษุณีสงฆ์ จัดแถวเรียงสอง เดินผ่านเจ้าหน้าที่ที่ตรวจค้นเพื่อความปลอดภัย จากฝั่งมหาวิทยาลัยศิลปากร แล้วข้ามถนนไปที่พระบรมมหาราชวังผ่านประตูวิมานเทเวศร์ โดยเจ้าหน้าที่ให้เดินเข้าไปรอในกำแพงพระบรมมหาราชวัง

ตรงนี้เองที่ท่านพบปัญหา เมื่อไม่มีเจ้าหน้าที่ออกมารับคณะภิกษุณีสงฆ์ เพื่อนำเข้าประตูด้านในอีกชั้นหนึ่ง ตามที่ได้รับคำบอกเล่าไว้

ภิกษุณีสงฆ์ 70 รูป ตั้งแถวยืนรอเป็นสองแถวอยู่ภายในพระบรมมหาราชวัง ตรงซุ้มประตูวิมานเทเวศร์ เป็นภาพที่งดงามมาก

ยืนอย่างนั้นอยู่ 2 ชั่วโมง ก็ยังงดงามนะ

เจ้าหน้าที่จากในวังอีกคนหนึ่ง ก็มานำท่านธัมมนันทาไปที่เต็นท์คัดกรองของภิกษุสามเณรที่อยู่ด้านนอกกำแพงพระบรมมหาราชวัง ทางท่าราชวรดิฐ

พอไปถึงที่เต็นท์นั้น ท่านธัมมนันทาก็ทราบทันทีว่า ไม่ได้เข้าแน่นอน เพราะทราบท่าทีของเจ้าหน้าที่ประจำเต็นท์อยู่แล้ว

เมื่อมาถึง เจ้าหน้าที่คนเดิมที่จัดการภิกษุณีชุดแรก 22 รูป ก็ยืนยันเหมือนเดิมว่า ภิกษุณีทำผิดกฎหมาย

ท่านธัมมนันทาก็ยังพาซื่อว่า ไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่ไม่มีกฎหมายรองรับ

เจ้าหน้าที่คนนี้ ชี้มือมาที่ท่าน แล้วว่า นั่นไง ก็ผิดกฎหมายนั่นแหละ

คงต้องถามนักกฎหมายว่า ไม่มีกฎหมายรองรับ กับผิดกฎหมายนี้ มีความต่างกันอย่างไร

ท่านก็เลยบอกเจ้าหน้าที่คนนี้ไปว่า คุณโยมเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อเห็นคนทำผิดกฎหมายต้องแจ้งความให้ตำรวจจับนะ

เจ้าหน้าที่คนเดิม ยกมือขึ้นพนมแล้วว่า ผมไม่อยากทำบาปทำกรรม

เออ ก็เป็นวิธีคิดอีกนั่นแหละ

เจ้าหน้าที่คนนี้ ดูเป็นกังวล เรื่องที่ภิกษุณีสงฆ์ยืนรออยู่ 70 รูป ในกำแพงพระบรมมหาราชวัง

มารู้ทีหลังว่า ถนนนั้น เป็นทางเข้าของรถเจ้านาย องคมนตรี ที่จะเข้าไปที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

เรียกว่า ถ้าปล่อยให้ยืนอยู่นั้น สะดุดตาผู้ใหญ่ อาจจะถูกถามได้

เจ้าหน้าที่คนเดียวกัน พูดกับท่านธัมมนันทาที่เต็นท์คัดกรองภิกษุสามเณรว่า ให้นำภิกษุณีสงฆ์ทั้ง 70 รูปมาที่เต็นท์คัดกรอง

ท่านธัมมนันทาก็ถามว่า ถ้ามาแล้วท่านจะได้เข้าวังหรือ

เจ้าหน้าที่คนนี้ก็บอกว่า ไม่ได้เข้า

อ้าว ไม่ได้เข้าแล้วจะให้ท่านเดินมาตั้งไกลทำไม ก็ให้ท่านยืนอยู่รอตรงนั้นแหละ

เจ้าหน้าที่คนนี้ เดินไปที่ภิกษุณีสงฆ์ทั้ง 70 รูป พยายามที่จะให้ออกไปยืนข้างนอกประตูวัง อาสาสมัครที่ดูแลภิกษุณีสงฆ์ก็บอกว่า เจ้าหน้าที่ที่ประตูเองนั่นแหละที่ให้ท่านเข้ามายืนรอข้างใน ทางอาสาสมัครก็ตัดสินใจไม่ได้ บอกให้ไปพูดกับท่านธัมมนันทาเท่านั้น

เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในวังที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่เห็นภิกษุณีสงฆ์คณะใหญ่มายืนอย่างนั้น ก็ไม่สบายใจ ตั้งคำถามว่า ทำไมไม่ให้ท่านเข้าไป

แต่วิธีคิดของคนที่ดูแลเต็นท์คณะสงฆ์ เขามีเฉพาะภิกษุสงฆ์ ไม่มีภิกษุณีสงฆ์ และเขาก็ยืนยันว่า ได้พูดกับอธิบดีกรมการศาสนา และสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติแล้ว

 

ยืนยันว่า ไม่มีภิกษุณีสงฆ์ในสายเถรวาท !

 

ก็ที่มายืนอยู่นั้น เขาก็บวชมาอย่างถูกต้องจากพระภิกษุสงฆ์สายเถรวาทนั่นแหละ เพียงแต่ไม่ใช่เถรวาทไทย ก็ภิกษุสงฆ์ไทยไม่ให้บวชไง เขาจึงต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปบวชที่ศรีลังกา

มิหนำซ้ำ สามเณรี 44 รูป บวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลด้วย แต่ไม่ให้เข้า เพราะภิกษุณีทั้งโขยงผิดกฎหมาย

ความจริงภิกษุณีท่านก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาถกเถียง หรือเรียกร้องให้ยอมรับสถานภาพการบวชของท่าน เพราะรู้อยู่แล้วว่า คณะสงฆ์ไทยโดย มส. ยังไม่รับ

เป็นคนละประเด็นกัน

ท่านก็เป็นประชาชนคนไทยที่ตั้งใจที่จะมาคารวะพระบรมศพเท่านั้น

ตกลงทางการคงต้องพิจารณาจัดวางท่านไว้ที่ใดที่หนึ่ง จะบอกว่า ไม่รับ ไม่มี ไม่น่าจะถูกต้อง

ถ้าจะไล่ท่านไปเข้าทางฆราวาส ทางทหารก็นิมนต์ท่านมาที่เต็นท์พระสงฆ์ บังเอิญพระสงฆ์ไทยหมายถึงภิกษุสงฆ์เท่านั้น ในความหมายของเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยที่ดูแลเต็นท์

ภิกษุณีสงฆ์ 92 รูป ที่ตั้งใจไปคารวะพระบรมศพ บางคนบวชเพื่อเป็นพระราชกุศล ตกลงได้อยู่เพียงนอกวัง หรืออย่างดีที่สุดในกรณีกลุ่มที่สอง ได้เข้าประตูวัง แต่ก็ไม่ได้เข้าไปที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทที่ประดิษฐานพระบรมศพ

มิหนำซ้ำ เจ้าหน้าที่ผู้นี้ ยังบอกด้วยว่า ถ้าจะเข้าทางประตูที่ฆราวาสเข้า ก็ต้องไปใส่ชุดดำมา

คราวนี้เรียกว่าจับภิกษุณีสึกเลย !

ละเมิดสิทธิในการนับถือศาสนา ผิดกฎหมายนะ

นอกจากนั้น ยังอยากรู้ว่า เสื้อแขนยาวตัวในที่ภิกษุณีใส่นั้น เป็นอย่างไร ให้ภิกษุณีถอดจีวรให้ดู

อันนี้ก็เข้าข่ายอนาจารไหม ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล โดยเฉพาะคนนั้น เป็นนักบวชในพุทธศาสนาเอง

ความคิดต่าง จึงนำมาซึ่งการกระทำที่ต่างไปจากตัวบทกฎหมาย

จะไม่รู้สึกมากหากเป็นประชาชนเป็นผู้ละเมิด แต่นี่เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กำลังปฏิบัติการต่อประชาชน ในโอกาสที่ประชาชนต้องการจะทำความดีด้วยซ้ำ

ลงท้ายด้วยการเรียกตำรวจวังมาช่วยไล่ภิกษุณีสงฆ์หลายครั้ง !

ภิกษุณีสงฆ์ไม่แตกแถวเลย มั่นคงในสามัคคีธรรม และตั้งมั่นอยู่ในความสงบ เมื่อมีภิกษุสงฆ์ที่เดินแถวเข้าวังผ่านคณะภิกษุณี ท่านก็ยกมือไหว้ภิกษุสงฆ์ที่เดินผ่านด้วยดี

ท่านธัมมนันทา พาคณะภิกษุณีทั้งหมดน้อมใจถวายกุศลที่ตั้งใจถวายพระองค์ท่าน เช่นที่เคยทำในหลายๆ ปีที่ผ่านมา ทุกปีจะไปลงนามที่โรงพยาบาลศิริราช ได้รับการต้อนรับจากตำรวจวังอย่างดี แต่ปีนี้ได้แต่ส่งใจมาจากนอกวัง

เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ที่เราอวดอ้างกับชาวต่างประเทศว่า เป็นประเทศที่มีประชากรนับถือพุทธศาสนาสูงสุดในโลกนะ

 

แต่เหตุการณ์นี้ ทำให้เรารู้สึกวังเวงนะ

 

 

ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ : 11 มกราคม พ.ศ.2560

 

2 ล้าน !

สมเด็จฯวัดปากน้ำช่วยน้ำท่วมใต้

มอบเจ้าคุณทองดีลงลุยน้ำ สาธุ อนุโมทามิ !

 

อา..มาช้าดีกว่าไม่มา บังเอิญว่า ก่อนหน้านี้ หลวงพ่อสมเด็จเพิ่งออกจากโรงพยาบาล จึงไม่สามารถเข้าประชุมมหาเถรสมาคมได้ พระเถรานุเถระจึงไม่อยากรบกวน อยากให้ท่านพักผ่อนให้เยอะๆ แต่ถึงอย่างไรท่านก็รับทราบ และด้วยความเป็นห่วง จึงรีบให้ท่านเจ้าคุณทองดี นำคณะพระและอุบาสกอุบาสิกาวัดปากน้ำ ลงไปถวายปัจจัยกับหลวงพ่อใหญ่ วัดกะพังสุรินทร์ ซึ่งเป็นเจ้าคณะใหญ่หนใต้ รับผิดชอบในภาคใต้ทั้งหมด หลวงพ่อสมเด็จฯ ยังกำชับว่า "ขาดเหลือสิ่งใดขอให้บอก อย่าเกรงใจ" และเชื่อว่า จะมีบรรดาพระเถรานุเถระทั่วทุกภาคในประเทศไทย รวมใจช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้กับหลวงพ่อสมเด็จวัดปากน้ำครั้งนี้ อย่างล้นหลามแน่นอน !

 

คณะผู้แทน สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ  นำโดย พระปิฎกเมธี (ทองดี ปญฺญาวชิโร ป.ธ.9) นำปัจจัยและเครื่องบรรเทาทุกข์ เข้าถวายแก่ พระพรหมจริยาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนใต้ วัดกะพังสุรินทร์ จังหวัดตรัง เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2559 พร้อมกับลงพื้นที่เพื่อตรวจความเสียหายและมอบเครื่องยังชีพเป็นชุดแรก

 

 

สมเด็จฯวัดปากน้ำ ช่วยน้ำท่วมใต้ 2 ล้านบาท

 










 

 

THANKSGIVING !

 

 

มอบความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้

เจ้าพระคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มอบเงินจำนวน 2,000,000 บาท (สองล้านบาทถ้วน) ผ่านพระพรหมจริยาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนใต้ เจ้าอาวาสวัดกะพังสุรินทร์ จ.ตรัง เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ตามจังหวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคใต้

ในการนี้ วันนี้ 11 มกราคม 2560 คณะทำงานมี พระปิฏกเมธี (ทองดี ปญฺญาวชิโร ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และผู้ติดตามได้เดินทางมา จ.ตรัง เพื่อสืบสานงานสนองปณิธานของหลวงพ่อสมเด็จฯ จนสำเร็จเสร็จสิ้นสมปณิธานทุกประการ

 

ที่มา : เฟสบุ๊ควัดปากน้ำ : 12 มกราคม 2560

 

มหาวอ ยก "วัด-วัง" บังสัจจะ !

ทำให้ต้องรับตำแหน่ง ผช.จล.

ทำนอง..เสียสัตย์เพื่อชาติ !

 

ว.วชิรเมธี อ้าง "บื้องบน" บังคับ ต้องยอมรับ "ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ทั้งๆ ไม่อยากรับ และเคยประกาศต่อสาธารณะว่า "ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" แถมยกตัวอย่าง "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ปยุตฺตมหาเถร" รับพระราชทานสมณศักดิ์ ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม มีแต่คนสรรเสริญ

 

แล้วทำไม ว.วชิรเมธี จะรับไม่ได้ ผิดตรงไหน ?

 

อา..ว่าไงครับ หลวงพ่อช่วงโปรดทราบ มหาวอบอกว่า "ตัวเองถูกขืนใจให้รับตำแหน่ง" ทั้งๆ ที่ไม่อยากรับ ถึงได้มาก็มิได้ภูมิอกภูมใจอะไรอีกด้วย แบบว่า เสียสัตย์เพราะผู้ใหญ่ นี่ถ้าได้เป็นเจ้าคุณ สงสัยมหาวอคงจะฆ่าตัวตาย เพราะรับไม่ได้

เชิญปัญญาชน "ทัศนา" ทัศนะ ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี คนดีศรีแผ่นดิน !

 

Take a look !

 

 

ว.วชิรเมธี ทาสศักดินา !

ถูกบังคับให้เป็นคนเลว โดยการรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ"

 

 

"ยศช้าง ขุนนางพระ ไม่เคยมองหา แต่เบื้องบนท่านมองเห็น"

ว.วชิรเมธี

 


หลายเดือนก่อน หลังจากมีภาพไปรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
เพื่อดำรงตำแหน่งเป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ก็มีใครบางคน จรดปากกาเขียนถึงอาตมภาพในทางเสียหายว่า การรับตำแหน่งนั้น เป็นการแสดงถึงความกลับกลอกเหมือนศรีธนญชัย (เพราะแต่ไหนแต่ไรมา อาตมาไม่เคยสนใจเรื่องตำแหน่งแห่งที่ในทางคณะสงฆ์เลย ซึ่งเรื่องนี้ แม้จนบัดนี้ ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่)

ถามว่า ถ้าเช่นนั้น ไปรับตำแหน่งทำไม ?

ขออธิบายสั้นๆ ง่ายๆ สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลถึงสหรัฐอเมริกา (ต้นเรื่องที่กล่าวหา) ซึ่งอาจจะไม่ค่อยรู้ความจริงว่า

"อาตมาอยู่วัดพระสิงห์มาแต่อายุเพียง ๑๖ ปี เรียนธรรมะบาลีที่วัดนี้ จนได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค, บวชพระก็บวชที่วัดนี้

หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็เป็นพระอุปัชฌาย์ อาตมาก็เคยเป็นพระเลขานุการของท่านมาตั้งแต่ต้นแต่อายุ ๑๘ ปี ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรจนถึงบวชเป็นพระภิกษุ


เมื่อจบเปรียญ ๙ ที่กรุงเทพฯ อาตมาย้ายกลับมาเชียงราย ก็มาอยู่ในสังกัดเดิม ซ้ำยังเป็นเปรียญธรรม ๙ รูปแรกของวัด คือวัดพระสิงห์ (พระอารามหลวง)
ไม่ได้เหาะข้ามห้วยมาจากที่อื่น

เมื่อกลับมาแล้ว หลวงพ่อเคยขอให้มาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสแต่เมื่อปี ๒๕๕๕ อาตมายังไม่อยากรับ ประวิงเวลาไว้ เพราะใจอยากทำงานเผยแผ่พระพุทธ-ศาสนามากกว่างานปกครองของคณะสงฆ์ ครูบาอาจารย์ท่านก็เข้าใจลูกศิษย์ซึ่งท่านรักเหมือนลูก


มาถึงปีนี้ ผู้ใหญ่ใน
"เบื้องบน" ถามมาอีก เพราะอายุ ๔๓ พรรษา ๒๓ อยู่พระอารามหลวงมา ๒๖ ปีแล้ว เป็นมหาเถระแล้ว ไม่ใช่พระเด็กๆ อีกต่อไป ควรมอบหมายให้รับภาระธุระพระศาสนาอย่างเป็นทางการ ทั้งผลงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ไม่ใช่น้อยๆ (ว่าตามคำของท่าน)


ทั้งครู ทั้งศิษย์ จึงยอมอนุวัตร ตามทางการ


อาตมาจึงรับตำแหน่งของทางการ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ
"ฝ่ายเผยแผ่" เหมือนเดิม


และเมื่อเป็นแล้ว ก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ไม่ได้ย้ายไปไหน ยังพอใจกับนามปากกา ว.วชิรเมธี ธรรมดาๆ ยังคงอยู่ทำงานเผยแผ่ต่อไปที่ไร่เชิญตะวันตามปกติ

ตำแหน่งแห่งที่ ที่ท่านประทานมา ก็เพราะฟ้าบันดาล ทั้ง "วัง" และ "วัด" ท่านประสานเสียง แกมกำชับขอให้รับไว้ ไม่ใช่ไปกราบกรานอยากได้ อย่างที่มี "พระอลัชชี" บางรูปพยายามกล่าวหาด้วยข้อความรุนแรง


เรื่องนี้ เข้าใจได้ง่ายมาก


ดูอย่างท่าน
ป.อ.ปยุตฺโต หรือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ องค์ใหม่ก็ได้ ท่านก็ทำงานของท่านไป ไม่เคยอยากจะได้ใคร่จะมีอะไร ปิดทองหลังพระไป เมื่อทองล้นออกมาหน้าพระ วันดีคืนดี
"หลวง" หรือราชการก็โปรดให้ท่านเป็นสมเด็จฯ เมื่อเป็นแล้ว ท่านก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ดังท่านกล่าวความในใจว่า

"พระนั้น จะแต่งตั้งไปชั้นไหน ชั้นไหน ก็ยังเป็นพระอยู่เหมือนเดิม ทางพระพุทธศาสนา ท่านไม่นิยมถามว่า "จะเป็นอะไร" แต่สำคัญที่ว่า "จะทำอะไร" ให้เรื่อง "เป็น" มาเกื้อหนุนเรื่อง "ทำ" ให้ได้ ท่านจึงว่า "ให้เป็นนั่นเป็นนี่" เพื่อจะได้ "ทำนั่นทำนี่" ได้สะดวก"

เพราะฉะนั้น คนที่ "รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" มองการรับตำแหน่งของอาตมา เป็นเรื่องการเมืองในคณะสงฆ์ หรือมองไปว่าได้มาเพราะเข้าหาผู้ใหญ่ ทั้งยังพยายามกล่าวหาอาตมาเลื่อนลอยด้วยคำใหญ่คำโตนั้น ก็ขอโปรดเข้าใจเสียให้ถูกต้องตามนี้ อย่าเอาไปตีความเลอะเทอะ


หยุดการปรุงแต่งแบบเด็กๆ เสียทีเถิดพ่อคุณเอ๋ย


ดีร้าย หากวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ระวังปาก จะกลายเป็นการ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เสียเปล่าๆ


ส่วนที่มีภาพไปกราบหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ แล้วเอามาเขียนว่าไปประจบท่านนั้น ก็ขอเตือนว่า เวลาจะเขียนอะไร ดูคำอธิบายใต้ภาพด้วย

เพราะภาพพวกนั้น มีปรากฏอยู่ในเฟซบุ๊คของอาตมาเอง มีคำอธิบายกำกับด้วยว่าไปทำอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน

ภาพคู่สมเด็จฯที่เห็น คืองานไปรับรางวัล "วัดที่จัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จัดที่ มจร.วังน้อยเมื่อราวเดือนกุมภาพันธ์ และครั้งที่สอง หลวงพ่อสมเด็จฯ นิมนต์ไปพบเมื่อเดือนเมษายน เพื่อแจ้ง "พระราชดำริ" ด้านการศึกษาภาษาบาลีที่ทรงฝากมา โดยขอให้ช่วยรับเป็นภาระธุระ เพราะอาตมาสื่อสารกับสังคมได้ง่าย มีคนฟังเยอะ

ทั้ง "เบื้องบน" ท่านก็ทรงกำชับมาหลายครั้ง เรื่องการศึกษาภาษาบาลีในโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่ เพราะเห็นว่า ท่าน ว.วชิรเมธี นี้ เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค และได้เขียนหนังสือเรื่อง "เปรียญ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" เพื่อเป็นแนวทางฟื้นฟูการศึกษาภาษาบาลีตามพระราชประสงค์

และที่สำคัญจะต้องขอพระราชทานคำนำเป็นกรณีพิเศษ หลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ ในฐานะประมุขสงฆ์ และแม่กองบาลีสนามหลวง ก็อยู่ในฐานะที่จะต้องเขียนสัมโมทนียพจน์ด้วย

คนเขาไปปรึกษาหารือเรื่องงานพระศาสนาล้วนๆ มีพยานเป็นร้อย เป็นพัน ต่อหน้าธารกำนัล อย่างโปร่งใส แต่คนเขลาบางคน เอาไปเขียนข่าวเชิงเสียหาย ว่าผู้เขียนไปประจบพระผู้ใหญ่ขอยศศักดิ์ ช่างน่าละอายเหลือเกิน ที่คิด ที่เขียน อะไรออกมา โดยไม่สนใจหาข้อเท็จจริง ซึ่งมีอยู่ดาดดื่น มีอยู่ในคำอธิบายใต้ภาพที่ตัวยกมาด่านั่นเองเสียด้วยซ้ำ

จึงขอแจ้งญาติโยมทั้งหลายได้ทราบ ว่าอย่าได้หลงเชื่ออย่างผิดๆ ตามที่มีคนเขียนข่าวเลอะเทอะเผยแพร่ออกไป


(ว.วชิรเมธี)

 

 

(หมายเหตุ.


๑.ตามปกติ ตั้งใจจะไม่เขียนตอบอะไรในประเด็นระดับ
"โลกธรรม" เหล่านี้เลย เพราะถือว่าเป็นธรรมดาโลกที่ย่อมมีคนเข้าใจผิดบ้าง เข้าใจถูกบ้าง แต่เรื่องนี้ มีคน "เดือดร้อน" แทนหลายคน แต่ละคนก็ไม่ใช่ตาสีตาสา ทั้งอาจส่งผลกระทบหลายฝ่าย จึงจำใจต้องเขียนออกมา เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อเข้าใจข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะได้เพลาๆ การแชร์ การส่งข้อความโกหกทั้งหลายลงบ้าง ไม่เช่นนั้น พระดีๆ ทั้งหลาย ทั้งพระบ้านพระป่าสายกรรมฐาน สายวิชาการบริสุทธิ์ สายพัฒนาสังคม ที่ "หลวง" ท่านเมตตาถวายสมณศักดิ์เพื่อส่งเสริมการทำงาน ก็จะพานถูกกล่าวหาไปเสียทั้งหมด


๒.มีภาพอาตมาคู่กับหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ บางคนเอาไปตีความในทางเสียหาย ขออธิบาย
"ข้างหลังภาพ" สั้นๆ ตามข้อเท็จจริง


๒.๑ ภาพที่เห็นอยู่บนเวที คือ วันที่ไปรับรางวัล
"วัดที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จากหลวงพ่อสมเด็จฯ จัดโดยกรมควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับรางวัลเสร็จ หลวงพ่อสมเด็จฯ ก็ขอให้เล่าให้ที่ประชุมฟังทั้งห้อง ว่าบริหารจัดการไร่เชิญตะวันอย่างไร จึงกลายเป็น
Eco Temple ที่ร่มรื่น เรื่องก็มีเท่านี้ มีคนอยู่ในงานหลายร้อยคน ภาพนิ่ง ภาพวีดิโอ บันทึกไว้พร้อมสรรพ แต่มีบางคนไม่เข้าใจ ไม่อยู่ในเหตุการณ์ ที่อยู่สหรัฐอเมริกา เอาไปเขียนว่า อาตมาไปประจบพระผู้ใหญ่ นี่คือ ความน่าอนาถของคนที่เรียกตัวเองว่า สื่อมวลชน


๒.๒ อีกครั้งหนึ่ง ได้รับนิมนต์ไปหารือข้อราชการของคณะสงฆ์ เนื่องจากได้รับการขอร้องให้เข้ามาช่วยเรื่องการศึกษาภาษาบาลีของคณะสงฆ์
ซึ่งขอร้องมาจากทั้งฝ่ายวัง และฝ่ายวัด เพราะผู้เขียนเป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค วังและวัดเห็นว่า พอจะมีพื้นฐานภาษาบาลีอยู่บ้าง จึงขอให้มาช่วยเรื่องนี้ จึงได้ปฏิรูปการศึกษานำร่องที่วัดบ้านเกิด/เชียงของ/เชียงราย จนปี ๒๕๕๘ สามเณรเก่งทั้งทางโลกและทางธรรม สามารถบรรยายธรรมเป็นภาษาอังกฤษจนชนะเลิศระดับประเทศ ได้เข้ารับพระราชทานทุนและผ้าไตร และได้ลองเทศน์ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่จังหวัดน่าน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นี่เป็นข่าวดี ที่หลวงพ่อสมเด็จฯ เห็นว่าก้าวหน้า และพอเป็นความหวังของคณะสงฆ์ไทยในฝ่ายการปฏิรูปการศึกษาสงฆ์ จึงขอให้ไปเล่าถวาย พร้อมกันนั้น ก็ได้นำเสนอต้นฉบับหนังสือ "๙ เปรียญ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" ซึ่งได้นักเขียนฝีมือดีคือระดับประเทศ คือ คุณอรสม สุทธิสาคร คุณวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง มาช่วยเรียบเรียง หมายใจว่า เล่มนี้จะเป็นหนังสือ "สร้างแรงบันดาลใจ" ให้พระหนุ่มสามเณรน้อยรุ่นใหม่ ใฝ่เรียนธรรมะบาลีมากขึ้น เพราะเป็นชีวประวัติของพระและโยมที่จบเปรียญ ๙ แล้วประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม เช่น ศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก
, ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ, ป.อ.ปยุตฺโต เป็นต้น


ความจริงที่ได้ไปกราบสมเด็จฯ ก็มีแค่นี้
แต่แล้วคนที่มือดีมากกว่าสมอง ก็เอาไปเขียนในทางลบว่า ผู้เขียนไปพบผู้ใหญ่เพื่อหวังยศศักดิ์อัครฐาน ถ้าหวังจริงอย่างว่า จะอยู่ในพระอารามหลวงมา ๒๖ ปี โดยเป็นพระธรรมดามาจนป่านนี้ได้อย่างไร คุณสมบัติก็ใช่จะไม่ครบ
ครบจนล้นเสียด้วยซ้ำ


การ
"รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" แบบนี้แล้วก็นำมาเขียนข่าวนั้นสร้างความเสียหายใหญ่หลวงมาก เพราะข้อเท็จจริงมีอยู่ก็ไม่สนใจ นึกจะเขียนอะไรก็เขียน พลอยทำให้คณะสงฆ์เสียหาย เสียทั้งหลวงพ่อสมเด็จฯ เสียทั้งเบื้องบน เสียทั้งผู้เขียน งานที่ทำกันมาด้วยเจตนาแสนดีถูกมองในทางเสียหายหมด ดังนั้น ใครรู้ผิด เข้าใจผิด ขอความกรุณา เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องตามนี้เทอญ. (ว.วชิรเมธี)

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี : 15 ธันวาคม 2559

 

อ่านบทความ โดย พระมหานรินทร์ นรินฺโท

 

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล


 

คึกฤทธิ์โดน !

กอ.รส. บุรีรัมย์ จี้ยกเลิกคึกฤทธิ์พูด

ระบุ สร้างความแตกแยกให้แก่ประชาชนในชาติ

ขัดคำสั่ง คสช. !

 

อา..ถึงแม้ว่าจะขัดคำสั่ง "คสช." แต่ก็ไม่ขัดคำสั่ง "สมเด็จช่วง" นะคะ ถามว่าใครใหญ่กว่าใคร ? เพราะดูสิ ไม่ว่าจะเป็น "ธัมมชโย-คึกฤทธิ์" หรือ "มหาวอ" ถึงจะถูกครหาว่า ผิดพระธรรมวินัย ผิดจรรยาบรรณ สร้างความแตกแยก โกหกตอแหล ต่อหน้าสาธารณชน อย่างร้ายแรงเพียงใดก็ตาม แต่แค่..คลานเข่า เข้าวัดปากน้ำ กราบเท้า "สมเด็จช่วง" งามๆ ซักสามครั้ง ก็สดใสไร้มลทินยิ่งกว่าผงซักฟอกเปาบุ้นจิ้น แถมติดยศติดอย่าง อย่างสง่าผ่าเผย วัดพระธรรมกายมีเจ้าคุณ "ล้นวัด" กลับเจอข้อหา "บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ"

คึกฤทธิ์เดินสายด่า "มหาเปรียญ" รวมทั้ง "มจร-มมร" มานานเป็นเดือนเป็นปี แต่ว่า "พระมหาช่วง ประโยค 9" ซึ่งเป็นหัวหน้าของบรรดามหาเปรียญทั้งประเทศไทยในเวลานี้ กลับไม่ประสีประสาอะไร เปิดประตูกุฏิให้คึกฤทธิ์เข้าไปถ่มน้ำลายใส่ถึงในวัดปากน้ำ ออกมาก็..เดินหน้าด่าต่อไป !

ล่าสุดก็ "มหาวอตอแหล" ประกาศผ่าน "หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ว่า "ชีวิตสงฆ์ ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" แต่สุดท้ายก็คลานเข่า เข้าวัดปากน้ำ ไปรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" จากมือของ "สมเด็จช่วง" ก็ไม่มีใครในประเทศไทยท้วงติงอะไร ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่ "ไทยรัฐ" ซึ่งเป็นผู้เอาน้ำลายของมหาวอมาพ่นใส่หัวประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นค่าย "เนชั่น" ค่าย "ผู้จัดการ" หรือเครือ "อมรินทร์" ซึ่งเป็นผู้ขุนมหาวอจนเติบใหญ่ ไม่มีใครสนใจใน "วาทกรรม" และ "พฤติกรรม" ลวงโลกดังกล่าว เผลอๆ จะเห็นดีเห็นงามกับความ "สับปลับ" ของมหาวอไปด้วย

นี่ไงคือเบื้องหลังความสกปรกโสมมในสังคมไทย ที่คนทั่วไปไม่เคยตรวจสอบว่า "คนพวกนี้เติบใหญ่ได้อย่างไร" มันโตคนเดียวหรือมีคนทำให้โต

 

เอ้า ! เชิญทัศนา ผลงานอภิอมตะของ..สมเด็จช่วง

 

ธัมมชโย ลูกรัก

พระศาสดาองค์ใหม่ในภาคปราบ

"พระสมณโคดม ก็งั้นๆ แค่ตรัสรู้ เป็นแค่ภาคโปรด ยังปราบมารไม่ได้"

 

 

เกิดมาอายุปูนนี้ เพิ่งจะเคยเหยียบดอกกุหลาบ



 

 

คึกฤทธิ์ ผู้ด่ามหาเปรียญ ว่าเป็นเดียรถีย์

 

 



ไหว้หัวหน้าเดียรถีย์หนีความผิด

 

ว.วชิรเมธี "ขี้เต็มก้น" ผู้ประกาศ

"ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ"

 


 

รับรางวัล "นักตอแหลดีเด่น" แห่งประเทศไทย

 

 





 

หนังสือ กอ.รส.บุรีรัมย์ ถึง  กอ.รมน. บุรีรัมย์

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คครูนัท หนอนพระไตรปิฎก  : 5 ธันวาคม 2559

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด


 

การประชุมองค์กรพระสงฆ์เถรวาทในสหราชอาณาจักร

 

Theravada Buddhist Sangha in UK (TBSUK)

ณ วัดพุทธวิหาร เมืองอ๊อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

10 สิงหาคม 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ขนาด 4000 PX

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

ดอกไม้บาน วัดพระศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ทำบุญฉลองสมณศักดิ์พระครูเมธีชยาภิวัฒน์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

อาหารไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

THE ENTERTAINMENT OF WAT PHRA SRI

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

หนุ่มสาวไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ชาวไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

ภาพงานฉลองครบรอบ 40 ปี สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

ณ วัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน วันที่ 25-26 มิถุนายน 2559

กดที่ภาพเพื่อดาวโหลดภาพขนาด 4000 PC

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพการประชุม)


 

พิธีผูกพัทธสีมา-ฝังลูกนิมิต

วัดเจริญธรรม เมืองลึกเด ประเทศเยอรมันนี

10-12 มิถุนายน 2559

 

พระธรรมวิสุทธาจารย์ (คูณ ขนฺติโก) เจ้าอาวาสวัดหนองแวง (พระอารามหลวง) อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ประธานสงฆ์

ฯพณฯ นางนงนุช เพชรรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ประธานฝ่ายฆราวาส



กดที่ภาพเพื่อชมภาพในพิธี

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก

ฉลองสมณศักดิ์ "พระวิสุทธิวงศ์วิเทศ"

เจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร

11 มิถุนายน 2559


 

กดที่ภาพเพื่อชม งานสมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

พระราชมงคลรังษี : สุรศักดิ์ ชีวานนฺโท

เจ้าอาวาสวัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

5 มิถุนายน 2559

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธี


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธี

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

ลัทธิธรรมกาย กับบทบาท ของสังคมไทย

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557 : 2558 : 2559

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITER : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264