LAST UPDATE :   AUGUST : 18 : 2018 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 

ภาพการประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดศรีรัตนาราม เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

18 AUGUST 2018

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 6000 PC

 

 

 


เซ็ตซีโร่มหาเถรสมาคม

กดที่ภาพเพื่ออ่าน มุมมองของพระมหานรินทร์ ครั้งที่ 169

 

 

มิดจี่หลี่ !

ไม่ขอไม่ให้ ขอก็ไม่ให้

ศาลไทยสั่งขังอดีตเจ้าคุณต่อไป

 

า.. แสดงว่า ไม่มีใครยื่นขอประกัน หรือขอประกันแล้วศาลไม่ให้ประกัน ฯลฯ เป็นปัญหาและสาเหตุที่ทำให้อดีตเจ้าคุณเอื้อน อดีตเจ้าคุณธงชัย และอีกหลายรูปไม่ได้รับประกัน ซึ่งตามข่าวนั้นท่านรายงานออกเป็น 2 ประเด็นว่า

กรณีเจ้าคุณเอื้อนและเจ้าคุณเจี๊ยบ (สมทรง) วัดสามพระยา ถือว่าอาภัพ เพราะไม่มีใครไปยื่นขอประกันตัว จึงถือว่ายอมติดคุกอยู่ต่อไป แบบไร้ญาติ

แต่ในกรณี "เจ้าคุณธงชัย" วัดสระเกศและคณะ รวม 8 ท่านนั้น มีคนยื่นขอประกัน แต่ศาลไม่อนุญาต โดยอ้างว่า "เกรงว่าจำเลยและพวกจะหลบหนี" นี่คือเหตุผล

 

โปรดใช้วิจารณญาณ !

 

 

 

อดีตพระพรหมดิลก หรือ เจ้าคุณเอื้อน

เจ้าอาวาสวัดสามพระยา เจ้าคณะ กทม. และกรรมการ มส.

 

อดีตพระพรหมสิทธิ หรือ เจ้าคุณธงชัย

เจ้าอาวาสวัดสระเกศ เจ้าคณะภาค 10 และกรรมการ มส.

 

คืบหน้า ทุจริตเงินทอนวัด ! อดีตเจ้าคุณไม่ได้ประกันตัว

อดีตพระธงชัย เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ไม่ได้ประกัน คดีร่วมอดีตพระเถระชั้นผู้ใหญ่ และฆราวาส ทุจริตเงินทอนวัด ผิด ม.157และฟอกเงิน

วันที่ 15 ส.ค. 61 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปราบการทุจริต 1 ได้นำสำนวนเอกสาร ยื่นฟ้อง นายเอื้อน กลิ่นสาลี อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และอดีตเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และนายสมทรง อรรถกฤษณ์ อดีตพระอรรถกิจโสภณ อดีตเลขาเจ้าคณะกรุงเทพ วัดสามพระยา เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (ฟ้องอดีตเจ้าอาวาส) และเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานฯ , ร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีร่วมกันฟอกเงิน จากการทุจริตเงินทอนวัดในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม

โดยศาลประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีดำหมายเลข อท.196/2561 ซึ่งการยื่นฟ้องวันนี้ อัยการไม่ได้คัดค้านการให้ประกันตัว แต่ให้เป็นดุลยพินิจของศาล ขณะที่อดีตพระเถระทั้งสอง ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ระหว่างการฝากขังและวันนี้ครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้าย ก็ไม่ได้ยื่นคำร้องและหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราวในชั้นฟ้องคดีนี้แต่อย่างใด ตัวจำเลยจึงยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำต่อไป

ขณะที่เช้าวันเดียวกัน พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 2 ก็ได้ยื่นฟ้อง นายธงชัย สุขโข "อดีตพระพรหมสิทธิ" (ธงชัย สุขญาโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ,นายบุญทวี คำมา "อดีตพระศรีคุณาภรณ์" อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ , นายสมจิตร จันทร์ศรี "อดีตพระครูสิริวิหารการ" อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ , นายเทอด วงศ์ชอุ่ม "อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์" หรือเจ้าคุณเทอด อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ นายสังคม สังฆะพัฒน์ "อดีตพระเมธีสุทธิกรและอดีตพระราชอุปเสณาภรณ์" อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ , น.ส.นุชรา สิทธินอก แม่บ้านร่วมรับโอนเงิน 25 ล้านบาท , นายทวิช สังข์อยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ บริษัท ดีดีทวีคูณ ที่รับผลิตสื่อให้กับวัดสระเกศ , น.ส.ฑัมม์พร นิพนธ์พิทยา (มารดาของ ร.ท.ฐิติทัศน์) เป็นจำเลยที่ 1-8 เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5), ,มาตรา 5 (1)(2)(3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , มาตรา 91 กรณีร่วมกันฟอกเงิน การทุจริตเงินทอนวัด ในส่วนโครงการศูนย์กลางเผยแพร่พระพุทธศาสนา

โดยปัจจุบันอดีตพระเถระทั้ง 8 ราย ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ระหว่างการฝากขัง และไม่ได้รับการประกันตัวเช่นกัน ศาลได้รับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อท.197/2561

ขณะที่วันนี้ จำเลยทั้ง 8 ราย ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวในชั้นฟ้องคดีนี้ ซึ่งศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของจำเลยทั้ง 8 ราย

โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าพฤติการณ์กระทำความผิดของจำเลยกับพวกมีลักษณะร่วมกันกระทำความผิด เป็นขบวนการโดยแบ่งหน้าที่กันทำ ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน ความเสียหายก็เป็นเงินจำนวนสูง

อีกทั้งยังเป็นการกระทบกระเทือนต่อพระพุทธศาสนา พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรงและความผิดตามฟ้อง มีอัตราโทษสูง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวก็มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จำเลยกับพวกจะหลบหนี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ และคณะอดีตพระเถระฯ กับฆราวาสแล้วทั้งหมด จึงยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไป

ทั้งนี้สำหรับความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินการทุจริตนั้น ที่ผ่านมามีการฟ้องคดีเข้าสู่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง แล้วเพียง 1 สำนวน คือ "พระครูกิตติ พัชรคุณ" หรือนายสมเกียรติ ขันทอง เจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์ และเจ้าอาวาสวัดลาดแค ที่อัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 22 ก.พ. 61 ที่ผ่านมาเป็นคดีดำหมายเลข อท.38/2561 กรณีที่ร่วมกันกับ "นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์" อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. อายุ 59 ปี (ยังหลบหนีคดี) สมคบฟอกเงินทอนวัด ต่างๆ ในเขต จ.เพรชบูรณ์ , นครสวรรค์ , ตาก และชุมพร ราว 28 ล้านบาท ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

โดยชั้นฝากขัง "พระครูกิตติพัชรคุณ" ไม่ได้รับการประกันตัว แต่ก็เพิ่งจะได้ประกันตัวชั้นพิจารณาคดี ด้วยหลักทรัพย์ที่ศาลตีราคาประกัน 1.5 ล้านบาท โดยมีการกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักรด้วย เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล และให้เก็บรักษาหนังสือเดินทางของจำเลยไว้ด้วย ซึ่งคดีอยู่ระหว่างการรอไต่สวนพยานในชั้นศาล

 

ที่มา : เวิร์คพอยท์ : 17 สิงหาคม 2561

 

ยื่นฟ้องอดีตเจ้าคุณเอื้อนและเจ้าคุณธงชัย !

แต่ยังไร้วี่แววศาลจะให้ประกันตัว

เหมือนกรณี..พุทธะอิสระ ?

 

า.. ก็หวังว่า "คืนนี้" คงจะมีข่าวดีสำหรับศิษย์วัดสระเกศและวัดสามพระยา ที่ตั้งตารอ "ครูบาอาจารย์" กลับมาวัด แม้จะไม่เหมือนเดิม แต่ก็ไม่มีใครรังเกียจ ยังเคารพรักและศรัทธาในความดีที่เคยทำมา..ตลอดชีวิต

ที่สำคัญ คนเรานั้น ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน ดูแต่นักโทษในคุกสิ เดี๋ยวนี้เขาเอา "นักธรรม-บาลี" ไปสอนให้ถึงในคุก อยากให้เป็นคนดีก่อนพ้นโทษ เหมือนพระโมคคัลลาน์ลงไปโปรดสัตว์ถึงใน "นรก" ยากเพียงใดก็ยังทำ แล้วคนที่เคยทำงานเพื่อพระศาสนา คุณงามความดีก็มีไม่น้อย ทางการจะไม่ให้โอกาสเลยเชียวหรือ ?

 

 

อดีตพระพรหมสิทธิ : อดีตพระพรหมดิลก

 

อัยการฟ้องแล้ว 10 อดีตพระผู้ใหญ่-ฆราวาส ฟอกเงินทอนวัด

15 ส.ค.61 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปราบการทุจริต 1 ได้นำสำนวนเอกสาร ยื่นฟ้องนายเอื้อน กลิ่นสาลี หรืออดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และอดีตเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และนายสมทรง อรรถกฤษณ์ หรืออดีตพระอรรถกิจโสภณ อดีตเลขาเจ้าคณะกรุงเทพ วัดสระสามพระยา เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต เพื่อให้ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (ฟ้องอดีตเจ้าอาวาส) และเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานฯ, ร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีร่วมกันฟอกเงินจากการทุจริตเงินทอนวัดในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม

ขณะที่วันเดียวกัน พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 2 ก็ได้ยื่นฟ้องอดีตพระเถระชั้นผู้ใหญ่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ร่วมกับฆราวาส รวม 8 คนเป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีร่วมกันฟอกเงินการทุจริตเงินทอนวัดในส่วนโครงการศูนย์กลางเผยแพร่พระพุทธศาสนา 

โดยปัจจุบันจำเลยทั้งสิบถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ระหว่างการฝากขัง ไม่ได้รับการประกันตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ เหตุที่ระหว่างการฝากขังศาลอาญาคดีทุจริตฯ และศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งยืนไม่ให้ประกันตัวเนื่องจากเห็นว่า การกระทำความผิดมีผลกระทบต่อพุทธศาสนาและมีลักษณะเป็นขบวนการ โดยมีการแบ่งหน้าที่ยักย้ายเงินที่ได้มาผ่านทางธนาคาร จึงต้องมีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอยู่ในความครอบครองของพวกกระทำผิด หากให้ปล่อยชั่วคราวแล้วเชื่อว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงาน ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านด้วย

ขณะที่ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินการทุจริตนั้น ที่ผ่านมามีการฟ้องคดีเข้าสู่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง แล้วเพียง 1 สำนวน คือ พระครูกิตติ พัชรคุณ หรือนายสมเกียรติ ขันทอง เจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์ และเจ้าอาวาสวัดลาดแค ที่อัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2561 เป็นคดีหมายเลขดำ อท.38/2561 กรณีที่ร่วมกันกับ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) อายุ 59 ปี ซึ่งยังหลบหนีคดี สมคบฟอกเงินทอนวัดต่างๆ ในเขต จ.เพชรบูรณ์, นครสวรรค์ ตากและชุมพร ราว 28 ล้านบาท ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 

โดยชั้นฝากขังพระครูกิตติ พัชรคุณ ไม่ได้รับการประกันตัว แต่ก็เพิ่งจะได้ประกันตัวชั้นพิจารณาคดีด้วยหลักทรัพย์ที่ศาลตีราคาประกัน 1.5 ล้านบาท โดยมีการกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล และให้เก็บรักษาหนังสือเดินทางของจำเลยไว้ด้วย ซึ่งคดีอยู่ระหว่างการรอไต่สวนพยานในชั้นศาล

 

ี่มา : ไทยโพสต์ : 16 สิงหาคม 2561

 

 

ปล่อยพุทธอิสระกลับวัดพรุ่งนี้ !

ศาลเมตตาอนุญาตให้ประกันตัว

ด้วยเหตุผล..หมดอำนาจควบคุมตัว

 

า.. ถ้างั้นก็แสดงว่า บรรดาพระกรรมการ มส. และอดีตเจ้าคุณทั้งหลาย ทั้งวัดสระเกศและวัดสามพระยา ก็คงจะได้รับประกันตัวในเวลาไม่นานจากนี้ นี่ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะในเมื่อเข้าพร้อมกันก็ควรจะออกพร้อมๆ กัน จริงไหม จะได้ไม่ถูกครหาว่า "สองมาตรฐาน" สำหรับพระสงฆ์ไทย

แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า น่าจะมีปัญหาตามมาอีกแน่ๆ เพราะยังไม่รู้ว่า พุทธะอิสระจะถือวิสาสะ "กลับไปห่มผ้าเหลือง" เหมือนเดิม ตามลำพังอีกหรือเปล่า เพราะในเวลานี้ศาลยังไม่ได้พิพากษาว่าผิดหรือถูก จึงอาจจะอ้างว่า "ตัวเองยังเป็นพระ" เพราะการยอมถอดผ้าเหลืองออกนั้นก็เพราะคำสั่งศาลที่ไม่ให้ประกันตัว ดังนั้น จึงต้อง "ถอดผ้าเหลืองออก" ตามอำนาจศาล แต่เมื่อพ้นอำนาจศาลมาแล้ว ก็ย่อมจะมีสิทธิ์ "ห่มผ้าเหลือง" ได้ดังเดิม ส่วนคดีก็ว่ากันไป พิพากษาวันไหนก็ค่อยมาว่ากันใหม่

ถ้าพุทธะอิสระเล่นเกมนี้ บรรดาอดีตเจ้าคุณก็คงเล่นตามบ้าง กลับวัดไปนั่งเอ้เต้เป็นเจ้าอาวาสตัวจริง สั่งงานพระเจ้าอาวาสรูปใหม่ซึ่งเป็น "ลูกศิษย์" เหมือนธัมมชโยสั่งการทัตตชีโวและพระวัดพระธรรมกาย สุดท้ายก็..ยุ่งตายห่า !

 

 

 

เฮลั่น ! ศาลอนุญาตให้ประกันตัวพุทธะอิสระแล้ว

15 ส.ค.61 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลประทับรับฟ้อง นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อยและแกนนำ กปปส. เวทีแจ้งวัฒนะ อายุ 59 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือกระทำด้วยการใดให้เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ฯ ให้รับอันตรายสาหัส, ร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายฯ หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 310

โดยศาลประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อ.2498/2561 และให้เบิกตัวจำเลยมาสอบคำให้การในวันที่ 16 ส.ค.นี้ เวลา 9.00 น.

อย่างไรก็ตาม ต่อมาในเวลา 17.45 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการยื่นฟ้องคดีร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังตำรวจสันติบาลต่ออดีตพระพุทธอิสระ ทนายความของอดีตพระพุทธอิสระได้ยื่นหลักทรัพย์ 2 แสนบาท พร้อมคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในชั้นฟ้องนี้ ซึ่งศาลพิจารณาคำร้องพร้อมหลักทรัพย์แล้วในชั้นนี้ อนุญาตให้จำเลยได้รับการประกันตัว โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล

สำหรับคดีที่อดีตพระพุทธอิสระถูกแจ้งข้อหาปลอมพระปรมาภิไธยนั้น ซึ่งในวันนี้ (15 ส.ค.) พนักงานอัยการยังไม่ได้ยื่นฟ้องเข้ามาภายในกำหนดระยะเวลาฝากขังซึ่งสิ้นสุดลง ศาลจึงหมดอำนาจควบคุมตัวในคดีดังกล่าว ดังนั้น อดีตพระพุทธอิสระจะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในวันพรุ่งนี้ (16 ส.ค.) เวลา 08.00 น..

 

ี่มา : ไทยโพสต์ : 16 สิงหาคม 2561

 

ขอเอกได้ตรี !

อยากได้มากกว่านี้ก็ต้องเรียนเพิ่ม

พร้อมประกาศใช้กฎหมายการศึกษาสงฆ์

 

 

า.. "รตอ. ยศที่ฝันไว้ แต่สุดท้ายได้ รปภ. ฯลฯ" บทเพลงนี้ฉันใด หัวอกหัวใจของบรรดามหาเปรียญ 9 ก็คงฉันนั้น ฝันว่าจะได้เป็น "ด๊อกเตอร์" กระโดดข้ามปริญญาโทไปไกล แต่สุดท้ายได้เท่าเดิม คือ "ปริญญาตรี" ซึ่งก็ยังดีกว่าถูกเขาตีค่าเป็นการศึกษา "นอกระบบ" ที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "เถื่อน" นั่นแหละ แต่ก็นั่นแหละ ว่ากันว่า ถ้าขอแค่ "ตรี" กรรมการเขาอาจจะใจดีให้ "เอก" ก็เป็นได้ ก็ปลอบอกปลอบใจกันไป ตามประสาคนอกหักพักบ้านนี้

นี่คือความจริงที่ต้องยอมรับ ว่าวิทยฐานะในทางพระพุทธศาสนานั้น ถูกตีค่าอยู่ในระดับใด จะได้ไม่หลงตัวเองว่าเก่งเลอเลิศ แต่พอเอาไปเทียบกับวิชาการด้านอื่น "ก็งั้นๆ" มันไม่ได้วิเศษวิโสอันใด ไม่งั้นเขาคงไม่ตีค่าเป็นแค่ "ปริญญาตรี" ทั้งๆ ที่ขอเป็น "ปริญญาเอก"

ถามว่าจะเดินหน้าการศึกษาสงฆ์ต่อไปอย่างไร ก็ตอบว่า คงต้องรอ "มหาเถรสมาคมชุดใหม่" ให้เข้ามาพัฒนาปรับปรุงการศึกษาของสงฆ์ ให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะชุดใหม่นั้นจะมาจาก "พระบรมราชโองการ" ถือว่ามีอำนาจเด็ดขาด อาจจะทำงานได้ผลกว่าเดิม

แต่..แต่ไหนแต่ไรมานั้น มหาเถรสมาคม "โยนภาระ" ทางด้านการศึกษาให้แก่ 2 ท่าน อันได้แก่ แม่กองธรรมและแม่กองบาลีสนามหลวง แบบว่าให้ตำแหน่งไปแล้ว จะบริหารอย่างไรก็สุดแท้แต่ ไม่เคยมีการประเมินผลงานว่าดีเด่นหรือว่าย่ำแย่อย่างไร หน้าที่ใครก็หน้าที่มัน ซึ่งกรรมการ มส. ชุดใหม่ ถ้ายังใช้ "วัฒนธรรมการปกครอง" แบบเดิม ก็คงไม่มีอะไรใหม่ อาจเป็นได้แค่ "เหล้าเก่าในขวดใหม่" เท่านั้น

ดังนั้น ภารกิจของมหาเถรสมาคม ถ้าไม่เข้ามาดูแลการศึกษา แต่จะเอาตำแหน่งเฉพาะการปกครองนั้น พระพุทธศาสนาก็สาละวันเตี้ยลงแน่ๆ จะแก้ปัญหาการศึกษาสงฆ์อย่างไร ก็อยากจะวัดใจและวัดกึ๋น "กรรมการ มส. ดรีมทีม" ชุดใหม่ ให้สมกับฉายา "มหาเถรสมาคมพระราชทาน" ขออย่าให้พระเณรผิดหวัง

 

 

 

 

พ.ร.บ.การศึกษาสงฆ์ฉบับใหม่จ่อเข้า ครม.

ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติรรม ผ่านความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเสนอ ครม.แล้ว

นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ในฐานะรองโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ได้รับทราบการแก้ไขเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้มีมติเห็นชอบเนื้อหาตามที่ดำเนินการปรับปรุงแล้ว โดย พศ.จะส่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ต่อนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในเร็วๆ นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสาระสำคัญที่ได้ปรับเพิ่มและแก้ไข ประกอบด้วย มาตราที่ 3 ซึ่งเป็นการยกเลิก พ.ร.บ.กำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ.2527 ซึ่งทำให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่า ไม่มีปัญหาเรื่องการซ้ำซ้อนระหว่างอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการศึกษาพระปริยัติธรรมตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ กับ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการศึกษาของคณะสงฆ์ ตาม พ.ร.บ.กำหนดวิทยฐานะฯ ส่วน สกอ.ได้เห็นชอบตามที่ปรับแก้ไขมาตรา 23 เป็นมาตรา 24 ให้ผู้สำเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีฯ ที่ได้ทำการศึกษาเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด ให้มีวิทยฐานะระดับใดๆ โดยความเห็นชอบของ มส. และตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการการอุดมศึกษา

ขณะที่สำนักงาน ก.พ. มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการกำหนดเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินวิทยฐานะ เงินค่าตอบแทน ค่าจ้าง สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์อื่นๆ ว่า ควรมีมาตรฐานเทียบเคียงข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงมีการประชุมร่วมกับกระทรวงการคลังแล้วมีมติให้ปรับแก้ไขข้อความในมาตรา 11(6) เป็นมาตรา 12(6) แทน โดยเพิ่มข้อความว่า ทั้งนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดเงินเดือนฯ และสิทธิประโยชน์อื่นๆ ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง สำหรับสำนักงานปลัด ศธ.ได้พิจารณาเห็นชอบว่าร่าง พ.ร.บ.มีบทบัญญัติที่รับรอง หรือคุ้มครองสิทธิผู้สำเร็จการศึกษา
ชั้นเปรียญธรรม 9 ประโยค มีวิทยฐานะชั้นปริญญาตรี ตามกฎหมายว่าด้วยกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา

 

ี่มา : เดลินิวส์ : 15 สิงหาคม 2561

 

 

อนุบาลปัตตานีเข้าสู่ยุคไร้ระเบียบ !

เมื่อนักเรียนทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมทำตามระเบียบ

มุสลิมสวมฮิญาบ พุทธใช้สิทธิ์ใส่กางเกงลาย

เพื่อความเท่าเทียมทางศาสนาและเสรีภาพ

 

 

เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ !

 

า.. ในโลกใบนี้ใช่ว่ามีแต่ปัญหาปากท้องเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาว่าด้วยจิตวิญญาณ ความเชื่อ ฯลฯ สารพัด ที่มนุษย์สรรสร้างขึ้นมา อ้างว่านี่คือกฎ ระเบียบ ประเพณี ความเชื่อ และ..ศาสนา ซึ่งหาข้อยุติได้ยาก เพราะยืนอยู่คนละฝั่งทางความเชื่อ

ชาวพุทธ ก็เชื่อว่า การเป็นพุทธที่ดีนั้น ต้องปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของ "พุทธ" อย่างเคร่งครัด จะอ่อนข้อให้แก่ศาสนาอื่นนั้น มิใช่พุทธศาสนิกชนที่ดี

ชาวคริสต์ หรือ อิสลาม ก็เชื่อเช่นกันว่า การจะเป็นคริสต์หรือมุสลิมที่ดีนั้น ก็ต้องปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระศาสดาในศาสนาของตน "อย่างเคร่งครัด" จึงจะเป็น "สาวกที่ดี" จะอ่อนข้อให้แก่ศาสนาอื่นนั้น ก็มิใช่ "ศาสนิกชน" ที่ดี

ยิ่งเคร่งครัดมากเท่าไหร่ ก็เชื่อว่า จะเป็นศาสนิกชนที่ดีเท่านั้น กลับกัน ถ้าหย่อนยานก็จะถูกมองว่า ไม่ได้เรื่อง

วันนี้ ปัญหาทางศาสนา ได้ลามเข้าไปสู่ "โรงเรียน" ถึงแม้มิใช่โรงเรียนวัดเต็มร้อย แต่ก็ตั้งอยู่บนที่ดินวัด และมีเด็กนักเรียน "ต่างศาสนา" เข้ามาเรียน และถือสิทธิ์ทางศาสนาเข้ามาร่วมด้วย ก็เลยเป็นปัญหา จะว่าไม่เป็นก็ไม่ได้ แต่จะแก้ไขอย่างไร ก็ต้องรอดูกันต่อไป ไม่อยากชี้นำมาก เพราะจะกดดันคนทำงาน

 

 

โรงเรียนของหนูอยู่ไหน ?

 

 

อนุบาลปัตตานีวุ่น ! นักเรียนพุทธแต่งชุดบ้านประท้วงฮิญาบ

ปัญหาการขอแต่งกายตามหลักศาสนาของนักเรียนมุสลิมบางส่วนที่โรงเรียนอนุบาลปัตตานียังไม่จบ และกำลังบานปลายกลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างผู้ปกครองนักเรียนต่างศาสนา

กรณีนักเรียนมุสลิมบางส่วนของโรงเรียนอนุบาลปัตตานี อ.เมืองปัตตานี ขอแต่งกายตามหลักศาสนา ซึ่งไม่ตรงกับระเบียบการแต่งกายของโรงเรียน ได้กลายเป็นปมขัดแย้ง ทำให้บรรยากาศในโรงเรียนคุกรุ่นมานานตั้งแต่เปิดเทอมใหม่กลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา จนสุดท้ายกระทรวงศึกษาธิการต้องแก้ระเบียบฯว่าด้วยเรื่องเครื่องแต่งกาย สำหรับโรงเรียนวัดหรือโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในที่ธรณีสงฆ์เป็นการเฉพาะ สรุปง่ายๆ คือนักเรียนที่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ แต่งกายตามหลักศาสนาไม่ได้ ถ้าโรงเรียนและวัดไม่อนุญาต ปัญหาน่าจะจบลงตรงนั้น แต่ปรากฏว่าไม่จบ เพราะนักเรียนมุสลิมยังคงแต่งกายตามหลักศาสนา ทำให้ผู้ปกครองนักเรียนที่เป็นชาวพุทธบางส่วนให้บุตรหลานแต่งชุดอยู่บ้านมาโรงเรียน 

 

ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมและประกาศใช้เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มีเนื้อหาให้นักเรียนมุสลิมในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในที่ธรณีสงฆ์ การจะแต่งเครื่องแบบตามหลักศาสนาต้องเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างวัดกับสถานศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถแต่งได้ตามความสมัครใจตามระเบียบเดิม 

 

การแก้ไขระเบียบครั้งนี้ ถูกมองว่าเพื่อปลดล็อคปัญหา "ฮิญาบอนุบาลปัตตานี" ซึ่งหมายถึงกรณีที่ผู้ปกครองนักเรียนมุสลิมกลุ่มหนึ่งเรียกร้องให้บุตรหลานของตนสวมเครื่องแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลามได้ คือนักเรียนหญิงให้สวมฮิญาบ หรือผ้าคลุมผม ส่วนนักเรียนชายให้สวมกางเกงขายาว ซึ่งไม่ตรงตามระเบียบของโรงเรียนอนุบาลปัตตานี ทำให้เกิดกระแสต้านจากผู้ปกครองนักเรียนที่เป็นชาวพุทธ รวมทั้งพระสงฆ์ในพื้นที่ เนื่องจากโรงเรียนอนุบาลปัตตานีตั้งอยู่บน "ที่ธรณีสงฆ์" ของวัดนพวงศาราม อ.เมืองปัตตานี 

 

แต่หลังจากที่กระทรวงศึกษาฯ ประกาศแก้ไขระเบียบฯว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน ปรากฏว่าปัญหาที่โรงเรียนอนุบาลปัตตานีกลับไม่ได้ถูกแก้ไข ทำให้มีความเคลื่อนไหวของเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียน ออกแถลงการณ์ประกาศจุดยืนให้นักเรียนที่เป็นชาวพุทธ แต่งกายด้วยชุดอยู่บ้านไปเรียนหนังสือ จนกว่านักเรียนมุสลิมจะแต่งกายให้ถูกระเบียบของโรงเรียน ทำให้หลังจากนั้นมีนักเรียนพุทธแต่งกายด้วยชุดอยู่บ้านมาโรงเรียน ราวๆ 70 คน

 

เมื่อปัญหาชักจะลานปลาย เมื่อเร็วๆ นี้ อาจารย์ประจักษ์ ชูศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลปัตตานี ต้องเชิญผู้ปกครองนักเรียนมาประชุมร่วมกับ นายภิรมย์ จินดา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 1 ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า การแต่งชุดอยู่บ้านมาโรงเรียนของทั้งนักเรียนพุทธและมุสลิมถือว่าผิดระเบียบของโรงเรียนทั้งสองฝ่าย ฉะนั้นทางผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาฯ จะไปพูดคุยกับผู้ปกครองนักเรียนมุสลิม ให้เด็กนักเรียนแต่งกายให้ถูกต้องตามระเบียบ ซึ่งหากผู้ปกครองนักเรียนมุสลิมยอมที่จะแต่งกายตามระเบียบของโรงเรียน นักเรียนพุทธก็ต้องเลิกแต่งกายด้วยชุดอยู่บ้านด้วย

 

ส่วนในช่วงเวลาระหว่างการหารือเพื่อแก้ไขปัญหา ห้ามครูทุกคนตำหนิเด็กนักเรียนที่แต่งกายด้วยชุดอยู่บ้าน เพราะถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล หากครูคนไหนตำหนิเด็ก หรือห้ามแต่งชุดอยู่บ้าน ให้ผู้ปกครองส่งชื่อครูไปที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ เพื่อพิจารณาโทษทางวินัย เพราะถือว่าเลือกปฏิบัติ

 

ี่มา : สำนักข่าวอิศรา : 14 สิงหาคม 2561

 

เณรคำอ่วม !

ศาลสั่งจำคุก 114 ปี

คดีฉ้อโกงพุทธศาสนิกชน

ขังได้สูงสุด 20 ปี

คดีชำเราหญิงจ่อพิพากษาตาม

 

 

เณรคำ

อดีตพระอริยะผู้ประกาศ "ชาติหน้าไม่กลับมาเกิด"

ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดจริงๆ

 

 

ศาลพิพากษาจำคุก 114 ปี อดีตเณรคำฉ้อโกง

9 ส.ค. 61 - ที่ห้องพิจารณา 713 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อ.2341/2560 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายวิรพล สุขผล อายุ 39 ปี หรืออดีต พระวิรพล ฉัตตโก หรืออดีตหลวงปู่เณรคำ ที่ทางการสหรัฐฯ ส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนมาได้เมื่อปี 2560 เป็นจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 17 ก.พ. 2552 - 27 มิ.ย. 2556 ต่อเนื่องกัน จำเลยอาศัยความเป็นพระภิกษุ ในฐานะประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ และความศรัทธาของประชาชน ได้บังอาจหลอกลวงว่า จำเลยนิมิต (ฝัน) พบองค์อินทร์ ขอให้สร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ที่สุดในโลก และสร้างมหาวิหารครอบองค์พระ โดยใช้หยกเขียวแท้จากประเทศอิตาลี และสร้างเครื่องทรงพระแก้ว 3 ฤดูด้วยทองคำแท้ และก่อสร้างเสาวิหารแก้ว 199 ต้นๆ ละ 3 แสนบาท รูปหล่อพระทองคำ (รูปเหมือนจำเลย) ก่อสร้างวิหารสำหรับประชาชนที่วัดป่าฯ สาขา 1 จ.อุบลราชธานี สร้างวัดที่ จ.สุพรรณบุรี รวมทั้งการจัดซื้อเรือจากสหรัฐฯ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยจำเลยประกาศชักชวนให้ประชาชน นำเงิน ทองคำ และทรัพย์สินมาบริจาคกับจำเลย ที่วัดป่าฯ โดยจัดตู้บริจาค 8 ตู้ 

นอกจากนี้ จำเลยยังได้ใช้เว็บไซต์ www.luangpunenkham.com เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับการจัดสร้างสิ่งต่างๆ จนมีผู้เสียหาย 29 ราย (เฉพาะที่มาร้องทุกข์) หลงเชื่อว่าจำเลยเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เข้าร่วมบริจาคเงินและทรัพย์สินต่างๆ จำนวนทั้งสิ้น 28,649,553 บาท แล้วจำเลยโอนเงิน 1,130,000 บาท ที่ได้จากการฉ้อโกงไปซื้อรถยนต์ตู้โตโยต้า 1 คัน โดยทุจริต ทั้งที่ความจริงแล้วจำเลยมิได้ก่อสร้างใดๆ เลย เหตุเกิดที่ จ.ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี เชียงใหม่ และที่อื่นเกี่ยวพันกัน

ชั้นพิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดี โดยขณะพิจารณา อดีตพระเณรคำ ถูกคุมขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไม่ได้รับการประกันตัว วันนี้ศาลได้เบิกตัวจำเลยจากเรือนจำมาศาล

ขณะที่ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า การอวดอ้างนิมิตถึงพระอินทร์แล้วหลอกลวงให้ประชาชนที่เคารพศรัทธา ที่เป็นพุทธศาสนิกชนหลงเชื่อจนบริจาคเงินให้ แล้วนำไปซื้อรถปอร์เช่น รถตู้ รถกระบะ กว่า 10 คัน รวมทั้งใช้เงินเกินความจำเป็นความเป็นสงฆ์ กระทั่งจำเลยก็ถูกศาลแพ่งริบทรัพย์ 43,478,992 บาท นั้น ฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยนั้นผิดตามฟ้อง 

ซึ่งการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป จึงพิพากษาให้จำคุกฐานฉ้อโกงประชาชน มาตรา 343 รวม 29 กระทงๆ ละ 3 ปี รวม 87 ปี , พ.ร.บ.คอมพ์ฯ มาตรา 14 (1) เป็นเวลา 3 ปี และความผิดฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวม 12 กระทงๆ ละ 2 ปี เป็นจำคุก 24 ปี โดยรวมจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 114 ปี

แต่ตามกฎหมายเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำคุกสูงสุดตามกฎหมาย มาตรา 91(2) แล้วได้ 20 ปี และให้ชดใช้เงินกับผู้เสียหายกับ 29 ราย ตามจำนวนที่ได้ฉ้อโกงไป ส่วนที่อัยการโจทก์ ให้นับโทษต่อจากคดีหมายเลขดำ อ.2340/2560 ที่ถูกฟ้องกระทำชำเราเด็กหญิงนั้น ศาลอาญายังไม่มีคำพิพากษาในขณะนี้ จึงให้ยกคำขอนับโทษต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีชำเราเด็กหญิงนั้น ศาลอาญาจะนัดพิพากษาใน เดือน ต.ค.นี้.

 

ี่มา : ไทยโพสต์ : 9 สิงหาคม 2561

 

ข้อมูลใหม่

"เจ้าคุณเดนมาร์กยังไม่ได้ซิติเซ่น"

ยังเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์

 

ถ้างั้นก็เห็นท่าจะ..ลำบาก

 

 

 

พระวิสุทธิวงศ์วิเทศ : เจ้าคุณเดนมาร์ก

 

า.. ถ้าเจ้าคุณสุทธิพงษ์ยังคงเป็นคนไทย ไม่ได้เป็นชาวเดนมาร์ก ก็คงเหลือทางเลือกเดียว นั่นคือ ต้องกลับไปสู้คดีที่เมืองไทย หรือไม่ก็ต้องกลายเป็น "ผู้ต้องหาหนีคดีอาญา" เส้นทางที่ว่านี้นิยมเรียกว่า Single Gateway แปลว่า ทางสายเอก ไม่มีทางเลือกอื่น ถึงแม้ในโลกใบนี้จะมีสายการบินนับพันสาย แต่สุดท้ายก็ไปสายอื่นไม่ได้ ไม่รู้มันเป็นเวรเป็นกรรมอะไร

ทีนี้ยังมีปัญหาไปถึงข้อที่ว่า เมื่อยังเป็นคนไทย เจ้าคุณเดนมาร์กก็ยังถือ "พาสปอร์ตไทย" ถ้ากลับไทยไปสู้คดี ก็มีสิทธิ์ติดคุก แต่ถ้าเลือกหนี-ไม่ยอมกลับ ก็จะถูกเพิกถอนพาสปอร์ตและถอดยศ นี่ยังไม่รวมทั้ง "วีซ่า" ที่อายุลดลงเรื่อยๆ เห็นแล้วก็เหนื่อยใจแทน

แต่..แต่ก็ยังมีทางเลือก ถึงจะไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด แต่ก็จะสามารถหยุดความเสียหายร้ายแรงลงไปได้ในระดับหนึ่ง นั่นคือ ท่านเจ้าคุณต้องปลง และทำใจดีสู้เสือ ยินยอมพร้อมใจ "กลับไทยไปสู้คดี" โดยก่อนจะออกจากเดนมาร์กก็ฝากฝังวัดวาอารามให้เรียบร้อย ก็จะได้คะแนนนิยมล้นหลามถึง 3 ทาง

1. ทางเมืองไทย ได้ทำให้เป็นตัวอย่างว่า ยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่หนี ทั้งๆ ที่มีโอกาสหนีได้สบาย กล้าเดินเข้าสู่คุกตะรางอย่างไม่สะทกสะท้าน เหมือนอดีตเจ้าคุณพรหมสิทธิ (ธงชัย) วัดสระเกศ เคยเดินมาก่อน แบบนี้สง่างามมาก

2. ทางต่างประเทศ ได้แสดงสปิริตให้พระธรรมทูตและพุทธศาสนิกชนชาวไทยในต่างประเทศได้เห็นเป็นแบบอย่าง ตายเป็นตาย ขอไว้ลายซักครั้ง เกิดมาครั้งเดียวก็ตายครั้งเดียวเหมือนกัน จะเป็นอะไรก็ให้มันรู้ไป เป็นพระสุทธิพงษ์ก็เป็นมาแล้ว เป็นพระครูก็เป็นมาแล้ว เป็นเจ้าคุณก็เป็นมาแล้ว เป็นนักโทษอีกซักตำแหน่งแหมเท่ห์จะตาย คนเป็นล้านไม่มีโอกาสได้เป็นเช่นท่านเจ้าคุณ ในกรณีนี้ ถ้าศาลอนุญาตให้ประกันตัว (เพราะเห็นว่ากล้าเดินทางกลับมาสู้คดี ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี) ก็มีสิทธิ์เฮ เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่เชื่อก็ลองดูสิ อิอิ !

3. ทางใจ ชนะใจตัวเอง เหมือนเห็น "ตะราง" เป็นแค่เหล็กเส้นบางๆ ไม่สามารถจะขวางกั้นทางเดินของนักบุญได้ อรหันต์ไม่จำเป็นต้องเกิดในป่า จะอยู่ที่ไหนก็ไม่สำคัญ ขอเพียง..หมดกิเลส ไม่ใช่หมดอาลัยตายอยาก แบบนั้นมันคนละทาง

ทั้ง 3 ทางเหล่านี้ ถูกรวมเข้าในช่องทางเดียว นั่นคือ Single Gateway เพราะมองทางอื่นแล้ว No Way ไม่มีทางเลือก !

และเพื่อความมั่นใจว่า ถ้าไปถึงเมืองไทยแล้วจะเป็นเช่นใด ก็ควรหาเวลาไปปรึกษา "หมอดู" เช็คดวงชาตาให้แน่ใจ เผื่อเหลือเผื่อขาด นะครับ เชื่อเหอะ ใครบอกอย่าเชื่อหมอดู แต่พอเข้าตาจน ก็เห็นวิ่งไปหาหมอดูกันทุกคนแหละ

เชื่อว่า ถ้าเลือกกลับไทยไปสู้คดี ก็จะมีคนตามไปส่ง-ไปเชียร์ที่สนามบินอย่างล้นหลาม เหมือนส่งนักกีฬาไปชิงแชมป์ เป็นภาพประวัติศาสตร์ที่หาดูได้ยากภาพหนึ่งในโลกเลยเชียว นะท่านเจ้าคุณ ไหนๆ ก็ไหนๆ ในเมื่อมันวิกฤตจนไม่มีทางไปแล้ว ก็พลิกให้เป็นโอกาสมันซะเลย โชว์ตั๋วเครื่องบิน-ประกาศผ่านไมค์ ไปเลยว่า ผมจะกลับไทยไปเข้าคุก !

 

รับรองว่า แม้แต่ "ชูวิทย์ กมลวิศิษฎิ์" ยังต้องติดตาม !

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 8 สิงหาคม 2561

 

 

เจ้าคุณเดนมาร์กอาการหนัก !

 

ปปช. ชี้มูลความผิด อาญา

ข้อหาสนับสนุนให้มีการทำผิดอาญา

จ่อแจ้งความจับกุม !

 

 

า.. "ความคิดฮอด บ่เคยพาไผกลับมา" ถามว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถวายเงินให้แก่วัดไทยในต่างประเทศนั้น ผิดตรงไหน ? ข้อนี้ก็คงมีคำชี้แจงจาก ปปช. และต้องไปสู้กันในชั้นศาล กว่าจะผ่านไปจนถึงด่านสุดท้าย อะไรๆ ก็คงเปลี่ยนไปมาก ยากจะกลับมาเหมือนเดิม เพราะ..ความคึดฮอดซ่อยหยังบ่ได้..

มาว่ากันเกี่ยวกับ "สถานภาพ" ของเจ้าคุณเดนมาร์ก หรือท่านสุทธิพงศ์ ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะใครๆ ก็อยากรู้

ท่านเจ้าคุณเดนมาร์กนั้น ปัจจุบัน ท่านมีหลายสถานะ อาทิเช่น

1. เป็นพระไทย เพราะเป็นคนไทยโดยเชื้อชาติและโดยสัญชาติ

2. เป็นพระเดนมาร์ก เพราะเปลี่ยนสัญชาติเป็นเดนมาร์กซิติเซ่นมานานหลายปี เพื่อให้มี "สถานะ" ในการบริหารวัดไทยเดนมาร์ก ท่านเจ้าคุณเดนมาร์กจึงเป็นพระ 2 สัญชาติ ถือพาสปอร์ต 2 ใบ ทั้งไทยและเดนมาร์ก

3. เป็นพระราชาคณะ ซึ่งเป็นยศทางพระที่ได้รับพระราชทานจากสำนักพระราชวัง ผ่านมหาเถรสมาคมและรัฐบาลไทย

4. เป็นเจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์ก ซึ่งมีสถานะเป็นวัดตามกฎหมายเดนมาร์ก มิได้ขึ้นต่อกฎหมายไทย เพียงแต่ใช้ชื่อว่า วัดไทยเดนมาร์ก เท่านั้น

5. เป็นผู้ต้องหาในคดีเงินทอนวัด ล็อตแรก ร่วมกับ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ และนายพนม ศรศิลป์ สองอดีตผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ

ซึ่ง "สถานะสุดท้าย" นี้ จะมีผลเกี่ยวข้องกับอีก 4 สถานะข้างต้น เพราะเมื่อต้องคดีอาญาแล้ว ก็ต้องมองว่า เจ้าคุณเดนมาร์กท่านจะเดินเกมอย่างไรในการ "สู้คดี" และจะมี ผลดี-ผลเสีย อย่างไร

เล่ารวมกันไปเลยว่า เมื่อต้องคดีอาญานั้น ศาลอาญาจะต้องออก "หมายจับ" ตามคำขอของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อนำตัว "ผู้ต้องหา" มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ปัญหามาถึงข้อที่ว่า เจ้าคุณเดนมาร์กมีฐานะเป็น "ชาวเดนมาร์กครึ่งตัว" เพราะถือสัญชาติเดนมาร์กด้วย จะดึงดันไม่กลับ คือทิ้งสถานะพลเมืองไทยแล้วหันไปใช้ "ซิติเซ่นเดนมาร์ก" เต็มตัว ก็น่าจะได้ เพราะเดนมาร์กไม่จำเป็นต้องส่งคนของตนเองไปให้ประเทศไทยดำเนินคดี แต่ถ้าเลือกทางนี้ ก็คงหมดโอกาสกลับเมืองไทยไปตลอดกาล ก็คงจะเท่ากับตัดญาติขาดมิตรไปเลยทีเดียวเชียวล่ะ

ทีนี้ว่า ถ้ายอมเดินทางกลับไปรับทราบข้อหาที่ประเทศไทย ก็จะเข้าล็อกกฎหมายไทย หมายถึงว่า "ต้องถูกจับสึกดำเนินคดี" เหมือนกรณีวัดสระเกศเจ้านายเก่า

แต่..แต่ถ้าเลือกหลบกบดานเงียบ ไม่ยอมเดินทางกลับ ก็อาจจะมีมาตรการจากทางรัฐบาลไทย อันได้แก่ 1. สั่งถอดยศปลดจากพระราชาคณะ และ 2. ดำเนินการขอตัวผู้ร้ายข้ามแดน โดยอ้างว่าเป็นพระไทย ซึ่งถ้าใช้วิธี "หนีคดี" จริง เจ้าคุณเดนมาร์กก็จะถูกถอดยศ และเข้าไทยไม่ได้เลย..ตลอดชีวิต

ถ้ากลับ ก็ต้องถูกจับสึก เพื่อให้การดำเนินคดีมีมาตรฐานเดียวกันกับอดีตพระเจ้าคุณหลายรูปที่ถูกจับสึกไปก่อนหน้านี้ ก็มีผล "สูญเสียสถานะ" ไปอย่างหมดเนื้อหมดตัวเช่นกัน เดิมพันแรง !

ทำใจไว้ได้เลย ถ้าคิดจะกลับเมืองไทยไปสู้คดี ก็อาจจะไม่มีโอกาสกลับมาในรูปแบบเดิมอีก..ชั่วชีวิต เจ้าคุณเดนมาร์กต้องคิดหนัก ก่อนจะออกจากวัด ต้องบอกลาทั้งพระเณรและญาติโยม เพราะนี่อาจจะเป็นการ..ไปไม่กลับ !

แต่กรณีเจ้าคุณเดนมาร์กยังมีช่องทางสู้คดี เพราะนี่มิใช่การ "ทอนเงิน" แต่เป็นการ "สนับสนุนให้มีการฉ้อฉลเงินหลวง" จึงไม่มีการโกง (ทอนเงิน) เข้ามาเกี่ยวข้อง เหมือนพระรูปอื่นๆ เป็นเพียงการ "ใช้งบประมาณผิดวัตถุประสงค์" เท่านั้น ยกเว้นแต่เจ้าคุณเดนมาร์กจะไม่สามารถชี้แจงเส้นทางการเงินให้โปร่งใสได้

เมื่อรูปคดีเป็นการ "ร่วมมือ" เจ้าหน้าที่ พศ. ในการฉ้อฉล เจ้าคุณเดนมาร์กก็ถือว่ามีช่องหรือทางออกค่อนข้างสวย เพราะพระจะไปรู้วิธีการของบประมาณจากทางสำนักพุทธฯ ได้อย่างไร อะไรคือความร่วมมือหรือไม่ร่วมมือ ร่วมข้างเดียวหรือร่วมสองข้าง ? คือเมื่อทางผู้ใหญ่ระดับ "ผอ.พศ." บอกวิธีมา ก็ต้องเชื่อไว้ก่อน และเมื่อทำไปแล้วได้เงินมาจริง จะถือว่าผิดตรงไหน เพราะตัวเองก็ไม่ได้ไปนั่งประชุมหรืออนุมัติงบประมาณกับทาง พศ. ด้วย ตรงนี้ถึงผิดก็ผิดโดยมิได้เจตนา ถือว่าขาดน้ำหนักในการทำผิด ศาลอาญาจึงอาจจะ..ยกฟ้อง

ช่องทาง "หลุด" จากคดีอาญา ของเจ้าคุณเดนมาร์ก จึงมีมาก ค่อนข้างสูง เสียดายแต่ว่า ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ก็อาจจะถูก "จับสึก" เสียก่อน ถึงจะได้สถานะคืนเมื่อสิ้นสุดคดีอาญาแล้วก็อีกหลายปี ถึงตอนนั้นอะไรๆ ก็สายเกินไปเสียแล้ว

ก็ต้อง "วัดใจ" ว่าจะสู้หรือหลบหนี ถ้าสู้ก็พอมีทางชนะคดี แต่ถ้าหนีก็มีแต่ตายกับตาย แหมเหนื่อยใจแทนเหลือเกิน !

คำถามสุดท้าย มีเวลาอีกนานไหม ในการตัดสินใจว่าจะสู้หรือหนี ของเจ้าคุณเดนมาร์ก คำตอบก็คือ ไม่มีเวลาแล้วฮ่ะ หมายจับออกวันไหน ไม่เกิน 3 วันจากนั้น ก็โดนสอยคือถอดยศตามมาแล้ว ดังนั้น วันนี้ คำตอบก็แทบจะต้องพร้อมก่อนคำถามด้วยซ้ำไป ยิ่งนานไป อำนาจต่อรองก็ลดลงเรื่อยๆ กลายเป็นเพียง "พระสุทธิพงษ์" เมื่อไหร่ ก็สิ้นไม้ไร้ตอก อย่านับแต่อำนาจต่อรองในประเทศไทยเลย ในเดนมาร์กเองก็อาจจะหดหายไปแทบหมด เชื่อว่า คืนนี้ ที่วัดไทยเดนมาร์ก อาจจะมีประชุมใหญ่ เพื่อพิจารณาหาหนทาง "สู้คดี" ของท่านเจ้าอาวาส

หมายเหตุ : ท่านเจ้าคุณเดนมาร์กนั้น ถือเป็นพระไทยรุ่นแรกๆ ที่ไปตั้งวัดไทยในยุโรป ปัจจุบันจึงถือว่าเป็นรุ่นใหญ่ รุ่นอาวุโส หรือซีเนียร์ มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั้งที่อยู่ร่วมสำนักและแยกย้ายกันไปสร้างวัดขึ้นในหลายประเทศ เมื่อท่านเจ้าคุณต้องคดีใหญ่ ก็สะเทือนวัดไทยในยุโรปอย่างแรง อาจจะเป็นโมเดลให้วัดไทยในต่างแดน "สงวนท่าที" ในการให้ความร่วมมือกับรัฐบาลไทย รวมทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในแบบที่เรียกว่า "อารยะขัดขืน" ทั้งไม่รับงบประมาณอุดหนุนหรือให้ความร่วมมือใดๆ ที่เคยให้ก็อาจจะลดระดับลง เพราะกลัวปัญหาจะตามมาเหมือนเจ้าคุณเดนมาร์ก เกิดปราการทางใจให้หมางเมินกันอย่างแรงและยากจะประสาน เพราะสำนักพุทธฯ เป็นส่วนราชการ ส่วนวัดไทยในต่างแดนนั้น เป็นองค์กรอิสระ จะขึ้นก็ต่อครูบาอาจารย์เท่านั้น

อีกด้านหนึ่งนั้น ก็จะได้แสดงให้เห็นว่า เจ้าคุณเดนมาร์กทำงานเป็น ถึงตัวเองต้องคดีก็ให้มีผลเฉพาะตัว ไม่ให้พัวพันถึงวัด มาตรว่าตัวเจ้าอาวาสไม่อยู่ พระลูกศิษย์และญาติโยมก็ยังรักวัดวาอาราม ช่วยกันประคับประคองให้ดำรงอยู่ต่อไป ก็อยู่ที่ว่าจะหาทางออกกันอย่างไร

 

 

 

พระวิสุทธิวงศ์วิเทศ (สุทธิพงศ์ สุทฺธิวํโส) เจ้าคุณเดนมาร์ก

เจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร

กรุงโคเปเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

 

 

พฤติการณ์ บิ๊ก พศ. ถูก ป.ป.ช. ฟันคดีโอนให้วัดต่างประเทศ

"นายนพรัตน์ ได้พบกับเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า ในงานพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และได้แจ้งกับเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า ว่าจะขอนำเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด โอนผ่านเข้าบัญชีเงินฝากของวัดพระพุทธบาทตากผ้า เพื่อโอนต่อไปยังบัญชีเงินฝากของวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ที่มีพระสุทธิพงศ์ เป็นเจ้าอาวาส"

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2561 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดคดีเกี่ยวกับการทุจริตเงินงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ปี 2556 และปี 2558 จำนวน 2 สำนวน ได้แก่ คดีโอนเงินให้วัดต่างประเทศ 5.7 ล้านบาท และคดีเงินทอนวัดใน จ.ลำปาง 5 แห่ง และ จ.แพร่ 6 แห่ง โอนเงินไป 24 ล้าน แต่ทอนเข้ากระเป๋าตัวเอง 17.8 ล้านบาท

 

การชี้มูลครั้งนี้มีอดีตข้าราชการระดับสูงใน พศ. โดนด้วย 3 ราย ได้แก่ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ. และนายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ. และ น.ส.ประนอม คงพิกุล อดีต รอง ผอ.พศ. นอกจากนี้ยังมีข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และอดีตพระระดับเจ้าอาวาสถูกชี้มูลความผิดด้วย

 

ตามรายงานการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีรายละเอียดน่าสนใจ สำนักข่าวอิศรา สรุปให้สาธารณชนรับทราบ ดังนี้



 

คดีโอนเงินให้วัดไทยเดนมาร์กฯ 5.7 ล้านบาท ผิดหลักเกณฑ์ พศ.

 

จากการไต่สวนข้อเท็จจริงพยานหลักฐาน ฟังได้ว่า ในปีงบประมาณ 2556 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้รับงบประมาณเพื่อดำเนินการตามแผนงานงบประมาณ โครงการเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด ซึ่งในการดำเนินการตามโครงการดังกล่าว ปรากฏข้อเท็จจริงว่า

 

พระสุทธิพงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ได้ติดต่อกับเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า โดยแจ้งว่าจะขอนำเงินอุดหนุน ผ่านบัญชีของทางวัดพระพุทธบาทตากผ้า เพื่อโอนต่อไปยังวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร เนื่องจากไม่สามารถโอนเงินให้วัดที่อยู่ต่างประเทศได้โดยตรง โดยพระสุทธิพงศ์แจ้งว่า ได้มีการพูดคุยในเรื่องดังกล่าวกับนายนพรัตน์ไว้แล้ว

 

ต่อมา นายนพรัตน์ ได้พบกับเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า ในงานพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และได้แจ้งกับเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า ว่าจะขอนำเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด โอนผ่านเข้าบัญชีเงินฝากของวัดพระพุทธบาทตากผ้า เพื่อโอนต่อไปยังบัญชีเงินฝากของวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ที่มีพระสุทธิพงศ์ เป็นเจ้าอาวาส เนื่องจากไม่สามารถโอนเงินให้วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ซึ่งเป็นวัดไทยที่อยู่ต่างประเทศได้โดยตรง

 

จากนั้น นายนพรัตน์ ได้สั่งการให้ นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนบูรณะพัฒนาวัดและศาสนสงเคราะห์ กองพุทธศาสนสถาน ดำเนินการจัดทำเอกสาร เพื่ออนุมัติเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด ให้วัดพระพุทธบาทตากผ้า จำนวน 2 ครั้ง
 

ครั้งที่ 1 ในวันที่ 25 ธันวาคม 2555 นายวสวัตติ์ ได้จัดทำบันทึกกองพุทธศาสนสถาน ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2555 เพื่อจัดสรรเงินให้วัดพระพุทธบาทตากผ้า จำนวน 3,000,000 บาท เสนอนายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนสถาน พิจารณาและลงนามในเอกสารการขออนุมัติการใช้จ่ายเงินประจำงวดและเสนอเรื่องต่อนายพนม ศรศิลป์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พิจารณาและลงนามเพื่อเสนอเรื่องต่อนายนพรัตน์ พิจารณาอนุมัติ ซึ่งนายนพรัตน์ อนุมัติให้จัดสรรเงินดังกล่าวให้วัดพระพุทธบาทตากผ้า
 

ครั้งที่ 2 ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556 นายวสวัตติ์ จัดทำบันทึกกองพุทธศาสนสถาน ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556 เพื่อจัดสรรเงินให้วัดพระพุทธบาทตากผ้า จำนวน 3,000,000 บาท เสนอนายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนสถาน พิจารณาและลงนามในเอกสารการขออนุมัติการใช้จ่ายเงินประจำงวดเพื่อเสนอต่อนายนพรัตน์ พิจารณาอนุมัติ ซึ่งนายนพรัตน์อนุมัติให้จัดสรรเงินดังกล่าวให้วัดพระพุทธบาทตากผ้า

 

เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โอนเงินให้วัดพระพุทธบาทตากผ้า ในวันที่ 8 มกราคม 2556 จำนวน 3,000,000 บาท และวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 จำนวน 3,000,000 บาท เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า ได้โอนเงินดังกล่าวให้พระสุทธิพงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยในประเทศเดนมาร์ก ตามเลขที่บัญชีเงินฝากที่ได้รับแจ้งจากพระสุทธิพงศ์ ในวันที่ 9 มกราคม 2556 จำนวน 2,899,970 บาท และวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 จำนวน 2,899,970 บาท รวมทั้งสิ้น 5,799,940 บาท

 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเห็นว่าการดำเนินการจัดสรรเงินดังกล่าวทั้ง 2 ครั้ง ได้มีการพิจารณาจัดสรรไปโดยไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยการขอและการจัดสรรเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัด กล่าวคือไม่มีคำขอรับเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด ประจำปี 2556 ของวัดพระพุทธบาทตากผ้า และไม่ได้มีการดำเนินการตามหลักเกณฑ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยการขอและการจัดสรรเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด และไม่ได้มีการประชุมคณะทำงานพิจารณาการขอรับเงินอุดหนุน กันจริง

 

รวมถึงได้มีการจัดทำรายงานการประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาการขอรับสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและพัฒนาวัด ประจำปีงบประมาณ 2556 อันเป็นเท็จขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่าด้วยการขอและการจัดสรรเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด ประจำปีงบประมาณ 2556 และเพื่อไว้เป็นหลักฐานสำหรับ การตรวจสอบ ซึ่งการอนุมัติเงินดังกล่าวนอกจากไม่ชอบด้วยด้วยหลักเกณฑ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แล้ว การกระทำดังกล่าวเป็นการเบียดบังเงินทรัพย์สินของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นของตนเองหรือผู้อื่น
 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติชี้มูลความผิด นายนพรัตน์ นายพนม นายเฉลิมพล นายวสวัตติ์ และพระสุทธิพงศ์ ทั้งความผิดทางอาญา และความผิดทางวินัย โดยส่งรายงานให้กับผู้บังคับบัญชา และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องต่อศาลในเขตรับผิดชอบแล้ว

 

พระสุทธิพงศ์นั้น ไม่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย จึงเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 151 157 และผิดตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ทั้งนี้ ให้ส่งรายงานและความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาโทษทางวินัย และส่งรายงานและเอกสารพร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลที่มีเขตอำนาจต่อไป 

 

ี่มา : สำนักข่าวอิศรา : 8 สิงหาคม 2561

 

ตอบแล้วค่ะ !

 

สำนักพุทธฯ ตอบว่า

เจ้าคุณบุญเทียมไปร่วมงานสำนักพุทธ

"เป็นเรื่องส่วนตัว"

ทำได้ ไม่เสียหาย !

 

 

า..นี่แหละหนา โบราณว่า ฝนไม่ตกไม่รู้เรือนหลังใดรั่ว ต้องรอให้เกิดคำถาม คำตอบจึงจะตามมา ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึง "ภูมิปัญญา" ของเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในยุคที่มี "พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" เป็นผู้อำนวยการใหญ่ ว่าได้ใช้หลักการทาง "ศีลธรรม-จริยธรรม" เข้ามาบริหารสำนักงานทางศาสนา "ใหญ่ที่สุด" แห่งนี้หรือไม่ และมี "สติปัญญา" เพียงพอต่อการบริหารองค์กรทางศีลธรรมใหญ่ที่สุดแห่งนี้หรือไม่

ขอยกตัวอย่าง

 

 

1. "เจ๊นอม" ประนอม คงพิกุล ซึ่งมีชื่อตกเป็นผู้ต้องหาในคดีเงินทอนวัด ทั้งล็อต 1 และล็อต 2 พร้อมๆ กับ "นายพนม ศรศิลป์" ซึ่งถูก ม.44 ย้ายไปนั่งตบยุงที่สำนักนายกฯ ตั้งแต่มะโว้ เพื่อเปิดทางให้ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ได้เหาะมายึดเก้าอี้ ผอ.พศ. ของนายพนม แต่สำหรับนางประนอม กลับไม่ปรากฏว่าจะมีการดำเนินการใดๆ ทั้งๆ ที่ หลังจากรับตำแหน่งแล้ว นายพงศ์พร ก็ทำการ "โยกย้าย" ข้าราชการในสำนักพุทธฯ ไปหลายชุด แต่นางประนอม "หลุดทุกที" จึงมีคำครหาว่า สาเหตุอันใดจึงไม่สั่งย้ายนางประนอมออกไป

ในครั้งนั้น นายพงศ์พร ได้อ้อมแอ้มตอบคำถามว่า "ที่ไม่ย้ายนางประนอมออกไปนั้น ก็เพราะไม่มีตำแหน่งว่าง นางประนอมเป็นซี 9" ลิ้นพันคอได้ไม่กี่เพลา บิ๊กตู่-นายกรัฐมนตรี ก็สั่งย้ายนางประนอมไปสังกัด ก.พ. ไหนว่าไม่มีตำแหน่งว่างไง ?

และเมื่อมีการบุกจับผู้ต้องหาคดีเงินทอนวัดเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา ปรากฏว่า นางประนอม คงพิกุล ได้หลบหนีการจับกุม โดยพบว่าเดินทางออกนอกประเทศไทยไปตั้งนานและยังไม่กลับบ้าน น่าสงสัยว่า ใคร ? มีส่วนช่วยให้นางหนี

 

 

 

2. นางกนิษฐา พราหมณ์เสน่ห์ มีภาพในคณะแสวงบุญ "อินเดีย-เนปาล" โดยระบุว่า เป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทั้งๆ ที่จริงแล้วเป็นเพียง "เมียนายพงศ์พร" ผอ.พศ. เท่านั้น จึงถูกคำถามว่า ใช้อิทธิพลของ "สามี" เบิกเงินหลวงไปทำบุญที่อินเดียหรือเปล่า

ตอนนั้น (3 พ.ค.2561) นายพงศ์พร ก็ให้ "สิปป์บวร" ออกมาแก้ต่างว่า นางกนิษฐา ภรรยา ผอ.พศ. ไปอินเดีย ร่วมคณะ พศ. ก็ผ่านการคัดเลือกของคณะกรรมการทุกขั้นตอน ไม่มีอะไรผิดปกติ และใครที่กล่าวหาก็อาจจะถูกฟ้องร้องได้ งามไส้ไหมล่ะ คนดีเข้าใช้วิธีไขข้อกังขาต่อสาธารณชนเยี่ยงนี้นะหรือ

เทียบกับกรณี "สามพระพรหม" ที่ถูกพงศ์พรฟ้องร้องไปนั้น มีความเห็นของพงศ์พร "ติดสำนวน" ให้แก่ตำรวจไปด้วยว่า

"การกระทำของผู้ต้องหาที่ 1-3 นอกจากกระทำผิดทางอาญาแล้ว ยังเข้าข่ายอาบัติปาราชิก ตามพระธรรมวินัย ไม่สมควรครองสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรอง และดำรงตำแหน่งกรรมการ มส."

นั่นเป็นเหตุให้ทั้งสามพระพรหม ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ "ขอหมายจับ-ยกกำลังปิดล้อมวัดตั้งแต่หัวค่ำ-ปฏิบัติการจู่โจมจับตั้งแต่เช้าตรู่ ไม่ทันได้ออกบิณฑบาต" และ "คัดค้านให้ประกันตัว กลัวหลบหนี" ส่งผลให้ต้องถูกจับสึกและติดคุกอยู่จนบัดนี้ นี่คือผลงานบันลือโลกของ..พงศ์พร

 

 

มาครั้งนี้ "สิปป์บวร" พ่องามงอนของพงศ์พร ก็ออกมาแก้ตัวอีกว่า "การดำเนินคดีกับเจ้าคุณบุญเทียมนั้น เป็นเรื่องของตำรวจ ส่วนการไปร่วมงานกับสำนักพุทธฯนั้น เป็นเรื่องส่วนตัว" แปลว่า ?

อ๋อก็แปลว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ทราบ และไม่เกี่ยว ทั้งสองกรณี ทั้งๆ ที่..

1. กรณีคดีเงินทอนวัด สิปป์บวรอ้างว่า เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่เกี่ยวกับสำนักพุทธฯ แกก็คงลืมไปนั่นแหละว่า สำนักพุทธฯ เป็นเจ้าทุกข์หรือผู้เสียหาย จึงไปแจ้งความกับตำรวจให้ดำเนินคดีกับเจ้าคุณบุญเทียม

2. กรณีร่วมงานปฏิบัติธรรม สิปป์บวรอ้างอีกว่า "เป็นเรื่องส่วนตัวของเจ้าคุณบุญเทียม" ทั้งๆ ที่งานนี้จัดที่พุทธมณฑล ไม่ใช่งานวัดเกิดวันตายของใคร จะได้อ้างเป็นการส่วนตัว แต่เป็นงานหลวง และจัดในที่ของหลวงคือพุทธมณฑล ไม่ได้จัดภายในกุฏิเจ้าคุณบุญเทียมหรือห้องนอนของนายพงศ์พร แถมเจ้าคุณบุญเทียมก็ยังไปในฐานะ "พระราชาคณะชั้นราช" และเป็นตัวแทนของ "สมเด็จพระพุทธชินวงศ์-เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" พอไปแล้วก็ได้ทำหน้าที่ "เลขานุการ" ของงาน ยืนอ่านรายรายให้ทั้งประธาน-รองประธาน และผู้ที่เข้าร่วมงานได้รับทราบ ถามว่า เป็นเรื่องส่วนตัวอย่างนั้นหรือ ?

หรือมองอีกมุมหนึ่งก็เห็นเป็นว่า สำนักพุทธฯ เอางานของหลวงไปร่วมงานกับเจ้าคุณบุญเทียมเป็นการส่วนตัว เหมาะสมหรือไม่ประการใดก็ต้องให้ "บิ๊กตู่" ช่วยวินิจฉัย เพราะเป็นผู้คัดเลือก "พงศ์พร" มากับมือ

 

จำเริญๆ เถิด พ่อคุณเอ๊ย !

 

 

 

คู่หูคู่ฮาแห่งพุทธมณฑล

สิปป์บวร แก้วงาม : พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์

 

แจงปมร้อนเจ้าคุณบุญเทียม ! พศ. ชี้ ร่วมงานถือเป็นเรื่องส่วนตัว คดีความผิดถูกปล่อยไปตาม กม.

 

6 ส.ค.61 จากกรณีเว็บไซต์ alittlebuddha.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์วัดไทยในลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ได้เผยแพร่ภาพจากเฟซบุ๊กประชาสัมพันธ์พุทธมณฑล และหมายเรียกพระราชรัตนมุนี (บุญเทียม มุสุ) หรือ บุญเทียม ญานินโท เลขาฯ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะหนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร ในคดีเงินทอนวัด ล็อต 2 โดยเป็นภาพขณะที่พระราชรัตนมุนี ปรากฏตัวในงานปฏิบัติธรรมพระสงฆ์ ในงานสัปดาห์ส่งเสริมเผยแผ่พระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ประจำปี 2561 ณ อาคารปฏิบัติธรรม โพธิญาณมหาวิชชาลัย พุทธมณฑล ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เมื่อวันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมานั้น

ล่าสุด นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) ในฐานะรองโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า กรณีตำรวจออกหมายเรียกพระราชรัตนมุนี เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ของพระราชรัตนมุนี ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวในการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย จึงเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะดำเนินการต่อไป

 

ี่มา : แนวหน้า : 6 สิงหาคม 2561


เปิด พรบ.การศึกษาสงฆ์

ฉบับ ป.ธ.9 ไม่เทียบเท่า Ph.D.


 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน พรบ.การศึกษาสงฆ์ ฉบับใหม่

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก



 


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

5 มิถุนายน 2559

 

 

90 ปี หลวงตาชี วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

AREA-51


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

 


 

มหากาพย์วัดโสธร

 

 

จริงหรือไม่ มส. ไม่มีสิทธิ์สึกพระธัมมชโย

 


 


ห้ามพระสงฆ์รับมรดกและครอบครองทรัพย์สิน


 


 

เปิดหน้า "มือปล่อย" ธัมมชโย
มือใครในประวัติศาสตร์ศาสนา
2549 ?

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITER : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264