LAST UPDATE :   SEPTEMBER  29  2016   06:00 A.M. PACIFIC TIME

 

 


 

THE LAND OF BUDDHA !

บึงกาฬประกาศ "พุทธศาสนา" ประจำจังหวัด

จังหวัดแรกในประเทศไทย

 

 

กดที่ภาพเพื่อฟังเพลง "ครั้งหนึ่งที่บึงกาฬ" ของ ศิริพร อำไพพงษ์

 

อา..ถือว่าช็อกโลกทีเดียวเชียวล่ะครับ บึงกาฬนั้นเป็นจังหวัดที่ 77 หรือเป็นจังหวัดสุดท้ายของประเทศไทยในสมัยนี้ แต่กลับมีตำแหน่งเป็น "จังหวัดแรก" ที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำจังหวัด ถึงแม้ว่าชาวพุทธทั่วประเทศไทย จะไม่สามารถผลักดันให้มีการบัญญัติว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับไหนๆ ก็ตาม แต่ก็สามารถประกาศ "พระพุทธศาสนา" เป็นศาสนาประจำจังหวัดได้ หากใช้โมเดลนี้ ต่อไปก็จะมีการประกาศ "พระพุทธศาสนาประจำจังหวัด" ไปเรื่อยๆ จนครบ 77 จังหวัด เมื่อนั้นก็ไม่จำเป็นต้องบัญญัติ "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" อีกต่อไป

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 29 กันยายน 2559


ออกระเบียบใหม่ !

ขอเจ้าคุณต่างในประเทศ

ต้องมีกฎเกณฑ์ ดังนี้ 1-2-3-4-5 ฯลฯ

 

หลังจากปีก่อน "ขอกันเละเทะ" (วัดไหนบ้างไม่อยากเอ่ยชื่อ) ตัวอยู่ที่หนึ่ง ชื่ออยู่ที่หนึ่ง บางรูปก็ไม่เคยไปอยู่ต่างประเทศเลย แค่ไปเที่ยว ไปเยี่ยว ไปขี้ใส่ แค่ครั้งสองครั้ง แต่กลับมีชื่อเป็นพระราชาคณะสายต่างประเทศเฉย บางรูปหนักกว่านั้น ตัวไม่เคยไปอยู่ในประเทศนั้นๆ และเมื่อรับแล้วก็ยังไม่ยอมไปอยู่ถึงทุกวันนี้ แต่..แต่ว่าเป็นเด็กเส้น เส้นใหญ่ เส้นก๋วยจั๊บ จะทำอย่างไรก็ได้ เพราะเชื่อว่า "เมื่อลูกพี่เล่นด้วย ใครก็ไม่กล้าแตะ ขืนแตะเป็นแป๊ก" พวกที่รอส้มหล่นก็เลย "น้ำลายหก" รอแล้วรอเล่า คิดว่าเขา..จะให้ พอเขาได้สมอกสมใจกันแล้ว ก็ออกกฎใหม่ ใช้บังคับ..ในปีต่อไป ไม่มีการย้อนหลังทั้งอาญาและแพ่ง ใครเขี้ยวกว่าใครก็ดูเอาเอง แต่ก็ไม่ขอวิจารณ์อะไรมาก ใครมีอำนาจอยากจะทำอะไรก็ทำไป ประวัติศาสตร์มันได้ทำหน้าที่ของมันโดยสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องรอให้ตายก็มีคนพูดถึงแล้ว อยากจะเสริมสวยอย่างไรก็เชิญกันตามสบาย นะครับท่าน เพราะที่ตั้งกฎเกณฑ์ออกมาทุกข้อนั้น ก็พวกพระกรรมการมหาเถรสมาคมทั้งสิ้น ที่ทำวิปริตผิดประเวณี แหกคอกนอกกอกันเสียเอง วันนี้จะมาออกกฎเกณฑ์อะไรกัน !

 

 คำแนะนำ

ในการส่งประวัติพระสังฆาธิการต่างประเทศ เพื่อขอรับพระราชทาน เลื่อน และตั้ง สมณศักดิ์ ในแต่ละปี

สืบเนื่องจากการประชุมคณะอนุกรรมการมหาเถรสมาคม ฝ่ายมหานิกาย ณ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่อวันที่ 17, 18 กันยายน 2559 ที่ประชุมฯ ได้กำหนดข้อปฏิบัติในการส่งประวัติพระสังฆาธิการในต่างประเทศ เพื่อขอรับพระราชทานเลื่อน และตั้งสมณศักดิ์ ในปีพุทธศักราช 2559 ซึ่งจะมีผลของการปฏิบัติ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2560 เป็นต้นไป นั้น มีข้อความดังนี้

 

 

ข้อกำหนดในการพิจารณาสมณศักดิ์ต่างประเทศ พ..2559

---------------

 

1. เป็นพระสังฆาธิการ

2. อยู่จำพรรษาในต่างประเทศครบ 5 พรรษาล่วงแล้ว

3. มีวัดอยู่จำพรรษาถาวร และวัดนั้นได้รับการจัดตั้งถูกต้องเรียบร้อยแล้ว

4. มีพระอยู่จำพรรษา

5. ผู้ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์แล้ว เมื่อจะขอเลื่อน-ตั้งสมณศักดิ์ต่อไป ต้องดำรงอยู่ในสมณศักดิ์เดิมนั้นครบ 5 ปีแล้ว จึงจะมีสิทธิ์ขอรับ พระราชทานเลื่อน-ตั้งต่อไป

6. สมณศักดิ์ที่ได้รับต้องเป็นไปตามเกณฑ์

7. ผู้อยู่จำพรรษาในวัดเดียวกัน ต้องได้รับพระราชทานเลื่อน-ตั้งสมณศักดิ์ ไม่เกินกว่าสมณศักดิ์ที่เจ้าอาวาสได้รับพระราชทาน

กระผม ในฐานะเลขานุการประธานสำนักงานกากับดูแล พระธรรมทูตไปต่างประเทศ ในฐานะเป็นสารบรรณ ทาหน้าที่รวบรวมเอกสาร ประวัติพระสังฆาธิการ เป็นรูปสุดท้าย ก่อนส่งเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาฯ ในแต่ละปี ขอถวายคาแนะนำเพิ่มเติม เพื่อให้พระสังฆาธิการ ในต่างประเทศ แต่ละรูป ในแต่ละปี ได้รับสิทธิประโยชน์ อันจะพึงสร้างเสริมกำลังใจ ในการปฏิบัติศาสนกิจต่างประเทศ ดังนี้

1. ระยะเวลาของการส่งประวัติฯ มาจากต่างประเทศ ถึงสานักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ วัดสระเกศ ควรอยู่ในระหว่างเมื่อเข้าพรรษาไปแล้ว ไม่เกิน 15 วัน

2. กรุณาส่งประวัติพระสังฆาธิการ มาที่ประธานสานักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ วัดสระเกศ หรือส่งมาที่สำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (เลขานุการ) ศาลาเฉลิมพระเกียรติฯ ภายในบรมบรรพตภูเขาทอง วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ถนนจักรพรรดิพงษ์ แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100 เท่านั้น

เหตุผล เพราะมีการส่งเอกสาร ประวัติฯ ไปถึงเจ้าประคุณสมเด็จฯ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช วัดปากน้ำภาษีเจริญบ้าง ส่งไปที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติบ้าง แต่สุดท้าย ก็ต้องนำกลับมารวบรวม แล้วส่งเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ในนามสำนักงานกากับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศอยู่นั่นเอง แต่เมื่อได้รับเอกสาร ประวัติฯ ก็เป็นเวลาเลยกำหนดการประชุมพิจารณาในแต่ละปีไปแล้ว ก็มี

3. ประวัติพระสังฆาธิการแต่ละรูป จะต้องได้รับการพิจารณาเห็นชอบ, อนุมัติ โดยประธานสมัชชา, ประธานองค์กร, หรือหัวหน้า ในการปกครองต่างประเทศนั้นๆ เช่น

ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร และไอร์แลนด์

ประธานคณะกรรมการบริหารสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในโอเชียเนีย

หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล

ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในประเทศสิงคโปร์

เจ้าคณะรัฐในประเทศมาเลเซีย แบ่งเป็น เจ้าคณะรัฐเซอร์ลังงอ, กรุงกัวลาลัมเปอร์, และ เจ้าคณะรัฐมะละกา (หนึ่งหมวด) เจ้าคณะรัฐกลันตัน (หนึ่งหมวด) เจ้าคณะรัฐเคดาห์-เปอร์ลิส และ เจ้าคณะรัฐปีนัง (หนึ่งหมวด)

 

ส่วนประเทศเหล่านี้ คือ

ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

ประเทศญี่ปุ่น

เขตปกครองพิเศษฮ่องกง

ประเทศอินโดนีเซีย

สาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวัน

และ ประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย

ให้ขึ้นตรงต่อประธานสานักงานกากับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

4. ในการจัดทำประวัติฯ เพื่อขอรับพระราชทานสมณศักดิ์ ให้จัดทำประวัติฯ โดยอนุโลมเข้ากับการจัดทำประวัติพระสังฆาธิการในประเทศ ตามควรแก่กรณี ดังนี้

 

1. ชื่อ

2. สถานะเดิม

3. บรรพชา

4. อุปสมบท

5. วิทยฐานะ

6. งานการปกครอง

7. งานการศาสนศึกษา ประกอบด้วยนักธรรม, บาลี, ธรรมศึกษา ย้อนหลัง 3 ..

8. งานการศึกษาสงเคราะห์

-การจัดหาทุน

-การตั้งทุนการศึกษา

-การเพิ่มทุนการศึกษา

-การแจกทุนการศึกษา

(รวมจำนวนเงินทุกหมวด เป็นเงิน...)

9. งานการเผยแผ่

10. งานสาธารณูปการ

10.1 งานการก่อสร้าง (รวมเป็นเงิน...)

10.2 งานบูรณปฏิสังขรณ์ (รวมเป็นเงิน...)

(รวมทั้งสองรายการ เป็นเงิน...)

11. งานสาธารณสงเคราะห์ (รวมเป็นเงิน...)

12. งานพิเศษ (ถ้ามี)

13. สมณศักดิ์ที่ได้รับ (เรียงลำดับ พ..)

พระสังฆาธิการในวัด ทั้งต่างประเทศ และในประเทศ ที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์แล้ว (เรียงลำดับ 1, 2, 3 ฯลฯ)

14. ขอรับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็น...

15. รับรอง โดยเจ้าของประวัติ

16. รับรอง โดยผู้ปกครองในประเทศ หรือการปกครอง นั้นๆ

17. รับรอง โดยประธานสานักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

5. เป็นพระสังฆาธิการในต่างประเทศ หมายถึง เป็นเจ้าอาวาส หรือ เรียกในนามว่า ประธานสงฆ์, ประธานสมาคม, เป็นรองเจ้าอาวาส, เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส และดำรงตำแหน่งในวัดใดวัดหนึ่ง มิใช่เสนอมาในนามหลายวัด เพราะจะทำให้ข้อมูลไปขัดแย้งกับการขอพระราชทานสมณศักดิ์ ในปี หรือในคราวต่อไปได้

6. อยู่จำพรรษาในต่างประเทศ ครบ 5 พรรษาล่วงแล้ว หมายถึง จะขอรับพระราชทานสมณศักดิ์ในปีพุทธศักราช 2560 จะต้องได้รับ หรือดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส, หรือรองเจ้าอาวาส, หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาส ตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2555 เป็นต้น

7. มีวัดอยู่จำพรรษาถาวร และวัดนั้น ได้รับการจัดตั้งถูกต้องเรียบร้อยแล้ว หมายถึง

ในลักษณะของประเทศไทย ในขณะนี้ สานักงานกากับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ได้ขอความร่วมมือให้แต่ละประเทศ ส่งทะเบียนประวัติวัด ที่ตั้งขึ้นในประเทศนั้นๆ เพื่อสำนักงานฯ จะได้นำเสนอข้อมูลต่อมหาเถรสมาคม และสานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อจะได้ออกหนังสือรับรองว่าเป็นวัดในต่างประเทศ ทั้งจะจัดทำเป็นทะเบียนประวัติ เป็นฐานข้อมูล ที่เป็นปัจจุบัน นับแต่ปีพุทธศักราช 2560 เป็นต้นไป จึงขอความร่วมมือมาถึงแต่ละประเทศ ได้รีบจัดทำข้อมูลในส่วนนี้อย่างสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับการงบประมาณ, การบริหารจัดการ, เกี่ยวกับการอุปถัมภ์ของฝ่ายบ้านเมือง เป็นต้น

ในลักษณะของต่างประเทศ หมายถึง ได้จัดตั้งเป็นสมาคมถูกต้องตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ, มีผู้นำฯ, มีประธานสมาคมฯ, มีคณะกรรมการบริหารฯ ถูกต้อง, มีสถานที่ตั้งวัด, มีอาคาร, มีเสนาสนะ อันพึงมี ในลักษณะของประเทศนั้นๆ (ไม่ได้อยู่ห้องเช่า, ไม่มีความแน่นอนว่า จะถูกไล่ออกจากสถานที่พำนักในวันไหน, เลื่อนลอย เป็นต้น)

8. มีพระอยู่จำพรรษา หมายถึง จะขอรับพระราชทานสมณศักดิ์ ในปีพุทธศักราช 2560 ก็ต้องแสดงจำนวนของพระภิกษุผู้อยู่จำพรรษาด้วยกัน, สามเณร (ถ้ามี), แม่ชี (ถ้ามี), ศิษย์วัด (ถ้ามี) ย้อนหลังไป 3 .. (2557, 2558, 2559) เป็นต้น

ส่วนจำนวนของพระภิกษุผู้อยู่จำพรรษา เป็นไปตามข้อจำกัดของกฎหมายของประเทศนั้นๆ, ข้อจำกัดของสมาคมฯ, ข้อจำกัดของสถานที่อยู่อาศัย, ซึ่งจะต้องพิจารณาเป็นวัดๆ ไป ตามควรแก่เหตุผลของวัดในประเทศนั้นๆ

9. ผู้ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์แล้ว เมื่อจะขอเลื่อน-ตั้งสมณศักดิ์ ต่อไป ต้องดำรงอยู่ในสมณศักดิ์เดิมนั้น ครบ 5 ปีแล้ว จึงจะมีสิทธิ์ ขอรับพระราชทานเลื่อน-ตั้ง ต่อไป หมายถึง จะขอรับพระราชทานสมณศักดิ์ ในปีพุทธศักราช 2560 ก็ต้องได้รับพระราชทานสมณศักดิ์สุดท้าย เมื่อปีพุทธศักราช 2555 เป็นต้น (นับเทียบเคียงลักษณะนี้)

10. สมณศักดิ์ที่ได้รับ ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ หมายถึง ควรขอรับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร แต่จะขอเลื่อนชั้นขึ้นไปขอ พระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะ ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ หรือ ลักษณะอื่นใด ที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะขอพระราชทานได้ เป็นต้น

11. ผู้อยู่จำพรรษาในวัดเดียวกัน ต้องได้รับพระราชทานเลื่อน-ตั้งสมณศักดิ์ ไม่เกินกว่าสมณศักดิ์ที่เจ้าอาวาสได้รับพระราชทาน หมายถึง ยกตัวอย่าง เจ้าอาวาสเป็นพระราชาคณะชั้นใดชั้นหนึ่ง ผู้ที่ขอพระราชทานสมณศักดิ์ ก็ต้องขอได้ในชั้นพระครูสัญญาบัตร เท่านั้น หรือ เจ้าอาวาส เป็นพระครูสัญญาบัตร เทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นพิเศษ (ทผจล.ชพ) ผู้ที่ขอพระราชทานสมณศักดิ์ ก็จะต้องเป็นพระครูสัญญาบัตร เทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก (ทผจล.ชอ) เป็นต้น

12. ระบุชื่อสมณศักดิ์, ชื่อเดิม, ฉายา, นามสกุล, อายุ-พรรษา ในปีที่ขอ จำนวนพรรษา คงต้องเป็นปีพรรษาเดิม ไปก่อน เพราะในขณะที่ส่งบัญชีประวัติฯ ยังไม่ได้เข้าอยู่จำพรรษา จนครบพรรษา

-ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง หมายถึง ตำแหน่งของวัด, เมือง, รัฐ, ประเทศนั้น ที่ตนไปปฏิบัติศาสนกิจอยู่ หรือ ได้รับตำแหน่งใดๆ ก็ระบุลงไป แต่ต้องแสดงหลักฐาน ในส่วนของภาคผนวกให้ตรงกับข้อมูลที่แสดงไปแล้วด้วย

-สถานะเดิม ชื่อเดิม, นามสกุล, เกิด วัน, ข้างขึ้น ข้างแรม, ปีไหน (จันทรคติ), วันที่, เดือน, .. (สุริยคติ) บิดา ชื่อ นามสกุล, มารดา ชื่อ นามสกุล หมู่บ้าน, ตำบล, อำเภอ, จังหวัด

-บรรพชา เมื่อวันที่, เดือน, .., พระอุปัชฌาย์ ชื่อ อยู่วัด, บ้าน, ตำบล, อำเภอ, จังหวัด

-อุปสมบท เมื่อวันที่, เดือน, .., พระอุปัชฌาย์ ชื่อ อยู่วัด, บ้าน, ตำบล, อำเภอ, จังหวัด

พระกรรมวาจาจารย์ ชื่อ อยู่วัด, บ้าน, ตำบล, อำเภอ, จังหวัด

พระอนุสาวนาจารย์ ชื่อ อยู่วัด, บ้าน, ตำบล, อำเภอ, จังหวัด

-วิทยฐานะ นักธรรม ชั้นไหน, ได้ประโยค บาลี ชั้นไหน

 

สายพระปริยัติธรรม

.. .... สอบได้นักธรรมชั้นตรี สำนักเรียน วัด, บ้าน, ตำบล, อำเภอ, จังหวัด

.. .... สอบได้นักธรรมชั้นโท สำนักเรียน วัด, บ้าน, ตำบล, อำเภอ, จังหวัด

.. .... สอบได้นักธรรมชั้นเอก สำนักเรียน วัด, บ้าน, ตำบล, อำเภอ, จังหวัด

.. .... สอบได้เปรียญธรรม ชั้น....... สำนักเรียน วัด, บ้าน, ตำบล, อำเภอ, จังหวัด

ฯลฯ

 

ความรู้สายสามัญ

คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญ รับรองความรู้อันเหมาะสมกับสมณสารูป ใน 3 สถาบันการศึกษา ดังนี้

(พธ..) พุทธศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

(ศน..) ศาสนศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย

(ศษ..) ศึกษาศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

หรือ ระดับปริญญาตรี, โท, เอก ของ 3 สถาบันการศึกษา นี้

หรือ Ph.D. จากมหาวิทยาลัยใด สาขาใด ประเทศใด และต้องแสดงหลักฐานประกอบให้ตรงกัน ด้วย

การจบความรู้จากสถาบันการศึกษาอื่น นอกจาก 3 สถาบันการศึกษานี้ ก็เป็นความดีส่วนตัว แต่ไม่นับเป็นส่วนพิเศษ หรือเพื่อปรับวุฒิ ในส่วนของการ ขอรับพระราชทานสมณศักดิ์นั้นๆ ได้

 

-งานการปกครอง

ได้รับตำแหน่งต่างๆ ไล่ลาดับปีพุทธศักราชมา ตั้งแต่ปีก่อนๆ จนถึงปีปัจจุบัน ที่สำคัญ คือ ปีที่เป็นเจ้าอาวาส, รองเจ้าอาวาส, ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ว่า นับถอยหลังไป จากปีที่ขอรับพระราชทานสมณศักดิ์ ได้ ครบ 5 ปี หรือยัง และหลักฐานในภาคผนวก ต้องตรงกัน

 

-งานการศาสนศึกษา

ไล่ลำดับมา ตั้งแต่ปีก่อนๆ จนถึงปีปัจจุบัน

งานการศึกษา ย้อนหลัง 3 .. เช่น ขอสมณศักดิ์ ปี 2560 ก็ต้องแสดงข้อมูลของปี พ.. 2557, 2558, 2559 ว่า มีผู้สอบได้นักธรรมชั้นตรี, โท, เอก บาลี ประโยคต่างๆ, ธรรมศึกษา ชั้นต่างๆ (ถ้ามี)

 

-งานการศึกษาสงเคราะห์

ได้ มอบทุนการศึกษา, ตั้งทุน, เพิ่มทุนเพื่อการศึกษา ในแต่ละปี มีหรือไม่

-วิธีส่งเสริมการศึกษา

-งานเผยแผ่ภายในประเทศ

-งานเผยแผ่ในต่างประเทศ

-งานสาธารณูปการ

ที่สำคัญ คือ การก่อสร้างวัดที่ตนอยู่ปฏิบัติศาสนกิจ เป็นเจ้าอาวาส, รองเจ้าอาวาส, ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ไล่ลาดับ พ.. ย้อนหลังมา จนถึงปี พ.. ปัจจุบัน ได้ก่อสร้างอะไรไปบ้าง, มีลักษณะ กว้าง, ยาว, สูง, ใช้วัสดุแบบไหน ฯลฯ เป็นเงินต่างประเทศ เท่าไร, คิดเป็นเงินไทย เท่าไร รวมเป็นเงินต่างประเทศ เท่าไร รวมเป็นเงินไทย เท่าไร

-งานสาธารณสงเคราะห์

ได้บาเพ็ญสาธารณสงเคราะห์ ในประเทศที่ตน ปฏิบัติศาสนกิจอยู่ มีหรือไม่ ไล่ลาดับ พ.. ย้อนหลัง มาจนถึงปีปัจจุบัน ในประเทศไทย ได้บำเพ็ญสาธารณสงเคราะห์ มีหรือไม่ ไล่ลาดับ พ.. ย้อนหลัง มาจนถึงปีปัจจุบัน

-งานพิเศษ

เช่น ได้รับตำแหน่งต่างๆ, ถูกเชิญไปเป็นคณะกรรมการ ที่สำคัญๆ ได้รับเกียรติคุณ ฯลฯ

 

-รางวัลที่ได้รับ

เคยได้รับรางวัลใดๆ มาบ้าง เช่น รางวัลเสาเสมาธรรมจักร ฯลฯ

 

-สมณศักดิ์

สมณศักดิ์ ที่ได้รับ ตั้งแต่ปีก่อนๆ มาจนถึงปีปัจจุบัน ได้รับสมณศักดิ์ใด, ชั้นใด, ปี พ.. ใด หรือ เคยได้รับสมณศักดิ์ เป็นฐานานุกรม, เป็นพระครูฐานานุกรม ของท่านพระเถระรูปใด, วัด, บ้าน, ตำบล, อำเภอ, จังหวัด

 

ภาคผนวก

-ในส่วนของประวัติส่วนตัว ต้องแสดงเอกสาร หลักฐานให้ตรงกัน เช่น หนังสือสุทธิ, ใบวุฒิการศึกษา, ใบแต่งตั้งทางการปกครอง เป็นต้น

-เขียนประวัติว่าอย่างไร หลักฐานต้องตรงกัน ว่าอย่างนั้น

-รูปภาพประกอบ แสดงที่ตั้งวัด, แสดงอาคาร, แสดงภายในอาคาร, ห้องต่างๆ,

มีคำอธิบายประกอบทุกภาพ คัดแต่ภาพที่สำคัญ, ชัดเจน, อธิบายเข้าใจได้

ไม่มากเกินไป, ไม่น้อยเกินไป, มีความเหมาะสม

-ความเหมาะสมของรูปเล่ม ให้มีความเหมาะสมกับลำดับชั้นของสมณศักดิ์ที่ขอพระราชทาน

(มีบางรูปขอพระครูสัญญาบัตร ทำประวัติยิ่งกว่าขอพระราชาคณะ, บางรูปขอเป็นพระราชาคณะทำประวัติเหมือนขอพระครูฐานาฯ เป็นต้น)

-ขอเน้นย้ำ เรื่องการเขียนข้อมูล และการแสดงหลักฐานประกอบ จะต้องถูกต้อง ตรงกัน สอดรับกัน (ยกตัวอย่าง บางรูป ลงข้อมูลว่า เป็นเจ้าอาวาส เมื่อปี 2555 แต่ลงข้อมูลอีกว่า เพิ่งได้รับการอนุมัติ ไปปฏิบัติศาสนกิจ ในปี 2558 เป็นต้น)

 

ขอความอนุเคราะห์ ท่านผู้มีอำนาจลงนามสุดท้ายของแต่ละประเทศ ได้โปรดตรวจดูรายละเอียด ให้สอดรับใกล้เคียงกับตัวอย่างคำอธิบายที่กระผมส่งมานี้ด้วย จะได้ไม่เสียเวลา ไม่เสียโอกาส จะได้เสริมเพิ่มกำลังใจ เป็นการช่วยกันรับธุระ ภาระ พระพุทธศาสนา ยิ่งการปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศด้วยแล้ว จักได้เจริญงอกงามไพบูลย์ วัฒนา สถาพร ยิ่งๆ ขึ้นไป ตลอดจิรัฏฐิติกาล.

อนึ่ง การส่งประวัติพระสังฆาธิการ เพื่อเสนอขอแต่งตั้ง เพื่อเข้ารับการอบรม และสอบความรู้พระอุปัชฌาย์ ในแต่ละปี ก็ให้อนุโลมตามนี้

ระยะเวลาของการส่งประวัติพระสังฆาธิการ เพื่อเสนอขอแต่งตั้ง เพื่อเข้ารับการอบรม และสอบความรู้พระอุปัชฌาย์ในแต่ละปี ควรอยู่ในห้วงระยะเวลาหลังวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี แต่ไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี เช่นเดียวกัน เพราะหลังจากสอบความรู้พระปริยัติธรรมแผนกบาลี ชั้นประโยค ป..7, 8, 9 ของปีถัดไป ก็จะเป็นวันเริ่มเข้ารับการอบรม และสอบความรู้เป็นพระอุปัชฌาย์ ของแต่ละปี อันเป็นประเพณีปฏิบัติของคณะสงฆ์ มาแต่บุรพาจารย์

 

กราบเรียนมาด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

(พระราชอุปเสณาภรณ์)

เลขานุการประธานสานักงานกากับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร

19 กันยายน 2559

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 28 กันยายน 2559


 

จี้ผู้ว่าบึงกาฬยุติสร้างมัสยิด !

ที่ประชุมพระสังฆาธิการบึงกาฬลงมติ

หาไม่ก็จะยกระดับต่อไปให้ถึงที่สุด !

 

 

 

ขณะที่ "ปัญหาต่างศาสนา" กำลังรุกราน "บึงกาฬ" ซึ่งถือว่าเป็นเขต "แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง" จนพี่ๆ น้องๆ แถวนั้นต้องออกมาต่อต้านมัสยิดกันเซ็งแซ่ แต่ที่..วัดปากน้ำ  สมเด็จช่วง ผู้นำของเรา ก็กำลังเตรียมตัว "เทศน์มหาชาติ" เพราะเชื่อว่าเป็น "ชาติสุดท้ายแล้ว" ขืนไม่เทศน์ก็คงไม่ได้เป็นสังฆราช พระเณรวัดปากน้ำคงไม่มีใครเทศน์เป็นละมั๊ง ถึงได้เข็นสมเด็จอายุเกือบร้อยขึ้นธรรมาสน์ เฮ้อ สงสารพระพุทธศาสนาในประเทศไทยเหลือเกิน ชั่งอาภัพเหมือนลูกกำพร้า !

 

 

อีกงานก็คือ "มอบผ้าไตรไปชายแดนใต้" ซึ่งพระที่นั่นก็แทบจะออกหากินไม่ได้ นั่นแหละคือสไตล์ทำงานของพระผู้ใหญ่ คงรอให้ชายแดนอีสานเป็นสามจังหวัดชายแดนใต้ก่อนมั๊ง ท่านถึงจะมอบผ้าไตรให้ไปช่วยเหลือ หรือไม่ก็ให้ "ธรรมกาย" จัดบิณฑบาต เอาข้าวของไปช่วยเหลือ ได้ทั้งวัดพี่วัดน้อง !

 

 

เปิด 5 มติคณะสงฆ์บึงกาฬ ร่วมคัดค้านสร้าง "มัสยิด"

เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมา พระสังฆาธิการในเขตการปกครองคณะสงฆ์ จ.บึงกาฬ นำโดย พระครูประสิทธิ์ธรรมมาภิวัฒน์ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดบึงกาฬ /ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเซกาเจติยาราม ต.เซกา อ.เซกา จ.บึงกาฬ ได้จัดประชุมคณะสงฆ์ในเขตการปกครองคณะสงฆ์ จ.บึงกาฬ ณ ศาลาประชุมสงฆ์ วัดโนนสำราญ ต.โสกก่าม อ.เซกา จ.บึงกาฬ มีพระสงฆ์เข้าร่วมประชุมประมาณ 80 รูป เพื่อรับฟังความคิดเห็น และความชัดเจนการเคลื่อนไหวคัดค้านการดำเนินการก่อสร้างมัสยิดอัศศอบีรีน บ.โนนก่อ ม.6 ต.โนนศิลา อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ โดยที่ประชุมมีมติ ดังนี้

1) ให้ผู้อาศัยในชุมชนกล่าวอ้างสิทธิ ของชุมชนเนื่องจากเป็นชุมชนชาวพุทธ หากจะมีการก่อสร้างเกรงจะมีผลกระทบในการอยู่อาศัยร่วมกัน อาจจะขัดแย้งกันได้
2) ตั้งคณะกรรมการ 6 ฝ่าย ประจำทุกอำเภอ (8 อำเภอๆ ละ 6 คน)
3) ตั้งเครือข่ายปกป้องพระพุทธศาสนา จ.บึงกาฬ
4) ให้แต่ละอำเภอทำป้ายข้อความต่อต้านการก่อสร้างมัสยิดติดในเขตพื้นที่ให้มากที่สุด และ
5) ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ขอให้ยุติการก่อสร้าง ต่อไป

 

ที่มา : ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย : 27 กันยายน 2559

 

BJ มาแล้ว !

บรรณจบ บรรณรุจิ ออกโรง

ต้านมัสยิดบึงกาฬ

งานนี้แตกหัก สร้างได้ก็รื้อได้

นิ่มๆ ง่ายๆ สไตล์..บรรจบ !

 

 

กดที่ภาพเพื่อชมเทป

 

ที่มา : สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย : 26 กันยายน 2559


 

เผยโฉมหน้าข้าราชการอัปรีย์ !

"กรกต ธำรงวงศ์สวัสดิ์ ปลัดจังหวัดบึงกาฬ"

เถียงแทนมุสลิมแบบข้างๆ คูๆ

อ้างจะเกิดปัญหาภาคใต้

แต่พอถูกถามกลับเรื่องพุทธมณฑลปัตตานี

ปลัดอัปรีย์กลับตวัดลิ้นว่า

"ผม..ไม่มีข้อมูล"

 

 

พุทธทรยศ !

กรกต ธำรงวงศ์สวัสดิ์ ปลัดจังหวัดบึงกาฬ

 

อืม ! แบบนี้ก็คงมิใช่แค่ "ต้านมิสยิดบึงกาฬ" แล้วล่ะฮ่ะ ต้องยกขบวนขับไล่ "ปลัดจัญไร" ให้พ้นเขตจังหวัดบึงกาฬด้วย ให้มันไปรับใช้มุสลิมอยู่ที่ปัตตานี นี่ไงคือตัวอย่าง "ข้าราชการจัญไร" เป็นพุทธแต่เพียงในทะเบียนบ้าน กรรมการ มส. ว่าไงฮะ พิจารณา "โผสมณศักดิ์" เสร็จหรือยัง ปีนี้ใครจะได้เป็นสมเด็จครับ ท่านเจ้าคุณพิมพ์ว่าไงครับ ไหนบอกว่า หมู่บ้านศีลห้าทะลุเป้าแล้วไงฮะ กำลังจะโอนให้ อปต. รับกรรมไป แล้วที่บึงกาฬล่ะ จะเรียกว่าระดับไหนฮะ ระดับสงครามศาสนากระมัง นิมนต์ "ตุ๊แป๊ะ" เลขาสมเด็จช่วงและกรรมการหมู่บ้านศีลห้าไปดูหน่อยเส่ะ เห็นเขาว่าเป็นอัจฉริยบุคคลมิใช่หรือ จะเอามหานิกรชาวสุพรรณไปด้วยก็ได้นะ ไม่ว่ากันหรอก ทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมือง อย่าเกี่ยงเรื่องถิ่นฐานบ้านช่อง ขนาดเป็นชาวสุพรรณยังไปปกครองถึงเชียงใหม่ได้ แค่บึงกาฬคงไม่ไกลกว่าเชียงใหม่มั๊ง จริงไหมฮะ เจ้าคุณวิเชียร เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ !

 

 

มติมหาเถรสมาคม ครั้งพิเศษ ที่ 001/2559 วันที่ 5 มกราคม 2559 ที่โหวตให้ "สมเด็จช่วง" เป็นสมเด็จพระสังฆราช ด้วยคะแนนถึง 17/0 ถูกบิ๊กตู่ประกาศว่า "ถ้ายังมีความขัดแย้งกันอยู่ตราบใด ผมก็จะไม่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ตราบนั้น" นั่นเป็นถึง "ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของชาวพุทธไทยทั่วประเทศ" กี่ล้านคนก็คิดเอาเอง แต่นี่แค่ "มัสยิดบึงกาฬ" ถ้ารัฐบาลบอกว่า "ไม่มีอำนาจยับยั้ง" ก็อย่าแค่สร้างที่บึงกาฬเลย อนุญาตให้สร้าง "กลางสนามหลวง" ให้แพงติดกับวัดพระแก้วไปเลย ให้ปลัดจังหวัดบึงกาฬเซ็นอนุมัติ แล้วก็อ้างว่า "รัฐไม่มีสิทธิ์ยังยั้ง" ง่ายจะตายไป เอางั้นนะ "บิ๊กตู่" นะ

 

ปัญหาสำคัญที่ชาวพุทธทั่วประเทศต้องลุกฮือขึ้นมาถามรัฐบาลก็คือ กฎหมายอัปรีย์ที่เปิดทางให้มุสลิมสร้างมัสยิดได้อย่างเสรีทั่วประเทศนั้น มันออกมาจากรัฐบาลไหน และทำไมชาวพุทธไม่รู้เลย และต้องมีการรณรงค์ของชาวพุทธทั่วประเทศ เพื่อให้ สนช. พิจารณายกเลิก พรบ.ฉบับนี้ หาไม่แล้วก็ต้องยกกำลังกันเข้าล้อม "รัฐสภา" เพื่อจัดการกับไอ้พวกขายชาติให้หมดสิ้น อย่าให้พวกมันกินเงินภาษีชาวพุทธอีกต่อไป

 

กดที่ภาพเพื่อชมผลงานของปลัดจังหวัดบึงกาฬ

 

 

เผยที่แท้ กรกต ธำรงวงศ์สวัสดิ์ ปลัดจังหวัดบึงกาฬ เซ็นเองกับมือ อนุญาตให้สร้างมัสยิดได้ แล้วก็มานั่งเถียงแทนมุสลิม อ้างกฎหมายบ้าง รัฐธรรมนูญบ้าง ปัญหาภาคใต้บ้าง พอถูกถามกลับเรื่อง "พุทธมณฑลปัตตานี" ที่ถูกมุสลิมทั่วประเทศต่อต้าน และรัฐบาลสั่งดองเรื่องไว้นั้น กลับอมพะนำ ถ่มน้ำลายขึ้นฟ้าว่า "ผมไม่มีข้อมูล" เออ..มึงไม่มีข้อมูล แต่มึงเป็นคนเซ็นให้สร้างมัสยิดได้ แถมยังมานั่งเอ้เต้เป็นประธานการประชุม เถียงแทนคอเป็นเอ็น อ้างถึงภาคใต้ พอคนถามเรื่องภาคใต้ มึงบอกไม่มีข้อมูล แบบนี้มันปลัดอัปรีย์นี่หว่า มึงแดกภาษีชาวบ้านได้ยังไง ชาวบึงกาฬยังจะให้มันเป็นปลัดจังหวัดอยู่อีกหรือ จะเอาปลัดโจรเยี่ยงนี้ไว้อีกหรือ ?

 

จดหมายอนุญาตให้สร้างมัสยึดบึงกาฬ ลายมือใครขอได้โปรดทัศนา

เซ็นอนุมัติเอง เป็นประธานการประชุมเอง เถียงแทนเอง เสร็จสรรพ

ถามแบบมหาโชว์ก็ต้องขอบอกว่า

"เหี้ยไหมล่ะ พี่น้อง"

 

ปล.อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ขออนุญาตใช้คำหยาบซักวัน

 


 

 

ที่มา : เฟซบุ๊กสำนึกรักปากคาด : 25 กันยายน 2559



น้ำเหนือบ่า เดือนหน้าอ่วม !

อยุธยาจมบาดาลล่วงหน้า

กรุงเทพและปริมณฑลเตรียมไว้ให้ดี มีแจ๊กพ็อต

 

 

ถามว่า สำนักพุทธฯ ของ "พนม ศรศิลป์" พร้อมหรือยัง สำหรับการช่วยเหลือวัดวาอารามในยามฉุกเฉิน อย่ามัวแต่นั่งอ่านข่าวเจ้าคุณประสารและพุทธะอิสระนะฮะ งานพระศาสนาแนวรุกที่ทำแล้วได้คะแนนเนื้อๆ ก็คือ งานช่วยเหลือยามวิกฤตนี่แหละ สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้น ธรรมกายโกยคะแนนไปอื้อ ขนาดชาวคลองสามทั้งตำบลยังท่องคาถา "เพราะหลวงพ่อช่วยตอนน้ำท่วม เราจึงต้องช่วยหลวงพ่อ ตายเป็นตาย" อะไรปานนั้น ดังนั้น ก็อย่านอนหลับทับสิทธิ์ ให้รีบวางกำลังทั้งส่วนกลาง (พุทธมณฑล) และส่วนภูมิภาค (พศจ. อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี สุพรรณบุรี นนทบุรี และปทุมธานี) นัดประชุมฉุกเฉิน วางแผนเร่งด่วน โอบล้อมพื้นที่ประสบภัย ให้ทันภายใน 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งคนและอุปกรณ์การกู้วัด รวมทั้งข้าวสารอาหารแห้ง จะตั้งศูนย์ฉุกเฉิน ณ ที่ใด ก็คุยกันให้เสร็จภายในชั่วโมงเดียว อย่าโอ้เอ้ ประสบการณ์ครั้งก่อนก็มีพร้อมแล้ว เหลือแต่เพียง "สติ" เท่านั้น ถ้าตั้งสติทัน ทุกอย่างก็จะทันการณ์ และเมื่อนั้น งานทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ก็จะไปได้สวย เชื่อไม่เชื่อก็ตามใจ แต่รับรองว่า งานนี้ถ้ารับมือไม่ทัน นายพนมจมแน่  !

 

 

 

ภาพ : แนวหน้า-มติชน

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 25 กันยายน 2559


 

โน มัสยิด !

ชาวพุทธบึงกาฬลั่นกลองรบ

เรียกประชุมชี้ขาด

26 กันยา พรุ่งนี้ !

 

อา..! นี่ละ คือการวัด "พลังชาวพุทธ" ว่าจะยังเข้มแข็งอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะ "พื้นที่ริมโขง" มิใช่พื้นที่ชายทะเล อันอยู่ห่างกันสุดกู่ เหมือนหัวกับตีน ชาวพุทธจะเสียพื้นที่ส่วนนี้ไปหรือไม่ แน่นอนว่า แรกจะสร้างนั้น ทางฝ่ายโน้นย่อมจะอ้าง "สารพัด" และจะไม่มีปัญหาในระยะแรก แต่ครั้นสร้างได้แล้ว ก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ที่สำคัญก็คือ สร้างแล้วเลิกไม่ได้ ขนาดในอินเดีย วัดพระเวฬุวัน ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา พอมุสลิมเอาหลุมฝังศพไปตั้งไว้ จนป่านนี้ ผ่านไปนับพันปี จนบัดนี้ยังไม่สามารถเอาออกได้ ขยับเมื่อไหร่ "มุสลิมทั่วโลก" โวยวายเมื่อนั้น ถึงจะอ้างว่าเป็นพุทธสถานสำคัญก็ตาม ใครอยากรู้ก็ถามเจ้าคุณประสารดู ว่าไปแสวงบุญที่อินเดียแล้วได้เรื่องนี้กลับมาเล่าด้วยหรือเปล่า ว่าเราถูกเขาทำอย่างไร ? ยิ่งปัตตานียิ่งไม่ต้องพูดถึงหรอก ดินแดนแถบนั้นถูก "วาดสีแดง" เป็นนครรัฐปัตตานีไปหมดแล้ว มีแต่รัฐบาลไทยเท่านั้นที่ยัง "ฝันหวาน" ฝันว่าเขายังอยู่กับเรา เสียงปืนแตกเมื่อไหร่ แล้วจะรู้สึก ว่าไอ้ที่หยวนๆ ให้กับเขามาโดยตลอดนั้น มันได้ผลทางการเมืองจริงหรือไม่ ?

 

 

บึงกาฬ กับ ปัตตานี

สองนครรัฐที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่รัฐบาลกลับปล่อยปละละเลย จนชาวพุทธต้องลุกขึ้นต่อสู้กันเอง มีรัฐบาลทำไมไม่ทราบ หรือจะให้เขาฆ่ากันตายเสียก่อน ?

 

 

 

 

 

เอาแบบนี้ซักทีดีไหม ?

 

 

ลุยฮ่ะ หมู่เฮา !

 

ปากคาดฮือต้านมัสยิด หวั่นผลกระทบชุมชน

ชาวบ้านโนนก่อ หมู่ 6 ต.ปากคาด อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ และชุมชนใกล้เคียงกว่า 100 คน รวมตัวชุมนุมหน้าที่ว่าการอำเภอปากคาด เมื่อบ่ายวันที่21 ก.ย. พร้อมกับถือป้ายคัดค้านการก่อสร้างมัสยิดในชุมชนและยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงนายพงษ์ศักดิ์ ปรีชาวิทย์ ผวจ.บึงกาฬ ให้ระงับการก่อสร้างมัสยิด เนื่องจากมีความขัดแย้งกันในชุมชนเกรงว่าจะเกิดเหตุบานปลาย โดยมีนายกรกต ธำรงวงศ์สวัสดิ์ ปลัดจังหวัดบึงกาฬ พร้อมด้วย พ.ต.ท.สันติภาพ มีผลสาสะโม รอง ผกก.สส.สภ.ปากคาด ร.ท.กิตติศักดิ์ อัยแก้ว ผบ.กกล.รส.ร้อย 1331 บึงกาฬ ออกมารับหนังสือร้องเรียนพร้อมกับเชิญชาวบ้านไปรับฟังคำชี้แจงในศาลาอเนกประสงค์

น.ส.นงลักษณ์ นิยะนุช อายุ 37 ปี แกนนำชาวบ้านเปิดเผยว่า เคยร้องคัดค้านเรื่องการสร้างมัสยิดและหยุดการก่อสร้างไประยะหนึ่ง เนื่องจากคนชุมชนไม่เห็นด้วย แต่ 2 เดือนต่อมาได้มีการก่อสร้างต่อ สอบถามเจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่มีใครทราบเรื่อง จึงล่ารายชื่อชาวบ้าน 2,537 คน และพระสงฆ์ 110 รูป ร้องคัดค้าน

นายกันทลักษณ์ ไชยยงยุทธ อายุ 48 ปี แกนนำอีกคน เปิดเผยว่า ยอมรับชาวมุสลิมมีสิทธิ์จะสร้างมัสยิดที่ไหนก็ได้ แต่ขอให้มาพูดคุยกับชุมชนดั้งเดิมที่เขานับถือศาสนาอื่นก่อน เหตุที่คัดค้านเนื่องจากจุดก่อสร้างมัสยิดอยู่ใกล้กับวัดพุทธ โรงเรียน ซึ่งชาวมุสลิมมีการละหมาดวันละ 5 ครั้ง ออกเสียงผ่านหอกระจายข่าวเกรงว่าจะส่งผลกระทบมลภาวะทางเสียง และรบกวนความสงบสุขของผู้อื่น

ด้านนายกรกต ปลัดจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า ได้ชี้แจงข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญให้กลุ่มชาวบ้านที่ร้องคัดค้านได้เข้าใจ แต่เป็นเรื่องยากเนื่องจากมีการตั้งธงเอาไว้แล้วว่าไม่เอามัสยิด สาเหตุจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ชี้แจ้งให้ชาวบ้านทราบตั้งแต่แรกเริ่ม จากนี้จะนำหนังสือร้องเรียนเสนอ ผวจ.บึงกาฬพิจารณาแก้ไขปัญหาต่อไป

ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อสอบถามอิหม่ามประจำมัสยิดและผู้เกี่ยวข้องแล้ว แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้ซึ่งข่าวคืบหน้าจะนำเสนอต่อไป

 

 

ข่าว : ไทยรัฐ : 25 กันยายน 2559


 

ฉกรรจ์ !

พุทธะอิสระฟันเจ้าคุณประสารยับ

จัดหนัก - เป็นนายหน้าค้าคนไปอินเดีย

เรียกเฮีย สะบัดสำนวน "สันดาน" โอ๊ย !

เจ้าคุณประสารไม่คิดฟ้องกลับบ้างหรือไง

เห็นโดนคุณสุวิทย์เล่นไปหลายกระทงแล้วมิใช่หรือ

ถ้าคราวนี้ไม่ฟ้องก็น่านับถือนะ ว่าใจกว้างกว่าแม่โขง !

 

 

วันแดงเดือด !

 

 

เฮียประสารแกออกมาร้องโอดครวญโหยหวนอีกแล้วพี่น้อง

แม้มาเที่ยวนี้ดูจะพัฒนาเสียงโอดครวญให้ดูดี ไม่ได้มีการเรียกร้องให้ออกมาเคลื่อนไหวโดยตรงก็ตาม

แต่คนมีปัญญาเขาอ่านออกว่า ก็คือเสียงร้องโหยหวนโอดครวญ ขอความเมตตาร่วมมือการปลุกระดมจากบรรดาพวกพ้องทั้งหลาย ว่าสถานการณ์ของศาสนากำลังตกเป็นผู้ถูกกระทำ เพื่อให้สังคมรู้สึกไม่พอใจ ไม่ชอบใจ และก็โกรธแค้นต่อฝ่ายตรงข้ามตนและรัฐบาล

พุทธะอิสระอยากบอกเฮียประสารว่า ไอ้พฤติกรรมแหกตาตีเนียนอย่างนี้ มันดูจะคล้ายๆ กับผู้จำเลยคดีจำนำข้าว และผู้ต้องหาหนีหมายศาลที่ซุกหัวอยู่ในสำนัก และเหมือนกับพฤติกรรมของแกนนำ นปช. ยังกับถอดมาจากพิมพ์เดียวกันเลย

แต่ดูท่าจะใช้ไม่ได้กับคนมีปัญญาดอกนะเฮีย แค่พวกเฮียอ้าปากเขาก็เห็นไส้พุงมารยาสาไถยของพวกเฮียหมดแล้ว

เพราะคนยุคนี้เขากินข้าว ไม่ได้กินหญ้า เฮียและพวกจะมาเที่ยวแหกตาหลอกล่อให้พวกเขาออกไปเป็นเครื่องมือของพวกเฮียน่ะ มันหมดสมัยแล้ว

ยกเว้นแต่พวกของกินหญ้าเท่านั้นแหละที่จะหลงเชื่อ

มันจะอะไรกันนักกันหนาล่ะเฮีย กระอีแค่ สนช. เขาไม่รับร่างกฎหมายสนับสนุนให้ชาวพุทธไปนมัสการสังเวชนียสถานแค่นี้ ถึงกับจะทำให้พุทธศาสนาในประเทศไทยล่มสลายเลยทีเดียวหรือ

และที่เฮียบอกว่าการที่ สนช. ไม่รับร่าง พรบ.นมัสการสังเวชนียสถาน เป็นการตัดโอกาสชาวพุทธ

ขอถามเฮียว่า แล้วไอ้งบประมาณที่รัฐเขาให้เป็นค่าใช้จ่ายให้ชาวพุทธเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน 3 ปีที่ผ่านมาเป็นเงินถึง 70 ล้าน มีใครบ้างล่ะที่ได้มีโอกาสเดินทางไปนมัสการ พวกหลวงพี่หลวงพ่อหลวงตาบ้านนอกเคยได้ไปกับเขาบ้างไหม หรือพ่อเฒ่าแม่แก่ตามหัวไร่ปลายนามีสิทธิเหมือนพวกของเฮียที่ได้ไปแล้วไปอีกบ้างไหม

เห็นมีแต่พวกนิสิต มจร. และ มหามกุฏ และพวกวงศาคณาญาติของพวกเฮียที่ได้ไป

การที่เฮียออกมาโวยวายที่ พรบ.นี้ไม่ผ่าน ก็เพราะเฮียมีหน้าที่เป็นรองอธิการบดี มจร. ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ ซึ่งจะต้องรับผลประโยชน์เต็มๆ จาก พรบ. สนับสนุนงบให้เดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานใช่ไหมล่ะเฮีย พอ พรบ. ไม่ผ่านเฮียถึงจะเป็นจะตาย โวยวายทำเหมือนกับศาสนาพุทธในเมืองไทยจะล่มสลายยังงั้นแหละ

ไอ้สันดานบิดเบือนกลบเกลื่อน ตีไข่ใส่สี พูดความจริงไม่ครบนี่ ดูว่าพวกเฮียถนัดอยู่แล้วนี่

ที่เฮียเขียนว่ามีการล่วงเกินคณะสงฆ์และมหาเถระอย่างไม่รู้สึกผิดนั้น เฮียหมายถึงใครที่ถูกล่วงเกิน

หากเฮียจะหมายถึงพวกลัทธิทำจนกลายที่ไม่ยอมรับกฎหมาย ไม่ยอมรับพระธรรมวินัย คือคณะสงฆ์ หรือมหาเถรผู้ต้องคดีครอบครองรถหนีภาษีจนได้สมเด็จที่อยู่ในเงาของปาราชิกอยู่ขณะนี้

มันก็สมควรให้ชาวบ้านเขาย่ำยีแล้วนี่เฮีย

อย่าว่าแต่ย่ำยีเลย ต่อให้จับถอดจีวรนอนคุกก็สมควร

พระพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุว่าธรรมทั้งปวงล้วนแต่เกิดมาจากเหตุ
เมื่อทำเหตุที่ชั่ว เหตุที่เลว ก็ย่อมได้รับผลที่เผ็ดร้อนเลวร้าย จะให้ชาวบ้านเขาโง่งมงายเทิดทูนกราบไหว้ยังงั้นหรือเฮีย

หรือเฮียไม่ใช่สาวกของพระพุทธเจ้าเสียแล้ว เลยไม่เชื่อว่าเหตุที่เกิดก็เพราะพวกลัทธิทำจนกลายและมหาเถระของเฮียล้วนทำผิดทำชั่วด้วยตัวเองทั้งนั้น

ไม่มีใครเขาไปทำเหตุเลวๆ ยัดเยียดใส่ร้ายให้พรรคพวกของเฮียดอก

ส่วนที่เฮียพยายามโอดครวญส่งสัญญาณอย่างโหยหวน เหมือนกับกำลังถูกกระทำให้ทุกข์ทรมาน จะตายแหล่ไม่ตายแหล่ เพื่อเรียกร้องความสนใจของพวกเฮียน่ะ ขอย้ำว่าพวกเฮียเท่านั้น คนที่เขารักพระธรรมวินัย ศึกษาพระธรรมวินัย พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าใครผิดใครถูก

ส่วนพรรคพวกของเฮียจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็สุดจะคาดเดา เอาแค่ว่าหากออกมาเมื่อไหร่คงได้สนุกแน่งานนี้

สิ่งที่ชาวบ้านเขาแปลกใจสงสัยอีกอย่างหนึ่งคือ เวลาพวกเฮียออกมาเรียกร้องโวยวายทีไร ไม่เคยเห็นว่าพระธรรมวินัยจะงอกงามเจริญใดๆ เลย มีแต่จะมาเรียกร้องให้พวกเฮียงอกงามเจริญ

สรุปแล้ว เฮียยังเป็นนักบวชของพระธรรมวินัยนี้อยู่หรือเปล่าเนี่ย คนเขาสงสัยเลยฝากถามมา

 

พุทธะอิสระ

24 กันยายน 2559

 


 

ปลื้มพระทัย !

สมเด็จพระราชินีทรงโปรดชาวไทยภูเขา

จัดกิจกรรมวันแม่แห่งชาติ ปี 59 โดยพร้อมเพรียง

เจ้าคุณฉ่ำ-เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรลั่นวาจา

"ปีหน้าต้องจัดให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม"

 

 

 

พระเทพกิตติเวที

เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร ประธานคณะพระธรรมจาริก

 

 

 

ภาพกิจกรรมวันแม่แห่งชาติของชาวไทยภูเขา

นำโดยศูนย์พระธรรมจาริก วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

มีพระเทพกิตติเวที (ฉ่ำ ปุญฺญชโย ป.ธ.9) เป็นประธาน

 
























 

 

คณะพระธรรมจาริก ปลาบปลื้ม สมเด็จพระราชินี มีพระราชกระแสทรงขอบใจและอนุโมทนา ทรงรับความปรารถนาดีไว้ด้วยความซาบซึ้งพระราชหฤทัยยิ่ง

สืบเนื่องจากคณะพระธรรมจาริกโดยพระเทพกิตติเวที ประธานคณะพระธรรมจาริก เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ได้จัดโครงการชาวไทยภูเขาร่วมใจปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ แม่ของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ครบ ๗ รอบ ในวันที่ 12 สิงหาคม 2559 เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระนางเจ้าฯทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยภูเขา โดยคณะพระธรรมจาริกทุกรูปในแต่ละพื้นที่ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมนำชาวไทยภูเขาในพื้นที่ปฏิบัติธรรม ตักบาตร สวดมนต์ เจริญจิตภาวนา ปลูกป่า เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน และนำชาวไทยภูเขาจุดเทียนชัยถวายพระพร และลงนามในสมุดถวายพระพรชัยมงคลหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และรวบรวมสมุดลงนามถวายพระพรชัยมงคลจากศูนย์พระธรรมจาริกในแต่ละพื้นที่ ขึ้นทูลเกล้าฯถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ ผ่านทางราชเลขาธิการในพระองค์ และรองราชเลขานุการในพระองค์ฯ ได้มีหนังสือตอบที่ รล0004.1/22675 ความว่าได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลทราบฝ่าพระบาทแล้ว ทรงอนุโมทนา และมีพระราชกระแสทรงขอบใจในน้ำใจไมตรีของชาวไทยภูเขา ทรงรับความปรารถนาดีไว้ด้วยความซาบซึ้งพระราชหฤทัยยิ่ง

 

ที่มา : วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม : 23 กันยายน 2559



มีใบสั่งล้ม
!

เจ้าคุณประสารซัด กมธ.ศาสนา คว่ำ พรบ.ไปอินเดีย

ถามตรง

ชาวพุทธถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจะอยู่กันอย่างไร ?

 

 

อา..ฟังดูก็น่าหดหู เอ๊ย หดหู่ใจนะฮะ ถูกทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งกว่าโสเภณีโดนโทรม จนพระศาสนาทรุดโทรมเหมือนเสียกรุงศรีครั้งที่สองปานนั้น เอางี้ดีไหมท่านประสาร ถ้าใครไม่เห็นด้วยกับ พรบ.ฉบับนี้ พวกเราก็แอนตี้ "ห้ามไปอินเดีย" น่าจะได้ผลเกินร้อย แต่..แต่ว่า ถ้าศึกษาจากพระราชพงศาวดาร ท่านประสารก็จะเข้าใจว่า "ที่เสียกรุงไปถึง 2 ครั้งน่ะ เพราะไทยเรากัดกันเองทั้งสิ้น" ไม่มีพม่าหมาแมวมากัดด้วยเลย เขาเพียงแต่รอซ้ำเมื่อเราช้ำเท่านั้น ในอินเดียก็เช่นกัน เมื่อมุสลิมยกทัพเข้ามา นอกจากพระนาลันทาจะวางเฉยไม่ยอมต่อสู้แล้ว กษัตริย์เอย พราหมณ์เอย แพศย์เอย ศูทรเอย เขาวางเฉยเช่นกัน เพราะพระพุทธเจ้าถูกธรรมกาย เอ๊ย ถูกชาวพุทธนาลันทาดัดแปลงไปสารพัดรูปแบบ หนึ่งในนั้นก็คือ นารายณ์อวตาร ร่างที่ 9 ที่ชื่อ พุทธาวตาร ไงฮะ

ถามว่า กรุงศรีอยุธยาก็ดี นาลันทาก็ดี มีเจ้าคณะผู้ปกครองไหม คำตอบก็มีไง มีมากด้วย มีเสียจนกัดกัน แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเข่นฆ่ากันเอง พ่อฆ่าลูก ลูกฆ่าพ่อ ฯลฯ ต่างแย่งกันเป็นใหญ่ ตัดกำลังกันเองจนอ่อนเปลี้ย ทุกวันนี้ คณะสงฆ์ไทยอ่อนแอเพราะอะไร นับย้อนหลังกลับไปซัก 20-30 ปีสิ ประมวลเหตุการณ์ดู แล้วจะรู้ว่า เจ้าคณะผู้ปกครองของคณะสงฆ์ไทย "เขาทำอะไร" ทำไมเรามาถึงจุดนี้ได้ในวันนี้ เพราะถ้าไม่เห็นอดีตก็ไม่เห็นปัจจุบัน แถมเมื่อถึงปัจจุบัน ถามว่า ณ วันนี้ คณะสงฆ์ไทย โดยเฉพาะพวกกรรมการมหาเถรสมาคม "ทำอะไร" เป็นชิ้นเป็นอันมั่ง หากอยากรู้ก็ไปดู "วาระการประชุม มส." ซึ่งประชุมกันเดือน 3 สามครั้ง สิครับ จะได้รู้ว่างานปกครองคณะสงฆ์ไทยนั้นมีอะไรบ้าง แล้วงานพวกนี้นะหรือที่จะไปสู้กับศาสนาอื่นเขา

 

 

12 สิงหา ไปหา มหานิกร-มหาสายชล ถวายสักการะ แสดงความยินดีที่ได้เลื่อนยศ แต่ถามไหมว่า พวกคุณได้เป็นใหญ่ พระศาสนาจะได้อะไร ?

 

เรื่องว่าเราจะอยู่กันอย่างไรนั้น เจ้าคุณประสารคงไม่ต้องห่วงหรอก เพราะมหาสายชล มหานิกร หรือใครต่อใครใน มส. เขาไม่ได้มองอย่างท่านประสาร เขามองว่า ทุกวันนี้เขาก็อยู่ดีสบายกว่าเจ้าคุณประสารเสียอีก มีตำแหน่งใหญ่คับฟ้า กินกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ พอคนเก่าตาย ก็เอาคนใหม่เข้าไปสืบทอดศาสนทายาท สร้างตำนานอัปรีย์ "ได้ดีเพราะเป็นลูกเป็นหลานสมเด็จวัดชนะ ได้ดีเพราะเป็นคนสุพรรณบ้านเดียวกัน"  พระศาสนาเลยกลายเป็นของวัดชนะ-วัดปากน้ำ หรือสายอยุธยา-ายสุพรรณ กันไง เข้าใจไหม ส่วนพระเณรทั่วประเทศนั้น ถูกมองเป็น "ขี้ข้า" โดยเฉพาะวาทะประวัติศาสตร์ที่ว่า "ไอ้ลาวตาขาว" นั้น หวังว่าศิษย์วัดมหาธาตุท่าพระจันทร์คงจะพอจำกันได้ ว่าพระภาคกลางเขามองภาคอีสานเป็นนายหรือเป็นบ่าว

ก็นั่นไงล่ะพระพุทธศาสนาก่อนจะมาถึงวันนี้ วันที่เจ้าคุณประสาร "พร่ำวอน" ครั้งแล้วครั้งเล่า ด้านหนึ่งนั้นก็เหมือนวีรบุรุษผู้ผุดขึ้นมาท่ามกลางความหายนะของพระศาสนา อีกด้านหนึ่งนั้นก็เหมือน "ตบหน้ามหาเถรสมาคม" ว่าพวกท่านทำอะไร ทำไมปล่อยปละละเลยพระศาสนาให้ตกต่ำย่ำแย่ ทำไมไม่เห็นทำอะไรให้แก่พระศาสนา แล้วมีตำแหน่งไว้ทำไม ทำไมไม่ลาออกกันให้หมด แล้วเปิดโอกาสให้พระเณรอื่นๆ เช่น เจ้าคุณประสาร ผู้มีไฟแรง ได้เข้ามารับใช้พระศาสนา เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม จะได้ช่วยพยุงพระพุทธศาสนาให้พ้นจากสภาวะวิกฤติ

เฮ้อ ! พูดไปก็เหนื่อย สู้มหาวอก เอ๊ย มหาวอ ไม่ได้ ประกาศปาวๆ "ชีวิตสงฆ์ ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ อำนาจ" เผลอแป๊ปเดียว พ่อคลานเข่าเข้าวัดปากน้ำ ขอพัดยศเฉย สงสัยเป็นวิถีทาง "ปราศจากยศ ทรัพย์ และอำนาจ" ของ ว.วชิรเมธี

 


 

ท่านประสารก็พูดไปเขียนไปนะ ดีๆ ล่อเป้ามันเข้าไว้ จะได้ไม่ยุ่ง มส. ไง

 

 

อ๋อ เหรอครับ ครับ !

 

 

เจ้าคุณประสารข้องใจชาวพุทธถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ ข้องใจร่าง พ.ร.บ.นมัสการสังเวชนียสถานโดนคว่ำ ชี้เป็นการตอกย้ำชาวพุทธกำลังถูกกระทำไม่ให้ความสำคัญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่ชาวพุทธเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ควรได้รับการดูแลจากภาครัฐในการไปแสวงบุญ

วันนี้ (23 ก.ย.) พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการที่อนุกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  มีมติไม่เห็นด้วยกับ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมนมัสการสังเวชนียสถานนั้น ในฐานะองค์กรพุทธรู้สึกผิดหวังในการตัดสินใจของอนุกรรมาธิการเป็นอย่างยิ่ง เพราะชาวพุทธควรได้รับการดูแลจากภาครัฐในการแสวงบุญในฐานะพุทธศาสนิกชนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้บ้าง การที่อนุกรรมาธิการคว่ำร่าง พ.ร.บ.ในครั้งนี้ คาดว่ามาจาก 3 สาเหตุคือ 1.มีใบสั่ง 2.ไม่ให้ความสำคัญ หรือ 3. ชาวพุทธไม่มีปฏิกิริยาใดๆตอบโต้ ดังนั้นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อพี่น้องชาวพุทธครั้งแล้วครั้งเล่า รวมทั้งการละเมิด ล่วงเกินต่อคณะสงฆ์ พระมหาเถระอย่างไม่รู้สึกผิดและไม่มีท่าทีว่าจะยุตินั้น เห็นควรแล้วหรือยังที่ชาวพุทธจะเอาสิ่งเหล่านี้มารวบรวมเป็นบทเรียนร่วมกันในเชิงสติปัญญาและสันติว่า ต่อจากนี้ไปทิศทางของคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนาในสังคมไทยจะเป็นอย่างไร เราจะอยู่กันอย่างไร ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ พวกเราจะพึ่งพาอาศัยใครได้บ้าง นี่เป็นคำถามที่สำคัญสำหรับอนาคตของพวกเราชาวพุทธ

"การที่ชาวพุทธถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ให้เกียรติ ไม่ให้ความสำคัญ ถูกก้าวข้าม พวกเราต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ เพื่อรักษาพระศาสนาไว้ให้คงอยู่ในสังคมไทยต่อไป นี่คือความจำเป็นในเวลานี้   เราไม่ได้มาพูดเพื่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคมไทย ไม่ได้ต่อว่าศาสนาอื่น เพราะเราต่างเคารพซึ่งกันและกัน แต่เราชาวพุทธควรจะเอาความจริงในปัจจุบันมาเป็นตัวตั้ง เพื่อจะได้เข้าใจปัญหาให้ถูกต้องตรงกัน เพื่อจะได้กำหนดอนาคตของพระพุทธศาสนา และชาวพุทธในประเทศนี้ได้ถูกต้องต่อไป" เจ้าคุณประสาร กล่าว

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 23 กันยายน 2559


 

ปัดตก !

สนช.คัดค้านกฎหมายไปอินเดีย

บอกยังไม่จำเป็น !

 


 

 

อืม ! ก็คงจะจริงของท่านประธานกรรมาธิการแหละฮ่ะ เพราะว่าอะไรที่ไม่จำเป็นแล้วก็ยังไม่ต้องรีบทำ ปัญหาเร่งด่วนของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยที่จำเป็นต้องทำมีอีกมากมายก่ายกอง ไม่จำเป็นต้องขนเงินขนทองไปให้อินเดียหรอก อย่างคราวก่อนนั้นระดมทุนกันไปร่วมๆ พันล้าน เพื่อจะไปทำยอดพระเจดีย์ทองคำถวายที่พุทธคยา ก็ไม่เห็นจะมีชาวพุทธไทยคนไหนออกมาต่อต้านว่า "ไม่จำเป็น" เห็นมีก็แต่..อยากได้บุญ ทุ่มเอา ทุ่มเอา ยิ่งกว่าเณรคำ วันนี้กลับบอกว่า ชาวพุทธไทยไม่มีเงิน ต้องให้รัฐบาลออกตังค์ไปอินเดีย ฟังแล้วมันละเหี่ยใจ

คือมิใช่ว่า อิสลามมีอะไร พุทธไทยต้องมีเหมือนกันทุกอย่าง อย่าเฮไหนเฮนั่น ไหนมหาเถรสมาคมมุ่งหวังจะให้พุทธมณฑลเป็น "ศูนย์กลาง" พระพุทธศาสนาโลกไง แล้วทำไมจะให้ออกกฎหมายไปอินเดีย ไม่เอาไทยเป็นศูนย์กลางแล้วหรือ อย่าขัดอย่าแย้งกันเองสิ ทำอะไรให้มันตรงไปตรงมา จะได้ไม่ต้องเสียท่าดังที่เห็น อีกอย่างนะ จะออกกฎหมายสำคัญสำหรับพระศาสนาทั้งที ให้พระเด็กๆ เพียงคนสองคน วิ่งเอาหนังสือไปยื่น คิดว่ากรรมาธิการศาสนาเขาเป็นหมูหรือไง มันต้องตั้งกรรมการทั้งพระและฆราวาสญาติโยมที่เขาเชื่อถือ ทำงานเป็นขั้นเป็นตอน อย่าสุกเอาเผากิน นี่แหละที่ควรปฏิรูปเป็นอันดับแรกในเมืองไทย !

 

 

สนช. มีมติไม่เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.นมัสการสังเวชนียสถานที่อินเดีย

เมื่อวันที่ 21 กันยายน พระใบฎีกาคทาวุธ คเวสกธมฺโม หัวหน้าฝ่ายวิชาการ สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กรมการศาสนา (ศน.) และสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ เรื่องการพิจารณาและศึกษาร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมนมัสการสังเวชนียสถาน พ.ศ. โดยมี นายสมพร เทพสิทธา ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ เป็นประธาน ว่า อาตมา และนายสุระพงษ์ สีหมอก นักวิชาการพระพุทธศาสนา เข้าชี้แจงหลักการ และเหตุผลเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมนมัสการฯ ซึ่งที่ประชุมมีมติไม่เห็นชอบในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยนายสมพรให้เหตุผลว่า ชาวพุทธไม่จำเป็นต้องมี พ.ร.บ.ดังกล่าว

ขณะที่ พล.อ สุนทร ขำคมกุล รองประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ระบุว่าร่าง พ.ร.บ.มีเนื้อหาเกี่ยวกับกองทุน หรือเงิน ทางคณะอนุกรรมาธิการฯ ไม่มีอำนาจพิจารณา ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เท่านั้น มีอำนาจพิจารณาและเสนอเป็นกฎหมาย

แม้คณะอนุกรรมาธิการฯ จะเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มีเรื่องเกี่ยวกับเงิน แต่ในทางกฎหมายความเห็นของคณะอนุกรรมาธิการฯ ยังไม่ถึงที่สุด ส่วนเหตุผลที่นายสมพรคัดค้านนั้น ไม่สมเหตุสมผล อยากให้ถามความคิดเห็นของชาวพุทธก่อนคัดค้านว่า ทำไมถึงไม่มีความจำเป็นต้องไปแสวงบุญที่สังเวชนียสถานอินเดีย เพื่อน้อมรำลึกถึงพระพุทธเจ้า พระใบฎีกาคทาวุธ กล่าว

นายพัลลภ ไทยอารี เลขาธิการองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก กล่าวว่า มองว่ารัฐควรสนับสนุนให้มีกฎหมายรับรองชาวพุทธที่ไปแสวงบุญที่สังเวชนียสถาน เพื่อสร้างความเป็นระบบระเบียบที่ดี ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาความไม่เท่าเทียมกันระหว่างศาสนา ที่ สนช.อ้างว่าในร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมนมัสการฯ มีเนื้อหาเกี่ยวกับกองทุน จึงไม่รับร่างนั้น มองว่า พ.ร.บ.ของศาสนาอื่นก็มีเรื่องกองทุนเช่นกัน

 

ข่าว : มติชน : 22 กันยายน 2559


เจาะข่าวตื้น !

สนธิไม่อยู่ ผู้จัดการ เจาะข่าวตื้น

ไม่บอกว่ามหาวอเปลี่ยน ทั้งๆ ที่เขาแปรพักตร์ไปแล้ว !

 

หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับวันที่ 21 ก.ย. 59 คอลัมน์พิเศษ จัดถวายวัดพระธรรมกายโดยเฉพาะ พ่วงมหาเถรสมาคม ซึ่งมีสมเด็จช่วงเป็นประธาน แต่มีไฮไลต์ที่สำคัญ คือการนำภาพพระเซเลป นามว่า "ว.วชิรเมธี" ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่ไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย ได้เข้ารับตราตั้งตำแหน่ง "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง" ในสังกัดวัดพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา สถานที่คือพระอุโบสถวัดปากน้ำภาษีเจริญ เวลา 14.00 น. ซึ่งล็อตนี้มีจำนวนพระสังฆาธิการทั้งสิ้น 60 รูป แต่ผู้จัดการก็ "เจาะจง" เอาเฉพาะพระมหาวอมาลง ก็คงจะคลางแคลงใจว่าไปมาอย่างไร ทำไมพระมหาวอถึงได้สลัดคราบพระนักวิชาการ หันไปรับตำแหน่ง "พระนักปกครอง" ซึ่งเป็นคนละเส้นทางที่เคยเดินมาโดยตลอด

 

 

ถ้าติดตามบทบาทของพระมหาวอมาโดยตลอดแล้ว ก็จะพบว่า พระมหาวอนั้นมีบทบาท 2 ทาง คือ ทางการเมืองนั้นแทบจะอยู่ในฝ่ายตรงกับข้ามกับพรรคไทยรักไทย (ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์) ซึ่งแน่นอนว่าบทบาทนี้ย่อมจะเป็นที่ถูกใจและเชิดชูบูชาของฝ่ายเสื้อเหลือง อันมี นายสนธิ ลิ้มทองกุล แห่งเครือผู้จัดการ นายสุทธิชัย หยุ่น แห่งเครือเนชั่น เป็นต้น เป็นผู้นำ รวมทั้งพลพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ในทางศาสนานั้น ในปี พ.ศ.2546 สมัยเรียนปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. พระมหาวอ ได้ทำปริญญานิพนธ์เรื่อง "บทบาทการรักษาพระธรรมวินัยของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ศึกษาเฉพาะกรณีธรรมกาย" โดยอาศัยหนังสือที่ชื่อว่า "กรณีธรรมกาย" ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต ป.ธ.9 พธ.บ.) วัดญาณเวศกวัน นครปฐม มาเป็นแม่บท ฟันธงว่า "ธรรมกายเป็นอันตรายต่อสถาบันสงฆ์ ต่อพระพุทธศาสนาเถรวาท และต่อความมั่นคงของประเทศชาติ" เมื่อวิทยานิพนธ์นี้ถูกตีข่าวออกไปในสังคมไทย จึงทำให้มีการ "จับ" เอาพระมหาวอ มาเป็นโมเดล "พระน้ำดี" คู่กับพระพรหมคุณาภรณ์ ซึ่งอยู่ในฝ่ายตรงข้ามกับธรรมกายมาโดยตลอด

นั่นคือภาพของพระมหาวอที่สังคมไทยรับรู้รับทราบกันมานาน อย่างน้อยก็ราวๆ 10 ปี ซึ่งเป็นช่วงเกิดกรณี "เหลือง-แดง" ในประเทศไทย ทำให้ฝ่ายเสื้อเหลือง หรือฝ่ายอะไรก็ตามแต่ ที่ไม่เอากับธรรมกาย "เชื่อ" ว่าพระมหาวอคือพระฝ่ายตรงข้ามกับธรรมกาย และเป็นฝ่ายเดียวกับตน อย่างน้อยก็มีวิทยานิพนธ์ฉบับนั้นเป็นหลักฐานอ้างอิง ถึงแม้พระมหาวอจะไม่เคยเผยแพร่ด้วยตัวเอง หรือแม้แต่ออกมาพูดสนับสนุนทฤษฎีปริญญาโทของตนเองเลยซักครั้งก็ตาม แต่พระมหาวอก็ไม่เคย "ปฏิเสธ" ต่อการนำเอาวิทยานิพนธ์ของตนเองไปเผยแพร่ การนิ่งของพระมหาวอย่อมจะเป็นผลไปในทาง "ยอมรับ" ว่าตนเองเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับ "ธรรมกาย"

27 ก.พ.2558 เว็บไซต์ผู้จัดการ เคยนำเสนอบทความเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ของ ว.วชิรเมธี โดยตั้งชื่อว่า เปิดโปงธรรมกายสุดอันตราย และในเดือนธันวาคม พ.ศ.2555 บัณรส บัวคลี่ คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เคยเขียนในหัวข้อ "ว.วชิรเมธี เป้าเกลียดชังจากคนเสื้อแดง" และเหตุการณ์ทำนองเดียวกันอีกหลายครั้ง ช่วยตอกย้ำ "ภาพมหาวอ" ว่าเป็นพระสีอะไรในสังคมสงฆ์ไทย

 

 

ว.วชิรเมธี  คำ ผกา  และ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

 

แน่นอนว่า "บทบาททางสื่อ" ของ ว.วชิรเมธี ย่อมมี 2 ด้าน คือมีทั้งคนเห็นด้วยและคัดค้าน ดังกรณี เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งถือว่าเป็นมือหนึ่งของเมืองไทยในด้านกาพย์กลอน เคยเขียนยกย่องพระมหาวอไว้ว่า

 

พระผู้สร้างกุศลธรรมนำครรลอง พระผู้ครองสันโดษสมถะ
พระถึงพร้อมวิชชาจรณะ คารวะ พระ ว.วชิรเมธี

 

อ่านดูก็หรูเริ่ด !

แต่อีกด้านหนึ่งนั้น พระมหาวอก็ถูก  "คำ ผกา" คอลัมนิสต์และนักจัดรายการทางวอยซ์ทีวี วิจารณ์อย่างหนักหน่วงเช่นกันว่า

"งานของท่าน ว.วชิรเมธี มันเป็นยากล่อมประสาท หลอกขายกันไปวันๆ ไม่ได้ทำให้คนตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม มันเป็นการเอาตัวรอดคนเดียว...แขก เลยมองว่ามันเป็นการมอมเมาทางปัญญา สอนให้คนหลีกหนีปัญหา แล้วก็ทำให้มืดบอดต่อปัญหาของคนอื่นในสังคมด้วย คำพูดของ ว.วชิรเมธี มีอะไรที่ลึกซึ้งบ้าง ไม่มี แต่ทำไมคนถึงให้ความสำคัญ เพราะมันออกมาจากพระที่บอกว่าตัวเองอ่านพระไตรปิฎกเจนจบ เป็นศิษย์พุทธทาส (มติชนออนไลน์ 19 ส.ค.53)

อ่านดูก็แหลวแตว (ภาษาเหนือ) แปลเป็นไทยกลางก็คือ เละเทะ !

พูดตามสำนวน "โน๊ต-อุดม แต้พานิช" เจ้าพ่อเดี่ยวก็คงจะเป็นว่า "แม่เจ้า หล่อนช่างกล้า เอาผ้าถุงไปเสียดสีกับผ้าสบงมหาวอ" ก็ไม่รู้เช่นกันว่า นี่จะเป็นผลให้ท่านวอย้ายตัวเองไปจำศีลอยู่ที่ท้องไร่ในจังหวัดเชียงรายหรือไม่ เพราะท่านบอกว่า อยู่กรุงแล้ววุ่นวาย สุขภาพแย่ งานหนังสือก็ไร้คุณภาพ สรุปว่า วอยซ์ทีวีจอหนึ่งล่ะ ที่ไม่ยินดีต้อนรับ ว.วชิรเมธี !

 

 

 

"อร่อยจนลืมกลับวัด"

สำนวนอมตะของ ว.วชิรเมธี หรืออีกนามหนึ่ง ว.ชวนชิม

 

 

ในฝ่ายธรรมกาย (รวมทั้งวัดปากน้ำ) ซึ่งกำลังถูกมรสุมมะรุมมะตุ้มอยู่ในขณะนี้ ก็รู้เหมือนกัน ว่าพระมหาวอ "วางตัว" อยู่ทางฝ่ายไหน หรือถูกเชิดไปในทิศทางใด แรกๆ นั้น ทางวัดปากน้ำก็วางเฉย เพราะคิดว่ายังไงก็ไม่มีผลต่อตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช แต่นานๆ ไปมันชักจะไม่แน่ใจ แถมธัมมชโยก็ออกจากคลองสามไม่ได้ งานนี้อะไรที่เป็นคุณหรือเป็นผลบวกต่อวัดปากน้ำและวัดพระธรรมกาย ก็จำเป็นต้องทำทั้งสิ้น และ "วอแหวน" ก็ถูกนำมาประดับนิ้วก้อย เพราะวิเคราะห์แล้ว เห็นว่า "บทบาทของมหาวอ เป็นที่ชื่นชอบและศรัทธาของฝ่ายตรงกันข้ามกับวัดปากน้ำและวัดพระธรรมกาย" การจะตีมหาวอเหมือนตีพุทธะอิสระนั้นทำไม่ได้ จะถูกโต้กลับ เพราะมหาวอมีภาพอันสวยงามเป็นดาราหน้าปกหนังสือหรืองานอีเว้นต์ ใครไปทำร้ายก็มีหวังถูกแม่ยกกรี๊ดใส่สนั่นเวที วิธีการอันวิเศษก็คือ "ดึงมหาวอให้หันหน้ามาเป็นพวก" เพราะถ้าดึงมหาวอมาเข้าพรรควัดปากน้ำได้ ก็เท่ากับปิดปากไมค์ทองคำไปแล้วหนึ่งไมค์ ที่เหลือก็คงไม่เท่าไหร่

ส่วนต้นทุนที่ใช้นั้นก็ไม่ต้องควักย่ามใครเลย ใช้วิธี "อัฐยายซื้อขนมยาย" ใช้ยศถาบรรดาศักดิ์ที่ได้รับพระราชทานผ่านรัฐบาลนั่นเองเป็นตัวล่อ (เห็นลูกศิษย์มหาวอโวยวายมาหลายปีว่าอาจารย์ไม่ได้เป็น) ช่วงนี้วัดพระธรรมกายก็ได้เจ้าคุณไปเยอะแล้ว สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย เอาไว้ฟ้าใสค่อยใส่กันเต็มที่เหมือนเอาปีละ 4 ด้ามครั้งก่อน วัดปากน้ำหรือก็เป็นเจ้าคุณกันล้นวัดแล้ว เหลือแต่หมาและแมวยังไม่ได้เป็น ให้มหาวอเป็นซะคนมันจะเสียหายอะไร มันมีแต่ได้กับได้ !

 

 

13 มกราคม 2559

สายวัดปากน้ำสืบทราบว่า "มหาวอก็อยากเป็นเจ้าคุณ" ก่อนหน้านั้น มหาวอเคยประกาศ "ยุติบทบาทพระนักวิชาการ" แต่จะขอเป็น "ครูบา" แต่ประกาศได้ไม่กี่เดือนก็เปลี่ยนใจ ในวันที่ 13 มกราคม 2559  มหาวอก็มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับสมเด็จช่วง ในงานมอบโล่รางวัลการจัดการสิ่งแวดล้อม ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจัดที่ มจร. วังน้อย รูปที่เดินตามหลังนั้นคือ พระราชวรมุนี หรือเจ้าคุณพล วัดสังเวช รองอธิการบดี มจร. และรองเจ้าคณะภาค 6 ซึ่งว่ากันว่าสนิทสนมกับ ว.วชิรเมธี

 





 

24 เมษายน 2559

 

ตกวันที่ 24 เมษายน 2559 คลื่นลูกที่ 2 ก็ตามมา พระมหาวอพร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปยังวัดปากน้ำภาษีเจริญ เพื่อถวายสักการะและสรงน้ำสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช งานนี้มี "เจ้าคุณพล-คนเมืองน่าน" เป็นพ่อสื่อ เอ๊ย เป็นพี่เลี้ยง เช่นเคย งานนี้นี่แหละ คือการ "รายงานตัว" อย่างเป็นทางการของมหาวอ ต่อเจ้าของสังกัดวัดปากน้ำ !

 




 

และแล้ว วันที่ 31 สิงหาคม 2559 ก็ลงเอย พระมหาวอเข้าวัดปากน้ำเป็นรอบที่ 2 คราวนี้ไปรับตำแหน่ง "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงราย" เปิดเผยตัวตนว่า "ต้องการเป็นพระราชาคณะ" อย่างชัดเจน ต่อสาธารณชน !

 

 

ย้อนหลังกลับไปในปี พ.ศ.2555 หลังวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งมีการพระราชทานสมณศักดิ์ชั้น "เจ้าคุณ" ให้แก่พระสงฆ์ไทยทั่วประเทศและทั่วโลก เป็นประจำทุกปี ปีนั้นมีข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" พาดหัวข่าว "ว.วชิรเมธี ชวดสมณศักดิ์อีกปี" ซึ่งนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในเวลานั้น ได้อธิบายว่า "แม้ว่า ว.วชิรเมธี จะมีผลงานที่เด่นชัด แต่ไม่เข้าหลักเกณฑ์และระเบียบใดๆ ของมหาเถรสมาคม (มส.) ทั้งสิ้น การพิจารณาสมณศักดิ์ต้องไล่ที่ระดับ ต้องดูโควตา โดยมีเสนอตั้งแต่ระดับเจ้าอาวาส ทั้งนี้ ถ้าจะได้ก็ต่อเมื่อต้องเสนอแต่งตั้งให้เป็นกรณีพิเศษจริงๆ ไม่มีเกณฑ์ใดที่จะเสนอทั้งสิ้น"

หลักเกณฑ์ในการจะได้เป็นพระราชาคณะ หรือเจ้าคุณ ของพระสงฆ์ไทยเรานั้น ถ้าไม่มีผลงานโดดเด่นเอกอุแล้ว ก็ต้องมีเส้นระดับ "ตุ๊แป๊ะ" หรือ "พระแขกบางลำพู" โน่นถึงจะเข้าป้าย แต่สำหรับพระหนุ่มเณรน้อยเช่นพระมหาวอ ถึงจะมีดีกรีเป็นเปรียญเก้า ถึงจะมีชื่อเสียงโดดเด่น แต่ก็ยังไม่มีคุณสมบัติ ซึ่งคุณสมบัตินั้น ทางมหาเถรสมาคมได้กำหนดไว้ว่า "ต้องเป็นพระสังฆาธิการ" ก็ตั้งแต่เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง หรือเป็นเจ้าอาวาสวัดใดวัดหนึ่ง ซึ่งมีฐานะสำคัญ ก็อาจจะได้รับการพิจารณา ซึ่งก็ขึ้นกับพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคมอีกต่างหาก พระมหาวอออกจากวัดเบญจมบพิตร ไปอาศัยอยู่ในไร่เชิญตะวันบ้านเกิด ยังไม่ได้ยกขึ้นเป็นวัด ก็คือเป็นสำนักสงฆ์ จึงยังคงไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว

แต่การจะทำให้มีคุณสมบัติก็มิใช่เรื่องยาก ถึงแม้วัดเบญจฯจะไม่เอามหาวอ แต่มหาวอก็เคยเป็นศิษย์ในสำนักวัดพระสิงห์มาก่อน และนั่นเอง เส้นทางของพระมหาวอจากไร่เชิญตะวันจึงมาลงตรงวัดพระสิงห์อย่างบังเอิญ บังเอิญว่า ไร่เชิญตะวันนั้นอยู่ในจังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงรายก็อยู่ในเขตการปกครองของคณะสงฆ์ ภาค 6 ซึ่งภาคนี้มีรองเจ้าคณะภาคนามว่า "พระราชวรมุนี" หรือเจ้าคุณพล คนเมืองน่าน พี่ชายสุดเลิฟของมหาวอนั่นเอง คุมเกมกันอยู่ในภาค 6 ก่อนจะต่อสายไปวัดปากน้ำ ชั่งเป็นเส้นทางที่สวยงามและลัดตรง

การเข้าวัดปากน้ำรับตำแหน่งของพระมหาวอในครั้งนี้ ก็คือ การเริ่มต้นชีวิตของพระสังฆาธิการ ซึ่งก็คือ ข้าราชการในทางสงฆ์ จะมีจริยาพระสังฆาธิการคอยควบคุมอยู่ห่างๆ การจะวิจารณ์คณะสงฆ์ หรือแตกแถวไปทำอื่นใดตามใจเหมือนเดิมนั้น ไม่ได้ และเมื่อมหาวอสมัครใจจะเป็นเจ้าคุณแล้ว ก็ถือว่า..พร้อม ไม่ปีนี้ก็ปีหน้า พระมหาวอจะได้เป็นเจ้าคุณ

ความพร้อมของพระมหาวอในครั้งนี้ ย่อมจะเกิดผลในทางปฏิกิริยาทางสังคมที่เคยมี ทั้งต่อวัดปากน้ำและวัดพระธรรมกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ปริญญานิพนธ์" ที่เคยระบุว่า "วัดพระธรรมกายอันตราย" นั้น ก็คงไม่สามารถจะยกขึ้นมาสนับสนุนแนวทางเพื่อต่อต้านธรรมกาย ของฝ่ายตรงข้าม ได้อีกต่อไป ในเมื่อพระมหาวอไปเข้าค่ายวัดปากน้ำแล้ว ซึ่งวัดปากน้ำกับวัดพระธรรมกายนั้น เป็นวัดพี่วัดน้อง หรือเสมือนหนึ่งว่าเป็นวัดเดียวกัน มีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกัน การเข้าวัดปากน้ำของพระมหาวอก็เท่ากับ "การเข้าไปช่วยเหลือธรรมกายให้รอดตาย" ในสภาวะวิกฤติ ทั้งนี้ก็ไม่มีอะไร ก็เพื่อแลกกับ "พัดยศพระราชาคณะชั้นสามัญ" อีกด้ามหนึ่ง ในบรรดาร้อยกว่าด้ามในปีนี้ หรือในปีหน้า เท่านั้นเอง

 

 

อย่างไรก็ตาม วันที่ 9 มีนาคม 2559 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้ลงบทความพิเศษ เป็นการสัมภาษณ์ ว.วชิรเมธี ว่าด้วยเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์หรือตำแหน่งต่างๆ โดย ว.วชิรเมธี ได้ให้สัมภาษณ์มีใจความว่า..ชีวิตสงฆ์ ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ อำนาจ !

 

ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ อำนาจ ว.วชิรเมธี วันที่ตั้งใจตกจากจุดสูงสุด

'เป็นบทสัมภาษณ์ที่ผมกับท่าน ว.วชิรเมธี คุยกันในรถตู้ระหว่างท่านกำลังเดินทางไปงานต่อ ดูก็รู้ว่าไม่ว่าอยู่ที่ไหนกรุงเทพฯ หรือ ไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย กระทั่งอยู่ไกลสุดสายตา

พูดเป็นภาษาเข้าการตลาดแบรนด์ ว.วชิรเมธี ยังฮอตฮิตติดตลาดอยู่เสมอ ไม่ว่าจะอยู่จุดศูนย์กลางของประเทศ หรือ อยู่ ณ ที่ไหน

ในวันที่วงการสงฆ์ เต็มไปด้วยเรื่อง ยศ ทรัพย์ อำนาจ สั่นคลอนศรัทธา ไทยรัฐออนไลน์ได้มีโอกาส พูดคุยกับ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี หลังจากที่คนมองว่าหนีหายไปจากหน้าสื่อกระแสหลักหลายปี ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้หน้าสื่อเต็มไปด้วยทัศนะและการวิพากษ์วิจารณ์ของท่านมากมาย  

เราถามมากกว่า 'การหายไปไหน' แพ้พ่าย หนีหาย เพราะแพ้ภูมิกรุงเทพฯ แพ้คนกรุงเทพฯใช่ไหม มากกว่านั้นการที่ขึ้นจุดสูงสุดแล้วลงมาอย่างกะทันหันแบบนี้ เตรียมรับมืออย่างไรและคำถามที่แทงใจ (ทั้งๆ ที่คุยเรื่องชีวิตท่าน ไม่ได้ตั้งใจหรือคิดว่าอนาคตจะมีเรื่องสงครามสงฆ์) เข้ากับสถานการณ์ 'สงครามช่วงชิงอำนาจ' กับความหมายของ 'พระสงฆ์' ที่ดีคืออะไร!! 

และนี่เป็นที่มาของวรรคทองที่ยิ่งฟัง ยิ่งเสียดแทงหัวใจบนสถานการณ์ที่ว่า ชีวิตสงฆ์ ควร ปราศจาก ยศ ทรัพย์และอำนาจ คำนี้วนอยู่ในหัวผมซ้ำๆ ขณะรถตู้สีดำที่เรานั่งกำลังวิ่งไปข้างหน้า แต่หลายคำตอบที่ได้ราวกับว่า 'วงการสงฆ์' กำลังถอยหลังเข้าคลอง 

Q : การหายออกจากหน้าสื่อ เป็นความตั้งใจใช่ไหม สรุปท่านหายไปไหนมา

เป็นความตั้งใจ เพราะคิดว่าเป็นเวลานับเป็นสิบปีแล้วที่อาตมาอยู่หน้าสื่อมาก ใครนิมนต์ไปไหนก็ไปให้เกือบทั้งหมด ด้วยความสงสารและเอ็นดูญาติโยม แต่สิ่งหนึ่งที่หายไป ก็คือ ความลุ่มลึกและสุขภาพในตัวเอง รู้สึกว่าจะเหนื่อยง่ายขึ้นมาก พอได้บทสรุปแบบนี้ หลังอายุ 35 ปี จึงคิดว่าคงต้องกลับมาใส่ใจในรายละเอียดการใช้ชีวิตให้มากขึ้น และเน้นการฝึกสมาธิภาวนา ซึ่งเป็นมิติทางปัญญาที่ลุ่มลึกมากขึ้น นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราตั้งศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวันเพื่อฝึกวิปัสสนาทั้งของตัวเองและแบ่งปันให้กับชาวไทย ชาวต่างชาติ นอกจากนั้นเพื่อฟื้นฟูสุขภาพให้แข็งแรง และผลจากการถอยหลังเข้าคลองกลับมาอยู่ท่ามกลางหุบเขาแบบนั้น

ปรากฏว่า 1.ทำให้เราได้ทั้งงานดีๆ เกิดขึ้น มีเวลาที่จะเขียนงานดีๆ ให้กับพุทธบริษัท ญาติโยมแปลออกไปสู่ภาษาต่างๆ มากขึ้น 2.สุขภาพของเราที่เหนื่อยง่ายเพลียง่าย ร้อนในบ่อยมาก (เน้นเสียง) เพราะพักผ่อนน้อย พอมาอยู่ที่นี่สิ่งต่างๆ หายไปหมดเลย สุขภาพกาย สุขภาพจิตดี มีเวลาให้กับตัวเองได้นักคิด-ค้น-เขียนงานที่จะฝากเอาเป็นมรดกปัญญาให้กับโลกต่อไป

Q : ไม่ได้หมดสิ่งที่จะสื่อสารกับสังคม

ไม่หมด เพียงแต่ว่า 10 ปีที่เราสื่อสารออกมามันเปลี่ยนสังคมได้น้อย เราเชื่อว่าอย่างนั้นเพราะว่าสังคมฉาบฉวย เวลาที่ให้สัมภาษณ์ไป เวลาที่มีให้คิดให้ถี่ถ้วน มีน้อย แต่การถอยมานั่งคิดค้น ทำให้เราได้ละเมียดละไมกับพุทธธรรมคำสอน ได้ทำงานที่ยั่งยืนมากขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญกว่า เพราะฉะนั้นประเด็นของเราสนใจการทำงานในเชิงคุณภาพมากกว่าการมุ่งเน้นงานปริมาณเยอะๆ แล้วก็สนใจการฟื้นฟูดูแลสุขภาพให้เข้มแข็งทั้งกายและใจ

Q : ปัจจุบันสิ่งที่ท่านสนใจคืออะไร?

หลังจากอายุ 35 สิ่งที่สนใจของเราคือ 'วิปัสสนา กรรมฐาน' ไม่ได้สนใจที่จะเป็นข่าวหรืออยู่หน้าสื่อ ไม่ได้สนใจอยู่ในการจับจ้องมองดูของประชาชน หรือสื่อมวลชน เราสนใจที่จะค้นหาความลุ่มลึกในตัวเอง สนใจที่จะหาที่จะค้นหาความเข้าใจชีวิต มากกว่าที่จะค้นหาเกียรติภูมิ ชื่อเสียง ยศ อำนาจ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคนเรา เพราะรู้สึกว่าชื่อเสียงไม่ยั่งยืน ซึ่งเราอยู่ในสถานะของคนมีชื่อเสียงมาแล้ว ขึ้นไปอยู่บนหอคอยเกียรติยศมาแล้ว เรารู้สึกว่ามันไม่ได้ให้ความอิ่ม ลุ่มลึก เต็มอิ่มทางจิตใจแก่เรา สิ่งที่เราต้องกลับมาก็คือ ให้ความลุ่มลึกในใจตัวเองมากกว่า ฉะนั้นสิ่งที่เราสนใจก็คือความเข้าใจชีวิต เพราะว่าเป็นสิ่งที่มันสำคัญที่สุดในชีวิต

Q : แล้วสิ่งที่ท่านหมดความสนใจ ขณะถอยกลับมาในที่ตั้ง คือเรื่องอะไร

สิ่งที่หมดความสนใจไปเลย คือกิจนิมนต์ สมัยก่อนชั่วโมงหนึ่งกว่า 100 งาน เคยเกิดขึ้นมาแล้ว วันหนึ่ง 300 งานก็เกิดขึ้นมาแล้ว ถามว่าทุกวันลดลงไหมยังมากเหมือนเดิม เพราะขณะนี้บวกฝั่งอเมริกา-ยุโรป ที่เข้ามาเยอะมาก แต่เราเลือกที่จะทำงานเชิงคุณภาพเยอะกว่า 'เราอยากทำน้อยๆ แต่อยากให้ได้เนื้องานมากๆ'

อาตมาเขียนเป็นคติบอกลูกศิษย์ไว้เลยว่า 'ทำหนึ่งได้ร้อย ทำน้อยได้มาก' นโยบายตอนนี้คือถอยหลังเข้าคลอง' หรือพูดอีกอย่างคือ 'ถอยไปข้างหน้า' คำว่า 'ถอย' ส่วนใหญ่เราคิดว่าถอยหลังใช่ไหม แต่สำหรับเราถอยคือถอยไปข้างหน้า คือเราถอยกลับมาให้มันลุ่มลึกขึ้น เพื่อที่จะได้มีเวลามากขึ้นลุ่มลึกมากขึ้นจะสามารถสร้างสรรค์งานดีๆ แล้วยังไปทำประโยชน์ให้กับโลกยั่งยืนมากขึ้น อันนี้คือสิ่งที่ต้องการ

Q : ย้ำอีกทีไม่ได้หนี ถอยร่น เพราะแพ้ หรือ ถอยแบบไม่เอาเบื่อ ไม่อยากต่อสู้กับความคิดคน ความขัดแย้งคน กระทั่งแพ้ภูมิกรุงเทพฯ แพ้ภูมิความขัดแย้ง?

เป็นการถอยในเชิงยุทธศาสตร์ เรามองว่าการเผยแผ่พระพุทธศาสตร์มันไม่ควรจะทำเฉพาะคนไทยหรือคนไทย เมืองไทยคือสวนหย่อมในแผนที่โลกเราอยากถอยหลับมาเพื่อจะพัฒนาตัวเองให้มีศักยภาพ ในการที่จะนำธรรมะเพื่อที่จะเอาไปวางโปรยให้ผู้คนทั้งโลก ซึ่งเมื่อเราถอยกลับมาแล้ว ปรากฏว่าเราสามารถจะทำอย่างที่เราต้อง การได้จริง เป็นเวลา 8 ปีที่เราถอยมา แทบทุกปี เราเดินทางไปทั่วยุโรปแล้วอเมริกา ไม่น้อยกว่า 2 เดือนผลก็คือ ฝั่งยุโรป-อเมริกา มีศิษยานุศิษย์ที่มาเรียนภาวนากับกับเราเพิ่มขึ้นทุกปี และมีมากกว่า 100 คนที่สามารถสอนสมาธิภาวนา อยู่ในยุโรป อเมริกา แคนาดาได้ด้วย

พูดตรงๆ 14 ปีในกรุงเทพฯ เราทำประโยชน์ให้แก่สังคมผิวเผินมาก เพราะว่ามันเป็นเพียงการเทศน์ การสอน เขียนหนังสือในแบบพื้นฐานของพระพุทธศาสนา ยังขาดมิติความลุ่มลึกของจิตวิญญาณอีกมาก เราจึงคิดว่า ถ้าเรานำคนมาได้ถึงระดับหนึ่งแล้วช่วยคนได้ไม่มากอย่างที่เราต้องการ ก็ควรต้องกลับมาพิจารณารูปแบบการทำงานของพวกเรา ซึ่งอาตมาแบ่งการทำงานของพวกเราออกเป็น 3 ช่วง

1.ช่วงญาติโยมเริ่มรู้จัก หรือช่วงโรแมนติก

2.ช่วงเรียลลิสติก เน้นการวิพากษ์สังคม เป็นช่วงที่อยู่หน้าสื่อตลอด อ่านหนังสือพิมพ์เจอคนพูดถึงตัวเองทุกวัน

3.ช่วงนี้เป็นช่วงของจิตวิญญาณเป็นช่วงแสวงหาความลุ่มลึก เป็นช่วงของการมองข้ามเปลือกผิว ไปสู่แก่นในชีวิต  ซึ่งช่วงนี้เราเชื่อว่าถ้าพัฒนากันถึงช่วงนี้แล้ว ช่วงนี้เป็นช่วงที่เชื่อมั่นว่า ถ้าเราพัฒนามาถึงเราทุกคน เราจะพบความสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามองหามาตลอด ช่วงแสวงหาเนื้อในทางจิตวิญญาณของเราทุกคน เราจะมีชีวิตที่สดชื่นรื่นเย็น โปร่งโล่งเบา เราจะสามารถมีความสุขแล้วใช้ชีวิตได้อย่างเป็นตัวของตัวเอง

Q : การเดินลงจากที่สูงลงมาอย่างรวดเร็วรับมืออย่างไร

การลงจากที่สูงมี 2 อย่าง 1.ลงแบบไม่เต็มลง แบบมีอุบัติเหตุให้ลงมา 2.ลงเพราะตั้งใจที่จะลง เพราะเห็นแล้วว่ายอดเขาไม่มีอะไรที่เรามองหา เราเป็นประเภทที่ 2 ตั้งใจที่จะลงมา เมื่อลงมาแล้วเราจึงมีการเตรียมพร้อม เช่นมีศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวันรออยู่แล้ว ตรงนี้เป็นทัพหลวงเพื่อเผยแผ่พุทธศาสตร์ของประเทศของเรา ถ้าลงโดยที่ไม่มีการเตรียมพร้อมมาก่อน อาตมาก็ไม่รู้ว่าจะไปอยู่แห่งหนตำบลไหน แต่เพราะเราตั้งใจที่จะลง

เราถามใจตัวเองก่อนมาตรงนี้ตลอด เป็นเวลา 5 ปี แล้วเราโชคดีได้ไปเรียนรู้กับ 'หลวงปู่ติช นัท ฮันห์' ที่หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส 2 อาทิตย์ ยิ่งไปอยู่ใกล้ครูบาร์อาจารย์ ยิ่งสะท้อนให้สิ่งที่เราแสดงมาตลอดว่า ชีวิตพระนั้นควรเป็นชีวิตทางจิตวิญญาณ ควรเป็นชีวิตที่เป็นชีวิตที่ปราศจากยศ อำนาจ มีความสดชื่น รื่นเย็นในหัวใจ แล้วก็เป็นผู้นำทางจิตและปัญญาอย่างแท้จริง ดัชนีชี้วัดของสงฆ์ ไม่ควรเป็นยศ ทรัพย์อำนาจ แต่ควรจะเป็นอิสรภาพ จากความโลภโกรธหลงมากกว่า ซึ่งถ้าเรามีอิสระภาพมาเท่าไหร่ เราจะทำประโยชน์ได้มากเท่านั้น

Q : ทุกวันนี้ยังมีความต้องการ ยศ ทรัพย์ อำนาจ อยู่ไหมสิ่งที่ท่านว่าอยู่บ้างไหม?

นั่นเป็นเหตุผลที่เรามาชีวิตแบบนี้ ถามว่าทุกวันนี้ยังมีไหม ยังคงมี แต่ว่าบางเบา ไม่ได้หนาแน่น เหมือนปุถุชนคนทั่วไป เพราะว่าเราบวชมา 20 กว่าปีแล้ว เรามองเสมอว่า ถ้าเราบวชมา 20-30 ปีแล้ว รักโลภ โกรธหลง ไม่ได้ลดลง อันนี้ถือว่าเป็นความล้มเหลวของนักบวช ถ้าเราบวช 20-30 ปีแล้วยังอิจฉาตาร้อนอยู่ ยังมักใหญ่ใฝ่สูงอยู่ ยังยึดติดหัวโขนอยู่ ยังอยากจะได้ใครจะมีอยู่ แล้วก็ถือว่ายศ ทรัพย์อำนาจ เป็นความสำเร็จเหมือนชาวโลกอยู่นักบวชคนไหนที่ยึดถือแบบนี้ถือว่าท่านไม่มีพัฒนา การทางจิตวิญญาณอยู่เลย แล้วถือว่าเป็นชีวิตนักบวชที่ล้มเหลว

สำหรับเรายิ่งเราบวชนานขึ้น ยิ่งเป็นอิสระมากที่สุด จนกระทั่งว่า ผูกพันและเกี่ยวข้องกับสิ่งนี้น้อยที่สุด 

Q : ทุกวันนี้ก็ไม่ได้ยึดติดชื่อเสียง ไม่ยึดติดคนมากมายแห่มารุมล้อม หลายคนขนานนามแกมสัพหยอกเรียกท่านว่า พระเซเลบฯ ไม่มีสิ่งเหล่านี้ท่านก็อยู่ได้

เราเป็นคนที่ตั้งใจจะหนีออกจากชื่อเสียง แต่หนีจากชื่อเสียงในเมืองกรุง ชื่อเสียงก็ตามมาที่นี่ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเราจะหนีชื่อเสียงไม่พ้น แต่ว่าเรารู้จักการใช้ชื่อเสียง เราก็จะไม่มีปัญหากับชื่อเสียง ชื่อเสียงเป็นสิ่งสมมติ ชื่อเสียงเหมือนสายลมเย็น ทำให้เราสดชื่นรื่นเย็น แต่ว่าเราครอบครองไม่ได้ ดังนั้นถ้าเราอยากใช้ชื่อเสียงให้เป็นประโยชน์ เช่นคนสนใจเรา ถ้าเราพูดแล้วมีคนฟัง เราก็เปลี่ยนความดัง มาสร้างความดี นี่คือวิธีที่เราใช้ชื่อเสียง แต่เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าชื่อเสียงเป็นสิ่งสมมติ

ไม่ใช่แก่นสารของการดำรงชีวิต แต่ไม่ถึงเวลาใช้เราก็วาง ปล่อยได้ ถึงเวลาใช้ก็ใช่ ถึงเวลาวางก็วาง สำหรับเรา ยศทรัพย์อำนาจ ไม่ใช่สิ่งสำคัญมันเป็นเปลือกผิวของชีวิต เรื่องแบบนี้ได้ก็ดีไม่มีก็ได้ ไม่ได้มีปัญหากับชีวิต

Q : ท่านเคยบอกว่า 'สุดมือสอย ก็ปล่อยซะ' ชื่อเสียงก็เช่นกัน อำนาจก็เช่นกัน ความโด่งดังก็เช่นกัน

เจริญพร, การที่อาตมามาอยู่ที่นี่ไม่ได้ทิ้งชื่อเสียงเพราะเราโหยหามัน แต่เราทิ้งเพราะเราลิ้มแล้วรู้ว่าไม่ใช่สิ่งสำคัญของชีวิต เป็นความเดินลงเขาแบบตั้งใจที่จะลง จึงตั้งหลักเพื่อที่จะเร่ิมต้นใหม่ ได้อย่างมีทิศทางที่ชัดเจน ขณะเดียวเมื่อเราอยู่ในโลกเราหนี ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ สรรเสริญนินทาสุขทุกข์ไปไม่พ้น เพราะว่าเราอยู่ในโลกธรรมย่อมเจอโลกธรรมเป็นธรรมดา ในเมื่อเราหนีไม้พ้นเราก็หันมาอยู่กับโลก แต่ด้วยความเข้าใจโลก ไม่ใช่คนที่หลงโลก

อยู่ในโลกให้เหมือนปลาอยู่ในน้ำ ปลาอยู่ในน้ำไม่สำลักน้ำ อยู่ในโลก ไม่สำลักเหยื่อ หรือกิเลสของโลก นั่นคือวิธีที่ควรจะใช้ ถ้าเราขวางโลกมันก็ไม่ใช่ ดีที่สุด เราก็อยู่ในโลกแล้วรู้จักใช้ประโยชน์ของโลก เหมือนคนที่ใช้โทรศัพท์ที่เป็นเทคโนโลยีอันหนึ่งของชีวิต ใช้เสร็จก็วาง เราก็ใช้ชื่อเสียงแบบนั้น ใช่กันไม่ได้ยึดติดถือมันอะไร ถ้าโยมบอกมันมีชื่อเสียงมันก็คือสมมติ พอญาติโยมกราบเราก็กลับมาที่เดิม สู่สุดคืนสู่สามัญไม่ได้ยึดติดถือมั่นอะไร เราก็มีความสุข

Q : ช่วงเวลาที่โลดแล่นอยู่ในหน้าสื่อถูกใจก็มี ผิดใจก็มากมีอะไรอยากกลับไปแก้ไขบ้างไหม

ไม่มีอะไรที่อยากจะแก้ไข ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะดีหรือร้าย จะถูกหรือผิด จะสำเร็จหรือล้มเหลว จะถูกชมหรือตำหนิวิจารณ์ ทั้งหมดคือองค์ประกอบของการมีชีวิตที่ดี ไม่มีปัญหา เราได้ใช้ชีวิตแล้วเราได้เรียนรู้ คมหอกคมดาบของโลก เราได้รู้จักเกสรดอกไม้ของโลกแล้ว เห็นโลกมาแล้ว 2 ด้าน ฉะนั้นโลกทั้งสองด้านก็หลอมรวมขึ้นมาเป็นการใช้ชีวิต

ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องไปแก้อะไร สำหรับอาตมาเราเรียนรู้ได้จากอดีต เพื่อที่จะต่อเติมปัจจุบันแล้วก็สร้างสรรค์อนาคต ทุกสิ่งทุกอย่างที่อ่านที่เข้ามาในชีวิตล้วนเป็นองค์ประกอบให้เราเข้าใจชีวิต ที่ดีขึ้น สุกงอมขึ้น ลุ่มลึกขึ้น เราจึงไม่มีปัญหาในการกลับไปแก้อดีตไหม ที่แล้วแล้วกันไป อยากทำให้ดีขึ้น ทำทุกวันนี้ให้ดีกับวันวาน แล้วจะทำพรุ่งนี้ให้ดีกว่าวันนี้ นี่คือคติของเรา

Q : ตอนนี้สิ่งที่สังคมก็ยังเหมือนเดิมก่อนที่ออกมา คำถามก็คือสังคมเป็นอะไร

นั่นคือเหตุผลหนึ่ง ที่เราถอนตัวออกจากความวุ่นวายในกรุงเทพฯ เพราะรู้สึกว่าเราใช้ชีวิตกันอย่างเปลือกผิว แล้วปฏิสัมพันธ์กับทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเปลือกผิว ไม่ว่าจะเป็นยศทรัพย์อำนาจก็ดี เงินตราก็ดี ไม่ว่าจะเป็นระบอบการเมืองก็ดี อาตมาคิดว่าคนไทยสัมผัสเรื่องพวกนี้แบบเปลือกผิว เราหาคนที่สนในสิ่งเหลานี้อย่างลุ่มลึกได้ยากมาก แล้วท่ามกลางการทำอะไรที่เปลือกผิว เราจะเป็นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตแบบเปลือกผิวแบบเขากระนั้นหรือ จึงถอนตัวแล้วมองกลับเข้าไปเพื่อที่จะแสวงหา อะไรที่มันเป็นแก่นสารของชีวิต แล้วก็คิดว่าการถอนตัวออกมาจากกรุงเทพฯ เป็นการถอนตัวได้ถูกที่ ถูกทาง และถูกจังหวะมากๆ

ถ้าช้ากว่านี้ อาจจะถูกกรุงเทพฯดึงรัดมันตรึง จนถอนตัวไม่ออก คนที่แก้วิกฤติต้องเป็นคนที่อยู่นอกวิกฤติ ถ้าอยู่ในวิกฤติก็เหมือนกับนักมวยที่อยู่บนเวทีคุณมองไม่เห็นหรอกว่าคุณชกอย่างไร เมื่อถอนตัวแล้วมองกลับไป เราก็จะเห็น โอ้...เมืองไทย หลงอยู่ในยศ ทรัพย์ อำนาจ การศึกษาเพื่อเสริมอัตตา ไม่ได้เสริมปัญญา การเมืองก็เพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล เงินทองก็มองว่าเป็นการชี้วัดความสำเร็จทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้เป็นเสื้อนอกของชีวิตไม่ได้เป็นเนื้อในของชีวิต แต่แล้วทำไมคนก็ยังหมกมุ่นอยู่ตรง นี้ติดตรงนี้ แล้วนับวันทุกวงการก็เป็นแบบนี้ วงการสงฆ์ วงการเมือง วงการศึกษา วงการเศรษฐกิจ

เราจะเห็นได้เลยว่า เต็มไปด้วยคนที่ใช้ชีวิตแบบเปลือกผิว หาคนที่เป็นตัวแทนทางปัญญาได้ยาก หาคนที่ลุ่มลึกทางจิตวิญญาณได้น้อย เราจึงต้องถอนตัวออกมา เพื่อแสวงหาสิ่งที่เป็นเนื้อในของชีวิตถ้าหากเป็นไปได้ ถ้าสิ่งนั้นดีจริงเราก็อยากแบ่งปันกับคนทั้งโลก

Q : ถอยกลับมาในสิ่งที่ตั้ง ท่านจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ไปทุกอย่าง ไม่เป็นพระครอบจักรวาลพูดถูกไหม

สมัยก่อน การที่เราวิพากษ์วิจารณ์สังคมเยอะมากเพราะว่า 1.เราอยู่ใจกลางประเทศ 2.มันเกิดอะไรขึ้น เราอยู่ตรงนั้นมันกระแทกเราโดนตรงไม่มากก็น้อยเราก็ได้รับ 3.พอเรามีชื่อเสียงคนก็อยากฟังทัศนะ ทำให้เราอยู่หน้าสื่อตลอดเวลา แต่เมื่อเราถอยออกมา เราเห็นว่าหลายเรื่องเราขาดความลุ่มลึกวิพากษ์อย่างผิวเผิน หลายเรื่องเราน่าจะพูดอะไรให้เป็นประโยชน์มากกว่านี้ เมื่อมีการทบทวน เราก็เห็นว่าควรจะเลือกพูดถึงบางเรื่องที่เรารู้จัก พูดถึงประเด็นที่เราพูดบางประเด็นเท่านั้น อะไรเป็นเรื่องที่เราไม่รู้จริง เราก็ไม่จำเป็นต้องพูด บางประเด็นที่เรายังศึกษาไม่มากพอก็ควรเก็บเอาไว้ก่อน ให้ตกผลึก อาการที่อยากเป็นข่าวตอนนี้เรียกได้ว่าไม่เหลือเลย อาการที่อยากจะอยู่ในความสนใจจากประชาชน สื่อมวลชนตอนนี้ น้อยถึงน้อยที่สุด สิ่งเราสนใจตอนนี้คือการแสวงหาความลุ่มลึก 

Q : สิ่งที่ท่านพูดน่าสนใจ คือการไม่พูดสิ่งที่ยังไม่ตกผลึกมากพอ มีเรื่องไหนไหมที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์ ในปัจจุบันขณะนี้ไหม การเมือง?

เรื่องความขัดแย้ง ของพี่น้องชาวไทย ซึ่งผ่านมา 10 ปี เราถอยออกมา แล้วเราศึกษาเอกสารของทุกฝ่าย ได้เห็นชัดเจนว่า หลายครั้งหลายคนเราก็เป็นเหยื่อ หลายคนเราก็เป็นเครื่องมือ บางฝัก-ฝ่ายโดยไม่รู้ตัว หลายครั้ง เราเองก็ถูกชักลากเข้าไปในใจความของความขัดแย้ง เมื่อถอนตัวออกมา ได้ศึกษามากขึ้นเกิดอาการที่ว่า ตาสว่าง เราได้เข้าในสถานการณ์มากขึ้น ได้เข้าใจหลายสิ่งหลายอย่าง

จากที่เคยมองในระดับปัจเจกบุคคลก็เป็นการมองที่โครงสร้าง บางทีมองเห็นเฉพาะคู่กรณีความขัดแย้งเฉพาะหน้า ก็สามารถมองเห็นเหตุ ตั้งแต่ 2475 จนถึงทุกวันนี้ แล้วพอเราเห็นเหตุ เหตุปัจจัยชัดเจน มันก็เกิดความสงสารประเทศไทย เกิดความสงสารคนที่ยังตกอยู่ในเขาวงกตในความขัดแย้ง นั่นเป็นเหตุที่ทำให้เราอยากพูด เมื่อมีคนอยากฟัง จะให้ความเห็นเมื่อมั่นใจว่ามีความรอบรู้ และลุ่มลึกมากพอ ไม่กระตือรือร้นว่าอยากจะเป็นสื่ออีกต่อไป แต่ยังคงกระตือรือล้นที่จะแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติบ้านเมืองต่อไป ยังเป็นอยู่เหมือนเดิม แต่ว่าอยากทำให้ดีกว่าเดิม เป็นนักมวย ไม่ใช่อย่าง 'ไมค์ ไทสัน' เอาแรงเอาหัวเข้าชน เราจะเป็นอย่าง 'ซูการ์เรย์' ใช้สมองในการชกมากกว่า นั่นคือสิ่งที่เราเป็นอยู่ ณ ปัจจุบันขณะนี้

 

Q : ความตั้งใจในการบวชวันแรกจนถึงวันนี้ยังดำรงอยู่?

เรามีความฝันอันชัดเจนในการบวช คืออยากรู้ในสิ่งที่พระพุทธเจ้ารู้ อยากเข้าใจในสิ่งที่พระพุทธเจ้าเข้าใจ เมื่อรู้แล้วเข้าใจแล้วก็อยากเอาสิ่งเหล่านั้นไปแบ่งปันชาวโลก อันนั้นคือจุดหมายในชีวิตของอาตมาภาพ นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราเข้ามาอยู่ที่ยศ ทรัพย์ อำนาจไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง โยมสังเกตไหม เรามาอยู่ในจุดที่ไม่ต้องเป็นเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล จังหวัด ใดๆ ทั้งสิ้น เราพยายามที่จะเข้าไปอยู่ในจุดที่ไม่มียศ ทรัพย์ อำนาจ เพื่อที่จะได้อุทิศวันเวลาทั้งหมดได้ศึกษา ธรรมวินัยได้ถ่องแท้ ทั้งภาคทฤษฎี มาปฏิบัติ เพื่อนำภูมิธรรมศาสนามาช่วยเหลือชาวโลก เชื่อมั่นว่า ชีวิตพระนั้นเป็นชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์

 

Q: ปัจจุบันก็มุ่งมั่นที่จะทำความฝันเหมือนเดิม

ยังเป็นเหมือนเดิม เรายังอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ เทศน์ สอนหนังสืออยู่ แต่สิ่งที่เพิ่มเติม เราให้เวลากับการวิปัสสนากรรมฐาน ในสัดส่วนที่มากกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว สิบปีที่แล้วเราใช้สมองมากไปหน่อย โดยไม่ค่อยได้ใช้มิติจิตวิญญาณและหัวใจ สมองยังไม่ค่อยปรองดองกับหัวใจ จะสังเกตได้ว่า บางครั้งมีความก้าวร้าวในข้อเขียน ในเสียงการวิพากษ์วิจารณ์ ขาดความรู้ ความเข้าใจ และขาดเมตตาธรรม แต่เมื่อสมองปรองดองกับหัวใจ น้ำเสียงก้าวร้าวมันลดน้อยลงไป ความกระเหี้ยนกระหือวิพากษ์สังคมลดน้อยลงไป ความเข้าอกเข้าใจความสงสารเพื่อนร่วมชาติก็เข้ามาแทนที่ ตรงนี้เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

เมื่ออายุมากขึ้น ความรู้ต้องมาคู่กับความรัก ความรู้คือปัญญา เมตตาคือความกรุณา 2 สิ่งนี้เป็นคุณสมบัติของพระพุทธองค์ เมื่อใดมีความรู้แล้วมีความรักที่นี่จะน่าอยู่ที่สุด แล้วใครก็ตามถึงแล้วความพร้อมของความรักรู้ความรู้ คนคนนั้นก็ถือว่าเป็นคนที่ใช้ชีวิตที่คุ้มค่ามากที่สุด

Q: ทำไมคนไทยเวลาอธิษฐานชอบขอความร่ำรวยก่อนอย่างอื่น มันสะท้อนว่าอะไร

สะท้อนว่าคนไทยยังปากกัดตีนถีบกันอยู่ 80% ยังยากจน นั้นเป็นสิ่งที่เขาสะท้อนมาในพรความปรารถนาของชีวิต อยากจะมั่นคั่งพรั่งพร้อม 2.สังคมไทยอยู่ในสังคมทุนนิยม บริโภคนิยมที่นิยมวัดกันด้วย ความสำเร็จ กันด้วยยศทรัพย์อำนาจ เมื่อสังคมมีทัศนคติแบบนี้ก็เป็นธรรมดาที่คนอยากได้ยศทรัพย์ อำนาจ ดังนั้น พรที่ขอก็เป็นเรื่องเหล่านี้ ความร่ำรวยเกียรติภูมิทั้งหมด 3. คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตถือว่าเป็นไอดอลของคนไทย ก็ล้วนแล้วแต่มั่งคั่งพรั่งพร้อมในยศอำนาจกันเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นพรที่เขาก็ ก็ไม่หนี มั่งคั่งมั่งมี ขอให้ร่ำรวย

ถ้ามาถามอาตมาอยากให้พรอะไร เราจะให้พร 3 ข้อ 1.ขอให้มีปัญญา 2.ขอให้มีสุขภาพดี 3.ขอให้มีความสุข ปัญญาดี สุขภาพดี และมีความสุขคือพรที่เราอยากจะอวยพรให้คนไทยทุกคน เมื่อเรามีปัญญา เมื่อเราพบกับปัญหาหนักหนาสาหัสแค่ไหนก็ตาม เราก็จะผ่านไปได้ เมื่อเรามีสุขภาพดี เราคิดอะไรดีๆ ได้ เราก็สามารถทำอะไรได้ทุกอย่างที่เราคิด แต่ถ้าสุขภาพแย่เราได้แต่คิดทำไม่ได้ 3.มีความสุข ชีวิตทุกคนล้วนปรารถนาความสุข ถ้าเกิดมาไม่มีความสุข น่าจะเป็นชีวิตที่ขาดทุน ฉะนั้น เราต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่มีความสุขให้ได้ เราตั้งข้อสังเกตว่า คนส่วนใหญ่มักร้องหาความสุข แต่ไม่ถามหาคุณภาพของความสุข

ดังนั้น เมื่อเราพูดถึงความสุข เราหมายความว่า คุณควรจะมีความสุข แล้วความสุขควรจะเป็นความสุขเชิงคุณภาพด้วย พูดง่ายๆ ความสุขเป็นสิ่งสำคัญ แต่คุณภาพความสุขเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า ชีวิตที่มีความสุขเป็นชีวิตที่ประสบความสำเร็จ คำว่านี้หมายความว่า เรามีความรู้ มีความเข้าใจ และมีความลุ่มลึกทางวิญญาณ คุณก็มีความสุข พรที่เราให้ไว้ ถ้ามีข้อ 1-3 ความสุขมาเอง เป็นความสุขเชิงคุณภาพ แต่ความสุขที่ได้มาแบบไม่ชอบธรรม เรามีเงินมียศทรัพย์อำนาจแล้วเราต้องไปเสียศักดิ์ศรี คอรัปชั่นมา ต้องไปประจบเพื่อนที่จะได้มา แบบนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณภาพ ฉะนั้น อย่ามัวแต่มองความสุขจนลืมถามหาคุณภาพของความสุข

Q : อีก 5 ปีเราจะเห็น ว.วชิรเมธี ในรูปแบบไหน

เป็นเรื่องของอนาคต แล้วแต่ญาติโยมเฝ้ามองก็แล้วกัน แต่ถ้าเราก็ยังคงทำในสิ่งที่เรารัก ยังคงมีความเบิกบานในการรับใช้มนุษย์ อย่างที่เป็นมาเป็นอยู่ อย่างที่เป็นไป  

Q : จะกลับมาในแสงสปอตไลต์อีกสักครั้งไหม

เป็นเรื่องเหตุของปัจจุบันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทุกวันนี้เราก็พยายามที่จะใช้ชีวิตนี้ให้มีประโยชน์ ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นให้มากที่สุดพูดสั้นๆ คือใช้ชีวิตให้มีความรู้ ลุ่มลึกที่สุด ลึกในโลกชีวิตและจิตวิญญาณ แล้วก็มีความรัก คือความเบิกบานในการรับใช้มนุษย์ อาตมาก็คงมี 2 สิ่งนี้ คือมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้ แล้วความรัก เราเชื่อมั่นว่า 2 สิ่งนี้ทำให้เรามีความสุขแท้ และจะทำให้เราช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ให้ได้มากที่สุด

ในชีวิตของอาตมาการวัดความสำเร็จคือ คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่รับใช้เพื่อนมนุษย์ได้มากที่สุด ไม่ใช่คนที่มีเงินมากที่สุด การวัดแบบนั้นเป็นการวัดที่เปลือกผิวที่สุดแล้ว เพราะศักยภาพในการหาเงินทองนั้น สิงสาราสัตว์มันก็มี นกตัวหนึ่งมันบินออกจากรังแต่เช้า กลับรังในตอนค่ำด้วยหนอนเต็มปาก มันก็เป็นเศรษฐีแล้ว ถ้าคนออกจากบ้านแล้วกลับมาด้วยเงินแสนล้าน แล้วบอกว่าประสบความสำเร็จ เราไม่ได้ต่างไปจากนกตัวหนึ่ง ศักยภาพในการหาเงิน ทอง เป็นศักยภาพที่คนและสัตว์ก็มี ความสำเร็จของคนควรวัดด้วยความลุ่มลึกในการเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต แล้วคุณค่าที่เขาได้ทำให้กับเพื่อนมนุษย์ได้มากกว่า

 

ชีวิตใครจะเป็นอย่างไร มิใช่เรื่องที่ใครจะหยิบยกให้ใคร แต่เป็น "เส้นทางที่เลือกเดินเอง" ผลสำเร็จหรือล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจนั้น แน่นอนว่า "ทุกคนย่อมจะมีสิทธิในการเลือกทางเดินของชีวิต" พระมหาวอก็เช่นกัน เคยเลือกที่จะเดินออกจากวัดเบญจมบพิตรไปอยู่ในบ้านไร่ปลายนา ถึงวันนี้จะเปลี่ยนใจกลับมาอยู่ในชายคาพระอารามหลวง เคยประกาศว่า "ไม่เอา-ไม่เป็น" แต่ภายหลังก็กลับคำพูด นี่ก็ย่อมมีสิทธิ์เลือกคิดเลือกทำ ผิดหรือถูกนั้นอนาคตจะเป็นตัวบ่งบอก แต่..แต่สำหรับปัญหาบ้านเมืองที่กำลังพัวพันนันนัวอยู่ในเวลานี้ ในเมื่อพระมหาวอถูกเชิดขึ้นเป็น "แนวหน้า" ต่อต้านธรรมกาย และเป็นไอดอลของพระน้ำดีที่เคยประกาศว่า "ชีวิตสงฆ์ ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ อำนาจ" ก็คงผิดคาด ในพิชัยสงครามนั้น เรียกว่า "เปลี่ยนม้ากลางลำธาร เปลี่ยนทหารกลางสนามรบ" ถือว่าผิดพิชัยสงคราม แต่ถ้าใครสามารถเปลี่ยนได้ ก็ย่อมจะได้เปรียบและมีผลต่อชัยชนะในที่สุด สุดแต่ว่าจะอยู่ในฝ่ายไหน ถ้าในฝ่ายตรงข้ามกับธรรมกาย (และวัดปากน้ำ) ก็ย่อมจะเพลี่ยงพล้ำ เพราะเสียขุนพลไป แต่ในฝ่ายธรรมกายและวัดปากน้ำ เดินหมากมหาวอเพียงตาเดียวก็กินถึง 2 แต้ม คือนอกจากจะสามารถกำจัดฝ่ายตรงข้ามได้แล้ว ยังสามารถแปรแรงต้านให้เป็นแรงบวก ได้มหาวอมารับใช้ใกล้ชิดไปอีก..ตราบนานเท่านาน

มองอีกมุมหนึ่ง สำหรับฝ่ายตรงข้ามกับธรรมกาย ถามว่า ทำไมไม่สามารถรักษาพระมหาวอไว้ได้ คำตอบก็คือ นั่นนะสิ มีพระดี แต่ไม่สนับสนุน ปล่อยให้ทำมาหากินอยู่คนเดียว ดูอย่างพระแขก "อนิลมาน" นั่นปะไร เป็นถึงพระต่างชาติ มาพึ่งพาอาศัยใบบุญประเทศไทย ไม่มีเปรียญเลยซักชั้น แต่ก็ได้รับการขุนขึ้นเป็นเจ้าคุณ ขณะที่พระมหาวอ ลูกหลานไทยแท้ๆ เป็นเปรียญเอกอุ แต่กลับไม่มีคนสนใจจะส่งเสริม อ้างว่า "ขาดคุณสมบัติ" ครั้น ณ วันนี้ มหาวอหันหน้าไปพึ่งวัดปากน้ำ (และวัดพระธรรมกาย) มันก็ช่วยอะไรไม่ได้ คำตอบอาจจะเป็นเพราะ 1. คาดหวังกับมหาวอมากเกินไป และ 2.ไม่ยอมช่วยเหลือกัน ปล่อยคนของตัวเองไปเป็นคนอื่น จะโทษใครก็ไม่ได้ เพราะทุกอย่างเป็นไปตามเหตุและปัจจัย ใครมีเหตุและปัจจัยมากกว่าก็ย่อมจะ..ชนะ !

 

 

 

เราถามใจตัวเองมาโดยตลอด..

สุดท้าย..เราจึงตัดสินใจ !

 

 

 

เดินตามอาตมานะโยม (วู๊ดดี้ด้วย แพนเค๊กด้วย) จุดหมายปลายทางอยู่ไม่ไกล

 

 

เราจะไปพระนิพพาน ตามรอยหลวงปู่ติดนัดฮัน !

 

 

ทางนี้โยม ใกล้แล้ว ใกล้ถึงแล้ว

เร่งเท้าหน่อย เร็วเข้า เดี๋ยวจะไม่ทัน.. 5 ธันวา !

 

 

อ้า..ถึงแล้วฮ่ะ นี่ไง วัดปากน้ำ

จุดหมายปลายทางของพวกเรา ชาววิมุตตยาลัย

ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ก็นั่งรถเมล์สาย 10 หรือไม่ก็นั่งเรือด่วนที่ท่าเรือราชินีปากคลองตลาด ไปถึงจุดหมายปลายทางเดียวกับวิมุตตยาลัยเลยฮ่ะ บอกด้วยว่าขึ้นที่วัดปากน้ำ จะได้ไม่หลง อิอิ !

 

"พูดดี ขี้เต็มก้น"

(กดที่ภาพเพื่อฟังน้ำคำของ ว.วชิรเมธี ก่อนจะลดตัวเองลงเป็น..)

 

วรรคทองของ ว.วชิรเมธี

"ตัณหาไร้ขีดจำกัด เหมือนทะเล ถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม"

ถ้าเรารู้จักธรรมชาติของตัณหา เราจะบอกตัวเองว่า..โอ อย่าตามเขาไปนะ

"เดี๋ยวนี้คนจำนวนมาก ประสบความสำเร็จในฐานะนักธุรกิจ

แต่ล้มเหลวในฐานะมนุษย์ นี่เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ"

"คนเรามีศักยภาพที่จะเป็นอะไรต่อมิอะไรได้เยอะแยะมากมาย

แต่สุดท้าย ก็ลดตัวเองลงมาเป็นแค่..สัตว์เศรษฐกิจ"

 

ปล.อาตมาไม่ได้ตามตัณหา แต่อาตมาตามเจ้าคุณพลไปวัดปากน้ำ ย่าเข้าใจผิด เหมือนที่อาตมาเคยพ่น เอ๊ย พูดไว้นั่นแหละ "อย่างมงายในวิทยาศาสตร์ แต่ให้งมงายในคำพูดของอาตมาเองไง"

 

 

"วอ" ฟังไว้นะ ฟังด้วยหู จำใส่หัว เอาไว้ให้ดี เสียงนี้จะมี 2 ทาง ทางแรก ถ้าฟังด้วยความซื่อสัตย์ซื่อตรงต่อพระธรรมคำสอน ก็จะเป็น "เสียงอารมณ์กรรมฐาน" พิจารณานานๆ ก็อาจจะระงับซึ่งกิเลสตัณหาความทะเยอทะยานเสียได้ ทางที่สอง ถ้าฟังด้วยความทะยานอยาก ที่วอเรียกว่า "ตัณหา" นั่นแหละ ก็จะกลายเป็นเสียง "เคาะกะลา" แทน แล้ววอก็จะวิ่งแจ้นไปตามความอยาก อย่างหน้าด้านหน้าทน ไม่ต่างจาก "แพศยา" วันไหน "วอ" ได้เป็นเจ้าคุณ เพราะความอยากได้ใคร่มี วันนั้นแหละ จะบอกให้โลกรู้ว่า "วอฟังเป็นเสียงเคาะกะลา" หาใช่เสียงกรรมฐานไม่ ยศถาบรรดาศักดิ์ที่วอได้มา จึงมิใช่ยศถาบรรดาศักดิ์ที่ได้มาโดยความชอบธรรม อันเกิดจากคุณงามความดีที่ผู้คนยอมรับ หากแต่มันเป็นสัญลักษณ์แห่ง "ของในกะลา" มีหมาเท่านั้นที่กิน !

 

ถ้าจะถามมหาวอว่า อะไรที่ขายได้ราคาแพงที่สุด ?

คำตอบก็น่าจะเป็น "ขายอุดมการณ์" ไงฮะ

ทางไปสวรรค์นิพพานยังสู้ไปวัดปากน้ำไม่ได้ !

 

เณรคำ กับ วอ

ใครตอแหลเก่งกว่าใคร ?

ระหว่าง

ชาติหน้าไม่ขอมาเกิด กับ ชีวิตสงฆ์ ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ

 

 

วอเปล่า "ไม่ล้างเท้า" ก่อนขึ้นธรรมาสน์ นะ

แต่ว่าวันนี้..วอ "ขี้" ใส่ธรรมาสน์ เสียแล้ว !

 

 

บทวิเคราะห์ "ตื้นๆ" จากผู้จัดการ

ถึงยุค ธรรมกาย อ่อนแอ ไร้พลังหนุน เร่งปฏิรูปวงการสงฆ์ ดึงพระดีคืนสังคม

 

 

ผู้จัดการ พาดหัวข้อคอลัมน์ว่า "ถึงยุคธรรมกาย อ่อนแอ ไร้พลังหนุน เร่งปฏิรูปวงการสงฆ์ ดึงพระดีคืนสังคม" ถามว่าธรรมกายอ่อนแอจริงหรือ หรือว่าเพียงแต่รอจังหวะเอาคืนเท่านั้น อีกทางหนึ่ง ต้องถามกลับว่า ฝ่ายไหนกันแน่ที่อ่อนแอ เพราะนอกจากจะไม่สามารถทำอะไรธัมมชโยได้แล้ว มหาวอซึ่งเป็นหัวหอกชั้นดีของฝ่ายนี้ ก็ถูกดึงไปอยู่ในค่ายวัดปากน้ำ อันเป็นพี่น้องกับธรรมกายอีก หลังจาก "สนธิ ลิ้มทองกุล" หัวหน้าค่ายใหญ่ ในนาม "ลูกพ่อแม่ครูบาอาจารย์สายกรรมฐานของหลวงตามหาบัว" ต้องเข้าไปนอนซังเต สิ้นลายและสิ้นศรัทธาต่ออุดมการณ์ "การเมืองต้องโปร่งใสและไม่โกง" ไปแล้ว เมื่อวาน ลูกชาย "นายสุเทพ เทือกสุบรรณ" ประธาน กปปส. ซึ่งไล่ยิ่งลักษณ์จนเสียอำนาจ ภายหลังไปบวชที่สวนโมกข์ของพุทธทาสภิกขุ ก็ถูกศาลสั่งจำคุกในข้อหา "บุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติ" รับเคราะห์รับกรรมตามกันหลัดๆ แถมด้วยข่าว "มหาวอเข้าวัดปากน้ำ" ซ้ำเติมบาดแผลให้กว้างออกอย่างอุกฉกรรจ์ เลือดไหลไม่หยุด ระดับบิ๊กๆ ของฝ่ายพันธมิตรและ กปปส. โดนกันทั่วหน้า ดังวลีว่า "แตกยะย่าย พ่ายจะแจ"

 

ถามว่า ถึงยุคธรรมกายอ่อนแอ ไร้พลังหนุน จริงหรือ ?

 

ที่มา : ไทยรัฐ-ผู้จัดการ : 22 กันยายน 2559

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด


 

การประชุมองค์กรพระสงฆ์เถรวาทในสหราชอาณาจักร

 

Theravada Buddhist Sangha in UK (TBSUK)

ณ วัดพุทธวิหาร เมืองอ๊อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

10 สิงหาคม 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ขนาด 4000 PX

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

ดอกไม้บาน วัดพระศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ทำบุญฉลองสมณศักดิ์พระครูเมธีชยาภิวัฒน์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

อาหารไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

THE ENTERTAINMENT OF WAT PHRA SRI

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

หนุ่มสาวไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ชาวไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

ภาพงานฉลองครบรอบ 40 ปี สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

ณ วัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน วันที่ 25-26 มิถุนายน 2559

กดที่ภาพเพื่อดาวโหลดภาพขนาด 4000 PC

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพการประชุม)


 

พิธีผูกพัทธสีมา-ฝังลูกนิมิต

วัดเจริญธรรม เมืองลึกเด ประเทศเยอรมันนี

10-12 มิถุนายน 2559

 

พระธรรมวิสุทธาจารย์ (คูณ ขนฺติโก) เจ้าอาวาสวัดหนองแวง (พระอารามหลวง) อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ประธานสงฆ์

ฯพณฯ นางนงนุช เพชรรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ประธานฝ่ายฆราวาส



กดที่ภาพเพื่อชมภาพในพิธี

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก

ฉลองสมณศักดิ์ "พระวิสุทธิวงศ์วิเทศ"

เจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร

11 มิถุนายน 2559


 

กดที่ภาพเพื่อชม งานสมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

พระราชมงคลรังษี : สุรศักดิ์ ชีวานนฺโท

เจ้าอาวาสวัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

5 มิถุนายน 2559

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธี


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธี

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

ลัทธิธรรมกาย กับบทบาท ของสังคมไทย

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557 : 2558 : 2559

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITER : PEESANG2555@HOTMAIL.COM

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264