LAST UPDATE : APRIL 23, 2014  07:00 A.M.   PACIFIC TIME

 

 

 

 



 

 

 

ประกาศสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

แต่งตั้งกรรมการงานประชุมสมัยสามัญประจำปี 2557

 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

ยันตระ รีเทิร์น !

 

บินเข้าไทยไปเยี่ยมบ้านเกิด

อดีตสาวกแห่กราบไหว้ตรึม

 

 

อา..เวลาของโลก ก็หมุนเวียนเปลี่ยนไป เช่นนี้แหละฮะ เหมือนน้ำเมื่อมีขึ้นก็มีลง มีลงก็มีขึ้น พระอาทิตย์ พระจันทร์ และดาวนพเคราะห์ก็เช่นกัน อาจารย์ยันตระอาจจะกลับมาดังกว่าเดิมก็ได้ ใครจะไปรู้ ดูตัวอย่าง "อดีตพระภาวนาพุทโธ" ซึ่งถูกจำคุก ก็ยังโด่งดัง เทศน์สอนนักโทษ ได้เงินมากมายหลายสิบล้าน ถ้าหลุดจากคุกออกมา รับรองว่ารับแขกไม่ทัน ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปมาก ฆราวาสก็มีสิทธิ์ดังกว่าพระ อย่างแม่ชีดังๆ ก็ไม่ได้บวชพระ ดีเสียอีก เพราะสามารถอวดอุตริมนุสธรรมได้ ไม่มีใครปรับอาบัติข้อไหน เพราะไม่ใช่พระนั่นไง แต่เวลาเทศน์น่ะ คนอาจจะให้เงินมากกว่าพระด้วยซ้ำไป ไม่งั้นแม่ชีทศพรแกไม่ได้เป็น "ชีใหญ่" หรอก จะบอกให้ คิดดูสิว่า ถ้าอดีตพระนิกร พระยันตระ พระภาวนาพุทโธ และหลวงปู่เณรคำ เข้าทีมกันทำงานศาสนาในรูปแบบของนักพรต คงดังสะท้านพิภพ ต่อให้ "มหาวอ" บวก "มหาสมปอง" ก็ต้องชิดซ้าย

 

หมายเหตุ : จากการสืบทราบของอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอม ทราบว่า อดีตพระยันตระเดินทางออกจากสหรัฐอเมริกา พร้อมกับศิษย์กลุ่มหนึ่ง เป้าหมายคือไปนมัสการสังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดียและเนปาล เมื่อสองเดือนก่อน จากนั้นจึงบินเข้าไทยในช่วงสงกรานต์ และตกเป็นข่าวใหญ่ของสื่อไทยในวันนี้

 

 

 




 

 

ภาพ : ไทยรัฐ

 

 

 

 

 

 

 

ยันตระกลับบ้าน

 

 

วันที่ 23 เม.ย. ผู้สื่อข่าวประจำ จ.นครศรีธรรมราช รายงานว่า มีการเล่าลือกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ว่าประชาชนจำนวนมากได้เดินทางไปกราบไหว้ นายวินัย ละอองสุวรรณ หรืออดีตพระยันตระ ที่บ้านบางบ่อ ใกล้วัดรัตนาราม ต.ปากพนัง ฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่า อดีตพระยันตระเดินทางกลับเข้าประเทศไทยได้อย่างไร เพราะถูกฟ้องร้องหลายคดี และถูกตั้งอธิกรณ์ว่าล่วงละเมิดเมถุนธรรมปาราชิกาบัติ จนในที่สุดได้ถูกมติมหาเถรสมาคมพิจารณาอธิกรณ์ปรับให้พ้นจากความเป็นพระภิกษุ แต่นายวินัยไม่ยอมรับมติสงฆ์ดังกล่าว ก่อนจะหลบหนีออกนอกประเทศไปอยู่สหรัฐอเมริกา

 

โดยมีคนในแวดวงพระเครื่องและประชาชนทั่วไป ที่เดินทางไปกราบไหว้อดีตพระยันตระที่บ้านบางบ่อ อ.ปากพนัง ได้ถ่ายภาพอดีตพระยันตระที่ห้อมล้อมด้วยบรรดาสาวก ทั้งที่เป็นฆราวาสและแต่งกายคล้ายพระสงฆ์จำนวนหนึ่ง โดยพบว่าอดีตพระยันตระห่มจีวรสีเปลือกมังคุดไว้ด้านใน และมีสไบสีเขียวห่มทับอีกชั้นหนึ่ง โดยไว้ผมและหนวดเคราสีขาวรกรุกรัง มีประชาชนที่ทราบข่าวทยอยเดินทางไปกราบไหว้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งพระภิกษุที่เคยใกล้ชิดและเคารพศรัทธาอดีตพระยันตระ ก็เดินทางไปกราบไหว้ด้วยเช่นกัน

 

ผู้สื่อข่าวจึงตรวจสอบไปยังชาวบ้านใน ต.บางบ่อ อ.ปากพนัง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของอดีตพระยันตระ ได้รับการยืนยันว่าอดีตพระยันตระพร้อมสาวกจำนวนกว่า 10 คน ได้เดินทางมาที่บ้านเกิดตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา แต่ในขณะนี้ได้เดินทางออกจาก อ.ปากพนัง ไปหลายวันแล้ว โดยมีเป้าหมายที่จะเดินทางไปพำนักใน จ.สงขลา และ จ.ภูเก็ต โดยในเรื่องการเข้าเมืองนั้นมีการพูดกันในวงในว่าเดินทางกลับเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากคดีความต่าง ๆ ผ่านมา 20 ปีเศษแล้ว คดีจึงหมดอายุความ ซึ่งในขณะนี้คาดว่าคณะของอดีตพระยันตระน่าจะพำนักอยู่ใน จ.สงขลา หรือ จ.ภูเก็ต

 

 

 

ที่มา : เดลินิวส์
23 เมษายน 2557


 

 

YANTRA TODAY

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

 


 

 

 

 

จับ-ขับไล่ผู้ดีอังกฤษพ้นเกาะ !

 

ศรีลังกาเนรเทศหญิงอังกฤษ

สักยันต์พระพุทธบนแขน

 

ไม่ให้เข้าเมือง-ไสหัวออกนอกประเทศ

 

ตั้งข้อหาสวยหรูมาก

"ทำร้ายความรู้สึกชาวพุทธศรีลังกา"

 

เริ่ดฮ่ะ เริ่ด !

 

 

 

 

ภาพ : BBC

 

 

 

นี่ฮะ ! รัฐบาลตัวอย่าง ที่แปลว่า "ผู้ปกป้องคุ้มครอง" มิใช่ผู้กอบโกยโกงกิน และไม่มีอุดมการณ์ในการบริหารประเทศชาติพระศาสนา ใครว่าพระพุทธศาสนาในศรีลังกาอ่อนแอก็เชิญดูข่าวนี้เป็นตัวอย่าง ส่วนประเทศไทยน่ะหรือ ไม่อยากเซ่ด ปากบอก "อยากเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก" แต่พฤติกรรมสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง มหาเถรสมาคมและสำนักพุทธฯ ก็เก่งแต่เรื่องพระตุ๊ดเณรแต๋ว แต่เรื่องบ้านเรื่องเมืองแล้วอมสาก คงต้องรอให้พุทธะอิสระยึดกรุงเทพฯได้หมดกระมั๊ง ถึงค่อยออกกฎหมายคุ้มครองพระพุทธศาสนา ไม่แน่นะ อีนังนี่อาจจะตีตั๋วเข้ามาอวดลายแขนที่เมืองไทยก็เป็นได้ เพราะไทยเราอยากได้นักท่องเที่ยวกันใจจะขาด ขนาดกุ๊ยเมืองจีนมานั่งขี้เต็มคูเมืองเชียงใหม่ รัฐบาลไทยก็ยังออกมาแก้ข่าวว่า "คนบ้า" น่ารักซะไม่มี คงรอให้มันไปนั่งขี้ที่หน้าทำเนียบให้ยิ่งลักษณ์เห็นแก้มก้นก่อนมั๊ง ถึงจะเชื่อว่าเป็นนักท่องเที่ยวจริง !

 

 

 

 

 

ประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ

ศรีลังกา-ไทย และอุบลราชธานี

 

ประวัติศาสตร์โลกบันทึกว่า ศรีลังกาเคยถูกชาวยุโรป อันได้แก่ ฮอลแลนด์ (ฮอลันดา) โปรตุเกส ฝรั่งเศส และอังกฤษ รุกรานและยึดครองนานถึง 400 ปี พวกฝรั่งดั้งขอทั้งสี่ชาติ ชวนกันรุมโทรมชาวศรีลังกาและพระพุทธศาสนาแบบว่า "เหมือนไม่ใช่คน" เหมือนๆ จีนเคยถูกอังกฤษหยามเหยียด และมีป้ายปักไว้ในสวนสาธารณะว่า "หมาเข้าได้ แต่คนจีนห้าม" จนกระทั่งพระพุทธศาสนาสูญสิ้นไปจากศรีลังกา และศรีลังกาต้องส่งทูตมาขอพระพุทธศาสนาไปจากไทย จนได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ก่อนกรุงศรีอยุธยาจะแตกไม่กี่ปี ถึงทุกวันนี้ชื่อของ "พระอุบาลี" สังฆราชแห่งสยามวงศ์ ก็ยังคงเป็นอมตะ

 

อังกฤษเคยยึดครองศรีลังกานานถึง 200 ปี ศรีลังกาเพิ่งได้รับเอกราชเมื่อต้นปี 2491 หรือ 66 ปี ที่ผ่านมานี่เอง ยังไม่ถึงชั่วอายุคนด้วยซ้ำ หนำซ้ำ อังกฤษยังเป็นถึงเจ้าโลก เป็นประเทศแม่ให้แก่สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และครอบคลุมอำนาจในกลุ่ม "สหราชอาณาจักร" และ "เครือจักรภพ" ซึ่งยังคงมีบทบาทสูงในระดับผู้นำของโลก

 

แต่ ณ วันนี้ ใครเลยจะเชื่อว่า ศรีลังกาจะอาจหาญ "เนรเทศ" ชาวอังกฤษ ซึ่งได้รับการยกย่องว่า "เป็นชาติผู้ดี" ออกนอกประเทศ ด้วยสาเหตุเพียง "สักแขนด้วยรูปพระพุทธ" ทั้งนี้เพราะศรีลังกาทั้งประเทศเคยเป็น "ขี้ข้า" ของอังกฤษมาก่อนนั่นเอง

 

สมัยก่อน อังกฤษเคยเป็น "ผู้ดี" ในสายตาของชาวศรีลังกา แต่ ณ วันนี้ อังกฤษ ได้กลายเป็น "ผู้เลว" ในสายตาของชาวศรีลังกาไปแล้ว ไม่ยินดีต้อนรับยังไม่พอ ยังขับไล่ไสส่งออกนอกประเทศ โดยมิได้เห็นแก่อำนาจของอังกฤษที่ยิ่งใหญ่ล้นฟ้า มิได้แยแสต่ออำนาจเงินตราในสกุล "ปอนด์" ของอังกฤษ ซึ่งว่ากันว่าแพงที่สุดในโลกเลย

 

วีรกรรมของรัฐบาลศรีลังกา ณ วันนี้ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงความ "ทัดเทียม" ทางด้านการทูต และการศาสนา กับอังกฤษ อดีตอภิมหาอำนาจของโลก และอดีตเจ้านายที่มีอำนาจแม้กระทั่ง "แต่งตั้งพระราชา" ของศรีลังกา

 

จังหวะ เวลา หรือโอกาส เพียงนิดเดียวเช่นนี้ ถ้ามีวิสัยทัศน์ และเล่นเป็น ก็สามารถสร้างประวัติศาสตร์ที่น่าภูมิใจให้แก่ประเทศชาติพระศาสนาได้ โดยไม่ต้องยกทัพออกไปต่อสู้กับใคร อยู่ที่ว่าผู้นำของประเทศจะมี "กึ๋น" เพียงพอหรือไม่

 

ดูตัวอย่างเมื่อวาน คณะสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน (ยกเว้นโคราชซึ่งไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นลาว) เมื่อถึงวาระก่อสร้างเมืองมาได้ 222 ปื กลับไม่มีสติปัญญาจะทำบุญให้แก่บ้านแก่เมืองได้ สิ้นความคิดถึงกับยกให้แก่วัดพระธรรมกายจัดทำบุญแทน ส่วนพระสงฆ์ชาวอุบลนั้นก็เตรียมล้างปากล้างท้อง ไปรอ "กิน" ส่วนบุญจากวัดพระธรรมกาย น่าที่จะสร้างประวัติศาสตร์อันน่าภูมิใจ ให้แก่จังหวัดและชาวอุบลราชธานี แต่นี่กลับสร้างประวัติศาสตร์ "อัปยศ" ไว้แทน

 

ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาอันเพิ่งผ่านไปไม่นาน วลีว่า "ไอ้ลาวตาขาว" ที่พระภาคกลางพ่นใส่หน้า "พระพิมลธรรม-อาจ อาสโภ" อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ซึ่งเป็นชาวขอนแก่น ก็ยังคงดังก้องบ้านก้องเมือง แต่ ณ วันนี้ เมื่อพระสงฆ์ชาวอุบล "ก้มหัว" ให้แก่ "ธัมมชโย" ซึ่งอยู่ไกลถึงปทุมธานี แต่ส่ง "ลูกน้อง" มายึดครองเมืองอุบล ก็คงจะเป็นดังที่พระภาคกลางพูดจริงๆ นั่นแหละว่า "ตาขาว" เพราะยินยอมให้ชาวต่างถิ่นเข้ามาบริหารบ้านเมืองเอาตามใจชอบ เหยียบย่ำน้ำใจกันด้วยการ "เอาพระพุทธรูปของวัดพระธรรมกายมาตั้งเป็นประธานกลางเมือง ในงานฉลอง 222 ปี จังหวัดอุบลราชธานี" ทำราวกับว่า อุบลราชธานีทั้งเมืองไม่มีพระไหว้เลย "พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง" ซึ่งเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดก็สู้ "น้ำเงิน" ของวัดพระธรรมกายไม่ได้ ส่วนพระสงฆ์ชาวอุบลอันมีจำนวนนับหมื่นๆ รูป นำโดยเจ้าคณะจังหวัดทั้งธรรมยุตและมหานิกาย กลับมืดบอดมองไม่เห็น ถึงเห็นก็แต่อามิสสินจ้าง ขาดกลัวต่อผู้มีอำนาจในส่วนกลาง เขาจะเอา "นาย ก. นาย ข." เหมือน ส.ส. หมาหลง คนต่างด้าวท้าวต่างแดน มาเป็นผู้ปกครอง ก็ยอมสยบอย่างไม่มีปากมีเสียง เพียงแค่ขอให้มีตำแหน่งและยศถาบรรดาศักดิ์ก็พอ แบบว่าโง่ไม่พอ ยังตะกละอีกต่างหาก นับเป็นภาพ "ทุเรศที่สุด" ในสายตาของปัญญาชน

 

แล้วถามว่า ทำบุญ 222 ปี มันมีค่าอะไร ?

 

หลายวันที่ผ่านมา สื่อมวลชนทุกแขนง หันไปเล่นข่าว "นาตาลี" พระตุ๊ด เณรแต๋ว ว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา นินทากันมันปาก ถึงกับทำการวิจัยหาจำนวนพระตุ๊ดเณรแต๋วทั่วประเทศว่ามีกี่คน แต่สำหรับ "ผู้นำตุ๊ด-ขี้ขลาดตาขาว" ในวงการศาสนา ซึ่งมีอยู่เกลื่อนเมืองไทยในเวลานี้ กลับไม่มีใครพูดถึง ทั้งๆ ที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติพระศาสนามากกว่านาตาลีเป็นล้านเท่า เพราะว่า ถ้าไร้ความกล้าหาญทางด้านศีลธรรม-จริยธรรมเสียแล้ว มันจะต่างอะไรกับคำว่า "ตุ๊ด-แต๋ว" เขาเรียกพวกนี้กันมาตั้งนานแล้วว่า "หน้าตัวเมีย"

 

 

 

 

 

 

 

 

ศรีลังกาเนรเทศสาวอังกฤษสักพระพุทธรูปที่หัวไหล่

 

"ศรีลังกา" จับสาวอังกฤษวัย 37 ปี ที่สนามบิน ก่อนเนรเทศออกนอกประเทศ เหตุสักภาพพระพุทธรูปที่หัวไหล่

 

เมื่อวันที่ 22 เม.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาโอมิ มิเชล โคลแมน สาวชาวอังกฤษวัย 37 ปี ถูกจับที่สนามบินกรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา ก่อนจะถูกเนรเทศออกนอกประเทศ ข้อหาสักภาพพระพุทธรูปไว้ที่หัวไหล่ข้างขวา

 

โฆษกประจำกรมตำรวจระบุเหตุผลที่เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมสาวชาวอังกฤษว่า ทำร้ายความรู้สึกผู้นับถือศาสนาพุทธ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ โคลแมนอยากลบรอยสักในทันที ทั้งนี้ ประเทสศรีลังกาเป็นประเทศที่มีศานาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ จึงค่อนข้างอ่อนไหวกับการนำภาพพระพุทธรูปไปไว้ยังที่ๆ ไม่สมควร

 

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์
23 เมษายน 2557

 


 


 

 

Sri Lanka to deport Buddha tattoo British woman

 

 

 

A British tourist is to be deported from Sri Lanka because of a Buddha tattoo on her arm.

 

Naomi Coleman was arrested as she arrived at the airport in the capital Colombo after authorities spotted the tattoo on her right arm.

 

A police spokesman said the 37-year-old from Coventry was arrested for "hurting others' religious feelings".

 

Ms Coleman is being held at an immigration detention camp after a magistrate ordered her deportation.

 

She is expected to be removed within days.

 

Sri Lanka is particularly sensitive about images of the Buddha.

 

 

Practised religion

 

Ms Coleman said there was initially no problem with officials but two taxi drivers and a plain clothes police officer told her she was breaking the law and brought her to a police station to make a statement.

 

Ms Coleman, a mental health nurse, told the BBC: "I got to the airport in Sri Lanka. It was fine. They stamped my passport. There was no problem.

 

"I had a short-sleeved top on which showed my tattoo which has got a Buddha on and another Hindu tattoo underneath. There was no problem there.

 

"It was just when I was taking my suitcases out, one of the taxi men at the stand stopped me and said, 'Oh, this is a big problem in Sri Lanka, you've got a Buddha tattoo.'"

 

She said she told police in a statement that she practised Buddhism and had attended meditation retreats and workshops in Thailand, India, Cambodia and Nepal.

 

Ms Coleman said she had to spend Monday night in prison in Negombo, near the airport, after appearing in court.

 

"I went on the stand, they called me. But they didn't let me speak or plead my case. They were just talking among themselves," she said.

 

"Then they said, 'You're being deported.' I said, 'I've got another trip booked to the Maldives, can I just go there, I'll leave Sri Lanka then.' They said, 'No, you'll have to be deported back to your home country and you'll need to go to prison for the night.'

 

Ms Coleman said she was persuaded to hire a lawyer for 5,000 rupees (£25/$38) but claimed he did not communicate with her and she did not believe her statement was conveyed to anyone.

 

She has been told to return to the UK but may have to wait several days because the authorities said they were carrying out extensive security checks on her "like I'm a criminal or something".

 

The British High Commission in Colombo said: "We are aware of the case and are providing appropriate consular assistance."

 

 

Sensitivity of issue

 

Authorities regularly take strict action against perceived insults to Buddhism, which is the religion of the island's majority ethnic Sinhalese.

 

Ms Coleman arrived at Bandaranaike International Airport on Monday, having flown from India. Her tattoo features a Buddha sitting on top of a lotus flower.

 

Last March, another British tourist was denied entry at Colombo's international airport because immigration officials said he had spoken "disrespectfully" when asked about a tattoo of the Buddha on his arm.

 

Antony Ratcliffe later spoke of his "shock" at the incident, insisting that he followed Buddhist teachings and thought a tattoo was an apt tribute.

 

Two years ago, three French tourists were given suspended prison sentences for kissing a Buddha statue.

 

The UK travel advice on Sri Lanka warns of the sensitivity of the issue and tells visitors not to pose for photos in front of statues of Buddha.

 

Over the past year monks belonging to certain hardline Buddhist groups have led violent attacks against Muslims and Christians, a trend which has given rise to considerable concern among religious minorities in Sri Lanka.

 

 

 

 

ที่มา : BBC
23 เมษายน 2557


 

 

 

จับรถวัดธรรมกาย !

 

ขนคนพม่าจากตากมาปทุมธานี

โดนสกัดจับคาด่านแม่สอด

 

 

 

 

เอาพม่ามาทำความดี มันผิดตรงไหน จริงไหมจ๊ะ ?

 

ทำดีทำไมต้องต่อต้าน ใครต่อต้านคนทำดี

ก็แสดงว่าคนที่ต่อต้านนั้นไม่ดี นะจ๊ะ นะจ๊ะ

 

 

อา..ทำดีทำไมต้องต่อต้าน กำลังส่งสัญญาณออกมาเรื่อยๆ ว่า ที่อ้างว่า "ทำดีๆ" นั้น มีอะไรอีกมากมายที่ใครยังไม่รู้ รู้แต่ว่าภาพข้างหน้านั้นสวยหรูเหมือนสวรรค์วิมาน แต่เบื้องหลังของเช็ค "คลองจั่น 800 ล้าน" ที่ยังเคลียร์กันไม่เสร็จ มาจนถึง "ขนชาวพม่าเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย" ในวันนี้ มันมีอะไรแปลกๆ แปลกใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร กับวัดที่ชื่อว่าจะมาเป็นเสาหลักให้แก่คณะสงฆ์ไทย ที่บรรดาพระสังฆาธิการไทยสยบยอมไปแล้วทั้งประเทศ เมื่อวานเจ้าคุณเอื้อนกับเจ้าคุณจำนงค์ สองกรรมการมหาเถรสมาคม ก็ออกมาประสานเสียงเล่นข่าว "นาตาลี" เณรตุ๊ดเณรแต๋ว แซวว่าผิดอย่างโน้นอย่างนี้ ดีเลวอย่างไรรู้หมด แต่พอเรื่องธรรมกายไม่มีใครกล้าพูด เพราะว่าธัมมชโยเขาเป็น "บิดา" แห่งคณะสงฆ์ไทยไปแล้ว ขนาดรางวัลผู้นำพุทธโลก ก็ยังต้องอัญเชิญไปทูลถวายถึงในวังธรรมกาย ลำพังรับจากมือ "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" พระอุปัชฌาย์ของธัมมชโย และผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เกียรติยศก็ยังสูงส่งไม่พอ ดีฮะดี ตีบทแตกเสียให้พอ จะได้เอาไปเขียนไว้ในอาลัยในวันตายของพวกท่าน

 

 

 

 

 

 

จับพระธรรมกายขนแรงงานต่างด้าวเข้าปทุม ป้ายผ้าติดรถระบุสังกัดวัดชัดเจนอ้างพามาทำบุญ

 

22 เม.ย. 2557 เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 4 อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งประจำจุดตรวจบ้านห้วยหินฝน ถนน อ.แม่สอด -อ.เมืองตาก เขต ต.แม่ปะ อ.แม่สอด ได้สกัดรถยนต์และจับกุมรถตู้ 2 คัน พร้อม นายแสวง พรหมมี อายุ 51 ปี และนายสุพรชัย ขันแข็ง อายุ 51 ปี บรรทุกโดยสารบุคคลต่างด้าว สัญชาติพม่า และสวมชุดขาวเป็นการอำพราง จำนวน 30 คน

 

นอกจากนี้ยังมีพระสังกัดวัดธรรมกายอีก 2 รูป นั่งหน้ารถยนต์ตู้มาทั้ง 2 คัน ทราบชื่อว่า พระสุระศักดิ์ สุรวโส อายุ 48 ปี และพระสุรพล บุญศรีพานิช อายุ 53 ปี โดยจากป้ายที่ติดรถยนต์นั้น ระบุชัดเจนว่า สังกัดวัดธรรมกาย ซึ่งหลังจากเจ้าหน้าที่ทหารได้ตรวจสอบแล้วพบว่าชาวพม่าที่แต่งชุดนุ่งขาว ห่มขาวทั้งหมด ไม่มีเอกสารการเข้าเมืองใดๆ

 

พระสุระศักดิ์ กล่าวว่า นำชาวพม่าทั้งหมดไปทำบุญสังฆทานที่วัดธรรมกาย จากนั้นก็จะเดินทางกลับ แต่ไม่ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด ในการให้ชาวพม่าเข้าไป

 

พ.ต.อ.พงษ์นคร นครสันติภาพ ผกก.ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ส่งผู้ต้องชาวพม่าและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก เพื่อตรวจสอบเอกสารทางราชการในการเข้าเมือง และสอบปากคำทั้งหมด พบว่าไม่มีเอกสารใดๆ จึงตั้งข้อกล่าวหา ผู้นำพาทั้งหมดที่เป็นคนไทย ร่วมกันซ่อนเร้น ด้วยประการใดๆ ให้คนต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม ส่วนชาวพม่า ถือว่า เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

เจ้าหน้าที่จุดตรวจบ้านห้วยหินฝน กล่าวว่า มีรถยนต์ตู้จากวัดธรรมกายทั้งหมด 28 คัน เดินทางไปกรุงเทพฯ ส่วนรถยนต์ตู้ 2 คันนี้ มีคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองอาศัยไปด้วย และทราบว่า ไปรับชาวพม่าทั้งหมด ที่บ้านวาเล่ย์ ต.วาเล่ย์ อ.พบพระ จ.ตาก และเปลี่ยนชุดนุ่งขาว ห่มขาวทั้งหมด เดินทางผสมผสานกับรถยนต์คันอื่นๆ เพื่อจะไปยังกรุงเทพฯ

 

 

ที่มา : คมชัดลึก
22 เมษายน 2557


 

 

 

 

222 ปี

 

สถาปนาเมืองอุบลราชธานี

วันสิ้นเอกราชทางศาสนา

 

เพราะว่าผู้นำโง่ ขี้ขลาดตาขาว แถมมักง่าย

 

 

 

 


 

 

พระราชธีราจารย์-เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี

ในงานแถลงข่าวจัดงานฉลอง 222 ปี อุบลราชธานี

 

 

"พระมหาศรีพร" ประโยคเก้ารุ่นพี่ของ "พระมหาเสฐียร" วัดพระธรรมกาย บุญก็หนัก ศักดิ์ก็ใหญ่ ได้เป็นถึงเจ้าคณะจังหวัด แถมได้รับโปรดเกล้าฯเป็นเจ้าคุณชั้นราช ขณะที่มหาเสฐียรเป็นแค่ประโยคเก้าเพียวๆ แต่คุณสมบัติทุกอย่างของมหาศรีพรก็อ่อนด้อยกว่าของมหาเสฐียรไปสิ้น เพราะยินยอมให้วัดพระธรรมกายยึดครองเมืองอุบล จัดตักบาตร 222 ปี โดยนำเอา "พระพุทธรูปแบบธรรมกาย" มาตั้งเด่นเป็นสง่ากลางเมืองดอกบัว เป็นสัญลักษณ์ว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คณะสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานี ได้ยินยอมพร้อมใจรับเอา "พระธรรมกาย" เป็นหัวหน้าแล้ว เอวัง !

 

อุบลราชธานี อดีตเคยมีนักปราชญ์ แต่ปัจจุบันสิ้นไร้นักปราชญ์เสียแล้ว ขนาด "พระราชธีราจารย์" ซึ่งแปลว่า ราชบัณฑิต ก็ยังสิ้นคิด แล้วพระสงฆ์องค์เณรทั่วทั้งจังหวัดอีกนับหมื่นรูปนั้นจะเหลืออะไร ในเมื่อหัวหน้ากลายเป็นลูกน้องของเขาไปแล้ว เฮ้อ ! ไม่อายใจให้แก่ "หลวงพ่อพระพรหมกวี" ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์บ้างหรือไร ท่านมหาศรีพร ว่างๆ ก็กลับไปนอนอ่านใบตราตั้งเจ้าคณะจังหวัดด้วยนะ ว่าเขาให้ท่านเป็น "หัวหน้าพระสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานี" หรือว่าให้เป็น "สมุนธัมมชโย" แห่งปทุมธานี อ่านดูให้ดี จะได้ไม่หลงเมืองเห็นอุบลราชธานีเป็นปทุมธานี !

 

ชาวอุบลเวลานี้ดูทีแล้วอ่อนแอกว่าชาวสกลนคร สกลนครเมืองเล็กนิดเดียว แต่สามารถต่อต้านการยึดครอง "หนองหาน" ของธรรมกายได้ผล ขนาดว่าเอาหลวงพ่อสดเข้าไปตั้งเป็นประธานกลางเกาะดอนสวรรค์ ก็ยังถูกผลักดันให้เอาออกไป ส่วนอุบลราชธานีนั้นเป็นเมืองใหญ่อันดับต้นๆ ในภาคอีสาน (รองจากโคราช) มีประชากรมากกว่าขอนแก่น เจ้าคณะจังหวัดนี้กลับยินยอมพร้อมใจไปนั่งอยู่ใต้ "พระธรรมกาย" อย่างไม่รู้สึกรู้สา นับว่าน่าสมเพชที่สุดในประวัติศาสตร์ 222 ปี เมืองอุบล !

 

 

 

 

ใต้ร่มธรรมกาย

งานฉลอง 222 ปี อุบลราชธานี

 

 

 










 

 

หมดสภาพ

 

ภาพพระราชธีราจารย์ (ศรีพร วรวิญญู ป.ธ.9 Ph.D.) เจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม อำเภอเมืองอุบล และเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ไม่มีปัญญาจัดงานฉลอง 222 ปีเมืองอุบลราชธานี ยังไม่พอ ยังแต่งตัวไปรอรับไทยธรรมจากธรรมกาย ซึ่งเข้ามาเท็คโอเวอร์เมืองอุบลไปอีกด้วย พระมหาศรีพรนั้นนอกจากหน้าจะเป็นแผลมาแต่เดิมแล้ว ยังเพิ่มแผลใหม่ เป็นแผลในใจไปชั่วชีวิต เพราะประวัติศาสตร์ได้บันทึกเอาไว้แล้วว่า บทบาทของเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ที่ชื่อว่า "พระมหาศรีพร ชาวมุกดาหาร" ซึ่งมาเติบใหญ่ในเมืองอุบลนั้น ได้สร้างวีรเวรวีรกรรมอะไรประดับไว้ในเมืองดอกบัว ชั่วลูก..ชั่วหลาน ผลงานของพระมหาศรีพรในครั้งนี้ จะเป็น "เกี่ยรติยศ" หรือ "อัปยศ" ก็ขอเชิญปัญญาชนได้พิจารณา

 

 

ที่มา : DMC.TV
22 เมษายน 2557


 

 

 

น้องนาโผล่สังกัดวัดบางโพ !

 

เจ้าอาวาสยืนยันว่าเคยอยู่

แต่พอรู้ว่าออกแต๋วก็ให้..ออกวัด

 

 

อา..ย่านบางโพนั้น เพลงดังที่สุดก็คือ สาวบางโพ เขารับเฉพาะสาวๆ เท่านั้น ส่วนสาวประเภทสองนั้นเขาไม่ต้อนรับ นะจ๊ะ

 

 

 

 

บัญชีพระภิกษุสามเณรสังกัดวัดบางโพ

 

 

 

เจ้าอาวาสวัดบางโพยอมรับ พระแต๋วเคยมาอยู่จริงปีกว่ามาแล้ว แต่โดนไล่ออกจากวัดเพราะพฤติกรรมตุ๊ดแต๋ว ชอบโพสต์เฟซบุ๊กไม่เหมาะสม ระบุเจ้าคณะอำเภอในจังหวัดศรีสะเกษฝากมา ส่วนเจ้าคณะ กทม. ชื้ สามเณรอ้างเป็นพระ ถือว่ามีความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่น

 

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายโซเชียลมีเดียได้มีการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับ สามเณรเจษฎา (ขอสงวนนามสกุล) หรือนาตาลีร้อยหน้าว่ามีชื่อขึ้นในฐานข้อมูลของวัดบางโพโอมาวาส กรุงเทพมหานคร โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามเรื่องดังกล่าวต่อ พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ภายหลังประชุม มส. ที่ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม โดยพระพรหมดิลก กล่าวว่า ตนได้รับรายงานว่า สามเณรเจษฎา หรือนาตาลีร้อยหน้า เคยมาอยู่ที่วัดบางโพโอมาวาสจริง แต่ถูกขับออกจากวัดให้ไปอยู่สังกัดวัดเดิม เนื่องจากมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งในส่วนของคณะสงฆ์ โดย มส. ก็ห่วงเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นพระตุ๊ดเณรแต๋วที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมและชอบโพสต์ข้อความต่างๆ ผ่านโซเชียลมีเดียก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนา

 

พระพรหมดิลก กล่าวต่อไปว่า ตนได้ออกหนังสือแจ้งเจ้าอาวาส เจ้าคณะแขวง เจ้าคณะเขต พื้นที่กรุงเทพมหานคร เข้มงวดพระ เณร ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน และชอบนำรูปของตนเอง หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ไปโพสต์ต่อสาธารณชน เพราะบางรูปคะนอง ไม่ได้นึกถึงผลกระทบที่มีต่อพระพุทธศาสนา โดยพระมหาเถระและเจ้าคณะผู้ปกครองทั่วประเทศห่วงในเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างมาก มีการเข้มงวดอยู่ทั้งเรื่องการบวช หากมาพบภายหลังว่ามีพฤติกรรมเบี่ยงเบน แต่ปฏิบัติอยู่ในครรลองพระธรรมวินัยก็ไม่มีปัญหาอะไร ถ้านอกรีตก็ไม่ควรให้อยู่ในวัดและบวชเป็นพระ

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีมีการแอบอ้างว่าเป็น “พระ” ทั้งที่ยังเป็น “สามเณร” อยู่ มีความผิดหรือไม่ พระพรหมดิลกกล่าวว่า ถ้าอายุไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ บวชเป็นพระไม่ได้ และถ้ามีการแอบอ้างว่าเป็นพระ ถือว่ามีความผิด เนื่องจากไม่ได้อยู่ในภาวะของการเป็นพระจริงๆ ถือว่าหลอกลวงผู้อื่น หากพระอุปัชฌาย์ที่รับรองก็ต้องรู้ว่า ผู้ที่บวชอายุเท่าไหร่ หากไม่ถึง 20 ปีก็รับรองไม่ได้ ถือว่าผิด ส่วนกรณีสามเณรก็ต้องมีหนังสือสุทธิที่แสดงถึงการเป็นสามเณร บรรพชาตั้งแต่อายุเท่าไหร่ วันไหน  สังกัดวัดไหน อุปัชฌาย์เป็นใคร ซึ่งเวลาเดินทางโดยสารเครื่องบิน ก็ต้องใช้ชื่อตามหนังสือสุทธิตรงตามนั้น ที่สำคัญเวลาสึกออกไปแล้ว ไปทำบัตรประชาชน ก็ต้องนำหนังสือสุทธิที่มีการรับรองวันเวลาสึกจากอุปัชฌาย์มายื่นขอทำบัตรประชาชน ซึ่งคนที่บวชมานานตั้งแต่สามเณรก็ต้องมีหลักฐานการสึกมายืนยัน

 

พระพรหมเมธี (จำนง ธรรมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม กรรมการ มส. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ไม่ได้มีการหารือเรื่อง นาตาลี และการใช้เฟซบุ๊กของพระสงฆ์สามเณรอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งเท่าที่ทราบทาง มจร. ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่นักศึกษา เรื่องก็น่าจบแล้ว ส่วนกรณีปัจจุบันที่มีพระภิกษุสามเณรใช้โซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก การใช้ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล คนใช้ต้องมีวุฒิภาวะ และใช้ให้ถูกต้องด้วย อย่างโปรแกรมแชตไลน์ ถ้าคุยกันธรรมดาก็ไม่เป็นไร แต่มาใช้ในเชิงชู้สาว หรือแซวกันไปมาจนเกิดทะเลาะกัน ก็ทำให้เกิดอันตรายได้ ดังนั้นพระสงฆ์สามเณรควรใช้ให้เหมาะสม

 

ขณะที่ พระมหาสมัคร มหาวีโร เจ้าอาวาสวัดบางโพโอมาวาส กล่าวว่า กรณีที่มีผู้แชร์ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียว่า นาตาลี หรือสามเณรเจษฎา มีชื่ออยู่ที่วัดบางโพฯ เป็นเรื่องจริง  โดยพระลูกวัดเห็นข่าวแล้วจำได้ว่า เป็นคนเดียวกับที่เคยมาอยู่ที่วัดแห่งนี้ ตนจึงได้ตรวจสอบข้อมูลของวัด พบว่า สามเณรเจษฎาเคยมาอยู่ที่วัดแห่งนี้เมื่อประมาณปีกว่าๆ ที่ผ่านมา แต่อยู่ไม่ถึง 2 เดือน ทางวัดก็ได้ให้ออกจากวัดไป โดยยังไม่รับรองเข้าสังกัดของวัดบางโพฯ เนื่องจากมีพฤติกรรมตุ๊ดแต๋ว ไม่เหมาะสม  และมีการนำข้อมูลโพสต์ในเฟซบุ๊ก ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อวัด จึงได้เชิญผู้ปกครองมารับทราบ และให้ไปอยู่วัดต้นสังกัดเดิม ในจังหวัดศรีสะเกษ 

 

“เราไม่รับเข้าสังกัดของวัดบางโพ ซึ่งเท่าที่จำได้เจ้าคณะอำเภอในจังหวัดศรีสะเกษฝากมา ทางวัดเราก็รับไว้ โดยอาตมาได้แจ้งต่อสามเณรเจษฎา รวมทั้งพระ และบิดามารดาที่ฝากมาว่า เราจะดูพฤติกรรม 2 ปี ถ้าปฏิบัติตามระเบียบของทางวัดได้ ถึงจะรับเข้าสังกัดวัด แต่ปรากฏว่าอยู่เพียงไม่นานก็มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โพสต์ข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพระพุทธศาสนา อาตมาจึงให้ย้ายทันที โดยไม่รับเข้าสังกัด ซึ่งเขาก็มีหนังสือสุทธิ แต่ทางวัดไม่ได้เก็บหลักฐานไว้ เนื่องจากยังไม่ได้รับเข้าสังกัด และจำไม่ได้ว่าสังกัดวัดใด เพราะมาอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น” เจ้าอาวาสวัดบางโพฯ กล่า

 

 

 

ที่มา : เดลินิวส์
22 เมษายน 2557


 

 

 

 

ชื่อจริงนาตาลีโผล่บินไทย !

 

"พระจษฎา"

ถ้าจริง ก็หน้าแตกกันหลายราย

 

 

โดยเฉพาะทางฝ่าย มจร. ที่ออกมาระบุว่า นาตาลีเป็นเพียงสามเณร และสึกไปแล้ว แต่ข้อมูลตามที่หนังสือพิมพ์นำเสนอกลับเป็นชื่อของ "พระภิกษุ" เต็มตัว ใครมั่วก็ต้องพิสูจน์กันอีกหลายยก

 

 

 

 

 

 

 

 

เจอชื่อจริงนามสกุลจริงนาตาลีร้อยหน้า เชื่อมโยงทำเนียบสามเณรหน้าเหมือน เตรียมนำหลักฐานส่งกองปราบปราม 22 เม.ย. นี้

 

วันนี้ (20 เม.ย.) นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กล่าวถึงความคืบหน้าการสืบข้อมูลของนาตาลีร้อยหน้า เจ้าของเฟซบุ๊ก “นู๋ร๊ากผัวเขา ผัวเขาก้อร๊ากนู๋” ว่า จากการที่ตนได้ตรวจสอบในเฟซบุ๊กดังกล่าว ซึ่งได้พบภาพการโพสต์ตัวเครื่องบินที่มีการระบุชื่อของผู้ที่เดินทางเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยขึ้นต้นว่า พระเจษฎา ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ตนได้รับจากเครือข่าย ที่เป็นภาพของหนังสือทำเนียบสามเณร ที่ระบุว่า ชื่อสามเณรเจษฎา (ขอสงวนนามสกุล) สังกัดวัดแห่งหนึ่ง โดยมีลักษณะหน้าตาคล้ายกับนาตาลีร้อยหน้า ตนจึงได้นำข้อมูลนี้ไปตรวจสอบกับทะเบียนราษฎร์ พบว่า บุคคลดังกล่าว เกิดวันที่ 11 พฤศจิกายน 2537 อายุวันที่ตรวจสอบ คือ 19 ปี และไม่เคยทำบัตรประชาชนมาก่อน ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่า อายุไม่ถึง 20 ปี แล้วบวชเป็นพระได้อย่างไร

 

 

นายสงกานต์ กล่าวต่อไปว่า ตนขอถามนาตาลีร้อยหน้าว่า ก่อนหน้านี้ที่บอกว่าสึกแล้ว ก็ให้นำหลักฐานมาโชว์ ว่าชื่อเจษฎาใช่หรือไม่ ไม่เคยทำบัตรประชาชนใช่หรือไม่ ตั๋วโดยสารนี้เป็นของคุณใช่หรือไม่ ให้นำหลักฐานมาแสดงต่อสาธารณะชน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ อย่างไรก็ตาม ตนจะนำข้อมูลหลักฐานใหม่และเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดต่อ กองปราบปรามในวันที่ 22 เม.ย. เวลา 14.00 น. นี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการเข้าไปตรวจสอบเฟซบุ๊ก “นู๋ร๊ากผัวเขา ผัวเขาก้อร๊ากนู๋” ในช่วงเวลา 13.43 น. ได้มีเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “กัส จะลืมวันที่ผ่านมา” โดยโพสต์ล่าสุดยังอยู่วันที่ 14 เมษายน 2557 และยังไม่การโพสต์อะไรเพิ่มเติมขึ้นมา มีเพียงการเปลี่ยนชื่อหัวเฟซเท่านั้น นอกจากนี้ยังพบว่ามีการลบข้อมูลบางส่วนที่เป็นภาพและคลิปออกไปด้วย

 

 

ที่มา : เดลินิวส์
21 เมษายน 2557


 

 

 

ตบปากตัวเอง !

 

พระครูสมุห์ธัชพงศ์ภณยอมเสียสัตย์

อ้างพูดผิดกรณีแจ้งนักข่าวนาตาลีมีในวังน้อย

 

 

อา..นับว่าฝีมือของทีมงานอธิการบดี มจร. นั้นไม่ธรรมดา แก้ปัญหา-แก้ข่าว ได้รวดเร็วทันใจ ไม่ให้ลุกลามใหญ่โต คือความจริงก็แค่ "ปิดปากพระครูสมุห์ธัชพงศ์" ก็ถือว่าปิดรูรั่วรูใหญ่แล้ว ส่วนนาตาลีนั้นคงไม่กล้าโผล่หน้าไปไหน มจร. ก็ปิดประตูลั่นดานไม่ให้เข้าแล้ว ส่วนพระครูสมุห์ธัชพงศ์ก็คงต้องรอสอบวินัยในรอบต่อไป เพราะเป็นถึงครูบาอาจารย์ แต่ออกมาให้ข่าวทำลายสถาบัน มันก็เลี้ยงไว้ไม่ได้ เขามีแต่ปิดข่าวเสีย ปล่อยข่าวดี แต่นี่กลับปล่อยข่าวเสีย ไปอยู่ไหนก็ไม่มีใครเอา อยากดังวันเดียวก็แบบนี้แหละน้า เฮ้อ เคราะห์กรรมของนาตาลีว่าน่าสงสารแล้ว แต่ชะตากรรมของพระครูรูปนี้ดูท่าจะน่าสงสารกว่าเสียอีก

 

 

 

 

เปิดหอพักนิสิต มจร. วังน้อย

 

 

 





 

 

 

 

คำสารภาพพระครูสมุห์ธัชพงศ์ภณ

 

 

 

 

 

 

พระนครศรีอยุธยา - มจร.พาพิสูจน์ หอพักห้อง A205 ไม่พบ “นาตาลีร้อยหน้า หรือน้องโฟกัส” พักอยู่ ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ยืนยัน “นาตาลี” ไม่ใช่นิสิตของมหาวิทยาลัย จากการตรวจอย่างละเอียดตามชื่อที่ปรากฏเป็นข่าว "นาตาลี" เป็นเพียงสามเณร เท่านั้น
       
วันนี้ (19 เม.ย.) หลังจากมีกระแสข่าวฉาวในวงการพุทธศาสนา ปรากฏภาพพระสงฆ์ห่มผ้าเหลือง กลับไปสวมวิกผมแต่งหญิงในสื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย จนมีการตรวจสอบผู้ใช้ในชื่อ นาตาลีร้อยหน้า หรือน้องโฟกัส ซึ่งภายหลังหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องพยายามติดตามตัวมาสอบถามข้อเท็จจริง จนมีกระแสข่าวว่าพระฉาวยังพักอยู่ในหอพักมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา
       
ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อตรวจสอบว่า นาตาลีร้อยหน้า หรือน้องโฟกัส ยังพักอยู่ภายในหอพักห้องเลขที่ A205 ของมหาวิทยาลัยหรือไม่
       
ไปถึงพบ พระมหาวิลัย สมาจาโร ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ได้พาตรวจสอบที่หอพักของนิสิต ซึ่งอยู่ด้านหลังของมหาวิทยาลัย เป็นอาคารสูง 4 ชั้น จำนวน 2 อาคารติดตั้งกล้องวงจรปิด การเข้าออกหอพักต้องใช้ระบบคีย์การ์ด โดยพบว่า ที่ห้อง A205 จะมีป้ายรายชื่อระบุนิสิตที่พักอยู่ 2 รูป ไม่พบรายชื่อของนาตาลี หรือน้องโฟกัส เป็นผู้พักในห้องดังกล่าว และไม่สามารถเปิดประตูเข้าไปยังห้องพักดังกล่าวได้ เนื่องจากพระที่พักในห้องดังกล่าวเดินทางกลับวัดที่จำพรรษาอยู่ เป็นช่วงปิดภาคเรียน
       
พระมหาวิลัย เปิดเผยว่า ขอยืนยันว่า นาตาลี หรือน้องโฟกัส ไม่ใช่นิสิตของมหาวิทยาลัย จากการตรวจอย่างละเอียดตามชื่อที่ปรากฏเป็นข่าว และนาตาลีเป็นเพียงสามเณรเท่านั้น เคยมาหาเพื่อนซึ่งเป็นพระที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยตั้งแต่เมื่อปีที่ผ่านมา มาอยู่กับเพื่อนประมาณ 2 - 3 วันเท่านั้น ระเบียบของหอพักจะห้ามสุภาพสตรีเข้ามาภายในหอพัก มีเวลาปิดเปิดและพระที่จะนำเพื่อนหรือบุคคลภายนอกเข้ามาพัก จะต้องมากรอกแบบฟอร์มและลงลายมือชื่อทั้งผู้ที่ขอเข้าพักและเจ้าของห้องพัก เรามีระเบียบเข้มงวด
       
"ส่วนที่ พระครูสมุห์ ธัชพงศ์ภณ กตปุญโญ กล่าวว่า เป็นผู้ดูแลหอพักนิสิต ให้ข่าวว่านาตาลี เป็นนิสิตของมหาวิทยาลัยและพักในห้องดังกล่าว จริงแล้วเป็นเพียงนิสิตและมาช่วยงานของมหาวิทยาลัย ได้พูดคุยแล้วยอมรับว่ามีความขัดแย้งส่วนตัวกับนาตาลี จึงได้อ้างไปว่าเป็นผู้ดูแลและให้ข่าวไป หลังจากข่าวออกไปได้สำนึกผิด ได้เข้ามาขอโทษ และจะโพสข้อความขอโทษผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว" พระมหาวิลัยกล่าว
       
ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบที่เฟสบุ๊กของ พระครูสมุห์ ธัชพงศ์ภณ กตปุญโญ ได้โพสข้อความเป็นการขอโทษไว้ว่า

 

“ขอเจริญพร สื่อมวลชนทุกท่าน อาตมาภาพ พระครูสมุห์ธัชพงศ์ภณ กตปุญฺโญ ผู้นำเรื่องนาตาลี มาเผยแผ่ต่อสาธารณชน ตามข้อมูลที่เสนอไปทั้งหมดนั้น ว่า นาตาลี เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แต่พอทราบภายหลัง นาตาลีไม่ใช่นิสิตของมหาวิทยาลัยสงฆ์
       
จึงขอยุติการเสนอข่าวในเรื่องนี้ต่อไป และต้องกราบขอขมาที่ล่วงเกินพระเถระผู้ใหญ่และพระผู้บริหารทุกระดับ รวมทั้งพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในพระพุทธศาสนาและพุทธศาสนิกชนที่ได้รับผลกระทบทางด้านลบด้านจิตใจต่อข่าวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ และอาตมาภาพเป็นนิสิตจิตอาสาช่วยงานเรื่องการสื่อสารกับนิสิตชาวต่างประเทศที่พักในหอพักนิสิต หวังว่าจะได้รับความเมตตาอภัยจากพระสงฆ์ทั้งปวง ตลอดทั้งพุทธศาสนิกชนทั้งประเทศ”
       
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามพระที่พักอยู่ในห้องพักหลายรูปให้การตรงกันว่าเคยพบเห็นนาตาลี ตามในภาพที่ปรากฏเป็นข่าวที่จำได้เพราะมีรูปร่างลักษณะออกไปทางเพศหญิง มาพัก 2 - 3 วัน แต่ก็ผ่านมาเป็นปีแล้วและไม่ได้กลับเข้ามาอีกเลย ส่วนภาพตามข่าวไม่น่าจะเป็นภาพที่ถ่ายในหอพักของมหาวิทยาลัย
 

 

 

ที่มา : ผู้จัดการ
20 เมษายน 2557


 

 

 

แหกตาประชาชน !

 

ตักบาตร 222 ปี เมืองอุบลราชธานี

คณะสงฆ์อุบลยกโครงการให้ธรรมกายจัด

 

 

 

 

 

ภาพจากเว็บไซต์วัดพระธรรมกาย

 

 

 

ให้ "พระมหาเสฐียร วัดพระธรรมกาย" เป็น "ประธาน" ส่วนเจ้าคณะจังหวัด-พระสังฆาธิการทุกระดับ รับบท "ขอทาน"  เห็นแล้วก็น่าอายเหลือเกิน อุบล-เมืองนักปราชญ์ แต่ปัจจุบันดูเหมือนจะไร้นักปราชญ์เสียแล้ว ถึงกับต้องพึ่ง "วัดพระธรรมกาย" มาจัดงานฉลอง 222 ปี ให้แก่ชาวอุบล ซึ่งเลี้ยงพระไว้เป็นหมื่นๆ รูป แต่กลับไม่มีสติปัญญาสามารถจะจัดงานได้แม้แต่รูปเดียว อุบลราชธานีเวลานี้เหมือนตกอยู่ในสภาพ "สิ้นไร้ไม้ตอก" ไปเสียแล้ว เอวัง !

 

 

 

 

 

ซ้าย : พระพรหมสิทธิ (ธงชัย) วัดสระเกศ กรุงเทพฯ เจ้าคณะภาค 10

ขวา : พระราชธีราจารย์ (ศรีพร) วัดมณีวนาราม อุบลฯ เจ้าคณะจังหวัดอุบล

 

 

ก็อยากจะเรียนถามไปยัง "พระพรหมสิทธิ" หรือเจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศ ในฐานะเจ้าคณะภาค 10 ปกครองจังหวัดอุบลราชธานี ว่าเหตุใดจึงปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้ เพราะถ้าท่านไม่มีปัญญาจะดูแล "เขตปกครอง" ของท่านได้ ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไปทำไม ถ้าทานแรงต้านของผู้มีอำนาจสูงกว่าไม่ไหว ก็ขอนิมนต์ลาออกเสียเถิดครับ แล้วให้พระวัดพระธรรมกายเป็น "เจ้าคณะภาค 10" แทน เขาจะได้จัดงานใหญ่ให้ถนัดมือ

 

 

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

การแถลงข่าวตักบาตรพระ 2222 รูป

ฉลอง 222 ปี จังหวัดอุบลราชธานี

 

 

 

ชาวอุบลฯ พร้อมใจกันนุ่งขาวห่มขาว ร่วมตักบาตรพระ 2,222 รูป ทำบุญฉลอง 222 ปี " เมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัยประเทศราช"

 

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 19 เม.ย. นายธัชชัย สีสุวรรณ รอง ผวจ.อุบลราชธานี และ น.ส.สมปรารถนา วิกรัยเจิดเจริญ นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี เป็นประธาน จัดกิจกรรมตักบาตรพระสงฆ์ 2,222 รูป ฉลองเมืองอุบลราชธานี ครบรอบ 222 ปี บริเวณ ถนนแจ้งสนิท หอนาฬิกา จนถึงวิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี เทศบาลนครอุบลราชธานี โดยมีพุทธศาสนิกชนพร้อมใจกันนุ่งขาวห่มขาวมาร่วมตักบาตรเป็นจำนวนมาก

 

น.ส.สมปรารถนา วิกรัยเจิดเจริญ นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมตักบาตรพระสงฆ์ 2,222 รูป ในครั้งนี้ เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ทางเทศบาลนครอุบลราชธานีจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเมืองอุบลราชธานี ในโอกาสสถาปนาเมือง ครบ 222 ปี ซึ่งการทำบุญตักบาตรถือเป็นวิถีชาวพุทธโดยทั่วไป และเป็นการแสดงออกถึงการสร้างความสามัคคี เสริมความมีน้ำใจ ให้ความอบอุ่น เสริมบารมีแก่ตนเอง โดยข้าวปลาอาหารแห้งสิ่งที่ประชาชนนำมาใส่บาตรถวายพระ ส่วนหนึ่งจะนำไปถวายต่อให้วัดในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

 

สำหรับเมืองอุบลราชธานีเริ่มก่อตั้ง ขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ.2319 หลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ที่ดอนมดแดง พระปทุมสุรราชได้พาไพร่พลอพยพหนีน้ำมาอยู่ที่ดอนริมห้วยแจระแม เมื่อน้ำลดจึงย้ายไปที่ดงอู่ผึ้ง ริมแม่น้ำมูลเพื่อสร้างเมืองใหม่ เมื่อเสร็จแล้วจึงมีใบบอกลงไปกราบทูลพระเจ้ากรุงธนบุรีให้ตั้งเมืองตามที่ขอไป โปรดเกล้าฯ ให้พระปทุมสุรราชเป็น "พระประทุมราชวงศา" เจ้าเมืองอุบลองค์แรก เมื่อ พ.ศ.2321

 

ต่อมาเมื่อพระประทุมราชวงศา ร่วมมือกับเจ้าฝ่ายหน้าผู้เป็นน้องชาย ซึ่งไปตั้งกองนอกเก็บส่วยอยู่ที่บ้านสิงห์ท่า (เมืองยโสธรในเวลาต่อมา) และกองทัพเมืองนครราชสีมา ช่วยกันปราบกบฏอ้ายเชียงแก้วได้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระประทุมราชวงศาเป็น "พระประทุมวรราชสุริยวงษ์" และยกเมืองอุบลขึ้นเป็น "เมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัยประเทศราช" ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ เมื่อวันจันทร์ แรม 13 ค่ำ เดือน 8 จุลศักราช 1154 (พ.ศ.2335) จวบจนปัจจุบัน พ.ศ.2557 จึงครบรอบ 222 ปี แห่งการสถาปนาเมืองอุบลราชธานี

 

 

 

ที่มา : ไทยรัฐ
19 เมษายน 2557


 

 

 

 

สาวไส้กันเอง !

 

อาจารย์ มจร. แฉกันแหลกราญ

ศิษย์ทำเสียนั้นยังพอแก้ไข

แต่อาจารย์ไร้ระเบียบวินัยจะแก้ยังไงครับท่าน

 

 

 

 

 

พระพรหมบัณฑิต

(ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.9 Ph.D.)

อธิการบดี มหาวิทยาลัย มจร.

 

 

 

 

นายกฯนิสิต มจร. ปฏิเสธ "นาตาลีร้อยหน้า" ไม่ใช่พระนิสิต มจร. และไม่เกี่ยวข้องไม่ว่ากรณีใดๆ

 

แต่ผู้ช่วยหอพักนิสิตกลับระบุว่า นาตาลี มิใช่คนอื่นไกล หากแต่เป็นนิสิต มจร. จริง ถึงทุกวันนี้ก็ยังพักอยู่ที่้ห้อง A-205 มหาจุฬาฯ วังน้อย พ่ะย่ะค่ะ

 

อา..เรื่องใครพูดจริง-ใครโกหกก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่แน่ๆ ก็คือว่า เวลานี้เกิดความแตกแยกขึ้นใน มจร. วังน้อย โดยเฉพาะฝ่ายกิจการนิสิตอย่างรุนแรงแล้ว ออกมาแฉกันแบบไม่ไว้หน้าสถานบันเช่นนี้ มันก็มีแต่เสียกับเสียซีฮะ กะแค่เรื่องพระตุ๊ดรูปเดียว ยังคุยกันไม่รู้เรื่อง แล้วจะนำพามหาจุฬาฯโกอินเตอร์ไปแบบไหนหรือฮะ ท่านเจ้าคุณประยูร อธิการบดี เห็นทีต้องออกแรงเคลียร์เสียเองแล้วล่ะ เพราะถ้าไร้ความสามัคคี เรื่องขี้ปะติ๋วก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเคลียร์ตรงนี้ไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะได้ไปเคลียร์ปัญหาให้ยูเอ็น !

 

 

 

เจ้าหน้าที่ มจร. สุดทน แฉ นาตาลีร้อยหน้า ยังเป็นพระ อยู่หอพัก เรียนปี 4 คณะสังคมศาสตร์ สังกัดวัดดัง กลางวันแต่งพระ กลางคืนแต่งสาว ออกตะเวนราตรี ยันเพื่อปกป้องพุทธศาสนา ไม่ได้ทำลายชื่อเสียงสถาบัน

 

วันนี้(18 เม.ย.) พระครูสมุห์ธัชพงศ์ภณ กตปุญโญ ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่หอพักนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.)  อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า จากการที่เฟซบุ๊ก "นู๋ร๊ากผัวเขา ผัวเขาก้อร๊ากนู๋" ได้เปิดเผยชื่อเล่นว่า โฟกัส  พร้อมให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนว่า ปัจจุบันทำงานเป็นพริตตี้อยู่ที่ภูเก็ต  เคยบวชเป็นพระเมื่อปี 2551 ที่วัดชื่อดังในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันได้สึกออกมาแล้วนั้น ตนได้เห็นข่าวเกี่ยวกับ นาตาลีร้อยหน้า แล้วรู้สึกไม่สบายใจ จึงอยากให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลของบุคคลดังกล่าว เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา เพราะพระอลัชชีเหล่านี้ทำลายศาสนามามากแล้ว โดยเจ้าของเฟซบุ๊ก"นู๋ร๊ากผัวเขา ผัวเขาก้อร๊ากนู๋" ที่อ้างว่า ได้สึกออกไปแล้วนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากปัจจุบัน บุคคลรูปนี้ยังบวชเป็น พระอยู่ และยังคงศึกษาที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 4 คณะสังคมศาสตร์ โดยลงทะเบียนเป็นนิสิตครั้งแรกใช้ชื่อว่า พระมหาสมชาย และตอนหลัง มาเปลี่ยนเป็น พระมหานภัทร์สรณ์” สังกัดวัดมกุฎกษัตริยาราม ซึ่งกำลังจะเข้ารับปริญญาในเร็วๆนี้

 

 

พระครูสมุห์ธัชพงศ์ภณ กล่าวต่อไปว่า มจร.เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่พระธรรมยุต มหานิกาย หรือลังกาวงศ์ สามารถมาศึกษาได้ ดังนั้น พระธรรมยุต ก็สามารถมาเรียนได้ ทั้งนี้ตนเป็นพระที่ต้องดูแลหอพักและรู้จักนักศึกษาทุกคน โดย นาตาลี ก็ยังอยู่ที่หอพักของมจร.วังน้อย ห้อง เอ205 พฤติกรรมของนาตาลี กลางวันเป็นพระ กลางคืนจะมีรถออกมารับออกไป โดยตอนออกไปยังใส่จีวรพระ พอออกข้างนอกก็จะเปลี่ยนเป็นชุดอื่น และยืนยันว่า ปัจจุบันนี้ก็ยังอยู่ที่หอพักนี้ นอกจากนี้ ตนยังได้รับข้อมูลกลุ่มต่อต้านพระอลัชชีที่ได้มีการตั้งขึ้นมา เพื่อปกป้องสถาบัน ได้สืบทราบข้อมูลว่า พฤติกรรมของนาตาลี จะเน้นเที่ยว และกระโดดเสียบกัน โดยในวงการพระจะใช้เรียกกัน หมายถึง มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันด้วย

 

 

“อาตมาเป็นพระตัวเล็ก แต่สิ่งที่ทำไป ทำเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา  ไม่ได้มีเจตนาต้องการให้มหาวิทยาลัยเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด เพราะเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของตัวบุคคล ที่กระทำไม่เหมาะสม ซึ่งหากผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด และไม่อยากให้มีการปกป้องพระอลัชชีเหล่านี้” ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่หอพักนิสิต กล่าว

 

 

 

 

 

แถลงการณ์ มจร.

 

กรณีพระนาตาลีร้อยหน้า

 

 

 

 

 

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่า พระตุ๊ดฉายา "นาตาลีร้อยหน้า" ที่เป็นข่าวเสพเมถุนกับผู้ชายจำนวนมาก และมีภาพแต่งหญิงหลุดออกมานั้น ไม่ใช่พระนิสิตของสถาบัน

ตามที่มีผู้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับพระแต๋วพร้อมกับระบุเป็นพระนิสิตในมหาวิทยาลัยสงฆ์ชื่อดังนั้น พระสุกิจจ์ สุจิณฺโน นายกองค์กรนิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) พร้อมคณะได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธความเกี่ยวข้องดังกล่าวความว่า  ตามที่ปรากฏเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ ว่ามีบุคคลโพสต์ภาพลงเฟชบุคส์ส่วนตัว โดยภาพเป็นกรอบสี่เหลี่ยมสองภาพแรกด้านบนปรากฏคล้ายพระภิกษุในพระพุทธศาสนา สองภาพล่างเป็นภาพคล้ายผู้หญิงแต่งตัววาบหวิวนั้น 

เมื่อปรากฏเป็นข่าวจึงทำให้เกิดผลกระทบต่อคณะสงฆ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และที่สำคัญมีการระบุว่าเป็นนิสิตของมหาวิทยาลัยสงฆ์ชื่อดังด้วย   โดยมีการพาดหัวข่าวว่า “พระแต๋วมหาวิทยาลัยสงฆ์ดัง แต่งหญิงโชว์บนเฟซบุ๊ก”  ซึ่งมหาวิทยาลัยสงฆ์ในประเทศไทยนั้น มีอยู่ 2 แห่งด้วยกันคือ 1. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  2. มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยทั้ง 2 แห่งนั้น ได้มีพระราชบัญญัติ และระเบียบว่าด้วยวินัยนิสิต ที่บังคับกวดขันนิสิต เพื่อให้นิสิตอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีงาม และเป็นแบบอย่างที่ดีอยู่แล้ว การปรากฏเป็นข่าวเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อ นิสิต ครูอาจารย์ หรือต่อมหาวิทยาลัยและอาจจะทำให้มหาวิทยาลัยหรือผู้ที่ศึกษาอยู่ที่สถาบันทั้ง 2 แห่งเสียหายได้              

ฉะนั้น ในนามองค์กรนิสิต สภานิสิต ขอแถลงต่อสาธารณะ 2 ประการดังต่อไปนี้

 

1.ขอแถลงชี้แจงว่าบุคคลที่แต่งตัวคล้ายพระสงฆ์ในรูปภาพข่าวไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง หรือเป็นนิสิตในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตามการกล่าวอ้างแบบคลุมเครือตามที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ

 

2. เรียนไปถึงสื่อแขนงต่างๆที่นำเสนอ ข่าวการแต่งตัวคล้ายพระสงฆ์ หรือสามเณร ที่ท่านนำเสนอโดยขาดการกลั่นกรอง ถ้าทราบว่าเป็นนิสิตของมหาวิทยาลัยไหน ได้โปรดให้ข้อมูลต่อมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามวินัยนิสิต ต่อไป

 

 

 

ที่มา : คมชัดลึก-เดลินิวส์
19 เมษายน 2557


 

 

 

 

เปล่ายุ่งการเมือง !

 

เจ้าคุณสุนทรแจงประเด็นร้อน

 

บอกแค่อยากรู้ หมู่หรือจ่า ?

 

ส่วนที่ว่า "ให้เวลา 7 วัน" นั้น ท่านติดสำนวนของท้าวกบิลพรหมในนิทานสงกรานต์ ทรงให้เวลาแก่ธรรมปาลกุมาร 7 วัน จากนั้นก็จะเฉลยปัญหาว่า สีไหน เอ๊ย ศรีอยู่ที่ไหน ?

 

 

 

 

 

พระราชวิจิตรปฏิภาณ

วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพมหานคร

 

 

 

วันที่ 18 เมษายน พระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร กล่าวกรณีที่ไปบรรยายธรรมเรื่อง ′ธรรมะกับการปฏิบัติหน้าที่′ ในพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสศาลรัฐธรรมนูญครบรอบ 16 ปี โดยมีคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญนั้น ขอยืนยันไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่เคยรับกิจนิมนต์ที่เกี่ยวกับการเมือง

 

แต่ตนไปพูดนั้นก็ไม่ได้ขอบิณฑบาตขอให้ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีความสำคัญต่อประเทศชาติต้องทำหน้าที่เป็นกลาง และที่พูดไปทั้งหมดเพราะเห็นน่าจะเป็นทางออกให้ประเทศไทย เพราะทางออกของปัญหาบ้านเมืองตอนนี้ มองว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศาลฎีกา ผู้ตรวจการแผ่นดิน และองค์กรอิสระ ควรจะหาหารือกันว่าในทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์มีวิธีไหนบ้างที่จะนำพาประเทศพ้นวิกฤติ และขอให้ลงสัตยาบันร่วมกันว่าจะทำตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น

 

เพราะถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญก็จะไม่มีศาลและองค์กรอิสระ ตอนนี้ถ้าปล่อยให้ กกต. ทำคงไม่ได้ เพราะ กกต. ถูกมองว่าไม่เป็นกลางแล้ว ที่สำคัญอยากให้องค์การอิสระและศาล หารือเรื่องมาตรา 7 ด้วย ถ้าทำได้ก็บอกว่าได้ ถ้าทำไม่ได้ก็บอกทุกอย่างจะได้จบ ทุกอย่างจะได้กลับไปเดินตามทางของรัฐธรรมนูญ

 

 

ที่มา : มติชน
19 เมษายน 2557


 

 

 

การเมืองกลางธรรมาสน์

 

ฮือฮา ! เจ้าคุณสุนทร วัดสุทัศน์ ตั้งคำถามกลางธรรมาสน์

 

"นายก ม.7 ถูกต้องหรือไม่"

 

งานนี้ศาลรัฐธรรมนูญใบ้กินเป็นแถว เพราะนึกไม่ถึงว่าพระสงฆ์จะเอาธรรมาสน์ของพระพุทธเจ้าไปใช้ในทางการเมือง งานนี้จึงต้องเรียกว่าผิดฝาผิดตัว หรือนิมนต์พระผิดองค์นั่นเอง ไว้ปีต่อไปก็ให้นิมนต์รูปที่ไม่การเมืองสิฮะ จะได้ไม่ถูกถามจี้หัวใจแบบนี้

 

 

 

 

 

พระราชวิจิตรปฏิภาณ

วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพมหานคร

 

 

 

พระราชวิจิตรปฎิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม แสดงเทศนาธรรมในวันครบรอบ 16 ปี ศาลรัฐธรรมนูญ และได้ถาม นายจรูญ อินทจาร ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยวาจาว่า การขอนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ถูกต้องหรือไม่ โดยขอให้ตอบภายใน 7 วัน

 

 

 

 

ที่มา : มติชน
18 เมษายน 2557


 

 

 

มหาเถรฯถวายพระในหลวง

 

พระพุทธธรรมิกราชบพิตรภูมิพลนริศรจตุราสีติวรรษมงคล

 

 

 

 

 

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 16 เม.ย. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ สมเด็จพระวันรัต ประธานดำเนินการโครงการจัดสร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 พร้อมคณะประกอบด้วยพระภิกษุและฆราวาส เฝ้าฯถวาย และเฝ้าฯ น้อมเกล้าฯถวาย "พระพุทธธรรมิกราชบพิตรภูมิพลนริศรจตุราสีติวรรษมงคล" ในโอกาสนี้ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ร่วมเข้าเฝ้าฯ ด้วย

 

ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสทรงชื่นชม ทรงถือว่าเป็นมงคลที่ได้รับการถวายพระพุทธรูปซึ่งงามองค์นี้

สำหรับพระพุทธรูปดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คณะสงฆ์โดยมหาเถรสมาคม จัดสร้างขึ้นเป็นพระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา และพระราชทานชื่อว่า "พระพุทธธรรมิกราชบพิตรภูมิพลนริศรจตุราสีติวรรษมงคล" อันหมายถึง "พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระธรรมิกราช" สร้างถวายในวาระมหามงคลที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา” เป็นพระพุทธรูปปางลีลาจำลองแบบตามพระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษา ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อปี 2520 องค์พระสร้างด้วยเนื้อทองคำร้อยละ 99.99 สูงตลอดพระรัศมี 38 เซนติเมตร น้ำหนักสุทธิ 17,310 กรัม ประดิษฐานบนฐาน 8 เหลี่ยม ร้างด้วยเนื้อทองคำขาวน้ำหนักสุทธิ 4,389 กรัม

 

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ มีพระบรมราชวินิจฉัยในการสร้างพระพุทธรูปต้นแบบทรงเจิมแผ่นทองคำ สำหรับหล่อองค์พระและทรงตั้งพระราชสัตยาธิษฐานถวายเป็นพุทธบูชา พร้อมกันนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปทรงหล่อ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 55 และเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปทรงประกอบพิธีพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 56

 

 

 

ที่มา : เดลินิวส์
17 เมษายน 2557


 

 

 

 

ต้าน !

 

ต่ออายุเจ้าคุณณรงค์สมัยสอง

รองอธิการบดี มจร. โคราช

ศิษย์บอกก็ลองดู ถ้าเล่นแรงก็จะแรงกลับบ้าง

 

 

อา..มจร.โคราช จะออกหัวหรือก้อย บัดนี้ก็มาถึงทางแพร่งแล้ว ไม่รู้ว่ามีอะไรนักหนา ถึงกับต้องขับไล่ครูบาอาจารย์ผู้ก่อตั้งมากับมือ แถมท่านเจ้าคุณณรงค์ก็เป็นถึงคณาจารย์ระดับอาวุโสของ มจร. ส่วนกลาง งานนี้เห็นทีพระพรหมบัณฑิตต้องลงสนามห้ามมวยเองซะแล้วล่ะครับ เพราะลองเล่นกับเจ้าคุณณรงค์ ก็แสดงว่าอีกฝ่ายก็ต้อง "ใหญ่" ไม่ธรรมดา ลองชั่งน้ำหนักหมัดดูก็รู้ว่าไม่เบา ไม่งั้นไม่กล้าเล่นรุ่นใหญ่หรอก

 

 

 

 

 

 

พระสุธีวรญาณ

(ณรงค์ กิตฺติโสภโณ ป.ธ.8 Ph.D.)

รองอธิการบดี มจร. วิทยาเขตนครราชสีมา

 

 

 

 

 

โน๊ตสั้นๆ

แต่มีความหมาย ระดับ "ช้างกระทืบโรง"

 

 

 

 

 

 

คำตอบ (โต้) จากกลุ่มศิษย์พระสุธีวรญาณ

 

 

 

ที่มา : มจร.ฮิตนิวส์
16 เมษายน 2557


 

 

 

จับมือฆ่าเจ้าอาวาสวัดสามง่าม !

 

 

 

 

 

รวบแล้ว ! 2 พม่าฆ่าเจ้าอาวาสวัดสามง่าม สารภาพต้องการชิงทรัพย์เงินส่งกลับบ้าน

 

15 เม.ย.2557 เมื่อเวลา 11.30 น. ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร. พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผบก.ภ.จ.นนทบุรี ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมตัว นายออง คิน ยู หรือ โบไข่ อายุ 25 ปี และนายอองไข่ เมี๊ยะ อายุ 26 ปี ทั้งคู่เป็นชาวพม่า ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดนนทบุรี ลงวันที่ 13 เมษายน 2557 ในข้อหาร่วมกันใช้อาวุธมีดแทงพระครูวิสุทธิธีรญาณ (ไวพจน์ กตปุญโญ) อายุ 45 ปี เจ้าอาวาสวัดสามง่าม อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี  มรณภาพภายในกุฏิวัด เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน พร้อมของกลางอาวุธมีดพับยาว 6 นิ้ว เสื้อผ้าที่ใช้ในวันก่อเหตุ 2 ชุด โดยจับกุมตัวได้ที่ป้ายรถประจำทางหน้าตลาดรังสิต ถนนรังสิต-ปทุมธานี ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

พล.ต.ต.ธนายุตม์ เปิดเผยว่า คดีนี้ถือว่าเป็นคดีที่สร้างความสะเทือนขวัญและโหดเหี้ยม และจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนพบว่า กลุ่มคนร้ายมีด้วยกัน 3 คน โดย 2 ใน 3 คนร้าย คือ นายออง คิน ยู และนายอองไข่ เมี๊ยะ ซึ่งเป็นญาติพระชาวพม่า ที่มาจำวัดอยู่ที่วัดสามง่าม และตามมาอาศัยอยู่ที่วัดด้วย ได้หายตัวไปหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จึงได้ขออนุมัติหมายจับพร้อมส่งเจ้าหน้าที่ออกติดตามตัว จนกระทั่งพบนายออง คิน ยู และนายอองไข่ เมี๊ยะ ยืนรอรถโดยสารอยู่ที่ป้ายรถประจำทางหน้าตลาดรังสิต ถนนรังสิต-ปทุมธานี ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จึงได้เข้าควบคุมตัวมาสอบปากคำที่ สภ.บางบัวทอง ส่วนผู้ต้องหาอีกคน คือ นายไซมอมมี่ ยังอยู่ระหว่างการติดตามตัว คาดว่าจะได้ตัวมาดำเนินคดีในเร็วๆ นี้

นายออง คิน ยู ให้การรับสารภาพว่า เป็นคนลงมือใช้มีดแทง พระครูวิสุทธิธีรญาณจนมรณภาพจริง โดยมีนายอองไข่ เมี๊ยะ และนายไซมอมมี่ เพื่อนชาวพม่าที่อยู่ระหว่าการหลบหนี เป็นคนวางแผนให้ตนเข้าไปลักทรัพย์ภายในกุฏิของพระครูวิสุทธิธีรญาณ เพื่อนำไปขายเอาเงินส่งกลับไปให้ญาติที่ประเทศพม่า ก่อนก่อเหตุ นายอองไข่ เมี๊ยะ เป็นคนไปซื้อมีดที่ใช้ก่อเหตุ พร้อมกับเบียร์อีก 1 ขวด มาให้ตนดื่มเพื่อเพิ่มความกล้า หลังดื่มเบียร์หมดตนจึงแอบเข้าไปภายในกุฏิพระครูวิสุทธิธีรญาณ โดยมีนายอองไข่ เมี๊ยะ และนายไซมอมมี่ คอยดูต้นทางอยู่นอกกุฏิ

นายออง คิน ยู กล่าวว่า ขณะกำลังรื้อค้นทรัพย์สินอยู่นั้น พระครูวิสุทธิธีรญาณ ออกมาเห็นพอดีและเกิดการต่อสู้กัน ตนจึงใช้มีดที่เตรียมมาจ้วงแทงพระครูวิสุทธิธีรญาณไปหลายครั้งจนพระครูวิสุทธิธีรญาณล้มลงไปนอนจมกองเลือด ด้วยความตกใจตนพร้อมกับนายอองไข่ เมี๊ยะ จึงพากันวิ่งหนีแล้วไปหลบซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าใกลักับปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ริมถนนตลิ่งชั่น-สุพรรณบุรี อ.บางบัวทอง ห่างจากวัดสามง่ามประมาณ 2 กิโลเมตร โดยไม่ได้หยิบทรัพย์สินอะไรออกมาเลย จนกระทั่งเช้าวันที่ 14 เมษายน จึงได้พากันหลบหนีไปยังตลาดรังสิต จ.ปทุมธานี เนื่องจากพวกตนเคยทำงานอยู่ในย่านนั้นมาก่อน เพื่อหาโอกาสหลบหนีกลับประเทศพม่า แต่ก็มาถูกจับตัวได้เสียก่อน

 

 

ที่มา : คมชัดลึก
16 เมษายน 2557


 

 

 

ไม่วิปัสสนา ไม่ให้ปริญญา !

 

มจร. ประกาศรายชื่อนิสิตหลายคณะ ที่ไม่ยอมเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ขู่ถึงขั้นไม่ให้รับปริญญาถ้าไม่ผ่านวิปัสสนา นับว่าบุคคลากรของ มจร. มีคุณภาพคับแก้วระดับแนวหน้าของโลกจริงๆ เยี่ยมฮ่ะ !

 

 

 


กองกิจการนิสิต มจร. ขอประกาศรายชื่อนิสิตคณะสังคมศาสตร์ มจร.ส่วนกลาง ที่ไม่ผ่านการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน (ขาด-ลา) จำนวน 17 ท่าน ระหว่าง 16-27 ธันวาคม 2555 (รุ่นปฏิบัติฯ ที่วังน้อย) ให้ติดต่อเพื่อปฏิบัติวิปัสสนาฯ ซ่อมเสริม 17 เม.ย.-1 พ.ค.57... (15 วัน) ณ มจร.วังน้อย อยุธยา โดยลงเบียนฯ ที่กองกิจการนิสิต 035-248-060, 080-085-8658  นิสิตใดไม่ผ่านการปฏิบัติวิปัสสนาฯ จะถูกระงับปริญญานะครับ มจร.นิวส์จึงแจ้งมาเพื่อทราบ

 

1. พระวีรพล มหาสกฺโก ปี 1
2. พระมหาพิเชษฐ์ ฐานเสฏฺโฐ ปี 1
3. พระมหาอดุลย์ อาสโภ ปี 1
4. สามเณรโรจนศักดิ์ ช่างปัด ปี 1
5. พระสมพร สุจิตฺโต จัดการเชิงพุทธ ปี 1
6. พระอธิการประมวล ธมฺมปวโร จัดการเชิงพุทธ ปี 1
7. พระสันติภาพ เตชธมฺโม จัดการเชิงพุทธ ปี 1
8. Samanera Phethsila Dalavong จัดการเชิงพุทธ ปี 1
9. พระญาณกร ปุณฺณโก จัดการเชิงพุทธ ปี 2
10. พระอนุสรณ์ อธิปญฺโญ จัดการเชิงพุทธ ปี 2
11. พระปลัดอนงค์ สุมงฺคโล จัดการเชิงพุทธ ปี 3
12. พระปลัดอ๊อด ปวฑฺฒโน จัดการเชิงพุทธ ปี 3
13. พระจตุรงค์ สนฺตจิตฺโต จัดการเชิงพุทธ ปี 3
14. พระธนากร วชิรธมฺโม ปี 3
15. นายธงชัย เดชรอด ปี 3
16. นายอมร บุญเดช ปี 3
17. นายกิติศักดิ์ ตุ่มศิริ ปี
3

 

กองกิจการนิสิต มจร. ขอประกาศรายชื่อนิสิตคณะครุศาสตร์ มจร.ส่วนกลาง ที่ไม่ผ่านการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน (ขาด-ลา-ไม่ผ่าน) จำนวน 31 ท่าน ระหว่าง 16-27 ธันวาคม 2555 (รุ่นปฏิบัติฯ ที่วังน้อย) ให้ติดต่อเพื่อปฏิบัติวิปัสสนาฯ ซ่อมเสริม 17 เม.ย.-1 ...พ.ค.57 (15 วัน) ณ มจร.วังน้อย อยุธยา โดยลงเบียนฯ ที่กองกิจการนิสิต 035-248-060, 080-085-8658 นิสิตใดไม่ผ่านการปฏิบัติวิปัสสนาฯ จะถูกระงับปริญญานะครับ มจร.นิวส์จึงแจ้งมาเพื่อทราบ

 

1. พระมหาเลอศักดิ์ วุฑฺฒิเมธี ปี 1
2. พระมหานพพล นาถปญฺโญ ปี 1
3. พระณัฐดนัย กิตฺติวิริโย ปี 1
4. พระมหามานะ ฐิตเมธี ปี 1
5. พระวิฑูรย์ ธมฺมขนฺโธ ปี 1
6. พระมหาธีรสุข ธมฺมสาโร ปี 1
7. พระณัฐพล รกฺขิตวํโส ปี 1
8. พระมหาโชติกุล โชติกุโล ปี 1
9. พระมหาวรพัฒน์ กิตฺติวโร ปี 1
10. พระมหาพรชัย วรญฺชโย ปี 1
11. สามเณรสุรพล ทองคำใบ ปี 1
12. สามเณรอมร อุปมัย ปี 1
13. สามเณรนิติชัย หวังแก้ว ปี 1
14. สามเณรพงษกร อุ่นภูธร ปี 1
15. สามเณรบรรณารักษ์ จันทร์ดาหอม ปี 1
16. สามเณรไตรภูมิ ทองชมภู ปี 1
17. สามเณรเกรียงศักดิ์ โชคดี ปี 1
18. สามเณรอดิศร องค์ศิริกุล ปี 1
19. สามเณรวิวรรณ์ เบ็ญมาศ ปี 1
20. สามเณรอวยชัย คำพันธ์ ปี 1
21. สามเณรพงษ์เดช เหล่าสุนา ปี 1
22. พระวรวิทย์ จุฑาเทพ ปี 2
23. พระทินกร เดิมทำรัมย์ ปี 2
24. พระมหามานะ ฐิตวํโส ปี 2
25. พระมหาอดิสร อติสกฺโก ปี 2
26. พระมหาพิชญะ สุวิชฺโฐ ปี 2
27. พระมหาเศรษฐา ปญฺญาเสฏฺโฐ ปี 2
28. พระสุทธิพร อคฺควณฺโณ ปี 3
29. พระอนุชา ปญฺญาทโร ปี 3
30. พระมหาอาวิชญ์ อาวิชฺชญฺญู ปี 3
31. นายสุขสันต์ บัวไชย์ ปี 1

 

 

กองกิจการนิสิต มจร. ขอประกาศรายชื่อนิสิตคณะมนุษยศาสตร์ มจร.ส่วนกลาง ที่ไม่ผ่านการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน (ขาด) จำนวน 11 ท่าน ระหว่าง 16-27 ธันวาคม 2555 (รุ่นปฏิบัติฯ ที่วังน้อย) ให้ติดต่อเพื่อปฏิบัติวิปัสสนาฯ ซ่อมเสริม 17 เม.ย.-1 พ.ค.57 (1...5 วัน) ณ มจร.วังน้อย อยุธยา โดยลงเบียนฯ ที่กองกิจการนิสิต 035-248-060, 080-085-8658 นิสิตใดไม่ผ่านการปฏิบัติวิปัสสนาฯ จะถูกระงับปริญญานะครับ มจร.นิวส์จึงแจ้งมาเพื่อทราบ

 

1. พระธิติณัฐ ธนลาโภ ปี 1
2. พระชิณรักษ์ มหิสฺสโร ปี 1
3. พระเดือนแสง อินตาจักกะ ปี 1
4. สามเณรชยตฤณฉัฏ ประพัสรางค์ ปี 1
5. สามเณรนพไกร ยศศิริ ปี 1
6. สามเณรประชวอล ศากยะ ปี 1
7. สามเณรเจริญ เกิดสุวรรณ์ ปี 1
8. พระมงคล อภิชาโต (เทียบโอน)
9. พระผลา ปญฺญาธโร ปี 2
10. พระจิรวัตร สุจิตฺโต ปี 3

11. นางสาวฤทัยรัตน์ ฉิมมา ปี 1

 

กองกิจการนิสิต มจร. ขอประกาศรายชื่อนิสิตคณะพุทธศาสตร์ มจร.ส่วนกลาง ที่ไม่ผ่านการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน (ขาด) จำนวน 14 ท่าน ระหว่าง 16-27 ธันวาคม 2555 (รุ่นปฏิบัติฯ ที่วังน้อย) ให้ติดต่อเพื่อปฏิบัติวิปัสสนาฯ ซ่อมเสริม 15 วัน 17 เม.ย.-1 พ.ค....57 ณ มจร.วังน้อย อยุธยา โดยลงเบียนฯ ที่กองกิจการนิสิต 035-248-060, 080-085-8658 นิสิตใดไม่ผ่านการปฏิบัติวิปัสสนาฯ จะถูกระงับปริญญานะครับ มจร.นิวส์จึงแจ้งมาเพื่อทราบ

 

 
1. พระแสงอโน กิตฺติปญฺโญ ปี 1
2. พระอภิชัย อภิชโย ปี 2
3. Ven.Khokan Barua ปี 2
4. Ven.Resheque Barua ปี 2
5. Ven.Kyasulang Marma ปี 2
6. Ven.Korunananda Sraman ปี 3
7. นางสาวภิญญดา ฉันทธนวัฒน์ ปี 1
8. นายสุไพศาล จุลวานิช ปี 2
9. นางสาวธนัช อภิชาตโรจนกุล ปี 2
10. ว่าที่ร้อยตรีพรชัย จรรยพรอมร ปี 3
11. นายสรัฏฐิศร แก้วแดงเด่น ปี 3
12. Ven.Kavisara (BF.Y1 EP.)
13. Ven.Mar Ni Ta Thiri (ฺBF.Y1 EP)
14. U Khemananda (BF.Y3 EP.)

 

 

ที่มา : มจร.นิวส์
15 เมษายน 2557


 

 

 

ล่ามือฆ่าเจ้าอาวาสนนท์ !

 

มีรูปพร้อมสรรพ นับวันถอยหลังลงนรก

 

 

 

 

ตร.นนท์ ไล่ล่า "ปู-ไข่" มือแทงเจ้าอาวาสวัดสามง่าม เผยเป็นคดีอุกอาจ สะเทือนขวัญชาวพุทธ

 

เมื่อเวลา 23.00 น.วันที่ 12 เม.ย. 57 พ.ต.ท.บุญเลิศ อาคมวัฒนะ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ ภ.จว.นนทบุรี รับแจ้งเหตุ มีพระเสียชีวิต วัดสามง่าม ม.8 ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง  เรียบคลองรากฆ้อน ที่กุฏิเจ้าอาวาส จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.มาโนช รัตนโชติ ผกก.พ.ต.ท.รุ่งระวี สุขัง รอง ผกก. ป. พ.ต.ท.จามร สุนทรกิจ รอง ผกก.ส พ.ต.ท.เกรียงศักดิ์ อัฑฒพงษ์ สว.สส. พ.ต.ท.ศุภชัย ไตรสมบบูลย์ รอง ผกก.พิสูจน์หลักฐาน ภ.จว.นนทบุรี แพทย์เวร รพ.ตำรวจ  ซึ่งเป็นกุฏิพระครูสิทธิธีรญาณ (อาจารย์ตุ้ย) เจ้าอาวาส วัดสามง่าม มีบาดแผลถูกแทงเข้าที่ลิ้นปี่ 1 แผล ต้นขาซ้าย มีบาดแผล ต้นแขนซ้าย ไหล่ หน้าแข้งซ้าง เป็นแผลยาว 2 แผล มือขวามีบาดแผลรอยมีดบาด

 

พ.ต.อ.มาโนช รัตนโชติ ผกก.จากการสอบสวนเบื้องต้นคนร้ายน่าจะมาด้วยกัน 2 คน หลังก่อเหตุได้หลบหนีไป โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกติดตามคนร้าย ตามทางและบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุ คาดว่าจะหนีไปไม่ไกล ในขณะที่เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนกระจายกำลังออกติดตามร่องรอยตามเลือดหยด ซึ่งคาดว่าคนร้ายก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน หนีเข้าไปในพงหญ้า ด้ายฝั่งตรงข้ามเยื้องกับวัด และหายตัวไป และได้นำลูกศิษย์วัดชาวเมียนมาร์ที่มาพักกับพระชาวเมียนมาร์มาสอบสวนที่ สภ.บางบัวทอง 7 คน แต่ยังหาตัวไม่พบอีก 2 คน คือนายโบ ไข่ สัญชาติพม่า อายุ 25 ปี และนายออง ไข่ เมี๊ย อายุ 28 ปี

 

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ก่อเหตุ ใช้อาวุธมีดแทง พระครูสิทธิธีรญาณจนเสียชีวิต คือนาย โบ ไข่ สัญชาติพม่า หลังก่อเหตุได้ขึ้นมาที่ กุฏิ ตามตัวมีคราบเลือดเข้ามาเก็บเสื้อผ้า  และพา นายออง ไข่ เมี๊ย ไปด้วย เพราะทั้งสองเป็นเพื่อนกัน

 

ต่อมาวันที่ 13 เม.ย.57 เวลา 10.00 น. พ.ต.อ.ณรงค์ฤิทธิ์ ภักดีณรงค์ รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี ได้เดินทางมาที่ สภ.บางบัวทอง ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.บุญเลิศ อาคมวัฒนะ พนักงานสอบสวนผู้ชำนานการ เจ้าของคดี ให้เร่งรัดการทำสำนวนคดี  การสอบพยาน การขออนุมัติหมายจับกุม นาย โบไข่ ชาวเมียนมาร์ อายุ 26 ปี ตามภาพถ่าย ที่ก่อเหตุได้สั่งการให้พนักงานสอบสวน ทำหนังสือไปถึง สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตม. ให้ช่วยตรวจสอบ คาดว่าคนร้ายจะหาทางหลบหนีออกต่างประเทศ และให้รวมพยานหลักฐานเพื่อขอ อนุมัติออกหมายจับให้ได้ภายในวันนี้ และได้สอบพยานแวดล้อมเพิ่มเติมไป

 

เวลา 12.30 น. พ.ต.อ.กิตติ สุขสมภักดิ์ ผกก.สส ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.ท.จามร สุนทรกิจ รอง ผกก.ส สภ.บางบัวทอง ได้วางแผนติดตามตัว นาย ปู ไข่ ผู้ต้องหา ใช้มีดแทง พระครูสิทธิธีรญาณจนมรณภาพ เพื่อนำตัวมาดำเนินคดี โดยจะติดตามบ้านเพื่อน และญาติ ชาวเมียนมาร์ที่เข้ามาทำงานอยู่ที่เมืองไทย

 

เวลา 13.30 น. พล.ต.ท.นเรศ นันทโชติ ผบช.ภ.1 เดินทางมาที่ สภ.บางบัวทอง พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุทธิจรัสธำรงค์ ผบก.ภ.จว.นนทบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี โดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำวจสภ.บางบัวทอง ร่วมกับชุดสืบสวน ภ.จว.นนทบุรี ติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด เพราะเป็นการกระทำที่อุจอาจ และผู้ที่ถูกกระทำเป็นพระสงฆ์ ที่ชาวบ้านในพื้นที่นับถือ และขณะนี้ ศาล จ.นนทบุรี ได้ออกหมายจับ นาย ปู ไข่ ผู้ก่อเหตุแล้ว

 

ขณะนี้ทางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและ อส.ตำรวจบ้าน มูลนิธิร่วมกตัญญูได้เขาปิดล้อมพื้นที่ต้องสงสัยที่ทางเจ้าหน้าที่ได้ออกติดตามคนร้ายต่อเนื่อง หลังจากเมื่อคืนคนร้ายที่ก่อเหตุพบร่องรอยของเลือดและสัญญาณมือถือของคนร้ายมาหยุดบริเวณสนามบอลขันติธรรมในชุมชน ต.ละหาร อ.บางบัวทอง และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการจับกุมตัวคนร้ายมาให้ได้ เพราะเป็นคดีสะเทือนขวัญอุกฉกรรจ์ทำร้ายจิตใจชาวพุทธมาก

 

ส่วนประวัติ พระครูสิทธิธีรญาณ (อาจารย์ตุ้ย) เจ้าอาวาส วัดสามง่าม บวชเมื่อ ปี พ.ศ.2533 พัฒนาวัดสามง่าม มากว่า 23 ปี เดิมเป็นสำนักปฏิบัติธรรม และพัฒนามาเป็นวัด จนเจริญรุ่งเรือง ในบัจจุบัน สอบได้ ประเรียนธรรม 3 ประโยค และ ได้รับเสมาธรรมจักรทองคำ สาขาเผยแผ่ศาสนา บวชมา 24 พรรษา เป็นที่รักและเคารพนับถือของชาวบ้านในย่านนั้น เป็นพระสายกรรมฐาน เดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ประเทศเมียนมาร์  และท่านเจ้าอาวาสพยายามจะเชื่อมสัมพันธ์แลกเปลี่ยนทางพระพุทธศาสนาบาลีโดยเชิญพระจากประเทศเมียนมาร์มาจำพรรษากว่า 10 องค์  โดยรอบวัดมีโรงงานจำนวนหลายแห่งที่มีคนงานชาวเมียนมาร์ มาทำบุญที่วัด เป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมา งานประจำปีของวัด ได้ว่าจ้างนักร้องดังของเมียนมาร์ อาซานี มาเปิดการแสดงที่วัด ค้าจ้างมา แสดง 2 วัน ค่าตัว 1 ล้านบาท เพื่อให้พี่น้องชาวเมียนมาร์ที่อยู่ในละแวกวัดและรอบจังหวัดนนทบุรีได้มีโอกาสใกล้ชิดศิลปินดัง

 

ในวันที่ 14 เม.ย.57 เวลา 17.00 น. มีพิธีน้ำหลงสรงศพ ที่ศาลาใหญ่ วัดสามง่าม  สำหรับกิจกรรม ทำบุญวันสรงกรานต์ที่จะจัดขึ้น วันที่ 13 เม.ย.57 ต้องยกเลิกไป

 

 

 

 

ที่มา : มติชน
14 เมษายน 2557


 

 

 

 

โหด !

 

ฆาตกรรมเจ้าอาวาสวัดสามง่ามบางบัวทอง

 

พระวิปัสสนาจารย์ มจร.

 

 

 


 

 

คนร้ายฆ่าโหดเจ้าอาวาสวัดสามง่าม บางบัวทอง พระวิปัสสนาจารย์ 'มจร' กระหน่ำแทงอย่างเหี้ยมโหดกว่า 10 แผล มรณภาพคากุฏิ ตร. มุ่งปม 2 ต่างด้าวชาวพม่ามาอาศัยข้าวก้นกุฏิ

 

เหตุฆ่าโหดเจ้าอาวาสโดยไม่เกรงบาปบุญและกฎหมายครั้งนี้ ได้รับการเปิดเผยจาก พ.ต.ท.บุญเลิศ  อาคมวัฒนะ พนักงานสอบสวน สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ว่า รับแจ้งเหตุคนร้ายบุกเข้ามาฆ่าชิงทรัพย์พระครูสิทธิธีระญาณ อายุ 47 ปี เจ้าอาวาสวัดสามง่าม ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี  มรณภาพภายในกุฏิเมื่อกลางดึกของวันที่ 12 เมษายน ที่ผ่านมา หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยพ.ต.อ.มาโนช รัตนโชติ ผกก.สภ.บางบัวทอง พ.ต.ท.จามร สุนทรกิจ รอง ผกก.สส.สภ.บางบัวทอง แพทย์ พฐ. และเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง 

เมื่อเดินทางถึงที่เกิดเหตุพบภายในกุฏิเจ้าอาวาสถูกรื้อค้นข้าวของกระจัดกระจายคล้ายมีการต่อสู้ ส่วนบริเวณประตูทางเข้ากุฏิพบผู้เสียชีวิตนอนหงายจมกองเลือด นุ่งสบงแค่ครึ่งองค์ทราบชื่อคือ พระครูวิสุทธิธีรญาณ หรือพระไวพจน์ กตปุญโญ หรือพระอาจารย์ตุ้ยเจ้าอาวาสวัดสามง่าม เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนนทบุรี  และพระวิปัสสนาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) อายุ 47 ปี สภาพศพนอนจมกองเลือดที่แห้งกรังสภาพถูกแทงอย่างโหดเหี้ยมบริเวณชายโครงด้านซ้าย ต้นคอด้านหลัง แขนซ้าย และขาข้างซ้าย  เป็นแผลเหวอหวะกว่า 10 แผลทั่วร่าง โดยเฉพาะด้านหลังที่มีแผลลากยาวตั้งแต่คอลงมาจนถึงกลางหลัง แพทย์ระบุเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง
 
นายรณชัย สุขจั่น  คนขับรถเจ้าอาวาสซึ่งเป็นผู้โทรศัพท์แจ้งความ กล่าวว่า  เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. ของวันที่12 เมษายน ตนได้ขับรถออกไปทำธุระข้างนอกกับเจ้าอาวาส และกลับเข้ามาที่วัดประมาณ 18.00 น. หลังจากนั้นตนได้ออกไปทำธุระส่วนตัว และกลับเข้ามาประมาณ 23.30 น.ก็พบเจ้าอาวาสเสียชีวิตแล้วจึงได้โทรศัพท์แจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบ  

"ปกติผมจะอยู่และนอนที่กุฏิของเจ้าอาวาสทุกวัน เวลาที่ผมออกไปไหนก็จะบอกให้คนขับรถอีกคนทราบเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อน แต่วันนี้เห็นว่าที่วัดมีงานสวดพระอภิธรรมศพ มีคนมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก และมีไฟฟ้าส่องสว่างทั่วทั้งวัด ผมจึงไม่ได้บอกให้ทราบ"คนขับรถเจ้าอาวาสระบุ
 
พระมหาสมบัติ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส กล่าวว่า หลังจากที่เจ้าอาวาสได้ตรวจงานบนศาลาปฏิบัติธรรมเพื่อเตรียมงานทำบุญวันสงกรานต์ เจ้าอาวาสได้กลับมาที่กุฏิเพื่ออาบน้ำ จากนั้นลูกศิษย์ที่เพิ่งกลับมาจากทำธุระได้เข้าไปหาผู้ตายที่กุฏิก็พบภาพที่ผู้ตายแน่นิ่งไปแล้ว จึงรีบวิ่งมาบอกตน ส่วนตัวเชื่อว่าอาจจะเป็นฝีมือของคนงานชาวพม่าที่มาขออาศัยอยู่วัดได้เพียง 2 เดือน เนื่องจากหลังเกิดเหตุทั้งคู่หายออกไปอย่างมีพิรุธ

พ.ต.ท.บุญเลิศ กล่าวว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าคนร้ายน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 2 คน เนื่องจากเจ้าอาวาสเป็นพระที่มีรูปร่างใหญ่ จึงได้ประสานไปตามจุดสกัดเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คนหลบหนีออกนอกประเทศรวมทั้งควบคุมตัวมาทำการสอบสวนต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อข่าวการมรณภาพของเจ้าอาวาสได้แพร่กระจายออกไปได้แพร่ออกไปได้มีชาวบ้านจำนวนมากต่างเดินทางมาดูที่เกิดเหตุ ซึ่งพอเห็นศพญาติโยมบางคนถึงกับเข่าอ่อนและร่ำไห้ รวมทั้งสาปแช่งคนร้ายใจโหดเหี้ยม เนื่องจากเป็นพระครูที่ญาติโยมให้ความเคารพนับถือมาก

 

พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ภักดีณรงค์ รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี ได้เดินทางมาที่ สภ.บางบัวทอง พร้อมสั่งการให้ พนักงานสอบสวน รวบรวมเอกสารพยานหลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุ และจากการสอบพยานจำนวน 3 ปาก เพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับนาย โบไข่ ชาวพม่า อายุ 26 ปี ผู้ต้องสงสัยฆ่าพระครูสิทธิธีรญาณ เนื่องจากหลังเกิดเหตุได้หายตัวไปจากวัด พร้อมเพื่อนไม่ทราบชื่ออีกหนึ่งคน นอกจากนี้ยังได้ให้พนักงานสอบสวน ทำหนังสือไปถึงสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ให้ช่วยตรวจสอบและเฝ้าระวังเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนี   สำหรับนายโบไข่ เป็นน้องชายของพระชาวพม่า ที่มาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้  และขณะนี้พระชาวพม่ารูปนี้  ได้เดินทางไปอยู่ต่างประเทศ  ในขณะที่นายโบไข่ อยู่วัดเพียงลำพัง
    
ต่อมาทาง พล.ต.ท.นเรศ นันทโชติ ผบช.ภ.1 ได้เดินทางมาที่ สภ.บางบัวทอง พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผบก.ภ.จว.นนทบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี โดยเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งติดตามจับกุมตัวคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด เพราะคนร้ายก่อเหตุอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งผู้ที่ถูกกระทำเป็นพระสงฆ์ที่ชาวบ้านในพื้นที่รักและศรัทธา ล่าสุดศาลจังหวัดนนทบุรี ได้อนุมัติออกหมายจับนายโบไข่ ผู้ต้องสงสัยฆ่าพระครูสิทธิธีรญาณ ตามพยานหลักฐานแล้ว

 

สำหรับกำหนดการพิธีทางศาสนาศพพระครูสิทธิธีรญาณ ทางวัดจะมีพิธีน้ำหลวงสรงศพ ในวันที่ 14 เมษายน 57 เวลา 17.00 น. ที่ศาลาใหญ่ วัดสามง่าม อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ส่วนกำหนดการสวดพระอภิธรรมศพ ทางคณะกรรมการวัดยังไม่ได้ระบุจำนวนวันที่ชัดเจน ต้องรอข้อสรุปจากกรรมการและลูกศิษย์อีกครั้งหนึ่ง

 

 

 

ที่มา : คมชัดลึก
13 เมษายน 2557


 

 

 

แบน 1 ปี  ห้ามทำพิธีในวัด !

 

 

เจ้าอาวาสราชบุรีไม่พอใจพระลูกวัดทำล้ำเส้น

ไปรับพัดพระครูแต่ไม่ยอมบอกผู้บังคับบัญชา

น่าจะได้รางวัลก็เลยได้ "รับโทษ" แทน

 

ดีฮะ ดัดสันดานเสียบ้าง จะได้รู้สำนึก

 

 

มีอย่างหรือ อยากเป็นพระครู แต่ไม่รู้พระธรรมวินัย ไม่บอกผู้หลักผู้ใหญ่ ไปไม่ลามาไม่ไหว้ เห็นเจ้าอาวาสเป็นหัวหลักหัวตอ พระพวกนี้ ถ้าไม่มีเส้นใหญ่กว่าเจ้าอาวาสคอยให้ท้าย ก็ต้องมีญาติโยมคับเมือง ถึงกล้ากระด้างกระเดื่องต่อเจ้าอาวาส ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีให้เห็นถมเถไป ไม่ว่าบ้านนอกหรือในกรุง สุดแต่ว่าปัญหาจะเกิดที่ใดเท่านั้น

 

 

 

 

ยโส ลทฺธา น มชฺเชยฺย ได้พัดยศแล้วอย่าบ้ายศ

 

 

เจ้าอาวาสฉุนพระลูกวัด ไปรับพัดยศไม่ยอมบอก สั่งปิดศาลาห้ามรับกิจสงฆ์ ชาวบ้านรวมตัวประท้วง

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา ชาวบ้านจากพื้นที่ตำบลสวนกล้วย ตำบลหนองอ้อ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี จำนวนกว่า 100 คน ได้ไปรวมตัวกันที่บริเวณลานวัดชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.ราชบุรี โดยชาวบ้านได้แบ่งแยกออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งไม่พอใจที่ เจ้าอาวาสวัด พิจารณาความผิดของพระลูกวัดที่ไปรับพัดยศสมณศักดิ์ที่จังหวัดนครนายกโดยไม่ได้บอกกล่าวให้ เจ้าอาวาสรับทราบ

จึงได้สั่งปิดศาลาที่พระรูปดังกล่าวใช้ประกอบพิธีกรรม อาทิ พิธีสะเดาะเคราะห์ พิธีเสริมสิริมงคล ให้โชคลาภต่างๆ เป็นเวลา 1 ปี ทำให้มีชาวบ้านซึ่งสนับสนุนและคัดค้านมาตรการดังกล่าว ชุมนุมโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ท่ามกลางการดูแลความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง

ต่อมาพระครูพิศิษฐ์ศาสนการ เจ้าคณะตำบลสวนกล้วย – หนองอ้อ ได้เดินทางมารับทราบเรื่อง พร้อมเสนอแนะให้ลดการพิจารณาโทษเหลือเพียง 6 เดือน พร้อมกับขอร้องให้ชาวบ้านอยู่ในความสงบ จากนั้นชาวบ้านต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน

 

 

 

ที่มา : ข่าวสด
12 เมษายน 2557


 

 

 

 

100 ล้าน !

 

 

พุทธะอิสระ "ฟ้องนพรัตน์" ข้อหาปากโป้ง

 

หาว่าตั้งตัวเองเป็นอุปัฌาย์เถื่อน

เรียกค่าเสียหายนิดหน่อย

แค่ร้อยล้าน !

 

 

 

อา..เห็นไหมล่ะ ปากไวใจเร็ว แล้วผลสุดท้ายเป็นยังไง ใครเตือนก็ไม่เคยฟัง พอได้นั่งวอแล้วพวกนี้มันเป็นอย่างนี้เสียทุกคน วันๆ เอาแต่เอียงแก้มฟัง "ถูกต้องครับนายๆ" พอมันพังขึ้นมาแล้วไอ้หน้าไหนมาช่วย ก็ต้องซวยขึ้นโรงขึ้นศาลให้เป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล ก็ดีฮะ อาจจะเป็นงานสุดท้ายที่นายนพรัตน์ต้องสะสางก่อนเกษียนตำแหน่ง ผอ.สำนักพุทธฯ ในปลายปีนี้ก็ได้ ถือว่าเป็นคดีประวัติศาตร์อันน่าภูมิใจทั้งคนฟ้องและคนถูกฟ้องเลยเชียวล่ะค่ะท่านผอออ

 

 

 

 

 

มวยคู่ใหม่ในวงการศาสนา

 

ซ้าย : พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หัวหน้าม็อบการเมือง

ขวา : นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักพุทธ

 

 

 

 

“พระพุทธะอิสระ” ยื่นฟ้องอาญาและแพ่ง ผอ.สำนักพระพุทธฯ-มติชน ฐานหมิ่นประมาทกล่าวหาบวชบรรพชาสามเณรเถื่อน พร้อมเรียกค่าเสียหายร้อยล้าน

ที่ศาลอาญา เวลา 11.00 น. (9 เมษายน 2557) พระพุทธะอิสระ อายุ 55 ปี แกนนำกลุ่ม กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ พร้อมด้วยมวลชนจำนวนหนึ่งเดินทางมาเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยที่ 1-2 ตามลำดับ ฐานหมิ่นประมาท จากกรณีที่นายนพรัตน์ ผอ.สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงการที่โจทก์จัดโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ที่ศูนย์ราชการฯ เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งไม่สามารถทำได้ เนื่องจากพระพุทธะอิสระไม่ใช่พระอุปัชฌาย์ จึงไม่สามารถบวชให้ใครได้ และจำเลยที่ 2-3 นำไปตีพิมพ์โฆษณา ทำให้ประชาชนที่อ่านข้อความเข้าใจผิด ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาและนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์วันที่ 16 มิ.ย.นี้ เวลา 09.00 น.

พระพุทธะอิสระกล่าวว่า ผอ.สำนักพระพุทธฯ ได้ให้สัมภาษณ์หมิ่นประมาทตน เรื่องที่จัดโครงการบรรพชาสามเณร โดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ขณะที่ นสพ.รายวัน ก็ได้ตีพิมพ์ข้อความที่ ผอ.สำนักพระพุทธฯ ให้สัมภาษณ์ดังกล่าว ซึ่งทำให้ตนเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงมายื่นฟ้องต่อศาล นอกจากนี้ ยังได้ยื่นฟ้องทางแพ่งเรียกค่าเสียหายจำนวน 100 ล้านบาทอีกด้วย

 

 

 

ที่มา : สำนักข่าวไทย
11 เมษายน 2557


 

 

 

 

บุญใหญ่สองฝั่งโขง !

 

ญาท่านมหาผ่อง สังฆราชลาว ทำบุญวันเกิด 99 ปี

ที่..วัดพระโต อุบลราชธานี

 

 

สาธุ ขอให้หลวงปู่อยู่ฮอด 120 ปี

 

 

 

 

 

 

 

 

พระสังฆราชลาวข้ามโขงทำบุญ 2 แผ่นดิน เนื่องอายุครบ 99 ปี เลือกตักบาตรวัดศักดิ์สิทธิ์ริมฝั่งโขงถวายไทยทานพร้อมปล่อยปลา 99 ตัวลงแม่น้ำโขง

 

เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 6 เม.ย. พระอาจารย์ใหญ่ดร.มหาผ่อง  ปิยะทีโร (สะมาเลิก) ประธานศูนย์กลางการพระพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว (พระสังฆราชลาว องค์ที่ 4 )) นำญาติโยมจำนวนหนึ่ง มาร่วมทำบุญ ที่ วัดพระโต บ้านที่วัดพระโต บ้านปากแซง ตำบลพะลาน อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี  ด้วยการทำบุญตักบาตร ถวายเครื่องไทยทาน และปล่อยปลาดุกลงสู่แม่น้ำโขง จำนวน 99 ตัว ครบตามอายุ 99 ปี โดยมีพระครูพุทธวราธิคุณ เจ้าคณะอำเภอนาตาลและเจ้าอาวาสวัดพระโต บ้านปากแซง นำพระภิกษุสงฆ์พร้อมพุทธสาสนิกชนถวายการต้อนรับคับคั่ง

 

ทั้งนี้ ท่านพระอาจารย์ใหญ่ หรือ (พระสังฆราช ลาวองค์ที่ 4) เปิดเผยว่า  “ข้อยดีใจหลายเด้อ ที่ได้มาทำบุญในมื้อนี่” พร้อมบอกต่อไปว่า การทำบุในครั้งนี้นับเป็นการที่ทำบุญที่มีความสำคัญมา เพราะเป็นการเชื่อมสัมพันธ์พุทธศาสนาไทย ลาว ให้ได้เป็นแบบอย่างในการที่ได้ร่วมกันทำบุญเพื่อเป็นการจรรโลงพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป  และเห็นว่า วัดแห่งนับเป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์อีกวัดหนึ่ง ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ที่สำคัญ ชื่อพระประธานในวัด ที่เวียงจันทร์  ก็ชื่อเดียวกันกับที่นี่ คือ ชื่อ “พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ” เช่นเดียวกัน แต่ที่พระเจ้าองค์ตื้อ ที่เวียงจันทร์นั้น ก่อสร้างขึ้นมาได้เพียง 450 ปี แต่พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ที่ฝั่งไทยแห่งนี้ อายุ กว่า 1 พันแล้ว นับเป็นพระพุทธรูปที่มีคนเลื่อมใสกันมาก

 

ส่วนชาติภูมของพระอาจารย์ใหญ่ ดร.มหาผ่อง  ปิยะทีโร (พระสังฆราชเมืองลาว องค์ที่ 4) นั้นพบว่า ท่านเป็นคนไทยโดยกำเนิด  เกิดที่บ้านกุงน้อย ตำบลกุศกร อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี  เมื่อปี พ.ศ.2459  ติดตามบิดามารดาไปอยู่ บ้านโพนทอง เมืองโพนทอง แชวงจำปาสัก สปป.ลาว ตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก  และได้รับการเป็นลูกบุญธรรมของเจ้าฟ้าเพชรราช(วีระบุรุษของชาวลาวอิสระ ปลดแอกจากการปกครองฝรั่งเศส  และได้เป็นบุตรบุญธรรมของโฮจิมินห์ ประธานพรรคคอมมิวนิสน์ อีกด้วย อุปสมบทเมื่ออายุครบ 20 ปี ที่วัดโพธิ์สระปทุม บ้านกุศกร (ที่บ้านเกิด) จากนั้นก็เดินทางไปศึกษาพระปริยัติธรรม ที่วัดชนะสงคราม กรุงเทพมหานคร (เป็นพระที่สนิทสนมกับ(สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปรินายก)ศึกษาร่วมสำนักเดียวกันจนคุ้นเคย  ได้รับพระราชทานประกาศนียบัตร เปรียญธรรม 6 ประโยค จาก(พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล)รัชกาลที่ 8   จากนั้นก็ได้นำความรู้มาสอนมัธยมสงฆ์หลายแห่งในประเทศลาว  ปัจจุบัน  ท่านพนักอยู่ที่วัด องค์ตื้อมหาวิหาร แชวงเวียงจันทร์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิไตยประชาชนลาว ปัจจุบัน อายุ 98 ปี กับ 10 เดือน

 

 

ที่มา : คมชัดลึก
7 เมษายน 2557


 

 

 

จีวรแดงตรึมพุทธมณฑล !

 

พระครูวัดศรีบุญเรืองนำพระแดงร่วมม็อบ นปช.

 

 

 

 

 

 

ประชาธิปไตยไร้คุณธรรม VS คุณธรรมไร้ประชาธิปไตย

 

แบบไหนจะยั่งยืนในประเทศไทย

 

 

 

 

 

 

 

ก็ไม่รู้ว่าทาง คุณนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักพุทธฯ ผู้ฉลาดปราดเปรื่องเรือ่งพระไทยแห่งยุคสมัยจะทำยังไง ในเมื่อพระจีวรแดงมาชุมนุมถึงประตูบ้านย่านพุทธมณฑล คงไม่บอกนะว่าไกลเหมือนพุทธะอิสระอยู่นนทบุรี หรือจะใช้มาตรฐานเดียวกันว่า เมื่อจับพุทธะอิสระไม่ได้ ก็ไม่ต้องจับพระจีวรสีอะไร ปล่อยให้เคลื่อนไหวกันตามใจชอบ เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า "การแสดงออกทางการเมืองเป็นสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย" ส่วนพระธรรมวินัยนั้นเป็นเรื่องรอง

 

 

 



 

 

 

หลวงพ่อเพ่งตะวัน-พระแดงร่วมม็อบ นปช. เพียบ

 

 

5 เม.ย.2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ถนนอักษะ พุทธมณฑลสาย 4 เขตทวีวัฒนานั้นปรากฏว่า ได้มีพระร่วมการชุมนุมครั้งนี้มากพอสมควร ทั้งนี้เฟซบุ๊กนาม"ม้าเร็ว สปีดฮอสทีวี"ที่ติดตามกิจกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงมาตลอดได้โพสต์ภาพพระที่ร่วมการชุมนุมโดยร่วมถึงพระที่หน้าคล้ายพระครูสุเทพสิทธิคุณ หรือ หลวงพ่อพันเทวาเพ่งตะวัน เจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง ต.หนองหอย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ที่ได้จัดพิธีเพ่งอาทิตย์ช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีด้วย

 

 

ที่มา : คมชัดลึก
4 เมษายน 2557


 

 

 

 

เปิดร่าง พรบ.สภาคุณธรรมแห่งชาติ

ฉบับพุทธะอิสระ

 

หลักการและเหตุผล

เพราะยิ่งลักษณ์และทักษิณไร้ศีลธรรมจริยธรรม

จึงต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

ต่อไปถ้าใครไม่มีศีลธรรมจริยธรรม ก็ต้องตรา พรบ.ออกมาเรื่อยๆ ไม่งั้นไม่หมดสิ้นระบบเลวๆ สำหรับเมืองไทย

 

 

 

 

 

 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน พรบ.สภาคุณธรรม

 

 

หมายเหตุ : ร่าง พรบ.ฉบับนี้ สมควรที่กรรมการมหาเถรสมาคม และพระสังฆาธิการไทยทุกระดับ จะได้นำไปศึกษา ให้ทราบว่าทางฝ่ายพุทธะอิสระ ซึ่งออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยไม่ขึ้นต่อมหาเถรสมาคมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์อย่างไร และรูปแบบที่จะนำมาใช้ในทางศาสนาของประเทศไทยนั้นจะเปลี่ยนไปเช่นใด ถ้าหากว่าทางฝ่ายพุทธะอิสระชนะและได้อำนาจทางการเมือง

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
4 เมษายน 2557

 

 

 

 

 

 

 


ประมวลภาพสมเด็จพระพุฒาจารย์

(กดที่ภาพเพื่อชม)


 

ประมวลข่าวการมรณภาพ


สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

 

 

 

 

 

พิธีพระราชทานเพลิงศพ

พระเทพมหาเจติยาจารย์

(ไพบูลย์ ภูริวิปุโล)

อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัย

อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำพูน

23 มีนาคม 2557

 

ชุดที่ 1 : ชุดที่ 2 : ชุดที่ 3 : ชุดที่ 4 : ชุดที่ 5

ชุดที่ 6 : ชุดที่ 7 : ชุดที่ 8 : ชุดที่ 9 : ชุดที่ 10


กดแต่ละชุดเพื่อชม

 

 

 

 


ประมวลภาพ
งานอายุวัฒนมงคล 88 พรรษา

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ

ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

26 สิงหาคม 2556
 

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 


ในหลวง-พระราชินี เสด็จไกลกังวล


 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

 

การประชุมสมัยวิสามัญสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

และงานวันมหารำลึก 8-9 กันยายน 2555
ณ วัดวชิรธรรมปทีป นิวยอร์ค

 

 

 

 

 

ภาพงานพระราชทานเพลิงศพ

พระเดชพระคุณพระเทพกิตติโสภณ
(สมบูรณ์ สมฺปุณฺโณ ป.ธ.
7)
อดีตเจ้าอาวาสวัดวชิรธรรมปทีป อดีตประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
10-14 พฤศจิกายน พ.ศ.2554

 

 

 

 

แฟ้มข่าวอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

อ่านข่าวเก่าที่เคยนำเสนอในอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557

 

 

 

 


ประมวลภาพ

งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

ทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 80 พรรษา

จัดโดยสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

ณ วัดพุทธาวาส นครฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส

วันอาทิตย์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2555

 

 

ชุดที่ 01
กดที่ภาพเพื่อชม

ชุดที่ 02
กดที่ภาพเพื่อชม

ชุดที่ 03
กดที่ภาพเพื่อชม


 

เยี่ยมวัดบ้านไร่-ไหว้หลวงพ่อคูณ

กับ "อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ" ดอทคอม

 

กดที่ภาพด้านล่างเพื่อชม

 

 

 

 

 

01 02 03 04 05 06 07 08 09
10 11 12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31 32 33 34    

 

 

 

PM.NARIN IN EUROPE

 

ตอนที่ 01
ลอนดอน 2012

ตอนที่ 02
มหาโบสถ์แห่งลิชฟิลด์

ตอนที่ 03
มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด

ตอนที่ 04
วัดพุทธปทีป

ตอนที่ 05
ลอนดอนอาย

ตอนที่ 06
British Museum

ตอนที่ 07
ห้างแฮรอดส์

ตอนที่ 08

Tower Bridge

ตอนที่ 09
London Sightseeing

ตอนที่ 10
London To Paris

ตอนที่ 11
หอไอเฟล (1
)

ตอนที่ 12
หอไอเฟล (2)

ตอนที่ 13
หอไอเฟล (3)

ตอนที่ 14
ปารีส 360 องศา

ตอนที่ 15
เยี่ยมหน้าต่างหอไอเฟล

ตอนที่ 16
TROCADERO

ตอนที่ 17
Water Tour

ตอนที่ 18
Musée du Louvre

ตอนที่ 19
MONA LISA

ตอนที่ 20
เทพีวีนัส

ตอนที่ 21
ทอดน่องในลูฟวร์

ตอนที่ 22
หอสมุดแห่งชาติมิตแตรองต์

ตอนที่ 23
ลา เดฟ็องซ์ (La De'fense)

ตอนที่ 24
Arc de Triomphe

ตอนที่ 25
เหนือประตูชัย

ตอนที่ 26
แวร์ซาย (1)

ตอนที่ 27
แวร์ซาย (2)

ตอนที่ 28
แวร์ซาย
(3
)

ตอนที่ 29
แวร์ซาย (4)

ตอนที่ 30
แวร์ซาย (5)

ตอนที่ 31
GENEVA
(1)

ตอนที่ 32
GENEVA (2
)

ตอนที่ 33
GENEVA (3
)

ตอนที่ 34
Lausanne-Zurich

ตอนที่ 35
วัดศรีนครินทรวราราม

ตอนที่ 36
ป้อมยามเมืองลูเซิร์น

ตอนที่ 37
ตลาดน้ำเมืองลูเซิร์น

ตอนที่ 38
กลับปารีส

ตอนที่ 39
ROME (1
)

ตอนที่ 40
ROME
(2)

ตอนที่ 41
ROME (3)

ตอนที่ 42
ROME (4)

ตอนที่ 43
ROME (5)

ตอนที่ 44
Inside Vatican (1)

ตอนที่ 45
View of Rome

ตอนที่ 46
Inside Vatican (2)

ตอนที่ 47
หลังคาวาติกัน

ตอนที่ 48
OUTSIDE VATICAN

 

ตอนที่ 49
THE COLOSSEUM

ตอนที่ 50
หินอ่อนโคลอสเซียม

ตอนที่ 51
ROME TO PARIS

ตอนที่ 52
NOTRE-DAME DE PARIS

ตอนที่ 53
หมู่บ้านศิลปะ

ตอนที่ 54
พระราชวังฟงแตนโบล

 

 

 

 

 

 

 

สงฆ์ไทย Vol.01

หนังสือเล่มแรกของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

(กดที่ภาพหรือที่ข้อความเพื่อชม)

 

 

คณะกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

พ.ศ.2555-2557

 

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

 

 

ข่าวสารสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

 

 

 

 

 

ภาพการประชุมวิสาขบูชาโลก

ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ (UN) กรุงเทพมหานคร

วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2556
 

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

International Seminar On

"Academic Exchange and Cooperation in Buddhist Studies"

15-16 July 2012

 

 

 

 

 

หนังสือเล่มแรกของ มจร. ที่ชาว มจร. หลายท่านไม่เคยเห็น

(กดที่ภาพเพื่อเข้าชม)

 

 

 

สัมภาษณ์ ศพ.จำนงค์ ทองประเสริฐ

ณ วัดไทย ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

9 ตุลาคม 2553

 

(กดที่ภาพเพื่ออ่าน)

84 ปี

ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กับเวลาที่เหลืออยู่

 

(กดที่ภาพเพื่ออ่าน)

 

 

>> AND MORE <<

 

 

พระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 1-16 พ.ศ.2538-2543
(กดที่ภาพเพื่อชมประวัติ)

 

 


 

อนุสรณ์มหาจุฬาฯ ครบรอบ 9 ปี
 

 

 

 

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

YANTRA TODAY

 

ประมวลข่าวเณรคำ

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

 

 

 



 

ธรรมวาไรตี้ หนังสือเล่มแรก ของพระมหานรินทร์  นรินฺโท

พิมพ์ครั้งแรก กันยายน 2548

วางจำหน่ายแล้วที่ร้านนายอินทร์ จุฬาฯบุ๊ค ซีเอ็ด

และอื่นๆ ทั่วไทยและทั่วโลก

 

 

 

ธรรมฮิสตอรี่ หนังสือเล่มที่สอง ของพระมหานรินทร์ นรินฺโท

พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 2549

วางจำหน่ายแล้วที่ร้านนายอินทร์ จุฬาฯบุ๊ค ซีเอ็ด

และอื่นๆ ทั่วไทยและทั่วโลก

 

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

 

drupal stats

 

Since : February 20, 2009

Statecounter.com

 

 

 

 

 

เรายินดีน้อมรับความคิดเห็นและคำชี้แนะจากทุกท่าน

 

Editor : peesang2555@hotmail.com

 

 


WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE  LAS VEGAS NEVADA 89121 U.S.A. Phone 702-384-2264