LAST UPDATE :   JUNE :  23 : 2018 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 


 

หมายเหตุ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

กรณีกฤษฏีกาจะดำเนินการแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ภายใน 7 วัน

 

จากการที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ออกประกาศ เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ซึ่งระบุว่า รัฐบาลไทย ได้ผ่านมติ ครม. ขอแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน ปีนี้ ที่ผ่านมา โดยเน้นไปที่แก้ไขในหมวดมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะผู้ปกครองอื่นๆ ได้แก่ เจ้าคณะใหญ่ และเจ้าคณะภาค โดยจะให้มีการ "เซ็ตซีโร่" คือ ล้างหน้าไพ่ใหม่หมด ดังนี้

1. กรรมการมหาเถรสมาคมโดยสมณศักดิ์ หรือโดยตำแหน่ง มาจากสมเด็จพระราชาคณะทั้ง 8 รูป รวมทั้งสมเด็จพระสังฆราชอีก 1 ก็เป็น 9 เมื่อได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชและสมเด็จพระราชาคณะ ก็พ่วงตำแหน่งกรรมการ มส. ด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง

แต่จากสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน พบว่า สมเด็จพระราชาคณะแต่ละรูปนั้น ล้วนแต่มีพรรษายุกาลมาก บางรูปอายุยืนถึง 90 หรือ 100 ปี ทีนี้เมื่อเป็นโดยตำแหน่ง แต่ไม่สามารถไปประชุมมหาเถรสมาคมได้ ก็เลยทำให้องค์ประกอบมหาเถรสมาคมบกพร่อง เพราะมีกรรมการ แต่ทำงานไม่ได้ และรัฐบาลก็ไม่สามารถตั้งกรรมการเพิ่มเติมได้ เพราะ พรบ.คณะสงฆ์ กำหนดจำนวนเอาไว้เพียงเท่านั้น

2. กรรมการมหาเถรสมาคมโดยแต่งตั้ง มาจากพระราชาคณะ ชั้นธรรมขึ้นไป ซึ่งสมเด็จพระสังฆราช ทรงแต่งตั้งจากทั้งสองนิกาย ฝ่ายละ 6 รูป รวมเป็น 12 รูป ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังสามารถทำงานได้ดี แต่มีปัญหาว่า มักจะมีการ "สืบทอดอำนาจ" แต่งตั้งคนในสายของตนเองเข้ามาครองอำนาจ มิได้สรรหาจากพระสงฆ์สามเณรทั่วประเทศ สังเกตได้ว่า วัดใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธ วัดสระเกศ วัดปากน้ำ ฯลฯ จะมีกรรมการมหาเถรสมาคมมากกว่า 1 รูป แถมยังเป็นติดต่อกันอย่างยาวนาน อีกทั้งบางรูปก็มีคุณสมบัติไม่เหมาะสม เช่น ไม่เป็นเปรียญ หรือจบแค่นักธรรมเอก เป็นต้น

3. เจ้าคณะใหญ่ ฝ่ายธรรมยุตนั้นมีเพียงรูปเดียว แต่ปกครองพระในนิกายธรรมยุตทั่วประเทศ แต่ของมหานิกายนั้น มี 4 รูป แบ่งประเทศไทยออกเป็น 4 ภาค หรือ 4 หน ได้แก่ หนกลาง หนเหนือ หนตะวันออก (อีสาน) และหนใต้ ส่วนนี้ มีปัญหาว่า มีการแต่งตั้งบุคคลไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง เช่น พระในภาคเหนือ ได้เป็นเจ้าคณะใหญ่หนใต้ พระในภาคใต้ได้เป็นเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เป็นต้น ส่งผลให้การบริหารพระศาสนามีปัญหา เพราะไม่รู้ปัญหาในท้องถิ่นนั้นๆ อย่างถ่องแท้

4. เจ้าคณะภาค ซึ่งก็ถือว่าเป็นพระสังฆาธิการในระดับสูง เป็นเหมือนผู้ตรวจราชการกระทรวง แต่ภายหลังมานั้น ตำแหน่งนี้ถูกพระใน มส. มองเห็นเป็นเพียง "บันได" จึงเอาตำแหน่งไว้เพื่อไต่เต้าขึ้นเป็น "กรรมการมหาเถรสมาคม" รวมทั้งการดำรงตำแหน่งในต่างถิ่นฐาน ทำให้ทำงานไม่สอดคล้องกับสภาพของวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้นๆ อีกด้วย

ใช่แต่เท่านั้น กรรมการมหาเถรสมาคมแทบจะทุกรูป ล้วนแต่มีตำแหน่ง "ซ้ำซ้อน" กันมากมาย ไล่ตั้งแต่ กรรมการ มส. เจ้าคณะหน เจ้าคณะภาค เจ้าอาวาส อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ ฯลฯ ยังไม่นับตำแหน่งอิสระอีกมากมาย ราวกะเทวดา

สรุปปัญหาอยู่ที่ 1. สุขภาพร่างกาย 2. เล่นเส้นเล่นสาย 3. ดำรงตำแหน่งซ้ำซ้อน 4. เป็นคนต่างถิ่น ไม่คุ้นชินกับปัญหา ทั้งสี่ประการนี้ จึงต้องมีการชำระสะสาง "โครงสร้าง" ของมหาเถรสมาคม ไล่ตั้งแต่กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะหน และเจ้าคณะภาค ส่วนโครงสร้างระดับล่างนั้น ยังเห็นว่าไม่เสียหายอะไร คงต้องคงเอาไว้ก่อน

รัฐบาลไทย "ขีดกรอบ" ปัญหาของคณะสงฆ์ไทยไว้ตรงนี้ ก็ถือว่ามองไกลกว่าที่ "เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ" เคยเรียกร้องให้ปรับปรุงเฉพาะ "มหาเถรสมาคม" เท่านั้น

แต่จากการที่รัฐบาลขอแก้ไขให้ "การแต่งตั้งและถอดถอน กรรมการมหาเถรสมาคม-เจ้าคณะใหญ่-เจ้าคณะภาค" ต้องเป็น "พระราชอำนาจ" เท่านั้น ฟังดูก็ดูดี เพราะต่อไปนี้ พระสงฆ์ทุกระดับ จะไม่มีโอกาสในการเลือก หรือแต่งตั้งกรรมการ มส. เจ้าคณะใหญ่ และเจ้าคณะภาค อีกต่อไป แต่ปัญหาจะมาถึงข้อที่ว่า "แล้วใครจะเป็นผู้เลือกและนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงโปรดแต่งตั้ง"

ยกตัวอย่าง กรณีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งรัฐบาลได้แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ มาตรา 7 ให้เป็นพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์ แต่ความจริงแล้ว ยังมีเรื่องของ "การรับสนองพระบรมราชโองการ" เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คือนายกรัฐมนตรีเป็นทั้งผู้ทูลเกล้าฯ และผู้รับสนองพระบรมราชโองการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช เรียกว่าอำนาจอยู่ในมือนายกรัฐมนตรี แต่เพียงผู้เดียว เพราะพระเจ้าอยู่หัวคงจะไม่ทรงลงมาพิจารณาด้วยพระองค์เอง และมีพระบรมราชโองการลอยมาโดยที่ไม่มีการทูลเกล้าฯ

ถ้ามองให้ตลอดก็จะเห็นว่า ถ้ารัฐบาลสามารถแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ได้ตามที่กฤษฎีกาประกาศออกมานี้สำเร็จ อำนาจในการเสนอตั้งพระสังฆาธิการระดับสูงในพระพุทธศาสนา นับตั้งแต่เจ้าคณะภาค ไปถึงสมเด็จพระสังฆราช ก็จะเป็นของ..นายกรัฐมนตรี แต่เพียงผู้เดียว แบบว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้จัดโผกรรมการมหาเถรสมาคมและเจ้าคณะผู้ปกครองระดับสูง ทำนองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้จัดโผคณะรัฐมนตรี และเสนอแต่งตั้งข้าราชการทหาร ตำรวจ และพลเรือน ในระดับสูง

ปัจจุบันนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นชาวพุทธ และเป็นพุทธสายกลาง คือทำบุญได้ทุกวัด ไม่เป็นลูกศิษย์วัดใดวัดหนึ่งโดยเฉพาะ ก็ถือว่าน่าไว้วางใจในระดับหนึ่ง แต่..แต่ถ้าในอนาคต นายกรัฐมนตรีเป็นศิษย์สายวัดใดวัดหนึ่ง เช่น ธรรมกาย สันติอโศก ก็อาจจะใช้อำนาจนายกรัฐมนตรี นำความขึ้นทูลเกล้า "ยกครูบาอาจารย์" ให้เป็นใหญ่ในวงการสงฆ์

ยังมิรวมถึงปัญหาข้อที่ว่า "ถ้านายกรัฐมนตรีนับถือศาสนาอื่น มิใช่พุทธศาสนิกชน" แต่กลับมีอำนาจในการเสนอตั้งสมเด็จพระสังฆราช ไปจนถึงเจ้าคณะภาค ถึงตอนนั้นจะทำอย่างไร

เพราะในร่างแก้ไขที่กฤษฎีกาเปิดเผยออกมานั้น "ไม่มีคณะกรรมการสรรหา" แต่ให้เป็นพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์ ซึ่งทุกอย่างจะตกอยู่ที่ "นายกรัฐมนตรี" แต่เพียงผู้เดียว

รัฐบาลอาจจะอ้างว่า "ก็ใช้หลักการเดียวกับการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชนั่นแหละ" แต่ดูไปแล้วมันจะเยอะเกินไป เพราะในการตั้งสมเด็จพระสังฆราชนั้น ชาวพุทธทั้งประเทศล้วนแต่จับจ้องมองด้วยความสนใจ จึงเชื่อว่าจะเป็นกลไกช่วยตรวจสอบการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีไปในตัว แต่สำหรับกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่ และเจ้าคณะภาค ร่วมๆ 100 ตำแหน่ง เหล่านี้ ถือว่ามีความหลากหลายมาก จะให้นายกรัฐมนตรีทำบัญชีขึ้นทูลเกล้าแต่เพียงผู้เดียวนั้น มองยังไงก็อันตราย

ยิ่งการให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจในการเสนอชื่อกรรมการ มส. และเจ้าคณะระดับสูงเพื่อโปรดเกล้าฯ ก็เท่ากับว่าเป็นการ "ยึดอำนาจ" สมเด็จพระสังฆราช มาไว้ในมือนายกรัฐมนตรี จึงมีคำถามว่า ถ้าเราไม่ไว้วางใจในสมเด็จพระสังฆราช จึงไม่ให้พระองค์มีอำนาจแต่งตั้ง ให้ประทับอยู่อย่างไร้อำนาจ เหมือนเจว็ดบนศาลเจ้า แล้วเราจะไว้วางใจในตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังมีกิเลสหนากว่าสมเด็จพระสังฆราชกระนั้นหรือ

 

ดังนั้น เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม และคณะสงฆ์วัดไทยลาสเวกัส และวัดในเครือ ในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงไม่เห็นด้วยที่จะให้อำนาจแก่ "นายกรัฐมนตรี" ในการเสนอนาม "สมเด็จพระสังฆราช-กรรมการมหาเถรสมาคม-เจ้าคณะใหญ่-เจ้าคณะภาค" แต่เพียงผู้เดียว เพราะนั่นจะทำให้นายกรัฐมนตรี เป็นสังฆราชอีกตำแหน่งหนึ่ง เพราะเมื่อมีอำนาจเสนอตั้งตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชลงมา ถามว่า สมเด็จพระสังฆราช จะทรงมีอำนาจอะไร ก็จะกลายเป็นเพียง "เจว็ด" หรือรูปปั้นบนศาลเจ้าเท่านั้น เพราะลำพัง "สมเด็จพระสังฆราช" ทรงแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม-เจ้าคณะใหญ่-เจ้าคณะภาค เรายังไม่ไว้วางใจ แล้วจะไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวได้อย่างไร หากเป็นไปจริง ก็เท่ากับว่า "ฆราวาสมีอำนาจปกครองพระสงฆ์" อย่างเต็มรูปแบบแล้ว ในสมัยรัฐบาลทหาร

เราจึงขอเสนอให้มี "คณะกรรมการสรรหากรรมการมหาเถรสมาคม-เจ้าคณะใหญ่-เจ้าคณะภาค" ไว้ในการแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับนี้ด้วย อย่าเอาอำนาจไปไว้ในมือนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว เพราะไม่ปลอดภัย

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ัดไทยลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา : 23 มิถุนายน 2561


 

ร้อนฉ่ามหาเถร !

เจ้าคุณประยูรทิ้งงานประชุมสมัชชาสงฆ์ไทย

บินด่วนกลับไทยตั้งแต่วันวาน

กฤษฎีกาให้เวลา 7 วัน ผ่าโครงสร้างมหาเถรสมาคม

เผยก่อนขึ้นเครื่อง "เลขาฯสังฆราช" เรียกตัวด่วน

 

 

 

พระพรหมบัณฑิต

กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดี มจร.

 

 

แก้ "พ.ร.บ.สงฆ์" ถวายพระราชอำนาจ ตั้งมหาเถรสมาคม

กฤษฎีกาประกาศรับฟังความเห็นแก้ "พ.ร.บ.คณะสงฆ์" ให้การแต่งตั้ง-ปลดกรรมการมหาเถรฯทุกรูป รวมถึงเจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาคเป็น พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา www.krisdika.go.th ได้ประกาศ การรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 โดยระบุว่า  ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2561 รับหลักการให้มีการจัดทําร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ในประเด็นเกี่ยวกับมหาเถรสมาคม(มส.) ในฐานะองค์กรปกครองคณะสงฆ์นั้น เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมติ ครม. วันที่ 4 เม.ย. 2560 ประกอบกับมติ ครม. วันที่ 19 มิ.ย. 2561 ดังกล่าว จึงเปิดรับฟังความเห็นประกอบการจัดทําร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นเวลา 7 วัน

ดังนี้ สภาพปัญหา มส. ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธานกรรมการ สมเด็จพระราชาคณะทุกรูปเป็นกรรมการโดยตําแหน่ง และพระราชาคณะอีกไม่เกิน 12 รูป ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งเป็นกรรมการ และมีวาระ 2 ปี แต่ในทางปฏิบัติปรากฏว่าสมเด็จพระราชาคณะซึ่งเป็นกรรมการโดยตําแหน่งมักเป็นผู้เจริญพรรษายุกาลจึงชราภาพ และอาจมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ทําให้ไม่อาจเข้าร่วมประชุมได้สม่ำเสมอ บางครั้งจําเป็นต้องลาการประชุมติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เหตุอย่างเดียวกันอาจเกิดได้แม้กับกรรมการอื่นซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง นอกจากนั้นกรรมการบางรูปในขณะนี้ต้องคดีอาญา หรือมีข้อกล่าวหาจนต้องพ้นจากตําแหน่ง จึงไม่ตั้งอยู่ในที่ศรัทธาเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชน ทั้งที่องค์กรนี้จะต้องเป็นหลักในการปกครองคณะสงฆ์ และก่อให้เกิดการปฏิรูปหรือการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในสังฆมณฑล 

จึงสมควรปรับปรุงแก้ไขที่มาและองค์ประกอบของ มส. เสียใหม่ เพื่อให้ได้พระภิกษุผู้มีพรรษาอันสมควร มีจริยวัตรที่เหมาะสมแก่การปกครองคณะสงฆ์ มาเป็นกรรมการและผู้ปกครองคณะสงฆ์ ในลําดับชั้นต่างๆ ตลอดจนชักนําให้เกิดการปฏิรูปหรือการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการปกครองคณะสงฆ์และการจัดระเบียบต่างๆ เกี่ยวกับวัดและวัตรปฏิบัติของพระภิกษุให้เรียบร้อยดีงามตามพระธรรมวินัย กฎหมายของบ้านเมือง ความคาดหมายของพุทธศาสนิกชน และจารีตประเพณีอันดีงามของชาติ 

หลักการใหม่ ให้ยกเลิกองค์ประกอบกรรมการ มส. โดยตําแหน่ง ทั้งนี้ยังคงให้มีกรรมการอื่นนอกจากประธานกรรมการในจํานวนเท่าเดิม (20 รูป) แต่ถวายพระมหากษัตริย์ให้ทรงแต่งตั้งจากพระภิกษุผู้มีพรรษาอันสมควร และมีจริยวัตรที่เหมาะสมแก่การปกครองคณะสงฆ์ และทรงมีพระราชโองการให้กรรมการดังกล่าวพ้นจากตําแหน่งได้โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ หลักเดียวกันนี้ใช้กับการแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาคด้วย ตามที่มีพระราชดําริเห็นสมควร ให้กรรมการ มส. ซึ่งดํารงตําแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่กฎหมายคณะสงฆ์ที่แก้ไข เพิ่มเติมใหม่ใช้บังคับ ยังคงดํารงตําแหน่งต่อไป จนกว่าจะทรงแต่งตั้งกรรมการ มส. ขึ้นใหม่ตามกฎหมายนี้  จึงขอเชิญพระภิกษุและบุคคลทั่วไปแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักการตามประเด็นดังกล่าวเข้ามาได้ ทางเว็บไซต์สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา www.krisdika.go.th ตั้งแต่บัดนี้จนถึง วันที่ 27 มิ.ย. 2561 

นายบรรจบ บรรณรุจิ ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อถวายเป็นพระราชอำนาจในการแต่งตั้งกรรมการ มส. ก็นับเป็นสิ่งที่ดี เพราะเราเชื่อว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ทรงธรรม และที่ผ่านมาก็มีการเสนอให้แก้ไขเรื่อง มส. กันมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว เนื่องจากประสบปัญหาทั้งสมเด็จพระราชาคณะอาพาธ ทำให้งานบางอย่างไม่บรรลุเป้าหมาย และนับเป็นเรื่องที่ดีที่คณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพระ ฆราวาส ก่อนสรุปผลในการแก้ไขในหมวดดังกล่าวต่อไป

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 24 มิถุนายน 2561

 

เปิดวัดอตัมมยตาราม ซีแอ๊ตเติ้ล

สถานที่ประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี พุทธศักราช 2561

 

 


วัดอตัมมยตามราม นครซีแอ๊ตเติ้ล เมืองกาแฟของโลก

ยินดีต้อนรับพระธรรมทูตจากทุกมุมโลก

 

สมเด็จพระสังฆราช องค์พระประมุขของคณะสงฆ์ไทย

 

 

องค์ดาไลลามะ พระในพระพุทธศาสนา มีคนรู้จักมากที่สุดในโลก

 

จาก..วัดอตัมฯ เวอร์ชั่นเก่า ดังป้ายนี้

 

สู่..วัดอตัมฯ เวอร์ชั่นใหม่ ดังป้ายนี้

 


 

อุโบสถธรรมชาติ

 

 

พระประธานในโบสถ์ธรรมชาติ

 

 

สวยงามและสงบร่มเย็นเหนือธรรมชาติ

 

 

หลวงพ่อพระประธานในโบสถ์หลังใหม่

 

ระฆังวัดอตัมฯ เคาะดังไกลไปทั่วสหรัฐอเมริกา

 

หลวงพ่อพุทธทาส ปรมาจารย์ของวัดอตัมฯ อีกท่านหนึ่ง

 

หนึ่งนั้นคือ หลวงพ่อปัญญานันทะ พระนักเทศน์นัมเบอร์วันของไทย

 

 

สืบสายธารแห่งศรัทธามาถึง..เจ้าคุณฤทธิ์ เจ้าอาวาสวัดอตัมฯ

 

พระวิเทศสิทธิธรรมาภรณ์ (ฤทธิ์ ถิรจิตฺโต)

เจ้าอาวาสวัดอตัมมยตาราม นครซีแอ๊ตเติ้ล สหรัฐอเมริกา

ว่ากันว่า วันนี้ ท่านเจ้าคุณฤทธิ์ ถ่ายรูปได้หล่อที่สุด

 

แต่ความจริงก็คือ วันที่ท่านมีบารมีเต็มเปี่ยม

สามารถเลี้ยงรับรองพระธรรมทูตได้มากมายเกินครึ่งพัน

 

สืบสานปณิธานหลวงพ่อปัญญานันทะ

 

 

จากวัด "คอกม้า" เหม็นๆ กลายเป็น "วัดหอมหวน" ชวนให้คนมาเยือน

 

ขนาดฝรั่งมังค่ายังยอมซูฮกยกย่อง แน่ไม่แน่ก็ดูเอา

 

พระเทพพุทธิวิเทศ ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา เดินทางมาถึงวัดอตัมมยตารามแล้ว พร้อมสำหรับการดำรงตำแหน่ง เอ๊ย สำหรับการประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทย ไม่มีปัญหา

 

 

 

สถานที่พร้อม คนพร้อม ใจพร้อม กายพร้อม ทุกอย่างพร้อม

 

 

ท่านเจ้าคุณประเสริฐ วัดพุทธานุสรณ์ ซานฟรานซิสโก

พร้อมสำหรับเสียบ เอ๊ย สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ช่วยท่านประธาน

 

 

 

ไม่มีอะไรสงสัยในพระรัตนตรัย

ญาติโยม อ่อนน้อม ยอมประนมมือไหว้ ด้วยความสนิทใจ

 

 

ไอก็คิดว่า ชาติก่อนคงเกิดเป็นคนไทย ชาตินี้จึงมาวัดไทย

 

 

แม่ชีเมย์ บินไกลจากดีซี เสร็จงานวันเกิดหลวงตาชีแล้ว ก็สบายตัว ไปร่วมงานประชุมพระธรรมทูตไทยดีกว่า สนุก ตื่นเต้น เร้าใจ พระไทยขับรถไปประชุม เกิดมาก็มีอเมริกานี่แหละ พระไทยโกอินเตอร์..ที่ซู๊ด ต่อไปไม่แน่ พระไทยในอเมริกา อาจจะมีเครื่องบินขับไปประชุม !

 



ทีมงาน "เด็กวัด" รับทุกหน้าที่

 

จอดรถไกลก็ไม่หวั่น ทั้งพ่อ แม่ ลูก ผูกพัน ชวนกันมาวัด

เพราะงานนี้สำคัญระดับ..ครั้งหนึ่งในชีวิต

ใครไม่ไปก็เสียดาย

 



เสื้อยืดหลากสี มีให้ทำบุญอย่างอบอุ่นใจ

 

 

พบกับการประชุมพระธรรมทูตไทยในเวอร์ชั่นใหม่

 

 

WELCOME TO WAT-ATAM

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 21 มิถุนายน2561

 

ประหลาด !

วัดปากน้ำ ไม่ทราบ เรื่องตุ๊แป๊ะสึก

สุวพันธุ์ รับทราบ แค่ครึ่งเดียว รู้จากสื่อ !

 

อา..รู้สึกว่ามันชักจะยังไงเสียแล้วล่ะฮ่ะ กับกรณีมีภาพ "ผู้ชายหน้าตาคล้ายกับเจ้าคุณแป๊ะ-วัดปากน้ำ" นั่งคู่กับสตรีคนหนึ่ง ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง กริยาท่าทีก็มิมีท่าว่าจะเศร้าโศกเสียใจอันใด ดูยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ใช่การลักถ่าย แต่เป็นการถ่ายและการเผยแพร่แบบเต็มใจและ..ตั้งใจ ที่ไปที่มาของภาพจึงไม่น่าจะมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นด้านการละเมิดสิทธิ หรือการเผยแพร่ภาพโดยที่เจ้าตัวไม่ได้อนุญาต ภาพนี้จึงถือว่า..เคลียร์

แต่..แต่เบื้องหลังของภาพนี่สิ มันทึมๆ เทาๆ เมื่อวัดปากน้ำ ซึ่งเป็นต้นสังกัดของท่านแป๊ะ กลับบอก "ไม่รู้ไม่ชี้" เหมือนตุ๊แป๊ะเป็นข้าวนอกนาปลานอกน้ำ เป็นพระไร้สังกัด ทำนองสัมภเวที จะอพยพไปอยู่ที่ใดในโลก "วัดปากน้ำ" ก็ไม่รับทราบ ถามว่ามันเป็นไปได้อย่างไร

วัดปากน้ำนั้น เป็นพระอารามหลวง มีเจ้าอาวาสเป็นถึงสมเด็จพระราชาคณะ และอดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แถมในวัดยังมีพระราชาคณะอยู่อีก "หลายสิบรูป" ใครจะไป-ใครจะมา ไม่มีการ "แจ้ง" หรือบอกลา ให้เจ้าอาวาสทราบเลยหรือ หรือว่าวัดนี้ไม่มีเจ้าอาวาส

ตุ๊แป๊ะนั้น ก็เป็นถึง "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ" และเคยเป็น "ต้นห้อง" ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ด้วย หายตัวไปได้ครึ่งปี เป็นตายร้ายดีอย่างไร ไม่มีใครสนใจไถ่ถามกันเลยหรือ ?

และเท่าที่ทราบ เมื่อมีพระราชาคณะ จะบอกลาสิกขาบท (สึก) นั้น ตามระเบียบ จะต้องทำหนังสือ "ถวายพระพรทูลลาสิกขา" และเมื่อได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดฯ ให้ลาสิกขาได้แล้ว จึงสึกได้ นั่นเป็นระเบียบเก่า แต่สมัยปัจจุบันก็น่าจะยังคงมีการ "แจ้งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ได้รับทราบ หากแจ้งก่อนไม่ได้ก็ต้องแจ้งทีหลัง เพราะสำนักพุทธฯ เป็นหน่วยงานจัดสรรงบประมาณ "นิตยภัต" ถวายพระสังฆาธิการทุกรูป ถ้าไม่รู้ว่าอยู่หรือไป จะถวายนิตยภัตได้อย่างไร ?

ในอีกทางหนึ่ง ตุ๊แป๊ะ อาจจะย้ายออกจากวัดปากน้ำไปนานแล้วก็เป็นได้ เพราะคงจะลาเพียง "สมเด็จช่วง" เท่านั้น นอกนั้นไม่จำเป็น พระเณรวัดปากน้ำเองก็คงไม่ใส่ใจ ก็เลยไม่มีใครทราบ ส่วนหลวงพ่อสมเด็จช่วงนั้น ก็คงรับทราบแต่ตอนต้น ส่วนที่มีการลาสิกขาไปนั้น ตุ๊แป๊ะคงจะตัดสินใจสึกไปคนเดียว โดยไม่ได้กราบลาสมเด็จฯ จะเพราะสาเหตุอันใดนั้น ข่าวก็ค่อนข้างยืนยันว่า "สมเด็จไม่โปรดเจ้าคุณแป๊ะอีกต่อไปแล้ว" และว่ากันว่า สมเด็จช่วงนั้น ถ้าท่านไม่โปรดปรานผู้ใด ก็อย่าไปให้ท่านเห็นหน้า ถือว่าใจเด็ดมากทีเดียว

แต่อย่างไรก็ตาม การที่เจ้าคุณแป๊ะ เป็นถึง "พระราชาคณะ-ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง" จะไม่ลาออก-ไม่บอกลา ไม่แจ้งแก่ใครเลยนั้น มันก็เกินไป พูดง่ายๆ ว่า ทำแบบนี้เสียหายวัดปากน้ำหมด !

 

 

 

ทิดแป๊ะ Where are you ?

 

 

สุวพันธุ์เผยอดีตหลวงพี่แป๊ะสึกแล้ว ขณะที่วัดปากน้ำยังไม่ยืนยัน

 

หลังมีภาพบุคคลหน้าคล้ายพระมหาศาสนมุนี หรือเจ้าคุณแป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และพระอุปัฏฐากประจำตัวสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ กรรมการมหาเถรสมาคม อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แต่งกายในชุดฆราวาส สวมหมวกและแว่นตานั่งคู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง จากการสอบถามไปยังวัดปากน้ำทราบว่า เจ้าคุณแป๊ะไม่ได้กลับวัดมากว่าครึ่งปีแล้ว ทราบว่าไปอยู่ที่วัดไทยในต่างประเทศแถบทวีปยุโรป และวัดยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งจากพระมหาศาสนมุนีถึงการลาสิกขาแต่อย่างใด ตามปกติเมื่อพระสงฆ์ลาสิกขาต้องแจ้งให้ทางเจ้าอาวาสวัดทราบ แต่ขณะนี้วัดเห็นภาพที่ส่งต่อๆ กันมาเท่านั้น 

ขณะที่ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีภาพ พระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และเลขานุการสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ แต่งกายในชุดฆราวาสกับผู้หญิงคนหนึ่ง นายสุวพันธุ์กล่าวว่า ได้ข่าวมาว่าเขาลาสิกขาแล้ว แต่ยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ กำลังให้ พศ.ไปตรวจสอบอยู่

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 20 มิถุนายน2561

 

 

แชร์กระหึ่ม ตุ๊แป๊ะสึก !

สวมหมวกแก๊ป เซลฟี กับสตรี หน้าตาคุ้นๆ

 

 

 

สงสัย ใครหนอเคยเห็นหน้า คลับคล้าย คลับคลา ?

 

อา..หยุดเรื่องเงินทอนไว้ชั่วคราว ข่าวบนโซเชียลพระไทยในคืนนี้ มีพระเอกมาแรงแห่งยุค "ยึดจอ" ไว้หมดทุกภาคส่วน ข่าวว่า "ท่านพระมหาศาสนมุนี-ธนกิจ สุภาโว" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และพระอุปัฏฐากประจำตัว "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์-ช่วง วรปุญฺโญ อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" และอดีตกรรมการหมู่บ้านศีลห้า ได้ลาสิกขาเรียบร้อยแล้ว ไม่บอกวันเวลาและสถานที่ มีแต่ภาพเซลฟี "เล็กๆ" ให้ดูเค้าหน้า

ท่านมหาศาสนกิจนั้น มีชื่อเล่นว่า "แป๊ะ" และเรียกได้หลายชื่อ เช่น ตุ๊แป๊ะ ท่านแป๊ะ เจ้าคุณแป๊ะ และฉายา "เจ้าคุณประคอง" มิใช่ "แป๊ะแปดโล" แต่เป็น..แป๊ะเบนซ์หรู ซึ่งเป็นสาเหตุให้สมเด็จช่วงต้องร่วงอย่างแรง พลาดจากตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชไปในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย

ไม่ทราบสาเหตุว่า ตุ๊แป๊ะสึกเพราะอะไร แต่มีข่าวระแคะระคายว่า หลังจากพลาดตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชแล้ว สมเด็จช่วงก็ว่าง ไม่ค่อยมีแขกมารบกวนเท่าไหร่ ตามหลักการ "ขอนไม้ไร้เห็ด คนก็ไม่ไปเยี่ยม" งานของตุ๊แป๊ะก็ลดน้อย จนกระทั่งสมเด็จวัดปากน้ำออกปาก "ไม้ต้องมาหาอีกต่อไป" บทบาทของตุ๊แป๊ะจึงหายไปกับสายลม

สายข่าวแถวๆ คลองแสนแสบยังเล่าอีกว่า ใช่แต่จะเข้าหาสมเด็จฯไม่ได้เท่านั้น แต่เพราะวีรกรรมสมัย "ขึ้นหม้อ" ของตุ๊แป๊ะ ที่สวมวิญญาณตำรวจ ทั้งตั้งด่านซักผ้า ทำนา และกร่างถึงระดับ "เอามือยันอก" พระผู้ใหญ่มากมาย กันไว้ที่หน้าห้องสมเด็จฯ ส่งผลให้มีคน "จองกฐิน" ตุ๊แป๊ะแทบจะทั่วประเทศ ยกเว้น "น้ำฝน คนมาหาเฮีย" ที่ยังส่งเสียกันจนนาทีสุดท้าย จึงมีข่าวว่า พักหลังๆ ตุ๊แป๊ะไม่ได้อยู่วัดปากน้ำแล้ว แต่จะไปไหนนั้น..ไม่มีใครสนใจ เพราะสนใจไปก็มีประโยชน์อันใด

วันนี้ มีภาพเล็กๆ แชร์กันกระจายทั่วแวดวงสงฆ์ไทย เป็นภาพชาย "หน้าคล้าย" พระมหาศาสนมุนี หรือตุ๊แป๊ะ ผู้ยิ่งใหญ่ สวมหมวก นั่งถ่ายภาพกับ "สีกา" ไม่ยืนยันว่าฐานะอะไร ยืนยันว่า..ไปไม่กลับแล้ว โอ้..อนิจจา !

 

รวมภาพตุ๊แป๊ะยุครุ่งโรจน์

 








 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 18 มิถุนายน2561

 

 

เสธ.แดง เล่าประวัติ !

พระวัดมกุฏฯ ธรรมยุตขนานแท้

ไม่จับเงินทอง บริสุทธิ์ผุดผ่อง

แต่จ้องตาเขม็ง ห้ามอมเงินกู !

 


 

 

อา..พระวัดมกุฏกษัตริยาราม พระอารามหลวงของฝ่ายธรรมยุต สร้างโดยองค์พระประมุขของชาติ คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสร้างก่อนวัดราชบพิธฯ วัดประจำรัชกาล 1 ปี ถือว่าเป็นวัดพี่ของวัดราชบพิธ

เสธ.แดง เป็นศิษย์ของวัดนี้ ได้เห็นพฤติกรรมที่อ้างว่า "พระธรรมยุตไม่จับต้องเงินทอง รับแต่ใบปวารณา" ขณะที่วัดฝ่ายมหานิกายนั้น "น่าเกลียด" คือทั้งรับเงินทองและจับจ่ายใช้สอยไม่อายสายตาชาวบ้านร้านตลาด ธรรมยุตซึ่งเป็น "นิกายเจ้า" ดัดจริตได้เนียนกว่า จึงไม่ยอมจับต้องให้มัวหมองต่อภาพพจน์ แต่เบื้องหลังก็..ทั้งเก็บ ทั้งใช้ ไม่ต่างกัน

"เช้าเอน เพลนอน บ่ายพักผ่อน ค่ำจำวัด ดึกสงัดจัดมาม่า" ถือว่าเป็นคำล้อพระเณรที่นิยมมากในวงเด็กวัด เสธ.แดงเล่าได้มันส์มาก พระวัดมกุฏฯ ฉันเช้าก็เอน (จำวัด-นอน) ฉันเพลเสร็จก็..นอน หัวค่ำ สวดสั้นๆ เพราะรีบกลับไปดูหนังดูละครก่อนนอน (จำวัด) ได้ปัจจัย (เงิน) มา ก็คุมเข้มยิ่งกว่าพนักงานบัญชีธนาคาร เพราะกลัวสัปเหร่ออม ได้สังฆทานก็เอาไป "เวียนเทียน" ขายต่อ จริงหรือไม่ก็ไม่รู้สินะ

หากพระธรรมยุตเห็นว่าไม่จริง ก็เชิญไปฟ้อง "เสธ.แดง" เอาเอง ในปรโลก

 





 

 

ที่มา : คมเสธ.แดง 6

ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอมคอม รายงาน : 18 มิถุนายน 2561

 

 

ไอ้หยา !

ไพบูลย์ยอมรับไม่กล้าบวช

กลัวผิดศีล

แต่จะออกกฎหมายให้พระสงฆ์ปฏิบัติตาม

 

 

 

ไพบูลย์ นิติตะวัน

เจ้าของฉายา..อรหันต์กูเกิล

ผู้ประกาศ "ไม่กล้าบวช" เพราะกลัวผิดศีล

 

 


 

 

ตัวเองไม่กล้า แต่จะบังคับคนอื่นให้ปฏิบัติตาม

เป็นทฤษฎีน่าพิศวงในโลกใบนี้

 

 

สังคมพุทธไทยสมัยนี้ ความดีได้มาด้วยการเรียกร้อง มิใช่การเสียสละและปฏิบัติเอง ดังคำกล่าว "เคร่งครัดที่ตน ผ่อนปรนให้ผู้อื่น" แต่มีผู้อ้างว่า "เคร่งกว่าพระ แต่ไม่กล้าบวช" ออกมาเรียกร้องให้ปฏิรูปคณะสงฆ์

 

 

การปฏิรูปตามที่นายไพบูลย์และคณะ กำลังโหมโรงโครมครามอยู่ในเวลานี้ ก็ไม่ต่างไปจากการ "ร่างรัฐธรรมนูญ" ซึ่งก็อ้างว่า "ดีที่สุด" แต่สุดท้ายก็ถูกปืนจี้และฉีกทิ้งจนได้ พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับ "ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ก็เช่นกัน มันคงไม่ต่างไปจากฉบับ "สฤษดิ์ ธนะรัชต์" ที่ผ่านมา รอเวลาเพียงแค่ "ฉีกทิ้ง แล้วเขียนใหม่" ไม่มีอะไรแตกต่าง เพราะข้ออ้างก็ไม่ต่างกัน

นี่มิใช่ "ติเพื่อทำลาย" หรือไม่ต้องการปฏิรูป แต่เราพูดแล้วพูดอีกว่า การปฏิรูปนั้น ถ้าจะให้ดีก็ต้องมีกรรมการ 3 ฝ่าย ทั้งฝ่ายวัดคือคณะสงฆ์ ทั้งฝ่ายรัฐคือเจ้าหน้าที่หรือราชการ (รวมทั้ง สส. สว.) และทั้งฝ่ายฆราวาสญาติโยม ซึ่งเป็นผู้บำรุงพระพุทธศาสนาตัวจริง ควรจะได้มานั่งพิจารณากันว่า จะกำหนดทิศทางพระพุทธศาสนาอย่างไร อะไรทำได้ก็ทำ อะไรทำไม่ได้ก็อย่าเพิ่งทำ ฯลฯ  มันจะสวยงาม และมั่นคงมากกว่า เพราะมีฐานสนับสนุนถึง 3 ฐานด้วยกัน ต่างจากวิธีการของรัฐในปัจจุบัน ที่จู่ๆ ก็อาจะ "ประกาศใช้" พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับใหม่ โดยที่ไม่มีใครรู้

สิ่งที่คนไทยอยากจะเห็นเป็นที่สุดก็คือ หลังจากออก พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับปฏิรูปแล้ว เขาอยากจะเห็น "คุณไพบูลย์-ทิดมโน" และ บิ๊กตู่ ได้สละชีวิตมาบวช เพื่อปฏิบัติตามพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์ ให้เป็นตัวอย่าง ประกาศแก่ชาวโลกว่า พระธรรมวินัยและกฎหมายฉบับใหม่ สามารถปฏิบัติตามได้และได้ผลดีเลิศ ยิ่งบวชไม่สึกด้วยยิ่งดี

 

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 17 มิถุนายน 2561

 

กัญชา-ยาไอซ์-ไม้พะยูง

พระวัดป่าสายหลวงตามหาบัวโดนจับ

ซื้อ เสพ ขาย ของผิดกฎหมาย ครบเครื่อง

 


 

หลวงตาบัว กับศิษย์เอก หลวงตาจันทร์

วัดป่าหลวงตามหาบัว หรือวัดเสือ กาญจนบุรี


 

 

 

นอกจากโดนเสือตะปบปางตายแล้ว หลวงตาจันทร์ยังโดนคดีค้าขายเสือ และสัตว์ป่าสงวนอีกหลายข้อหา แต่จนบัดนี้ ก็ยังไม่มีการถอดยศหลวงตาจันทร์ ยังไม่มีการจับกุมคุมขังและดำเนินคดีเหมือนพระกรรมการ มส. เลย ประเทศเดียวกันแท้ๆ แต่มาตรฐานด้านกฎหมายไทยนั้น ต่างกันไกล

 

 

อา..เวรกรรม วัดป่าบ้านตาด เพิ่งโชว์บัญชีดีเด่นไปเมื่อวานนี่เอง หวังจะเป็น "โมเดล" แห่งความโปร่งใส ในการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด แต่วันนี้ กลับมีศิษย์สายเดียวกันทำเสียหาย เครดิตที่น่าจะได้ก็เลย..ลดฮวบ

นี่ก็เพราะอะไร เพราะการ "ขยายตัว" ของหน่วยงานหรือองค์กร ซึ่งเมื่อตอนยังเล็กๆ นั้น คุมกันอยู่ก็ดู "เคร่งครัด" เหมือนธรรมยุตสมัยเริ่มตั้ง ตอนนั้นโจมตีมหานิกายใหญ่โตว่าแตะตรงไหนก็เน่า แต่พอนานเข้า ธรรมยุตก็เติบใหญ่ขยายสาขาไปทั่วประเทศ เดี๋ยวนี้มีอะไรดีกว่ามหานิกายบ้าง ทั้งยันตระ ทั้งเณรคำ ทั้งหลวงตาจันทร์ เจ้าอาวาสวัดเสือ ล่าสุดก็ "หลวงตาเมือง" กาฬสินธุ์ ก็มีปัญหาทั้งผู้หญิงและเงินทอง ยังไม่นับเจ้าคุณจำนงค์ วัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งเป็นถึงรองสมเด็จ ก็ยังหนีไม่พ้นปัญหาเงินๆ ทองๆ เทียบสถิติดูแล้ว ธรรมยุตดูจะทำผิดเยอะกว่ามหานิกายด้วยซ้ำ เพราะมหานิกายมีจำนวนตั้ง 3 แสน ขณะที่ธรรมยุตมีเพียง 3 หมื่น แถมธรรมยุตยังมีกฎเหล็ก "ไม่จับต้องเงินทอง" คนจึงศรัทธามากกว่ามหานิกาย เลยเอาเงินทองไปถวายมากกว่า แล้วสุดท้ายเป็นไง แตะไม่แตะต่างกันตรงไหน ?

ที่พูดเช่นนี้ใช่ว่ามีอคติกับธรรมยุตหรือวัดป่าหลวงตาบัว แต่อยากจะชี้ให้เห็นว่า ปัญหามันมีบริบทหรือเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นได้หลากหลาย การขยายตัวขององค์กร ซึ่งเกี่ยวพันกับการขยายบุคคลากรก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง เพราะยิ่งขยายมาก ก็ยิ่งต้องการคนมาก เมื่อมากคนก็ย่อมมากความ ประเทศใหญ่ปัญหาก็ย่อมมากกว่าประเทศเล็กๆ เป็นธรรมดา วันนี้ ธรรมยุตคงรู้ซึ้งแล้วว่า ที่เคยว่าให้มหานิกายนั้น สุดท้ายก็เกิดกับธรรมยุตเอง เข้าตำรา ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

กรณี "พระสายวัดป่าบ้านตาด" ทำผิดกฎหมายและพระธรรมวินัย ทั้งเสพกัญชา-ไอซ์ และขายไม้พะยูงนั้น แม้จะเป็นเพียงส่วนน้อย แต่ก็ถือว่ากระทบต่อวัดป่าบ้านตาดไม่น้อย เพราะผู้คนเชื่อว่า สำนักใหญ่สายหลวงปู่มั่นแห่งนี้ แทบจะเป็นฐานที่มั่นสุดท้าย ที่ยังรักษาระเบียบปฏิบัติไว้อย่างเคร่งครัดที่สุด ศิษย์สายนี้คงไว้วางใจได้ คงไม่มีใครหลุดออกไปนอกคอก แต่แล้วก็เจอจนได้ เทียบกับวัดสระเกศแล้ว วัดป่าหลวงตามหาบัวถือว่าอาการหนักกว่าเสียอีก เพราะเป็นพระสายปฏิบัติ เมื่อทำผิดก็ย่อมจะผิดหนักกว่าสายบ้าน นี่แค่เป็นพระป่ายังทำผิดขนาดนี้ ถ้าได้เป็นใหญ่โตระดับกรรมการ มส. คงจะโชว์ผลงานระดับนักเลงภูเขาทองเรียกพี่ทีเดียวเชียวล่ะ

 

 

 

ตะลึง พระวัดป่า ทั้งพี้กัญชา ยาไอซ์ ค้าไม้พะยูงอีกต่างหาก

นายอำเภอ-ผกก.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด บุกกุฏิจับพระวัดป่า ทั้งวัดมีรูปเดียว ทั้งเสพยาไอซ์ พี้กัญชาเพลินไปเลย ที่น่าตกใจ ยังค้าไม้พะยูงอีกด้วย  

เวลา 14.00 น. วันที่ 14 มิ.ย.61 นายธรรมนูญ แจ่มใส นายอำเภอจตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด พร้อมด้วย พ.ต.อ.วันชัย วินทะสมบัติ ผกก สภ.จตุรพักตรพิมาน ร่วมอำนวยการสนธิกำลังร่วมกับฝ่ายปกครอง และทหาร ร. 16 พัน. 1 จับกุมตัวนายสุรเดช มะรังษี อายุ 39 ปี บ้านอยู่ หมู่ 16 ต.ดงแดง อ.จตุรพักตรพิมาน พร้อมของกลาง ไม้พยูง ท่อนยังไม่แปรรูป 1 ท่อน เลื่อยโซ่ยนต์ ขนาดบาร์ 11.5 นิ้ว 1 เครื่อง

จากนั้น ชุดปฏิบัติการทำการขยายผลจับกุม พระเอกอัมรินทร์ รัตนโชโต หรือ นายเอกอัมรินทร์ เอี่ยมวิจารณ์พระรูปเดียวของวัดบ้านเพียรขันธ์ หมู่ 6 ต.ดงแดง อ.จตุรพักพิมาน ได้พร้อมของกลาง ไม้พะยูงยังไม่แปรรูป จำนวน 10 ท่อน ไม้พะยูงแปรรูป 4 ท่อนเหลี่ยม อยู่ในกุฏิของพระเอกอัมรินทร์ นอกจากนี่ยังพบยาไอซ์ นำหนัก 0.76 กรัม กัญชาหนัก 31.66 กรัม 

สำหรับพระเอกอัมรินทร์ รัตนโชโต หรือนายเอกอัมรินทร์ เอี่ยมวิจารณ์ อายุ 44 ปี บ้านอยู่หมู่ที่ 6 ต.ดงแดง อ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด ภูมิลำเนาเดิมอยู่บ้านหมู่ที่ 5 ต.ต้นโพธิ์ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี บวชเป็นพระภิกษุมาประมาณ 10 ปี โดยระหว่างปี พ.ศ.2552-2556 จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี และต่อมา ปี 2557-ปัจจุบัน จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองเพียรขันธ์ที่เกิดเหตุที่ถูกจับกุม โดยในวัดมีพระเพียงรูปเดียว 

พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.จตุรพักตรพิมาน ได้สืบสวนขยายผลจับกุมตัวนายล้วน อ้นโสดา อายุ 50 ปี อยู่หมู่ 15 ต.หัวช้าง อ.จตุร จ.ร้อยเอ็ด ในเวลาต่อมา ดำเนินคดีในความผิดฐาน มีไม้หวงห้าม (พะยูง) ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษ (ยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งนายธรรมนูญ แจ่มใส นายอำเภอจตุรพักตรพิมาน และพ.ต.อ.วันชัย วินทะสมบัติ ผกก. ร่วมกันเปิดเผยว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลติดตามจับกุมเครือข่ายผู้ร่วมกระทำผิดอีกหลายราย

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 15 มิถุนายน 2561

 

 

สำนึกในน้ำพระทัย

ในหลวงพระราชทานปัจจัย-ผ้าไตร แก่พระจูเลี่ยน

พระแคนาดาแห่งอำเภอสบเมยแม่ฮ่องสอน

 

 

 





 

 

ทุกคำมีความหมายยิ่ง...พระจู่เลี่ยน โพสต์สำนึกพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.10 พระราชทานเงิน-จีวร

จากกรณีได้เปิดเผยถึงเรื่องราวดี ๆ ของพระชาวต่างชาติรูปหนึ่ง โดยระบุว่า พระรูปนี้คือ  พระจูเลียน ดีซิเลต ชาวแคนา บวชมานานนับสิบปี ท่านออกบิณฑบาตอาทิตย์ละประมาณสามสี่ครั้ง เนื่องด้วยเห็นว่าชาวบ้านก็อยู่อย่างลำบากจึงไม่อยากรบกวนมากเกินไป โดยท่านใช้ชีวิตในป่าเขาด้วยความสมถะ กินแต่ผักผลไม้ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ตอนนี้พระจูเลียน อยู่ที่หมู่บ้านปูทา หมู่ 1 ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

 

ล่าสุดวันนี้ (13 มิ.ย. 61) เฟซบุ๊กผู้ใช้ชื่อว่า Phra Julien  ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพ โดยทั้งหมดระบุไว้ดังนี้

 

อาตมา ขอขอบใจ ตัวแทนของ ในหลวงที่มามอบของให้อาตมา ที่สำนักปฏิบัติธรรมของอาตมา

อาตมาได้รับจีวร 10 ผืน

ได้อาตมาได้มอบให้แก่ศูนย์อพยพ ที่หมู่บ้านขออาตมา

เงินที่ในหลวงพระราชทานให้แก่อาตมา อาตมาจะนำไปมอบให้ออกชาวบ้านเพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

รองผู้ว่าราชการ และ นายอำเภอสบเมย และ ผู้นำคนสำคัญทางเหล่าทหาร

 

 

ครั้งแรกอาตมามีความเครียด เพราะว่าอาตมาอยู่รูปเดียวมาโดยตลอด อีกทั้งตัวอาตมาไม่เก่งเรื่องทำพิธี

แต่ว่าทุกว่า ทุกคุณเป็นคนดี และมีโอกาสได้พูดคุย และช่วยเหลือ ชาวบ้านให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีที่ดี

ในฤดูแล้งทุกปี ชาวบ้านปู่ทา ขาดแคลนน้ำ

อาตมาต้องการเงินบริจาคจากรัฐบาล เพื่อนำไปซื้อท่อน้ำจำนวน 1,000 ท่อ เพื่อนำไป ต่อเป็นท่อน้ำให้ในหมู่บ้านและเพื่อให้ชาวบ้านมีน้ำไว้ปลูกป่าช่วงหน้าแล้งด้วย เพราะถ้ามีน้ำไว้บริโภค คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านจะดีขึ้นด้วย

เรื่องอาหารการกิน ของชาวบ้านที่อาตมาอยู่ จะกินแต่เพียงผักกับน้ำพริกเป็นส่วนใหญ่

ตัวอาตมาเป็นชาวแคนดา ที่อาศัยในประเทศไทยมากกว่าอยู่แคนาดา อาตมามีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็เพราะน้ำพระทัยของในหลวง ที่พระราชทานให้แก่ชาวบ้าน ให้มีชีวิตวามเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

 

ที่มา : ทีนิวส์ : 15 มิถุนายน 2561

 

ูเปอร์โมเดล !

วัดป่าบ้านตาดโชว์

ต้นแบบบริหารจัดการเงิน

พระไม่ต้องจับเงิน !

 

อา..มาแล้วฮ่ะ เมื่อวาน วัดป่าอะไรแถวๆ ลำพูน ก็ประกาศโครมคราม "พระวัดนี้มีบัญชีเงินไม่ได้ ใครมีเป็นโดนไล่ออก" ก่อนหน้านั้น พระพยอมก็โชว์ท่ายาก "วัดอาตมามีมาตรการเด็ดขาด พระจะจับเงินไม่ได้ แต่ปัจจุบันหาพระอยู่ยากมาก อาตมาแทบจะต้องอยู่ตัวคนเดียวแล้ว" วันนี้ก็เป็นคิวทองของ "วัดป่าหลวงตาบัว" ซึ่งเป็นเจ้าของตำนาน "ตักบาตรเงินทองช่วยชาติ" โดยก่อนมรณภาพ ท่านก็ทิ้งมรดกไว้ให้แก่บรรดาศิษยานุศิษย์ว่า "อย่าปล่อยให้รัฐบาลเอาเงินบิณฑบาตไปใช้ ให้คอยจับตาดูตลอดเวลา" จึงปรากฏว่า หลังท่านตาย ก็มีลูกศิษย์คอยเช็คสถานะการเงินของรัฐบาลอยู่เรื่อยๆ วันดีคืนดีก็ออกประกาศ "ห้ามรัฐบาลยุ่งกับเงินหลวงตา"

อ้าว ! ไหนใครว่าหลวงตาบัวเป็นพระอรหันต์นิพพานไปแล้ว แต่ยังเหลือเชื้อเป็นทองคำอยู่ในคลังหลวงอีกนับหมื่นล้านกระนั้นหรือ พระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพาน ทรงมอบพระธรรมวินัยให้พระช่วยกันรักษา แต่ว่าหลวงตาบัวกลับ "มอบทองคำ" ให้ช่วยกันรักษา เป็นพระป่านิกายทองคำ

ถ้านับสถิติ จากวัดจำนวน 40,000 วัด ทั่วประเทศ มีประกาศไม่จับเงินแล้ว 3 วัด ที่เหลืออีก 39,997 วัด ยังไม่ประกาศ วัดราชบพิธ ของสมเด็จพระสังฆราช ก็ยังไม่ประกาศ วัดบวรนิเวศวิหาร วัดหลักของธรรมยุต (ปกครองวัดป่าบ้านตาด) ก็ยังไม่ประกาศ วัดกรรมการมหาเถรสมาคมอีกไม่ต่ำกว่า 20 วัด ยังไม่เห็นประกาศ วัดเจ้าคณะภาคอีก 18 ภาค ทั้งสองนิกายก็ร่วมๆ 26 วัด ก็ยังไม่ประกาศ คิดสะระตะว่า ถ้าเปิดฟรีโหวตแบบประชาธิปไตย วัดทั่วไทยล้วนแต่มีบัญชีทั้งสิ้น จะมีพระไม่จับเงินเพียงไม่กี่วัด ถามว่า นำมาเป็นสถิติได้หรือไม่ และรัฐบาลจะใช้ "วัดอะไร" เป็นแนวทางบริหารจัดการ ระหว่าง วัดจับเงินทั่วประเทศ กับวัดไม่จับเงินเพียงไม่กี่วัด

แต่..แต่นะ ความจริงแล้ว ถ้าจะพูดถึงวัด จะพูดเฉพาะเรื่องเงิน มันก็แคบเกินไป วัดไทยในประเทศไทยนั้น มีสถานะแตกต่างกันมากมาย ใช่แค่แบ่งเป็นธรรมยุต-มหานิกาย เท่านั้น แต่ทั้งสองนิกายนั้น ยังแยกออกเป็น "สายวัดป่า-สายวัดบ้าน" ซึ่งพระท่านก็จะมีวัตรปฏิบัติหรือแนวทางแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

วัดป่านั้น มุ่งปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น โดยศึกษาเพียงพอสำหรับการปฏิบัติเท่านั้น มิได้ศึกษาพระไตรปิฎก หรือรับภาระพระศาสนาอื่นใด สมัยก่อนก็ "วัดบวรนิเวศวิหาร" นี่แหละ ที่ไม่เอากับสายวัดป่า เพราะเห็นว่า "มุ่งหน้าเอาตัวรอด แต่ไม่เกื้อกูลแก่ประเทศชาติบ้านเมือง" สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงทรงวางแบบแผนการศึกษาของคณะสงฆ์ ช่วยรับภาระของในหลวงรัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงโปรดให้จัดตั้ง "มหามกุฏราชวิทยาลัย" และ "มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" ขึ้นมา เพื่อเป็นสถานการศึกษา "ชั้นสูง" ของคณะสงฆ์ไทย ทั้งสายมหานิกายและธรรมยุต ซึ่งทั้งสองสถาบันกำลังถูกนักปฏิบัติโจมตีอยู่ในเวลานี้ว่า "เดียรถีย์" แต่ไม่มีใครฟ้องในข้อหา "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เลย แต่กับ "ส.ศิวลักษณ์" ซึ่งวิพากษ์หนังพระนเรศวร ผ่านไปหลายร้อยปีแล้ว ยังมีคนฟ้องว่า "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เห็นหนังสำคัญกว่ามหาวิทยาลัย เป็นงั้นไป

ส่วนวัดบ้านนั้น ก็แยกออกจากวัดป่า ผ่านกาลเวลามานานนับพันปี ไม่ต้องอื่นไกล ลองเอาพี่น้อง "ฝาแฝด" ไปแยกกันอยู่ซัก 10 ปี ดูทีว่ายังจะเหมือนกันอยู่ไหม มันมาไกลจนกลายเป็นเอกลักษณ์เป็นอัตตลักษณ์ เป็นลักษณะจำเพาะของชุมชน เป็นสิ่งที่ชาวเมืองสร้างสรรค์กันขึ้นมา นำเอาลูกหลานไปบวชด้วยศรัทธา อาจจะเน้นอาคารสถานที่ แต่ก็ยังมีจุดหมายในการ "ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา" ถึงจะไม่เหมือนวัดป่า แต่ก็ยังเป็นวัดบ้าน แม้นไปไม่ถึงพระนิพพาน แต่จะห้ามชาวบ้านไม่ให้ไปสวรรค์ชั้นไหนกันเลยหรือ ? ชาวบ้านเขาไม่ได้มั่วเหมือนสำนักพุทธฯ ที่จู่ๆ ก็ประกาศ "หาวัดต้นแบบพระไม่จับเงิน" โดยไม่จำกัดนิกาย หรือสถานะของวัดนั้นๆ แล้วถามว่า จะเอาวัดป่ามาเป็นต้นแบบวัดบ้าน มันทำได้อย่างไร ?

คนโง่ที่ไหนที่พูดว่า "บวชไม่สละบวชทำไม บวชไม่มุ่งหลุดพ้น บวชทำไม" ไม่ดูปฏิปทาของพระเจ้าแผ่นดิน ที่ทรงบวชเพื่อ "บำเพ็ญเนกขัมมบารมี" กำหนดวันปริวัติ (สึก) ไว้ก่อนวันทรงผนวชด้วย โดยยังไม่ได้สละราชสมบัติ เพียงแต่ทรง "ตั้งผู้สำเร็จราชการแทน" เท่านั้น มีแม้กระทั่งบวชเป็น "หางนาค" คือบวชประดับพระบารมีพระเจ้าอยู่หัวอีกต่างหากด้วย อีกคำคือ "บวชเรียน เพื่อสืบทอดพระศาสนา" เป็นวิถีของชาวพุทธไทยมาแต่สมัยโบราณ อย่างน้อย "อายุครบ 20 ปี ต้องบวชให้แม่ได้เห็นชายผ้าเหลือง ซักหนึ่งพรรษา" แต่ต่อมา พวกไปเรียนโรงเรียนคริสต์ ไม่รู้วิถีพุทธ เลยสุดโต่งดังกล่าว

เอาง่ายๆ อย่างบุคคลตัวอย่างของชาวกรุงเทพในสมัยก่อน คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หัวหน้าพรรคพลังธรรมของสันติอโศก ซึ่งประกาศว่า กินมังสวิรัต วันละมื้อ และอาบน้ำวันละ 5 ขัน ถือว่าประหยัดขั้นเทพ และเคร่งครัดขั้นอุกฤษฏ์ ถามว่า ทำไมรัฐบาลไทยไม่เอามาเป็นแม่แบบการดำรงชีพของประชาชน โดยออกกฎหมาย "ห้ามคนไทยกินเนื้อ แต่ให้กินผักเท่านั้น" เพื่อแสดงความเป็นคนดี แถมให้กินเพียง "วันละมื้อ" และให้อาบน้ำเพียงวันละ 5 ขัน เพื่อประหยัดอดออม น้ำอบน้ำหอมห้ามใช้ ให้นอนกับพื้นบนไม้กระดาน เตียง ตั้ง ฟูก โซฟา และเครื่องอำนวยความสะดวกอื่นๆ ก็ห้ามมี เพราะประเทศนี้ต้องการคนดีในอุดมคติ !

คนดี หรือคนต้นแบบในอุดมคตินั้น อาจจะมีจริงๆ ในสังคมหรือในโลกเบี้ยวใบนี้ แต่การคิดจะเป็นแบบนั้นมันไม่ง่าย เอาแค่ บิ๊กตู่-นายไพบูลย์-นายพงศ์พร สามพระหน่อนี่แหละ ที่กะเหี้ยนกระหือรือจะเปลี่ยนวัดเปลี่ยนพระ ถ้าวันหนึ่งวันใดคิดจะเอาลูกไปบวชมั่ง ก็ไม่แน่หรอก อาจจะไม่ให้บวชที่วัดป่าก็ได้ ดูนายสนธิ ลิ้มทองกุล นั่นปะไร แรกก็จะบวชที่วัดชนะสงคราม ถ้าไม่โดนต้านก็คงไม่ไปวัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี คงจะมีสถานะเป็น "ศิษย์ร่วมสำนักกับมหาโชว์" ที่บิ๊กตู่คำรามใส่เมื่อวานว่า "พระยุ่งการเมือง เหมาะสมหรือไม่" นั่นแหละ และว่ากันว่า แม้แต่ "อาจารย์ ส.ศิวลักษณ์" เอง ก็ก๊งสุราอยู่เป็นนิจศีล ปากยังเหม็นกลิ่นเหล้า แต่ก็ขึ้นธรรมาสน์เทศน์สอนพระอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อาจารย์ก็พูดความจริงนั่นแหละ แต่ถ้าจริงจังมากเกินไปก็ไม่ไหว รุ่นปู่รุ่นตาแล้ว เพลาๆ ลงหน่อยเถิด พระลูกพระหลานทั้งนั้น

วัดป่า-วัดบ้าน จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ "วัตถุประสงค์ที่แตกต่าง" เพื่อสนองต่อความต้องการของประชุมชนที่แตกต่าง ยังไม่รวมถึงพระอารามหลวงอีกต่างหาก จะให้วัดทุกวัดเหมือนกันทั้งหมดมันก็ประหลาด ไม่ต่างไปจากคอมมิวนิสต์ ที่ให้ทุกคน ไม่ว่าจะสูง ดำ ต่ำ ขาว อ้วน หรือผอมอย่างไร แต่ให้ "ใส่เสื้อสีเดียวกัน ไซซ์เดียวกัน กินแบบเดียวกัน นอนเสมอกัน ของทุกอย่างเป็นของหลวงของกลาง รัฐบาลจะเป็นผู้บริหารจัดการให้ไม่ว่าเรื่องเงินหรือทรัพย์สินอื่นใด ไม่มีใครเป็นเจ้าของ" มันดีอยู่ และดีกว่าประชาธิปไตยด้วยซ้ำไป แต่ถามว่า ทำไมประเทศไทยไม่เอาระบบนี้มาใช้ ?

ไปดูจีนสิ สมัยประธานเหมาที่ใช้ระบบ "คอมมิวนิสต์เต็มรูปแบบ" นั้น ประชาชนอดอยาก แทบจะผลัดกันใช้เสื้อและกางเกง ถึงกับ"ทิ้งถิ่นฐาน" หอบ "เสื่อผืนหมอนใบ" ไปตายเอาดาบหน้าที่..ท่าน้ำราชวงศ์ แต่พอ "เติ้ง เสี่ยว ผิง" ประกาศใช้ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ชาวจีนก็เริ่มลืมตาอ้าปากเข้าสู่ความอุดมสมบูรณ์ อยู่ดีกินดี ไม่มีใครหนีไปอยู่ประเทศไทยเพราะความจน แต่ทุกวันนี้คนจีนเอาเงินไปเที่ยว ไปซื้อทุเรียนจนเกลี้ยงประเทศไทย จีนกลับมาผงาดเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง จะบอกว่า จีนก็มี "วัดป่า-วัดบ้าน" ชาวบ้านที่ยากจน รัฐก็จัดสรรที่ดินทำกินให้ ชาวบ้านที่มีความรู้ความสามารถ รัฐก็อนุญาตให้เป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ คอมมิวนิสต์ก็รวยได้ รวยถึงขนาดซื้อไม้พยุงจากไทยในราคาทองคำ จนกลายเป็นสินค้าต้องห้ามไปแล้ว

ถ้ารัฐเอาระบบ "วัดป่า" มาใช้ ก็เท่ากับว่า ต้องการทำวัดทุกวัด ให้เป็นวัดป่า แต่ถามว่า มันถูกครรลองหรือไม่ ? และถ้าวัดป่ากลายเป็นวัดบ้าน หรือวัดบ้านกลายเป็นวัดป่า ถามว่า หน้าตาจะเป็นอย่างไร ?

อย่างกรณีวัดป่านั้น พระท่านจะฉันในบาตร ถ้าจะปรับวัดบ้านให้เป็นวัดป่า ก็ต้องให้พระฉันในบาตร จะไปรับกิจนิมนต์นอกวัดก็ไม่ได้ ขึ้นเครื่องบินก็ต้องเอาบาตรไปใช้บนเครื่องด้วย ฯลฯ อีกนับร้อยรายการก็จะต้องเปลี่ยน เพื่อให้ตรงกับพระไตรปิฎก ดังที่รัฐบาลกำลังหาเสียงอยู่ในเวลานี้ ยังมีอีกเยอะ แต่ว่าหิวแล้ว ต้องไปฉันเพลก่อน นะ เจริญพร !

 

 

 

สายหลวงปู่มั่น ไร้ความยึดมั่นถือมั่น ในอัตตาตัวตน

แต่ยังยึดมั่นถือมั่นในชาติ สิ่งที่จะตามมาก็คือ ชรา มรณะ ฯลฯ

พระป่าก็รักชาติ !

 

 

ไม่รับเงินทองเพื่อตัวเอง แต่รับเพื่อชาติ

การประกาศพระศาสนาของหลวงตาบัว

 

 

มรดกธรรมชิ้นสุดท้าย

"สร้างพิพิธภัณฑ์ มูลค่า 700 ล้าน"

ดำเนินตามรอยบาทพระศาสดาอย่างเคร่งครัด

น่าจะเขียนไว้ในพระไตรปิฎกฉบับวัดป่าด้วย

 

 

วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี โชว์เป็นต้นแบบบริหาร พระไม่ต้องจับเงิน

วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี 1 ในวัดต้นแบบบริหารจัดการเงิน ไวยาวัจกรแจง พระวัดป่าไม่แตะต้องเงินตั้ง กก.การเงินดำเนินการ พิจารณากลั่นกรองก่อนเสนอเบิกจ่าย ไม่ยุ่งเงินทอนวัด...

จากกรณีที่ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (รอง ผอ.พศ.) แถลงว่า ตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีบันทึกข้อความที่ พศ.0001/06036 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2561 เรื่อง ขอข้อมูลวัดที่มีการวางระบบเกี่ยวกับการจัดการด้านการเงินและบัญชีของวัดนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีวัตถุประสงค์ เพื่อขอทราบแนวทางปฏิบัติได้จริง หลักการคือภิกษุสงฆ์มิต้องมาถือเงิน แต่ผ่านบัญชีส่วนกลาง เพื่อให้วัดที่ยังไม่ได้ดำเนินการนำไปพิจารณาปรับใช้ให้เหมาะสมสอดคล้องกับวัดนั้นๆ และปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยต่อไป

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.2561 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังวัดเกษรศีลคุณ หรือ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี หนึ่งในวัดที่มีการดำเนินการตามบันทึกข้อความฉบับนี้ และวัดกำลังก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ พระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตาพระมหาบัว ที่เปิดรับบริจาคจากศิษยานุศิษย์ของหลวงตาพระมหาบัว และพระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน ที่มีมูลค่าก่อสร้างประมาณ 700 ล้านบาท ที่เป็นเงินบริจาคจากศิษยานุศิษย์ เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการก่อสร้างจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ประมาณกลางปี 2563 

นายกอบเกียรติ กาญจนะ อดีตรอง ผวจ.อุดรธานี ไวยาวัจกร วัดเกษรศีลคุณ เปิดเผยว่า วิธีบริหารจัดการเงินของวัดป่าบ้านตาดทุกวันนี้ ยังคงใช้วิธีการแบบเดิมสมัยที่หลวงตาพระมหาบัว ท่านยังไม่ละสังขาร ที่มีคณะกรรมการการเงินเข้ามาดูแล ทุกคนเข้ามาทำด้วยศรัทธา ต้องการสนองคุณพระพุทธศาสนา และบูชาหลวงตาฯ ท่าน ทั้งนี้เรื่องของการเงิน พระวัดสายธรรมยุตท่านจะไม่ถือเงิน ไม่จับเงิน ท่านจะรับแต่ใบปวารณาเท่านั้น ทางวัดจึงมีคณะกรรมการเกี่ยวกับเรื่องการเงิน และก็แยกบัญชีเงินของวัดเป็นบัญชีๆ ไป 

ไวยาวัจกร วัดเกษรศีลคุณ กล่าวว่า ปกติการทำบุญของวัดป่าบ้านตาด พุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่ศรัทธา จะโอนเงินเข้าในบัญชีแต่ละบัญชี ที่ทางวัดได้แจ้งให้ทราบทางสื่อต่างๆ ของวัด และยังมีการตั้งตู้บริจาคไว้ตามจุดต่างๆ คือ ที่ศาลาใน ศาลานอก ที่กุฏิของหลวงตาฯ โดยแต่ละตู้รับบริจาค จะระบุชื่อไว้ชัดเจนว่า นำไปใช้จ่ายเพื่อกิจการใดของวัด และในวัตรปฏิบัติของพระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด ทุกๆ เช้าหลังจากท่านออกบิณฑบาตแล้ว ท่านจะฉันอาหารเช้าที่ศาลาใน หลังจากนั้นท่านจะพูดคุยแสดงธรรมะกับญาติธรรม ที่จะมีผู้บริจาคเงิน โดยจะมีเจ้าหน้าที่การเงินของวัดเข้ามาดูแล

"ผู้ที่จะบริจาคเงินก็จะแสดงเจตนาระบุเลยว่า เงินยอดนี้ใช้สร้างพิพิธภัณฑ์ ยอดนี้ให้ใช้ในกิจการทั่วไปของวัด ยอดนี้ถวายหลวงพ่อสุดใจฯ ทางเจ้าหน้าที่การเงิน ก็จะนำเงินมาหยอดลงในตู้บริจาคที่เขียนระบุไว้ชัดเจน และทุกๆ สิ้นเดือน ทางกรรมการการเงินของวัด กับเจ้าหน้าที่ธนาคาร มาร่วมกันเปิดตู้บริจาคและนับเงิน และประกาศแต่ละยอดของแต่ละตู้บริจาค มีเงินเข้ามาในแต่ละบัญชีจำนวนเท่าไร และจะกราบเรียนพระอาจารย์สุดใจฯ ให้ท่านรับทราบ โดยอำนาจการเบิกจ่ายจะเป็นท่านพระอาจารย์สุดใจ แต่เพียงผู้เดียว ทั้งยอด 5 ตู้บริจาค" นายกอบเกียรติ กล่าว

ไวยาวัจกร วัดเกษรศีลคุณ กล่าวต่อว่า ส่วนยอดบริจาคใหญ่ คือ เรื่องของการก่อสร้าง พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ พระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตาพระมหาบัว ตั้งแต่เปิดรับบริจาคมาจนถึงปัจจุบัน มียอดเงินเข้ามาประมาณ 640 ล้านบาท และมีการใช้จ่ายตั้งแต่เริ่มก่อสร้างวันที่ 17 มิ.ย.2560 ใช้เงินไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท ตอนนี้มีเงินเหลือในบัญชีประมาณ 525 ล้านบาท ที่ยังคงเหลืออยู่ ซึ่งเงินในส่วนนี้ พระอาจารย์สุดใจ ท่านจะเป็นผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายแต่เพียงผู้เดียว ส่วนการก่อสร้าง มี ผวจ.อุดรธานี เป็น ปธ.กก.อำนวยการก่อสร้าง และมีคณะอนุกรรมการด้านต่างๆ อีก ที่จะคอยตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนรับงาน และกลั่นกรองดูรายละเอียดก่อนให้พระอาจารย์สุดใจฯ ท่านลงนามอนุมัติเบิกจ่ายเงินให้กับผู้รับจ้าง

ด้าน นางอินถวา นารินทร์รักษ์ และ นางยินใจ เชื้อกุลา คณะกรรมการเงินวัดป่าบ้านตาด เปิดเผยว่า การเข้ามาทำหน้าที่ดูแลเรื่องเงินของวัดไม่มีความหนักใจแต่อย่างใด เพราะพวกเราทำมาตั้งแต่สมัยที่หลวงตาพระมหาบัว ท่านทำโครงการช่วยชาติ ที่ท่านยังไม่ละสังขาร หลวงตาท่านไปที่ไหน เราก็จะตามไปดำเนินการเรื่องเงินทองบริจาคโดยตลอด ซึ่งหลวงตาท่านไว้ใจให้เรามาดูแล พอหลังจากปิดโครงการช่วยชาติไปแล้ว ก็มีคำสั่งใหม่ของท่านพระอาจารย์สุดใจขึ้นมา ที่มีกรรมการการเงินเพียงแค่ 2-3 คน ที่มีแต่ผู้สูงอายุ แต่ก็ไม่หนักใจ เพราะพวกเราเคยทำมาก่อน รวมทั้งทางธนาคารที่เข้ามารับเงินไปฝากก็ร่วมงานกันมากว่า 30 ปี จนรู้ใจกัน 

กรรมการด้านการเงิน ฯ กล่าวต่อว่า ช่วงไหนใครไม่สะดวก พวกเราก็จะสลับผลัดเปลี่ยนกันมาดูแล เมื่อรับเงินบริจาคมา เราก็จะทำตามที่เขาระบุว่า ต้องการบริจาคในส่วนไหน เราก็จะนำไปหยอดตามตู้ที่ผู้ประสงค์บริจาคทำบุญ และสิ้นเดือนพวกเราก็จะมาเปิดตู้บริจาค ที่มีพระอาจารย์สุดใจฯ มีกุญแจเปิดได้เพียงผู้เดียว เมื่อนับเงินเสร็จทางเจ้าหน้าที่ธนาคาร ก็จะนำเงินเข้าบัญชีแยกตามส่วนที่รับบริจาคมา โดยพวกเราจะไม่มีการถือเงินของตู้บริจาคแต่อย่างใด และจะนำเรียนพระอาจารย์สุดใจ ว่าแต่ละตู้ได้เงินบริจาคเท่านั้นเท่านี้ 

"พวกเราดีใจ ที่วัดป่าบ้านตาด ได้เป็นวัดต้นแบบในการบริหารจัดการเรื่องเงิน เพราะที่ผ่านมามีวัดหลายวัดที่ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเงินทอนวัด ทำไมเจ้าอาวาสวัดมีเงินมากมายเป็นร้อยๆ ล้าน ซึ่งวัดป่าบ้านตาดเป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งพวกเราเข้ามาทำงานกันด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ใจซื่อมือสะอาด พระอาจารย์ท่านก็ไว้ใจเรา โดยเราจะทำให้เต็มที่ เต็มกำลัง เต็มความสามารถ ให้สมกับที่ท่านไว้วางใจให้เข้ามาทำในส่วนนี้ เรามาช่วยด้วยใจจริงๆ" นางอินถวา และนางยินใจ กล่าว

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 15 มิถุนายน 2561

นวดหลวงปู่ลี !

บิ๊กตู่ร่ายคาถามหานิยมพัวะ

นวดหลวงปู่ลี เล่นเอาพวกต้านอ่อนระทวย

 

 

อา..เห็นมะ ก็แค่นี้แหละ แค่ภาพเดียวก็เที่ยวได้ทั่วไทย ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาที มีข่าวสารพัด "รัฐจ้องทำลายพระพุทธศาสนา" บ้าง "บิ๊กตู่ไม่ใช่พุทธ" บ้าง ขนาดว่าเปิดคอให้ดูพระเครื่อง "เป็นพวง" ก็ยังไม่เชื่อ ครั้นพอเปิดภาพ "นวดขาหลวงปู่ลี" เข้าเท่านั้น ทุกอย่างก็เงียบ

ที่เงียบก็เพราะว่า ชาวพุทธเขาอยากเห็นผู้นำ แสดงบทบาทของการ "นำ" ในทางพระศาสนา เช่นว่า เข้าวัดวาอาราม ไหว้พระไหว้เจ้า ทำบุญสุนทาน ถึงจะมีข่าวเสียหาย "จับพระสึก" บ้าง มันก็พอฟัง แต่ถ้ามีข่าวเสียด้านเดียวอย่างต่อเนื่อง มันก็ถือว่าไม่เป็นมงคล รัฐบาลเองก็คงรู้ว่า อย่านับแต่เรื่องพระเรื่องเจ้าเลย แค่เรื่องการเมืองก็แย่แล้ว

ภาพบิ๊กตู่นวดหลวงปู่ลีในวันนี้ ถือว่าเป็นภาพประวัติศาสตร์ เป็นภาพแห่งความทรงจำ เป็นคำตอบแทนคำถาม "นับล้านข้อ" ที่เคยมีต่อบิ๊กตู่ จะอยู่จะไป ชาวพุทธไทยเขาก็สบายใจแล้ว จะจับพระสึกอีกกี่รูปก็คงไม่หวาดระแวง คือคงเชื่อว่าพระผิดจริงๆ นิ่งแล้วเดินหน้าทำให้เป็นรูปธรรม มันได้ผลกว่าใช้โฆษกรัฐบาลออกมาขู่กันเยอะ

 

 



 

 

 

"บิ๊กตู่" ถือฤกษ์ดีวันพระกราบ "หลวงปู่ลี" ก่อนประชุม ครม.สัญจรปากน้ำโพ

"บิ๊กตู่" ถือฤกษ์ดีวันพระ นำคณะกราบนมัสการและสนทนาธรรมกับ "หลวงปู่ลี" ศิษย์หลวงปู่มั่น ก่อนประชุม ครม.สัญจรปากน้ำโพ บอกพระแท้อยู่ง่าย-สงบ

เมื่อตอนเช้าวันนี้ (12 มิ.ย.) ที่จังหวัดนครสวรรค์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้ถือโอกาสวันพระเดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่ลี ตาณังกะโร เจ้าอาวาสวัดหัวตลุกวนาราม (วัดป่าหัวตลุก) ต.สระแก้ว อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ลูกศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

โดย พล.อ.ประยุทธ์และคณะได้ถวายภัตตาหารเช้า เครื่องจตุปัจจัยไทยธรรม และสนทนาธรรมกับหลวงปู่ลี พร้อมถือโอกาสเข้าไปบีบนวดขาให้หลวงปู่ลี ก่อนระบุว่าตนจะคอยบีบนวดขาให้บิดาเสมอ เพราะบิดาอายุมากแล้ว วันนี้เป็นวันพระ ถือเป็นวันดี จึงถือโอกาสเข้ามากราบนมัสการ ทั้งนี้ กำหนดการนี้ไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

สำหรับประวัติหลวงปู่ลี เดิมเป็นชาวจังหวัดขอนแก่น เกิด พ.ศ. 2479 โดนงูเห่ากัดเมื่อตอนเด็ก โดยชาวบ้านคิดว่าจะต้องเสียชีวิตอย่างแน่นอน เพราะสมัยก่อนยังไม่มีโรงพยาบาล แต่ก็เกิดปาฏิหาริย์ทำให้อาการดีขึ้นด้วยการรักษาแบบชาวบ้าน มีปัญหาเพียงนิ้วกลางที่หงิกงอ จากนั้นจึงได้เริ่มเข้าบวชเรียนและได้ถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่สิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง พระป่ากรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ก่อนจะเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น และจากวัตรปฏิบัติที่ดีงามจึงเป็นที่เลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนมาจนถึงปัจจุบัน


พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับคนสนิทว่า พระสงฆ์ดีจะอยู่อย่างง่ายและสงบ โดยหลวงปู่ลีได้มอบ "คชสิงห์หลวงปูลี" ปี 2551 และหนังสือชีวประวัติชื่อ "นะโมพุทธอัสสะ" ให้นายกฯ และคณะด้วย

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 12 มิถุนายน 2561

 

 

แรง-เร็ว !

เด้งฟ้าผ่าพิสิฐชัย

เซ่นข้อหาชี้โพรงให้กะรอก

บอกข่าวให้ไก่ตื่น !

 

อา..เกือบไปแล้วไหมล่ะ เกือบจะมีม็อบพระขับไล่พงศ์พร ในเงินทอนวัดล็อต 4 ที่มีชื่อ "วัดปากน้ำ" เป็นนัมเบอร์วัน จะสั่นสะเทือนรัฐบาลขนาดไหนก็ยากจะคาดเดา ดังนั้น คนปากบอนเช่นนายพิสิฐชัยนี้ ก็ไม่สมควรจะอยู่ในตำแหน่งอีกต่อไป ต้องลงโทษให้สาสม

แต่นะ แต่ความจริงแล้ว การขายข่าวของนายพิสิฐชัยนั้น ว่าไปแล้วน่าจะ "เป็นคุณ" แก่ฝ่ายรัฐมากกว่า เพราะทำให้รัฐสามารถ "ระงับเหตุ" ได้ทันท่วงที แต่ถ้าไม่มีพิสิฐ ป่านนี้ก็คงม็อบสีเหลืองเต็มเมืองไปแล้ว ฝ่ายต่อต้านรัฐเสียอีก ที่เสียดายที่ไม่เกิดเหตุ เพราะอยากให้มันเกิด แต่พิสิฐดันไปคายความลับเสียก่อน เสียฤกษ์หมด

อีกความจริงหนึ่งก็คือ การโพสต์ของนายพิสิฐชัยนั้น ก็ถือว่าเป็นความเห็นธรรมดา เพียงแต่ว่าเมื่อเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ คนจึงเชื่อมากกว่า แต่ถึงอย่างไรก็เป็นความเชื่อ ยังไม่มีผลอะไรในทางปฏิบัติ ไม่ต่างไปจากการคาดการของสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ล็อต 1-2-3-4-5 ก็เป็นการเสนอข่าว "ล่วงหน้า" ทั้งสิ้น มีแม้กระทั่งการวิจารณ์ด้วย ถ้านายพิสิฐชัยผิด สื่อก็คงผิดด้วย ซวยแล้วพิสิฐชัยเอ๋ย อยากดังวันเดียว ก็ได้ดังสมใจ !

 

 

 

เด้งด่วน !!! ดีเอสไอสั่งฟัน 'พิสิฐชัย' พ้นเก้าอี้ เซ่นปล่อยข่าวจับเงินทอนวัดดัง

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้มีคำสั่งให้ นายพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษ กองคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ้นหน้าที่จากกองคดีภาษีอากร ไปปฏิบัติงานที่สำนักงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ โดยมีผลทันที

ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก นายพิสิฐชัย ได้โพสต์ข้อความลงใน Facebook ส่วนตัว ระบุว่า จะมีการจับกุมดำเนินคดีกับเจ้าอาวาสวัดใน กทม. เพิ่มเติม จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างหนัก

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในคำสั่งดังกล่าว ยังได้มอบหมายให้ กองภาษีอากรเชิญผู้แทน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาให้ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาว่าเป็นความผิดทางวินัยหรือทางอาญาหรือไม่แล้วรายงานให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษทราบโดยเร็ว

 

ที่มา : แนวหน้า : 11 มิถุนายน 2561

 

4-5 5-4 !

พงศ์พรสลับไพ่

ไม่เอาวัดปากน้ำ เพราะใหญ่เกินไป

ปล่อยไปก่อน !

 

อา..จากข่าวครึกโครมปานฟ้าดินสะเทือน เมื่อ "วัดปากน้ำ" ถูกขึ้นบัญชีดำของ ปปป. จ้องจะบุกรุกจับ "สมเด็จช่วง" รุ่นปู่ ถอดผ้าเหลืองเข้าคุก ซึ่งพระสงฆ์องค์เณรและพุทธศาสนิกชน "เกินล้าน" คงทำใจไม่ได้ ต้องมีปฏิกิริยาออกมาให้รัฐบาลเห็น ต่างจากกรณี "สามพรหม" แน่นอน ดังนั้น ปปป. เอย สำนักพุทธฯ เอย รัฐบาลเอย ก็คงมองเห็นแล้วว่า "เกมนี้เสี่ยง มีแต่เสียกับเสีย" ไพ่อันตรายใบนี้ ขืนผลีผลามก็อาจลามปามไปถึงการเมือง สะเทือนถึงรัฏฐาธิปัตย์ เพราะอย่าลืมว่า ยังมีมือที่ 3-4-5 คอยจ้องจะป่วนรัฐบาลทหารอยู่ทุกลมหายใจ ยิ่งได้เชื้อไฟทางพระทางเจ้าเข้ามาเติม รับรองว่าเติมกันจนล้นถัง ดังนั้น ตามยุทธวิธีแล้ว ต้องเหยียบเบรกกะทันหัน !

พงศ์พร จึงหันไปใช้วิธี "สลับไพ่" ซึ่งไพ่ชุดใหญ่ที่เปิดออกมาในคราวนี้ ความจริงแล้วก็เป็นไพ่ชุดที่ "อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ" ได้รายชื่อมาก่อนหน้าที่ "ชุดสาม-สามพรหม" จะโดนเปิดหน้าเสียด้วยซ้ำ แต่เพราะเหลี่ยมของพงศ์พร จึงไม่ยอมเล่นตามโผ แต่ใช้วิธี "สลับไพ่" เพราะวัดตั้ง 100 กว่าวัด ล้วนแต่มีชื่อติดบัญชีดำทั้งนั้น จะเอาวัดไหนออกก่อนก็ไม่มีใครรู้ เพราะไพ่อยู่ในมือใคร ใครเป็นเจ้ามือ พวกที่ได้โผไปวิจารณ์ ยังไงก็สู้เจ้ามือไม่ได้ ไพ่ "วัดปากน้ำ-สมเด็จช่วง" จึงถูกดึงกลับและกลบหน้าลงโดยพลัน แต่พลันนั้น ไพ่ชุดใหม่ก็ถูกเปิดออกมา เล่นเอา "หลวงป้า" แถวๆ บางลำพู ถึงกับสะดุ้งโหยง ถ้าโดนจับสึกอาการน่าเป็นห่วงกว่า..หลวงนงค์ เพราะหลวงนงค์เป็นธรรมยุตนอกคอก แต่หลวงป้าเป็นธรรมยุตในคอก ตายในคอกกับตายนอกคอกมันต่างกันไกล

 

 

ล็อตาม 3 สมเด็จ !

 

ซ้าย : สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชัยญาติ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

กลาง : สมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ กรรมการมหาเถรสมาคม

ขวา : สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต

 

 

 

จับตา ปปป. บุกสามวัดใหญ่

11 มิ.ย. 2561 มีรายงานข่าวว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ ให้จับตาความเคลื่อนไหว ของกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ที่อาจมีการปฏิบัติการเหมือนวันที่ 24 พ.ค. ในคดีทุจริตเงินทอนวัด ล็อต 3 ที่ บก.ปปป. ได้นำกำลังเข้าตรวจสอบ ทั้งวัดสระเกศ วัดสามพระยา และวัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งมีการจับกุมและสึกพระชั้นผู้ใหญ่จำนวนมาก

โดยมีรายงานว่า ในรายชื่อที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้แจ้งกับ บก.ปปป. ถึงรายชื่อวัดที่ได้รับงบประมาณอุดหนุนสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญในวงเงิน 72 ล้านบาทนั้น นอกจากวัดสามพระยา เขตพระนคร ที่ได้รับงบประมาณ 5 ล้านบาท และวัดสัมพันธวงศาราม ที่ได้รับ 2 ล้านบาทนั้น ยังมีอีก 7 วัดที่ได้รับงบประมาณก้อนนี้เช่นกัน ที่สำคัญยังเป็นวงเงินที่มากกว่า 2 วัด ที่ถูก บก.ปปป. บุกจับแล้ว

สำหรับวัดที่ได้รับงบประมาณดังกล่าวในเขตกรุงเทพมหานครประกอบด้วย

1. วัดพิชยญาติการาม เขตคลองสานได้รับงบประมาณ 10 ล้านบาท

2. วัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ได้รับงบประมาณ 10 ล้านบาท

3. วัดสุทัศนเทพวราราม เขตพระนคร ได้รับงบประมาณ 10 ล้านบาท

4. วัดเทวราชกุญชร เขตดุสิต ได้รับงบประมาณ 10 ล้านบาท

5. วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร ได้รับงบประมาณ 5 ล้านบาท

6. วัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่  ได้รับงบประมาณ 10 ล้านบาท

"น่าจับตาไปที่วัดพิชยญาติการาม , วัดเทพศิรินทราวาส และวัดสุทัศนเทพวราราม เพราะมีแนวโน้มอย่างมากว่าจะซ้ำรอยวัดสามพระยาและวัดสัมพันธวงศาราม" รายงานระบุ

 

ที่มา : ไทยโพสต์ : 11 มิถุนายน 2561

 

ตบปากพิสิฐชัย !

กองปราบหิ้วตัวสอบเครียด

หลังปล่อยข่าวจะมีการบุกวัดปากน้ำ

จับสมเด็จช่วงสึก !

 

 

อา..ว่ากันว่า พลันที่ได้ยินเสียงกระซิบจาก..พิสิฐชัย ว่าเจ้าหน้าที่กองปราบจะเข้าล้อมจับ "สมเด็จวัดปากน้ำ" กลุ่มศิษย์วัดปากน้ำ  ก็ตั้งป้อมก่อกำแพงแก้วสามชั้น เสกคาถาพัวะ กลายเป็น "โล่มนุษย์" ล้อมเจ้าหน้าที่ไว้โดยพลัน ถ้ายกกำลังเข้าวัดปากน้ำไปในเวลาวิกาล แค่ "ร้อยนาย" ให้ตายก็ออกวัดมาไม่ได้ คงจะถูกเชิญไปนั่งอบรมสมาธิสายหลวงพ่อสด ท่อง "สัมมา อะระหัง" อยู่ในวัด จนกว่าจะยินยอม..ไม่จับหลวงพ่อ บอกได้คำเดียวว่า "งานนี้ ศิษย์หลวงพ่อสดสู้ตาย" แถมมีคนกล้าตายเพื่อหลวงพ่อด้วยจริงๆ จะเป็นฮีโร่ยิ่งกว่าอะไรก็นึกไม่ออก บอกได้คำเดียวว่า รัฐบาลอย่าประมาท จับวัดสระเกศได้ จับวัดสามพระยาได้ อย่าคิดว่าวัดปากน้ำนั้นหมู มิใช่เพราะตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ แต่นี่ถือว่า "รัฐรังแกวัด รังแกพระ" อย่างชัดๆ เพราะหลวงปู่อายุเกิน 90 เป็นถึงอดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จะส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมคุมขัง โดยไม่มีการบอกกล่าวเล่าขานอะไรเลย เหมือนวัดสามพระยากับวัดสระเกศนั้น ประวัติศาสตร์คงไม่ซ้ำรอยเดิม

วัดปากน้ำ ช่วยเหลือรัฐบาล ผ่านงานการกุศล หมดเงินไปแล้ว "นับพันล้าน" แต่รัฐบาลจะตั้งข้อหาจับหลวงพ่อใหญ่สึกด้วยข้อหา "ขี้หมูราขี้หมาแห้ง" กับเงินแค่ "สิบล้าน" มันชักจะมากเกินไป ตั้งข้อหาเมื่อไหร่ รับรองว่า "พงศ์พร" กระเด็นแน่ จะมีม็อบพระทั่วประเทศ ประกาศ "ไม่เอาพงศ์พร" ถึงตอนนั้น ก็ต้องถามว่า "บิ๊กตู่" ว่าจะเลือกใคร ถ้ายังเอาพงศ์พร ม็อบพระก็จะยกระดับเป็น "ไม่เอาบิ๊กตู่" ดูไม่จืดแน่ๆ

พิสิฐชัยนั้น เคยมีข่าวว่า จะมานั่งเก้าอี้ "ผอ.สำนักพุทธ" แทนพงศ์พร เมื่อตอนถูกรัฐบาลย้ายลงใต้ แต่สุดท้ายหวยไปออกที่ "มานัส ทารัตน์ใจ" แต่ถึงกระนั้น ความเป็นดีเอสไอ สายเดียวกับพงศ์พร จึงทำให้การข่าว "ลึกและแน่น" ล้วงเมื่อไหร่เป็นถึง "กึ๋น" ของพงศ์พร ยิงขีปนาวุธผ่านเฟสบุ๊คไปแค่ 2 ช็อต เล่นเอารัฐบาลร้อนรน กองปราบถึงกับตามล็อกตัวไปสอบปากคำ ทำเสียแผนหมด !

 

 

พิสิฐชัย สว่างวัฒนากร

 

ปปป.ปัดจับวัดดังแจงข่าวเท็จ สืบพบลูกศิษย์วัดสระเกศฯ จ่อดำเนินคดี

ตำรวจ ปปป.ปฏิเสธข่าวจับวัดดังคดีเงินทอนวัดลอต 4 ชี้เป็นข้อมูลเท็จ ด้าน กองปราบฯ ส่งชุดสืบสวนหาต้นตอคนปล่อยข่าว พบเป็นลูกศิษย์วัดสระเกศฯ จ่อดำเนินคดี...

จากกรณีที่ นายพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร พนักงานสอบสวนชำนาญการพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับคดีเงินทอนวัด 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 61 โดยครั้งแรกโพสต์เมื่อเวลา 17.38 น. ของวันที่ 8 มิ.ย.โดยระบุว่า "ข่าวเตรียมจับ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ วัดพิชัยญาตฯ อีกวัดคาดว่าวัดบวรฯ ครับ" จากนั้นเวลา 21.41 น.โพสต์ข้อความครั้งที่ 2 ว่า "ข่าวทำคดีเงินทอน เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ วัดพิชัยญาตฯ อีกวัดราชสิทธิครับ" จนทำให้เกิดความสับสนว่า วัดดังเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัดลอตที่ 4 หรือไม่ จนกระทั่งต่อมาได้มีกระแสข่าวว่า นายพิสิฐชัยได้ถูกตำรวจกองปราบฯ เชิญตัวมาให้ปากคำเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ตามที่ได้เคยมีการนำเสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้ากรณีดังกล่าวล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 10 มิ.ย.2561 พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ในส่วนนี้ยืนยันว่ายังไม่มีข้อมูลการกระทำผิดเกี่ยวกับวัดดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากขณะนี้ บก.ปปป. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบคดีดังกล่าวนั้น ยังไม่ได้รับการเข้าร้องทุกข์แจ้งความจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิดในคดีเงินทอนวัดลอตที่ 4 อีกทั้งขั้นตอนการดำเนินการคดีเงินทอนวัดลอตที่ 4 ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาข้อเท็จจริง การที่นายพิสิฐชัย นำข้อมูลเหล่านี้มาเผยแพร่ตนเองไม่ทราบว่าไปเอาข้อมูลมาจากที่ใด


รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีที่มีการเชิญตัวนายพิสิฐชัย มาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ในช่วงบ่ายวันนี้ เกิดจากกรณีที่โพสต์เฟซบุ๊กพาดพิงวัดดังหลายแห่งว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัด เบื้องต้นพบว่ามีการเชิญตัวมาจริง โดยเป็นการเชิญตัวเพื่อมาให้ปากคำชี้แจงถึงที่ไปที่มาเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว และข้อมูลที่นำมาโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวนั้นได้มาจากที่ใด เนื่องจากเป็นการทำให้สังคมเกิดความสับสน อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นพนักงานสอบสวนกองปราบฯ ยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับนายพิสิฐชัยแต่อย่างใด เนื่องจากกรณีนี้ยังไม่มีผู้เสียหายเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่ได้ทำหนังสือแจ้งไปให้ดีเอสไอ ทราบถึงพฤติกรรมของข้าราชการในสังกัดแล้ว จากนั้นได้ทำประวัติก่อนปล่อยตัวกลับไป อย่างไรก็ตาม หากวัดใดได้รับความเสียหาย สามารถเข้าแจ้งความดำเนินคดีได้ทันที


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีการปล่อยข่าวว่าจะมีการตรวจค้นวัดเพิ่มเติมนั้น เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยชุดสืบสวนกองปราบฯ ได้ตรวจสอบในทางลับ พบว่ากลุ่มผู้ที่ปล่อยข่าวนั้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกศิษย์ลูกหาของวัดสระเกศฯ โดยปล่อยให้กับกลุ่มผู้สื่อข่าวและผ่านสังคมออนไลน์ โดยข้อความส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเท็จ และทำให้พระผู้ใหญ่ที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับความเสียหาย เพราะขณะนี้ในส่วนของกองปราบฯ ยังไม่ได้มีการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมนอกเหนือจากวัดที่เข้าค้นและจับกุมตัวผู้ต้องหาไปแล้ว ทั้งนี้คาดว่าการปล่อยข่าวดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อทำให้สังคมปั่นป่วนสับสน และต้องการที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคม ขณะนี้กองปราบฯ กำลังพิจารณาข้อกฎหมายว่าจะดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวในข้อหาใดได้บ้าง ซึ่งขณะนี้ชุดสืบสวนรู้ตัวแล้ว

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 11 มิถุนายน 2561

 

 

จ่อเชือดสมเด็จช่วง !

ไลน์พระและวงในลือกันแซ่ด

เล่นเอาวัดปากน้ำเงียบกริบ

เตรียมรับมือหรือเตรียมหนีก็ไม่รู้ !

 

 

อา..ขอเตือนรัฐบาลไทยว่า จะคิดจะทำอะไรก็ขอให้รอบคอบ คิวก่อนๆ นั้นแค่รองสมเด็จ แต่วันนี้ เห็นว่าเป็นระดับ "สมเด็จ" แถมยังเคยปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชด้วย บิ๊กตู่ก็เพิ่งพูดไปเมื่อวานมิใช่หรือว่า "ถ้าวิจารณ์ตัวผมนั้นพอรับได้ แต่วิจารณ์ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ทนไม่ไหว ไม่ให้เกียรติแก่ประเทศไทย" กรณีจะดำเนินคดีกับ "อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" ก็เช่นเดียวกัน มันต้องมองให้รอบด้าน อย่ามองแต่ด้านกฎหมายอย่างเดียว

เชื่อด้วยว่า ถ้าวัดปากน้ำโดนหนักถึงกับสึกในคราวนี้ ปัถพีก็คงสะเทือน ต้องมีปฏิกิริยาอย่างรุนแรงจากพระเณรทั่วประเทศ เผลอๆ อาจจะมีม็อบพระนับหมื่นนับแสนออกมาในคราวนี้ แบบว่าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว เพราะคงถึงจุดที่เกินจะรับไหวแล้ว เชื่อไม่เชื่อก็ตามใจนะ เจริญพรฯ

 

 

 

 

ปูด 3 วัดดังกทม. โกงเงินทอน วงการสงฆ์จับตา เชือด สมเด็จช่วง
 

กลุ่มไลน์พระสงฆ์วิจารณ์สนั่น "พิสิฐชัย สว่างวัฒนากร" จนท.ดีเอสไอ โพสต์เฟซบุ๊กแฉชื่อวัดถูกดำเนินคดีลอต 4 วันเดียว 2 ครั้ง ครั้งแรกระบุ วัดปากน้ำ วัดพิชัยญาติฯ และวัดบวรฯ จับตาสมเด็จช่วง

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มไลน์พระสงฆ์ส่งต่อข้อความที่ นายพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับคดีเงินทอนวัด 2 ครั้ง

โดยครั้งแรกเวลา 17.38 น. วันที่ 8 มิ.ย.ระบุว่า "ข่าวเตรียมจับเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ วัดพิชัยญาติฯ อีกวัดคาดว่าวัดบวรฯครับ" จากนั้นนายพิสิฐชัยโพสต์เฟซบุ๊กอีกครั้งเวลา 21.41 น. วันเดียวกันระบุว่า "ข่าวทำคดีเงินทอน เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ วัดพิชัยญาติฯ อีกวัดราชสิทธิครับ" ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มพระสงฆ์เป็นอย่างมากว่า รายชื่อวัดดังกล่าวอยู่ในคดีเงินทอนวัดลอต 4 หรือไม่ เนื่องจากนายพิสิฐชัยถือเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ใกล้ชิดกับคณะสงฆ์ ทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากมหาเถรสมาคม (มส.) ให้เป็นคณะอนุกรรมการรวบรวมข้อมูล ข่าวสาร ของคณะกรรมการติดตามข้อมูลข่าวสารของ มส.ด้วย คณะกรรมการชุดดังกล่าวมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการ มส.เป็นประธาน

อย่างไรก็ตาม สำหรับการตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวัดลอต 4 ขณะนี้ ตำรวจ บก.ปปป. เน้นวัดที่ได้งบเกิน 1 ล้านบาท ตั้งแต่ช่วงปี 2554-2559 ขณะนี้ตรวจสอบไปแล้วกว่า 100 วัด พบการทุจริตเงินทอนวัดประมาณ 30 วัด เป็นวัดทางภาคกลางและภาคเหนือ ส่วนวัดอื่นๆ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน หากมีพยานหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์จะส่งให้ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เดินทางมาร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ทันที

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 10 มิถุนายน 2561

 

 

ตกหล่มการศาสนา !

รัฐบาลเก้าอี้ร้อนให้โฆษกออกมาชี้แจง

หลังอธิบดีกรมการศาสนาพูดแล้วไร้ผล

คนไม่เชื่อ !

 

อา..เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ เพราะเซื่อจึงเฮ็ด แต่ที่ไม่เฮ็ดก็เพราะไม่เซื่อ กรณีรัฐบาลบิ๊กตู่ ออกอาการร้อนๆ รนๆ เรื่องที่มีคนพูดกันหนาหู ลือกันไปไกลว่า รัฐบาลไทยสมัยนี้เป็นนอมินีของศาสนาอื่น มุ่งหน้าทำลายล้างพระพุทธศาสนา แบบว่าถอนรากถอนโคน โดนตั้งแต่กรรมการ มส. ยันเจ้าอาวาสวัดทั่วประเทศ ถูกดองบัญชี ขณะที่ศาสนาอื่น โดยเฉพาะ "อิสลาม" นั้น ไม่เคยแตะ

เช่นว่า เมื่อเจ้าอาวาสรับเงินนิตยภัตเดือนละพันห้า ขณะที่หัวหน้ามัสยิดก็รับเงินเดือนพันห้า แต่ถามว่า ทำไมพระไทยโดนข้อหาในฐานะเจ้าพนักงาน ขณะที่มัสยิดต่างๆ ไม่มีการตรวจสอบ..อย่างเสมอหน้า

เช่นว่า รัฐใช้กำลังเจ้าหน้าที่นับร้อยๆ นาย ติดอาวุธ บุกรุก-ปิดล้อมวัด-จับพระสงฆ์ ซึ่งอ้างว่ามีปัญหาเรื่องเงินทอน ขอคำสั่งศาลออกหมายจับโดยไม่ใช้หมายเรียกก่อน ข้ามขั้นตอนเพื่อมุ่งหวังจะจับพระสึกหน้าศาล โดยใช้ "คำสั่งศาล" ที่ไม่อนุญาตให้ประกันตัวมาเป็นด่านเพชฌฆาต ซึ่งชงเรื่องโดย..ตำรวจ ขณะที่ปอเนาะหรือโรงเรียนนมุสลิมหลายแห่งในภาคใต้ ถูกเจ้าหน้าที่ความมั่นคงกล่าวหาว่าฟอกเงิน-เป็นแห่งฝึกผู้ก่อการร้าย ก็ยังไม่มีรายการปิดล้อม ล้อมจับ หรือสั่งปลดใครเลย แถมยังมีการชี้แจงว่า ให้โอกาสคืนเงิน แต่ถามว่า ทำไมไม่ให้วัดต่างๆ คืนเงินด้วย ถ้าไม่คืนก็ค่อยดำเนินคดี แบบนี้จึงจะถือว่าฟังขึ้น

 

สองมาตรฐานของรัฐบาลไทยในคดีเดียวกัน

 

 

ชุดในคุก "สามพรหม"

 

 

ชุดนอกคุก "สาม ผอ."

 

 

สองมาตรฐานของรัฐบาลไทย

เจ้าคุณจำนงค์ : ถูกตั้งข้อหาฉ้อฉลเงิน "ห้าล้าน" หนีออกนอกประเทศ รัฐบาลรีบยกเลิกพาสปอร์ต ส่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไล่ล่า ไล่ตั้งแต่พรมแดนไทย ลาว เขมร เวียตนาม แถมยังนำเจ้าหน้าที่เป็นคณะ บินด่วนไปถึงเยอรมนีขอตัวกลับมาลงโทษ ถึงไม่ได้ตัวกลับมา แต่ถามว่า หมดเงินหมดทองไปเท่าไหร่ กับมหกรรม "ขี่ช้างจับตั๊กแตน" ของรัฐบาลบิ๊กตู่

นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ : หนีไปสหรัฐอเมริกา ตั้งปีมะโว้ เป็นหัวโจกในคดีเงินทอนวัด ว่ากันว่าผลาญไปร่วม "พันล้าน" รัฐบาลเฉย ไม่ยกเลิกพาสปอร์ต ไม่ออกหมายจับ ไม่ส่งใครไปขอตัวกลับ ไม่ต่อรองให้เวลา "สามวัน" จากสองเดือนเหมือนพระพรหมเมธี นี่สงสัยว่านายนพรัตน์จะเป็นพ่อของบิ๊กตู่แต่ชาติก่อนหรือเปล่า เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจถึงได้เกรงใจ ไม่ยอมทำอะไร ?

 

เช่นว่า กรณีเงินทอนวัด รัฐก็พูดปาวๆ ว่ามีเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมมือกับพระเจ้าอาวาสหลายวัด ทำการฉ้อฉล จึงต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด สั่งจับพระผู้ใหญ่สึกยัดคุกไปหลายรูป แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักพุทธ ที่มีชื่อเป็นจำเลย เช่น นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ นายพนม ศรศิลป์ นางสาวประนอม คงพิกุล เป็นต้น กลับไม่ถูกจับกุมคุมขัง ทุกคนยังอยู่สบายดี ที่สำคัญก็คือ นายนพรัตน์นั้น หนีคดีไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา รัฐบาลไทยก็ไม่ทำห่าอะไร แต่สำหรับพระพรหมเมธีแล้ว กลับใช้วิธีการ "ไล่ล่า" ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติถึงกับ "สั่งตำรวจทั้งประเทศ" ไล่จับพระเพียงรูปเดียว แถมตัว ผบ.ตร. ยังบินไกลไปถึงเยอรมนี เพื่อจะตามจับพระพรหมเมธีกลับมาสึกเข้าคุก เหมือนอีกสองพรหม

ฯลฯ

เรื่องแบนนี้ก็มีที่เทียบเคียง แบบว่ามีมูล ไม่งั้นหมาไม่ขี้ รัฐบาลควรจะรับฟังและพิจารณาหาเหตุผล ก่อนจะใช้อำนาจเข้าจัดการแบบเด็ดขาด เหมือนกับว่าพระเณรนั้นเป็นอาชญากรฆ่าคนตายปานนั้น วัดต่างๆ ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ไม่ได้แบ่งแยกดินแดน แต่แดนดินถิ่นนี้เป็นเมืองพุทธ มีวัดวาอารามคู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่เริ่มสร้างกรุง แถมบูรพมหากษัตริย์ไทยทุกยุคสมัยก็ก็ทรงผนวชผ่านมาแล้วทั้งสิ้น จะปฏิรูปอะไรก็ไมว่ากันอยู่แล้ว ใครๆ ก็อยากเห็นความเจริญก้าวหน้า แต่ว่าศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จะใช้แต่กฎหมายเหมือนโฆษกรัฐบาลไทยว่านั้น มีปัญหาแน่นอน

อย่างเช่นคำว่า "รัฐให้ความสำคัญกับทุกศาสนา" ถามว่า แปลว่าอะไร ? ศาสนาทุกศาสนามีสิทธิ์เท่าเทียมกันหมดอย่างนั้นหรือ ถ้าพุทธ คริสต์ อิสลาม เท่าเทียมกันหมด ต่อไป ถ้ามีการอ้างความเสมอภาคแล้วขอให้สร้าง "โบสถ์-สุเหร่า" คู่กับวัดพระแก้วด้วย รัฐจะตอบยังไง ต้องให้สร้างตามความเสมอภาคใช่ไหม ?

 

 

 

บิ๊กตู่ กำลังทำหน้าที่ผู้นำรัฐบาล

มิใช่ผู้นำชาวพุทธ ?

 

 

รัฐบาลยันดูแลให้ความสำคัญกับทุกศาสนา เตือนผู้ไม่หวังดีหยุดพฤติกรรมกุข่าวบิดเบือนหวังสร้างความแตกแยก

วันนี้ (9 มิ.ย. 61) พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่มีการแชร์ข้อความและภาพในโซเชียลมีเดียระบุ เหตุผลในการจับพระให้เป็นข่าวใหญ่ ก็เพื่อกลบข่าวการเปิดทำเนียบเลี้ยงละศีลอดเดือนรอมฎอน รวมทั้งรัฐบาลอนุมัติงบประมาณก่อสร้างมัสยิดหลายแห่ง เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นมุสลิม จึงให้ความสำคัญกับศาสนาอิสลามมากกว่าศาสนาพุทธนั้น เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยมีผู้พยายามจะปล่อยข่าวบิดเบือนสร้างความสับสน ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรก ยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งจะเห็นได้ว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่ทำบุญตักบาตรอย่างสม่ำเสมอ และเข้าร่วมพิธีทางศาสนาเมื่อถึงโอกาสสำคัญ เช่น วันวิสาขบูชา ทั้งที่เป็นพระราชพิธีและภายในทำเนียบรัฐบาล และในฐานะผู้นำประเทศก็ดูแลให้ความสำคัญกับทุกศาสนา

ส่วนการจัดงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ที่ทำเนียบรัฐบาลนั้น เป็นงานที่รัฐบาลจัดขึ้นเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกปีตั้งแต่ในอดีตมา ไม่ใช่เพิ่งเริ่มในรัฐบาลนี้ เช่นเดียวกับงานเมาลิดกลางที่ผู้นำประเทศจะไปร่วมงานด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ การสนับสนุนงบประมาณให้แก่ศาสนาใด ก็จะมีกฎระเบียบและขั้นตอนที่ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีก็ตาม โดยศาสนาพุทธก็มีเงินอุดหนุนวัดเช่นกัน ดังที่เป็นข่าวอยู่ในปัจจุบันว่ามีบางวัดกำลังมีปัญหาเรื่องการทุจริตอยู่ในเวลานี้

"หากตรวจสอบข้อเท็จจริงจะพบว่า มัสยิดที่มีการก่อสร้างหลายแห่งนั้น ส่วนใหญ่ใช้เงินบริจาค หรืองบประมาณจากท้องถิ่น เช่น มัสยิดที่ จ.นนทบุรี ส่วนที่ จ.นครศรีธรรมราช ก็มีการอนุมัติงบตั้งแต่ปี 2555 ขณะที่ค่าตอบแทนของโต๊ะอิหม่าม อิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่น ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยนั้นอยู่ระหว่าง 1,000 3,500 บาท ไม่ใช่ 18,000 บาทต่อเดือน ตามที่มีการกล่าวอ้าง" พลโทสรรเสริญ กล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาล ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือน และขอให้ผู้ไม่หวังดีหยุดพฤติกรรมบ่อนทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างศาสนา หากสืบทราบว่าผู้ใดเป็นต้นตอของการปล่อยข่าวเท็จ จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

 

ที่มา : TNN : 10 มิถุนายน 2561

 

ส่อสันดานธาตุแท้ !

องอาจ โต้แทนธรรมกายและไวโรจน์

"ช่วยจำนงค์แล้วธรรมกายได้อะไร"

จำนงค์ได้ฟังก็คงซึ้งใจจนน้ำตาไหล

ธรรมกายไม่เลี้ยงให้เปลืองข้าวสุกอีกแล้ว

 

 

 

จำนงค์-พรหมเมธี

พรมผืนเก่าที่ถูกธรรมกายเขี่ยทิ้ง

 

 

 

พรหมดิลก พรมเก่าอีกหนึ่งผืน กับคำถาม

"ช่วยธรรมกายแล้วได้อะไร ?"

 

 

อา..หลงพ่อขอบอกว่า ถ้าท่านช่วยธรรมกาย ธรรมกายก็จะช่วยท่าน ยกเว้นแต่ท่านหมดประโยชน์แล้ว ถึงจะเคยช่วยธรรมกาย ธรรมกายก็จะไม่ช่วยท่านอีกต่อไป เพราะช่วยไปก็ไร้ประโยชน์ นะจ๊ะ

ขอทบทวนบุญ เอ๊ย ทบทวนสำนวนของ คุณองอาจ ธรรมนิทา อีกครั้ง ในกรณีการช่วยเหลืออดีตพระพรหมเมธี ดังนี้นะครับ

องอาจ "ช่วยอดีตพระพรหมเมธี วัดธรรมกายจะได้อะไร ผมไม่เห็นประโยชน์อันใดเลย"

องอาจ "ไม่มีประโยชน์อะไรไปช่วยเหลือพระพรหมเมธีในเรื่องนี้"

ถ้าข้อความทั้งหมดนี้ คุณองอาจพูด "ในนาม" ของศิษยานุศิษย์ รวมทั้งอาจารย์ คือพระในสายวัดพระธรรมกายทั้งสิ้น รวมทั้ง..ไวโรจน์ ทัตตชีโว และธัมมชโย ก็ต้องมองเป็นเบื้องแรกว่า "เนรคุณ" เพราะภาพที่ฉายผ่านสื่อของธรรมกายในระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมานั้น พระพรหมเมธี หรือเจ้าคุณจำนงค์ ได้ทุ่มเทช่วยเหลือธรรมกายมากมาย แทบว่าเอาชีวิตและตำแหน่งเข้าแลก จนได้ฉายา "ธรรมยุตนอกคอก" แต่พอมีภัย ธรรมกายกลับไร้เยื่อใย พูดได้แม้กระทั่งทำนองว่า "เจ้าคุณจำนงค์ไร้ค่า ไร้ราคา ที่จะไปช่วย เพราะช่วยไปก็ไม่ได้ประโยชน์อันใด"

คำพูดขององอาจในนามธรรมกายครั้งนี้ ชี้ให้เห็น "สันดาน" ของคนพูด และของคนที่ถูกพูดในนาม ว่าที่ผ่านๆ มานั้น คนพวกนี้เขา..คบกันด้วยผลประโยชน์ เมื่อเจ้าคุณจำนงค์ยังเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ยังมีอำนาจวาสนา ให้คุณให้โทษแก่ใครได้ ธรรมกายก็ซูฮก ยกย่องยิ่งกว่าพ่อ แต่พอตกอับ ตกต่ำย่ำแย่ถึงขนาดไร้ที่ซุกหัวนอน น่าจะได้เห็นน้ำจิตน้ำใจให้ที่พักพิงอาศัยใบบุญ ที่สู้อุตส่าห์หว่านกล้าไปทั่วโลก และพระพรหมเมธีก็สู้อุตส่าห์บากหน้าไปช่วยเปิดวัด-ร่วมกิจกรรมแทบทุกครั้ง แต่กลับถูก..ถีบหัวส่ง แถมออกมาพูดแบบดูถูกดูหมิ่น เพราะเป็นคนจรหมอนหมิ่น ไม่เหมือน "พระพรหมเมธี" ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต

ก็ดีแล้วฮะ จะได้เป็นบทเรียนสำคัญให้แก่บรรดาผู้ฝักใฝ่ธรรมกายอีกมากมาย ที่ยังไม่เข้าปิ้ง ไม่ว่าจะเป็นสายวัดปากน้ำ วัดราชโอรส วัดอะไรอีกมากมาย ที่เห็นๆ ธรรมกายยกย่องมากมายไม่เคยได้รับมาก่อนนั้น ถึงวันตกต่ำ จะได้รับการเหยียบย่ำเช่นไร

เพราะพูดก็พูดนะ คำพูดของนายองอาจครั้งนี้ ไม่พูดเสียเลยยังจะดีเสียกว่า แต่ความซื่อใสขององอาจก็ย่อมจะสามารถ "ถ่ายทอด" จากครูบาอาจารย์และกัลยาณมิตรได้อย่างที่เรียกว่า..ไร้เดียงสา จึงเชื่อว่า คิดจริง พูดจริง และทำจริง !

 

 

 

องอาจ ธรรมนิทา โฆษกธรรมกาย

 

 

องอาจโต้หมอมโน อดีตพระพรหมเมธีไม่ได้ไปพักวัดธรรมกายที่เยอรมนี

องอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์ วัดพระธรรมกาย ยัน 'อดีตพระพรหมเมธี' ไม่ได้ไปพักอยู่ที่วัดธรรมกาย สาขาที่ เยอรมนี ซัด 'หมอมโน' ให้ข่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

วันที่ 8 มิ.ย. นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์ วัดพระธรรมกาย กล่าวในรายการ ถามตรงๆ กับจอมขวัญ กรณี นายแพทย์มโน เลาหวนิช กล่าวหา เจ้าคุณท่านหนึ่งของวัดพระธรรมกายว่าให้ความช่วยเหลือ "อดีตพระพรหมเมธี" ที่หลบหนีไปอยู่ที่ประเทศเยอรมนี ว่า วัดธรรมกาย ได้ออกแถลงการณ์สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย จริงๆ แล้ว เกิดจากการคาดการณ์ของสื่อมวลชนบางสำนัก เกี่ยวกับพระพรหมเมธี ว่าไปพักที่สาขาของวัดที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งทางวัดก็ขอปฏิเสธข่าวดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่ทราบจุดประสงค์ของพระพรหมเมธี ซึ่งขณะนี้เองทั้งหน่วยราชการ และสื่อมวลชนต่างๆ ยังไม่มีโอกาสพบตัวท่านแต่อย่างใด เรื่องราวที่นำเสนอทั้งหมดผ่านบุคคลคนหนึ่ง ที่พยายามจะเชื่อมโยงเรื่องทั้งหมด ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพียงข้อคิดเห็นและการคาดเดา ทำให้เกิดความสับสนของเรื่องทั้งหมดตอนนี้

นายองอาจ กล่าวต่อว่า ไม่ทราบบุคคลท่านนี้ ไปได้ข้อมูลมาจากไหน อ้างว่า ท่านเจ้าคุณ เดินทางจากไทยเมื่อวันที่ 24 พ.ค. แค่นี้ก็ไม่ตรงความจริงแล้ว คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เชื่อคาดการณ์ของสื่อมวลชนบางสำนักมากกว่า บุคคลท่านนี้ไม่ได้มาวัดธรรมกาย มา 30 ปีแล้ว

ถามนะครับว่า วัดธรรมกายจะได้อะไร ผมไม่เห็นประโยชน์ใดเลย

นายองอาจ กล่าวว่า จากเหตุการณ์นี้ ยันข้อมูลคลาดเคลื่อนแน่นอน ประเด็นแรก ท่านเจ้าคุณเดินทางปฏิบัติศาสนกิจจริง ไปวันที่ 31 พ.ค. กลับมาถึงไทย วันที่ 5 มิ.ย. ประเด็นที่สองไปทำไม ขอปฏิเสธท่านเจ้าคุณไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับพระพรหมเมธี ทั้งสิ้น ท่านมีกำหนดไปร่วมงานบุญวันอาทิตย์ต้นเดือน และพิธีหล่อพระในโอกาสร่วมพิธีครบรอบ 10 ปี วัดพระธรรมกายบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี เพราะท่านเจ้าคุณปฏิบัติศาสนกิจเป็นเจ้าอาวาสที่นั่น ท่านอยู่วัดตลอดเวลา เป็นการไปร่วมงานบุญปกติ ไปร่วมกิจกรรมงานบุญ ดังนั้น ผู้ให้ข่าวพาดพิงนั้น ข้อมูลคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงมากแล้ว ผมขอปฏิเสธในทุกกรณี ไม่มีช่วยเหลือใดๆ ไม่มีประโยชน์อะไรไปช่วยเหลือ 'พระพรหมเมธี' ในเรื่องนี้ อันนี้ คือ สิ่งที่อยากให้รับทราบนะครับ ยัน ท่านเจ้าคุณ อยู่วัดตลอดเวลา และไม่มีใครรู้ว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้น ยืนยันท่านมีภารกิจไปที่เยอรมนี ทั้งนี้ วัดพระธรรมกาย ไม่มีการช่วยเหลือใดๆ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แต่อย่างใด

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 9 มิถุนายน 2561

 

 

ธรรมกายเซย์โน หมอมโนเซย์เยส !

ธรรมกายปฏิเสธพาคุณจำนงค์หนี

ขณะที่หมอมโนชี้เป้าเข้าธรรมกาย

ใครจะแม่นกว่าใคร ?

 

 

พระวิเทศภาวนาธรรม (ไวโรจน์ วิโรจโน)

หมอมโนชี้ "ไวโรจน์" วัดธรรมกายบาวาเรีย เยอรมนี

คือคนที่อยู่เบื้องหน้าการลี้ภัยของเจ้าคุณจำนงค์

ส่วนเบื้องหลังนั้น คือ ทัตตชีโว

ภายใต้บารมีของ ธัมมชโย

 

 

 

ใครเอ่ย คนคุ้นเคยทั้งนั้น

 

 

น.พ.มโน เลาหวณิช อดีตศิษย์เอกของธัมมชโย

 

 

อา..และแล้วพระเอกของหนังเรื่อง "Catch me if you can" ภาคพิสดาร ก็เปิดผ่างออกมา เขามีชื่อว่า "ไวโรจน์" มีสมณศักดิ์เป็นที่ "พระวิเทศภาวนาธรรม" ประจำอยู่ ณ วัดพระธรรมกายบาวาเรีย เยอรมนี ซึ่งหมอมโนชี้ว่า "บินไปตั้งกองบัญชาการอยู่ที่แฟรงค์เฟิร์ตเพื่อรอรับเจ้าคุณจำนงค์ จนบิ๊กแป๊ะฟลาวน์ ต้องหิ้วแห้วกลับมามหาศาลถึง 14 ที่นั่งการบินไทย"

 

 

ธรรมกายปฏิเสธ เปล่าช่วยคุณจำนงค์ ขอให้ใช้วิจารณญาณ

 

 

ช่วงเอาคืนของธัมมชโยและทัตตชีโว

 

ธรรมกายปฏิเสธ ไม่เกี่ยวกับจำนงค์ และขอให้สื่อใช้วิจารณญาณในการนำเสนอข่าว ก็อยากจะบอกว่า "เพราะเขาใช้วิจารณญาณนะสิคุณ ถึงได้เสนอข่าวไปแบบนั้น ถ้าใช้พยานหลักฐาน จะหนักหนากว่านี้" งานนี้ ธัมมชโย แทงกั๊ก ช่วยก็ไม่บอก ไม่ช่วยก็ไม่บอก แต่ขอบคุณขอบใจลึกๆ ที่สื่อยกย่องให้ "อะไรๆ ก็ธัมมชโยทำ" โฆษณาให้ฟรีๆ โดยไม่ต้องไหว้วาน แบบนี้มีหรือพ่อใหญ่ไม่ชอบ เห็นข่าวแล้วคงหัวเราะเอิ๊กๆ "เอาอีก เอาอีก"

 

 

เส้นทางการหลบหนีของอดีตเจ้าคุณจำนงค์ บินวนไปรอบโลก ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยไล่ตั้งแต่ผู้บัญชาการยันพลตำรวจ ไล่กวดยังไงก็ไม่ทัน ขนาดบินไปถึงเยอรมันก็ยังไม่ได้เห็นหน้า นับว่าวิชานารายณ์พันหน้านั้นขลังนัก ในประวัติศาสตร์ นอกจาก "สมเด็จโต-วัดระฆัง" ที่ใช้พรางตัวหนี ร.4 แล้ว ก็เห็นจะมีเจ้าคุณจำนงค์นี่แหละ ที่สำเร็จวิชานี้ และใช้อย่างได้ผล

ท้ายสุด เชื่อว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ คงต้องมีหมายเรียก "เจ้าคุณไวโรจน์" มาให้ปากคำ ในกรณีที่หมอมโนกล่าวหา ส่วนเจ้าคุณไวโรจน์จะฟ้องหมอมโนหรือไม่ ก็สุดแต่ใจปรารถนา

 

หมอมโน เปิดภาพ คนพาอดีตพระพรหมเมธีหนีไปเยอรมนี ขอบิ๊กแป๊ะเรียกสอบ

 

หมอมโน เปิดภาพยัน เครือข่ายวัดธรรมกายอยู่เบื้องหลังพา อดีตพระพรหมเมธีหนีไปเยอรมนี ขอบิ๊กแป๊ะเรียกพระผู้ใหญ่ปรากฏในภาพมาสอบ หลังเพิ่งเดินทางกลับจากเยอรมนี ย้ำ ยากที่รัฐบาลไทยตามตัวผู้ต้องหาได้ใน 3 วัน เพราะแม้ถูกตัดสินให้ส่งตัวกลับ ก็ยังมีสิทธิ์อุทธรณ์คดีได้

วันที่ 7 มิ.ย. นายแพทย์ มโน เลาหวนิช กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ กรณี "อดีตพระพรหมเมธี" หรือ เจ้าคุณจำนงค์ เอี่ยมอินทรา อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กทม. หนีไปเยอรมนี ถึงขนาด ผบ.ตร. กับคณะ บินไปรับตัวกลับมาดำเนินคดี แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ตัวกลับมา ว่า ตนไม่รู้จักกับ "สีกาจุ๋ม" ที่ปรากฏเป็นข่าว ที่เป็นคนพา อดีตพระพรหมเมธี หลบหนีไปเยอรมนี แต่อย่างใด แต่ส่วนตัวยืนยันได้ว่า ทั้งหมดเป็นเครือเดียวกันกับข่ายวัดธรรมกาย ที่เป็นสาขาอยู่ในประเทศลาว ซึ่งได้ร่วมกันพาพระพรหมเมธี หลบหนีออกไปอย่างแน่นอน ส่วนตัวไม่เชื่อว่า เครือข่ายวัดพระธรรมกาย จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ฟันธงได้ว่า รัฐบาลไทยไม่มีทางได้ตัว "อดีตพระพรหมเมธี" กลับมาดำเนินคดีในเร็ววันได้อย่างแน่นอน "อย่าว่าแต่ 3 วัน หรือ 3 เดือน เลย เพราะอย่าลืมว่า ตามกระบวนการกฎหมายของเยอรมนี การพิจารณาขอให้ส่งตัวกลับประมาณ 2 เดือน แต่ผู้ต้องหาก็ยังมีสิทธิ์อุทธรณ์คดีได้อีก ซึ่งรัฐบาลไทยตอนนี้ประมาท เป็นฝ่ายเสียเปรียบแล้ว เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทางนั้นก็ไม่ค่อยต้อนรับ ยิ่งหากรัฐบาลไทยมีการเลือกตั้งใหม่ในเดือน ก.พ. 62 ที่จะถึงนี้แล้วมีรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมา ก็ต้องมีการทำเรื่องขอตัวไปใหม่ ซึ่งก็จะยิ่งยุ่งยากขึ้นไปอีก" นพ.มโน กล่าว  

อย่างไรก็ตาม นพ.มโน ขอฝากไปยัง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เพิ่งเดินทางกลับจากเยอรมนี เมื่อวานที่ผ่านมา ว่า ให้เร่งเรียกตัว "เจ้าคุณวิเทศภาวนาธรรม ไวโรจน์ วิโรจโน" ในรูปถ่าย เมื่อปี 2557 ซึ่งภาพถ่ายในวัดพระวัดพระธรรมกายนี้ ถ่ายเมื่อวันที่ได้รับแต่งตั้งเป็น"เจ้าคุณชั้นสามัญ"พร้อมกัน 4 รูป โดยพระองค์ที่นั่งอยู่ทางซ้ายสุด หมอมโนฯ ระบุว่า เป็นผู้บินไป จัดหาทีมทนาย ให้กับ "อดีตพระพรหมเมธี" ที่เยอรมนี ซึ่งเชื่อว่า มีการเตรียมการไว้อย่างดีไว้ก่อนหน้า  เพราะต้องมีการพิมพ์เอกสารเป็นภาษาเยอรมัน โดยออกเดินทางไปตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. 2561 และเพิ่งเดินทางกลับมาก่อน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผบ.ตร.จะเดินทางกลับ เมื่อวานที่ผ่านมา (6 มิ.ย.2561) ขอให้ ผบ.ตร. เรียกตัวพระสงฆ์องค์ดังกล่าว (ในวงกลมสีขาวมาสอบสวน) ว่า เหตุใดจึงเดินทางไปประเทศเยอรมนีในช่วงเวลาดังกล่าว แล้วเพิ่งเดินทางกลับเข้าไทยมา 

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 8 มิถุนายน 2561

 

 

ิ๊กแป๊ะหลบนักข่าว !

บินเงียบกลับจากเยอรมัน

ไร้เงาเจ้าคุณจำนงค์บน 14 ที่นั่งการบินไทย

 

 

ฮ่ะๆ เตะเข้าประตูตัวเองหรือเปล่า แป๊ะ ?

บินไปรับเจ้าคุณจำนงค์ ไฉนกลับมามือเปล่า

เห็นเขาว่าจองตั๋วยกโซน ยกโซนหรือยกเลิก

(คนล้มอย่าข้าม พี่ วันพระไม่ได้มีวันเดียว)

 

 

ธัมมชโย - ทัตตชีโว

สองสหายผู้ให้บทเรียนยิ่งใหญ่แก่บิ๊กแป๊ะและบิ๊กตู่

จับที่เมืองไทยไม่ได้ จับที่เมืองนอกก็ไม่ได้

จับไม่ได้เลย ไม่ว่าที่ไหนในโลกใบนี้

ตายไปแล้วก็อาจจะห้ามสวรรค์ห้ามนิพพาน เพราะสวรรค์ชั้นดุสิตบุรี รวมทั้งอายตนิพพานนั้น ถูกธรรมกายยึดครองไปแล้ว

 

 

ลืมห้อยหลวงพ่อโกย จะได้ไล่ทันเจ้าคุณจำนงค์ เสียดาย

 

 

อา..ธรรมดาล่ะฮ่ะ ถ้าได้ตัวเจ้าคุณจำนงค์กลับมา แบบว่า "หิ้วปีก" เหมือนพุทธะอิสระ งานนี้ก็ต้อง "ตั้งโต๊ะแถลงข่าว" โชว์ผลงานให้เอิกเกริก แต่เมื่อพลาด ทุกอย่างก็เกม ให้ลูกน้องรับหน้าแทน เป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปว่าบิ๊กแป๊ะแกเลย

อย่างไรก็ดี งานนี้ ต้องถือว่าเป็นชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ต่อคณะรัฐบาลไทยของ ฯพณฯ ธัมมชโย ที่สามารถ "ล้างอาย" ได้สำเร็จ คุ้มครองโลก คุ้มครองคนในสังกัด ระดมกำลังส่งร่มชูชีพเข้ากู้ชีพ "คุณจำนงค์" ได้แบบว่าเส้นยาแดงผ่าแปด แถมมีทีม "บิ๊กแป๊ะ" แกะรอยตามล่ามาติดๆ ยิ่งกว่าหนังตามล่าท้านรกอะไรประมาณนั้น

เทียบฟอร์มแล้ว ถ้าเล่นในบ้านแล้ว ธัมมชโยอาจจะแพ้แก่ คสช. แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นสนามใหญ่ระดับโลกแล้ว ต่อให้ขนไปทั้ง "บิ๊กตู่-บิ๊กแป๊ะ-บิ๊กป้อม" ทั้ง ครม. ทั้งกระทรวงต่างประเทศ ก็สู้ทีม "ธรรมกาย" ไม่ได้ เห็นได้ชัดเลยว่า การทำงานของข้าราชการไทยในต่างประเทศนั้น ยังห่างชั้นพระธรรมทูตไทยอยู่หลายขุม ไม่ใช่คุย แต่ถามสิว่า ถ้ามิใช่พระธรรมทูตไทย (สายธรรมกาย) ช่วยเหลือแล้ว บัดนี้ อดีตเจ้าคุณจำนงค์มิเป็นหมูในอวยให้บิ๊กแป๊ะแทะโชว์โก้ไปแล้วหรือ ?

สรุปว่า ปฏิบัติการ "ฟ้าสางล้างดงขมิ้น" ที่ "บิ๊กตู่-บิ๊กแป๊ะ" ประสานงาน ส่งกำลังเข้าล้อมและจับกุม เริ่มตั้งแต่หัวค่ำ วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ถึงตอนเช้า จึงเข้าชาร์จ สามารถจับกุมได้เพียง 2 รูป คือ เจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา กับพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย ที่เหลือเป็นเพียงไม้ประดับ

ส่วนเจ้าคุณธงชัยนั้น ตำรวจเข้าตรวจวัดสระเกศถึง 2 รอบ ก็ยังไม่พบตัว ทั้งๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในวัด เช็คกล้องวงจรปิดทั่วกรุงเทพฯ แล้ว ไม่มีเบาะแสว่าไปทางไหน ถ้าไม่แสดงฤทิ์หายตัวไป ก็แสดงว่าหาไม่เจอ แต่สุดท้ายเจ้าคุณธงชัยใจอ่อน เห็นพระเด็กๆ และญาติโยมถูกจับตัวไปขังเป็นประกันไว้มากมาย จะหนีเอาตัวรอดคนเดียวมันน่าอายใจ จึงตัดสินใจ "เดินหน้าเข้าคุก" แบบนี้สิ นักเลงภูเขาทองตัวจริง ไม่ต้องให้บุกทุบประตูหิ้วปีกออกมาเหมือนพุทธะอิสระ

ช่วงที่เจ้าคุณธงชัยยังไม่มอบตัวนั้น บิ๊กแป๊ะ-พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา คำรามปานฟ้าผ่า สั่งตำรวจ "ทั่วประเทศไทย" ให้ระดมกันกดดันและจับกุมเจ้าคุณจำนงค์-ธงชัย มาให้ได้ ไม่ว่าจับเป็นหรือจับตาย ถือว่าขยายเขตปฏิบัติการครอบคลุมประเทศไทย จากเป้าหมายหลักเพียง 4 แห่ง คือ วัดสระเกศ วัดสามพระยา วัดสัมพันธวงศ์ และวัดอ้อน้อย ใช้ตำรวจไม่เกิน 400 นาย ขยายผลเป็นใช้กำลังพล "ทั้งประเทศ" ไล่จับพระเพียง 2 รูป ตลกสิ้นดี

บิ๊กแป๊ะ ส่อท่าน็อตหลวม เมื่อจู่ๆ ก็ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ "รุกล้ำ" ข้ามแดนลาว ไล่ตะครุบลูกชายคนสนิทเจ้าคุณจำนงค์ แต่โดนซ้อนแผน โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจลาวเข้าล้อมไว้ทั้งชุด ต้องเจรจาขอปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมและกลับมาแบบว่า "มือเปล่า" เป็นยกแรก

จากนั้น ปฏิบัติการฟ้าสาง ก็ขยายเวลาเป็น "อินเตอร์เนชั่นแนล" ไม่จำกัดโซนและวันเวลา เมื่อรู้ว่าเจ้าคุณจำนงค์หนีมุ่งหน้าไปทางเขมร เป้าหมายอยู่ที่ "เวียตนาม" เป็นจุดใหญ่ ก่อนจะบินไปที่ไหนซักแห่งในโลก ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นทวีปยุโรป เพราะที่นั่นสิทธิมนุษยชนแรงมาก กระทรวงการต่างประเทศสั่งยกเลิกพาสปอร์ตเจ้าคุณจำนงค์โดยฉับพลัน เพื่อสกัดไม่ให้ขึ้นเครื่อง แต่ก็ยังช้าเกินไป รู้ข่าวอีกทีเจ้าคุณจำนงค์อยู่ที่ "แฟรงค์เฟิร์ต" เรียบร้อยแล้ว ไวปานเหาะ

บิ๊กแป๊ะเช็คข่าวชัวร์ๆ มั่นใจว่าต้องได้ตัวกลับมาขังรวมกับอดีตเจ้ากู เพราะทางการเยอรมันถามกลับมายังทางการไทย เรื่องพาสปอร์ตสีน้ำเงินของเจ้าคุณจำนงค์ ครั้นทราบว่าถูกยกเลิกแล้ว ก็ไม่ยอมให้เข้าประเทศ สั่งกักบริเวณไว้ จนกว่าจะได้เวลา "ส่งกลับ" ประเทศต้นทาง ซึ่งการกักตัวนั้นจะใช้เวลาสูงสุดเพียง 7 วัน ขืนกักไว้นานก็เปลืองข้าวน้ำ นั่นคือตัวเร่งให้ "บิ๊กแป๊ะ" ตัดสินใจ "บินด่วน" ไปเยอรมนี เพื่อที่จะ "หิ้วปีก" เจ้าคุณจำนงค์กลับไทย ปิดจ็อบ ปิดท้ายรายการ "ฟ้าสางล้างดงขมิ้น" โดย..การบินไทย เห็นภาพไหม ว่ามันยิ่งใหญ่อลังการ บิ๊กแป๊ะ-ผู้บัญชาการตำรวจไทย จะได้รับการบันทึกไว้ว่าเป็น "ตำรวจโลก" หรือ "ตำรวจสากล" ในวันที่ 7 มิถุนายน ศกนี้

นี่คือ ความฝันอันสูงสุด ของใครเอ่ย เห็นแสงทองผ่องอำไพ ในวันบินไปเยอรมนี มีการกระชับความมั่นใจถึงขนาด "สั่งจองที่นั่งการบินไทยทั้งโซนถึง 14 ที่นั่ง กะจะสอบสวนให้เสร็จก่อนเครื่องแตะรันเวย์สุวรรณภูมิด้วยซ้ำ"

แต่ตำรวจไทยที่เก่งกาจ รู้ทุกเรื่องในเมืองไทย ก็กลับกลายเป็น "อ่อนหัด" ไปในพริบตา เมื่อมีมือที่มองไม่เห็น ยื่นเรื่อง "ขอลี้ภัย" ให้อดีตเจ้าคุณจำนงค์ ทำนองสลับไพ่ จากพาสปอร์ตไทยที่ไร้แต้ม กลายเป็น "คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และกำหนดไต่สวน 2 เดือน แถมขอยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 1 ปี" ไพ่ใบนี้ ถูกเกทับจากมือของใครก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเล่นเอา ผบ.ตร. ของไทย ต้องยกเลิกการบินไทยเที่ยว "ยกโซน" แต่แอบบินกลับมาอย่างเงียบๆ หนีหน้านักข่าว ไม่ยอมให้สัมภาษณ์

เจ้าคุณจำนงค์นั้น หนีตายจากไทย ไปรอดตายที่เยอรมนี แต่บิ๊กแป๊ะ แจ้งเกิดจากไทย แต่ไปตายที่เยอรมนี มีความแตกต่างกันดังนี้แหละ ในปฏิบัติการ..ฟ้าสางล้างดงขมิ้น ก็ไม่รู้นะว่า ล้างดงขมิ้นคราวนี้ ดงสีกากีจะโดนล้างด้วยหรือเปล่า เพราะเห็นว่า ครม.บิ๊กตู่ ก็ซวยด้วย

 

 

 

From Hero to Zero !

 

 

 

From Zero to Hero !

 

I  SURVIVED !

พระรอดรุ่นใหม่ ปลุกเสกในเยอรมนี

 

 

จักรทิพย์วืด ! จับ พระพรหมเมธียื่นลี้ภัยคุ้มครอง 2 เดือน เยอรมันเมินคำร้อง ผบ.ตร.

 

ผบ.ตร.พร้อมคณะกลับถึงไทยแล้ว หลังจากไปรับตัว "อดีตพระพรหมเมธี" ที่เยอรมนี แต่เนื่องจากอดีตพระพรหมเมธียื่นขอลี้ภัยไว้ ทำให้ได้รับการคุ้มครองชั่วคราว 2 เดือน จึงยังไม่ได้ตัวกลับมาดำเนินคดี เหลือ ผบช.สตม.ประสานงานเยอรมนีเพื่อนำอดีตพระพรหมเมธีกลับ


วันนี้ (6 มิ.ย. 2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางกลับจากประเทศเยอรมนี ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อเวลาประมาณ 12.35 น. โดยเที่ยวบิน TG 923 พร้อมด้วย พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รองผู้บังคับการปราบปราม และ พ.ต.อ.กกฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ไม่มีพระจำนงค์ เอี่ยมอินทรา หรืออดีตพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ผู้ต้องหาคดีทุจริตเงินทอนวัดกลับมาด้วย


ทั้งนี้ จากจับตาของสื่อมวลชนที่ไปปักหลักรอจำนวนมากที่ประตู 5 ชั้น 2 ฝั่งผู้โดยสารขาเข้า ปรากฏว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์เดินออกมาทางประตู 10 ฝั่งผู้โดยสารขาออก ชั้น 4 ในเวลา 12.50 น. เพื่อเลี่ยงสื่อมวลชน สอดคล้องกับข้อมูลที่สอบถามผู้โดยสารในเที่ยวบินดังกล่าวที่เดินทางจากสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ยืนยันว่าพบผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติโดยสารมาในเที่ยวบินดังกล่าว แต่ไม่พบว่ามีอดีตพระพรหมเมธีร่วมเดินทางมาด้วย


มีรายงานว่าพล.ต.อ.จักรทิพย์ มอบหมาย พล.ต.อ.สุทธิพล วงศ์ปิ่น ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และทีมงานส่วนหนึ่ง รอที่ประเทศเยอรมนี เพื่อประสานงานต่อไป

ส่วนสาเหตุที่การประสานขอรับตัวผู้ต้องหาจากทางการเยอรมนีครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากอดีตพระพรหมเมธี ได้ชิงยื่นเรื่องขอลี้ภัยกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเยอรมนี โดยอ้างประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์พิเศษกฎหมายไม่ได้มาจากประชาชน ทำให้ไม่มั่นใจกับกระบวนการยุติธรรม และตามกระบวนการอดีตพระพรหมเมธี จะได้รับการคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาคำร้องขอลี้ภัย ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ขณะที่คณะของพล.ต.อ.จักรทิพย์พยายามเจรจากับฝ่ายเยอรมนีโดยขอความร่วมมือให้พิจารณาคำร้องฯ ภายใน 3 วัน แต่สุดท้ายต้องผิดหวังไม่ได้ตัวอดีตพระพรหมเมธีกลับมา


สำหรับขั้นตอนการเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเรื่องของการขอลี้ภัย ทางการเยอรมนีจะต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายๆ ด้าน ประกอบด้วย 1. การขอลี้ภัยทางการเมือง 2. การขอลี้ภัยในประเภทฐานะผู้ลี้ภัย 3. การขอรับความคุ้มครองเพียงบางส่วน 4. การขอคุ้มครองเพื่อไม่ให้ถูกส่งไปยังประเทศต้นทาง


ทั้งนี้กรณีของอดีตพระพรหมเมธีคาดว่ายื่นคำขอลี้ภัยโดยให้เหตุผลว่า ถูกกลั่นแกล้งดำเนินคดี ถูกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุผลทางการเมือง ศาสนา เชื้อชาติ ละเมิดพื้นฐานความเป็นมนุษย์ ซึ่งหากการขอลี้ภัยถูกปฏิเสธ อดีตพระพรหมเมธี ยังมีสิทธิยื่นคำขออุทธรณ์ต่อไปได้อีก ดังนั้นเมื่อทางการเยอรมนีตัดสินใจนำตัวอดีตพระพรหมเมธีเข้าสู่กระบวนการศาลแล้ว การดำเนินการตามขั้นตอนกว่าจะเสร็จสิ้น อาจต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 1 ปี


ขณะที่การขอความร่วมมือ เรื่องส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน จากข้อมูลของกองการต่างประเทศ พบว่าไทยกับเยอรมนี ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน มีเพียงสนธิสัญญาโอนตัวนักโทษ ที่มีมาตั้งแต่ปี 2536 เท่านั้น

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 7 มิถุนายน 2561

 

หลวงพ่อสวัสดิ์จ่อนั่งสมภารวัดสระเกศ !

 

หลังสิ้นยุคเจ้าคุณเสนาะ-เจ้าคุณธงชัย

 

 

พระธรรมพุทธิวงศ์

(สวัสดิ์ อตฺถโชโต น.ธ.เอก ป.ธ.5 พธ.บ.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธาราม วาลแวกซ์ เนเธอแลนด์

ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ว่าที่เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

 

 

พระธรรมพุทธิวงศ์ นำคณะสงฆ์วัดสระเกศ ประกอบพิธีวันวิสาขบูชา เมื่อ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ท่ามกลางข่าวร้ายของวัด เมื่อเจ้าอาวาส-พระพรหมสิทธิ ถูกหมายจับและถอดสมณศักดิ์ ถือว่าเป็นการแสดงบทบาท "ผู้นำ" ในท่ามกลางวิกฤติการณ์

 

 

พระสงฆ์อาวุโสในวัดสระเกศที่เหลืออยู่

จากซ้าย พระธรรมพุทธิวงศ์ พระเทพรัตนมุนี ฯลฯ

 

หลวงพ่อสวัสดิ์ นำพระสงฆ์เวียนเทียน วันวิสาขบูชา

 

 


ลงพระอุโบสถทำสังฆกรรม

 

 

มอบหนังสือสื่อการเรียนธรรม

 



ทักษิณานุปทาน

 

 

การประชุมมหาเถรสมาคม วันที่ 30 พฤษภาคม ที่ผ่านไป นอกจากจะรับทราบการถอดถอน "ตำแหน่ง-สมณศักดิ์" พระมหาเถระกรรมการมหาเถรสมาคม จำนวน 3 ท่าน อันได้แก่ พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) วัดสระเกศ พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) วัดสามพระยา และพระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) วัดสัมพันธวงศ์ ไปแล้ว ต่อจากนั้น มหาเถรสมาคมได้รับทราบการแต่งตั้ง "รักษาการเจ้าคณะภาค 10 (มหานิกาย) เจ้าคณะ กทม. (มหานิกาย) และเจ้าคณะภาค 4-5-6-7 (ธรรมยุต)" ถึงจะยังไม่ตั้งตัวจริง แต่ก็ถือว่าได้ผู้ทำหน้าที่แทนไปแล้ว..ชั่วคราว

แต่สำหรับตำแหน่งสำคัญ 3 เก้าอี้ อันได้แก่

1. ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ อันเป็นของพระพรหมสิทธิ มาแต่เดิม ซึ่งมีงานสำคัญรออยู่ไม่ไกลในปลายเดือนนี้ คือการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ณ วัดอตัมมยตาราม เมืองซีแอ๊ตเติ้ล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ถ้าไม่มีประธานสำนักงานพระธรรมทูต ก็ไม่รู้จะเปิดประชุมกันอย่างไร ดังนั้น เชื่อว่า ในการประชุมครั้งหน้า มส. คงจะสามารถหาพระมาดำรงตำแหน่งนี้ได้

2. เจ้าอาวาสวัดสามพระยา ของเจ้าคุณเอื้อน ถือว่าไม่น่าห่วง เพราะในวัดยังมีพระที่มีอาวุโสและได้รับการยอมรับจากพระเณรทั้งวัด ทั้งนี้ วัดสามพระยาไม่เคยมีปัญหาแตกแยกเหมือนวัดสระเกศ จึงถือว่าเปลี่ยนผ่านอำนาจได้ง่าย

3. เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ของอดีตสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และของอดีตเจ้าคุณธงชัย ซึ่งวัดสระเกศนั้นเป็นวัดใหญ่ ถึงขนาดต้องแบ่งให้รองเจ้าอาวาสปกครองคนละครึ่งมาตั้งแต่สมัย "สมเด็จพระสังฆราช ญาโณทยมหาเถร" ซึ่งได้บัญชาให้ "พระมหาจำนงค์ ชุตินฺธโร" กับ "พระมหาเกี่ยว อุปเสโณ" ได้ช่วยกันปกครอง แบ่งกันคนละครึ่งวัด ปรากฏว่าเรียบร้อยด้วยดี

สมเด็จเกี่ยว จึงดำเนินตามปฏิปทาของอดีตเจ้าอาวาส แบ่งวัดให้ "เจ้าคุณเสนาะ-เจ้าคุณธงชัย" ปกครองคนละครึ่ง แต่ไม่ได้แบ่งเป็นคณะเหมือนสมัยพระสังฆราชอยู่ แต่แบ่งอำนาจและการเงินออกจากกัน ปรากฏกว่าอำนาจและเงินทองไม่เข้าใครออกใคร ไม่มีพี่ไม่มีน้อง สองพรหมวัดสระเกศเลยเปิดศึกห้ำหั่นกัน ภายหลังงานศพสมเด็จเกี่ยวผู้เป็นพ่อ จนกระทั่งเจ้าคุณเสนาะตัดสินใจฆ่าตัวตาย ส่วนเจ้าคุณธงชัยก็พลาด ถูกจับสึกไปหมาดๆ หลังวิสาขบูชาที่ผ่านมา

 

 

 

เจ้าคุณสุรชัย พระเทพรัตนมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

 

 

แต่วัดสระเกศนั้นเป็นวัดใหญ่และมีศิษย์หามากมายหลายระดับ แรกนั้นก็คิดว่าคงจะสิ้นสายสมเด็จเกี่ยวแล้ว อาจจะถูกยึดครองโดยพระต่างวัด เพราะพระเทพรัตนมุนี หรือเจ้าคุณสุรชัย ซึ่งเป็นผู้มีตำแหน่งทางการปกครองสูงสุดที่ยังเหลืออยู่นั้น ก็ถือว่ายังเด็ก อายุแค่ 52 พรรษา 32 ถึงจะเป็นเจ้าคณะภาค 12 แต่บารมียังไม่แก่กล้าสำหรับการขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เพราะถ้านับลำดับพรรษากันแล้ว ในวัดสระเกศยังมีพระที่อาวุโสกว่าเจ้าคุณสุรชัยอีกหลายรูป ซึ่งก็คงไม่ง่ายที่จะปกครองกันอย่างละมุนละม่อม ถึงเจ้าคุณสุรชัยจะเป็นคนอ่อน แต่มันจะกลายเป็น "อ่อนแอ" ไป ไม่ใช่..อ่อนโยน

ปัญหาภายในวัดสระเกศเวลานี้ ใช่มีแต่ตำแหน่งเจ้าอาวาสเท่านั้น หากแต่เมื่อเจ้าคุณสังคม เจ้าคุณเทอด เจ้าคุณบุญทวี ฯลฯ ต่างพาเหรดเข้าคุก ทิ้งเก้าอี้ "ผู้ช่วยเจ้าอาวาส-เจ้าคณะภายในวัด" ไว้หลายตัว ก็ย่อมเป็นที่หมายปองของพระที่ยังคงอยู่ และนั่นคือ มหกรรมกีฬาสีที่เพิ่งจะเริ่มต้น เวลานี้ สายเจ้าคุณธงชัยถูกโค่นไปแทบหมด สายเจ้าคุณเสนาะกลับเข้ามายึดครองวัด เพราะตอนที่เจ้าคุณธงชัยครองวัดนั้น สายนี้ก็ถูกกีดกัน บางรูปถึงกับระเห็จออกจากวัดไปอยู่เมืองนอก แต่เมื่อเจ้าคุณธงชัยพลาด สายนี้ก็กลับมาผงาดอีกอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา สังเกตว่าวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา พระที่ออกบิณฑบาตต้นสายหลายรูป หน้าตายิ้มแย้ม ทั้งๆ ที่วัดโดนพายุอยู่โครมๆ เป็นเรื่องแปลกแต่จริง

เท้าความหลังกลับไป เมื่อสิ้นเจ้าคุณเสนาะ ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 ก็ว่าง รองเจ้าคณะภาคคือ เจ้าคุณสุรชัย ยังเด็ก เป็นเพียงชั้นราช คาดว่าน่าจะมีการตั้งพระเถระจากที่อื่น "ข้ามห้วย" เข้ามากินตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 แต่ฝีมือการต่อรองของ "พระพรหมสิทธิ" นั้นยอดเยี่ยม สามารถล็อกตำแหน่งไว้ในวัดสระเกศทั้งหมด ไม่มีหลุดออกไปให้วัดอื่นเลย ทั้งๆ ที่มีข่าวว่า "เจ้าคุณธงชัย-วัดไตรมิตร" ก็หมายตาเป็นมัน แต่ตอนนั้น เจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศ เป็นคนโปรดของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ทำงานเข้าตา แบบว่าขออะไรก็ให้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท) วัดไตรมิตร เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก จำต้องยอมให้วัดสระเกศครองอำนาจในภาค 12 ต่อไป

มาถึงเวลานี้ สถานการณ์เปลี่ยนไปแทบสิ้น สมเด็จช่วงไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชแล้ว เจ้าคุณเอื้อนก็ไม่ได้เป็นเจ้าคณะ กทม. สมเด็จสนิทวัดสระเกศก็ไม่ได้คุมหนกลาง อำนาจในการพิจารณาตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ จึงอยู่ที่ "รักษาการเจ้าคณะ กทม." คือพระธรรมสุธี (นรินทร์ นรินฺโท) วัดหัวลำโพง ซึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็น "รักษาการ" ไปหมาดๆ จะคิดเองเออเองก็เกรงจะไม่ปลอดภัย เดี๋ยวจะชวดตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. ตัวจริงไป ดังนั้นจึงต้องอิงผู้ใหญ่เข้าไว้ ผู้ใหญ่ในสายงานส่วนกลางก็คือ เจ้าคณะภาค 1 และเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

เจ้าคณะภาค 1 คือมหาสายชล วัดชนะสงครามนั้น เป็นเด็กในคาถาสมเด็จสมศักดิ์พระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง จึงสรุปได้ว่า อำนาจชี้เป็นชี้ตายในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศก็คือ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) วัดพิชัยญาติ ซึ่งมีเลขาคือ มหาบุญเทียมกำลังโดนคดีเงินทอนวัดอยู่นั่นเอง

นั่นว่ากันตามสายงาน แต่ถ้าดูบุคคลากรในสายวัดสระเกศแล้ว ถึงแม้ภายในวัดจะจำกัดอย่างยิ่ง แต่เมื่อดูไปนอกวัด ก็พบว่า ยังมีพระเถระผู้ใหญ่อยู่อีกรูปหนึ่ง คือ พระธรรมพุทธิวงศ์ (สวัสดิ์ อตฺถโชโต) เจ้าอาวาสวัดพุทธาราม เมืองวาลแวกซ์ ประเทศเนเธอแลนด์ อายุพรรษาสูงถึง 88 ปี แถมมีตำแหน่งเป็นถึงประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ด้านประวัติการศึกษาและหน้าที่การงานนั้นก็ไม่ธรรมดา เป็นเปรียญ 5 พุทธศาสตร์บัณฑิต และเคยผ่านงานทั้งเป็นครูบาอาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. มาก่อน ก่อนจะออกนอกประเทศไปรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพุทธาราม เนเธอแลนด์ ตามบัญชาของสมเด็จพระพุฒาจารย์เกี่ยว จนได้รับเลือกจากพระธรรมทูตไทยทั่วทวีปยุโรปให้ดำรงตำแหน่ง "ประธานสหภาพพระธรรมทูต" มาหลายสมัย ถึงปัจจุบันก็ยังคงดำรงตำแหน่ง แถมยังสุขภาพแข็งแรง

ดังที่กล่าวว่า ถ้าให้เจ้าคุณสุรชัยขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ก็เชื่อว่าจะไม่สงบ เพราะเจ้าคุณสุรชัยยังเด็ก และในวัดสระเกศยังมีรุ่นพี่ มีเขี้ยวเล็บหรือลวดลายอยู่อีกมากมายหลายรูป แถมขั้วอำนาจเก่าของเจ้าคุณธงชัยก็ยังไปไม่หมด สายเจ้าคุณเสนาะจะทำอะไรก็รับรองว่าโดนต้าน จนวัดสระเกศอาจจะแตกเป็นครั้งที่สาม ถ้าไม่มีพระผู้ใหญ่ที่มีบารมีและเป็นกลางเข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในช่วงนี้ ช่วงเอาคืนของฝ่ายเจ้าคุณเสนาะ

บทบาทการนำของหลวงพ่อสวัสดิ์นั้น ฉายออกมาทันที เมื่องานวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา ขณะเจ้าคุณธงชัย เจ้าอาวาสวัดสระเกศ กำลังหนีหมายจับอยู่นั้น พระธรรมพุทธิวงศ์ ก็เดินออกนำหน้าพระเทพรัตนมุนี (เจ้าคุณสุรชัย) ต้อนรับญาติโยมที่ยังรักวัดสระเกศ ถึงเจ้าอาวาสจะมีภัยไม่อยู่แล้ว ก็ยังห่วงพระลูกพระหลาน ฝืนยิ้มทั้งน้ำตา นำข้าวปลาอาหารมารอใส่บาตร พอได้เห็นหลวงปู่สวัสดิ์ วัย 88 ปี สู้อุตส่าห์บินจากเนเธอแลนด์มาเดินนำหน้า ประกาศให้ชาวประชารู้ว่า "กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี" เห็นเช่นนี้ ญาติโยมก็มีกำลังใจ

และนั้นคือ ก้าวสำคัญของพระธรรมพุทธิวงศ์ หรือหลวงพ่อสวัสดิ์ และมหาเถรสมาคมคงจะได้หยิบยกขึ้นมาพิจารณา หาผู้เหมาะสมสำหรับนาวาลำใหญ่ ในนาม "เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร" รูปต่อไป

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 1 มิถุนายน 2561

 

ยกเลิกทุกตำแหน่ง !

 

ตั้งแต่เจ้าอาวาสขึ้นไป แต่..

แต่ยังไม่กล้าแตะ..สมเด็จพระสังฆราช

ไพบูลย์เจ้าเก่าเสนอปฏิรูปสงฆ์ !

 

 

 

อา..ถามว่า ถ้ายกเลิกตำแหน่งเจ้าอาวาสและเจ้าคณะทุกระดับไปแล้ว จะเอาอะไรมาใช้ปกครองคณะสงฆ์ไทย ไพบูลย์ก็ตอบว่า "ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาบริหารวัดแทน" เชื่อว่าจะตอบโจทย์ได้ทุกข้อ แต่ก็มีคำถามตามมาอีกว่า เชื่อได้อย่างไรว่าจะแก้ไขปัญหาพระศาสนาได้ และถ้าแก้ไม่ได้ จะทำอย่างไร

ปัญหาใหญ่นั้น ทุกคนมองไปว่า "เจ้าอาวาสและเจ้าคณะ" มีอำนาจมากเกินไป จึงต้อง "ลดอำนาจของเจ้าอาวาสลง" เรื่อยไปจนถึง..มหาเถรสมาคม นั่นก็ถูก แต่ถามว่า การแชร์อำนาจเจ้าอาวาสให้คณะกรรมการ "ช่วยกัน" ปกครองวัด นั้น จะไม่เป็นการสลายอำนาจจนไร้อำนาจ หรือบางทีอาจจะถูก "ยึดอำนาจ" โดยการอ้างประชาธิปไตยบังหน้าแทน ดังที่เคยมีคนให้คำนิยามว่า "เผด็จการประชาธิปไตย" บ้าง "เผด็จการรัฐสภา" บ้าง ดอกหรือ

คือว่า..ถ้าพิจารณาปัญหากันอย่างถ่องแท้แล้ว มิใช่อยู่ที่ตำแหน่งเจ้าอาวาสหรือเจ้าคณะไหนๆ แต่ปัญหาของคณะสงฆ์ไทยนั้นมันอยู่ที่ "ระบบการแต่งตั้ง"  ที่ไม่โปร่งใส และ "ระบบการตรวจสอบ"  ที่ไร้ประสิทธิภาพ

ระบบการแต่งตั้งนั้น ถ้าเทียบวัดกันแล้ว วัดบ้านนอก ซึ่งประชาชนเป็นผู้สร้างและดูแลวัดอยู่รายรอบนั้น จะไม่ค่อยมีปัญหา หรือมีก็น้อย เพราะเจ้าอาวาสมาจากประชาชน แต่วัดในกรุง ซึ่งไม่มีชุมชนดูแล โดยเฉพาะพระอารามหลวง ซึ่งแต่แรกนั้น พระเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งเจ้าอาวาสเอง จึงไม่ค่อยมีปัญหา ถึงมีก็จะโดนพระราชอำนาจสั่งปลดออกไป แต่ถึงสมัยประชาธิปไตย พระเจ้าแผ่นดินทรงไม่ยุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้ง เลยเปิดโอกาสให้มหาเถรสมาคม ตั้งกันเองเข้ามา แต่ยิ่งนานก็ยิ่งหละหลวม กลายเป็นการเล่นพรรคเล่นพวก ยกยกปอปั้นกันเองเป็นเจ้าเป็นนาย ถึงกับมีข้อครหาว่า ตำแหน่งทางสงฆ์ สามารถซื้อขายกันได้ ไม่ต่างไปจากวงการข้าราชการและนักการเมืองเลย ดังนั้น กระบวนการแต่งตั้งเจ้าคณะพระสังฆาธิการในตำแหน่งต่างๆ นั้น ควรจะปรับปรุงให้ทันสมัย ไม่ผูกขาดเหมือนเก่า แต่ก็ต้องแยกออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มวัดบ้านนอก กลุ่มวัดในเมือง และกลุ่มพระอารามหลวง เพราะมีโครงสร้างต่างกัน อย่าตีขลุมเหมือนนายไพบูลย์พูด

ต่อไปก็..การตรวจสอบ ระบบการตรวจสอบของคณะสงฆ์เป็นแบบ "รวมศูนย์" คือมหาเถรสมาคม รวมทั้งพระสังฆาธิการทุกระดับนั้น ได้รับอำนาจทั้ง 3 ฝ่าย คือ บริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ อยู่ในกลุ่มคนกลุ่มเดียวกัน ก็เป็นซูเปอร์เผด็จการของโลกที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว ดังนั้น เมื่อตนเองบริหารประเทศ และมีอำนาจออกกฎหมาย แถมท้ายยังมีอำนาจตรวจสอบเป็นตุลาการศาลสงฆ์เสียเอง แล้วจะตรวจสอบตัวเองได้อย่างไร ก็ตรวจสอบเฉพาะฝ่ายอื่นที่ตัวเองไม่ชอบเท่านั้นแหละ เหมือน คสช. นั่นแหละ ต่างกันตรงไหน ใครๆ ก็อ้างความชอบธรรมทั้งนั้น

นี่แหละคือปัญหาที่แท้จริง ส่วนตำแหน่งเจ้าอาวาสและพระสังฆาธิการต่างๆ นั้น ไม่ใช่ปัญหา จะยุบหรือไม่ยุบก็ไม่เกี่ยว เพราะถึงยุบเลิก แล้วให้มีคณะกรรมการเข้ามาบริหารช่วยกัน มันก็ต้องมีหัวหน้า มีตำแหน่ง "ประธานกรรมการบริหารวัด" อยู่ดี นี่ก็จะเป็นตำแหน่งทรงอิทธิพลใหม่ แทนเจ้าอาวาสและเจ้าคณะทุกระดับ

แต่ต้องดูให้ลึกว่า ถ้าเอาคนหลายคนมานั่งถกเถียงกันเรื่องวัด จะไปรอดเหรอ เพราะคนไทยใช้ที่ประชุมไม่เป็น ประชุมทีไรเป็นวงแตกทุกที มีปัญหาเรื่องสปิริต ไม่ชินกับการใช้ประชาธิปไตย เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นได้ยาก ไม่งั้นเผด็จการ คสช. ไม่ครองเมืองนานถึง 4 ปีหรอก ไม่มีโอกาสปฏิวัติด้วยซ้ำ

ไม่อยากบอกหรอกว่า ถึงจะยุบตำแหน่งเจ้าอาวาส และให้กรรมการ 7 ฝ่ายเข้ามาช่วยกันดูแล ผ่านการเลือกตั้ง ก็รับรองว่า "กรรมการทุกตำแหน่ง" จะตกเป็นฝ่ายเจ้าอาวาสหรือประธานกรรมการคนใหม่กันหมด ไม่ต่างไปจากซื้อเสียง แต่จะมีการ "กำจัดฝ่ายตรงข้าม" ด้วยซี เอาหัวเป็นประกันเลย รับรองว่าร้องเรียนกันอื้ออึง แต่ถึงตอนนั้นก็สายเกินไป เพราะแก้ไขไม่ทันแล้ว รอให้บิ๊กตู่ตายแล้วเกิดใหม่ และให้ยิ่งลักษณ์กลับมาเป็น "นายกฯหญิง" จึงค่อยให้บิ๊กตู่ปฏิวัติจับพระสึก แล้วฉีก พรบ.คณะสงฆ์ทิ้ง ในปี พศ.5000 แต่ก็ไม่ทันแล้ว ถึง พ.ศ.นั้นก็ไม่มีพระเณรแล้ว จะมีก็แต่ "ผ้าเหลืองห้อยหู" ดังคำทำนาย

จึงขอเตือนรัฐบาลว่า อย่าผลีผลาม อย่าวู่วามทำตามกระแส ปฏิรูปนั้นดีแน่ แต่ควรรอบคอบ  ต้องทำอย่างรัดกุม ต้องตั้งคณะกรรมการทั้งฝ่ายรัฐ ฝ่ายประชาชน และฝ่ายคณะสงฆ์ เข้าประชุมปรึกษาหารือกัน จึงค่อยสรุปความเห็นที่เป็นกลาง เพราะพระศาสนาเป็นของทุกฝ่าย มิใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แม้แต่รัฐบาลก็ตาม เชื่อหรือไม่ก็ตามใจ

 

 

 

 

จับตาข้อเสนอปฏิรูป มส. รื้อระบบปกครองคณะสงฆ์

จากสถานการณ์ที่มีพระเถระชั้นผู้ใหญ่เข้าไปเกี่ยวพันกับการทุจริตงบอุดหนุนวัด โดยพระและอดีตพระ 3 รูปเป็นถึงกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) จนถูกสมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้พ้นจากตำแหน่ง และล่าสุดยังมีพระราชโองการถอดถอนสมณศักดิ์พระที่ถูกดำเนินคดีทั้งหมด 7 รูป ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา

นอกจากนั้นยังมีหลักฐานเป็นเอกสารที่น่าเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการวิ่งเต้น "เลื่อนสมณศักดิ์" และ "ตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์" ของพระในเขตปกครองของ "อดีตพระพรหม" ทั้ง 3 รูป ซึ่งมีตำแหน่งเป็น "เจ้าคณะ" ทั้งสิ้น

ประเด็นปัญหาเหล่านี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่า การจัดการไม่ควรจบแค่การดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ควรมีการทำแผนปฏิรูปวงการสงฆ์ไปพร้อมกันด้วย

ปัญหาการทุจริตงบอุดหนุนวัด นับตั้งแต่กรณี "เงินทอน" สุดฉาวโฉ่ ลุกลามมาจนถึงการดำเนินคดีกับพระเถระผู้ใหญ่จนถูกถอดถอนสมณศักดิ์ไปถึง 7 รูปนั้น "ไพบูลย์ นิติตะวัน" อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ชี้ว่า สาเหตุสำคัญมาจากรูปแบบการปกครองคณะสงฆ์ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ที่รวมศูนย์อำนาจ ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลที่ดี ทำให้มีผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

ไพบูลย์ ยกตัวอย่างการตั้ง "เจ้าคณะภาค" เพื่อปกครองคณะสงฆ์ในส่วนภูมิภาค ปรากฏว่าการแต่งตั้งเป็นอำนาจของมหาเถรสมาคม ทำให้มหาเถรฯ เห็นชอบให้พระภิกษุในสายของตนเองไปดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค จะเห็นได้ว่ากรรมการ มส.หลายรูป ก็มีตำแหน่งเจ้าคณะภาคพ่วงอยู่ด้วย ขณะที่เจ้าคณะภาคเองก็มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัด และเจ้าคณะจังหวัดก็มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าคณะอำเภอ เรื่อยลงไปจนถึงเจ้าคณะตำบล จนกลายเป็นการผูกขาดอำนาจการปกครองสงฆ์ทั้งประเทศ


ขณะที่อำนาจการดูแลวัด กฎหมายก็ให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแก่ เจ้าอาวาส เพียงรูปเดียว

พลิกดู "กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 พ.ศ.2541 ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ" ซึ่งหมายถึงพระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ ตั้งแต่เจ้าคณะใหญ่ไปจนถึงเจ้าอาวาส จะพบว่าการแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่ และเจ้าคณะภาค ไม่ได้กำหนดคุณสมบัติว่าต้องมี "สำนัก" ในเขตพื้นที่นั้นๆ

เหตุนี้เองจึงทำให้เจ้าอาวาสวัดใหญ่ๆ ในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งกรรมการมหาเถรสมาคม ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาคเกือบทุกภาค ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับวัดและพระในภาคนั้นๆ เลย เช่น อดีตพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ก็เป็นเจ้าคณะภาค 10 ปกครองวัดในพื้นที่ภาคอีสาน ขณะที่อดีตพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เป็นเจ้าคณะภาค 4-7 ปกครองวัดในจังหวัดภาคเหนือ กลายเป็นว่าใช้พระกรุงเทพฯ ปกครองพระต่างจังหวัด แทนที่จะให้สงฆ์ในภาคนั้นๆ คัดเลือกพระผู้ปกครองของตนเอง

ทั้งหมดนี้ ไพบูลย์ มองว่าเป็น "เครือข่ายอุปถัมภ์ขนาดใหญ่" ในสายการปกครองคณะสงฆ์ ตั้งแต่มหาเถรสมาคมลงไปจนถึงวัดเล็กวัดน้อยทั่วทั้งประเทศไทย และกลายเป็นต้นตอปัญหาของการวิ่งเต้น เล่นพรรคเล่นพวก จนขาดการตรวจสอบถ่วงดุล และเป็นช่องโหว่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นขนานใหญ่ในวงการผ้าเหลือง

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา ไพบูลย์ เสนอว่า ต้องเริ่มจากการยกเลิกอำนาจเบ็ดเสร็จของเจ้าอาวาสเสียก่อน ด้วยการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 37 และ 38 ให้มี "คณะปกครองสงฆ์" ขึ้นมาแทน โดย "ประธานคณะปกครองสงฆ์ในวัด" ก็คือเจ้าอาวาส แต่ไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาดเพียงรูปเดียวอีกต่อไป เพราะพระภิกษุในวัดจะมีส่วนร่วมในการปกครองวัดด้วย ในรูปของ "คณะกรรมการไ

ส่วนตำแหน่งปกครองสงฆ์ในระดับ "เจ้าคณะตำบล" ให้ยกเลิกไป เพราะไม่มีประโยชน์ ให้มีเฉพาะระดับ "เจ้าคณะอำเภอ" แต่เปลี่ยนใหม่เป็น "คณะปกครองสงฆ์อำเภอ" คล้ายๆ กับ "คณะปกครองสงฆ์ในวัด" โดยให้พระภิกษุในอำเภอนั้นๆ เสนอชื่อ แล้วเลือกผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อมากที่สุด 7 ลำดับแรกเป็น "คณะปกครองสงฆ์อำเภอ"

เมื่อมี "คณะปกครองสงฆ์อำเภอ" แล้ว ก็เลือกตัวแทนจากทุกอำเภอไปเป็น "คณะปกครองสงฆ์จังหวัด" และระดับจังหวัดก็เลือกคณะปกครองสงฆ์ประเทศ ส่วนมหาเถรสมาคมก็ปรับบทบาทไปเป็นที่ปรึกษาของสมเด็จพระสังฆราชแทน

สำหรับโครงสร้างมหาเถรสมาคม ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง สมเด็จพระราชาคณะทุกรูป เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ซึ่งปัจจุบันมี 7 รูป และพระราชาคณะที่สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง มีจำนวนไม่เกิน 12 รูป ล่าสุดถูกปลดพ้นตำแหน่งกรรมการ มส.ไป 3 รูป ทำให้ปัจจุบันมีกรรมการมหาเถรสมาคมทั้งสิ้น 17 รูป

ล่าสุดมีการเสนอแนวทางการปฏิรูป "มหาเถรสมาคม" จากผู้รู้ฝ่ายต่างๆ โดยให้พระที่เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม จะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินทั้งก่อนและหลังดำรงตำแหน่ง และมีการตรวจสอบประวัติ ตลอดจนความเหมาะสมด้านต่างๆ ตามพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช โดยเฉพาะในกลุ่มกรรมการมหาเถรสมาคมที่มาจากการแต่งตั้ง

เช่นเดียวกับการตั้งพระสังฆาธิการ ซึ่งหมายถึงพระผู้ปกครองสงฆ์ตั้งแต่เจ้าคณะใหญ่ลงไปจนถึงผู้ช่วยเจ้าอาวาส ก็ควรเพิ่มคุณสมบัติให้มากขึ้น นอกเหนือจากจำนวนพรรษา และสมณศักดิ์ เช่น มีวัตรปฏิบัติตามแนวทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความรอบรู้เรื่องพระธรรมวินัย ที่สำคัญเจ้าคณะแต่ละภาค ควรเป็นตัวแทนของสงฆ์ในพื้นที่นั้นๆ เพื่อป้องกันระบบเส้นสาย ส่งพระจากส่วนกลางไปเป็นเจ้าคณะภาค ทั้งๆ ที่ไม่ได้สังกัดวัดในพื้นที่นั้นๆ

แนวทางการปฏิรูปวงการสงฆ์ที่เตรียมเสนอกันล่าสุดนี้ เนื้อหาบางส่วนสอดคล้องกับรายงานการศึกษาของ สปช. ที่เคยจัดทำไว้เมื่อปี 2558 ซึ่งพบปัญหาในกิจการพระพุทธศาสนาทั้งหมด 4 ประเด็น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โครงสร้างปกครองคณะสงฆ์ที่รวมศูนย์อำนาจมากเกินไป


แต่การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายทั้งปวงเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปวงการสงฆ์ครั้งใหญ่ ต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจของ "พุทธบริษัท 4" เพื่อให้คณะสงฆ์ไทยเป็นที่เคารพศรัทธา สืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป


 

ที่มา :  คมชัดลึก : 1 มิถุนายน 2561

 

ตามเจ้าคุณเอื้อน !

ศาลไม่ให้ประกันอดีตเจ้าคุณธงชัย

ต้องสึกและฝากขังไปตามระเบียบ

 

 

THE LAST SCENE OF JK.THONGCHAI

 








 





 




 

 

ที่มา : แนวหน้า-ผู้จัดการ : 30 พฤษภาคม 2561

 

ไม่มีเปรียญ เป็นเจ้าคุณได้ไง !

ถามคุณสมบัติเจ้าคุณจำนงค์-ธงชัย

ทำไมได้เป็นใหญ่เป็นโตในวงการสงฆ์

 


 

มหาสายชลได้เป็นภาค 1 อย่างไร

จริงหรือไม่ ที่เขาเล่าว่า ได้เพราะเป็นหลานสมเด็จนิยม

ได้เลื่อนจากชั้นสามัญชั้นชั้นราชชั้นเทพไวสุดๆ มีผลงานอะไร

 

ตุ๊แป๊ะ พระมหาศาสนมุนี

มีคุณสมบัติเอกอุอย่างไร ได้เจ้าคุณก่อน ป.9 วัดปากน้ำ นับร้อยรูป

 

 

 

น้ำฝน อยู่นครปฐม

แต่ได้เป็นพระครูฐานานุกรมของเจ้าคุณเสนาะ วัดสระเกศ ได้อย่างไร

 

 

 

ว.ตอแหล

อ้างว่า ในวัง มีรับสั่งให้ไปรับตำแหน่งจากสมเด็จช่วง

จริงหรือไม่ วังไหน ใครสั่ง ?

 

ยังอีกเยอะ ถ้ารื้อกันจริงๆ ทั่วประเทศ มากกว่าเงินทอนซะอีก

 

 

อา..แสดงว่าไม่เคยได้ยินวลีที่ว่า "วัดสมเด็จโน้น ได้ทุกปี ปีนี้ได้อีกแล้ว เหลือแต่หมากับแมวที่ยังไม่ได้เป็น.." แต่..แต่อย่าลืมว่า ทุกตำแหน่งในคณะสงฆ์นั้น ล้วนแต่ผ่านการพิจารณาอนุมัติโดยมหาเถรสมาคม หรือ มส. ซึ่งมีสมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธาน และผ่านการลงพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรียกว่าครบถ้วนกระบวนการทางกฎหมาย

ถ้าจะตั้งคำถามว่า ผู้ได้รับการแต่งตั้งนั้นผิด ก็ต้องผิดทั้งกระบวนการ หมายถึงกระบวนการพิจารณาของ มส. ว่าผิดพลาดบกพร่องอย่างไร ทำไมปล่อยไก่กันเต็มเมือง เป็นเรื่องที่พระเณรเถรชีเขาพะอืดพะอมกันมานมนาน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะขืนพูดไปก็ "โดนกลั่นแกล้ง" ผู้ที่อยากจะเป็นต้องหัด "พูดหวาน ขานเพราะ" เพียงอย่างเดียว

และถ้าจะสอบเส้นทางการได้สมณศักดิ์ของพระชั้นพรหมทั้งสามรูป ก็น่าจะสืบเป็น "รายวัด" ไปด้วย ว่าวัดไหนได้มากที่สุด ได้ทุกปี แถมยังมีการขอ "โควต้ากลาง" มาโปะวัดตัวเองอีก สอบด้วยว่า กรรมการ มส. รูปไหน มีรถใช้กี่คัน แต่ละคันได้มาอย่างไร ฯลฯ

จะบอกว่า กรณีเงินทอนวัด มาถึงจุดสำคัญที่สุดแล้ว นั่นคือเรื่อง..สมณศักดิ์

เป็นประเด็นสำคัญที่สุด เป็นจุดอันตรายระดับ "คอขาดบาดตาย" ในพระศาสนา เพราะว่า "พัดยศ" สามารถเสกหมาให้เป็นเทวดาได้ในพริบตา บังเอิญว่าหมาไทยสมัยนี้มีเงินด้วยซี ดูสิวัดไหนได้เจ้าคุณ "ทีละสี่" ยิ่งทำบุญมากก็ยิ่งได้เจ้าคุณมาก หรือว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง แม้กระทั่ง..สมณศักดิ์

 

 

 

สอบเส้นทางสมณศักดิ์ 3 เจ้าคุณพรหม

ชุดสืบสวน กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบประวัติของพระชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 3 รูป เพื่อประมวลข้อมูลเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมณศักดิ์และตำแหน่งทางการปกครองของสงฆ์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก่อนจะส่งมอบให้กับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำเสนอต่อมหาเถระสมาคม (มส.) เพื่อเป็นข้อมูลในการประกอบการพิจารณาถึงความเหมาะสมในตำแหน่งของพระทั้ง 3 รูปด้วย ทั้งนี้ในเบื้องต้นชุดสืบสวนพบว่า พระพรหมสิทธิ และพระพรหมเมธี นั้นจบการศึกษาชั้นนักธรรมเอก แต่ไม่ได้เล่าเรียนบาลีหรือเปรียญธรรมมาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องแปลกในวงการสงฆ์ที่พระทั้ง 2 รูป ซึ่งไม่ได้จบเปรียญธรรมแม้แต่ประโยคเดียวแต่สามารถขึ้นมาถึงระดับรองสมเด็จพระราชาคณะในชั้นพรหมได้ ซึ่งเรียกได้ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนยิ่งไปกว่านั้นพระผู้ใหญ่ทั้งสองรูปยังมีอาวุโสน้อยมากหากเทียบกับพระสงฆ์รูปอื่นๆในมหานิกาย ต่างจากอดีตพระพรหมดิลกที่จบเปรียญธรรม 9 ประโยคซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

 

ที่มา : มติชน : 30 พฤษภาคม 2561

 

 

จับตา !

ใครจะมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศคณะสงฆ์รูปใหม่

แทนเจ้าคุณธงชัยวัดสระเกศ

30 พฤษภาคมนี้ มีคำตอบ

 

 

พระพรหมวชิรญาณ (ประสฤษดิ์ เขมงฺกโร)

วัดยานนาวา กรรมการมหาเถรสมาคม

 

 

พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต)

วัดประยุรวงศาวาส กรรมการมหาเถรสมาคม

 

ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องพิจารณาก็คือ ตำแหน่งต่างๆ ที่ว่างลง โดยเฉพาะ "ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตสายต่างประเทศ" ซึ่งมีภารกิจมากมาย โดยเฉพาะการพิจารณาเพื่ออนุมัติการเดินทางไปต่างประเทศ จะต้องผ่านสำนักงานแห่งนี้ ที่สำคัญก็คือ งานประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ประจำปี พ.ศ.2561 ซึ่งกำหนดเอาไว้ในวันที่ 21-24 มิถุนายน ศกนี้ ที่วัดอตัมมยตาราม นครซีแอ๊ตเติ้ล สหรัฐอเมริกา ถือว่าเป็นงานประชุมพระธรรมทูต "นอกประเทศไทย-ใหญ่ที่สุด" และแต่เดิมนั้นวางตัวไว้ที่ "พระพรหมสิทธิ-ประธานสำนักงานฯ" จะเดินทางมาเป็นประธาน แต่เมื่อถูกปลดจาก มส. ก็ถูกปลดจากตำแหน่งประธานสำนักงานพระธรรมทูตไปด้วย

แต่โบราณว่า "ภารกิจรีบเร่งมี 5 ประการ ได้แก่ อภิเษกกษัตริย์ กำจัดศัตรู เรียนรู้วิชา แสวงหาทรัพย์ ระงับป่วยไข้" ซึ่งข้อแรกนั้นเป็นเรื่องของ "อำนาจ" ที่จะว่างเว้นไว้ไม่ได้ บ้านใดเมืองใดไม่มีผู้มีอำนาจดูแล ก็ไร้ขื่อแป ง่ายต่อการจลาจล ดังนั้น จึงต้องตั้งผู้ปกครองทันที ไม่มีการว่างไว้ เพราะนั่นคือการเลี้ยงไข้ให้แก่ประเทศชาติ

เมื่อสามกรรมการ มส. ถูกบัญชาสมเด็จพระสังฆราช "ปลด" จากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา ถ้าถึงวันที่ 30 เดือนนี้ ซึ่งจะมีการประชุม มส. ก็เป็นเวลา 7 วันเต็มๆ ที่ตำแหน่งต่างๆ ว่างเว้นลง สมควรต้องตั้งคนเข้ามาทำงานแทน ซึ่งก็แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่

1. กรรมการ มส. ซึ่งถ้าว่ากันตามระเบียบแล้ว ต้องเป็นพระที่มีสมณศักดิ์ "ชั้นธรรม" ขึ้นไป แต่ตำแหน่งเหล่านี้สามารถ "ว่างได้" เพราะสถานการณ์ขณะนี้ จะใช้วิธี "ชี้นิ้ว" เอาเหมือนสมัย "สมเด็จเกี่ยว-สมเด็จช่วง" นั่งหัวโต๊ะ มส. นั้น ไม่ได้อีกแล้ว เพราะถ้าชี้เอาแล้วโดนโห่ ก็คงจบเห่ก่อนจะเริ่มต้นทำงานด้วยซ้ำ ดังนั้น เชื่อว่าตำแหน่งกรรมการ มส. คงจะทยอยตั้งอย่างช้าๆ ให้ได้พร้าเล่มงาม เพราะสังคมจับตาดูอยู่

2. ตำแหน่งเจ้าคณะกรุงเทพมหานครและเจ้าอาวาสวัดสามพระยา ของพระพรหมดิลก หรือเจ้าคุณเอื้อน ซึ่งถูกจับสึกทันที สองตำแหน่งนี้มีความสำคัญมาก ยังไม่ปรากฏว่าทางคณะสงฆ์จะตั้งใครเข้าไปรักษาการหรือเป็นแทน เจ้าคณะ กทม. นั้นมี "รองเจ้าคณะ" อยู่ หากไม่รังเกียจว่าเป็นคนของเจ้าคุณเอื้อน วางไว้เพื่อสืบทอดอำนาจ ก็อาจจะเลื่อนรองขึ้นเป็นแทน แต่ก็ไม่แน่ เพราะเจ้าคุณเอื้อนก็ข้ามห้วยข้ามหัวเขาเข้ามาเป็นจากภาค 14 เช่นกัน ดังนั้น ถ้าวันพรุ่งนี้ จะมีการส่งมือดีจากภาคอื่นเข้ามาเป็นบ้าง ก็ถือว่าไม่แปลก ส่วนภายในวัดสามพระยาก็ยังมี "เจ้าคุณละเอียด-พระเทพวิสุทธิดิลก" เป็น ป.ธ.9 เช่นกัน แถมแหล่เก่ง ก็น่าจะได้เป็นแทนรักษาการแทน และขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในโอกาสต่อไป

3. ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 ของเจ้าคุณธงชัย เจ้าคณะภาค 4-7 ของเจ้าคุณจำนงค์ ทั้งสองตำแหน่งนี้ เมื่อยังไม่มีการ "ถอดยศ" หรือสั่งปลดอย่างเป็นทางการ ก็ถือว่ายังไม่ว่าง ทั้งสองท่านยังครองตำแหน่งอยู่ รวมทั้ง "เจ้าอาวาสวัดสระเกศ" และ "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์" ของเจ้าคุณจำนงค์ด้วย ดังนั้น ในวันที่ 30 พ.ค. นี้ คงจะได้เห็นมติมหาเถรสมาคมที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งบางทีอาจจะมีการ "ปลด" และ "ตั้ง" ในคราวเดียวกัน อย่างน้อย วัดสระเกศต้องมีรักษาการเจ้าอาวาส

 

4. ตำแหน่งประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งที่ต้องออกไปงานนอกบ้าน มีความเกี่ยวพันกับพระธรรมทูตทั่วโลก ตำแหน่งนี้จะว่างไว้นานนั้นไม่ได้ ต้องรีบตั้งทันที แต่จะเอาใครนั้น ก็มีข้อบังคับกำกับอยู่อีกว่า "ต้องเป็นกรรมการ มส." เท่านั้น

ทีนี้ เมื่อสำรวจดูกรรมการ มส. ในสายมหานิกาย ที่เป็น มส. อยู่ในเวลานี้ ก็มีเพียง 8 ท่าน ได้แก่

1. สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ

2. สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดพิชัยญาติ

3. สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตร

4. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดญาณเวศกวัน

5. พระพรหมวชิรญาณ วัดยานนาวา

6. พระวิสุทธิวงศาจารย์ วัดปากน้ำ

7. พระพรหมโมลี วัดปากน้ำ

8. พระพรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส

โฟกัสไปที่ "สาม มส. สายวัดปากน้ำ" ก่อน สมเด็จช่วงนั้น ชราภาพมากแล้ว เคยขึ้นไปถึงผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จึงถือว่าสูงแล้ว ไม่ลงมาต่ำกว่านี้ และมีอายุเกิน 90 ปี ไปนอกไม่ไหว ดังนั้น จึงตัดออกไป

 


 

เจ้าคุณวิเชียร (พระวิสุทธิวงศาจารย์) วัดปากน้ำ

กรรมการ มส. เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ

เป็นประธานงานธรรมกายแทนสมเด็จช่วง

 



 

เจ้าคุณทองดี (พระมหาโพธิวงศาจารย์) วัดราชโอรส

เป็นอุปัชฌาย์ให้วัดพระธรรมกายมาทุกสมัย โดยไม่เคยหวั่นเกรงว่าเกิดอะไรกับตน เคยโดนดองสมณศักดิ์นานถึง 20 ปี แต่พอสมเด็จช่วงได้เป็นปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าคุณทองดีก็ได้รับการเลื่อนเป็นรองสมเด็จฯ แบบว่า สมเด็จพระญาณสังวรปลด แต่สมเด็จช่วงตั้ง ทีใครก็ทีมัน อำนาจอยู่ในมือซะอย่าง ทำอย่างไรก็ได้

 

 

เจ้าคุณทองดี ตั้งมหาสมชาย วัดพระธรรมกาย เป็นพระครูปลัด ถานานุกรม เตรียมชงเป็นเจ้าคุณ แต่โดน คสช. ทนายอาณาจักรธรรมกายเสียก่อน แผนกาเหว่าฝากไข่วัดราชโอรสเลยพับไว้จนบัดนี้

 

 

เจ้าคุณทองดี : เจ้าคุณสุชาติ : เจ้าคุณวิเชียร

 

 

เจ้าคุณวิเชียร (วิสุทธิวงศาจารย์) ก็ค่อนข้างชรา แต่ปัญหาธรรมกายก็ยังคงแรง เพราะหลังจากสมเด็จช่วงงดไปงานวัดพระธรรมกาย ก็เห็นเจ้าคุณวิเชียรนี่แหละ ที่เดินหน้าหนุนอย่างเต็มๆ เคียงบ่าเคียงไหล่กับ "เจ้าคุณทองดี ราชบัณฑิต" วัดราชโอรส งานนี้ยังมีลุ้นจะโดน "โละ" ด้วยหรือไม่อีกซ้ำไป ดังนั้น จึงไม่มีโอกาสทำงานในตำแหน่งนี้

เจ้าคุณสุชาติ (พรหมโมลี) แม่กองบาลี ก็ไม่มีประสบการณ์ทำงานต่างประเทศ แบบว่าไปต่างประเทศแทบนับครั้งได้ แถมยังอยู่ในเครือข่ายวัดพี่วัดน้องกับธรรมกาย สถานะจึงคล้ายๆ เจ้าคุณวิเชียร งานนี้ก็คิดว่า คงขอตัว ไม่แข่งขันกับใคร ขอเพียงไม่หลุดจากตำแหน่งเดิมก็บุญโขแล้ว

ก็หมดสายวัดปากน้ำ

สมเด็จอีก 3 รูป ได้แก่

สมเด็จสมศักดิ์-พระพุทธชินวงศ์ วัดพิชัยญาติ ก็ป่วยไปนอกไม่ได้ ต้องฟอกไตอาทิตย์ละ 2 ครั้ง

สมเด็จสนิท-พระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตร ก็ไม่เอางานต่างประเทศ ไปไกลสุดก็แถวๆ มาเลเซีย งานนี้จึงไม่มีความเหมาะสม

สมเด็จประยุทธ์-พระพุทธโฆษาจารย์ วัดญาณเวศกวัน ถึงจะมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ทั้งในและต่างประเทศอย่างเอกอุ ระดับเพชรน้ำหนึ่ง แต่สุขภาพไม่เอื้ออำนวย ตั้งแต่ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จ ก็ลาประชุม มส. มาตลอด จึงถือว่า "ถอนตัว" จากทุกตำแหน่ง

 

 

พระพรหมวชิรญาณ : พระพรหมบัณฑิต

 

เหลือรองสมเด็จฯ ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและยังคงทำงานได้เพียง 2 รูป ได้แก่

1. พระพรหมวชิรญาณ วัดยานนาวา ประสบการณ์ต่างประเทศนั้นโชกโชน เคยเป็นผู้ก่อตั้งสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา และดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาสงฆ์ไทยหลายสมัย ก่อนจะกลับไทยและได้เป็นกรรมการ มส. สุขภาพก็ยังถือว่า "โอเค" สำหรับวัย 80 ต้นๆ เป็นอีกไม่กี่ปีก็ไปไม่ไหวแล้ว

2. พระพรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส อธิการบดี มจร. ก็ถือว่าไม่ธรรมดา มีทั้งความรู้ ทั้งประสบการณ์ ทั้งบริวารว่านเครือ คือบรรดาพระธรรมทูตทั่วโลกนั้น ส่วนใหญ่จะจบจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. มีเลือดสีชมพูอยู่ทั่วโลก การอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ก็ต้องให้ มจร. เป็นผู้ดำเนินการ อายุอานามก็แค่ 60 ต้นๆ ถือว่าหนุ่มแน่นสำหรับวงการสงฆ์ เดี๋ยวนี้มีตำแหน่งไหนว่าง ชื่อของเจ้าคุณประยูรก็จะโผล่เป็นแคนดิเดทด้วยทุกที ถือว่าอยู่ในขาขึ้น

ทั้งเจ้าคุณประสฤษดิ์และเจ้าคุณประยูร มีประสบการณ์ทำงานต่างประเทศอย่างยาวนาน รู้และชำนาญ เหมือนโชเฟอร์อูเบอร์ พร้อมสำหรับจับพวงมาลัยได้ทันที ไม่ต้องมีการทดลองงาน ได้รับแต่งตั้งวันนี้ก็พร้อมขึ้นนั่งหัวโต๊ะประชุมใหญ่ในต่างประเทศได้ทันที จึงถือว่า "น่าจับตา" ทั้งสองรูป สุดแท้แต่ว่าจะเจรจากันอย่างไร เพราะในเวลานี้ไม่อยู่ในช่วงแห่งการแข่งขัน หากแต่อยู่ในช่วงของการ "ประนีประนอม" เพื่อไม่ให้ มส. บอบช้ำไปมากกว่านี้

เจ้าคุณประยูรนั้น ถึงจะมีดีกรีเอกอุและพรั่งพร้อมเพียงใดในเวลานี้ แต่มีความอาวุโสน้อยกว่าเจ้าคุณประสฤษดิ์ ในระดับ "ศิษย์กับอาจารย์" เพราะมีประวัติว่า ครั้งหนึ่ง เจ้าคุณประยูร ได้เคยรับนิมนต์จากพระพรหมวชิรญาณ ให้ไปเป็นพระธรรมทูตที่ วัดธัมมาราม นครชิคาโก้ ของพระพรหมวชิรญาณ ก่อนกลับมาทำงานที่ มจร. จนไต่เต้าขึ้นเป็นอธิการบดี คือไปสังกัดเป็นพระลูกวัดของเจ้าคุณประสฤษดิ์นั่นเอง ดังนั้น จึงเกรงใจเจ้าคุณประสฤษดิ์มาก ไม่กล้าล้ำหน้าอดีตเจ้านาย เพราะเชื่อว่า อีกไม่นาน ตำแหน่งต่างๆ ก็ว่าง ไม่ต้องแซงหน้า แต่ว่าใช้วิชา "ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม" ดีกว่า เพราะเวลานี้ตำแหน่งต่างๆ ก็เต็มวัดประยูรแล้ว เหลือเพียงประธานพระธรรมทูตสายต่างประเทศกับสมเด็จพระราชาคณะเท่านั้น ที่เจ้าคุณประยูรยังไปไม่ถึง นอกนั้น..มีเป็นกรุ

 

เห็นไหมว่า นอกจากเรื่องคุณสมบัติแล้ว ทางคณะสงฆ์ต้องพิจารณาจากอะไรบ้าง ในการวางตัวบุคคลากรในตำแหน่งต่างๆ เพื่อให้เป็นธรรมเนียมที่ดีงาม เป็นทิฏฐานุคติ คือเป็นแบบอย่าง เป็นตัวอย่าง ให้พระเณรรุ่นหลังได้ประพฤติตามด้วยความเคารพศรัทธา จะปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ก็ต้องเริ่มจากจุดนี้แหละ Put the right man on the right jop เพราะถ้า put ผิด นั่นไม่ใช่ "จ๊อบ" แต่เป็น..จบ และ..จบเห่

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน 27 พฤษภาคม 2561


เปิด พรบ.การศึกษาสงฆ์

ฉบับ ป.ธ.9 ไม่เทียบเท่า Ph.D.


 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน พรบ.การศึกษาสงฆ์ ฉบับใหม่

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก



 


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

5 มิถุนายน 2559

 

 

90 ปี หลวงตาชี วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

AREA-51


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

 


 

มหากาพย์วัดโสธร

 

 

จริงหรือไม่ มส. ไม่มีสิทธิ์สึกพระธัมมชโย

 


 


ห้ามพระสงฆ์รับมรดกและครอบครองทรัพย์สิน


 


 

เปิดหน้า "มือปล่อย" ธัมมชโย
มือใครในประวัติศาสตร์ศาสนา
2549 ?

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITER : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264