LAST UPDATE :   JULY :  18 : 2018 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 


เซ็ตซีโร่มหาเถรสมาคม

กดที่ภาพเพื่ออ่าน มุมมองของพระมหานรินทร์ ครั้งที่ 169

 

 

มึน !

ถ้อยคำสำนวนใน พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับใหม่

ทำไมไม่เหมือนกัน ?

 

ระหว่าง

"พระราชดำริ" กับ "พระบรมราชโองการ"

ต่างกันอย่างไร

 

 

อา..ก็ต้องขอถามไปยัง "ศาสตราจรรย์ ดร.วิษณุ เครืองาม" มือกฎหมายของรัฐบาล เกี่ยวกับ พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับที่ 4 ซึ่งเพิ่งจะประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวานนี้ มีศัพท์แสงที่แตกต่างกันอยู่ 2 คำ ขอความกรุณาอธิบายสองคำนี้ให้กระจ่าง ได้แก่

 

 

1. ในมาตราที่ 15 ทวิ. ซึ่งมีข้อความเกี่ยวกับการตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมนั้น ในมาตรานี้ใช้คำว่า "พระบรมราชโองการ" เป็นพระบัญชาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ลงมายังนายกรัฐมนตรี ให้เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

 

 

2. มาตราที่ 20/2 ซึ่งมีข้อความเกี่ยวกับการตั้งเจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาคนั้น ในมาตรานี้ใช้คำว่า "พระราชดำริ"

ซึ่งคำว่า "พระราชดำริ" นี้ ไม่กระจ่างว่า รัฐบาลจะปฏิบัติอย่างไร เพื่อจะสนองพระบรมราชโองการให้ตรงตาม "พระราชดำริ"

พระบรมราชโองการนั้น ทรงมีพระราชดำริแล้ว และทรงมีพระราชดำรัสสั่ง หรือมีพระบัญชาลงมา รัฐบาลจึงน้อมรับสนองพระบรมราชโองการ

แต่สำหรับ "พระราชดำริ" นั้น ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะเข้าไปรับสนองพระบรมราชโองการอย่างไร ในเมื่อยังเป็นเพียง "พระราชดำริ" คือเป็นเพียงความคิด ยังไม่เป็นพระวาจา หรือพระบัญชา

ถ้ารัฐบาลจะอธิบายว่า "พระราชดำริก็เหมือนพระบรมราชโองการนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นพระบรมราชโองการหรือพระราชดำริ รัฐบาลก็ต้องรับสนองพระบรมราชโองการอยู่ดี" ถ้างั้นก็ถามว่า จะเขียนให้แตกต่างกันไปไย ในเมื่อก็จะใช้ศัพท์ให้เหมือนกันอยู่แล้ว

รวมไปถึงว่า ในกรณีที่ยังไม่มีพระราชดำริ รัฐบาลจะเข้าไปรับสนองพระราชดำริอย่างไร หรือมีช่องทางที่รัฐบาลจะ "ทราบ" แนวทางพระราชดำริได้ พูดแบบภาษาชาวบ้านก็คือว่า "ใครจะรู้ใจพระเจ้าอยู่หัว"

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม : 18 กรกฎาคม 2561

 

ประกาศแล้วค่ะ !

ราชกิจจานุเบกษาประกาศ พรบ.คณะสงฆ์

พ.ศ.2505/2561 ฉบับที่ 4

เซ็ตซีโร่มหาเถรสมาคม

 




 



 

ี่มา : ราชกิจจานุเบกษา : 18 กรกฎาคม 2561

 

ดังเหมือนหมูติดปีก !

ครูบาชุ่มติดลมบน

หลังร่วมมหกรรมช่วยหมูติดถ้ำ

ล่าสุดเข้าเฝ้าพระสังฆราช

นักข่าวติดตรึม !

 

 

อา.. เวลานี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก "ครูบาบุญชุ่ม" นักบุญแห่งเมืองพง รัฐฉาน หรือ ฉานเสตท ประเทศเมียนม่าร์ ซึ่งได้รับอาราธนาจากบรรดาศิษยานุศิษย์ให้ข้ามเขตประเทศไทย ในการกู้ภัยช่วยเหลือ "ทีมหมูป่า" ซึ่งติดน้ำอยู่ภายในถ้ำหลวง "ขุนน้ำนางนอน" นานถึง 18 วัน และครูบาก็กล่าวคำทำนายเอาไว้ว่า "อีก 2-3 วัน ก็เจอตัว" ปรากฏว่าแม่นเหมือนตาเห็น ถึงจะไม่เป๊ะตามเข็มนาฬิกา แต่ว่าก็ไม่ไกลเป้า เข้าข่ายทำนายถูก

กรณีครูบาบุญชุ่มและทีมหมูป่านั้น มีกรณีผูกพันกันหลายแง่มุม อาทิเช่น

1. เรื่องความเชื่อ คนไทย ไม่ว่าจะไทยใหญ่ไทยน้อย ล้วนแต่มีความเชื่อเรื่อง ผีสางนางไม้ มาแต่โบราณ ถึงปัจจุบันก็ยังไม่เสื่อมคลาย ซึ่งก็สอดคล้องกับคำสอนทางพระพุทธศาสนา ที่บอกว่า "ชีวิตคือวิญญาณ ซึ่งต้องเวียนว่ายตายเกิดไปตามกรรม จนกว่าจะบรรลุพระนิพพาน ก็จะสิ้นสุดวัฏสงสาร" ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนนั้น เป็นที่ลี้ลับซับซ้อน แถมยังมีตำนานโบราณผสมผสานเข้าอีก ก็ยิ่งเพิ่มความกลัวเข้าไป ใครเข้าไปแล้วหลง ส่วนใหญ่ก็จะเชื่อว่า "เจ้าป่าเจ้าเขา หรือวิญญาณพระนางนอน" ทรงลงโทษ ที่หลุดออกมาได้ก็เพราะบารมีครูบาอาจารย์ช่วยเหลือ ฯลฯ เรื่องเป็นไปในทำนองนี้ ถึงแม้ฝรั่งมังค่าซึ่งก็เข้าถ้ำแห่งนี้อยู่เป็นประจำ จะไม่เชื่อ และสามารถเข้าออกได้ตามฤดูกาล แต่คนไทยก็คือคนไทย จะเชื่อเสียอย่าง ใครจะทำไม

2. เด็กนักเรียนทีมหมูป่า รวมทั้งโคชที่เข้าไปติดในถ้ำหลวงนั้น พื้นเพเป็นชาวแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งถิ่นแถบนี้ส่วนใหญ่จะเป็น "ชาวไทยใหญ่" ซึ่งชาวไทยใหญ่นั้น ในเขตประเทศไทยถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อย อาศัยอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-พม่ามานาน

3. ครูบาบุญชุ่ม ว่ากันว่าก็มีเชื้อไทยใหญ่ เมื่อบวชแล้วก็ไม่ได้อยู่ในเขตประเทศไทย ออกไปสร้างวัดในเขตไทยใหญ่ในประเทศพม่า กลายเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวไทยใหญ่มานานหลายสิบปี ก่อนจะเกิดกรณีทีมหมูป่า ยิ่งแถวๆ เมืองลื้อ เมืองยอง ไปจนถึงสิบสองปันนา ชาวบ้านแถวนั้น ห้อยเหรียญครูบาชุ่มทั้งนั้น นับถือท่านเป็นเทพเจ้า

4. จู่ๆ ก็มีกรณีดราม่า มีสตรีนางหนึ่ง อ้างว่า ตนเองได้ฝันไปว่า วิญญาณเจ้านางแห่งขุนน้ำนางนอน ได้มาเข้าฝัน บอกให้ตนเองทราบว่า ถ้าหากอยากจะให้เด็กๆ ทั้ง 13 ชีวิต รอดออกถ้ำมาได้ ก็ต้องไปอาราธนาท่านครูบาบุญชุ่ม แห่งเมืองพง มาทำพิธีเปิดปากถ้ำช่วยเหลือ เพราะพระนางได้รอครูบามานานถึง 300 ปีแล้ว

จากนั้นก็สร้างนิยายว่า พระนางนอนเจ้าหญิงแห่งเชียงรุ้ง ซึ่งมีรักแบบวิปริตผิดประเวณี หนีออกจากวังไปกับชายเลี้ยงม้า มาจนถึงบริเวณเทือกเขาแห่งนี้ขณะที่ทรงมีพระครรภ์แก่ แต่ครั้นมาถึงที่ดังกล่าว พระนางก็เดินทางต่อไปไม่ไหว จึงเอนพระกายลง ทรงรอให้คนรักไปหาอาหารมา ปรากฏว่าชายคนรักถูกทหารซึ่งพระบิดาส่งไล่ตามมานั้นปลิดชีพ พระนางเกิดน้อยใจจึงเอาปิ่นปักผมแทงพระเศียร (ขมับ) จนเลือดไหลเป็นสายน้ำ กลายเป็นน้ำแม่สาย และสุดท้ายพระนางก็สิ้นพระชนม์ พร้อมๆ กับคำสาป ผ่านไปนานถึง 300 ปี จนสตรีสาวท่านนั้นฝันถึง "ครูบาชุ่ม" โดยระบุว่า "ครูบาชุ่มก็คือพระสวามีของพระนางนอนแต่ชาติก่อน มีเวรมีกรรมต่อกัน จึงต้องมาแก้กรรม ไม่งั้นเด็กๆ จะไม่รอด"

แล้วถามว่า เกี่ยวอะไรกับเด็กๆ และโคชทั้ง 13 คน เหล่านั้นด้วย บรรดาร่างทรงก็ฟันธงว่า ก็เพราะเด็กและโคชทั้ง 13 คนเหล่านั้น เป็นทหารที่พระบิดาของพระนางนอนถูกส่งตามมาฆ่าพระสวามีของเจ้าหญิงเชียงรุ้งไง ง่ายจะตายเธอก็ ไม่เคยดูหนังทางช่องเจ็ดสีทีวีเพื่อคุณหรือไง

และนั่นคือ สายสัมพันธ์ของครูบาบุญชุ่มกับขุนน้ำนางนอน ก่อนจะมาถึงวันเข้าเฝ้าพระสังฆราช ซึ่งสำนักข่าวแทบทุกแห่งต่างนำเสนอเหมือนนัดกันไว้

มองในแง่จิตวิทยา ซึ่งถือว่าเป็นศิลป์ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในการควบคุมสถานการณ์ที่เลวร้ายมิให้บานปลาย หรือให้ร้ายกลายเป็นดี บางทีก็เพื่อให้บรรลุผลในการทำงานอย่างราบรื่น แม้แต่ในวงการแพทย์ก็ต้องใช้ควบคู่กับการรักษาด้วยหยูกหยาหรือเครื่องมือทางการแพทย์ เรื่องนี้มีมาแต่สมัยหมอชีวกโกมารภัจร่วมพุทธกาลโน่นแล้ว

กรณีของครูบาบุญชุ่ม ถึงจะอ้างว่า "เพื่อช่วยเหลือเด็ก" แต่ในความเป็นจริงแล้ว จนกระทั่งวันนี้ เด็กๆ เหล่านี้ ก็ยังไม่รู้เรื่องเลยว่า ครูบาชุ่มมีส่วนในการช่วยเหลือพวกตนอย่างไร เพราะเห็นแต่เจ้าหน้าที่หลายหน่วยเข้าไปช่วย ไม่เห็นพระเห็นเจ้าเลย แต่..แต่ในทางครอบครัวของเด็กๆ เหล่านั้น ต่างรับทราบกันดีว่ามีพระมาช่วยมากมาย ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ครูบาบุญชุ่ม

จะบอกว่า "ครูบาบุญชุ่มมีผลงานทางด้านจิตวิทยาในการประคองความหวังของครอบครัวเด็กไว้" ก็คงว่าได้ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ ในเมื่อครอบครัวก็ห่วงเด็ก ครูบาก็มาทำพิธีช่วยครอบครัว ซึ่งก็ต้องช่วยเด็กด้วย ก็เลยยกยอดรวมเป็น "ช่วยเด็ก" ไป ก็ไม่ว่ากัน เพราะบัญชีแบบนี้ไม่ค่อยมีใครแยกแยะอยู่แล้ว

สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากเด็กหมูป่าออกจากถ้ำแล้ว ที่มีคนห่วงใยและทักทายไว้มากมายก็คือ ขบวนการห้อยโหน ตีกิน แอบกิน เกาะกิน กับเด็กๆ เหล่านั้น ในรูปแบบมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแอบอ้างไปทำการเรี่ยไร สร้างอะไรต่อมิอะไรให้แก่เด็ก จะโดยหวังผลตอบแทนเป็นอามิสสินจ้างหรือไม่ก็ตาม ที่สำคัญก็คือ การสร้างชื่อเสียงโดยใช้เด็กมาเป็นเหยื่อ บางคนยังไม่ดังก็อยากดังเพราะเด็ก แต่บางคนนั้นดังอยู่แล้ว แต่ก็ยังอยากใช้เด็กเป็นฐานเสริมความดังต่อไปอีก ขบวนการเหล่านี้มีทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ

กรณีครูบาบุญชุ่มวันนี้ ที่มีภาพของการเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช แล้วเป็นข่าวเกรียวกราว ก็คงสลัดไม่พ้นภาพของ "ทีมหมูป่า" ที่ติดผ้าจีวรของครูบาชุ่มไปเฝ้าพระสังฆราชที่วัดราชบพิธด้วย

ก็เลยสุ่มเสี่ยงว่า ครูบาจะยังคง "ใช้เด็ก" เป็นฐานเสริมบารมีต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด หรือว่าจะหยุดแต่เพียงเท่านี้ เหมือนกรณีของหน่วยซีล ซึ่งเมื่อจบภารกิจก็ถือว่าสิ้นสุด ไม่มีใครคิดแม้แต่จะ "อวดอ้างเอาผลงาน" เพราะอะไรที่มันเกินความพอดี มันก็ไม่ดี

ที่เห็นเด่นชัดว่ามีแน่นอนก็คือ ขบวนการสร้างวัตถุมงคลของครูบาชุ่ม ซึ่งราคาพุ่งกระฉุดเหยียบหลักหมื่นหลักแสน ทั้งๆ ที่เป็นพระโนเนมมาก่อน แต่วันนี้กลายเป็นพระกระแสหลักในเมืองไทยไปแล้ว กระบวนการพุทธพานิชเหล่านี้มีรากฝังลึกและแนบเนียนมาก ระวังจะกลายเป็น "จตุคามรามเทพ" แห่งขุนน้ำนางนอน

 

 

ภาพครูบาบุญชุ่มเข้าเฝ้าพระสังฆราช

 









 

 

วันอังคาร ที่ 17 กรกฎาคม 2561

เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ประทานพระวโรกาสให้ พระบุญชุ่ม ญาณสํวโร วัดพระธาตุดอนเรือง รัฐชาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และคณะ เฝ้าถวายสักการะ และเจริญพระพุทธมนต์ถวายสวัสดิมงคล

 

 

ี่มา : สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช : 18 กรกฎาคม 2561

 

 

ReBorn !

เจ้าคุณนิมิตเกิดใหม่

ได้บัตรประชาชนคนไทย

กราบขอบพระคุณทุกท่านที่ช่วย

โดยเฉพาะ..หลวงปู่ครูบาทอง !

 

 

 

คงไทยร้อยเปอร์เซ็ง !

 

 

ครูบาทอง - ครูบาบุญชุ่ม

สองสุดยอดพระเกจิแห่งภาคเหนือ

 

 

 

แชมป์ ออฟ เดอะ แชมป์

 

หมูป่า ติดถ้ำ 18 วัน : เจ้าคุณนิมิต ติดคดี เกือบปี

สุดท้าย รอดตายทั้งสอง ครองแชมป์ฟีฟ่า

 

 

อา.. เวลา ณ บัดนี้ ขณะที่ใครต่อใครสนใจไปที่ "ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน" อำเภอแม่สาย กรณีที่ "ทีมหมูป่า" เข้าไปติดอยู่ด้านใน ต้องระดมพล "คนทั้งโลก" ช่วยกันนำออกมาจนปลอดภัย หนึ่งในนั้นมีชื่อของ "ครูบาบุญชุ่ม" วัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง เขตประเทศพม่า ว่าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์สูงส่ง สามารถทำพิธี "เปิดถ้ำ" ช่วยเด็กและโคชรอดออกมาได้ ผลปรากฏว่า ตามแผงพระต่างๆ ทั่วประเทศไทย พระเครื่องครูบาชุ่มสามารถยึดครองตลาด มีแต่คนถามหา..เหรียญพระครูบาชุ่ม ครูบาชุ่มกลายเป็นสุดยอดพระเกจิไทยไปอีกหนึ่งองค์แล้ว

แต่..แต่ว่า ยังมี "ผู้ติดคดี" นานนับปีอยู่อีกท่านหนึ่ง เขาคือ "ตุ๊ยี่" หรือเจ้าคุณนิมิต เจ้าอาวาสวัดสวนดอก ศิษย์เก่าวัดท่าตอน ต้องคดี "สวมบัตรประชาชนคนตาย" เมื่อปีกลาย จนหายไปจากวัดอยู่ช่วงหนึ่ง นานพอๆ กับเด็กติดถ้ำ อาจารย์สมานซึ่งเปรียบเสมือนพ่อ จึงต้องระดมสรรพกำลัง "ทั้งโลก" เช่นกัน ช่วยกัน "งัด" เจ้าคุณนิมิต ออกมาจากกับดักแห่งหายนะ เพราะถ้าช่วยเจ้าคุณนิมิตไม่ได้ ก็หมายถึงว่า อำนาจทางการเมืองเรื่องคณะสงฆ์ ที่วัดปากน้ำและวัดท่าตอน ต่อท่อเอาไว้ในตัวเมืองเชียงใหม่นั้น คงสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ นี่คือเดิมพัน ดังนั้น ทำอย่างไรก็ได้ ขอให้ได้บัตรมา แล้วทุกอย่างจะดีเอง !

กระแสข่าวกล่าวว่า พิธีกรรมการเสก "เจ้าคุณนิมิต" จากคนต่างด้าวให้กลับมาเป็นคนไทยในครั้งนี้ ทางวัดปากน้ำและวัดท่าตอน เห็นพ้องต้องกันว่า ต้องไปนิมนต์ "หลวงปู่ครูบาทอง" แห่งวัดพระธาตุศรีจอมทอง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ มาเป็นประธานในพิธี เพราะเชื่อว่าท่านมีอิทธิฤทธิ์ในด้านนี้ จัดกันอย่างเงียบๆ ไม่ให้ใครรู้ ไม่ต่างไปจากทีมหมูป่าที่ไล่นักข่าวออกไปไกลตั้ง "ห้ากิโล"

หลวงปู่ครูบาทอง รับอาราธนาแล้วนั่งบริกรรมเป่าคาถา "พัวะ" เดียว ปรากฏว่า เชือกที่มัดคอเจ้าคุณนิมิต "หลุดร่วง" อย่างง่ายดาย กลายเป็น "โซ่เงินโซ่ทอง" คล้องแขนนายอำเภอแม่อาย ให้เร่งรัดทำบัตรประชาชนให้ตุ๊ยี่กลายเป็น "พระมหานิมิตร" ให้เสร็จสิ้น "ภายในวันเดียว" โอมเพี้ยง !

เรื่องนี้ ใครไม่เชื่อก็ขอเตือนว่า "อย่าลบหลู่" ดูแต่วัดปากน้ำซี ขนาดเชื่อว่าหลวงพ่อสดเป็นต้นธาตุต้นธรรมผู้คนพบ "วิชชาธรรมกาย" ที่หายไปได้สองพันปีแล้ว แต่พอมาถึงเชียงใหม่ ก็ต้องใช้ "พระเกจิเชียงใหม่" ช่วยทำพิธี จึงจะมีผล

ในขณะที่ใครต่อใครต่างตื่นข่าว "ทีมหมูป่าติดถ้ำ" และแสวงหา "เหรียญพระครูบาบุญชุ่ม" กันขวักไขว่ แต่ในสายวัดปากน้ำ-วัดท่าตอน และวัดสวนดอก เวลานี้ต่างซุ่มเก็บเหรียญ "หลวงปู่ครูบาทอง" วัดพระธาตุศรีจอมทอง กันอย่างเงียบๆ โดยเฉพาะ "เจ้าคุณนิมิตร" นั้น ก่อนหน้านั้นเล่นพระอุปคุตกับเหรียญตองโข่ แต่เวลานี้ ทั้งกุฏิเห็นมีแต่..พระครูบาทอง หวงยิ่งกว่าพระรอด !

ใครอยากรู้สรรพคุณ "พระครูบาทอง" ว่าดีอย่างไร เชิญถามอาจารย์สมานได้ที่..วัดท่าตอน

 

 

อาจารย์สมานมาเหนือเมฆ จัดพิธีเสกบัตรให้ตุ๊ยี่

 

 

ขวัญม๊า ขวัญมา !

 

คณะสงฆ์เชียงใหม่จัดพิธีฮ้องขวัญให้เจ้าวัดสวนดอก

จัดพิธีใหญ่ "ฮ้องขวัญ" พระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก เชียงใหม่ หลังโดนคดี "สวมบัตรผี" เผยคดีใกล้จบ อัยการยังไม่สั่งฟ้อง

จากกรณีเมื่อเดือน ต.ค. 60  มีผู้ร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอให้ตรวจสอบ พระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก พระอารามหลวง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ โดยอ้างว่าพระราชรัชมุนี มีการใช้เลขบัตรประจำตัวประชาชนตรงกับ ด.ช.ดวงดี เวียงดินดำ ทั้งที่ ด.ช.ดวงดี ได้เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี 38 ต่อมา เจ้าตัวได้เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สภ.แม่อาย และได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ด้านทางกรมการปกครองได้ตรวจสอบข้อมูลก็พบว่า พระราชรัชมุนี หรื่อชื่อเดิมคือ นายนิมิตร ยอดคำ เป็นผู้ตกสำรวจ จึงมีการคืนสิทธิให้เป็นคนไทย เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ส่วนทางด้านคดี ก็ให้เป็นขั้นตอนของทางศาล ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้ว

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่พระวิหารหลวง วัดสวนดอก พระอารามหลวง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พระเทพโกศล ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 7 เจ้าอาวาสวัดศรีโสดา พระอารามหลวง เป็นประธานสงฆ์ พระเทพมังคลาจารย์ รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าอาวาสวัดท่าตอน พระอารามหลวง เป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์สืบชะตาหลวง และพระเทพรัตนนายก เจ้าคณะจังหวัดลำพูน เป็นประธานพิธี "ฮ้องขวัญ" ถวายพระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก พร้อมการทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ ให้แก่โรงพยาบาลสงฆ์ ในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โดย ศ.นพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ท่ามกลางพระสงฆ์ในเขตอำเภอเมือง และศรัทธาประชาชนเข้าร่วมนับพันคน

พระราชรัชมุนี กล่าวว่า นับแต่เกิดเรื่องถูกกล่าวหาอย่างร้ายแรง  แทบจะท้อแท้ในชีวิต แต่ได้รับกำลังใจจากคณะสงฆ์ ที่สำคัญยิ่งคือ หลวงปู่ทอง สิริมังคโล ท่านโทรศัพท์มาถึง 3 ครั้ง ให้มีสติ ให้ระงับความโกรธ ให้กำลังใจ กราบขอบพระคุณที่ท่านให้ความเมตตามาตลอด นอกจากนั้นก็มีทีมทนายความ ที่ให้คำแนะนำต่างๆ จนบัดนี้ทุกอย่างผ่านพ้นอันตรายมาแล้ว ก็จะทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ ขอกราบขอบพระคุณพระมหาเถระ พระเถระ พระสงฆ์ทั้งหลาย และอนุโมทนาบุญกับญาติโยมทั้งมวลด้วย

พระครูปริยัตยานุศาสน์ และ พระครูวิทิตศาสนาทร รองเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ เปิดเผยว่า กิจกรรมบุญครั้งนี้ เนื่องจากทางคณะสงฆ์อำเภอเมืองได้ทราบว่า พระราชรัชมุนี ได้รับการคืนสัญชาติไทยอย่างถูกต้องแล้ว ส่วนเรื่องคดีความต่างๆ ก็คาดว่าใกล้จะยุติลงแล้ว จึงขอร่วมกันให้กำลังใจด้วยการทำบุญทอดผ้าป่าเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ดังกล่าว เนื่องจากตึกสงฆ์อาพาธที่ปรับปรุงใหม่ยังขาดเครื่องมือสำคัญนี้ จะต้องใช้ 4 เครื่อง มูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท การระดมปัจจัยในวันนี้คาดว่าจะได้กว่า 2 ล้านบาท หรืออาจจะครบตามจำนวน จากความร่วมมือของคณะสงฆ์ 18 ตำบล 123 วัด จึงขออนุโมทนาบุญไว้ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ ทางพนักงานสอบสวน สภ.แม่อาย ได้ทำสำนวนส่งอัยการ ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ทางอัยการได้ตีสำนวนกลับ ให้ทางพนักงานสอบสวนไปเพิ่มเติมในบางประเด็น ซึ่งทางพนักงานก็ได้สอบเพิ่มเติมแล้วส่งสำนวนให้ทางอัยการพิจารณาอีกครั้งแล้ว

 

 

เจ้าคุณนิมิตรับบัตรประชาชนในฐานะ "คนตกสำรวจ"

ตกสำรวจเป็นคนไทย แต่ไม่ตกสำรวจเป็นเจ้าคุณ อิอิ !

 

เจ้าคุณนิมิต ได้สิทธิเป็นคนไทย

นายอำเภอแม่อาย อนุมัติเพิ่มชื่อ'พระราชรัชมุนี'เข้าทะเบียนราษฎรแล้ว

นายอำเภอแม่อาย จ.เชียงใหม่ อนุมัติเพิ่มชื่อ "พระราชรัชมุนี" เข้าทะเบียนราษฎรแล้ว ขณะที่ ญาติกับเพื่อน ยืนยัน พระมหานิมิตรเป็นคนไทย ไม่ใช่พม่าพลัดถิ่น

วันที่ 18 มิ.ย. 61 นายสิทธิศักดิ์ อภิกุลชัยสิทธิ์ นายอำเภอแม่อาย อนุมัติเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎร ของนายนิมิตร ยอดคำ หรือ พระราชรัชมุนี (พระมหานิมิตร) เจ้าอาวาสวัดสวนดอก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากถูกจำหน่ายรายการ เนื่องจากไม่มารายงานตัวต่อนายทะเบียน ตามโครงการของสำนักทะเบียนกลาง เมื่อ พ.ศ.2551

และนายอำเภอแม่อาย ได้แจ้งความดำเนินคดีในความผิดฐาน ขอมีบัตรโดยมิได้มีสัญชาติไทย ด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ กรณีสวมตัวนายดวงดี เวียงดินดำ ตามกฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวประชาชน และประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งประเด็นในการพิจารณาลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรของ นายนิมิตร ยอดคำ หรือ พระราชรัชมุนี ปัจจุบันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถยืนยันความเป็นพี่น้องร่วมบิดา มารดาเดียวกัน ระหว่าง นายนิมิตร ยอดคำ หรือพระราชรัชมุนี กับนางศรีนวล มูลเมือง พี่สาว และนายชาญชัย ศรีวชิรพันธ์ น้องชาย ซึ่งเป็นบุตรของนางอิ่ง ยอดคำ บุคคลสัญชาติไทยโดยการเกิด ตามปรากฏในหลักฐานทะเบียนราษฎร

ดังนั้น นายนิมิตร ยอดคำ หรือพระราชรัชมุนี จึงเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักสายโลหิตจากมารดาผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 7(1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 และไม่อาจถูกถอนสัญชาติไทยตามมาตรา 39 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เว้นแต่นายอำเภอมีหลักฐานชี้ชัดว่า นางอิ่ง ยอดคำ เป็นคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติและได้เปลี่ยนแปลงสถานะการเป็นผู้มีสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน การเป็นผู้มีสัญชาติไทยในะเบียนบ้านของบุคคลดังกล่าว ให้เป็นคนต่างด้าวหรือคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยโดยถูกต้องตามกฎหมาย และระเบียบ ซึ่งในวันนี้ นายปิ่นธเนศ แก้วรุ่งฟ้า ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายทะเบียน รักษาราชการแทนปลัดอาวุโสอำเภอแม่อาย ได้นำญาติพี่น้องของ นายนิมิตร ยอดคำ หรือพระราชรัชมุนี มาสอบปากคำ จากนั้น หลังสอบปากคำแล้วได้อนุมัติเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎร โดยมีนายไมตรี ดวงใจ ปลัดอำเภอฝ่ายทะเบียน และบัตร เป็นผู้ถ่ายบัตรประชาชนให้ ซึ่งในการนี้ได้ใช้เวลาดำเนินการตั้งแต่เช้าจนเกือบเย็นภายในวันเดียว

ที่ศาลารวมใจ พระอารามหลวงวัดท่าตอน ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีกลุ่มญาติพี่น้องของ พระราชรัชมุนี หรือมหานิมิตร เจ้าอาวาสวัดสวนดอก อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ที่ถูกนายกิตติศักดิ์ แสนทวีสุข ชาวจังหวัดชัยภูมิ เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมเชียงใหม่ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในเชียงใหม่ ตรวจสอบเรื่องมีการสวมสิทธิ์ หรือสวมบัตรประชาชน ของเด็กชายดวงดี เวียงดินดำ ซึ่งเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง ตั้งแต่ปี 2538 ในวันนี้ทางญาติของทางพระราชรัชมุนี ที่มีภูมิลำเนาเกิดในตำบลท่าตอน และพื้นที่หลายหมู่บ้านในอำเภอแม่อาย ได้มารวมตัวกันในบริเวณศาลารวมใจ พร้อมกับนำหลักฐานเป็นตารางเครือญาติ ตลอดจนภาพถ่ายของเพื่อนร่วมรุ่น ที่เรียนหนังสือมาด้วยกัน ในแผนผังเครือญาติของพระราชรัชมุนี อยู่ในตระกูลมหาวัน ต้นตระกูล คือ นายมหาวัน นางใส่ ปัจจุบันมีลูกหลานรวมกัน 159 คน อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอแม่อาย มีทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนักการเมืองท้องถิ่น พระราชรัชมุนี นั้น เป็นบุตรของนายนามแสง นางอิ่ง ยอดคำ เป็นบุตรคนที่ 5 ในจำนวนพี่น้อง 7 คน มี

1. นางศรีนวล มูลเมือง อายุ 63 ปี ถือบัตรประจำตัว อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ 14 ตำบลท่าตอน
2.
นายนาม เสียชีวิต
3.
นางเป็ง นันแก้ว อายุ 58 ปี ถือบัตรประจำตัวอยู่บ้านเลขที่ 142 หมู่ 14 ตำบลท่าตอน
4.
นางจันฟอง ปัญญาเรือง อายุ 55 ปี ถือบัตรประจำตัวอยู่บ้านเลขที่ 46 หมู่ 14 ตำบลท่าตอน
5. นายนิมิตร ยอดคำ หรือ พระราชรัชมุนี ที่กำลังตกเป็นข่าว
6. นายชาญชัย หรือคนทั่วไปเรียกหนานจิ่ง ศรีวชิรพันธ์ อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46 หมู่ 14 ตำบลท่าตอน
7. นายวรวิทย์ เสียชีวิต

สำหรับนายชาญชัย คนที่ 6 ของครอบครัวนั้น อดีตที่ผ่านมาเคยเป็นพระเปรียญธรรม 7 วัดไตรมิตร กรุงเทพมหานคร อดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน อดีตเลขานายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน และอดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน ยังมี พันโทบุญโรจน์ กองแก้ว ผู้บังคับกองร้อยรบพิเศษที่ 3 กองพันรบพิเศษที่ 2 ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ชั้นเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 เมื่อปีพุทธศักราช 2519 และชั้นเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 เมื่อปีพุทธศักราช 2523 ที่โรงเรียนเพียงหลวง 1 เดิม คือ โรงเรียนบ้านท่าตอน สำหรับชื่อโรงเรียนเพียงหลวง 1 ได้รับพระราชทานเป็นโรงเรียนในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา

พันโทบุญโรจน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมากระแสที่สื่อต่างฯ ออกไปว่า เจ้าคุณนิมิตร หรือพระราชรัชมุนี เป็นบุคลคลไร้สัญชาติ หรือพม่าพลัดถิ่นต่างๆ นานา ผมในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นชั้นเรียนกันตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 1 ถึง 6 ขอยืนยันว่า ท่านเป็นคนบ้านท่าตอน สมัยนั้นในอดีตที่ผ่านมา ปัญหาการทำบัตรประจำตัวประชาชน ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แถมยังมีที่ว่าการอำเภอ ถูกไฟไหม้ สำหรับเจ้าคุณนิมิตร นั้น มีญาติพี่น้องร้อยกว่าคน หลักฐานภาพถ่ายที่นำมาให้ดูนี้ชัดเจนแล้ว ภาพถ่ายมีคนรู้จัก มีเจ้าตัวยืนยันได้ ผมขอยืนยันว่า เป็นคนไทย ไม่ใช่พม่าพลัดถิ่น หรือคนไร้สัญชาติ

นายทัศนพล ก่ำบุตร อยู่บ้านเลขที่ 189 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าตอน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านห้วยมะเฟือง หมู่ 2 ออกมายืนยันพร้อมให้ข้อมูลคลายสงสัยว่า เดิมเป็นคนบ้านร่มไทย หมู่ 14 บวชเรียนที่วัดท่าตอน ซึ่งในเวลานั้นยังไม่ได้เป็นพระอารามหลวง เป็นรุ่นพี่ มีความคุ้นเคยกัน และอยู่หมู่บ้านเดียวกัน คลุกคลีกับ

ทางญาติของท่านเจ้าคุณนิมิตร มาตลอด ตนขอยืนยันว่า เจ้าคุณนิมิตร มิได้เป็นต่างด้าว หรือพม่าพลัดถิ่นแต่อย่างใด เป็นต้นตระกูลเก่าแก่ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกกมาแต่ดั้งเดิม

นายอนันต์ มูลวอ อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 222 หมู่ที่ 1 ตำบลท่าตอน อดีตพระมหาอนันต์ เปรียญ 8 มหาวิทยาลัยเดลลี กล่าวว่า พระมหานิมิตร หรือพระราชรัชมุนี เป็นสามเณรบวชที่วัดท่าตอน ในเวลานั้นยังไม่ได้ยกฐานะเป็นพระอารามหลวง การศึกษาของลูกศิษย์ลูกหาทางหลวงพ่อจะส่งไปเรียนที่เวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เป็นรุ่นแรก จากนั้นไปต่อยังในกรุงเทพมหานคร กลับมาจึงมาตั้งสำนักเรียนที่วัดท่าตอน โดยมหานิมิตรเองนั้นจบเปรียญธรรม 9 เป็นรุ่นแรก ของวัดท่าตอน ส่วนประเด็นที่สื่อกล่าวว่า พระเทพมังคลาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ของพระราชรัชมุนี หรือ มหานิมิตร นั้นตนขอยืนยันว่า ผู้ที่เป็นพระอุปัชฌาย์ของสามเณรนิมิตร ในเวลานั้น คือ พระครูณานพิสิทธิ์ หรือพระครูวิลาส เวลานั้นเป็นเจ้าอาวาสวัดปัณนาราม (ต้นหนุน) เจ้าคณะอำเภอแม่อาย ตนเองเป็นพระกรรมวาจาคู่สวดร่วมกับพระมหาจรูญ จันทร์มาลัย เปรียญธรรม 9 เป็นพระอนุศาสนาจารย์ และขอยืนยันว่า ตนเป็นคนสอนภาษาบาลีให้กับมหานิมิตร จนได้เปรียญธรรม 4-5 และเดินทางไปศึกษาเปรียญธรรม 9 ที่วัดราชสิงขร ที่ตนเป็นอาจารย์ใหญ่เวลานั้น จนจบเปรียญธรรม 9 วัดบางคอแหลม ในเวลานั้น คือ วัดยานนาวา และตนขอย้ำอีกครั้งว่า ผู้ที่เป็นพระอุปัชฌาย์ของพระราชรัชมุนี ไม่ใช่พระเทพมังคลาจารย์แต่อย่างใด ตามที่สื่อบางสื่อกล่าวถึง 

นายสมเจตน์ ชัยราช หรืออดีตพระมหาสมเจตน์ เปรียญธรรม 3 ประโยค ปัจจุบันเป็นผู้ดูแล และที่ปรึกษามูลนิธิสมพร บ้านท่าตอน เป็นอีกคนหนึ่งที่ขอยืนยันว่า ตนเองเป็นพระบวชรุ่นเดียวกับพระเทพมังคลาจารย์ ที่วัดท่าตอน เห็นมหานิมิตรมาตั้งแต่เด็ก และขอยืนยันว่า เป็นคนไทย ไม่ใช่พม่าพลัดถิ่น หรือคนไร้สัญชาติ สื่อลงข่าวใหญ่โต ลองมาดูแผนผังเครือญาติที่มีอยู่ร่วม 200 คน ทุกคนที่มาในวันนี้มาเพื่อยืนยันว่า มหานิมิตร หรือพระราชรัชมุนีเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ เกิดที่บ้านท่าตอน มีการศึกษามีภาพ และเอกสารการบรรพชา-ใบสุทธิ มายืนยันได้จบโรงเรียนบ้านท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ สอบไล่ได้ชั้นประถมปีที่ 6 เมื่อ 15 มี.ค. 2525 จบ และยังมีเพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นนายทหาร และญาติที่เคยเป็นนักการเมืองท้องถิ่น รวมทั้งญาติสนิทที่เป็นผู้นำหมู่บ้าน กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ส่วนในเรื่องสวมตัวหรือสวมบัตรเป็นเรื่องที่จะต้องสืบสวนสอบสวนของทางเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อไป

 

ี่มา : เดลินิวส์-ไทยรัฐ : 14 กรกฎาคม 2561

 

 

โบกมือลา !

มหาเถรสมาคมประชุมครั้งสุดท้าย

 ช้เวลา 15 นาที

ก่อนปิดป้าย-เลื่อนออกไป 30 วัน

ปิดฉากไปชั่วนิรันดร !

 

 

 

อา..ซาโยนาระ หลังจากร่างแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับ "ถวายคืนพระราชอำนาจ" ให้พระเจ้าแผ่นดิน ทรงมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการแต่งตั้ง-ถอดถอน พระสังฆาธิการตั้งแต่ระดับ "เจ้าคณะภาค" ขึ้นไป จนถึงสมเด็จพระสังฆราช เป็นพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์ ไม่มีแม้แต่ "คณะกรรมการสรรหา" ซึ่งปรากฏว่า ได้ผ่านสภา สนช. ไปอย่างฉลุย ด้วยระบบ "3in1" คือโหวตรอบเดียว แต่นับเป็น 3 รอบ 3 วาระรวด เหมือนมวยปล้ำ กดคอทีเดียว  กรรมการตบพื้นสามครั้งติดๆ กัน ชนะน็อก TKO !

หลังจากนั้นก็ต้องรอ "ลงพระปรมาภิไธย" โดยพระมหากษัตริย์ ต่อจากนั้นก็จะเป็นพิธีกรรม "ประกาศในราชกิจจานุเบกษา" จึงจะถือว่ามีผลประกาศใช้..โดยสมบูรณ์

ดังนั้น ช่วงนี้ จึงถือว่า "มหาเถรสมาคม" ซึ่งถูกเซ็ตซีโร่ ตกอยู่ในสภาวะ "สุญญากาศ" เหมือนรัฐบาลรักษาการภายหลังการประกาศยุบสภา ไม่มีอำนาจและไม่มีความชอบธรรมในการสั่งการในโครงการต่างๆ ที่สำคัญ เช่น การแต่งตั้งโยกย้าย หรือที่เกี่ยวกับงบประมาณ อันสามารถให้คุณให้โทษแก่ตนเองและผู้อื่นได้ ต้องรอให้ "รัฐบาลใหม่" เข้ามาทำงานแทน

เห็นได้จาก 2 ปรากฏการณ์ ได้แก่

1. มหาเถรสมาคม ประชุมครั้งล่าสุด วันที่ 10 กรกฎาคม 2561 ใช้เวลาเพียงแค่ 15 นาที จะถือว่าประชุมสั้นที่สุดในโลก แค่แนะนำตัวพอเป็นพิธีก็หมดเวลาแล้ว ไม่มีวาระสำคัญอื่นใดให้พิจารณาเลย แนะนำตัวเพื่ออำลา แบบว่า ทั้งเปิดและปิดประชุมไปพร้อมกัน

2. หลังเสร็จการประชุมมหาเถรสมาคมแล้ว ได้มีการปิดป้ายประกาศ "ปิดห้องประชุม-เลื่อนใช้ออกไปเป็นเวลา 1 เดือน"

ระยะเวลา 1 เดือนที่เลื่อนออกไปนั้น ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย ขนาดสมเด็จพระสังฆราชสิ้นพระชนม์ก็ยังไม่เลื่อนมากถึงเพียงนี้ (หนึ่งเดือน ประชุม มส. 3 ครั้ง คือ วันที่ 10-20-30 ของทุกเดือน) ถ้าเลื่อนการประชุมเพราะเหตุจำเป็น อย่างมากก็จะเลื่อนไปเพียง "ครั้งเดียว" คือไม่เกิน 10 วัน เท่านั้น

แต่ครั้งนี้ เลื่อนออกไปทีละ 3 วาระ เป็นปรากฏการณ์ใหม่ หากใครไม่สนใจในรายละเอียดก็จะไม่รู้หรอกว่า "ช่วงนี้ มหาเถรสมาคมอยู่ในช่วงถูกรีเซ็ต ถูกยึดอำนาจ-จัดระเบียบใหม่ ไร้อำนาจ" ก็ไม่รู้จะประชุมไปทำอะไร สู้เลื่อนออกไปไม่ดีกว่าหรือ และไหนๆ ก็ไหนๆ ในเมื่อจะเลื่อนแล้ว ไม่แน่ใจว่า พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับใหม่ จะผ่านการลงพระปรมาภิไธยและประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันไหน และใครจะได้เป็นกรรมการชุดใหม่ ซึ่งต้องรอประกาศชื่อ และเช็ควาระการประชุม ซึ่งทางสำนักพุทธฯ จะมีหนังสือแจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการ ฯลฯ ก็เลยเลื่อนออกไปซะเลย "หนึ่งเดือน" ดังกล่าว

กล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่า ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2561 เป็นต้นไป มหาเถรสมาคม ได้ยุบตัวเองลง สิ้นสุดสถานภาพโดยสมบูรณ์ รอเกิดใหม่ใน พรบ.คณะสงฆ์ ที่ผ่าน สนช. ไปในวันที่ 5 กรกฎา ที่ผ่านมา ว่ากันจริงๆ แล้ว ณ เวลานี้ เหลือกรรมการมหาเถรสมาคมเพียง 1 ตำแหน่ง นั่นคือ สมเด็จพระสังฆราช เท่านั้น นอกนั้น..ซีโร่ It's over !

ดังนั้น การประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อวาน (10 ก.ค. 61) จึงเป็นการประชุมเพื่อ "บอกลา" เห็นหน้าเห็นตากันประเดี๋ยวประด๋าวก็ "ปิดประชุม" ซะแล้ว ที่สำคัญยังไม่รู้เลยว่า "ใคร" จะได้กลับมาที่ห้องนี้อีกหรือไม่ เรียงลำดับไว้เลย ว่ากันว่า หลุดไปเกินครึ่ง สายไหนบ้างก็เห็นคนวิจารณ์กันไปเยอะแล้ว ลุ้นกันใจจะขาด ทั้งคนเก่า-ใครจะไป คนใหม่-ใครจะมา เหมือนลุ้นโผ ครม. อย่างนั้นแหละ บอกได้แต่เพียงคำเดียวว่า "มันจบแล้วครับ เจ้านาย"

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

ขอยืนไว้อาลัยให้แก่มหาเถรสมาคมชุดนี้เป็นครั้งสุดท้าย

บ๊ายบาย มหาเถรสมาคม !

 

 

 

The Last MS

 

สิ้นสุดระบบโควต้าเส้นใครสายมัน

ต่อไปเหลือเพียง..สายในวัง

 

 

รอประกาศราชกิจจาฯ ก่อนนำ ก.ม.สงฆ์ใหม่ถก มส.

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พุทธมณฑล จ.นครปฐม มีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) โดยสมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร กรรมการ มส. ปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุม มส. ภายหลังการประชุมซึ่งใช้เวลาเพียง 15 นาที นายสิปป์บวร แก้วงาม ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ในฐานะรองโฆษก พศ. กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการรายงานเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งตามขั้นตอนของการประกาศใช้

กฎหมาย ต้องรอให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อน อีกทั้งการเสนอแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เป็นการเสนอโดยรัฐบาลผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อต้องการให้การบริหารงาน การปกครองคณะสงฆ์เกิดความเข้มแข็ง เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วจะต้องนำแจ้ง มส.เพื่อทราบ และพิจารณาว่าจะต้องดำเนินการต่อไปอย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุม มส. ได้มีเจ้าหน้าที่ พศ. นำประกาศ "เลื่อนประชุม มส."  วันที่ 20 ก.ค. เป็นวันที่ 10 ส.ค. มาติดหน้าห้องประชุม มส. ด้วย

สำหรับการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ครั้งนี้มีสาระสำคัญคือ การแต่งตั้ง ถอดถอน กรรมการ มส. ให้เป็นพระราชอำนาจ ซึ่งรวมไปถึงการแต่งตั้งถอดถอน เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค และตำแหน่งทางการปกครองสงฆ์อื่นๆด้วย โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย เพื่อทรงพิจารณาโปรดเกล้าฯให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

 

ี่มา : ไทยรัฐ : 11 กรกฎาคม 2561

 

 

บรรจบโผล่ !

อวยพร "กรณ์-หัวหน้าพรรค" แผ่นดินธรรม

ย้ำ..ไม่พร้อมเล่นการเมือง

แต่เปิดทางให้ใครก็ได้ !

 

 

บรรจบ จำลอง #2

 

อา..ำไปทำมา ดูท่าว่า "พรรคแผ่นดินธรรม" จะกลายเป็น "พรรคพลังธรรม" ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ในอดีต อีกแล้วละครับท่าน เพราะพรรคพลังธรรมนั้น มีการ "แบ่ง" ออกเป็น 2 สาย คือ สายวัด กับสายบ้าน สุดท้ายสองสายก็ไปด้วยกันไม่ได้ ส่วนพรรคของ ดร.บรรจบ นั้น แบ่งออกเป็น "สายรับตำแหน่ง" กับ "สายไม่รับตำแหน่ง" แต่ก็ล้วนแต่สังกัดอยู่ในพรรคเดียวกัน อันมีที่มาจาก "สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย" ซึ่งมี ดร.บรรจบ นั่งเก้าอี้หัวหน้าสมาพันธ์ฯ ขณะที่ "กรณ์ มีดี" เลขาฯสมาพันธ์ฯ นั้น ไปนั่งเก้าอี้ "หัวหน้าพรรค" มันก็เริ่มจะมองเห็น "ความขัดแย้ง" แบ่งออกเป็นเส้นบางๆ นานไปก็เกรงจะกลายเป็น "เส้นบะเริ่มเทิ่ม" จนอาจจะมีการ "แยกพรรค" ออกจาก..สมาพันธ์ฯ ก็ได้ เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์

แต่สิ่งที่พิสูจน์ได้แน่นอนแล้วก็คือ หลังจาก ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย "ประกาศถอนตัว" ไม่เล่นการเมือง พร้อมกับเรียกร้องให้คนที่สนใจเข้ามานั่งเก้าอี้ "หัวหน้าพรรคแผ่นดินธรรม"  ตั้งแต่เดือน "เมษา-2560" คือปีกลาย ถึงวันนี้ก็ปีกว่าๆ แต่ปรากฏว่า "ไม่มีใครสนใจในพรรคนี้เลย" สุดท้ายก็เลยจำยอมต้องเข็น "กรณ์ มีดี" เลขาฯ ของบรรจบ ออกรับหน้าแทน

สรุปว่า พรรคแผ่นดินธรรม ก็ยังคงเป็น "สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย" อยู่อย่างเข้มข้น ไม่มีปลอมปนแม้แต่คนเดียว

 

 

ขอแสดงความยินดีกับชาวพรรคแผ่นดินธรรม

 

 

ในโอกาสที่ฝ่ายการเมือง ของสมาพันธ์ชาวพุทธฯแห่งประเทศไทย เริ่มต้นตั้ง "พรรคแผ่นดินธรรม" ได้สำเร็จ ผมจึงใคร่เชิญชวนพี่น้องชาวสมาพันธ์แห่งประเทศไทยทุกภาคส่วน ตั้งแต่สมาพันธ์ฯหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค และส่วนกลาง ร่วมแสดงความยินดีในความสำเร็จขั้นต้นนี้ ซึ่งเราทั้งหลายรอคอยมานานแล้ว


สมาพันธ์ฯ เรามีหลักการ คือ ยอมรับความจริงว่า เราไม่สามมารถทำงานการเมืองได้ทุกคน แต่จะเปิดทางและสนับสนุนคนที่สามารถทำได้ให้เดินหน้าต่อไป และบัดนี้คนที่ทำได้สมัครใจมาทำงานการเมืองเราก็สนับสนุนเต็มที่ และให้อิสระแก่ฝ่ายการเมืองดำเนินการทุกอย่าง เพื่อการเป็นการเมืองที่มีคุณภาพ


ฝ่ายการเมืองของเรา อาจจะยังใหม่ต่อสนามการเมือง และอาจจะขาดแคลนทุนสนับสนุน ไม่เป็นไร เพราะพวกเขามั่นใจว่า ความตั้งใจจริงเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะนำพาไปให้ได้รับการสนับสนุนด้านที่ขาดแคลนได้ ความดีจะจัดสรรให้ไก้พบกับสิ่งดี


ระยะหลังชาติเราเจริญด้วยสิ่งสร้างขึ้นมากมาย แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือ "ศีลธรรม" จึงทำให้ชาติเราต้องประสบปัญหามากมาย ซึ่งปัญหาเหล่านี้ แม้จะมีวิธีและกระบวนการแก้ไขมากมาย ทั้งทางกฎหมาย การเมือง การศึกษา การเศรษฐกิจและวัฒนธรรม แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ บางครั้งบางวิธีบางกระบวนการยิ่งแก้ยิ่งเพิ่มปัญหา เพราะในวิธีการและกระบวนการเหล่านั้นขาด "ศีลธรรม" เป็นแกนหลัก ด้วยเหตุนี้ผมจึงดีใจที่ได้เห็นการใช้คำ "ศีลธรรมนำชาติ" (The Nation in Morality) เป็นสโลแกนของพรรคแผ่นดินธรรม


ผมขออวยพร ให้พรรคแผ่นดินธรรม ภายใต้การนำของหัวหน้า กรณ์ มีดี และเลขาธิการ พลากร เทศน์นำ จงประสบความสำเร็จ ในการรับใช้ประเทศชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ สืบไป

 

 

บรรจบ บรรณรุจิ

ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

12 กรกฎาคม 2561

 

 

ี่มา : เฟสบุ๊คสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย : 11 กรกฎาคม 2561

 

กรณ์ มีดี นั่งหัวหน้า พรรคแผ่นดินธรรม !

บรรจบ บรรณรุจิ หายตัว

ไม่เข้าประชุมและไม่มีตำแหน่ง !

 

ดร.บรรจบ ถอนตัว จากหัวหน้าพรรคแผ่นดินธรรม ปล่อยให้ "กรณ์ มีดี" ขึ้นนำ ยังไม่ทราบว่า ระหว่าง "สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย" กับ "พรรคแผ่นดินธรรม" จะเดินไปด้วยกันอย่างไร ในเมื่อพรรคแผ่นดินธรรม ก่อกำเนิดมาจากสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ซึ่งเมื่อเอา "เลขาฯสมาพันธ์" ขึ้นนั่งหัวหน้าพรรคแทน "ประธานสมาพันธ์" แล้วถามว่า ตำแหน่งประธานสมาพันธ์นั้น นั่งอยู่ตรงไหน เพราะใน "พรรคแผ่นดินธรรม" นั้นชัดเจนว่า ไม่มี ดร.บรรจบ บรรณรุจิ อยู่ในตำแหน่งใดๆ เลย ซึ่งอย่างน้อยก็ควรจะอยู่ที่ "ประธานที่ปรึกษาพรรค" แต่ยังไม่เห็น หรือว่ายังหาตำแหน่งให้ไม่ได้ หรือว่าไม่เล่นการเมืองจริงๆ

ว่ากันแค่นี้ก่อน ส่วนเรื่องนโยบายนั้นยังไม่อยากวิจารณ์ เพราะจะกลายเป็น "ตีปลาหน้าไซ" คือ ติก่อนเห็น ดังนั้น จึงต้องให้โอกาสในการทำงาน ดีไม่ดีจึงค่อยมาวิจารณ์กันในภายหลัง แต่ถึงกระนั้น การที่กลุ่มคนจำนวนมาก ได้มารวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมส่วนรวม ถือว่าเป็นการรวมพลังสามัคคีในทางที่ดี ไม่ต้องถึงกับจะปฏิวัติประเทศไทยหรอก แค่รวมตัวกันเก็บขยะก็นับว่าเยี่ยมแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าใครจะประกาศเล่นการเมืองซึ่งเป็นเรื่องอาสา ก็ถือว่ามีจิตเสียสละระดับสูงในการทำงานเพื่อชาติ ศาสตร์ กษัตริย์ จึงต้องให้กำลังใจ ขอให้สำเร็จสมปรารถนา จงทุกประการ

 

 

 

ขวา : บรรจบ บรรณรุจิ ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

ซ้าย : กรณ์ มีดี เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

 

 

กรณ์ มีดี

นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคแผ่นดินธรรม

 

พลากร เทศนำ

นั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรคแผ่นดินธรรม

 

 

บรรจบ บรรณรุจิ Where are you ?

 

 

"พรรคแผ่นดินธรรม"

 

 

ชูธง !! ปกป้องพุทธ.. พร้อมพัฒนาประเทศ ด้วยหลักศีลธรรม และขอเป็นตัวแทนพระสงฆ์และชาวพุทธ

 

วันที่ 8 กรกฏาคม 2561 ณ. ห้องประชุมกันเกรา โรงแรมกรีนวิว มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด

 

คณะผู้ก่อตั้ง "พรรคแผ่นดินธรรม" นำโดย นายกรณ์ มีดี เลขาธิการ สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ได้จัดประชุม เพื่อจัดตั้งพรรค ในนาม "พรรคแผ่นดินธรรม" โดยประกาศ ชูธง ปกป้องและส่งเสริม พระพุทธศาสนา

 

โดยรวบรวม DNA พุทธ อดีตนักบิณฯ จากสถาบันหลักมหาลัยสงฆ์ มจร. และ มมร. รวมถึงคนวัด ที่รักและหวงแหน ในพระพุทธศาสนา

 

เน้นบริหารประเทศ ด้วย "หลักศีลธรรม" คืน "วิถีไทย วิถีพุทธ" นำความสามัคคี ปรองดอง คืนสู่สังคมไทย ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า

พร้อมใช้ดัชนีชี้วัดความทุกข์ มาใช้คู่ขนานกับดัชนีชี้วัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

และมีนโยบาย ด้านต่างๆ อาทิ..

 

ด้านพระพุทธศาสนา ตั้งธนาคารพุทธ บัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ปฏิรูปคณะสงฆ์ โดยคณะสงฆ์ ปฏิรูปสำนักพุทธ รับรองโรงเรียนพระปริยัติสามัญ ให้เป็นโรงเรียนในกำกับของรัฐ ให้พระป่าเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ดูแลป่า

 

ด้านการศึกษา เพิ่มหลักสูตรสมาธิภาวนา ในหลักสูตรทุกระดับ พร้อมวิชาเอาตัวรอด และรับรองโรงเรียนพระปริยัติสามัญเป็นโรงเรียนในกำกับของรัฐ

 

ด้านการเมืองการปกครอง แยก กทม. เป็น 2 มหานคร คือ กทม. และ ธนบุรี พิจารณาแก้ไขกฎหมายควบคุมความเร็วไม่เกิน 80 กม. ให้เหมาะสมกับสภาพถนนและการเดินทาง และตั้ง ครม. หมู่บ้าน พร้อมให้งบบริหารปีละ 1 ล้านบาทต่อหมู่บ้าน

 

ด้านเกษตร ส่งเสริมเกษตรตามแนวพระราชดำริ (เศรษฐกิจพอเพียง) อาหารเมืองไทยต้องไร้สารพิษ สนับสนุนการใช้ปุ๋ยชีวภาพ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี หรือสารเคมี ยกโควต้าสินค้าเกตรส่งออกให้ สหกรณ์การเกษตร และวิสาหกิจชุมชน

ด้านแรงงาน ให้วันเกิดทุกคน เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์

 

ด้านเด็กสตรี เยาวชนและผู้ด้อยโอกาส เปลี่ยนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นเงินสด ให้สวัสดิการผู้สูงอายุเดือนละ 3,000 บาท พร้อมตั้งทีมปฏิบัติการค้นหา เด็ก ผู้สูงอายุ ที่ถูกทอดทิ้ง

 

ด้านสาธารณสุข ตั้งโรงพยาบาลแพทย์ทางเลือก เป็นโรงพยาบาลรัฐที่รักษาแพทย์แผนไทยและจีน และเพิ่มค่าตอบแทนให้ อสม. เดือนละ 2,500

 

ด้านคมนาคม สนับสนุนขุดคลองไทย เพื่อเชื่อม 2 มหาสมุทร เป็นทางเดินเรือ เพื่อเก็บค่าผ่านทาง

 

ที่ประชุมผู้ก่อตั้งพรรคจำนวนเกือบ 300 คน มีมติเป็นเอกฉันท์ทุกวาระ เลือก

 

นายกรณ์ มีดี (เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย) เป็นหัวหน้าพรรค

 

นายพลากร เทศนำ (นายกพุทธสมาคมสมุทรปราการ) เป็นเลขาธิการพรรค

 

 

รองหัวหน้าพรรคประกอบด้วย


นายมานพ ปิยะวงศ์ (ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธภาคเหนือ)
นายอุดร จันทวัน (รองประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย)
นายสมศักดิ์ จังอินทร์ (ควบโฆษกพรรค)
น.อ.บุญเศษ มาภิรมย์ (ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธภาคตะวันออก)
นายนิรันดร์ ภิระบรรณ (อุปนายกพุทธสมาคม และนายกพุทธสมาคมแม่สาย)
น.ส.มะรีย์ สุ่มมาตย์ (ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธภาคอีสาน

 

 

รองเลขาธิการพรรคประกอบด้วย


นางอัญชลี มณีวรรรณ์
นายวัชรินทร์ ชัยภัทร์ชนก (เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธภาคอีสาน)
นายอภิเกียรติ ประสงค์ (เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธภาคตะวันออก)

ดร.ศุภกร ชนะไชยธรรม เป็นเหรัญญิก
นายนันทภพ บรรจบพุดซา นายทะเบียน
นายนพดล มะลาดวง เป็นรองโฆษก

กรรมการบริหารพรรคประกอบด้วย
ดร.อดิศร หนันคำจร
ดร.สิริมงคล อุ่นใจ
นางสมบูรณ์ พลธิรักษา
นายสุทธิลักษณ์ ชัยบุญ
นายประวิทย์ ศรีคงยศ

 

ข้อมูลอื่นๆ


ชื่อพรรคภาษาไทย "พรรคแผ่นดินธรรม"
ชื่อภาษาอังกฤษ "The Land of Darma Party"
ชื่อย่อภาษาไทย ผธ.
ชื่อย่อภาษาอังกฤษ LDHP
สโลแกนพรรค "ศีลธรรม นำชาติ"

 

 

นายกรณ์ มีดี
ว่าที่หัวหน้าพรรคแผ่นดินธรรม
9
ก.ค. 2561

 

ี่มา : เฟสบุ๊คสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย : 10 กรกฎาคม 2561

 

ยากกว่าพาหมูออกถ้ำ !

พรบ.การศึกษาสงฆ์ติดด่านสอง

ประโยค 9 ยังไร้หวังเป็นด๊อกเตอร์ !

 

อา..ตีกลับไปกลับมาเป็นแบดมินตันไปแล้ว สำหรับ พรบ.การศึกษาของพระสงฆ์ไทย ที่มุ่งหวังอย่างยิ่งใหญ่ จะให้ "ป.ธ.9" เป็น..ด๊อกเตอร์ เจอตอเข้าหลายครา ตอบปัญหาไม่ได้ว่า ป.ธ.9 เทียบเท่ากับ ดร. ได้อย่างไร ในเมื่อการเรียนมันไม่เหมือนกัน

อา..ก็ตอบได้ว่า "เพราะเชื่อว่า คนเรียนจบ ป.ธ.9 เป็นคนเก่งที่สุด" ไง สมัยโบราณนั้นถึงกับเล่าขานกันว่า "จบเปรียญเก้ารู้เสียงนกเสียงกา" ว่าไปโน่น ทั้งๆ ที่จริงแล้ว คนจบเปรียญเก้าไม่เข้าท่าก็มีเยอะ เหมือนคนจบด๊อกเตอร์นั่นแหละ ไม่ได้เรื่องก็มีแยะ

ทีนี้ ปัญหามีอยู่ว่า จู่ๆ ทางพระเรานี่แหละ อยากจะให้ ป.ธ.9 เป็นด๊อกเตอร์กับเขา ซึ่งถ้าว่ากันตามหลักการแล้ว ก็ควรจะ "ปรับปรุงหลักสูตร ป.ธ.9" ให้สอดคล้องกับหลักสูตรทางมหาวิทยาลัยต่างๆ หรือไม่ก็ต้อง "ตั้งมหาวิทยาลัยบาลี" ขึ้นมา ทำการพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้า จนประโยคเก้าได้เป็นด๊อกเตอร์

แต่นี่กลับไม่ทำ โน่น จู่ๆ ก็เขียนกฎหมาย "กำหนดให้ ป.ธ.9 เป็นด๊อกเตอร์" อย่างง่ายๆ ถามว่าใครจะยอม เพราะมันจะพัวพันกับการศึกษาอื่นๆ ขืนให้ประโยคเก้าเป็นด๊อกเตอร์ เผลอๆ องค์กรอื่นๆ ยื่นขอเป็นด๊อกเตอร์ให้แก่ผู้ค้นพบยาสมุนไพรบ้าง เป็นต้น ก็คงอลเวง แต่จะไม่ให้ก็คงไม่ได้ เพราะลองให้แก่ ป.ธ.9 ไปแล้ว ก็คงต้องให้แก่องค์กรอื่นบ้าง

คณะสงฆ์อ้างหลักการเพียงข้อเดียวที่ว่า "รัฐต้องให้การอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาซึ่งประชาชนคนไทยเลื่อมในศรัทธามาเป็นเวลานาน" แล้วก็ยื่นเรื่อง "ประโยคเก้าเป็นด๊อกเตอร์" เข้าไป รัฐบาลก็ทำใจลำบาก อยากจะช่วย แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง เพราะฟังจากทางนักวิชาการแล้ว ทุกคนส่ายหน้า ถ้าเป็นได้จริงก็คงเป็นด๊อกเตอร์พันธุ์พิเศษ แบบว่าเรียนวิชาเดียวแต่ได้ปริญญาเอก 2 ใบ ใครไม่เรียนบาลีจนจบ ป.ธ.9 ก็โง่แล้ว

 

 

 

 

เร่งหาจุดลงตัว พ.ร.บ.การศึกษาสงฆ์

ตีกลับ พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม หาจุดกึ่งกลางวิทยาฐานะ ป.ธ.9 อีกรอบ ขณะที่สุวพันธ์ุพยายามผลักดันกฎหมายดังกล่าวอย่างดีที่สุด หวังพัฒนาระบบการศึกษาสงฆ์ให้มีทิศทางยิ่งขึ้น

วันนี้ ( 9 ก.ค.) นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  เปิดเผยความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรมว่า ขณะนี้ยังมีความเห็นต่างเกี่ยวกับ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ โดยเฉพาะประเด็นหลักสูตรของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กับสถาบันสงฆ์ ซึ่งก็มีความพยายามหาข้อยุติเกี่ยวกับความเห็นต่างเหล่านี้ โดย จึงได้ส่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ให้ พศ. ไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น สกอ. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับวิทยฐานะของผู้จบการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ในเปรียญธรรม (ป.ธ.) 9 ประโยค ซึ่งต้องมีความชัดเจน และเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน จึงจำเป็นต้องให้ พศ. นำกลับไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อปรับแก้ในบางมาตราให้เหมาะสมก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอีกครั้งให้เร็วที่สุด
   
"ผมจะพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม อย่างดีที่สุด  โดยเชื่อว่าการมี พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะทำให้การพัฒนาระบบการศึกษาสงฆ์ มีทิศทางและเป็นระบบมากขึ้น ซี่งจะเป็นประโยชน์ของทุกฝ่าย" นายสุวพันธุ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ถือว่า ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม ถูกส่งกลับมาให้ พศ. หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นครั้งที่ 2 แล้ว โดยก่อนหน้านี้ได้มีการปรับเนื้อหาไปแล้วครั้งหนึ่ง โดยเป็นการปรับปรุงเนื้อหาตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไม่เห็นด้วยในมาตรา 24 และ25  โดยคณะกรรมการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ... ได้พิจารณาตัดมาตรา 3 ที่ระบุว่า ให้ยกเลิก (1) พ.ร.บ.กำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2527 (2) พ.ร.บ.กำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา (ฉบับที่2) พ.ศ.2540 และมาตรา 24 ที่ระบุว่า ให้ผู้สำเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีสนามหลวง ชั้นเปรียญธรรม (ป.ธ.) 9 ประโยค มีวิทยฐานะระดับปริญญาตรี ออก และแก้ไขมาตรา 25 จากที่ระบุว่า ให้ผู้สำเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีฯ ที่ได้ทำการศึกษาเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด มีวิทยฐานะ ดังต่อไปนี้

(1) ชั้น ป.ธ. 5 ประโยค มีวิทยฐานะระดับปริญญาตรี

(2) ชั้น ป.ธ. 7 ประโยค มีวิทยฐานะระดับปริญญาโท

(3) ชั้น ป.ธ.9 ประโยค มีวิทยฐานะระดับปริญญาเอก

โดยแก้ไขใหม่ และกำหนดมาตราใหม่ เป็นมาตรา 23 ระบุว่า ให้ผู้สำเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีฯ ที่ได้ทำการศึกษาเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด ให้มีวิทยฐานะระดับใดๆ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) และมหาเถรสมาคม (มส.)

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 9 กรกฎาคม 2561

 

ไม่จนก็บ้า !

เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจประชากรพระ

งามหน้าซะไม่มี !

 

 

ผมไม่เคยบวช และบวชไม่ได้ กลัวผิดศีล

แต่ผมจะออกกฎหมายให้พระไทยอยู่ภายใต้นิติตะวัน

เราจะแก้ปัญหาพระศาสนาด้วยการแก้กฎหมาย

 

 

อา..ก็จริงนะสินะ ไม่ทราบว่าพระพุทธศาสนานั้น เป็นศาสนาของชนชาติไหน บรรพบุรุษเคยปฏิบัติต่อพระศาสนาอย่างไร และนายตำรวจท่านนั้นนับถือศาสนาอะไร ถ้าเป็นชาวพุทธ, เกิดมาชาตินี้เคยบวชหรือยัง หรือเคยคิดจะบวชตลอดชีวิตหรือเปล่า หรือจะปล่อยให้แต่พวกคนจนและคนบ้ามาบวช

สมัยโบราณนั้น เจ้าฟ้ามหากษัตริย์ ทรงมีพระโอรสมาก แถมวัดก็ยังมีครูบาอาจารย์ผู้ชำนาญในวิชาการต่างๆ อย่างมากมาย กลายเป็นโรงเรียนชั้นสูง จึงทรงโปรดให้พระโอรสได้ทรงผนวชเพื่อศึกษา เมื่อมีปัญหาด้านการเมืองเรื่องราชสมบัติ เกิดการเข่นฆ่ากันระหว่างเชื้อพระวงศ์ ส่งผลให้ผู้แพ้ต้องลี้ภัยการเมืองหนีไปบวช ซึ่งบุคคลเหล่านี้เป็นอดีตนักการเมือง จึงถือว่ามีหัวก้าวหน้า บางรูปบางองค์ถึงกับเอาผ้าเหลืองไปเล่นการเมือง จนได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินก็มีหลายรัชกาล เช่น พระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา ส่วนสมัยรัตนโกสินทร์นั้นก็มีเห็นๆ แต่ไม่ขอเอ่ยพระนาม จะกระทบกระเทือน

บริบทสังคมไทยเปลี่ยนไปมาก หลังจาก พ.ศ.2475 คณะราษฎรนำโดย นายปรีดี พนมยงค์ และ พ.อ.พระยาพหลพลอยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ได้ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ความหมายก็คือ ยึดอำนาจพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แล้วนำเอาอำนาจนั้นมาใส่ในมือของ "ราษฎร" คือประชาชนเต็มขั้น ให้ทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงในการเลือกตั้งผู้นำ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ราษฎรได้เข้ามาสมัครรับเลือกตั้ง แปลอีกความหมายก็คือ เปิดโอกาสให้ราษฎรได้มีอำนาจ เป็นนักการเมือง

ร.7 ทรงสละราชสมบัติ ร.8 ยังไม่ทันบรมราชาภิเษกก็สิ้นพระชนม์ ร.9 ทรงมีพระมเหสีเพียงพระองค์เดียว พระเจ้าลูกเธอก็ไม่มาก ไม่เกิดปัญหาว่าด้วยการแย่งชิงราชสมบัติ สรุปว่า ปัญหาทางเจ้านั้นหมดไป

แต่กลับมาเกิดปัญหาในทางไพร่ ที่เรียกว่า ราษฎรเต็มขั้น เมื่อได้เป็นนักการเมืองก็แก่งแย่งอำนาจกัน ยิ่งรุ่นหลังที่ไม่ทันคณะราษฎร จึงไม่ได้มีอุดมการณ์อะไร หวังก็เพียงอำนาจและเงินตรา นอกจากจะเล่นการเมืองโดยไร้อุดมคติแล้วก็ยังไร้สปิริต หลายคนเคยเป็นถึงนายกรัฐมนตรี พอพ้นจากตำแหน่งแล้ว ก็ยังกลับไปเป็น ส.ส. บ้าง เป็นรองนายกรัฐมนตรีบ้าง เหมือนไม่รู้จักอิ่มจักพอ ก็กลายเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีในทางการเมือง

บวชการเมืองกับบวชเพื่อหาโอกาสยกระดับชีวิตบ้านนอก

ทีนี้ว่า เมื่อนักการเมืองแย่งชิงอำนาจกันถึงขั้นห้ำหั่นเอาเป็นเอาตาย แต่วัดวาอารามและพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นของสูง มีเขตอภัยทาน จึงปรากฏนักการเมืองที่พ่ายแพ้ในเกมการเมือง ได้หันมาหาผ้าเหลือง เพื่อเป็นการ "ซักฟอก" ตัวเอง ให้ไร้มลทิน ยิ่งพักหลังมานี้ วิธีการแบบนี้ ลามปามมาจนถึงดารานักแสดง ที่มีปัญหาด้านพฤติกรรมกระดำกระด่างในทางสังคม ก็แก้ปัญหาด้วยการ "บวช" เพื่อซักฟอกตัวเอง ไม่ต่างไปจากนักการเมือง

ส่วนประชากรหลักของพระไทยเรานั้น หลังปี 2475 เมื่อเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินและคนรวยๆ เรียนสูงๆ ไม่ค่อยนิยมบวช หรือที่บวชก็แค่ "ประเพณี" ไม่มีใครอยู่ในผ้าเหลืองไปจนตาย วัดวาอารามจึงกลายเป็น "เส้นทางใหญ่" เปิดโอกาสให้แก่ลูกหลานคนยากคนจน ได้เข้ามาบวชเรียน เพื่อยกระดับชีวิต เพราะสามารถยกระดับทั้งด้านการศึกษาและยศถาบรรดาศักดิ์ เป็นเจ้าฟ้าเจ้าคุณ รวมความอยู่ที่ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" นั่นเอง

ผู้หลักมักใหญ่ ผู้ดีมีเงิน ลูกท่านหลานเธอ ลูกเจ้าเหง้าขุน คุณท่านคุณเธอทั้งหลาย ที่มีโอกาสเรียนในมหาวิทยาลัยและไปเมืองนอก รู้ภาษาต่างประเทศที่มีอิทธิพลต่อวิชาการสมัยใหม่ ได้แก่ยุโรปและอเมริกา จึงมองเห็นว่า พระไทยที่พวกเราเคยเคารพนบไหว้นั้น ที่แท้ก็แค่ "ลูกชาวนา" บวชมาเพื่อแสวงหาโอกาสทองของชีวิต แต่โรงเรียนวัดในปัจจุบันนั้น "ล้าหลัง" ไม่ล้ำหน้าเหมือนสมัย ร.5 ใครจบโรงเรียนวัดมาจึงเป็นคนล้าหลัง ถึงจะมี มหาจุฬา-มหามกุฏ เป็นแหล่งศึกษาวิชาการชั้นสูง แต่เทียบเกรดแล้ว สู้มหาวิทยาลัยนอกวัดไม่ได้ ชนชั้นสูง (Elite) ในสังคมไทย จึงประเมินได้ว่า ตำรับตำราที่พระไทยเรียนๆ กันทุกวันนั้น เอาเข้าจริงแล้วก็แค่..ตำรา หรือสื่อ พระสงฆ์สามเณรก็คือ ผู้ท่องตำรา ศึกษาเพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ไม่ให้วัดร้างและไม่ให้พระธรรมวินัยขาดสูญ เท่านั้น

สมัยก่อนนั้น จะศึกษาพระธรรมวินัยก็ต้องไปวัด มีปัญหาทางจิตใจหรือจิตวิญญาณก็ต้องไปถามพระ เพราะพระคือผู้รู้ สามารถอ่านพระไตรปิฎกได้ แต่สมัยปัจจุบัน วิทยาการคอมพิวเตอร์ก้าวหน้าจนกระทั่งสามารถบันทึกพระไตรปิฎกได้ทุกภาษา ไม่ว่าจะเป็นบาลี สันสกฤต อังกฤษ ไทย พม่า ศรีลังกา ลาว กัมพูชา ฯลฯ แถมคอมพิวเตอร์ยังจำได้ "แม่น" กว่าพระ ถามเมื่อไหร่ตอบได้ไม่ผิดเพี้ยน พระเณรเสียอีก ตอบไม่ค่อยตรงกันเลย จนกระทั่งมีคำกล่าวว่า สมัยนี้ อยากเรียนรู้อะไรก็ให้ถาม "กู-Google" อยากเห็นหรือดูอะไรก็ให้ใช้ "ยู-Youtube" ไม่มีใครถามพระถามวัดอีกต่อไป แม้กระทั่งเรื่องพระธรรมวินัย

นายไพบูลย์ นิติตะวัน จึงถึงกับประกาศว่า "ผมศึกษาพระพุทธศาสนาได้จากกูเกิ้ล" หมายความว่า ไม่ต้องพึ่งพาพระก็สามารถเข้าถึงพระพุทธศาสนาได้ แถมคนหัวดีระดับนายไพบูลย์ ยังอาจจะหัวดีกว่าพระเณรอีกหลายหมื่นรูปด้วยซ้ำไป เถียงเรื่องพระธรรมวินัยก็ไม่แน่ว่าจะชนะนายไพบูลย์

เมื่อสามารถศึกษาพระไตรปิฎกได้โดยไม่ต้องผ่านพระ ก็มีคนคิดว่า พระเณรในวัดนั้น ส่วนใหญ่ก็บวชเพื่อเรียน เหมือนนักเรียนโรงเรียนกินนอน ไม่ได้บวชเพราะอุดมการณ์ แถมที่หัวดีและเรียนเก่งก็มีน้อย บวชได้ไม่นานก็สึกหาลาเพศออกไปหาการงานทำ มีลูกมีเมีย ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรให้เป็นแบบอย่าง ขนาดเป็นมหาก็ยังกินเหล้าเมายา เอาเป็นตัวอย่างที่ดีไม่ได้

"พระเณรส่วนใหญ่แค่เรียนท่องจำ ไม่ได้ปฏิบัติ ฆราวาสบางคนยังสนใจในการปฏิบัติธรรมมากกว่าเสียอีก" คนชั้นกลางและชั้นสูงในสังคมไทย มีนางอ้อย-อัจฉราวดี และนางสุจินต์ นักวิปัสสนาปากตะไกร เป็นต้น คิดกันอย่างนั้น จึงหันหลังให้วัด สร้างสำนักของตนเองขึ้นมา ประกาศว่า "ไม่ต้องบวชก็บรรลุธรรมได้" ผ้าเหลืองไม่มีความหมายในสายตาของชาวพุทธพันธุ์ใหม่อีกต่อไป วันดีคืนดีก็ประกาศ "ได้บรรลุธรรม" ทั้งๆ ที่ยังมีลูกมีผัว

วันนี้ มาถึงวลีสำคัญอีกครั้ง ดังนายตำรวจท่านหนึ่งระบุว่า "เดี๋ยวนี้ คนที่มาบวชเป็นพระ ถ้าไม่ยากจนก็สติไม่ค่อยดี" เป็นการตีแสกหน้าพระสงฆ์ไทยทั้งประเทศ ที่เพิ่งจะผ่านการ "ถูกยึดอำนาจ" ในการตั้งกรรมการ มส. เจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาค โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติไปหยกๆ

ถามว่า แล้วปัญหาพระศาสนาจะแก้กันอย่างไร หรือจะปล่อยให้สาละวันเตี้ยลงไปเรื่อยๆ เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ผู้หลักมักใหญ่ ผู้ดีตีนแดง คนชั้นสูง ชนชั้นกลาง ไม่มีใครสนใจจะเข้ามากอบกู้พระพุทธศาสนาเหมือน "นายสนธิ ลิ้มทองกุล" ก่อม็อบกู้ชาติบ้างหรือ เอาแต่ด่าและแก้กฎหมาย แต่ไม่มีใครมาบวช ถามว่ามันจะเกิดประโยชน์อันใด ก็เหมือนการเมืองนั่นแหละ ปฏิวัติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ก็ให้นักการเมืองเก่าๆ เข้ามาเล่นกันต่อไป พอไปไม่ไหวก็ปฏิวัติอีก ซ้ำๆ ซากๆ

อยากเห็นรัฐบาลและ สนช. ออกกฎหมาย "กอบกู้พระพุทธศาสนา" ออกมาซักฉบับ เช่น

มาตรา 1 ชาวไทยที่นับถือพระพุทธศาสนาทุกคน เมื่อมีอายุครบ 20 ปี ต้องบวช เป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี ใครไม่บวชถือว่าผิดกฎหมาย ต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 10 เช่นกัน หรือปรับเป็นเงิน 1 ล้านบาท (อัตราปรับนี้จะปรับขึ้นทุกๆ 10 ปี ตามค่าของเงินที่อ่อนตัวลง)

มาตรา 2 ก่อนบวชต้องเรียน ม.6 เป็นอย่างต่ำ และเมื่อบวชแล้ว ต้องเรียนจนจบนักธรรมชั้นเอก บาลีเปรียญ 5 หรือมหาวิทยาลัยในระดับปริญญาตรี หาไม่จะมีโทษ ไม่สามารถสึกได้

มาตรา 3 ใครบวชแล้วไม่เสียสละ ไม่ปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วไม่บรรลุธรรม ถือว่าหลอกลวง เป็นการทำลายพระศาสนาโดยอ้อม ต้องโทษจำคุกสูงสุดตลอดชีวิต (ข้อนี้ ให้มีการออกกฎหมายลูก กำหนดตารางปฏิบัติธรรมประจำวันอย่างเคร่งครัด เช่น นั่งสมาธิอย่างน้อย 12 ชั่วโมงต่อ 1 วัน เพราะชีวิตพระไม่มีกิจการงานอะไรต้องทำ บวชมาเพื่อปฏิบัติอย่างเดียว)

มาตรา 4 ห้ามพระภิกษุสามเณร รับ จับถือเงินทอง หรือข้าวของเครื่องใช้ที่ดีมีมูลค่าเกินกว่า 5 บาท ใครรับก็ดี ให้ผู้อื่นรับไว้เพื่อตัวเองก็ดี ถือว่าบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา มีโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต

มาตรา 5 พระภิกษุสามเณรทุกรูป ต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัด จะรับกิจนิมนต์นอกวัดไม่ได้ ห้ามไม่ให้มีการบอกบุญหรือเรี่ยไร เพราะไม่ใช่หน้าที่ของพระ พระเณรจะต้องปฏิบัติเท่านั้น ดังนั้น จะต้องออกบิณฑบาต เว้นแต่ป่วย ใครไม่ปฏิบัติตามถือว่าบ่อนทำลายพระศาสนา มีโทษจำคุก 10 ปี

มาตรา 6 ข้าราชการตำรวจ ทหาร และพลเรือน ทุกหมู่เหล่า ถือว่าผ่านการบวชเรียนมาแล้ว (อย่างน้อย 10 ปี ตามมาตรา 1) แต่เพื่อคุณภาพของราชการ จึงต้องผ่านการปฏิบัติวิปัสสนาอย่างอุกฤษฏ์ เป็นระยะเวลา 3 ปี จึงจะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ ใครไม่ผ่านถือว่าขาดคุณสมบัติ ไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้

มาตรา 7 ตำแหน่งสำคัญเหล่านี้ ได้แก่ องคมนตรี นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารตำรวจทุกเหล่าทัพ รัฐมนตรีทุกกระทรวง ปลัดกระทรวง ผู้บัญชาการเหล่าทัพระดับนายพล และผู้ว่าราชการจังหวัด ถือว่ามีตำแหน่งสูงส่ง ต้องมีวัตรปฏิบัติเป็นที่น่าศรัทธาแก่ประชาชนคนไทย ถึงจะเคยบวชเรียนมาก่อนนับ 10 ปีก็ตาม ก็ต้องปฏิบัติวัตรอันอุกฤษฏ์ดังนี้

7.1 ต้องนำครอบครัวทำบุญตักบาตรพระสงฆ์สามเณรทุกเช้า

7.2 ต้องนำข้าราชการในสังกัด เข้าวัดฟังธรรม ทุกๆ วันพระ

7.3 ต้องไปนอนวัด รักษาอุโบสถศีล ทุกๆ วันพระ

7.4 ต้องมีอุตสาหะในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทั้งด้านการศึกษา และการปฏิบัติ

7.5 หลังจากเกษียนอายุราชการแล้ว ต้องออกบวชเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี หากไม่ออกบวช ให้งดบำเหน็จบำนาญทั้งสิ้น

และเพื่อให้การปฏิรูปพระพุทธศาสนาเป็นไปตามแนวทางของ "พระเจ้าอโศกมหาราช" ที่หลายคนโหยหา จึงออกมาตราพิเศษ "ให้พระภิกษุสามเณรทุกรูป ไม่เว้นแม้แต่สมเด็จพระสังฆราช ต้องปริวัติลาสิกขา และสมัครเข้ามาบวชใหม่ ตามระเบียบที่จะได้กำหนดขึ้นเป็นการเฉพาะ"

ออกกฎหมายแบบนี้ซีฮะ จึงจะถือว่าเลื่อมใสศรัทธาและมีความมุ่งมั่นในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง นี่อะไร รัฐบาลบิ๊กตู่แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ไทยไปแล้ว 2 ครั้งในรอบ 4 ปี มีเป้าหมายก็แค่ "ตั้งสังฆราช-กรรมการ มส. และเจ้าคณะใหญ่-เจ้าคณะภาค" เท่านั้น ไม่เห็นเกี่ยวกับพระธรรมวินัยเลย นายตำรวจท่านนี้ยังมีวิสัยทัศน์มากกว่าเสียอีก

จึงขอเจริญพรไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่า ไหนๆ ก็จะปฏิรูปใหญ่แล้ว เพิ่มอีกซักมาตราได้ไหมฮะ เขียนว่า "คนจนห้ามบวช" รับรองว่า พระเณรไทยหายเกลี้ยงประเทศ !

 

 

สุดจะทน ! ชาวเน็ตประณามพระสงฆ์ปากจัด หวิดมีเรื่องบนรถ สุดท้ายจับส่งตำรวจ

 

คลิปวิดีโอพระสงฆ์พูดจาหยาบคายบนรถโดยสาร ทำผู้โดยสารทนไม่ไหวหวิดมีเรื่อง ก่อนจับส่งตำรวจ ตรวจสอบไม่มีใบยืนยันเป็นพระแท้หรือไม่ เจ้าหน้าที่บอก คนสติไม่ดีบวชเยอะ

เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ "Salinee Rattanachotchairit" ได้โพสต์คลิปวิดีโอเผยให้เห็นการใช้กิริยา วาจา ที่ไม่เหมาะสมของพระสงฆ์รูปหนึ่ง บริเวณวินรถตู้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต เพื่อจะเดินทางไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อีกทั้งยังได้มีการลวนลามผู้โดยสารที่นั่งข้างๆ จนทำให้ผู้โชเฟอร์และผู้โดยสารภายในรถทนไม่ไหวจนเกือบจะมีการใช้กำลังเกิดขึ้น


อย่างไรก็ตาม หลังจากรถตู้คันดังกล่าวมาถึงยังบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ได้นำตัวพระสงฆ์รูปดังกล่าวไปยังป้อมตำรวจที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อให้ตรวจสอบว่าเป็นพระสงฆ์จริงหรือไม่ สุดท้ายไม่มีใบสุทธิ บัตรประชาชน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องจับลงบันทึกประจำวันพร้อมกับถ่ายรูปทำประวัติ

จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า "เดียวนี้คนที่มาบวชเป็นพระ ถ้าไม่ยากจนก็สติไม่ค่อยดี"
โดยคลิปวิดีโอดังกล่าวนี้ถูกแชร์ออกสู่โลกโซเชียลแล้วกว่า 20,000 ครั้ง พร้อมกับคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นประณามการกระทำที่ไม่เหมาะสมของพระสงฆ์รูปดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 9 กรกฎาคม 2561

 

ชักแม่น้ำทั้งห้า !

วิษณุ เครืองาม แจงกลางรัฐสภา

ที่มาของการแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์

 

 

 

กก.มส. ต้องเป็นที่ศรัทธาน่าเชื่อถือ ! วิษณุเล่าเหตุผล-ความจำเป็นแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์

"หลายท่านอาจมีความรู้สึกเหมือนไม่สะใจว่า จะแก้ทั้งทีไม่แก้เรื่องอื่นด้วย เรื่องอื่นที่ควรจะแก้ไขให้เข้มข้นมีอยู่จริง แต่ต้องการเวลาศึกษา อย่างน้อยที่สุดต้องมีความรับฟังความเห็นที่หลากหลายกว่าวันนี้ ที่ควรทำวันนี้คือ ให้มีองค์กรปกครองคณะสงฆ์ หรือ มส. อันเป็นทีเคารพศรัทธาเชื่อถือ ความเชื่อถือแรกคือ อายุ จริยวัตร และที่สำคัญควรได้มาจากที่มาอันเป็นที่ไว้วางใจ ถ้าอย่างนั้นควรย้อนไปสู่การโปรดเกล้าฯสถาปนาเหมือนอดีต จึงทำร่างฉบับนี้"

หมายเหตุ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org : นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ในฐานะตัวแทนคณะรัฐมนตรี ชี้แจงต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กรณีรัฐบาลแก้ไขร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. . โดยมีสาระสำคัญคือ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง หรือถอดถอนคณะกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.)

แนวคิดเตรียมการมาก่อนหน้านี้ หลังมีเสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปศาสนา หรือปฏิรูปคณะสงฆ์ อะไรก็ตาม จริงๆ คือการปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์มากกว่า ศาสนาไม่มีอะไรต้องไปปฏิรูป สิ่งที่ต้องทำให้เหมาะแก่กาลสมัยคือการจัดระเบียบปกครองคณะสงฆ์

ในที่สุดเข้าอีหรอบว่า ฆราวาสจะไปจัดระเบียบปกครองคณะสงฆ์ ฆราวาสมีความรู้ความเข้าใจเพียงใด ในที่สุดได้ข้อยุติว่า สิ่งที่ควรจะทำก็คือ ฆราวาสคงจะได้แต่เพียงเสนอแนะ แต่ผู้ที่จะขับเคลื่อน ผู้ที่จะนำไปปฏิบัติ ไปสั่งการ สนับสนุน หรือผู้ที่จะก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวในการปฏิรูปอย่างแท้จริงคงต้องเป็นคณะสงฆ์เอง คณะสงฆ์ไทยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ คณะสงฆ์ไทย หรือฝ่ายเถรวาท ไม่ว่าธรรมยุติ หรือมหานิกาย และคณะสงฆ์อื่น กฎหมายไทยรับรอง 2 สาขา คือคณะสงฆ์จีนนิกาย และอันนัมนิกาย หรือพระญวน แตกสาขาเป็นรามัญนิกาย หรือพระมอญ คณะสงฆ์ทั้ง 2 นั้น อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ ฉบับเดียวกัน แต่กฎหมายฉบับนี้วางหลักส่วนใหญ่เกี่ยวกับคณะสงฆ์ไทย ส่วนคณะสงฆ์อื่น ก็ปล่อยให้เป็นไปตามกฎเถรสมาคมอีกฉบับ

ว่ากันในส่วนคณะสงฆ์ไทย ในรูปแบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันตั้งแต่ปี 2505 เป็นต้นมา ก็มี มส. เป็นกลไก หรือองค์กรปกครองคณะสงฆ์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นนิกายใดก็รวบยอดไปอยู่ใน มส. โดยมีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นองค์ประธาน และมีสมเด็จพระราชาคณะทุกรูปเป็นโดยตำแหน่ง โดยตอนนี้มี 8 รูป ขณะเดียวกันใน มส. มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน 12 รูป ตามที่สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระบัญชาแต่งตั้ง รวมสมเด็จพระสังฆราช เป็น 21 รูป โดย มส. ทำหน้าที่นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ มีหน้าที่วางระเบียบ ออกกฎ และจัดการคณะสงฆ์ และการลงโทษคณะสงฆ์ รูปแบบนี้ใช้มาตั้งแต่ปี 2505 ความจริงเคยใช้มาก่อนหน้านี้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ตาม พ.ร.บ.ปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2445
 

ที่ผ่านมามีการเรียกร้องหลายอย่าง รัฐบาลคิดว่ากลไกขับเคลื่อน หรือการบัญชาการ อยู่ที่กรรมการ มส. 21 รูปนี้ ไปดูองค์ประกอบในปัจจุบัน ย้อนไปตั้งแต่ปี 2505 พบว่า มีจุดอ่อน ประการแรก คือมีสมเด็จพระราชาคณะเป็นไปตามตำแหน่ง เหมาะในทางอาวุโส แต่ระยะหลังกว่าที่พระภิกษุจะขึ้นชั้นสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะ มักมีอายุมาก ต่อมาอาจอาพาธ โดยระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระราชาคณะที่เป็นโดยตำแหน่งหลายรูปขอลายาว เพราะไม่สามารถไปประชุมได้ ประการที่สอง ในส่วนพระราชาคณะ 12 รูป ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ที่สมเด็จสังฆราชแต่งตั้งแม้มีวาระ 2 ปี แต่โดยหลักพระสงฆ์เกรงใจกัน หากไม่มีข้อบกพร่องก็จะทำหน้าที่ยืดยาวต่อกันมา และมีบางท่านอาพาธในสมัยวาระ ทำให้มีปัญหาในการเข้าประชุม ปัญหาเหล่านี้มียาวนานหลายสิบปี หากมุ่งหวังให้ มส. ปฏิรูป ต้องเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ และที่มาเสียใหม่

เดิมทีไม่เคยคิดเรื่องที่มา คิดแต่เรื่องคุณสมบัติ อาจเพ่งเล็งพรรษา หรือตำแหน่งอื่นๆ แต่ในที่สุดระยะหลัง เริ่มเกิดปัญหาขึ้นที่กรรมการ มส. บางรูป มีปัญหาต้องคดีบ้าง ถูกกล่าวหาบ้าง คดีความนั้นจะเป็นอย่างไรต้องดำเนินการต่อไป ทั้งฝ่ายวินัยสงฆ์ และกระบวนการยุติธรรม และสั่นสะเทือนความรู้สึกศรัทธาต่อการจัดระเบียบปกครองคณะสงฆ์ในปัจจุบันพอสมควร

ในที่สุดเรื่องนี้คิดกันว่า กลับไปดูรูปแบบสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาล 8 ดูโบราณราชประเพณี และดูรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน กำหนดว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และถอดถอน คำว่าฐานันดรศักดิ์ สมัยก่อนอาจมีหลายชนิด หลายประเภท ปัจจุบันมี 2 ประเภท คือ ฐานันดรศักดิ์พระ และฐานันดรศักดิ์เจ้า ก็จับจุดเหล่านี้มาวางไว้ ถ้าอย่างนั้นต้องขับเคลื่อนไปจาก มส. เลยคิดเสนอแก้ไข
 

"หลายท่านอาจมีความรู้สึกเหมือนไม่สะใจว่า จะแก้ทั้งทีไม่แก้เรื่องอื่นด้วย เรื่องอื่นที่ควรจะแก้ไขให้เข้มข้นมีอยู่จริง แต่ต้องการเวลาศึกษา อย่างน้อยที่สุดต้องมีความรับฟังความเห็นที่หลากหลายกว่าวันนี้ ที่ควรทำวันนี้คือ ให้มีองค์กรปกครองคณะสงฆ์ หรือ มส. อันเป็นทีเคารพศรัทธาเชื่อถือ ความเชื่อถือแรกคือ อายุ จริยวัตร และที่สำคัญควรได้มาจากที่มาอันเป็นที่ไว้วางใจ ถ้าอย่างนั้นควรย้อนไปสู่การโปรดเกล้าฯสถาปนาเหมือนอดีต จึงทำร่างฉบับนี้"
 

ประธาน สนช. ถามว่า ได้รับฟังความเห็นตามมาตรา 77 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2560 หรือไม่อย่างไร คำตอบคือได้ทำ เพราะ คณะรัฐมนตรีเคยมีมติว่าตามมาตรา 77 ให้ขึ้นเว็บไซต์รับฟังความเห็น 15 วัน แต่เนื่องจากการปรับปรุงแก้ไขครั้งนี้ จำเป็นต้องกระทำ ไม่ถึงขั้นรีบร้อน แต่ต้องกระทำโดยเร็ว เหตุหนึ่งอาจมาจากกรรมการ มส. ที่ดำรงตำแหน่งกำลังจะครบวาระ ถ้าการแก้ไขออกมาทัน จะกระทบกระเทือน เพราะกรรมการ มส. เหล่านั้นจะพ้นวาระในเดือน ก.ย. 2561 น่าจะทำให้มีความรวดเร็วขึ้น ตรงนี้เอง ได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีว่า ขอผ่อนผันยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ที่ต้องรับฟังความเห็น 15 วัน เป็น 7 วัน และฟังอย่างเข้มข้น เอาหลักการขึ้นเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตลอดเวลา 7 วัน ปรากฏว่าใน 7 วัน มีความคิดเห็นเข้ามาเป็นจำนวนมากถึง 533 ราย มากกว่า พ.ร.บ.หลายฉบับที่เคยรับฟังความคิดเห็น และส่งมายังสภานี้

ในจำนวน 533 รายที่ตอบเข้ามานั้น มีถึง 56 รายที่เป็นพระสงฆ์ และมีอีก 477 ราย ที่เป็นฆราวาส นี่เป็นการตอบเว็บไซต์มา ส่วนที่เขียนจดหมายเสนอแนะส่งความเห็นมา มีอีกเป็นจำนวนมาก หลายความเห็นเป็นความเห็นที่ดี เป็นความเห็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ทั้งฝ่ายสงฆ์ และฆราวาส สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้นำมาประมวลเพื่อประกอบการยกร่าง และรับฟังความเห็นในลักษณะเชิญมาสอบถาม ชี้แจง และให้อยู่ด้วยตลอดเวลาในการประชุมทุกมาตรา เช่น นิมนต์อาราธนาเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้แทนมงกุฎมหาวิทยาลัย ผู้แทนมหาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้แทน มส ในระดับรองสมเด็จพระราชาคณะ 2 รูปมาร่วมเสนอความเห็น จากฝ่ายธรรมยุติ 1 รูป มหานิกาย 1 รูป ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และคณะทำงาน ซึ่งคลุกคลีคุ้นเคยกับการประชุม มส. เชิญ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาร่วมให้ความเห็น เอาข้อคิดเห็นทั้งหมดมาวาง แล้วจัดการยกร่างขึ้น โดยยึดกรอบทั้งหมด ดังที่กราบเรียน จนเสร็จสิ้นเป็นร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว

ที่สำคัญร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีส่วนเกี่ยวพันกับพระราชอำนาจ รัฐบาลไม่ได้ละเลย ที่จะสอบถามไปยังสำนักพระราชวังด้วย ถ้าหากว่าจะบัญญัติในลักษณะนี้ มีความเห็นอย่างไร เมื่อได้ความเห็นทั้งหมดมา ทั้งจากฝ่ายคณะสงฆ์ ฆราวาส และสำนักพระราชวัง และผู้บริหารราชการแผ่นดิน เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติแล้ว ก็นำมาประมวลยกร่างขึ้น และนำเสนอมายัง สนช.

เมื่อกราบเรียนมาดังนี้แล้ว หลักการที่รัฐมนตรีสุวพันธ์ ชี้แจงตอนต้นหลายข้อ สังคมฟังแต่เพียงหลักการ อาจมีความสงสัย ความลังเล ความไม่แน่ใจ เรื่องนี้ รัฐบาล และคณะกรรมการกฤษฎีกา และผู้เกี่ยวข้อง วางกรอบป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังที่สงสัย เสียดายว่าไม่ได้เผยแพร่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ในเวลาอันควร จึงอาจมีความสงสัยอยู่

 

"ความจำเป็นว่าทำไมจะต้องมีการแก้ไขนั้น เรียนไปแล้วตอนต้น แล้วความเร่งรีบมีเหตุใด ก็ได้เรียนแล้วว่า เพื่อเร่งให้ทันกับการกรรมการ มส. ชุดปัจจุบันจะหมดวาระ และไม่ต้องกระทบกระเทือน มิฉะนั้นกระทบกระเทือนต่อท่านที่ดำรงตำแหน่ง และความจำเป็นการจัดระเบียบปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์เป็นเหตุผลใหญ่กว่า เพราะไม่ใช่กฎหมายปฏิรูปโดยตรง แต่จัดระเบียบองค์กรปกครองคณะสงฆ์ หรือ มส. ไปทำหน้าที่เชิงปฏิรูปต่อไป ฉะนั้น มีอะไรต้องทำอีกยาวมาก"

หลักการร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ไม่ได้แตะต้องจำนวนของกรรมการ มส. เคยมี 1+20 วันนี้ก็ยัง 1+20 ต่อไป เคยมีวาระ 2 ปี ก็ยัง 2 ปี ต่อไป ถ้าอย่างนั้นเปลี่ยนอะไร คำตอบคือ ยกเลิกกรรมการ มส. โดยตำแหน่ง คือสมเด็จพระราชาคณะ 8 รูป แต่ไม่ได้หมายความว่า ไม่สามารถเป็นได้ เพียงแต่ที่จะเป็นโดยตำแหน่ง ก็เข้ามาอยู่ในจำนวนที่ทรงพระกรุณาสถาปนา ดังนั้นจึงเขียนในมาตรา 12 วรรคหนึ่ง น่าจะเกิดความคล่องตัวขึ้น เพราะจะกำหนดอีกมาตราว่า จะแต่งตั้งจากผู้มีสุขภาพ อายุสมควร และที่สำคัญมีจริยวัตรเป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธา เกณฑ์เหล่านี้คือเกณฑ์ในการแต่งตั้ง โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง

เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ถามว่า แล้วใครจะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนอง ต่อไปไม่เกรงหรือว่าจะเป็นช่องทางให้นายก ไม่ว่าใครก็ตาม ซึ่งเป็นนักการเมือง แทรกแซงหรือสอดแทรกเข้ามา เสนอแนะ หรือขอมีส่วนแต่งตั้ง เพราะว่าเหมือนการแต่งตั้งทั้งหลาย เช่น แต่งตั้งปลัดกระทรวง ผู้ว่าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งทั้งนั้น และนายกลงนามรับสนอง เอาเข้าจริงนายกในฐานะผู้รับสนอง ต้องกราบบังคมทูล และรับผิดชอบ ชะรอยต่อไปกรรมการ มส. 20 คน จะมาจากทำเนียบรัฐบาล ขอกราบเรียนว่า ตรงนี้ มีการดูด้วยความละเอียดรอบคอบ วางหลักดังต่อไปนี้

เมื่อพระมหากษัตริย์จะมีบรมราชโองการสถาปนา จะเป็นการแต่งตั้งลอย ๆ หรือทำเป็นประกาศ คำตอบคือต้องทำเป็นประกาศ ประกาศพระบรมราชโองการ เมื่อมีประกาศอย่างนี้ จะเข้าหลักมาตรา 182 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2560 ทันทีว่า บทกฎหมาย หรือพระราชโองการที่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนอง เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แสดงว่าในที่สุดต้องมีผู้ลงนามรับสนองให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

คำถามว่าใครมาลงนาม มีเสียงวิจารณ์เสนอว่า ไม่ให้ประธานองคมนตรีลงนาม หรือคนนู้นคนนี้รับสนอง เรื่องนี้ไปดูรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 182 เขียนว่า ต้องมีรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งรัฐธรรมนูญนี้ ได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นหลายที่ เช่น จะแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประธาน สนช. จะต้องรับสนอง การแต่งตั้งองคมนตรี ประธานองคมนตรีรับสนอง นั่นคือรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น แต่การตั้งกรรมการ มส. รัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้บัญญัติเป็นอย่างอื่น จึงต้องย้อนกลับไปยังหลักการตามมาตรา 182 ว่า รัฐมนตรีต้องรับสนอง ตามประเพณีคือนายกตลอดมา

คำถามกลับมาที่เดิม อย่างนี้นายกต้องเสนอขึ้นไป เหมือนเสนอแต่งตั้งคนอื่น ๆ ทั้งนี้เรื่องการรับสนองนั้น ไทยวางไว้ 2 ระบบ เรื่องใดที่มุ่งมาดปรารถนาว่า ให้ผู้รับสนอง เป็นผู้เสนอ และรับผิดชอบ กฎหมายจะเขียนไว้กลางๆ คือไม่เขียนอะไรมาก เขียนไว้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้นายกรับสนอง นั่นแหละ นายกกราบบังคมทูล และรับผิดชอบเนื้อความทั้งหมด เช่น การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง แม้พระมหากษัตริย์จะทรงตั้ง แต่อยู่ในระบบนายกกราบบังคมทูล และรับผิดชอบ

แต่มีอีกระบบคู่ขนานกันคือ เมื่อใดถึงอย่างไรต้องมีผู้รับสอนง แต่ไม่ต้องการให้ผู้รับสนองมารับผิดชอบ เสนอแนะ หรือมีส่วน ผู้รับสนองมีหน้าที่ประการเดียวคือรับสนอง นอกจากนั้นเป็นพระบรมราชวินิจฉัย ระบบนี้มีใช้ในปัจจุบัน แต่เมื่อจะใช้ระบบนี้ จะใช้คำว่า พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย เมื่อใดมีคำนี้ แปลว่า เป็นพระราชดำริทรงเห็นสมควร แต่ต้องหาใครสักคนมาลงนามรับสนอง ตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญนี้ กล่าวถึงกรณีต้องแต่งตั้ง องมนตรี ตามมาตรา 11 โดยเขียนว่า พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งองคมนตรีตามพระราชอัธยาศัย โดยให้ประธานองคมมนตรีรับสนอง นั่นแปลว่า เป็นการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย ไม่ใช่สิทธิของประธานองคมนตรีเสนอแนะ และรับผิดชอบ เป็นต้น

กลับมาถึงมาตรา 12 ของร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯฉบับนี้ ที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งกรรมการ มส. วรรคแรกเขียนว่า พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งกรรมการ มส. ไม่เกิน 20 รูป แต่ใส่วรรคสองอีกว่า การแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง และตามมาตรา 15 (4) คือการถอดถอนกรรมการ มส. และวรรคสอง การแต่งตั้งแทนกรรมการ มส. เดิมที่ออกไป ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย คำนี้วิ่งมา เหมือนการตั้งองคมนตรี หรือการตั้งข้าราชการในพระองค์ เป็นต้น

ขณะเดียวกันยังใส่ต่อไปอีกประโยคหนึ่งว่า โดยจะทรงปรึกษาหารือกับองค์สมเด็จพระสังฆราชก่อนก็ได้ คือจะไม่ทรงปรึกษาก็ได้ ทรงปรึกษาก็ได้ เขียนใส่ไว้เพื่อให้รู้ว่า กรณีนี้อาจทรงปรึกษาก็ได้ ไม่ได้มีกรณีทรงปรึกษานายก นายกจะไม่มีหน้าที่อันใดที่จะไปถวายความเห็นในส่วนเหล่านี้เป็นอันขาด มีแต่เพียงหน้าที่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

นี่คือหลักที่วางไว้ เมื่อวางไว้ น่าจะทำให้พี่น้องทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคณะสงฆ์ หรือฆราวาส เข้าใจขึ้นว่า เป็นระบบมุ่งถวายให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจโดยแท้
 

 

ี่มา : สำนักข่าวอิศรา : 5 กรกฎาคม 2561

 

เรียบร้อยรัฐบาล !

สนช. ผ่าน พรบ.คณะสงฆ์ สามวาระรวด

พรุ่งนี้ มส. ก็ซีโร่

 

 

 

เปิดสาระสำคัญ "ร่าง พรบ.สงฆ์" ให้พระปฏิรูปกันเอง ถวายคืนพระราชอำนาจแต่งตั้งมหาเถรฯ

สนช.เห็นชอบกฎหมายสงฆ์ ถวายคืนพระราชอำนาจแต่งตั้งมหาเถรสมาคม "วิษณุ" ชี้ ต้องรีบทำหลังวงการพระสั่นสะเทือน

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 217 คะแนนเห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ประกาศใช้เป็นกฎหมายตามที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดยการพิจารณาของ สนช. นั้น ไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาเป็นการเฉพาะ แต่ได้พิจารณาสามวาระทั้งวาระรับหลักการ การพิจารณาเป็นรายมาตรา และให้ความเห็นชอบไปในคราวเดียวกัน

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มีสาระสำคัญ คือ มาตรา 3 ที่บัญญัติว่า เพื่อให้การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ตลอดจนการดูแลการปกครองคณะสงฆ์เป็นไปเพื่อส่งเสริมการเผยแพร่หลักของพระพุทธศาสนาให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และมีการรักษาพระธรรมวินัยของคณะสงฆ์ให้เป็นไปอย่างถูกต้องดีงามโดยเคร่งครัด เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป พระมหากษัตริย์จึงทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง สถาปนา และถอดถอนสมณศักดิ์ ของพระภิกษุในคณะสงฆ์ และแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.)

องค์ประกอบของมหาเถรสมาคม ประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่เกิน 20 รูป ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ หรือพระภิกษุซึ่งมีพรรษาอันสมควรและจริยวัตรในพระธรรมวินัยที่เหมาะสมแก่การปกครองสงฆ์ ซึ่งการแต่งตั้งให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย โดยจะทรงปรึกษาหารือกับสมเด็จพระสังฆราชก่อนก็ได้

สำหรับกรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง จะอยู่ในตำแหน่งคราวละ 2 ปี และอาจะได้รับการแต่งตั้งอีกก็ได้ ส่วนการพ้นจากตำแหน่งนั้น นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว ยังพ้นจากตำแหน่งเมื่อมรณภาพ พ้นจากความเป็นพระภิกษุ ลาออก พระมหากษัตริย์มีพระบรมราชโองการให้ออก

 

ย้ำหลักให้พระปฏิรูปกันเอง

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงสาระสำคัญของการจัดทำร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ต่อที่ประชุม สนช. ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้มีการเตรียมการตั้งแต่เมื่อครั้งมีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ เพื่อจัดระเบียบการปกครอง ตอนแรกได้คิดกันหลายวิธีว่าจะใช้กลไกอย่างไร แต่สุดท้ายมาคิดว่าฆราวาสคิดจะไปปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ ฆราวาสมีความชอบธรรมเพียงใด มีความรู้ความเข้าใจเพียงใด

"ในที่สุดมาได้ข้อยุติว่าสิ่งที่ควรจะทำ คือ ฆราวาสนั้นคงได้แต่เพียงเป็นผู้เสนอแนะ แต่ผู้ที่จะขับเคลื่อนและนำไปปฏิบัติและสั่งการเพื่อให้เกิดการปฏิรูปได้อย่างแท้จริงคงต้องเป็นคณะสงฆ์เอง โดยคณะสงฆ์ไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.คณะสงฆ์ไทย คือ ฝ่ายเถรวาททั้งธรรมยุติหรือมหานิกาย 2.คณะสงฆ์อื่น ซึ่งกฎหมายรับรองเฉพาะคณะสงฆ์จีนนิกาย คณะสงฆ์อันนัมนิกาย" รองนายกฯ กล่าว

วิษณุ กล่าวอีกว่า รัฐบาลคิดว่ากลไกที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปคณะสงฆ์ต้องอยู่ที่มหาเถรสมาคม ซึ่งในอดีตมีจุดอ่อน คือ การที่มีสมเด็จพระราชาคณะเป็นกรรมการโดยตำแหน่งมีความเหมาะสมตามหลักอาวุโส แต่ในระยะหลังกว่าที่พระภิกษุจะขึ้นไปถึงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาก็จะมีอายุมาก และอาพาธ ทำให้ไม่สามารถประชุมมหาเถรสมาคมได้ ดังนั้น ถ้ามุ่งหวังจะให้มหาเถรสมาคมเป็นผู้นำในการปฏิรูปนั้นต้องเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติและที่มาใหม่

 

เร่งทำกฎหมายแก้เสื่อมศรัทธา

รองนายกฯ กล่าวว่า เดิมทีไม่ได้คิดเรื่องที่มา คิดถึงเรื่องคุณสมบัติ แต่ในระยะหลังมานี้ก็เริ่มเกิดปัญหาขึ้นกรรมการมหาเถรสมาคมบางรูป มีปัญหาต้องคดีและถูกกล่าวหา สั่นสะเทือนความรู้สึกความเลื่อมใสศรัทธาที่ประชาชนมีต่อการจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ตามรูปแบบปัจจุบันพอสมควรทีเดียว ดังนั้น ในที่สุดก็คิดกันว่ากลับไปดูรูปแบบใน พ.ร.บ.ลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ใช้กันมาถึงรัชกาลที่ 8

"ดูโบราณราชประเพณี ดูรัฐธรรมนูญที่ใช้ปัจจุบันที่กำหนดว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และถอดถอนจากฐานันดรศักดิ์ ซึ่งหมายถึงฐานันดรศักดิ์พระและฐานันดรศักดิ์เจ้า ซึ่งหมายถึงกรณีสถาปนาอิสริยยศ จึงควรให้มีองค์ปกครองคณะสงฆ์ที่เป็นที่เคารพศรัทธาเชื่อถือ ซึ่งความเชื่อถือจะได้มาจากพรรษายุกาล หรือ อายุ จริยวัตร และควรได้มาจากที่มาอันเป็นที่ไว้วางใจ จึงควรย้อนกลับไปสู่การให้ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาเหมือนกับที่เคยมีมาในอดีต จนทำมาเป็นร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว" วิษณุกล่าว

รองนายกฯ กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องมีการเร่งเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะต้องการให้ทันกับกรณีที่กรรมการมหาเถรสมาคมชุดปัจจุบันกำลังจะหมดวาระในอีกประมาณ 2 เดือน ขณะเดียวกัน การปฏิรูปการจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ก็มีความเป็นจำเป็นเช่นกัน โดยเป็นการกำหนดให้มหาเถรสมาคมไปทำหน้าที่ในเชิงปฏิรูปและขับเคลื่อนการปฏิรูปต่อไปในอนาคต

 

พึ่งพระบารมีปฏิรูปสงฆ์

ขณะที่ นายสมพร เทพสิทธา สมาชิกสนช. อภิปรายว่า สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทั้งสามสถาบันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแยกกันไม่ได้ ตามคำกล่าวที่ว่าพระมหากษัตริย์คู่ชาติ พุทธศาสนาคู่ไทย เมื่อมีภัยอันตรายเกิดขึ้นแก่พระพุทธศาสนาเมื่อใด พระมหากษัตริย์ก็จะทรงเป็นธุระป้องกันภัยและแก้ไขปัญหา ดังเช่น สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีพุทธศาสนามั่นคงมาถึงทุกวันนี้

นายสมพร กล่วาวว่า ในปัจจุบันได้เกิดปัญหาบางประการเกี่ยวกับมหาเถรสมาคม ซึ่งมหาเถรสมาคมไม่สามารถแก้ไขจัดการปัญหาได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยพระบารมีของพระมหากษัตริย์ในการช่วยแก้ไขปัญหานี้ โดยความร่วมมือของรัฐบาล และ สนช.

"เห็นด้วยทุกประการที่รัฐบาลแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เพื่อให้กรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ประกอบไปด้วยกรรมการที่เหมาะสมและทีจริยวัตรงดงาม ขณะนี้ พุทธศาสนากำลังประสบภัยหลายด้าน จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและ สนช. ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้อย่างรอบคอบและเหมาะสม" นายสมพร กล่าว

 

ี่มา : โพสต์ทูเดย์ : 5 กรกฎาคม 2561


 

อายัดอาคาร 100 ปี ธรรมกาย !

ให้เวลา 30 วัน เคลียร์ที่มาของเงิน

หาไม่ก็จะถูกยึดอย่างถาวร

 

อา..ชิตัง เม วันคุ้มครองโลก วันปัดปรมาณู วัดป้องกันประเทศชาติจากอริราชศัตรู ฯลฯ วันเหล่านี้ ไม่มีใครจะทำได้ นอกจากสาย "ธรรมกาย" ซึ่งได้เริ่มทำมาตั้งแต่สมัย "หลวงพ่อสด" ยังมีชีวิตอยู่ จนกระทั่งท่านธัมมชโย ได้ขยายอาณาจักรพระนิพพานไปไกลสุดขั้ว ถึงขนาด..คุ้มครองโลก

คุ้มครองโลกได้ แต่คุ้มครอง "อาคาร 100 ปี คุณยายจันทร์" ได้หรือไม่ อีกไม่นานก็รู้ หมู่หรือจ่า ?

 

 

ปปง.อายัดอาคาร 100 ปีวัดธรรมกาย เอี่ยวทุจริตเงินสหกรณ์คลองจั่น

MGR online - สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีคำสั่งอายัด อาคาร 100 ปี วัดธรรมกาย รับเงินทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กว่า 1,400 ล้านบาท มาก่อสร้าง พร้อมให้เวลา 30 วัน ดิ้นเอาหลักฐานมายืนยันได้เงินมาอย่างสุจริต

มีรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เผยแพร่คำสั่ง คณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย.87/2561 อายัดอาคารตามโครงการ 100 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูง ซึ่งตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินจำนวน 91 แปลง ซึ่งอยู่ในชื่อมูลนิธิธรรมกาย มูลนิธิธรรมประสิทธิ์ หลังสอบสวนเส้นทางการเงินคดียักยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด


พบว่า มูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และพระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย โดยมูลนิธิธรรมกาย ได้รับเงินจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ผ่านเช็คจำนวน 27 ฉบับ รวมวงเงิน 1,458 ล้านบาท และนำเงินไปใช้ในการก่อสร้างโครงการ 100 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงด้วย


คำสั่งอายัดทรัพย์ ปปง.ระบุว่า โครงการ 100 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินจำนวน 91 แปลง อยู่ระหว่างประเมินราคา ส่วนมติอายัดทรัพย์ครั้งนี้ มีระยะเวลานับตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย. 2561 - 9 ก.ย. 2561 ผู้เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินมีระยะเวลาในการยื่นคำร้องต่อ เลขาฯ ปปง. พร้อมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องว่า ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดได้ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ได้รับแจ้งหรือทราบคำสั่งนี้


ปัจจุบันภายหลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานอื่นในกระบวนการยุติธรรม ได้เข้าตรวจสอบการกระทำความผิดของอดีตพระธัมมชโย และวัดพระธรรมกายแล้ว ได้มีการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย กับพวกเป็นจำนวนกว่า 200 คดีแล้ว โดยอดีตพระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย อยู่ระหว่างหลบหนีคดีฐานความผิดร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน รับของโจร และถูกถอดถอนออกจากสมณศักดิ์ ไปเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2560


สำหรับ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ถูกคุมขังในเรือนจำ หลังศาลชั้นต้นตัดสินมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์วงเงิน 22 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 14 ปี ก่อนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลดโทษลงกึ่งหนึ่งเหลือ 7 ปี และยังมีคดีฟ้องร้องอีกหลายคดี รวมถึงคดีแพ่ง ที่ให้ชดใช้เงินคืนกว่า 9 พันล้านบาทด้วย

 

ี่มา : ผู้จัดการ : 29 มิถุนายน 2561

 

 

เสธ.แดง เล่าประวัติ !

พระวัดโสมฯ ธรรมยุตขนานแท้

ไม่จับเงินทอง บริสุทธิ์ผุดผ่อง

แต่จ้องตาเขม็ง ห้ามอมเงินกู !

 


 

 

อา..พระวัดโสมนัสวิหาร พระอารามหลวงของฝ่ายธรรมยุต สร้างในปี พ.ศ.2396 โดยองค์พระประมุขของชาติ คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสร้างก่อนวัดราชบพิธฯ วัดประจำรัชกาล 16 ปี ถือว่าเป็นวัดพี่ของวัดราชบพิธ

เสธ.แดง เป็นศิษย์ของวัดนี้ ได้เห็นพฤติกรรมที่อ้างว่า "พระธรรมยุตไม่จับต้องเงินทอง รับแต่ใบปวารณา" ขณะที่วัดฝ่ายมหานิกายนั้น "น่าเกลียด" คือทั้งรับเงินทองและจับจ่ายใช้สอยไม่อายสายตาชาวบ้านร้านตลาด ธรรมยุตซึ่งเป็น "นิกายเจ้า" ดัดจริตได้เนียนกว่า จึงไม่ยอมจับต้องให้มัวหมองต่อภาพพจน์ แต่เบื้องหลังก็..ทั้งเก็บ ทั้งใช้ ไม่ต่างกัน

"เช้าเอน เพลนอน บ่ายพักผ่อน ค่ำจำวัด ดึกสงัดจัดมาม่า" ถือว่าเป็นคำล้อพระเณรที่นิยมมากในวงเด็กวัด เสธ.แดงเล่าได้มันส์มาก พระวัดโสมฯ ฉันเช้าก็เอน (จำวัด-นอน) ฉันเพลเสร็จก็..นอน หัวค่ำ สวดสั้นๆ เพราะรีบกลับไปดูหนังดูละครก่อนนอน (จำวัด) ได้ปัจจัย (เงิน) มา ก็คุมเข้มยิ่งกว่าพนักงานบัญชีธนาคาร เพราะกลัวสัปเหร่ออม ได้สังฆทานก็เอาไป "เวียนเทียน" ขายต่อ จริงหรือไม่ก็ไม่รู้สินะ

หากพระธรรมยุตเห็นว่าไม่จริง ก็เชิญไปฟ้อง "เสธ.แดง" เอาเอง ในปรโลก

 





 

 

ที่มา : คมเสธ.แดง 6

ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอมคอม รายงาน : 18 มิถุนายน 2561


เปิด พรบ.การศึกษาสงฆ์

ฉบับ ป.ธ.9 ไม่เทียบเท่า Ph.D.


 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน พรบ.การศึกษาสงฆ์ ฉบับใหม่

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก



 


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

5 มิถุนายน 2559

 

 

90 ปี หลวงตาชี วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

AREA-51


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

 


 

มหากาพย์วัดโสธร

 

 

จริงหรือไม่ มส. ไม่มีสิทธิ์สึกพระธัมมชโย

 


 


ห้ามพระสงฆ์รับมรดกและครอบครองทรัพย์สิน


 


 

เปิดหน้า "มือปล่อย" ธัมมชโย
มือใครในประวัติศาสตร์ศาสนา
2549 ?

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITER : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264