LAST UPDATE :   JULY 30  2016  06:00 A.M. PACIFIC TIME

 

 


 

อายัดเงินธัมมชโย !

 

4 บัญชี 50 ล้าน จิ๊บๆ แค่ดอกเบี้ย !

 

อา..หลงพ่อกำลังป่วย ทำไมไม่เมตตาปรานียึดบัญชีไปหมด แล้วหลงพ่อจะเอาอะไรไปซื้อยา นี่จะเล่นกันถึงเป็นถึงตายเลยเชียวหรือ เมื่อไหร่ประชาธิปไตยจะมาถึง ซึ่งตอนนั้น "หลงพ่อ" ก็จะได้รับอนุญาตให้ "ถอนฟ้อง" กลายเป็นผู้บริสุทธิ์รอบสอง นะ รีบเลือกตั้งไวๆ ใครที่ออกมา  "กาโน" ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แสดงว่าไม่ต้องการให้ธัมมชโยได้รับอิสรภาพ ดังนั้น เพื่อปลดปล่อยท่านธัมมชโยออกจากสถานที่อันรโหฐาน รัฐธรรมนูญจึงต้อง..ผ่าน เราต้องการ "ล้านเสียง" เท่านั้น ลูกๆ ได้ยินไหมจ๊ะ คุณบุญชัยด้วย เห็นว่ามีกัลยาณมิตรอยู่ทั่วโลกนับ "ล้านเสียง" งานนี้ถ้าไม่ผ่าน แสดงว่า..ล้านแค่หัว อิอิ !

 

 

สู้เพื่อพ่อ โหวตเพื่อพ่อ !

 

 

คุณยิ่งลักษณ์ อย่าลืมนะคะ

 

ถ้ากาโน ก็แสดงว่า โน ธัมมชโย !

 

ยึดบัญชีธัมมชโย-เครือข่ายอีก 50ล.โยงสหกรณ์คลองจั่น

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการ ปปง. กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามทรัพย์สินในคดีฟอกเงิน สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จำกัด ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ประสานให้ติดตามทรัพย์สินเพิ่มเติม หลังมีการแจ้งข้อหาดำเนินคดีฟอกเงินกับ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และเครือข่ายว่า ล่าสุด ปปง.ได้อายัดทรัพย์สินเป็นบัญชีเงินสดของ พระธัมมชโยและเครือข่ายมูลนิธิของวัดพระธรรมกาย รวม 4  บัญชี มูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งหลังจากนี้ยังต้องติดตามความเชื่อมโยงของเส้นทางการเงินเพื่อดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงินเพิ่มเติมอีก

เลขาธิการ ปปง. กล่าวต่อว่า ในส่วนของการบุกรุกที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ทราบว่าตำรวจอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง หากพบว่าเข้าข่ายความผิดตามมูลฐานฟอกเงิน ก็สามารถประสานให้ปปง. เข้าไปดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดได้

 

ที่มา : เดลินิวส์  : 31 กรกฎาคม 2559


 

มีแต่เสียกับเสีย !

 

พระผู้ใหญ่ปรารภบทบาทเจ้าคุณประสาร

ประสานงาหน้าเดียวก็พังสิคุณ !

 

สาธุ ธรรมาสน์ทอง !

 

อา..นับว่าสายบุ๋นในวงการสงฆ์ยังคงมีอยู่ ไม่บู๊แหลกลาญเหมือนอีกสายซึ่งขี่คอเจ้าคุณประสาร คือก็รู้ๆ กันว่าใครเด็กใคร พวกที่สั่งไม่ได้หรือไม่สั่ง ก็นั่งใจสั่นอยู่นอกสนาม กลัวว่าถ้าพังแล้วมันจะล้มทั้งกระดาน ลามไปถึง พรบ.คณะสงฆ์ ทั้งๆ ที่ถ้าดูให้ดีแล้ว มหาเถรสมาคมยังพอไปได้ วัดปากน้ำก็มิได้สูญเสียอะไร เพียงแต่ยังไม่ได้สิ่งที่อยากได้เท่านั้น แล้วถามว่ามันจำเป็นอะไรต้องออกไปชนกับรัฐบาลให้มันพังไปข้าง (เหมือนธรรมกาย) ซึ่งต้องวิเคราะห์ให้รอบคอบด้วยว่า "ใครพัง" ผ้าเหลืองชนผ้าลาย โดยเฉพาะลายขี้ม้านั้น ถามว่าผ้าอะไรจะฉีกก่อน คือถ้าเขาขอฉีกเอาไปทำวัตถุมงคล เช่น ตะกรุด ผ้ายันต์ หรือขมวดหนุมาน เป็นต้น ก็ถือว่าเป็นมงคล แต่ถ้าเขาฉีกทิ้งถังขยะก็ไร้ค่า น่าจะเป็นมงกุฎประดับเศียร กลับทำตัวตกต่ำเป็น "รองเท้า" ให้เขาเหยียบเล่น จะเล่นบทอะไรก็คงไม่มีใคร..สอนสังฆราช นิมนต์เถิดครับ อำนาจอยู่ในมือท่านแล้ว

สำหรับเจ้าคุณประสารนั้น บทบาทในปัจจุบันก็เหมือนมือปืน ต้องรับจ็อบรับจ้าง จะให้อยู่นิ่งๆ นั้นจะเอาอะไรกิน ยิ่งดิ้นมากก็ยิ่งได้มาก ดังนั้น จะให้เจ้าคุณประสารหยุดก็คงยาก นอกจากจะต้อง "จ่ายก่อน" เท่านั้น ถึงเอาอยู่ แต่ก็คงชั่วคราว เพราะเขารู้ว่าผู้มีอำนาจก็ต้องการ "แรงงาน" ที่มีประสิทธิภาพทำลายสูง แหมอัพเกรดมาจนกระทั่ง "พุทธะอิสระ" ให้เกียรติเรียกเฮีย ถ้าถอยง่ายๆ มันก็เสียเชิงซีคะ เอ้า..ตั้งการ์ดไว้ให้สูงๆ !

 

 

กระเป๋าตุง แฟนตรึม ! ใครว่าเสีย พี่มีแต่ได้กับได้ อิอิ !

 

 

พระผู้ใหญ่ห่วงเจ้าคุณประสารเคลื่อนมีแต่เสีย หวั่นเป็นเครื่องมือการเมือง แนะสถาปนาสังฆราชปล่อยไปตาม กม.

พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ) เปิดเผยว่า คดีรถยนต์โบราณยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ที่มีชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้ครอบครอง ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลง อย่างคลุมเครือ ดังนั้น อาตมาจึงขอความชัดเจนก่อนถึงจะกำหนดท่าทีการเคลื่อนไหว อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณีที่คณะสงฆ์ถูกย่ำยีโดยไร้เหตุผล อาตมาจะเดินหน้าเคลื่อนไหวเรื่องสวดมนต์ใหญ่ทันที

พระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงเจ้าคุณประสารที่ออกมาเคลื่อนไหวในบรรยากาศแบบนี้ เพราะมีแต่เสียกับเสีย และอาจตกเป็นเครื่องมือโยงไปเรื่องการเมือง ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าขณะนี้คณะสงฆ์มีความคิดเห็นแตกออกเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายที่สนับสนุนให้พระเมธีธรรมจารย์เคลื่อนไหว และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของพระเมธีธรรมาจารย์นั้นน ไม่เป็นความจริง คณะสงฆ์จับมือกันเหนียวแน่น อย่างไรก็ตาม ขอชื่นชมเจ้าคุณประสารที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพระ ออกมาปกป้องคณะสงฆ์ ส่วนเรื่องสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย

 

ที่มา : มติชน : 31 กรกฎาคม 2559

 

ล้างตา !

 

ทนายสมศักดิ์รีเทิร์นเวทีวัดปากน้ำ

เตรียมตั้งโต๊ะโต้ดีเอสไอในทุกประเด็น

ดีเดย์ 1 สิงหา อย่าพลาด !

 

 

ศึกวันทรงชัยถอยไป

ศึกวันธรรมชัย มาแย้ว !

 

 

ธัมมชโย โปรโมเตอร์อันดับหนึ่งของโลก

เจ้าของ..ศึกวันธรรมชัย ณ เวทีวัดปากน้ำ

1 สิงหาคม ศกนี้ อย่าพลาด !

 

 

อา..แบบนี้แสดงว่าสำนักวัดปากน้ำและวัดพี่วัดน้อง (วัดอะไรเอ่ย) เข้าตาจนแล้ว จำต้องเปิด "เวทีมวยวัดปากน้ำ" อีกรอบ หลังจากครั้งก่อนที่ให้ทนายสมศักดิ์คุมเกม "พูดแทนพระ" ซึ่งมิใช่พระธรรมดา หากแต่เป็นถึง "ว่าที่สมเด็จพระสังฆราช" กลับปล่อยให้ทนายการเมืองยึดวัด เข้ามาชี้นำในเรื่องของสงฆ์ ส่งผลให้คะแนนนิยมสมเด็จวัดปากน้ำในตอนนั้นตกฮวบ แต่นั่นมันอดีตถึงจะไม่ไกลก็เหมือนไกล เพราะสถานการณ์วันนี้มันไหลไปไกลสุดกู่แล้ว รัฐบาลไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหมเลย โดนทั้งสมเด็จช่วงพ่วงตุ๊แป๊ะ จนเดี๋ยวนี้ไม่มีคนถือย่ามให้สมเด็จแล้ว !

มองลอดแว่นแล้ว กุนซือวัดปากน้ำ (ฝ่ายไม่เอาธรรมกาย) พิเคราะห์ว่า คงไม่ง่ายที่จะดำเนินคดีสมเด็จวัดปากน้ำ (แค่ให้ดีเอสไอชงเรื่องเป็นชนักปักจีวรไว้เท่านั้น ตุ๊แป๊ะจะเป็นตุ๊แพะในคดีนี้ แค่นี้ก็เหลือเฟือที่จะกีดกันสมเด็จช่วงไม่ให้เป็นสังฆราช) ชื่อว่ารัฐบาลไม่ได้เกลียดหลวงพ่อวัดปากน้ำ แต่ชัวร์เลยว่า "ไม่ชอบธัมมชโย" เพราะวางก้ามโตต่อต้านอำนาจรัฐ แถมหนุนทักษิณ จึงต้องตีให้ดิ้นตาย วัดปากน้ำจึงเล่นเกม "แข็งนอก อ่อนใน" หลิ่วตาให้เจ้าคุณประสารตะโกนเย้วๆ อยู่นอกวัด จะปลุกจะเสกพระอะไรก็ว่าไป แต่ภายในแล้ว วัดปากน้ำยัง "ต่อสายจ๊ะจ๋า" กับรัฐมนตรีสุวพันธุ์อยู่ทุกวันผ่านสำนักพุทธ เดี๋ยวรอให้จดหมายจาก "บิ๊กต๊อก" มาถึงวัดปากน้ำก่อน จึงค่อยเป่ากระหม่อมเจ้าคุณประสารให้เชื่องเหมือนแมวในกุฏิ เมื่อนั้น หลวงพ่อช่วงก็จะช่วงชิงบทบาทจากรับมาเป็นรุก คือจะพลิกเป็น "ผู้ช่วยเหลือรัฐ" ไปทันที ตีกินแต้มฝั่งนี้เอาไว้ในย่ามก่อน ส่วนเรื่องทนายนั้นก็ต้องให้ออกมาฟ้อนเงี้ยวด้วย เพราะรัฐบาลดันประกาศว่า "เรื่องกฎหมายก็ต้องเป็นกฎหมาย" ดังนั้น เรื่องกฎหมายก็ต้องยกให้ทนาย มวยไทยมันมีอาวุธเยอะ ทั้งหมัด ศอก เข่า ฯลฯ เซียนลุมพินีชี้ว่าจะแก้ก็ต้องแก้ให้ถูกทาง ไม่งั้นฟลาวน์ !

 

 

ยกธรรมาสน์ให้ทนาย

 

 

ทนายวัดปากน้ำแถลงโต้ดีเอสไอ 1 ส.ค.

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม นายสมศักดิ์ โตรักษา ที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เปิดเผยกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สรุปผลประชุมร่วมกับพนักงานอัยการในคดีพิเศษที่ 12/2559 ซึ่งเป็นคดีตรวจสอบรถยนต์โบราณ ยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ที่อยู่ในครอบครองของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ โดยระบุว่า ในส่วนของผู้ครบครองรถยนต์ที่เสียภาษีไม่ครบถ้วน จะมีความผิดตามมาตรา 161(1) พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 โดยจะออกหนังสือมารับทราบข้อกล่าวหาหลังประเมินภาษีในส่วนที่ขาด ว่า เรื่องนี้หากดูข้อเท็จจริงให้ดี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ไม่มีความผิดในส่วนนี้แน่นอน ดังนั้น เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของท่าน ตนจะจัดแถลงข่าวในเรื่องดังกล่าวเพื่ออธิบายให้ตรงกัน โดยเฉพาะประเด็นที่ดีเอสไอแถลงไปก่อนนี้ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ไม่เกี่ยวข้องตรงส่วนใดบ้าง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ายังไม่ได้รับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาจากดีเอสไอ สำหรับกำหนดแถลงข่าวจัดวันที่ 1 สิงหาคม นี้ เวลา 11.00 น. ที่วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

 

ที่มา : มติชน : 30 กรกฎาคม 2559


 

ตุ๊แป๊ะป่วย !

 

สมเด็จช่วงไปประชุมเพียงลำพัง

เงียบ เหงา และวังเวง !

 

 

 

ตุ๊แป๊ะกับบทบาท "ทส." ของสมเด็จช่วง

อา..ในช่วงหลายปีมานี้ ถ้าใครได้เห็นสมเด็จช่วง ก็ต้องเห็น "ตุ๊แป๊ะ" หรือพระมหาศาสนมุนี ถือย่ามตามรับใช้เป็นเงาตามตัว แต่วันนี้เงาไม่ไปกับตัว มันก็เป็นเรื่องแปลก ว่ากันว่า ตุ๊แป๊ะมีบทบาทในวัดปากน้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ จวนๆ จะล้ำหน้าบรรดาผู้ช่วยเจ้าอาวาสทุกรูปไปอีกต่างหาก เพราะตุ๊แป๊ะเป็นต้นห้องของสมเด็จฯ จะเข้าหาสมเด็จได้ก็ต้องผ่านมือตุ๊แป๊ะ ดังนั้น ก่อนจะได้ไหว้สมเด็จช่วง ทุกคนก็ต้องไหว้ "ตุ๊แป๊ะ" ก่อน หน้าห้องนั้นสำคัญฉะนี้

ตุ๊แป๊ะมีบทบาทสูงสุดก็ในคราวได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการหมู่บ้านศีลห้า ซึ่งถือว่าเป็นโครงการใหญ่ระดับประเทศของมหาเถรสมาคม ส่งผลให้ตุ๊แป๊ะกลายเป็นดารา เดินสายกับเจ้าคุณพิมพ์ วัดปทุมคงคา เป็นว่าเล่น จนมีคนขนานนามให้ว่า "สมเด็จแป๊ะ"

วันนี้ไม่มีสมเด็จแป๊ะแล้ว มส. และ พศ. กำลังประชุมเครียด ว่าจะช่วยเหลือตุ๊แป๊ะอย่างไร ไม่ให้ต้องอาบัติปาราชิก เพราะว่าถ้าต้องคดี ก็อาจจะถึงกับต้อง..สึก !

 

ตุ๊แป๊ะเป็นประธานเปิดศูนย์ประสานงานหมู่บ้านศีลห้าในวัดปากน้ำ

 

สมเด็จช่วงยิ้มแย้มประชุม มส. แต่เจ้าคุณแป๊ะเก็บตัวเงียบ คนใกล้ชิดชี้อาพาธ

เมื่อเวลา 13.56 น. ที่หอประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศก่อนการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) กรรมการ มส. ต่างทยอยเดินทางเข้าห้องประชุม ขณะที่ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เดินทางมาถึงก่อนเริ่มการประชุม 5 นาที

ระหว่างที่ลงจากรถยนต์ นายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการ พศ. และนางประนอม คงพิกุล รองผู้อำนวยการ พศ. พร้อมเจ้าหน้าที่ พศ. ได้รอต้อนรับ โดยสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ได้พูดคุยกับนายพนมอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะทักทายเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ พร้อมทั้งทักทายผู้สื่อข่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แม้อยู่ในระหว่างที่มีข่าวว่าดีเอสไอเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคดีรถเบนซ์ ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวสังเกตว่า พระมหาศาสนมุนี หรือเจ้าคุณแป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ไม่เดินทางมาด้วย เนื่องจากปกติเจ้าคุณแป๊ะจะมาคอยอำนวยความสะดวกให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เมื่อสอบถามผู้ใกล้ชิดพระมหาศาสนมุนีว่าเหุตใดจึงไม่มาด้วย ผู้ใกล้ชิดพระมหาศาสนมุนีกล่าวสั้นๆ ว่า เจ้าคุณแป๊ะอาพาธจึงไม่สามารถมาประชุม มส. ได้

 

ที่มา : มติชน : 30 กรกฎาคม 2559


 

เบนซ์ ขม 99 จอดสนิท !

 

ปิดทางสมเด็จช่วงขึ้นสังฆราช

 

 

อา..อะไรจะไวปานนั้น เข้าพรรษามาได้เพียงวันพระเดียว ถนนหนทางสายวัดปากน้ำก็ทรุดหนัก ถึงกับเอารถเบนซ์ออกไม่ได้ ราคาไม่ได้ขี้ไก่ซักกะหน่อย เห็นว่าซื้อมาตั้ง 4 ล้าน ซื้อเกวียนขี่ยังดีเสียกว่าอีกนะ เหลือทางสุดท้ายที่สมเด็จช่วงจะออกจากวัดปากน้ำ คนหลังวัดชี้ไปที่ "ท่าเรือ" ส่วนเส้นทางหน้าวัดนั้น เด็กแถวนั้นบอกว่า ออกลำบากมาก หลวงพ่ออายุมาก ขืนลุยออกไป เจ็บไข้จะไม่คุ้ม ออกหลังวัดไปสบายๆ ดีกว่า หน้าตาจะเป็นอย่างไรก็อย่าไปสนเลย อิอิ !

 

 

แต่เห็นว่า ท่าจะสู้ นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักพุทธ ไม่ได้เสียแล้ว ช่วงนี้เข้าพรรษา เข้าวัดเข้าวาถือศีลฟังธรรม นั่งสมาธิสงบจิตสงบใจ เก็บวาจาอย่างเคร่งครัด ปล่อยให้นายชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.พศ. ออกข่าวทางสื่อไป ไม่มีอะไรจะสุขใจเท่ากับเข้าวัดจริงๆ ดูท่านั่งสมาธิสิ ธรรมดาซะที่ไหน เหมือนได้ฌานอะไรซักอย่าง พระวัดปากน้ำบอกว่า ถ้าบวชนะ รับรองว่าได้เป็นพระครู เอ้าขออนุโมทนา ถ้าคุณพนมจะบวช รีบตัดสินใจนะคุณพนมนะ เดี๋ยวจะนับพรรษาไม่ทันท่านนพรัตน์เจ้านายเก่า เห็นว่าบวชที่เท็กซัส ซึ้งอกซึ้งใจไม่ยอมสึกจนป่านนี้ !

 

 

ปิดทางสมเด็จช่วงขึ้นสังฆราช ต้องมลทินข้อครหารถเบนซ์หรู

โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เส้นทางที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราช ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อาจไปไม่ถึงฝั่ง หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ สรุปผลสอบคดีครอบครองรถเบนซ์โบราณ ทะเบียน ขม 99 ของสมเด็จช่วง ว่า ผิดตั้งแต่ขั้นตอนการนำเข้า การชำระภาษีสรรพสามิต และการจดทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบก

ปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงทัศนะกับโพสต์ทูเดย์ว่า หากพระสงฆ์องค์ใดต้องคดีความจะมีมลทินมัวหมอง แม้ว่าขั้นตอนจะยังไม่ถึงขั้นจำคุก หรือศาลอาจให้รอลงอาญา ก็ถือว่าต้องมลทิน และถ้าพระสงฆ์ถูกดำเนินคดีในชั้นพนักงานสอบสวน หรือศาลไม่ให้ประกันตัวก็ต้องสึกจากความเป็นพระตามกฎหมาย

เราจะเอาพระองค์ที่มีมลทินติดข้อครหามาเป็นสมเด็จพระสังฆราชได้อย่างไร ฉะนั้น นายกรัฐมนตรีชะลอเรื่องไว้นั้นส่วนตัวเห็นว่าถูกต้องแล้วที่ยังไม่มีการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ เพราะต้องรอให้คดีความวุ่นวายต่างๆ จบสิ้นก่อน

ปรีชา กล่าวว่า หากพระสงฆ์ที่ถูกดำเนินคดีแล้วก้าวขึ้นมาเป็นสมเด็จพระสังฆราชหรือรับตำแหน่งสมณศักดิ์  ย่อมขัดต่อความรู้สึกในสายตาของชาวพุทธจนนำไปสู่ความไม่สบายใจ แถมยังกระทบกับความรู้สึกและกระทบกระเทือนจิตใจของชาวพุทธ

อย่างไรก็ตาม ปรีชา ย้อนต้นตอปัญหาการตีความข้อกฎหมาย มาตรา 7 ของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2 พ.ศ. 2535 ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความยืนยันว่า อำนาจการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชอยู่ที่คณะกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี

ปรีชา อธิบายว่า มติ มส. ที่เสนอชื่อสมเด็จช่วงให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชไม่มีผลตามกฎหมาย เพราะเป็นการเสนอตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี 2535 มาตรา 7 วรรค 2 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ที่ระบุว่า พระที่ต้องมาเป็นสมเด็จพระสังฆราชต้องมีสมณศักดิ์สูงสุด ซึ่งความจริงขัดต่อรัฐธรรมนูญและพระธรรมวินัย จึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย

ปรีชา ยกตัวอย่างการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชในสมัยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกว่า ช่วงนั้นมีการเสนอ 3 รายชื่อ 1.สมเด็จพระญาณสังวร 2.สมเด็จพระพุฒาจารย์  วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์  และ 3.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา แต่ 2 องค์หลังไม่ขอรับตำแหน่งพระสังฆราช จึงเหลือเพียง 1 องค์คือ สมเด็จพระญาณสังวร 

การเสนอชื่อครั้งนั้น เป็นไปตามกฎหมาย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี 2505 มาตรา 7 วรรค 1 ซึ่งถูกต้องสอดคล้องกับพระธรรมวินัย และถูกต้องกับรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่มีมาว่า พระมหากษัตริย์ มีพระราชอำนาจที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ปรีชา ยังอธิบาย ฐานันดรศักดิ์ ว่า ความหมายครอบคลุมถึงตำแหน่งทางพระสงฆ์ด้วย คือสมณศักดิ์ ฉะนั้นเรื่องนี้บัญญัติชัดเจนว่าเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ดังนั้น ที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 11 โดยการแก้ไขเพิ่ม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี 2535 วรรค 2 วรรค 3 จึงเป็นการขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งขัดแย้งมาตั้งแต่ปี 2535 ที่เริ่มมีแก้ไขมา และยังไม่เคยมีการใช้มาตรานี้ แต่เพิ่งถูกนำมาใช้ครั้งมหาเถรสมาคม หรือ มส. เสนอชื่อสมเด็จช่วงขึ้นมา

อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สรุปว่า นายกรัฐมนตรีมีอำนาจเสนอรายชื่อทูลเกล้าฯ สมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ แต่ไม่ใช่เพียงพระองค์ใดองค์หนึ่ง ต้องเสนอเป็นบัญชีรายชื่อไป จากนั้นเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ที่จะเลือกพระองค์ใดองค์หนึ่งที่นายกรัฐมนตรีเสนอมาก็ได้

จะไม่เลือกทั้งสามองค์เลยที่เสนอไป และเลือกเอาองค์ใดองค์หนึ่งที่เป็นพระแท้ข้างนอก ก็สามารถทำได้ตามพระราชอำนาจ ไม่จำเป็นต้องเป็นสมเด็จในมหาเถรสมาคม หรือมีสมณศักดิ์ก็ได้  ตั้งพระองค์นอกขึ้นมาได้  ซึ่งสอดคล้องกับพระธรรมวินัยที่ไม่ได้ถือเอาอาวุโสสมณศักดิ์ เพราะตำแหน่งสมณศักดิ์ หรือ มส. เกิดขึ้นโดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี 2535 และขัดต่อพระธรรมวินัย และที่มีการเพิ่มสมณศักดิ์ ทั้งที่ความเป็นจริงตามพระธรรมวินัยไม่มี  และเมื่อกฎหมายใดขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ  กฎหมายนั้นย่อมไม่สามารถใช้ได้

ปรีชา ระบุว่า นายกฯ สามารถเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ มาตรา 7 วรรค 2 และ 3 ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าศาลวินิจฉัยว่าขัดก็จะเป็นบรรทัดฐานให้ทุกองค์กรของรัฐต้องปฏิบัติตาม

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ : 30 กรกฎาคม 2559


 

นอนซังเตยาว..!

 

เณรคำโชว์เงินล้านกลางศาล

แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว !

 

 

ศาลสหรัฐยังไม่พิจารณาให้ประกันตัว เณรคำ ส่งเข้าคุกต่อ-เผยอยู่ขั้นตอนผู้ต้องหาขอประกันตัวยังไม่ถึงขั้นส่งผู้ร้ายข้ามแดน

 

เณรคำสวมชุดผู้ต้องหาขึ้นศาลสหรัฐนัดแรก ทนายยื่นขอประกันมีเงินกว่า 1 ล้านดอลลาร์พอค่าประกัน อ้างหากส่งกลับเมืองไทยอาจมีอันตรายเพราะอยู่ในภาวะประกาศกฎอัยการศึก อีกทั้งปัญหาสุขภาพเมืองไทยอาจไม่มีที่รักษาตัว ผู้พิพากษามาสจิสเตรทส่งต่อให้ผู้พิพากษาอีกรายพิจารณาเรื่องการขอประกันตัว

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 กรกฎาคม 2016 (เวลาของฝั่งตะวันตกสหรัฐอเมริกา) หรือตรงกับเวลา 01.00 น. วันที่ 28 กรกฎาคม ของประเทศไทย ศาลชั้นต้นรัฐบาลกลางหรือ US District Court แคลิฟอร์เนียตะวันออก (ริเวอร์ไซด์) ได้นัดคู่กรณีคือ นายวิรผล สุขผล อดีตพระภิษุ ชื่อพระวิรพล ฉัตติโก เรียกตนเองว่า "หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก" หรือที่รู้จักกันในชื่อ "เณรคำ" ขึ้นศาล เพื่อพิจารณาคำร้องขอประกันตัว หลังจากได้หลบหนีคดีในข้อกล่าวหา 6 ข้อหา อาทิเช่น ฉ้อโกง ร่วมเพศกับผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปี และดำเนินเรื่องขอลี้ภัยในสหรัฐ

ผู้สื่อข่าวพิเศษ ไทยทริบูน ประจำลอส แอนเจลิส รายงานว่า บริเวณภายนอกศาล ซึ่งศาลตั้งอยู่เลขที่ 3470 12th St, Riverside, CA 92501, USA.  ในดาวน์ทาวน์ เมืองริเวอร์ไซด์ อยู่ทางตะวันออกของลอส แอนเจลิสประมาณ 80 กิโลเมตร  ก่อนถึงเวลาพิจารณาคดี มีประชาชนที่เคารพนับถือ "เณรคำ" เกือบ 50 คน เดินทางจากเมืองซาน ดิเอโก้ และเมืองใกล้เคียง ทยอยกันเข้าในตัวอาคารและนั่งรออยู่หน้าห้องพิจารณาคดี ห้องที่ 3 รวมถึงพระสงฆ์หลายรูป พร้อมด้วยกลุ่มแม่ชีด้วยสีหน้าวิตกมีความกังวล

บางคนถือเอกสารประกาศเจตจำนงสนับสนุนและยอมเป็นพยานให้กับ นายวิรพล สุขผล ในการขอประกันตัวครั้งนี้ ซึ่งคำในเอกสารระบุไว้ดังต่อไปนี้

 

หน้าแรก

DECLARATION OF.......... REGARDING MORTAL DANGER TO WIRAPHON SUKPHON

I reside at......., California. I am....... year of age, born in........., 19....., I am a USA citizen/lawful permanent resident alien.

หน้าที่สอง

I declare and state under penalty of perjury that the foregoing statement by me are true and correct to the best of my knowledge and recollection, and if called upon to testify I could and would testify exactly as stated herein. Executed at Santa Ana, California, on this ..... day of July, 2016.

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อทุกคนเข้าไปในห้องพิจารณาคดีที่ 3 อยู่บนชั้น 3 เรียบร้อยแล้ว  นายเจฟฟ์ แอร์รอน (Jeff Aaron) ทนายความของเณรคำ ได้แนะนำตัวเองในห้องพิจารณา  โดยมีผู้พิพากษา เชอรี พิม (Sheri Pym) เป็นผู้พิพากษาไต่สวนคดี หรือ มาจิสเตรท จัดจ์ ออกนั่งบัลลังก์รับฟังคดี

ผู้พิพากษา Sheri Pym กล่าวว่า ในการพิจารณาคดีวันนี้ไม่ใช่คดีอาญา แต่เป็นเรื่องของการส่งตัวขอผู้ลี้ภัยกลับประเทศไทย โดยทนายขอยื่นประกันตัว

นาย Jeff Aaron ทนายความ กล่าวว่า การส่งตัวจำเลยกลับประเทศไปนั้นอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของจำเลยได้ เพราะขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก และมีข้อพิพาทความขัดแย้งกับกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้าน คสช. นอกจากนั้นฝ่ายจำเลยมีหลักฐานขอลี้ภัยในสหรัฐมาพร้อม

นายแอร์รอน กล่าวอีกว่า ขณะที่นายวิรพลอยู่ในสหรัฐนั้น ก็ได้ทำคุณงามความดีต่อสังคมมากมาย

ผู้พิพากษา กล่าวว่า คดีนี้กระทรวงต่างประเทศของไทยเป็นผู้ร้องขอมา

ทนายความ แย้งว่า ขณะนี้ตนยังไม่เห็นเรื่องการขอส่งตัวกลับประเทศไทย พร้อมกับขอร้องศาลให้พิจารณาอนุญาตให้จำเลยได้รับการประกันตัวเพื่อมนุษยธรรม  เพราะผู้ขอลี้ภัยมีหลักทรัพย์มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นจำนวนพอที่จะขอประกันตัวได้ภายใต้กรณีพิเศษ (special circumstance)  อีกทั้งเรื่องสุขภาพของผู้ขอลี้ภัย  หากถูกส่งตัวกลับไปอาจไม่มีสถานที่รักษาตัว

ทางด้านอัยการสหรัฐ ได้อ้างสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างสหรัฐกับประเทศไทย ที่มีตั้งแต่ปี 1913 และ 1932 พร้อมกับชี้แจงต่อผู้พิพากษาว่า เอกสารต่างๆ ที่ฝ่ายผู้ขอลี้ภัยจัดหาให้เมื่อวันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคมนั้น ยังไม่ครบถ้วน

ทางด้านผู้พิพากษาพิจารณาคำว่า ข้อสำคัญของกรณีพิเศษ (special circumstance) นี้มีน้ำหนักพอที่จะให้ผู้ลี้ภัยได้รับการประกันหรือไม่ และผู้ลี้ภัยก็มาพักอยู่ในสหรัฐเป็นเวลานานแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาชี้ว่า มาตรฐานของการกักขังคดีอาญาในที่นี้จะนำมาใช้กับคดีนี้ไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้พิพากษา Sheri Pym แจ้งให้ทนายความของผู้ขอลี้ภัยไปติดต่อกับผู้พากษาอีกรายในฐานะ Trial Judge เพื่อพิจารณาในเรื่องขอประกันตัวต่อไป  การพิจารณาคดีนัดนี้สิ้นสุดลงโดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที

คดีนี้เป็นขั้นตอนขอให้ศาลพิจารณาขอประกันตัวเป็นกรณีพิเศษ ไม่ใช่เป็นคดีที่ศาลจะพิจารณาส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับประเทศไทย  หลังจากนี้ศาลจะนัดพิจารณาเรื่องที่ทนายของเณรคำยื่นขอประกันตัวต่อไป  ก่อนที่จะมีการพิจารณาคดีที่อัยการขอให้ส่งตัวกลับประเทศไทย ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนตามสนธิสัญญาสหรัฐ-ไทยที่ตกลงกันไว้ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะการนัดขึ้นศาลแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 1 เดือนขึ้นไป

ภายหลังจากที่นายวิรพลถูกเจ้าหน้าที่ยูเอสมาร์แชล (ฝ่ายบังคับใช้กฎหมายตามจับผู้ร้ายมาบังคับคดี) ก็ถูกถอดจีวรและสวมชุดนักโทษสีส้ม สวมกุญแจมือถูกนำตัวเข้าที่คุมขัง หรือเมื่อจะขึ้นศาลก็เหมือนนักโทษทั่วไป เพราะเป็นระเบียบการควบคุมตัวผู้ต้องหาที่ถูกคุมขังในแดนกักขังระหว่างการพิจารณาคดี

 

ที่มา : THAI TRIBUNE : 29 กรกฎาคม 2559


 

ไม่รอด !

 

ดีเอสไอชี้มูลผิดสมเด็จช่วงพ่วงตุ๊แป๊ะ

เตรียมเรียกรับทราบข้อหา !

 

 



 

 

ดีเอสไอ-อัยการ เห็นร่วม เบนซ์สมเด็จช่วงผิด กม.-รอประเมินภาษี-เรียกหลวงพี่แป๊ะ รับข้อหา

ดีเอสไอ-อัยการ เห็นร่วม รถสมเด็จช่วง ผิดกม.สรรพสามิต เรียกผู้ครอบครอง-คนเกี่ยวข้องแจ้งข้อหา จ่อเรียก หลวงพี่แป๊ะ รับข้อหา รอประเมินภาษีก่อนออกหมายเรียกแจ้งข้อหา พบอีก 2 ราย ร่วมกระทำความผิด

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกเอกสารข่าว ผลการประชุมของคณะพนักงานสอบสวนร่วมกับพนักงานอัยการในคดีพิเศษที่ 12/2559 ซึ่งเป็นคดีการตรวจสอบรถยนต์โบราณ ยี่ห้อเมอร์เซเดส เบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ที่มีชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่พระสังฆราช เป็นผู้ครอบครอง โดยเอกสารข่าวระบุว่า ส่วนที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวไปแล้วนั้น มีดังนี้

1) นายเกษมศักดิ์ ภวังคนันท์ ข้อหา ร่วมกันลักลอบหนีศุลกากรหรือซื้อหรือรับไว้ ด้วยประการใดๆ ซึ่งของหนีภาษีศุลกากร ตาม มาตรา 27 และ มาตรา 27 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ประกอบ มาตรา 16 และมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

2) นายเมธีนันท์ หรือ ชลัช นิติฐิติวงษ์ ข้อหา ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย, แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ, แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีสรรพสามิต ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 มาตรา 267 และ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 165

3) นายสมนึก บุญประไพ ข้อหา ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย, ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน, ร่วมกันปลอมเอกสารหรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน, ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 มาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 267 มาตรา 268 ประกอบมาตรา 83

เอกสารข่าวยังระบุอีกว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่วมกันว่าคดีมีพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนในชั้นนี้ ยังรับฟังได้อีกว่า มีนายพิชัย วีระสิทธิกุล และนายวสุ จิตติพัฒนกุลชัย มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับนายเกษมศักดิ์ ภวังคนันท์ ในความผิดตาม ข้อ 1) ด้วย ส่วนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร มีการชำระภาษีสรรพสามิตไม่ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ สำหรับผู้ครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวที่เสียภาษีไม่ครบถ้วนจะมีความผิดตามมาตรา 161 (1) พ.ร.บ.สรรพสามิตฯ ซึ่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการ จะได้พิจารณาดำเนินการเรียกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนในเรื่องเกี่ยวกับการประเมินภาษีเพิ่มเติมทางกรมสรรพสามิตได้พิจารณาดำเนินการแล้ว ขณะนี้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษอยู่ระหว่างรอแจ้งผลการดำเนินการ จากกรมสรรพสามิต

รายงานข่าวแจ้งว่า ดีเอสไออยู่ระหว่างการรอการประเมินภาษีจากกรมสรรพสามิต รถยนต์คันดังกล่าว ว่าส่วนที่ขาดเท่าไหร่ และบุคคลใดบ้าง ที่เกี่ยวข้องกับการชำระภาษีสรรพสามิต ก่อนที่จะออกหนังสือเรียกสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ในฐานะผู้ครอบครอง ก่อนจะออกหนังสือเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา ในลำดับถัดไป ทั้งนี้เบื้องต้นเตรียมแจ้งข้อกล่าวหา พระมหาศาสนมุนี (ธนกิจ ศรีอุ่นเรือน) ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และเป็นเลขานุการ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ในความผิด ตามมาตรา 161 (1) พ.ร.บ.สรรพสามิต เนื่องจากเป็นผู้ครอบครอบในขั้นต้น

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า สำหรับการแจ้งข้อกล่าวหา สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วันไหนอย่างไร นั้น คงต้องรอขั้นตอนการประเมินภาษีจากกรมสรรพสามิตก่อน ว่าในช่วงเวลาหรือขั้นตอนดังกล่าวมีบุคคลเกี่ยวข้องหรือครอบครอง รถยนต์ เป็นรายชื่อใครบ้าง อีกทั้งภาษีที่ขาดการชำระตามจำนวนจริงเท่าไหร่ อย่างไร หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนถึงจะพิจารณาออกเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในลำดับถัดไป

 

 

ที่มา : ดีเอสไอ-มติชน : 29 กรกฎาคม 2559


 

ขึ้นศาลวันนี้ !

 

เณรคำขึ้นศาลรับฟังคำพิพากษา

ส่งตัวกลับไทยหรือไม่ ?

 


(ภาพ : CSI-LA)

 

แหล่งข่าวจากลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย รายงานว่า หลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ แถลงว่า ทางการสหรัฐอเมริกา ได้ทำการจับกุมตัว นายวิระพล สุขผล หรืออดีตเณรคำ ผู้โด่งดังจากการประกาศตัวเองเป็นผู้บรรลุธรรม ไม่กลับมาเกิด และเป็นเพื่อนกับพระอินทร์ ฯลฯ สุดท้ายต้องลี้ภัยไปอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 หรือ 3 ปีที่ผ่านมานั้น

วันนี้ มีรายงานข่าวว่า เณรคำจะถูกนำตัวขึ้นศาล เพื่อรับฟังคำพิจารณาของศาล เป็นครั้งแรก ซึ่งเวลาในรัฐแคลิฟอร์เนียนั้น คือ 10:00 A.M. หรือ 10 นาฬิกา เวลาเช้า ที่ศาลเมืองริเวอร์ไซด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เลขที่ 333 ถนน 12 ตรงกับเวลาในประเทศไทย คือ 1 นาฬิกา หรือตีหนึ่ง ของวันที่ 28 กรกฏาคม 2559 ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่าศาลจะพิพากษาอย่างไร

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
27 กรกฎาคม 2559

รวมข่าวเณรคำ : ดที่ภาพเพื่ออ่านข่าวทั้งหมด

 

 

จี้สมเด็จช่วงหยุดม็อบพระ !

 

ข่าวล่าและข่าวลือ

บิ๊กต๊อกมีหนังสือแจ้งสมเด็จช่วงสั่งพระยุติเคลื่อนไหว

ถ้ายังไม่สำเร็จก็คงต้องใช้..ไม้แข็ง

 

อา..ถ้าเป็นเกมฟุตบอลก็น่าจะอยู่ในช่วง "ต่อเวลา" แบ่งกันคนละข้างแค่ 5 นาที มีอะไรก็ต้องงัดออกมาเล่นกันแม้แต่..ตัวสำรอง ช่วงนี้แหละ ใครยิงนำก่อนก็แทบจะช็อกสนาม กรณีบิ๊กต๊อกออก "หนังสือเตือน-หนังสือนิมนต์" หรือหนังสืออะไรก็ตาม ถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ขอให้ท่านใช้อำนาจผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช สั่งยุติม็อบพระที่นำโดยเจ้าคุณประสารนั้น มองมุมหนึ่งก็อาจจะเห็นว่า "บิ๊กต๊อกบีบสมเด็จช่วง" แต่ถ้ามองให้ดีก็อาจจะมีมุมบวกบ้าง คือมองว่า ทางรัฐบาลโดยกระทรวงยุติธรรม ยังคงให้เกียรติสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ในฐานะ "ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" มุมมองของนักกีฬาแล้ว นี่คือ "ลูกวิ่งมาเข้าเท้า" ดีๆ นี่เอง ถ้าเล่นเป็นเตะเป็น ก็มีสิทธิ์ทำแต้มนำก่อน (ถ้าตามก็ตีเสมอ) หรือถ้าใช้ทฤษฎี "พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส" ก็ต้องมองว่า "โอกาสทองของสมเด็จช่วงมาถึงแล้ว" คือรัฐบาลขอให้ช่วย ถ้าไม่ช่วยก็ทำลายโอกาส แต่ถ้ายอมช่วย ก็จะได้ใจและอะไรอีกหลายๆ อย่างจากรัฐบาล การจะเล่นกันแรงๆ แบบหลุดจากวงโคจรแถมล้างบางสายวัดปากน้ำนั้นก็จะเพลาๆ ลงไป มันได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ของแบบนี้มันตาดีได้ตาร้ายเสีย ก็สมเด็จช่วงและทีมวัดปากน้ำเรียกร้องต้องการมานานแล้วมิใช่หรือ อยากให้รัฐบาลให้โอกาสคณะสงฆ์ทำงานโดยละมุนละม่อม นี่ไง เขายื่นโอกาสมาแล้ว ถ้าไม่รับ ก็ไม่รู้จะว่ายังไง พูดได้คำเดียวว่า เสียดาย !

 

 

โอม..เป่าหัวเจ้าคุณประสารให้เชื่องก่อน ก่อนจะไปเป่าให้บิ๊กตู่

 

 

พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน ป.ธ.9)

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เจ้าคณะภาค 5

แม่กองบาลีสนามหลวง และกรรมการมหาเถรสมาคม

 

 

เตือนรัฐบาลอย่าลำเอียงพุ่งเป้า "สมเด็จช่วง"

"พระพรหมโมลี" โต้กระแสข่าว รมว.ยุติธรรม ให้ดีเอสไอแจ้งสมเด็จช่วง เตือนพระทั่วประเทศหยุดเคลื่อนไหวสวดมนต์ใหญ่ ระบุยังไม่มีใครติดต่อมา ด้านนักวิชาการ เตือนรัฐต้องไม่ลำเอียงเลือกปฏิบัติตั้งสังฆราช  ใช้หลักนิติศาสตร์แก้ปัญหาคณะสงฆ์อย่างเดียวไม่ได้ ขณะที่ "เจ้าคุณประสาร" ไม่หนักใจถูกแจ้งเป็นอั้งยี่

ตามที่มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ มีหนังสือแจ้งไปยัง สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ขอให้แจ้งพระสังฆาธิการทั่วประเทศ ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว และออกมาสวดมนต์นั้น  เมื่อวันที่ 28 ก.ค. พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  ประธานคณะเลขานุการผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช  กล่าวว่า ขณะนี้ ทางดีเอสไอยังไม่ได้มีการประสานส่งหนังสือหรือติดต่อมา เกี่ยวกับกรณีจะขอให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แจ้งไม่ให้วัดออกมาเคลื่อนไหวและสวดมนต์ มายังวัดปากน้ำภาษีเจริญแต่อย่างใด

 

นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดประสานงานมาเกี่ยวกับที่จะขอให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ แจ้งวัดให้ยุติการเคลื่อนไหวและออกมาสวดมนต์แต่อย่างใด เนื่องจากข้อมูลเบื้องต้น พระภิกษุสงฆ์ยังไม่มีการเคลื่อนไหวออกมาสวดมนต์ใหญ่แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม พศ. ก็จะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

ด้าน ดร.อุทิส ศิริวรรณ นักวิชาการด้านการวิจัยพระพุทธศาสนา
  กล่าวว่า มุมมองเรื่องสถานการณ์การตั้งสังฆราช ส่วนตัวมองว่าขณะนี้สังคมไทย กำลังจับตามองว่าปัญหาจะจบลงอย่างไร สำหรับแวดวงการคณะสงฆ์ มองเป็น 2 ด้าน คือ ความชอบธรรมและ การขาดความชอบธรรม ซึ่งฝ่ายมองว่า ชอบธรรม เห็นว่าท่านเหมาะสมที่สุดที่จะเป็น และเห็นว่าท่านถูกขัดขวาง  โดยสรุปก็คือ ไม่ว่าจะอย่างไร ก็มีธงนำแล้วว่าจะขัดขวางจนถึงที่สุดไม่ให้ท่านได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช เป็นอันขาด ส่วนฝ่ายที่มองว่าไม่เหมาะสมก็มองว่า ท่านสมควรที่จะเคลียร์ตนเอง เรื่องปาราชิก 4 และเรื่องธรรมกาย รวมถึงเรื่องส่วนตัวในอดีต ซึ่งก็ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าจริงหรือเท็จ ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ทราบจนกระจ่างแจ้ง ก็ไม่สมควรที่จะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช 

ดร.อุทิศ กล่าวต่อไปว่า สำหรับท่าทีคณะสงฆ์ไทย เท่าที่ทราบ ส่วนหนึ่งก็ไม่พอใจต่อบทบาทของรัฐบาล โดยมองว่ารัฐเลือกที่จะฟังและเชื่อเสียงส่วนน้อยมากกว่าเสียงส่วนใหญ่ ส่วนการแก้ปัญหามองว่าเรื่องปัญหาคณะสงฆ์เป็นเรื่อง ละเอียดอ่อน รัฐต้องใช้การจัดการโดยน้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้
 นั่นคือเข้าใจ และเข้าถึง วงการคณะสงฆ์ให้ใกล้ชิด อย่าให้มีระยะห่าง อย่าให้พระสงฆ์ส่วนใหญ่มองว่ารัฐลำเอียง หรือเลือกปฏิบัติกับพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง โดยเฉพาะสมเด็จวัดปากน้ำ ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ที่มีพระสงฆ์ และฆราวาสนับถือกันเต็มบ้านเต็มเมืองทั้งในไทยและต่างประเทศ รัฐยิ่งต้องระมัดระวังให้มาก อย่าโหมฟืนเร่งไฟจนเกินไป เพราะเชื้อไฟอาจลุกลามทั่วผืนแผ่นดิน จนดับไฟไม่สำเร็จ

"การแก้ปัญหาวงการคณะสงฆ์ รัฐควรใช้หลักพุทธศาสตร์และหลักรัฐศาสตร์จัดการแก้ไขปัญหาการคณะสงฆ์ ด้วยความยืดหยุ่น แทนที่จะใช้หลักนิติศาสตร์ซึ่งเข้มงวดและจริงจัง ท่าทีรัฐต่อพระสงฆ์ต้องจัดการปัญหาพระด้วยความอ่อนน้อมในฐานะชาวพุทธผู้เคารพในพระรัตนตรัย อะไรควร อะไรไม่ควร ก็แนะนำท่านทำให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยยึดหลักความถูกต้อง เสมอภาค
  และเป็นจริง  เท่าที่ท่านจะปรับปรุงและแก้ไขให้ถูกต้องตามตัวบทกฎหมายได้ ผ่อนหนักเป็นเบา รุนแรงก็แก้ไขด้วยความละมุนละม่อม ให้เรื่องราวทุเลาเบาบางลงไป รัฐจะได้เอาเวลาไปปกครองบ้านเมืองด้านอื่นๆ ให้สงบสุขต่อไป" ดร.อุทิส กล่าว

ขณะที่ พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขอเรียน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า ตนและคณะสงฆ์ พร้อมองค์กรพุทธ ไม่ได้ก่อปัญหา ไม่ได้สร้างปัญหา ไม่ใช่พวกหัวดื้อ ไม่ใช่คนทำให้สังคมสับสนวุ่นวาย ถ้าอีกฝ่ายทำได้ทุกอย่าง ไม่มีใครห้าม ฝ่ายรัฐก็ไม่พูดอะไร แต่อีกฝ่ายทำอะไรก็ไม่ได้ ผิดหมด อะไรคือกฎหมายและความยุติธรรมในสังคม
 ส่วนกรณีพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือ พุทธะอิสระ แจ้งเอาผิด ฐานอั้งยี่ ซ่องโจร นั้นไม่รู้สึกหนักใจอะไร เพราะเชื่อมั่นว่าตลอดเวลาที่ทำงานเรื่องนี้ได้ทำเพื่อคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา การสื่อสารไปถึงคณะสงฆ์ในประเทศและพระธรรมทูตในต่างประเทศทั่วโลก ก็ล้วนเป็นไปเพื่อการพิทักษ์ปกป้องคณะสงฆ์ ไม่ให้ถูกคุกคามย่ำยีไปมากกว่านี้ การที่องค์กรสงฆ์และพระสงฆ์ได้ยืนขึ้นมาปกป้องสถาบัน รักษาความดีงามของคณะสงฆ์ การเจริญพระพุทธมนต์เพื่อขจัดปัดเป่าภาวะคุกคาม สิ่งเหล่านี้จะเป็นอั้งยี่ เป็นซ่องโจร ได้อย่างไร หวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงจะมีดุลยพินิจ ทั้งในแง่ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จะให้ความเป็นธรรม และคำนึงถึงความสงบเรียบร้อยดีงามของสังคมและสังฆมณฑล

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 28 กรกฎาคม 2559

 

ทั้งขึ้นทั้งล่อง !

 

ทักษิณทำบุญอายุวัดพุทธปทีป

ถ่ายรูปกับพระเป็นที่ระลึก

แต่..ชาวเน็ตวิจารณ์แซ่ด หาว่า..

 

อา..อีกแล้วค่ะพระคุณเจ้า กับพฤติกรรมของสังคมไทย ที่ตั้งข้อรังเกียจกันจนเข้ากระดูกดำ ก่อนนั้น อดีตนายกฯทักษิณ ไปทำบุญกับวัดพระธรรมกาย ก็ถูกตั้งข้อหาว่าสนับสนุนลัทธิพระนิพพานเป็นอัตตา วันนี้ ทักษิณหันหน้าไปเข้าวัดพุทธปทีป ถ่ายรูปกับพระสงฆ์เพื่อเป็นสิริมงคล ผู้คนก็น่าจะอนุโมทนา แต่นอกจากจะไม่อนุโมทนาแล้วก็ยังด่ากันสาดเสียเทเสีย แบบว่าโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง แทบจะไม่ให้เข้าวัดเข้าวากันเลย อะไรจะปานนั้น ถามว่า เมื่อไหร่สังคมไทยจะมี "เมตตา" ต่อกัน ไม่ในฐานะเพื่อนร่วมชาติร่วมศาสนาก็ในฐานะ "เพื่อนร่วมโลก" ถ้าตอบแบบ คุณชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.สำนักพุทธฯ ก็คงจะเป็นว่า "ทักษิณไปทำบุญผิดตรงไหน เพราะไม่มีกฎหมายหรือกฎศาสนามาตราใดห้ามไว้" นั่นเป็นเรื่องจริง ดังนั้น พระสงฆ์วัดพุทธปทีป ก็ไม่ต้องอายหรอกครับ เปิดหน้าเปิดใจไปเลย มันไม่เคยผิดอยู่แล้วกับการรับสังฆทาน และการถ่ายรูปกับคนที่มาทำบุญในวัด ยืนยันไปเลยครับว่า เขามาทำบุญ มิได้ทำบาป เพราะพระสงฆ์เป็นที่พึ่งสุดท้ายของชาวโลก หากพระไร้เมตตาเสียแล้ว ก็หมดที่พึ่ง !

 

 

หึ่ง ! พระวัดดังจำใจถ่ายคู่นักโทษทักษิณ

27 ก.ค.59 หลังจากที่แหล่งข่าวแนวหน้า ในประเทศอังกฤษ ระบุว่า นายทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคดีอาญาแผ่นดิน ปรากฏตัวที่วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน เพื่อทำบุญคล้ายวันเกิด โดยมีคนชื่อ สุดารัตน์ เป็นคนนัดหมาย โดยอ้างว่าตนเองจะเดินทางมาทำบุญ ในเวลา 09.00 น. วันที่ 26 ก.ค.59 แต่เมื่อถึงเวลานัด กลับปรากฏตัวนายทักษิณพร้อมบอร์ดี้การ์ดจำนวนหลายคนเดินทางมา ตามที่แนวหน้าออนไลน์ได้นำเสนอไปแล้วนั้น ปรากฏว่ามีภาพนายทักษิณถ่ายคู่กับพระสงฆ์วัดพุทธปทีปภาพหนึ่ง ในโลกออนไลน์ที่ยืนยันว่า เป็นภาพที่ถ่ายปัจจุบัน หลังเสร็จพิธี

แหล่งข่าว ระบุเพิ่มเติมว่า วัดพุทธปทีปถาม สุดารัตน์ ซึ่งได้นัดหมายว่าจะมาทำบุญ ถึงสาเหตุที่ไม่ได้เดินทางมาทั้งๆ ที่เป็นคนนัด ซึ่ง สุดารัตน์ อ้างว่า ติดภารกิจที่ไทยจึงเดินทางมาไม่ได้ ส่วนบอร์ดี้การ์ดซึ่งมีทั้งไทย และฝรั่ง ห้ามถ่ายรูป แต่นายทักษิณได้เอาช่างภาพมาเอง และเมื่อเสร็จพิธีนายทักษิณได้ขอถ่ายรูปพระ 7 รูปด้วย ซึ่งพระสงฆ์ทั้งหมดไม่สามารถปฏิเสธได้

 

ที่มา : แนวหน้า : 28 กรกฎาคม 2559


 

ยังคาใจ !

 

ภาพบิ๊กตู่เจิมหน้าผาก

เจ้าคุณประสารอยากให้เคลียร์ !

 

 

ฮา !

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ภาพปริศนา

 

คำถามจาก..เจ้าคุณประสาร

"..เราเดินมาถูกทางแล้วหรือ
ไหนว่าจะมากันทั่วประเทศไง ไสว่าสิบ่ถิ่มกั๋น.."

 

 

ท่านนายกฯเป็นคนปากไวใจร้อน อาตมาเป็นพระใจเย็น วาจาก็สุขุม บางทีถูกถามกลางจอ ยังนึกคำตอบไม่ทันเลย มึน อิอิ !

 

จากใจเจ้าคุณประสารถึง "บิ๊กตู่" แนะสวดมนต์ทบทวนว่าเดินถูกทางหรือไม่

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศ (ศพศ) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพจส่วนตัวชื่อ พระเมธีธรรมาจารย์-เจ้าคุณประสาร ระบุถึง จากใจพระเมธีธรรมจารย์ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า กรณีที่นายกฯ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่าจะไม่นำชื่อสมเด็จพระราชาคณะขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นสมเด็จพระสังฆราชตามมติมหาเถรสมาคม (มส.) โดยให้เหตุผลต้องเคลียร์ข้อกล่าวหาให้ได้ก่อน ซึ่งรายละเอียดการให้สัมภาษณ์ของนายกฯ มีดังนี้ 1.ขั้นตอนการพิจารณาเป็นไปตามกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม 2.ให้โอกาสทั้งสองฝ่ายได้ชี้แจงข้อเท็จจริง 3.กระบวนการยุติธรรมจะเป็นผู้ตัดสิน 4.วันนี้บ้านเมืองยุ่งมากพอแล้ว อะไรที่ไม่เร่งด่วนก็เบาๆ กันบ้าง 5.ต้องเคลียร์ข้อกล่าวหาให้ได้ก่อน 6.นายกฯ ไม่ได้เลือกข้างใครอยู่แล้ว และ 7.ทุกอย่างต้องใช้กฎหมายเพื่อเป็นบรรทัดฐาน

พระเมธีธรรมาจารย์ โพสต์อีกว่า อาตมาขอตอบจากความรู้สึกในใจที่มีต่อนายกฯ ว่าไม่มีใครปฏิเสธขั้นตอนของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมา นายกฯมองไม่เห็นความผิดปกติใดๆ เลยหรือ ในทางบริหาร นายกฯมีแหล่งข้อมูลรอบด้าน จะเรียกข้อมูลใครจากหน่วยงานไหน ก็ทำได้อย่างรวดเร็ว แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เป็นเรื่องของความสงบสุขในคณะสงฆ์ และจะลุกลามไปถึงฝ่ายบ้านเมือง

"ทั้งนี้ อาตมาดีใจมากที่นายกฯ พูดว่า เคารพพระทุกองค์ เพราะนี่คือสิ่งที่สังคมสงฆ์สงสัย กังขามานานแสนนาน เนื่องจากภาพที่นายกฯ ไปร่วมงาน และให้พระบางรูปเจิมหน้าผาก ทำให้คณะสงฆ์ และสังคมไทยตั้งข้อสังเกตต่างๆ ส่วนที่ขอให้ใช้กฎหมายเป็นบรรทัดฐาน อยากให้ปฏิบัติอย่างจริงจังกับทุกฝ่าย เพราะสังคมสงฆ์และประชาชนในประเทศนี้อยากเห็นสิ่งเหล่านี้มานานแล้ว นอกจากนี้ อาตมาอยากแนะนำว่านายกฯ เป็นคนใจร้อน พูดไว สำหรับเรื่องของพระสงฆ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเรื่องสำคัญ และมีผลกระทบในทุกภาคส่วน วันไหนที่ท่านใส่ชุดขาวบริสุทธิ์ ไหว้พระสวดมนต์ทำใจให้สงบโดยปราศจากบริวารแวดล้อม ขอให้ท่านคิดทบทวนดูว่าเรื่องของสงฆ์ ในฐานะนายกฯ และหัวหน้า คสช. ท่านเดินมาถูกทางแล้วหรือ ท่านทำถูกแล้วใช่หรือไม่ ให้นึกทบทวนให้ดี ด้วยจิตที่เป็นกุศล ปราศจากอคติใดๆ รวมทั้ง ขอให้ท่านนึกถึงหัวอกของพระสงฆ์ทั้งสังฆมณฑลในเวลานี้ด้วย"

 

ที่มา : มติชน : 28 กรกฎาคม 2559


 

อัพเกรด !

 

ดร.เมธาพันธุ์ ยกระดับ เป็นโฆษก มส.

ออกมาพูดแทน..พระผู้ใหญ่

 

อา..แรกนั้น ดร.เมธาพันธ์ยังโนเนม แต่ครั้นออกมาปูดข่าวว่า มหาเถรสมาคมได้ทำการประชุมลับ เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา และมีมติเป็นเอกฉันท์ "17-0" ให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ เป็นสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งปรากฏต่อมาว่า ข่าวคอนเฟิร์ม งานนี้ ดร.เมธาพันธ์ดังเป็นพลุ แต่..แต่ต่อมา เมื่อ ดร.เมธาพันธ์ จะขอออกทีวีดีเบตกับพุทธะอิสระและนายไพบูลย์ นิติตะวัน เรื่องปัญหาการตั้งสังฆราช ปรากฏว่าทั้งนายไพบูลย์และพุทธะอิสระ ต่างไม่มีใครยอมขึ้นเวทีกับเมธาพันธุ์ อ้างว่ามันคนละรุ่น เสียเหลี่ยมมวยว่างั้น งานนี้เล่นเอาเมธาพันธ์ควันออกหู แหมกูก็จบด็อกเตอร์จากอินเดีย แถมได้สาวแขกเป็นเมียสวยด้วย มันยังมองว่าคนละชั้น หยามกันชัดๆ นี่หว่า แน่จริงมาพูดแขกแข่งกันไหม ?

วันนี้ เมธาพันธ์โผล่ให้ข่าวแทนพระผู้ใหญ่และเจ้าคุณประสาร ทำนองเป็นโฆษกนอกทำเนียบให้มหาเถรสมาคม ปรากฏว่าขึ้นชาร์ต ข่าวดูมีน้ำหนักขึ้นทันตา แสดงว่าเมธาพันธ์กำลังหาตัวเองถูก คือเป็นแหล่งข่าวจะถูกกับโฉลกที่สุด หมอดูว่างั้น

เสียงของพระผู้ใหญ่ที่ระบายผ่านเมธาพันธ์นั้น ก็ไม่มีอะไร เพราะทุกเสียงมันก็รวมอยู่ในเสียงเดียว คือเสียงสมเด็จช่วง นอกนั้นเป็นเพียง "เสียงบริวาร" จะพูดอีกกี่ร้อยครั้งมันก็ดังไม่ไปเกินวัดปากน้ำ และนี่คือ..เมธาพันธ์ พันธุ์ใหม่ !

 

 

 

THE SPEAKER DR.METAPAN

 

 

ให้กำลังใจห่างๆ !! เลขาฯ สนพ.อ้าง พระผู้ใหญ่ให้กำลังใจเจ้าคุณประสารปลุกสงฆ์ทั่วโลก

นายเมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ เลขาธิการสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (สนพ.) เปิดเผยว่า ภายหลังที่ พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ปลุกพระสงฆ์ทั่วโลกให้เตรียมพร้อมรับฟังสัญญาณเพื่อมารวมตัวในงานใหญ่ ปรากฏว่า พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ระบุว่า เจ้าคุณประสารโพสต์ปลุกระดมให้พระสงฆ์ออกมาชุมนุมทำถูกต้องหรือไม่ นั้น เรื่องดังกล่าวพระผู้ใหญ่ท่านทราบแล้วแต่ไม่ได้ออกความคิดเห็น เพียงแต่ให้กำลังใจเจ้าคุณประสารอยู่ห่างๆ ทั้งนี้ พระผู้ใหญ่ท่านยังมองว่า การกระทำของ พล.อ.ไพบูลย์ ที่เจาะจงตรวจสอบรถยนต์ของ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม พร้อมจัดแถลงข่าวทั้งที่ยังไม่แจ้งข้อกล่าวหา เหมือนจงใจให้พระสงฆ์เสื่อมเสีย เป็นการกระทำที่ไม่มีวุฒิภาวะที่จะอำนวยความยุติธรรมต่อไป

"นอกจากนี้ พระผู้ใหญ่ยังตั้งข้อสังเกตว่า พล.อ.ไพบูลย์ เป็นผู้ดูแลความยุติธรรมแต่กลับเอากฎหมายในมือมารังแกพระสงฆ์ ไม่ทราบว่าสิ่งที่ทำเพราะใบสั่ง หรือทำเอาใจใคร และขอให้ยุติการกระทำนั้น เพราะจะเป็นบาปที่ส่งผลกระทบภาพรวมของรัฐบาล" เลขาธิการ สนพ. กล่าว

 

ที่มา : มติชน : 28 กรกฎาคม 2559


 

Before No After !

 

บิ๊กตู่ลั่นคำขาด

สมเด็จช่วง "ต้องเคลียร์" คดีรถเบนซ์

ให้จบ..ก่อนเป็นสังฆราช

 

อา..ไอ้เรื่องจบนั้น สมเด็จช่วงท่านก็อยากให้จบตั้งนานแล้ว แต่คดีจบหรือสมเด็จจบนี่สิที่น่ากังวล คือถ้าจบคดีแล้วไม่มีมลทิน แบบนี้ก็อยากจบ แต่ถ้าจบคดีแบบมีความผิด แบบนี้ก็จบเห่ จบไม่สวย ซึ่งเชื่อว่าใครก็คงไม่อยากให้จบเช่นนั้น เฮ้อ ! ท่านนายกฯ เห็นใจพระรองสมเด็จรูปอื่นๆ ด้วยสิ ถ้าสมเด็จช่วงไม่ได้ขึ้นสังฆราช รองสมเด็จที่รอจ่อคิวอยู่ก็ขึ้นไม่ได้เช่นกัน มันติดกันยาวไปทั่วประเทศ เห็นไหมว่าทำไมพระทั่วไทยอยากให้มีสังฆราช อิอิ !

 

 

บิ๊กตู่ลั่นต้องเคลียร์คดีจบก่อนตั้งสังฆราช

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงขั้นตอนหลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) แจ้งข้อกล่าวหาสมเด็จมหามังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ในคดีครอบครองรถหรูผิดกฎหมาย ว่า ให้เป็นไปตามขั้นตอนตามกฎหมาย และต้องให้โอกาสเจ้าหน้าที่ได้ทำงานและให้โอกาสผู้ที่ถูกกล่าวได้ชี้แจงข้อเท็จจริง โดยให้กระบวนการยุติธรรมตัดสิน แต่ขณะนี้บ้านเมืองยังวุ่นวายอยู่พอสมควร ฉะนั้นประเด็นที่ยังไม่มีความเร่งด่วนมากนัก ก็ต้องถูกชะลอไว้ก่อน  เมื่อถามถึงขั้นตอนการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้ต้องการรอ แต่ต้องมีความเหมาะสม และมีการตรวจสอบ ซึ่งทุกเรื่องเป็นคดีเก่า รัฐบาลไม่ได้ขุดคุ้ยขึ้นเอง ทุกเรื่องเป็นเรื่องฝ่ายกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้พิจารณา ตนเพียงทำตามอำนาจบริหารที่มีอยู่ ถ้ายังไม่ชัดเจน ก็ดำเนินการไม่ได้ เพราะเกี่ยวข้องกับวิกฤติศรัทธาของประชาชนด้วย จึงต้องสะสางข้อกล่าวหาให้ได้ก่อน ทั้งนี้ ตนยืนยันว่าเคารพพระสงฆ์ทุกองค์ ไม่เข้าข้างใคร ตนเคารพและกราบไหว้สมเด็จช่วงมาตลอด ต้องเห็นใจตน เพราะต้องทำให้ประเทศชาติสงบ

ต่อข้อถามว่า พระเมธีธรรมจารย์ (เจ้าคุณประสาร) ยังยืนยันว่าจะเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราสองค์ใหม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องดูกฎหมายว่าการเคลื่อนไหวได้หรือไม่ รวมทั้งวินัยสงฆ์และประชาชนต้องคิดเอง เพราะเป็นผู้ที่มีศรัทธา ทุกอย่างต้องใช้กฎหมายเป็นบรรทัด

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 27 กรกฎาคม 2559


 

ไม่มีกฎหมายบังคับ !

 

ให้สมเด็จช่วงหยุดปฏิบัติหน้าที่สังฆราช

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติยืนยัน

 

 

อุ๊ยตาย ! จริงเหรอฮ้า..ถ้างั้นก็ขอถามว่า กรณีเจ้าคุณเหนาะ ยังมิทันถูกดำเนินคดีอะไรเลย แค่มีข่าวอึกทึก และ สตง. กำลังเข้าตรวจสอบเท่านั้น บัดนั้น สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ก็ลงดาบ ปลดเช้าปลดเย็น กระเด็นกระดอน สุดท้ายก็ถึงกับตรอมใจ..ฆ่าตัวตาย ถามว่าถ้าไม่มีกฎหมายบัญญัติ แล้วไปปลดป๋าเหนาะแกทำไม คุณชยพล พงษ์สีดา จะแก้ต่างอย่างไรไม่ว่าหรอก แต่มันมีกรณีเทียบเคียงน่ะ ช่วยชี้แจงหน่อยเถิดฮะ ว่าปลดเจ้าคุณเสนาะเพราะอะไร ใช้กฎหมายข้อไหน ?

ความจริงแล้ว กรณีนี้ ทาง พศ. ก็ไม่ควรออกมาพูด ไม่ว่ากรณีใดๆ เพราะสนองงานมหาเถรสมาคม พูดแบบไหนก็มีผลเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง คือถ้าเชียร์ มส. คนก็ด่าหาว่าเข้าข้าง ถ้าไม่เชียร์ ก็เหมือนด่าเจ้านายตัวเอง ดังนั้น ปล่อยให้ทางรัฐบาลโดยท่านรองวิษณุพูดจะดีกว่า แต่คงไม่ทันแล้วล่ะ มันหลุดไปแล้ว เบรกไม่ทันแล้ว !

 

 

ชยพล พงษ์สีดา
รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

พศ.ชี้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติ ให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราชหยุดปฏิบัติหน้าที่ หากถูกข้อกล่าวหาคดีอาญา

นายชยพล พงษ์สีดา รองผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้สอบถามเข้ามายัง พศ. เป็นจำนวนมากว่า หากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช  ถูกข้อกล่าวหาในคดีอาญาจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่นั้น ตนยังไม่ขอตอบอะไรมากไปกว่านี้ จนกว่าทางดีเอสไอ จะมีการเอกสารแจ้งข้อกล่าวหาที่ชัดเจนออกมา แต่เท่าที่ พศ. ได้ศึกษาตัวบทกฎหมายต่างๆ แล้ว ไม่มีกฎหมายฉบับใดบัญญัติไว้ว่า เมื่อผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ถูกแจ้งข้อกล่าวหาในคดีอาญาแล้วจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด ที่สำคัญเมื่อผู้ใดถูกกล่าวหาในคดีอาญา ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 27 กรกฎาคม 2559


 

รอดปาฏิหาริย์ !

 

เจ๊นอมรอดคมดาบ คสช.

ไม่มีชื่อติดบัญชีพักงาน ตามมาตรา 44

แสดงว่าเจ๊แกมีของดี

 

อา..ก็ไม่ทราบว่า "ของดี" ที่เจ๊นอมห้อยนั้น เป็นพระอะไร พระรอด หรือพระนางพญา แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เจ๊แกก็เครียดหน้าดำหน้าแดงเช่นกัน ช่วงประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร (อังกฤษและไอร์แลนด์) เมื่อต้นเดือนกรกฎาที่ผ่านมา ประนอม คงพิกุล เธอมีกำหนดการเดินทางมาร่วมงานในนามสำนักพุทธฯ แต่ท้ายที่สุดก็..ไปไม่ได้ ต้องให้ท่านรองอื่นไปแทน ถามว่าติดอะไรถ้ามิใช่..ม.44 วันนี้มีข่าวว่าเจ๊รอดปาฏิหาริย์ ก็แสดงว่าเจ๊ไม่ธรรมดา มีทั้งสติปัญญาและความสามารถ ขนาดสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้โดนเด้งกันเป็นชุดๆ เจ๊ยังหลุดไปได้ ถ้าเทียบฟอร์มละก็ เจ๊นอมคงระดับ "เจ๊จุ-จุฬารัตน์" อดีต ผอ.สำนักพุทธ คนก่อนเลยทีเดียว เจ้านั้นทั้งหวานทั้งคมจนบาดคอ !

 

วิระศักดิ์ ฮาดดา นายก อบต. คลองสาม มือขวาธัมมชโย

 

แต่..แต่เจ๊นอมรอดบ่วง ม.44 ไป ยังไม่อัศจรรย์ใจเท่าใด เพราะยังมีอภิมหาอัศจารย์กว่านั้นอีก นั่นคือ ดร.วิระศักดิ์ ฮาดดา นายก อบต. คลองสาม ปราการด่านหน้าของวัดพระธรรมกายตัวจริง ผู้เคยนำมวลชนชาวคลองสามออกมาต่อต้านการปฏิบัติหน้าที่ของดีเอสไอจนไม่เป็นโล้เป็นพายมาแล้ว ล่าสุดก็ถูกแจ้งข้อหาขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ทุกวันนี้ วิระศักดิ์ยังอยู่ดีสบาย ขณะที่นายกรัฐมนตรี-บิ๊กตู่ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม-บิ๊กต็อก และดีเอสไอ ยังหน้าดำคร่ำเคร่งหาวิธีจับธัมมชโยโดยละมุนละม่อม ทั้งๆ ที่มีจระเข้ขวางคลองสามอยู่ทั้งตัวแต่ไม่ทำอะไร นี่ไง ที่น่าแปลกใจว่า วิระศักดิ์รอด ม.44 ไปได้ ไม่น่าเชื่อ !

 

 

ประนอม คงพิกุล รอง ผอ.สำนักพุทธฯ

เจ้าแม่คนใหม่ในวงการศาสนาของไทย

"ดิฉันใช้หลัก 2 ป.  คือ ประนีกับประนอม ค่ะ"

 

ขมวดปมซับซ้อน ! คดีเรียกรับเงินวัด-ไฉน รอง ผอ.สำนักพุทธฯรอด ม.44 ?

"อาจเป็นไปได้ว่า ในช่วงที่ ศอตช. เรียกไปไต่สวนเบื้องต้น นางประนอมอาจ 'กลับคำให้การ' จากในชั้นอัยการ บอกเล่าพฤติการณ์ทั้งหมดของนายเสถียร หรือว่า ศตอช. อาจสอบแล้วแต่พยานหลักฐานยังไปไม่ถึง จึงส่งชื่อแค่นายเสถียรก่อน ส่วนนางประนอม ศตอช. ขอตรวจสอบรายละเอียดให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่งก็เป็นไปได้..."

สาธารณชนอาจทราบกันไปแล้วว่า นายวีรเทพ หรือเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา จ.สงขลา ถูกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 พักงานไว้ชั่วคราว เนื่องจากถูกตรวจสอบพบว่า มีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากวัดชลธาราวาส จ.นราธิวาส เป็นจำนวนเงิน 3.2 ล้านบาท และเพิ่งถูกบุกจับกุมตัวเมื่อช่วงปลายปี 2558 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่แค่นายเสถียรเท่านั้น แต่ในชั้นการสอบสวนของศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ยังปรากฏชื่อของนางประนอม คงพิกุล รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รวมอยู่ด้วย โดยถูกระบุข้อกล่าวหาว่า ร่วมกับนายเสถียรใช้อำนาจหน้าที่ในการจัดสรรเงินอุดหนุนโดยมิชอบ ให้วัดชลธาราวาส วัดยูป่าราม และวัดสุริยาราม วัดละ 4 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 12 ล้านบาท แล้วให้ทั้ง 3 วัดถอนเงินสดบางส่วน (สำหรับวัดชลธาราวาสถูกนายเสถียรเรียกเก็บเงิน 3.2 ล้านบาท) มามอบให้นายเสถียร โดยอ้างว่าจะนำเงินไปให้สำนักสงฆ์ที่ไม่ได้จดทะเบียน

เพื่อขยายความให้ชัดเจนยิ่งขึ้น  สรุปเหตุการณ์ให้เข้าใจง่าย ดังนี้

ตามสำนวนการสืบสวนของพนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการ พบข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2558 นายเสถียร ได้นัดพบกับ พระครูบริหารสังฆานุวัตร และมีการเรียกรับเงินที่ทางสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติโอนเป็นเงินสนับสนุนสำหรับจัดทำโครงการอบรมพระธรรมทูตเผยแผ่พุทธศาสนา ประจำปี 2558 โดยได้โอนเงินเข้าวัดชลธาราวาส จำนวน 4 ล้านบาท และนายเสถียรได้เรียกรับเงินและทำความตกลงกับวัดให้มอบเงิน จำนวน 3.2 ล้านบาท โดยทางวัดตกลงมอบเงิน และนัดส่งมอบเงินที่ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาสงขลา กระทั่งถูก จับสด พร้อมของกลางดังกล่าว

ทั้งนี้ หากพบเจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งไม่สูงถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำผิดฐานทุจริต เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. สามารถมอบหมายให้พนักงานสอบสวนเป็นคนสอบสวน หรือจะตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนขึ้นมาเองก็ได้ แต่กรณีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนเป็นสอบสวนเอง ก่อนที่จะส่งให้อัยการ จ.สงขลา

แต่ต่อมา อัยการ จ.สงขลา มีคำสั่งไม่ฟ้องนายเสถียรตามข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีมีผู้กล่าวหาจับผู้ต้องหา (นายเสถียร) ได้พร้อมของกลาง ซึ่งจากการสอบสวนได้ความว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในเรื่องการจัดกิจกรรมทางศาสนา

ซึ่งฝ่ายผู้ต้องหา มีนางประนอม คงพิกุล  รอง ผอ.สำนักพุทธฯ ให้การยืนยันว่า การกระทำของผู้ต้องหาเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ และยืนยันว่าวัดชลธาราวาส ได้รับจัดสรรเงินประมาณ 8 แสนบาท และโอนเข้าบัญชีวัดไป 4 ล้านบาท จึงเป็นเงินที่ต้องนำไปจัดสรรให้วัดอื่น จำนวน 3.2 ล้านบาท โดยผู้ต้องหามีอำนาจในการปรับ ลด เพิ่ม เปลี่ยนแปลงงบประมาณโครงการ สถานที่ได้ทั้งหมด และยืนยันว่าเงินจำนวน 3.2 ล้านบาท เป็นเงินที่ต้องนำไปใช้ในกิจกรรมอื่นอีก 3 กิจกรรม

นอกเหนือจากนางประนอมแล้ว ยังมี นายมานะ ลืสวัสดิ์ ผอ.สำนักพระพุทธฯ จ.นราธิวาส และนายถมยา ศรีประสมสวัสดิ์ ผอ.สำนักงานพระพุทธฯ จ.ปัตตานี ให้การยืนยันว่า เงินจำนวน 3.2 ล้านบาท เป็นเงินที่ผู้ต้องหาขอรับคืนเพื่อนำไปจัดสรรโครงการอื่นอีก 3 โครงการ ซึ่งผู้ต้องหาสามารถปรับเปลี่ยนได้

ดังนั้นพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุที่ได้ทำการสอบสวนมา ข้อเท็จจริงไม่พอรับฟังได้ว่าผู้ต้องหากระทำผิดตามข้อกล่าวหา คดีมีพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง จึงมีคำสั่งไม่ฟ้อง นายเสถียร ผู้ต้องหาดังกล่าว

ขณะเดียวกันนายสมยศ เสรีอภินันท์ รักษาการตำแหน่งอัยการ จ.สงขลา เคยให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า เพิ่งย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ และแค่เซ็นคำสั่งเท่านั้น ส่วนการสอบสวนเพิ่มเติมเป็นหน้าที่ของอัยการผู้รับผิดชอบสำนวนคนเก่าที่ย้ายไปบรรจุที่อื่นแล้ว ทั้งนี้ยืนยันว่า อัยการพิจารณาสำนวนตามที่พนักงานสอบสวนทำมา ไม่ได้พิจารณานอกเหนือจากสำนวนแต่อย่างใด

นี่คือสำนวนการสอบสวน และคำให้การของพยาน ที่ต่อมาถูก นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่า สตง. ระบุว่า เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น !

เรื่องนี้ตามข้อเท็จจริงไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะมีการโอนเงินผิดขนาดนั้น รวมถึงหากมีการโอนเงินผิดจริง ทำไมถึงไม่ให้วัดดำเนินการโอนเงินคืนมา หรือโอนคืนเป็นเช็ค ซึ่งตามระเบียบราชการต้องเป็นเช่นนั้น ไม่ใช่ให้ทางวัดถือเงินสดมามอบคืน รวมถึงเป็นการคืนที่ลานจอดรถ ทำไมถึงไม่คืนในสถานที่ราชการ ดังนั้น การที่รอง ผอ.สำนักพระพุทธฯ กล่าวอ้างจึงฟังไม่ขึ้น เป็นคำยืนยันจากผู้ว่า สตง.

กระทั่ง ผอ.ป.ป.ช.สงขลา ได้นำสำนวนการสอบสวนดังกล่าว นำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ล่าสุดคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้เรียกสำนวนการสอบสวนดังกล่าว มาไต่สวนเองที่ส่วนกลางแล้ว

เงื่อนปมที่น่าสนใจในประเด็นนี้คือ ตามระเบียบมหาเถรสมาคมว่าด้วยการจ่ายเงินผลประโยชน์ของวัด พ.ศ.2557 ข้อ 7 วรรคสอง ระบุทำนองว่า หากมีการเบิกเงินเกิน 5 แสนบาท จะต้องให้มหาเถรสมาคมเป็นผู้อนุมัติ และเมื่ออนุมัติแล้วจึงส่งเรื่องให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการอนุมัติ

ดังนั้น ในเมื่อมหาเถรสมาคมมีมติอนุมัติแล้ว โดยเป็นวงเงิน 8 แสนบาท (ตามที่นางประนอมกล่าวอ้าง) ไฉนจึงมีการโอนเงินไปให้วัดถึง 4 ล้านบาท เท่ากับว่าโอนผิดไปถึง 3.2 ล้านบาท

ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วเป็นไปได้จริงหรือที่จะมีการโอนเงินให้ผิดมากถึงขนาดนั้น ทั้งที่การจัดสรรงบประมาณตามสำนักงบประมาณย่อมต้องมีการระบุตัวเลขเงินไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า วัดไหนได้เท่าไหร่

แม้ว่าจะมีการโอนเงินผิดจริง (อย่างที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้) ก็ตาม แต่ทำไมไม่ให้วัดโอนเงินคืนกลับไปยังสำนักพระพุทธศาสนาฯเอง ไฉนต้องให้วัดเบิกเงินออกมาเป็นเงินสด หิ้วไปมอบให้นายเสถียร เพราะต้องไม่ลืมว่าการถือเงินสด 3.2 ล้านบาท ย่อมเป็นที่สะดุดตา และอาจเกิดอันตรายขึ้นได้ ทำไมต้องทำเรื่องนี้ให้เกิดความยุ่งยากซับซ้อนด้วย ?

นอกเหนือจากนี้ ไม่ได้มีการโอนผิดแค่วัดเดียวเท่านั้น (ตามสำนวนการไต่สวนของ ศอตช.) แต่มีการโอนผิดถึง 3 วัด รวมวงเงินกว่า 12 ล้านบาท และมีการเรียกคืนเงินบางส่วนกลับคืนมาทั้งหมดด้วย !

เงื่อนปมถัดมาคือ ไฉน นางประนอม ถึงไม่ติดอยู่ในข่ายรายชื่อตาม ม.44 ด้วย ทั้งที่นายเสถียร ถูกพักงานตาม ม.44 ไปแล้ว ?

หรืออาจเป็นไปได้ว่า ในช่วงที่ ศอตช. เรียกไปไต่สวนเบื้องต้น นางประนอมอาจ 'กลับคำให้การ' จากในชั้นอัยการ บอกเล่าพฤติการณ์ทั้งหมดของนายเสถียร หรือว่า ศตอช. อาจสอบแล้วแต่พยานหลักฐานยังไปไม่ถึง จึงส่งชื่อแค่นายเสถียรก่อน ส่วนนางประนอม ศตอช. ขอตรวจสอบรายละเอียดให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่งก็เป็นไปได้

ดังนั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปคือ ศอตช. จะต้องขยายผลสอบไปยังวัดทั่วประเทศว่าเกิดปัญหาแบบนี้ขึ้นอีกหลายพื้นที่หรือไม่

ป้องกันไม่ให้มี เหลือบไร เข้ามาหากินกับพระพุทธศาสนา ที่กำลังถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสขึ้นอีก !

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา : 27 กรกฎาคม 2559


 

โซ้ยดีเอสไอ !

 

น้ำฝนสลัดคราบเกจิ ขึ้นเวทีชกดีเอสไอ

โยนบาป "ชรินทร" ปลอมแปลง

อาตมาไม่รู้เรื่อง อาตมาบริสุทธิ์ใจ

 

อา..น้ำฝนเชื่อว่า ถ้าใจบริสุทธิ์เสียอย่างเดียวแล้ว ถึงร่างกาย เสื้อผ้าอาภรณ์ หรืออื่นใดในโลกจะเน่าเหม็น ก็ไม่เป็นไร มันก็เหมือนการใช้วิชา "เดียรถีย์" ปลุกเสกกุมารทองขาย แล้วเอาเงินมาสร้างวัดเสียใหญ่โต แถมแจกจ่ายให้แก่องค์กรต่างๆ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ พอเกิดเรื่องราวอื้อฉาวขึ้นมาก็ทำหน้าดำหน้าแดงเถียงว่า "อาตมาสร้างวัด สร้างโรงพยาบาล ให้ทุนการศึกษา ปีละหลายล้าน ข่าวดีๆ ทำไมไม่ลง ลงทำไมข่าวอัปรีย์" หักลบกลบหนี้กันเบ็ดเสร็จ วันนี้น้ำฝนคุยอีกแล้วว่า ตัวเองบริสุทธิ์ มีพยานหลักฐานหักล้างดีเอสไอทุกอย่าง แต่ถามว่า จะออกมาปากโป้งทำไม ทำไมไม่รีบขึ้นศาล เอาพยานหลักฐานเหล่านั้นไปหักล้าง ถ้าศาลพิพากษาว่าบริสุทธิ์ ก็เอาคำพิพากษามาตบหน้าดีเอสไอให้เป็นตัวอย่างเลย ลุยเลยหลงเพ่ !

 

 

 

2 IN 1 จากัวร์ แอนด์ แพนเธอร์

ของขวัญชิ้นเบ้อเร่อวันขอขมากรรมครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาของน้ำฝน

 

 

ศุภภัทร์พจน์ สลับคิวกับ สมศักดิ์ โตรักษา

จากวัดปากน้ำมาวัดไผ่ล้อม ใช้ทนายทีมเดียวกัน

 

ผีโม่แป้ง !

มีเงินซะอย่าง จะเอาทนายสักเท่าไหร่ก็ได้ เพราะจ่ายไม่อั้น

 

 

ศิษย์ถวาย อาตมาไม่รู้ อาตมาแค่รับประเคน

(แต่ตอนเลือกนั้น อาตมาเป็นคนเลือก ทั้งยี่ห้อ สี และต่อรองราคา)

 

เรื่องขั้นตอนนำเข้า อาตมาก็ไม่ทราบ เป็นเรื่องของศิษย์ เติมศักดิ์เขาดูแล

อาตมาแค่ถามบ่อยๆ ว่ารถมาถึงหรือยัง จะเสร็จเมื่อไหร่ จะได้โชว์ญาติโยม

 

ถ้าจะผิดก็ผิดที่..ชรินทร อ้าว ! ไหนว่าไม่ผิดไง

 

 

โอม ! อุ๊ยอะไรตกใส่หัว

อา..ฝนตก ฟ้าจะผ่าหรือเปล่าวะ !

 

หลวงพี่น้ำฝนยันบริสุทธิ์ครองรถแพนเธอร์-จากัวร์ โต้กลับดีเอสไอขยันผิดปกติ

MGR Online - พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อมหรือ "หลวงพี่น้ำฝน" พร้อมทนายแจงละขั้นตอนการครอบครองรถหรูโบราณ "แพนเธอร์-จากัวร์" ยืนยันเจตนาบริสุทธิ์ ศิษย์ถวายให้เพื่อวิทยาทานศึกษา วอนเข้าใจทำคุณประโยชน์ให้สังคมเยอะ ซัดกลับดีเอสไอ แจ้งข้อหาเลี่ยงภาษีอากร แจ้งเอกสารเท็จ ทำงานผิดปกติ มีหลักฐานโต้กลับทุกประเด็น
       
วันนี้ (26 ก.ค.59) เวลา 11.00 น. ที่ วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม พร้อมด้วยนายศุภภัทร์พจน์ นิติศศธร ทนายความและไวยาจักร วัดไผ่ล้อม รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายร่วมกันแถลงข่าว ชี้แจงในทุกประเด็นเกี่ยวการนำเข้ารถยนต์จดประกอบยี่ห้อ แพนเธอร์-จากัวร์ สีดำ ทะเบียน กก-1177 กทม. หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบพบรถยนต์จดประกอบคันดังกล่าว ที่พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ เป็นการตั้งใจเลี่ยงภาษีอากรโดยเจตนา ความผิดฐานเลี่ยงอากรตาม พ.ร.บ.ศุลกากร มาตรา 27 ประกอบ พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร

นายศุภภัทร์พจน์ กล่าวว่า เมื่อปี พ.ศ.2554 พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ ได้เดินทางไปยังเมืองลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา จากนั้นมี นายสมเชษฐ เขมทัต เจ้าของร้านอาหารไทยในอเมริกา ถวายรถยนต์จดประกอบคันดังกล่าวให้ เพื่อนำมาจอดแสดงที่วัดไผ่ล้อม เพื่อเป็นกุศโลบายให้คนเข้าวัดมากขึ้น พระครูปลัดสิทธิวัฒน์เห็นว่าเป็นเจตนาดีจึงรับมา โดยให้นายเติมศักดิ์ ปิติธนสารสมบัติ ลูกศิษย์ใกล้ชิด เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการชำระภาษีต่างๆ

ต่อมานายสมเชษฐ ได้ส่งโครงรถยนต์จดประกอบคันดังกล่าวมายังประเทศไทย ในนามนายชรินทร ปถคามินทร์ ซึ่งเป็นเจ้าของอู่รถยนต์จดประกอบ แต่นายชรินทรมีปัญหาเรื่องคดีความจึงได้หลบหนีไป จึงไม่อาจประกอบรถยนต์คันดังกล่าวได้ ลูกศิษย์ของพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ จึงนำโครงรถยนต์พร้อมอะไหล่บางส่วนดังกล่าว ไปจดประกอบและจดทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบก ก่อนนำรถมาตั้งแสดงที่วัดไผ่ล้อม ส่วนรถยนต์คันนี้จะเป็นรถจากัวร์ แพนเทอร์ หรือ แพนเทอร์ จากัวร์ รวมถึงเรื่องการปลอมลายมือชื่อของนายชรินทร ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ แต่อย่างใด

นายศุภภัทร์พจน์ กล่าวอีกว่า ทีมกฎหมายของวัด ได้มีการตั้งข้อสังเกตถึงการทำหน้าที่ของทางดีเอสไอ เตรียมตั้งข้อหาและดำเนินคดีพร้อมกับกรณีรถหรูของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ซึ่งการทำงานดังกล่าวของดีเอสไอมีความผิดปกติ

นอกจากนี้ยังได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า เหตุใดรถยนต์จะประกอบอีกจำนวนกว่า 1,000 คัน ที่ดีเอสไอตรวจพบความผิด จึงไม่มีการออกมาแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริง แต่กลับนำเอาคดีความรถยนต์ของพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ และรถยนต์ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ มาแถลงข่าวชี้แจง ทั้งนี้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา หลังจากดีเอสไอได้นำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบรถยนต์จดประกอบของพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ ก็ไม่ได้รับการติดต่อเข้ามาสอบสวนเพิ่มเติมอีกเลย แต่กลับมีการแถลงข่าวออกมาล่าสุดว่า ดำเนินการโดยผิดกฎหมาย

ด้านพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ ได้กล่าวแสดงความบริสุทธิ์ใจ พร้อมกับยืนยันว่า รถยนต์จดประกอบคันดังกล่าวลูกศิษย์ได้เป็นผู้นำมาถวายทั้งคัน ขณะที่กรมการขนส่งทางบกเองก็เป็นผู้ออกทะเบียนให้ ตนเองไม่ได้มีการวิ่งเต้นหรือกระทำการใดๆ ที่ผิดกฎหมายอย่างแน่นอน ทั้งนี้ทางฝ่ายกฎหมายของวัดไผ่ล้อม เตรียมจะประสานไปยังดีเอสไอ เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบและสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่า มีหลักฐานที่จะสามารถโต้แย้งได้ในทุกประเด็น

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 27 กรกฎาคม 2559


 

ตุ๊แป๊ะแค่ผู้ซื้อ !

 

ทนายสมศักดิ์แก้ตัวให้พระมหาศาสนมุนี

ว่าที่เลขาสมเด็จพระสังฆราช !

 

อา..น่าจะตั้งประเด็นผิดเสียละกระมังคุณทนาย ถ้าจะบอกว่าเจ้าคุณแป๊ะผิดแค่ "เป็นผู้ซื้อ" เรื่องก็อาจจะยาว เพราะว่าซื้อทุกอย่างตั้งแต่อเมริกายันอู่วิชาญ แต่ที่ยืนยันได้พันเปอร์เซ็นก็คือ "ตำแหน่งเจ้าคุณแป๊ะ" นั้นมิได้ซื้อหา เพราะว่าอยู่กับสมเด็จ จะเซ็นเอาซักเท่าไหร่ก็ได้ ขนาดเช็คเปล่าจำนวนเป็นล้านๆ สมเด็จท่านยังเซ็นให้ตุ๊แป๊ะไปใช้สบายแฮ

แต่..แต่ถ้าตั้งประเด็นว่า "ตุ๊แปะหลงผิดหรือเข้าใจผิด" แบบนี้น่าจะไปได้ง่ายกว่า เพราะตุ๊แป๊ะแกหลงผิด คิดว่าการหารถมาเอาใจเจ้านายในวันเกิด เป็นของขวัญอันสูงค่ากว่าการเป็นพระเลขาที่ดี-มีความมักน้อยสันโดษ คิดว่าการถวายของหรู ของแพง ของแบรนด์เนมเป็นสิ่งสูงค่า ถ้าเป็นของเก่าก็ต้องหายาก ถ้าเป็นของใหม่ก็ต้องทันสมัย ระดับไอโฟน 7 ประมาณนั้น นั่นคือค่านิยมในสังคมสงฆ์ไทยที่รู้กันเกร่อ พระสงฆ์องค์เณรทั่วไปหลงผิดนั่นยังไม่เท่าไหร่ แต่คณะของผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (รวมทั้งพระเลขาและพระใกล้ชิด) ซึ่งถือว่าเป็นทีมของผู้นำในคณะสงฆ์กลับหลงผิด เมื่อหลงผิดก็สร้างค่านิยมผิด เมื่อสร้างค่านิยมผิด จึงชี้นำให้พระสงฆ์องค์เณรทั่วประเทศทำผิดตามไปด้วย เข้าทำนองผู้นำแม่ปูดูไม่สวย ไม่ซื่อไม่ตรง ยิ่งให้ทนายออกมาแก้ตัวแก้ต่างแทนรายวัน ขณะที่วันสำคัญๆ สมเด็จช่วงก็ออก "โอวาทผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" สอนชาวบ้านเสียสวยหรู แต่ครั้นเรื่องคดีความของตัวท่านเองกลับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก มันก็ขัดกันบรรลัยสิฮะ ถ้าจะให้ชัวร์ก็ออกโอวาทสมเด็จเรื่องรถเบนซ์ไปเลย !

 



 

ตุ๊แป๊ะ - ผู้ถวายของขวัญวันเกิดสมเด็จช่วงชิ้นประวัติศาสตร์

 

ทนายยันเจ้าคุณแป๊ะเอี่ยวคดีแค่ผู้ซื้อ รอศาลตลิ่งชันพิพากษาคดีฟ้องผู้ขาย 6-9 สิงหา

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม นายสุรพงษ์ สิทธิกรณ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของพระมหาศาสนมุนี (ธนกิจ สุภาโว) หรือเจ้าคุณแป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ กล่าวภายหลังเข้าหารือกับเจ้าคุณแป๊ะช่วงบ่ายวันนี้ ว่า จากการหารือร่วมกับเจ้าคุณแป๊ะ และผู้เกี่ยวข้อง ได้วิเคราะห์ว่าหลักฐานที่เรามีอยู่ทั้งหมด ชี้ว่าเจ้าคุณแป๊ะไม่เข้าข่ายความผิดตามข้อกล่าวหาที่ดีเอสไอแถลง เจ้าคุณแป๊ะเกี่ยวข้องในฐานะผู้ซื้อเท่านั้น ซึ่งดีเอสไอขอความร่วมมือให้เจ้าคุณแป๊ะให้ข้อมูลในฐานะพยาน และผู้เสียหายมาโดยตลอด นอกจากนี้ ทางเจ้าคุณแป๊ะได้ฟ้องผู้ขายไปแล้ว เรื่องยังอยู่ที่ศาลตลิ่งชัน ซึ่งในวันที่ 6-9 สิงหาคมนี้ ศาลได้นัดสืบพยาน และคาดว่าหลังจากนั้น 1 เดือน ศาลจะออกคำพิพากษา เพื่อนำมาเป็นบรรทัดฐาน ทั้งนี้ ขอฝากถามดีเอสไอถึงหนังสือที่ทวงถามเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่าคดีรถหรู 7,200 คัน คืบหน้าไปถึงไหน เพราะไม่เคยเห็นดีเอสไอแถลงต่อสื่อ หรือเจาะจงตรวจสอบเฉพาะรถของพระสงฆ์ 2 รูปเท่านั้น

 

ที่มา : มติชน : 27 กรกฎาคม 2559


 

อย่าดีกว่า !

 

บิ๊กป้อมออกโรงเตือนเจ้าคุณประสาร

ก่อม็อบพระไม่มีประโยชน์

รังแต่จะเสียกับเสีย !

 

อา..ไม่รู้สินะว่ามองกันมุมไหนอย่างไร เพราะในความได้ก็มีความเสีย ในความเสียก็มีความได้ ในฐานะนักรัฐประสาสนศาสตร์อาจจะมองว่า "การเคลื่อนไหวของพระในเชิงข่มขู่ เป็นการสร้างความเสียหายในภาพรวมต่อองค์กรสงฆ์หรือพระพุทธศาสนา เพราะว่าไม่อยู่ในสมณสารูป" แต่ทว่าในมุมมองของนักการเมืองในผ้าเหลืองแล้ว เมื่อจังหวะมาถึง ถ้าไม่เล่นก็จะพลาด เสียทั้งโอกาสและผลประโยชน์ที่จะพึงได้อีกมากมาย คำว่า "สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ" นั้น ยังคงใช้ได้ พอๆ กับคำว่า "สถานการณ์สร้างโมฆบุรุษ" เช่นกัน ดังนั้น จะให้เจ้าคุณประสารหยุดประสานงา จึงถือว่าผิดฝาผิดตัว แต่ถ้าเตือนแล้วไม่ฟัง ยังดันทุรังทำ แล้วเรื่องเกิดบานปลายเสียหาย แบบนี้ก็ตัวใครตัวมันล่ะ ดูสิ ขนาดพระวัดปากน้ำยังเข้าฌานเงียบกันหมด วันๆ ท่องคาถาของสุนทรภู่ รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี มีแต่พระนอกวัดปากน้ำเท่านั้น ดิ้นเอา ดิ้นเอา เพราะไม่เคยได้อะไรนิ อำนาจวาสนาบารมีและพัดยกกระจุกอยู่ปากน้ำหมด เหมือนน้ำลดมดกินปลา เวลาน้ำน้ำขึ้นแล้ว ขืนไม่รีบตักก็เสียดายตายเลย อิอิ !

 

 

กลับวัดเถิดครับ หลวงพี่ !

 

 

พล.อ.ประวิตร ขอพระเมธี หยุดปลุกม็อบพระ ชี้ทำนอกลู่นอกทางไร้ประโยชน์

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 26 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีที่พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวให้คณะสงฆ์ทั่วประเทศรวมกลุ่มกันเรียกร้องตั้งสังฆราชว่า อย่าไปปลุกเลย ขอร้อง ทุกอย่างรัฐบาลกำลังดำเนินการตามกฎหมาย การไปทำนอกลู่นอกทาง ไม่มีประโยชน์อะไร ขอให้เดินตามกฎหมาย ว่ากันตามกฎหมายอย่าไปปลุกม็อบเลยเพราะไม่ดี ในภาพรวมจะเสียหาย

 

ที่มา : มติชน : 26 กรกฎาคม 2559


 

ไม่ได้โม้ เอ๊ย ไม่ได้ขู่ !

 

เจ้าคุณประสานฉันยาน้ำระดมพล

นิมนต์พระทั่วประเทศและทั่วโลกออกมาต้านรัฐบาล

เข็นสมเด็จช่วงขึ้นเขา..เอาตำแหน่งสังฆราช

และ..อะแฮ่ม ปลดปล่อย..ธัมมชโย !

 

 

จอดสนิท ศิษย์หามขึ้น

 

อา..โบราณว่า "คนที่เสียงดังนั้น ถ้าไม่มีอำนาจในมือ ก็ต้องมีเงินในมือ ถึงกล้า..ออกเสียง" คราวก่อนแค่ลองเครื่อง ล็อกคอทหารแค่พะหน่อเดียว พวกสื่อพวกเส่อร้องโหวกเหวกโวยวายกันลั่นบ้านลั่นเมือง เหมือนไส้เดือนโดนน้ำร้อน ครั้งนี้ หลวงพี่ประสารจะโชว์หนักกว่านั้น เพราะบอกว่าไม่ได้ขู่ แปลตามสำนวนของ "สมรักษ์ คำสิงห์" ก็คือ..ไม่ได้โม้

คราวนี้ หลวงพี่ประสาร กะจะจัดหนัก "ล็อกคอบิ๊กตู่" จับมือให้เซ็นหนังสือ "ทูลเกล้า" สถาปนา "สมเด็จช่วง" เป็นสังฆราชให้จงได้ ตายเป็นตาย อูย ! แบบนี้ทั้ง "ท่านธัมมชโย" และ "หลวงเพ่น้ำฝน" ก็แข่งกันเทหน้าตัก "แทงข้างเจ้าคุณประสาร" กันถล่มทลายซีฮะ สมเด็จช่วงก็พร้อม "เซ็นชั้นเทพให้" เพราะขุนพลวัดปากน้ำก็ตกที่นั่งลำบากไปกับสมเด็จพระมหาแป๊ะ กลายเป็นเป็ดเป็นง่อยไปหมดทั้งกองทัพ ทั้งๆ ที่มีพระราชาคณะมากที่สุดในประเทศไทย ราชอาณาจักรธรรมกายหรือก็ถูกปิดตายลอยล่องอยู่ในคลองสาม ข้ามคลองออกมาวันใดเป็นโดนต้อนเข้าซังเตเหมือนจรเข้ขึ้นบก หลวงพี่น้ำฝนก็หมดฤทธิ์กุมารทองแล้ว  เป่าเสกหมือนเป่าสาก ไม่ศักดิ์ไม่สิทธิ์ไม่มีฤทธิ์มีเดช หลวงพ่อพูลไม่ช่วยอีกแล้ว วัดไผ่ล้อมกำลังจะเป็น..วัดคดีล้อม ที่เคลื่อนไหวได้ก็เห็นแต่..เจ้าคุณประสารและกลุ่มต่อต้านอิสระเท่านั้น

 

 

BEHIND THE SCENES

เจ้าคุณเกษมมอบอำนาจให้เจ้าคุณประสารเล่นงานธรรมยุต

 

 

สมเด็จวันรัต สุดรักสุดบูชาของ..เจ้าคุณเบอร์ลิน

"ไสว่าสิบ่ทิ่มกั๋น"

 

 

ที่น่าฉงนใจก็คือว่า ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนานั้น ตั้งอยู่ที่วัดราชาธิวาส ของธรรมยุต ซึ่งเป็นวัดต้นกำเนิดธรรมยุตด้วย เพราะสมเด็จพระจอมเกล้าฯพระองค์ทรงประกาศตั้งคณะธรรมยุตที่วัดราชา แต่ปัจจุบันวันนี้ เจ้าคุณเกษม ประธานศูนย์พิทักษ์ กลับยกอำนาจบริหารทั้งสิ้นทั้งปวงให้แก่เจ้าคุณประสาร ซึ่งเป็น..มหานิกาย หมายถึงว่า ถ้านี่เป็นการต่อต้านการขึ้นครองอำนาจของ..สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร นั่นก็หมายถึงว่า ธรรมยุตก็แตกกันเอง วางหมากวางเกมกันภายใน ให้พระมหานิกายใช้องค์กรของธรรมยุตเข้าต่อสู้ ยิ่งเจ้าคุณเบอร์ลินขานชื่อ "หลวงป้า" ก็เล่นเอาพระแถวๆ บางลำพูหนาวๆ ร้อนๆ พ่วงกับ "เจ้าคุณเลขา" วัดราชบพิธอีก ปวดหนึบทั้งวัดบวรและวัดราชบพิธ ไม่รู้ว่าเจ้าคุณเกษมเล่นเกมอะไร จะล้มธรรมยุตกระนั้นหรือ ?

พุทธะอิสระ ซึ่งเป็นมหานิกาย เคลื่อนไหวต้าน "สมเด็จช่วง" ซึ่งเป็นมหานิกาย ไม่ให้เป็นสังฆราช เป็นการเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย แต่..แต่เจ้าคุณเกษม วัดราชา เจ้าของศูนย์พิทักษ์ ยื่นดาบให้ "เจ้าคุณประสาร" และ "เจ้าคุณเบอร์ลิน" ฟันฉับ 2 สมเด็จ ฝ่ายธรรมยุต เป็นกลยุทธ์ที่ต้องเรียกว่า..โคตรเนียน !

 

 

วิษณุบอก สมเด็จช่วงยังไม่ขาดจากความเป็นพระ

แหมขาดจากความเป็นพระน่ะไม่น่ากลัวหรอก

กลัวก็แต่ "ขาดจากความเป็นพระสังฆราช" เท่านั้น อิอิ !

 

 

 

ว่าแต่เจ้าคุณประสาร ประกาศระดมพระทั่วประเทศ รวมทั้ง "พระธรรมทูตทั่วโลก" นั้น ไม่ทราบว่าโลกไหนบ้าง ที่ว่าไม่ได้โม้นั้นจริงหรือเปล่า มีลายเซ็นมายืนยันไหมเอ่ย ว่าพระธรรมทูตวัดไหน ประเทศอะไร จะไปนั่งสวดมนต์ที่พุทธมณฑลกับเจ้าคุณประสานบ้าง และใครจะจ่ายค่าตั๋วเครื่องบิน แถมอาหารการกินอีกหลายสิบมื้อ คิดสะระตะก็ "หลักแสน" ต่อหนึ่งรูป พระเมืองนอกนั้นไม่เหมือนพระเมืองไทยนะท่าน จะต้อนให้ขึ้นรถทัวร์โชคชัยแบบม็อบพระเณรอีสานครั้งก่อนนั้นคงไม่มีใครเล่นด้วย ต้องระดับวีไอพีโน่นแหละถึงจะเอาอยู่ แถมขากลับก็ต้องมี "พ็อกเก็ตมันนี่" ให้สมกับตำแหน่ง "นักเตะข้ามชาติ" ด้วยนะครับ มิฉะนั้นก็คงเจอรายการ..ไม่มาตามนัด

เอ้า ! ท่านธัมมชโยว่าไง จะจัดถวายสังฆทานพระธรรมทูตทั่วโลกวันไหน กดปุ่มคราวนี้ อีกซักพันล้านเป็นไง ได้ทั้งสังฆราช ได้ทั้งผู้นำพุทธโลก ไม่ทุ่มวันนี้จะไม่มีโอกาสอีกตลอดชาติ นะจ๊ะ !

 

 

ลุยเลยนะ พี่โชว์ !

 

 

บิ๊กตู่เคยเห็นภาพนี้ไหม ?

 

 

และภาพนี้ อิอิ !

 


 

 

เราเตือนคุณแล้ว และคุณก็เตือนเราแล้ว !

 

 

ไม่ได้ขู่ !! เจ้าคุณประสารยันพระสงฆ์เคลื่อนไหวจริง ถ้ารัฐบาลไม่สถาปนาสังฆราช

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺสาโร) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ) เปิดเผยความคืบหน้าภายหลังจากโพสต์แนวทางการเคลื่อนไหว 6 ข้อ ผ่านเฟซบุ๊กเพจ ชื่อพระเมธีธรรมาจารย์-เจ้าคุณประสาร ที่ให้พระสงฆ์ทั่วประเทศ และพระทั่วโลก เตรียมความพร้อมรอฟังสัญญาณเมื่อมีงานใหญ่ ว่า ที่อาตมาออกแถลงการณ์สรุปแนวทางในการเคลื่อนไหว 6 ข้อ อาทิ ยุทธศาสตร์ในการเคลื่อนไหว เป็นต้น อาตมาไม่ได้โพสต์เพื่อปลุกระดมมวลชน แต่เป็นการบอกถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับคณะสงฆ์ การโพสต์ครั้งนี้ได้รับผลตอบรับจากพระสงฆ์ องค์กรพุทธ และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศเป็นอย่างดี จากที่หารือกันประเด็นที่พระสงฆ์ส่วนใหญ่สะท้อนมา คืออยากให้อาตมากำหนดให้ชัดว่าจะดำเนินการอย่างไร และยอมรับว่าขณะนี้อาตมาโดนพระสงฆ์กดดันให้ออกมาเคลื่อนไหว เนื่องจากมองว่าพระศาสนาโดนคุกคามอย่างหนัก องค์กรพุทธจึงจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ รอให้พระสงฆ์ และภาคีเครือข่ายในส่วนภูมิภาคใช้เครื่องมือ ในการแสดงออกต่างๆ ก่อน แม้ตอนนี้ทุกภาคส่วนพร้อมเคลื่อนไหวแล้วแต่ต้องรอเวลา เรื่องนี้อาตมาไม่ได้ขู่ หากรัฐบาลยังไม่ดำเนินการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช พระสงฆ์ทั่วประเทศ และพระธรรมทูตทั่วโลกออกมาเคลื่อนไหวแน่นอน เพราะชนวนเหตุของการเคลื่อนไหวใหญ่ขณะนี้ลงตัวแล้ว อาตมาไม่ได้ขู่แต่ทำจริง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้พระสงฆ์และประชาชน จะมารวมตัวกันเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนามากกว่าครั้งที่แล้ว

นายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการ พศ. กล่าวว่า เรื่องที่พระเมธีธรรมจารย์ปลุกระดมให้พระสงฆ์ออกมาเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชนั้น ยังไม่ทราบเรื่อง

 

ที่มา : มติชน : 26 กรกฎาคม 2559

 

เพื่อไทยออกโรงช่วยสมเด็จช่วง !

 

เตือนรัฐบาล

ทำกรรมกับพระกับเจ้าจะเข้าตัวเอง !

 

อา..ถามว่าเรื่องมันไปไงมาไง ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงได้ออกมา "การันตี-สมเด็จช่วง" ว่าไม่มีมลทินมัวหมอง แถมยังเหมาะสมกับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชทุกประการ ถ้าเป็นสมัย "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" ยังครองอำนาจ ป่านนี้ สมเด็จช่วงได้เป็นสังฆราชไปนานแล้ว

แต่..แต่เรื่องนี้ท่านว่ามีอดีต เป็นอดีตไม่ไกลเสียด้วย ท่านผู้ชมคงยังจำกันได้ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2556 (ก่อนวันพ่อ 2 วัน) วันนั้น สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ มีตำแหน่งเป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้ออกทีวี ชี้แจงและขอบิณฑบาตต่อ "นายสุเทพ เทือกสุบรรณ" ซึ่งกำลังก่อม็อบกดดัน "รัฐบาลปู-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ทุกวิถีทาง ทำท่าว่าจะไปไม่รอดอยู่รอมร่อ ความจัดเจนทางด้านการเมืองของสมเด็จช่วงนั้น แม่นยำถึงขั้นที่ว่า ออกนามสกุลของนายสุเทพ เทือกสุรรณ เป็น "เทือกสุรรณ" (ฮา) ซึ่งยังไม่รู้ว่ามือใคร ถือป้ายชื่อนายสุเทพเป็นไกด์ให้สมเด็จช่วงอ่านแบบผิดๆ ถูกๆ จะเตี๊ยมกันทั้งทีก็ไม่เนียน เฮ้อ !

วันนี้ ถึงทีจะต้องสนองคุณสมเด็จวัดปากน้ำท่านบ้าง พรรคเพื่อไทยจึงต้อง "Take Action" ให้เลขาฯออกมาปกป้องสมเด็จช่วง ตามนโยบายทางศาสนาที่สมเด็จช่วงท่านเคยประกาศว่า "วัดพระธรรมกายกับวัดปากน้ำ เป็นวัดพี่วัดน้องกัน มีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกัน" นั่นแหละ อิอิ ชิตัง เม !

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

3 ธันวาคม 2556

สมเด็จช่วง ขอบิณฑบาต สุเทพ เทือกสุบรรณ

หยุด ! ก่อม็อบปิดล้อมรัฐบาลยิ่งลักษณ์

 

 

เด็กเพื่อไทย วอนผู้เกี่ยวข้องปมรถเบนซ์ สมเด็จช่วง ใช้สติทำคดี ออกตัวมั่นใจตัวผู้ทำหน้าที่สังฆราช เตือน "ศาสนจักร-อาณาจักรขัดแย้ง" ระวังบ้านมืองลุกเป็นไฟ

24 ก.ค. 59 - นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีดีเอสไอแถลงข่าวคดีรถโบราณของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ว่า คดีรถโบราณดังกล่าว ดีเอสไอแถลงแค่มีมูลความผิดเกิดขึ้น ยังไม่ได้กล่าวหาว่าสมเด็จช่วงท่านกระทำผิดกฎหมาย เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ในคดีอาญา องค์ประกอบความผิดที่สำคัญ คือ เจตนา

"ปัจจุบัน สมเด็จช่วง ท่านอายุ 90 ปีพรรษา 71 เป็นพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ที่มีอาวุโสสูงสุดรักษาศีล 227 ข้อ ประกอบคุณงามความดีในบวรพุทธศาสนามาอย่างต่อเนื่องยาวนานจนเข้าสู่บั้นปลายของชีวิตสมณเพศ แม้แต่ศีล 227 ข้อ ซึ่งรักษายากอย่างยิ่ง ท่านยังรักษามาอย่างยาวนาน จึงไม่มีเหตุผลใดที่ท่านจะไปมีเจตนากระทำความผิดทางโลก โดยส่วนตัวมั่นใจ ว่าท่านไม่มีเจตนาดังที่ให้เหตุผลไว้ข้างต้น"  
  
 
ผมมีความเชื่อในคติโบราณที่กล่าวไว้ว่า ถ้าศาสนจักรและอาณาจักรขัดแย้งกัน บ้านเมืองจะเกิดอาเพศ ภัยร้าย ความไม่สงบในบ้านเมืองจะเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า  ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงเพราะทั้งสององค์กรเป็นหลักของบ้านเมืองที่จะต้องเกื้อกูลกัน ส่งเสริมกัน เพื่อให้อาณาประชาราษฎร์ร่มเย็น เป็นสุข หากผู้เกี่ยวข้องละเลยในสิ่งดีงามที่บรรพบุรุษได้ปฏิบัติเป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมอาเพศไม่ดีทั้งหลายอาจเกิดขึ้นในบ้านเมืองก็เป็นได้ นายชวลิต กล่าว  
 
นายชวลิต กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ตนขอร้องให้ผู้เกี่ยวข้องคลี่คลายปัญหานี้ด้วยสติ มีความเป็นธรรม ละมุน ละม่อม ให้สมกับที่ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ แก้ปัญหาด้วยปัญญาคงไม่ต้องถึงขนาด ยกตัวอย่างกรณีตำรวจให้ข่าวซื้อตำแหน่งในราคา 7 แสน พอถูกสอบ เพื่อให้เรื่องจบก็เป่าคดีว่าเป็นเรื่องกู้ยืมกันแต่เรื่องคดีรถโบราณ เพียงให้ความเป็นธรรมกับพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นถึงผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ปัญหาก็จะคลี่คลาย ความขัดแย้งก็หมดสิ้นไป อย่าเติมเชื้อไฟกันไปเรื่อยๆ หรือจะคลี่คลายปัญหาขอให้ผู้เกี่ยวข้องลองใช้สติ ปัญญาไตร่ตรองดู

 

ที่มา : คมชัดลึก : 24 กรกฎาคม 2559


 

แจ้งข้อหาสมเด็จช่วงพ่วงน้ำฝน !

 

รถเบนซ์กับจากัวร์ไปด้วยกัน

ข้อหาก็ไม่ต่างกัน คือ ผิดทุกขั้นตอน

 

อา..รัฐมนตรีสุวพันธุ์เข้าวัดปากน้ำ ถวายสักการะสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ได้เพียงวันเดียว ดีเอสไอก็ได้ฤกษ์ "ถวายข้อหาหนัก" ระดับที่ว่า ถ้าเอากันจริงก็ถึงกับ..ปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ ทั้งๆ ที่สมเด็จวัดปากน้ำนั้นท่านก็อายุยืนถึง 90 เป็นถึงหลวงปู่หลวงตา ยังจะให้ท่านสึกหาลาเพศอีกหรือ ไม่สงสารคนแก่บ้างเลย ส่วนน้ำฝนนั้น ว่ากันว่าพลอยฟ้าพลอยฝน คือความจริงแล้ว น้ำฝนเกิดเรื่องก่อน มีคนแจ้งให้ดีเอสไอตรวจสอบรถหรูของน้ำฝน ตรวจไปตรวจมาไปเจอเบนซ์วัดปากน้ำเข้าอีกคันหนึ่ง ทั้งสองคันเลยกลายเป็น "รถพ่วง" ตั้งแต่นั้นมา ว่ากันว่า วันนี้ น้ำฝนก็ต้องพึ่งบารมีสมเด็จวัดปากน้ำ ถ้าวัดปากน้ำรอด น้ำฝนก็รอด ถ้าสมเด็จร่วง น้ำฝนก็ร่วง เพราะพ่วงกันดังกล่าว มีเพียง "พระรอด" กับ "พระร่วง" เท่านั้น ให้น้ำฝนเลือกห้อย

มองทางฝ่ายรัฐบาล ก็ย่อมจะแสดงให้เห็นว่า "เอาจริง" กับเรื่องนี้ เรื่องอะไร ? อ๋อก็เรื่อง "ตำแหน่งสังฆราช" ไงฮะ เพราะคำตอบสุดท้ายทั้งฝ่ายรัฐบาลและมหาเถรสมาคมในวันนี้ มันอยู่ที่ "รถเบนซ์" ถ้าเบนซ์ผิด สมเด็จช่วงก็ผิด และหมดสิทธิ์เป็นสังฆราช แต่ถ้ารถเบนซ์ผ่าน สมเด็จช่วงก็..ผ่าน เพราะกฤษฎีกาตีความไว้ล่วงหน้าแล้วว่า "มติประชุมลับของมหาเถรสมาคม ที่ลงมติให้สมเด็จช่วงเป็นสังฆราช ด้วยคะแนนเอกฉันท์ 17-0 นั้น ถูกต้องตาม พรบ.คณะสงฆ์" เกมจึงไหลไปอยู่ที่..รถเบนซ์แทน

แต่..แต่จริงๆ แล้ว เซียนพระก็ยังคงยืนยันว่า รถเบนซ์เป็นเพียง "ปัญหารอง" ปัญหาหลักของสมเด็จช่วงจริงๆ นั้นยังคงอยู่ที่..ลูกรัก "ธัมมชโย" ซึ่งวางก้ามเป็นนักเลงโตขวางคลองสามอยู่จนบัดนี้ ยังไม่มีวี่แววว่าจะออกมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเลย มันเหมือน "ตบหน้า" ท่านผู้นำ ที่มี ม.44 เป็นอาวุธ สูงสุด เหนือกว่ารัฐธรรมนูญ คงจะระดับเดียวกับประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา แบบว่ายึดอำนาจทั้งประเทศได้ แต่ยึดวัดพระธรรมกายไม่ได้ เซียนหมากรุกสนามหลวงเห็นแล้ววิจารณ์แซ่ดว่า..กระจอก !

 

 

ถวายสักการะวันเข้าพรรษา ถวายข้อหา..คดีอาญา

 

น้ำฝน เกจิหอย

งวดนี้เฮงสุดๆ ถูกหวยหลวงพ่อพูล 2 ตัวซ้อน

 

 

"ความอยากมันไม่เคยปรานี"

สัจธรรมจาก..น้ำฝน คนที่ไม่เคยสอนตัวเอง !

 

 

อธิบดีดีเอสไอสั่งฟัน 'สมเด็จช่วง-หลวงพี่น้ำฝน' เลี่ยงภาษีคดีรถหรู

"อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ" ชี้แจงกรณีรถหรู "สมเด็จช่วง-หลวงพี่น้ำฝน" พบมีความผิดฐานหลีกเลี่ยงภาษีอากร เตรียมเอาผิดผู้ครอบครอง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด

วันนี้ 22 ก.ค. 59 กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เผยความคืบหน้าคดีรถหรู ในความครอบครองของ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และ รถหรูในความครอบครองของ พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม พบว่าเป็นรถนำเข้าผิดกฎหมาย อยู่ระหว่างเตรียมดำเนินคดีกับผู้ครอบครอง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด 

สำหรับแผนผังเส้นทางการตรวจสอบ การนำเข้ารถหรูจดประกอบ 2 คัน ที่อยู่ในความครอบครองของ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และ พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้ตรวจสอบ โดย พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงถึง กรณีรถโบราณ ยี่ห้อแพนเธอร์ ของหลวงที่น้ำฝน ที่มีเครื่องยนต์ภายในเป็นยี่ห้อจากัวร์ เมื่อตรวจสอบ พบว่าได้นำเข้ารถจากสหรัฐอเมริกา ด้วยการแยกชิ้นส่วน ปลอมลายเซ็นผู้นำเข้า จึงพิจารณาว่ารถคันนี้เข้าข่ายความผิดฐานเลี่ยงภาษีอากร ขณะนี้ อยู่ระหว่างรอผลพิจารณาเรียกเก็บอากรในส่วนที่ขาดจากกรมศุลกากร 

ส่วนรถหรูโบราณ ยี่ห้อ เมอร์เซเดสเบ็นซ์ ของสมเด็จช่วงนั้น ตรวจสอบพบว่ามีความผิดตั้งแต่ขั้นตอนการนำเข้าเครื่องยนต์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการปลอมเอกสารการนำเข้า จึงพิจารณาเห็นว่ามีเจตนากระทำผิดฐานร่วมกันลักลอบหนีศุลกากร หรือซื้อ และรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งของหนีภาษีศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร

อย่างไรก็ดี ในขณะนี้พบว่ามีผู้เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดถึง 3 ราย และได้จับกุมผู้กระทำผิดมาแล้ว 1 ราย ในส่วนของครอบครองรถจะมีความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม โดยอาจจะเชิญสมเด็จช่วงเข้าชี้แจงอีกครั้ง

นอกจากนี้ ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษเปิดเผยความคืบหน้ากรณีเณรคำ ว่า ล่าสุด ทางตำรวจสหรัฐอเมริกาประสานงานมาว่าได้จับตัวเณรคำไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนจะมีการส่งตัวผู้ต้องหาข้ามแดนหรือไม่ จะต้องรอการพิจารณาจากทางสหรัฐอเมริกา

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 22 กรกฎาคม 2559

 

ขวาง ป.9 เป็น ด๊อกเตอร์ !

 

อธิการบดีมหิดลออกโรงไม่เห็นด้วย

สงสัยกลัวไปแย่งตำแหน่งอธิการบดี ม.มหิดล

 

อา..เขาไม่เขียนประโยค 9 ให้เป็น "อธิการบดี" ด้วย ก็บุญโขแล้ว เดี๋ยวบอกเจ้าคุณประสารเลยว่า "ถ้าประโยคเก้าไม่ได้เป็นด๊อกเตอร์" เราก็จะเอา "ศาสตราจารย์" ด้วย ถ้าไม่ให้ก็จะได้เห็น "พระเณรทั่วประเทศ" ไปสวดมนต์ที่พุทธมณฑล อิอิ !

นี่ไงฮะ ! คือความมักง่ายของฝ่ายบริหารการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ที่ไม่ยอมพัฒนาหลักสูตรอะไรให้เป็นสากล แต่อยากจะเป็น "ด๊อกเตอร์" ด้วยวิธีง่ายๆ คือ "ออกกฎหมาย" บังคับให้ยอมรับประโยคเก้าเป็น "ด๊อกเตอร์" ถามว่าประเทศไหนมีใครเขาทำกันบ้าง ?

ประโยคเก้า เป็นวิชาการสายบาลี หรือภาษาโบราณตะวันออก ตระกูลเดียวกับภาษาสันสกฤตและเยอรมัน ซึ่งถ้าว่ากันตามสายวิชาการแล้ว สามารถเป็นด๊อกเตอร์ได้สบาย แต่..แต่ก็ต้องมี "หลักสูตร" ที่ทางวิชาการเขายอมรับ จะเอาเฉพาะบาลีมันก็ดูทีไม่สากล แต่พูดไปก็เหมือนด่าพวกเดียวกัน แต่ว่ากันว่า ถ้าเอา "ประโยค 9" ไปเทียบกับด๊อกเตอร์อินเดีย ท่านว่า "ประโยคเก้าน่าอยู่ในรับศาสตราจารย์หรือโปรเฟสเซ่อร์" เพราะบางคนแค่ท่อง "คาถาพาหุง" กับ "ชินบัญชร" ได้ มหาวิทยาลัยแขกบางแห่งก็ให้เป็น "ด๊อกเตอร์" แล้ว จริงหรือไม่ก็ไม่รู้ อิอิ !

ทางออกก็บอกไว้ตั้งแต่ปีมะโว้ คือ คณะสงฆ์ไทย ต้องตั้ง "มหาวิทยาลัยบาลี" ขึ้นมา เพื่อรองรับกับวิชาภาษาบาลี แล้วเอาวิชาการด้านอื่น ทั้งภาษาอังกฤษ สันสกฤต เยอรมัน หรืออื่นใดในสายเดียวกัน รวมทั้งวิชาการที่เหมาะสม กระจายเข้าไปเป็นหลักสูตร "ตรี-โท-เอก" แล้วนำเอาบาลีตั้งแต่ ประโยค 1-2 ถึง ป.ธ.9 เข้าไปปรับให้ลงตัวภายใน 12 ปี ก็จะเป็น Ph.D. สมเหตุสมผล และไม่ต้องให้ประโยค 9 หอบเอาใบประกาศไปขอสมัครเข้าเรียนต่อตามมหาวิทยาลัยอื่นให้เสียศักดิ์ศรี นี่จึงจะถือว่าเป็นการต่อยอดการศึกษาของสงฆ์อย่างแท้จริง แต่..แต่ผู้บริหารการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย นอกจากจะไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแล้ว ก็หมกมุ่นอยู่แต่ "กูจะเป็นๆ" จึงออกกฎหมายมาให้ปัญญาชนเขาหัวเราะเยาะดังกล่าว

เมื่อวาน เห็นข่าว สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช วัดปากน้ำ ไปวางศิลาฤกษ์ สร้างพระพุทธรูปขนาดยักษ์ ที่กำแพงเพชร หน้าตักกว้างถึง 40 เมตร วันกันว่าใช้งบประมาณเป็นพันล้าน พอตกวันนี้ ก็มีข่าวว่า อธิการบดี ม.มหิดล ออกมาขวาง พรบ.การศึกษาสงฆ์ ว่าด้วยการให้ ป.9 เป็น ป.เอก แบบว่า ในสมัยของสมเด็จช่วง เรากำลังสร้างพระพุทธรูปใหญ่ที่สุดในโลก แต่สติปัญญาของพระเณรกำลังลดน้อยถอยลงที่สุดในโลกเช่นกัน มันสวนทางกันดังนี้แล ยิ่งได้เห็นประโยคเก้าศิษย์เก่าวัดชนะกับวัดสามปลื้ม สุมหัวกันเอาประโยคเก้าไปเป็นเบ๊ให้ธรรมกาย ก็ยิ่งไม่อยากปงไม่อยากเป็นมันแล้ว ประโยคกงประโยคเก้านี่ บอกคำเดียวว่า อาย !

 

 

นายกสมาคมเปรียญธรรม 9 ประโยค แต่พูดเหมือนคนปัญญาอ่อน

 

 

 

ทปอ.เปิดช่องสงฆ์เรียนปริญญาได้ แนะพระเรียนวิชาทางโลกเพิ่มถ้าอยากเทียบวุฒิ

นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยว่า กรณีที่มีกระแสวิจารณ์ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. มาตรา 22 ที่ระบุการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรมสนามหลวง และแผนกบาลีสนามหลวง มีวิทยฐานะ ดังนี้ แผนกธรรมสนามหลวง มีวิทยฐานะชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น, แผนกบาลีสนามหลวง ชั้นเปรียญธรรม (ป.ธ.) 3 มีวิทยฐานะชั้นมัธยมปลาย, แผนกบาลีสนามหลวง ชั้น ป.ธ.6 มีวิทยฐานะชั้นปริญญาตรี, แผนกบาลีสนามหลวง ชั้น ป.ธ.8 มีวิทยฐานะชั้นปริญญาโท และแผนกบาลีสนามหลวง ชั้น ป.ธ.9 มีวิทยฐานะชั้นปริญญาเอก ทำให้เกิดการวิจารณ์ว่าวุฒิทางธรรม ไม่สามารถเทียบวุฒิทางโลกได้ โดยเฉพาะ ป.ธ.9 มีมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.กำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ.2527 ระบุว่า ผู้สำเร็จวิชาพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและแผนกบาลีสนามหลวง ชั้น ป.ธ.9 มีวิทยฐานะชั้นปริญญาตรี เท่ากับขัดกับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม ที่ให้ ป.ธ.9 มีวิทยฐานะชั้นปริญญาเอก นั้น เรื่องนี้ต้องมองภาพใหญ่ ส่วนตัวคิดว่าผู้ที่เรียนทางธรรมจะรู้วิชาการทางโลกน้อย ดังนั้น หากจะให้เทียบวุฒิ โดยเฉพาะระดับปริญญาตรี โท และเอก อาจต้องให้ผู้ที่เรียนทางธรรมเรียนวิชาการทางโลกเพิ่มเติม ส่วนจะเรียนในสัดส่วนเท่าใดนั้น ต้องมาดูรายละเอียด และความเหมาะสมในแต่ละสาขาวิชา ไม่เช่นนั้นหากไปเป็นอาจารย์ก็อาจสอนไม่ได้ หรือสื่อสารเข้าใจไม่ตรงกัน

ขณะเดียวกัน ปัจจุบันมหาวิทยาลัยต่างๆ เปิดช่องให้พระสงฆ์สามารถมาเรียนระดับปริญญาร่วมกับนักศึกษาปกติ ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่เรียนทางธรรมสามารถรับปริญญาทางโลกได้ ดังนั้น หากพระสงฆ์อยากได้ปริญญาทางโลก ก็สามารถมาเรียนควบคู่กันไปได้ นพ.อุดมกล่าว

นายอดิศร เนาวนนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครราชสีมา และรองประธานสภาคณะผู้บริหารบัณฑิตศึกษาแห่งประเทศไทย (สคบท.) กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกประกาศเรื่องเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.2558 โดยกล่าวถึงปรัชญา และวัตถุประสงค์ของหลักสูตรระดับปริญญาเอก มุ่งให้มีความสามารถในการค้นคว้าวิจัยเพื่อสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ หรือนวัตกรรม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานสังคม และประเทศ การจัดการเรียนการสอนถูกควบคุมตามเกณฑ์มาตรฐาน ทั้งผู้รับผิดชอบหลักสูตร ผู้สอน ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ และผู้สอบวิทยานิพนธ์ รวมทั้ง มีหลักเกณฑ์การเผยแพร่วิทยานิพนธ์ที่มีมาตรฐานตามที่ ศธ.กำหนด ส่วนการศึกษาแผนกบาลีของคณะสงฆ์ไทย เป็นการศึกษาความรู้ภาษาบาลี เรียนไวยากรณ์ และการแปลจากคัมภีร์อรรถกตาที่อธิบายคำ สอนทางพุทธศาสนาในพระไตรปิฎก นอกจากนี้ กระบวนการเรียนการสอนไม่มีการควบคุมกำกับที่ชัดเจน ดังนั้น การเรียนปริญญาเอก และการศึกษาเปรียญธรรม จึงมีปรัชญาวัตถุประสงค์ และกระบวนการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน จึงไม่เห็นด้วยที่จะให้เทียบโอนวุฒิทางธรรมกับทางโลก โดยเฉพาะ ป.ธ.9 ให้เท่ากับปริญญาเอก

อย่างไรก็ตาม เพื่อเปิดช่องทางให้ผู้ได้รับเปรียญธรรมดังกล่าว ควรให้ ศธ.ปรับแก้ประกาศเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2558 ให้มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนปริญญาเอกทางภาษาบาลี ทำหลักสูตรรองรับผู้สำเร็จ ป.ธ.9 ประโยคให้สามารถเข้าศึกษา อาทิ ให้วัดคุณสมบัติ และทำวิทยานิพนธ์ เพื่อให้ได้คุณวุฒิระดับปริญญาเอก เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด นายดิศรกล่าว

 

ที่มา : มติชน :  21 กรกฎาคม 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

ดอกไม้บาน วัดพระศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ทำบุญฉลองสมณศักดิ์พระครูเมธีชยาภิวัฒน์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

อาหารไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

THE ENTERTAINMENT OF WAT PHRA SRI

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

หนุ่มสาวไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ชาวไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

ภาพงานฉลองครบรอบ 40 ปี สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

ณ วัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน วันที่ 25-26 มิถุนายน 2559

กดที่ภาพเพื่อดาวโหลดภาพขนาด 4000 PC

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพการประชุม)


 

พิธีผูกพัทธสีมา-ฝังลูกนิมิต

วัดเจริญธรรม เมืองลึกเด ประเทศเยอรมันนี

10-12 มิถุนายน 2559

 

พระธรรมวิสุทธาจารย์ (คูณ ขนฺติโก) เจ้าอาวาสวัดหนองแวง (พระอารามหลวง) อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ประธานสงฆ์

ฯพณฯ นางนงนุช เพชรรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ประธานฝ่ายฆราวาส



กดที่ภาพเพื่อชมภาพในพิธี

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก

ฉลองสมณศักดิ์ "พระวิสุทธิวงศ์วิเทศ"

เจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร

11 มิถุนายน 2559


 

กดที่ภาพเพื่อชม งานสมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

พระราชมงคลรังษี : สุรศักดิ์ ชีวานนฺโท

เจ้าอาวาสวัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

5 มิถุนายน 2559

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธี


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธี

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

ลัทธิธรรมกาย กับบทบาท ของสังคมไทย

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557 : 2558 : 2559

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITER : PEESANG2555@HOTMAIL.COM

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264