LAST UPDATE : MARCH 4 2015  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 


สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

ร่วมวงปฏิรูปพระพุทธศาสนา

ออกแถลงการณ์ขอให้พระสงฆ์มีส่วนร่วม

 

 

ภายในสัปดาห์นี้ !

อสส.จ่อสั่งรื้อคดีธัมมชโย

กรณีคืนทรัพย์สินโดยไม่ต้องปาราชิก ปี 49

สมัยแม้วเยือนสภาธรรมกายสากล

 





 


 

เมื่อท่านเล่นการเมือง การเมืองก็จะเล่นท่าน

 

"ธัมมชโยต้องคดี ปี 42" ล่วงมาจนถึงมือของนักการบริหารการจัดการนัมเบอร์วันของประเทศไทย "ทักษิณ ชินวัตร" ต้องตัดสินใจว่า "จะปล่อยให้ธัมมชโยตายหรือให้รอด" เพราะเหลือสอบพยานอีก 2 ปากเท่านั้นก็ฟันธงได้แล้ว โดยรวมพยานหลักฐานมัดแน่นว่า "ธัมมชโยผิด" มองในมุมแรก ถ้าปล่อยให้ตายก็เสียดายความคิด รวมทั้งเสียดายฝีมือหรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ยิ่งใหญ่ระดับอาณาจักร ถ้าทำลายก็กลายเป็นศูนย์ มุมมองที่สอง ถ้าไว้ชีวิตก็อาจจะใช้ "ธัมมชโยและธรรมกาย" ในทางสร้างสรรค์ได้มากกว่านี้ (สร้างอย่างไรค่อยเอาไว้ทีหลัง) ทักษิณคิดไม่เหมือนใคร นั่นจึงเป็นที่มาของการ "ถอนฟ้องธัมมชโย" ในเดือนสิงหาคม 2549 และก็ได้ผลดียิ่ง เมื่อธัมมชโย (ราชสีห์) ที่ถูกจองจำมานานปี ได้รับการกัดเชือกปล่อยโดยอัยการ (หนู) ซึ่งมีคำสั่งอย่างไม่เป็นทางการกำกับ นั่นคือคาถา "สมานฉันท์" ไม่ต้องการเห็นบ้านเมืองแตกแยกรุนแรงอีกต่อไป (เหมือนนโยบายของรัฐบาลแม้วช่วงถูกพันธมิตรรุมสกรัม) ราชสีห์ที่ชื่อธัมมชโยเมื่อเป็นอิสระแล้ว ก็ช่วยแม้วเต็มที่ หนุนหนำในการเลือกตั้งจนพรรคเพื่อไทยชนะถล่มทลาย ถึงแม้วจะกลับไทยไม่ได้ แต่น้องสาวยิ่งลักษณ์ได้ขึ้นครองอำนาจสูงสุดในประเทศไทย เกมพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของทักษิณในครั้งนั้นจึงถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ที่คนทั่วไปคิดไม่ถึง ความเกี่ยวพันระหว่าง "ธรรมกาย" กับ "เพื่อไทย" นั้น การันตีโดย นพ.แหวง โตจิราการ ได้เขียนระบุลงในเฟสบุ๊คว่า "การมุ่งมั่นลายวัดพระธรรมกายนั้น ถือว่าเป็นการทำลายฐานที่มั่นของ นปช. ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างชัดเจน" ก็คงชัดเจนยิ่งกว่ากลางวันแสกๆ แล้ว ไม่ต้องพึ่งพาพระอรรถกถาจารย์ช่วยอธิบายอะไรต่อไป

สรุปได้ว่า คดีธรรมกาย-ธัมมชโยนั้น เริ่มต้นก็เป็นเพียงอธิกรณ์ หรือคดีทางสงฆ์ คือทางศาสนา ต่อมาได้พัฒนาขึ้นเป็น คดีการเมือง จนทุกวันนี้ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ หากธรรมกาย-ธัมมชโยจะโวยวายว่า "ถูกการเมืองกระทำ" ก็จะมีเสียงตอบโต้ว่า "ก็คุณเล่นการเมืองก่อนมิใช่หรือ อยู่ในผ้าเหลืองแต่เล่นการเมือง พอถูกการเมืองเล่นเอาบ้าง โวยวายทำไม" นั่นนะสิ จะโวยวายทำไม ?

 

ไม่อยากเป็นใหญ่ ไม่เล่นการเมือง

 

คาด อสส. สั่งคดีธรรมกายภายในสัปดาห์นี้

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.นี้ นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยความคืบหน้ากรณี พระพุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีอัยการถอนฟ้องคดีและขอให้รื้อฟื้นคดีพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายฐานยักยอกทรัพย์วัดพระธรรมกาย ขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง ว่า ภายหลังที่พระพุทธอิสระได้ยื่นหนังสือต่อ อสส.เมื่อวันที่ 3มี.ค.แล้วนั้น เบื้องต้นพนักงานอัยการได้ทำบันทึกรับเรื่องร้องเรียนไว้เป็นหลักฐานก่อนจะนำเอกสารเสนอไปยัง อสส.เพื่อให้พิจารณาสั่งการต่อไป ซึ่งคงจะต้องรอดูก่อนว่า อสส.จะมีคำสั่งให้ดำเนินการอย่างไรบ้างและให้ใครเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนจะมีการตั้งเป็นคณะทำงานอัยการขึ้นพิจารณาเรื่องนี้หรือไม่นั้นขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ โดยคงจะต้องรอคำสั่งจาก อสส.ก่อน ซึ่งคงจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งอย่างไรก็ตามปกติแล้วการพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ของ อสส.เป็นไปด้วยความรวดเร็ว คาดว่าน่าจะพิจารณา และมีคำสั่งภายในสัปดาห์นี้

 

ที่มา : เดลินิวส์
4 มีนาคม 2558


 

ฟ้าผ่าธรรมกาย !

ดีเอสไอออกหมายเรียกธัมมชโย
หากเรียกแล้วไม่มาก็จะออก..หมายจับ

 

อา..ถือว่าเป็นข่าวใหญ่ รับกับเทศกาล "มาฆบูชา" ของปีนี้เลยเชียวล่ะ และต้องถือว่าเป็นคดีที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึก เมื่อบุคคลระดับ "ผู้นำพุทธโลก" นัมเบอร์วัน นาม "ธัมมชโย" ต้องเฉียดคุกเฉียดตะราง เพราะเรื่องเงินๆ ทองๆ ของอนามาส รับเช็คเงินสดร่วมๆ พันล้าน สั่งจ่ายในนามของตนเอง แต่กลับตะแบงว่า "ไม่รู้จักศุภชัยคนจ่าย" มันเป็นเรื่องที่ถ้าไม่อัจฉริยะก็ต้องเอ๋อ หลอกเด็กอนุบาลในฝันน่ะคงได้ แต่หลอกดีเอสไอคงยาก หากคดีมีมูลให้เชื่อได้ว่า "ท่านธัมมชโยมีส่วนรู้เห็นในการฉ้อโกงเงินสหกรณ์คลองจั่น" เมื่อนั้นก็กลายเป็นคดีอาญา ยอมความมิได้ แถมคดีนี้มิเหมือนคราวก่อนที่ญาติโยมของท่านยินยอมถวายที่ดินในนามส่วนตัว จะโอนหรือมิโอนก็ไม่ติดใจ คืนเงินแล้วก็ไม่เอาความ แต่ครั้งนี้สมาชิกคลองจั่นเขามิใช่กัลยาณมิตรวัดธรรมกาย ประวัติศาสตร์จึงไม่ยอมหมุนซ้ำกับรอยเดิม ถึงคืนเงินแล้วก็ไม่สามารถยอมความได้ อาจารย์ของสตีฟ จ็อปส์ จะเข้าคุกเข้าตะรางก็ไม่มีใครรู้ สาธุ ขอให้รัฐธรรมนูญเสร็จไวๆ เถิด จะได้เลือกตั้งโดยเร็ว !

 

 

‘DSI’ หมายเรียก ‘ธัมมชโย’ แจงเงินบริจาคเครดิตยูเนี่ยน

ดีเอสไอออกหมายเรียก“ธัมมชโย”พร้อมเครือข่ายพระวัดธรรมกายเข้าให้ปากคำปมรับเช็คเงินบริจาคจากการยักยอกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯเริ่มสอบปากแรก 10 มี.ค.นี้

วันที่ 4 มี.ค. 58 พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดี นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตผู้บริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น กับพวก 8 คน ยักยอกทรัพย์ สหกรณ์ฯมูลค่าความเสียหายกว่า 16,000 ล้านบาท เปิดเผยว่า คดีนี้พนักงานอัยการสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นรายละเอียดของการสั่งจ่ายเช็คเป็นรายฉบับ รวม 878 ฉบับ ซึ่งดีเอสไอตรวจพบเส้นทางการเงินมีการโอนเช็คกว่า 800 ล้านบาท บริจาคให้กับวัดพระธรรมกาย ล่าสุด เมื่อเย็นวันที่ 3 มี.ค. ที่ผ่านมา ตนได้ออกหมายเรียก "พระธัมมชโย" และกลุ่มพระในวัดพระธรรมกาย ที่มีรายชื่อปรากฎรับเช็คจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน โดยมีการจัดลำดับการเข้าให้ปากคำ เริ่มจากวันที่ 10 มี.ค. นี้ เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังออกหมายเรียกนิติบุคคล บริษัท ห้างร้าน ที่มีชื่อรับเช็คจากสหกรณ์ฯ ในช่วงปี 52-55 ที่นายศุภชัยเป็นประธานกรรมการบริหารสหกรณ์ฯและเป็นผู้สั่งจ่ายให้ เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอด้วย

ด้าน พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล หัวหน้าพนักงานสอบสวนชุดตรวจสอบความเชื่อมโยงทางการเงินระหว่างสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯกับวัดพระธรรมกาย กล่าวว่า ในการเรียกสอบพระธัมมชโย ของพนักงานสอบสวนดีเอสไอชุดเก่า ยังไม่ได้สอบในส่วนที่พระธัมมชโยมีชื่อรับเช็คด้วยตนเอง พระธัมมชโยจึงไม่ได้มาด้วยตนเอง แต่ส่งทนายมาแทน แต่ครั้งนี้ ต้องการสอบในส่วนที่พระธัมมชโยมีชื่อรับเช็คเอง จึงเรียกพระธัมมชโยเข้าให้ปากคำด้วยตนเอง

สำหรับเช็คที่ตรวจสอบพบ นายศุภชัยอ้างว่าบริจาคให้วัดพระธรรมกาย มี 15 ฉบับ มูลค่ากว่า 800 ล้านบาท โดยพนักงานสอบสวนดีเอสไอชุดเดิมสรุปไว้ว่า พระธัมมชโยยอมรับว่ารับเช็ค 13 ฉบับ จากการตรวจสอบพบเช็คบางฉบับ มีการสลักหลังและโอนเงินหลักร้อยล้านบาทกลับไปยังบัญชีบุคคลอื่นแทน ทั้งนี้ รายชื่อกลุ่มพระที่มีชื่อเป็นผู้รับโอนเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ อาทิ พระวิรัช 100 ล้านบาท พระมนตรี 100 ล้านบาท พระครูปลัดวิจารณ์ฯ 119 ล้านบาท

 

ที่มา : คมชัดลึก
4 มีนาคม 2558


 

แยกปลาจากน้ำ !

สนพ.ประกาศ "ไม่เกี่ยว" ธรรมกาย

 

อะฮ้า ! แบบนี้ก็ "..หัวเน่า" นะสิคะ เพราะไม่มีใครเขาเอาด้วย ว่าแต่ "ท่านเจ้าคุณเอื้อน" เจ้าคณะ กทม. ผู้ปราดเปรื่อง จะไม่ออกแถล เอ๊ย แถลงการณ์บ้างหรือ เห็นรักท่านธัมมชโยสุดหัวจิตหัวใจ ถึงขนาดประกาศว่า "ประเทศไทยจะขาดธัมมชโยไม่ได้" ปานั้น นะคะ ประกาศสวนทางปืนเลย เอาแบบถ้อยคำอันทรงคุณค่าที่ท่านธัมมชโยเคยเอาไปคุยโวให้สาวกฟังน่ะ "สาธุ สาธุ" สนั่นซอยเชียว

 

 

กดที่ภาพเพื่อฟังถ้อยคำอันทรงคุณค่า อีกครั้ง !

 

 

 

วันที่ 3 มีนาคม 2558 สมาคมนักวิชาการพระพุทธศาสนา (สนพ.) ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เรื่องแนวทางในการพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาคณะสงฆ์และมหาเถรสมาคม โดยระบุว่า

เนื่องจากมีกลุ่มบุคคลที่พยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดความเสียหายแตกแยกโดยรวมต่อพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะคณะสงฆ์และมหาเถรฯ ซึ่งอ้างถึงแนวทางปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา และมีความพยายามดำเนินการต่างๆ ต่อคณะสงฆ์ และมหาเถรฯ ให้เชื่อมโยงกับวัดพระธรรมกายนั้น สนพ.เห็นว่าการกระทำของกลุ่มดังกล่าวมีเจตนาอย่างชัดแจ้ง ที่กระทำต่อคณะสงฆ์และมหาเถรฯ อันไม่เหมาะสม จึงชี้แจงข้อเท็จจริงในแนวทางการพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา คณะสงฆ์และมหาเถรฯ ดังนี้


1. สนพ.มีอุดมการณ์ทางพระพุทธศาสนาอันชัดแจ้งด้วยหลักวิชาทางพระพุทธศาสนา โดยยึดหลักพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์เป็นแนวทางในการพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาตามหน้าที่ชาวพุทธของความเป็นพุทธบริษัท

2. การพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาคณะสงฆ์และ มส. ที่ถูกกระทำย่ำยีอยู่ในขณะนี้ของ สนพ.ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับกรณีวัดพระธรรมกาย

3. ให้กลุ่มบุคคล ประกอบด้วย คณะกรรมการปฏิรูปฯ พระพุทธศาสนาบางคน และพระสุวิทย์ ธีรธัมโม ยุติการกระทำใดๆ ที่ละเมิดต่อพระธรรมวินัย และไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง และให้ยุติการสร้างความแตกแยกในศาสนจักร โดยเฉพาะการล่วงเกินใส่ร้ายคณะสงฆ์ และ มส. ซึ่งเป็นองค์กรปกครองสูงสุดโดยเร็ว

 

ที่มา : เดลินิวส์
4 มีนาคม 2558


 

 

3 ปี รวย !

ศิษย์ธรรมกายรับเพิ่งสึกปี 54

ขายอัญมณีได้เงินหมื่นล้าน

 

แหมรวยไวกว่าทักษิณอีกแน่ะ
ไม่ต้องเดินแลกเช็คใต้ถุนรัฐสภา เพราะมีเช็คคลองจั่นสั่งจ่ายให้แล้ว

 

อัญมณีของธรรมกาย

 

อา..เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ สิ่งที่เหลือเชื่อก็คือ "เฮ็ดได้จั๋งได๋" ขายแบบไหนถึงรวยโคตร อัญมณีที่ว่านั้น "ลูกใหญ่เพียงไหน" ระดับ "Blue Diamond" สู้ได้หรือเปล่า ขายปีละเท่าไหร่ ขายให้ใคร เงินทุนเริ่มต้นมาจากไหน จึงผันเป็นกำไรหมื่นล้านได้ภายในปีเดียว ต่อไป พ่อค้าทอง พ่อค้าน้ำมัน พ่อค้าหุ้น หรือแม้แต่พ่อค้าไอโฟน ก็คงหันมาขายอัญมณีกันหมด เพราะไม่มีอะไรจะรวยไวเท่ากับ..อัญมณี สีดาวรวย !

 

 

"อดีตพระวัดธรรมกาย" ร่อนหนังสือขอนัด ปปง.เข้าชี้แจงข้อมูลถือครองหุ้น บ.เอส.ดับบลิว.โฮลดิ้งกรุ๊ปฯ มูลค่า 1.1 พัน ล. แทน "ศุภชัย" แล้ว หลังถูกไล่ล่าตรวจสอบเส้นทางเงินหลายพันล้าน ที่นำมาใช้ลงทุนทำธุรกิจหลายแห่ง ช่วงหลังสึกปี 54 ยันขาย "อัญมณี" ได้เงินก้อนใหญ่ลงทุนธุรกิจ

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา
4 มีนาคม 2558


 

เซียนอยู่รู หมูอยู่ตึก !

เผยชีวิตมหัศจรรย์ของทิดธรรมกาย

มีเงินหมื่นล้าน แต่ซุกหัวอยู่ตึกร้าง

วังเวงยิ่งกว่าอายตนะนิพพาน !

 

อา..มันอาจจะเป็นวิถีชีวิตของพุทธพันธุ์ใหม่ "พันธุ์ธรรมกลาย" ก็เป็นได้ ที่ให้ "ทุ่มสุดตัว ฉิบหายชั่งมัน" สวรรค์-นิพพาน รออยู่เบื้องหน้า รับรองตายไปแล้วรวยยิ่งกว่าสตีฟ จ็อปส์ เพราะเห็นชาวธรรมกายหลายคนก็มีชีวิตเยี่ยงนี้แหละ ทำบุญจนล้มละลาย ใครก็ห้ามไม่อยู่ เพราะพอได้ "มิจฉาสมาธิที่เหนือสะดือ" แล้ว จิตมั่นแน่วแน่ พ่อใหญ่สั่งอะไรก็ทำหมด หมดเนื้อหมดตัวก็ยอม "วัดรวย-โยมจน" เป็นนิยามใหม่ในศตวรรษหน้า นายสถาพรก็คงจะเป็น "อัครสาวก" ชั้นแนวหน้า ที่สาธิตวิธีการกินอยู่แบบธรรมกาย ให้สาวกทั่วไปได้เห็น ว่าขนาดมีหมื่นล้านยังซุกหัวตึกร้าง ถ้ารวยกว่านี้คงไปขออาศัย "สัปเหร่อ" วัดธาตุทองอยู่แน่ๆ นะจ๊ะ !

 







 

 

"อิศรา" ตะลุย "นครปฐม" ตามรอย"สถาพร-อดีตพระธรรมกาย" พบแจ้งใช้ตึกแถวร้าง เป็นที่อยู่ช่วงจดทะเบียนตั้งบริษัททุน 5.5 พันล้าน ก่อนแจ้งย้ายเข้ากทม. -เจ้าของปฏิเสธไม่เคยรู้เรื่องหรืออนุญาตให้ใช้ประโยชน์ได้

ไม่ว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแหล่งเงินจำนวนหลายพันล้านบาท ที่ "นายสถาพร วัฒนาศิรินุกูล" อดีตพระวัดธรรมกาย (ที่เพิ่งสึกออกมาเมื่อปี 2554 ช่วงอายุ 28 ปี) นำมาใช้ในการเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทเอกชน 7 แห่ง จะมาจากที่ใด

คนในวัดธรรมกายมีส่วน "รับรู้" และ "เกี่ยวข้อง" กับเงินจำนวนนี้ด้วยหรือไม่

 แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฎชัดเจนแล้วในขณะนี้ คือ ที่อยู่ของ "นายสถาพร" ที่นำไปใช้ในการจดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท  เอส.ดับบลิว.โฮลดิ้ง กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2554 (ช่วงจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทฯ เมื่อวันที่ 18 มี.ค.54 แจ้งทุนไว้ 10 ล้านบาท ต่อมา 22 เม.ย. 54 เพิ่มเป็น 1,111 ล้านบาท จนกระทั่งวันที่ 25 ก.ย.55 เพิ่มเป็น 5,550 ล้านบาท) เป็นตึกแถวไม่มีผู้อยู่อาศัยมานานหลายปี  

ขณะที่เจ้าของตึกไม่เคยรับรู้ข้อมูลมาก่อนว่า มีชื่อของนายสถาพร เข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านตึกแถวหลังนี้

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า ได้เดินทางไปตรวจสอบข้อมูลที่อยู่ของ "นายสถาพร วัฒนาศิรินุกูล"  ตามเอกสารบัตรประชาชนที่แจ้งไว้ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในช่วงการขอจดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท เอส.ดับบลิว.โฮลดิ้ง กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด คือ เลขที่ 16/105 หมู่ที่ 2 ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จ.นครปฐม

จากการสอบถามข้อมูลผู้พักอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว ไม่มีใครรู้จักคนชื่อ "สถาพร" แม้แต่คนเดียว ส่วนตึกแถวเลขที่ 16/105 และเลขที่ติดกันอีก 2 ห้อง เป็นของ "เจ๊" รายหนึ่ง

"ไม่เคยได้ยินชื่อสถาพร นะ ถ้าอยากรู้อะไรโทรศัพท์ไปหาเจ้าของตามเบอร์โทรศัพท์ที่อยู่บนป้ายประกาศขายซิ" เพื่อนบ้านรายหนึ่งระบุ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้โทรศัพท์ติดต่อไปยัง "คุณจิตร" ที่ประกาศให้เช่า/ขาย ตึกแถว ตามเบอร์โทรศัพท์ที่ขึ้นป้ายไว้

ได้รับแจ้งว่า ตึกแถวเลขที่ 16/105 เป็นห้องว่างไม่มีใครอยู่อาศัยมานานแล้ว แต่หากต้องการรับข้อมูลให้ติดต่อ "คุณแม่" ซึ่งเป็นเจ้าของตึกแถวเลขที่นี้ ที่บ้านพักในซอย 10 ห่างจากที่ตั้งตึกแถวไปไม่กี่กิโลเมตรโดยตรง 

เมื่อผู้สื่อข่าวเดินทางไปติดต่อ "แม่ของคุณจิตร" เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตึกแถวหลังนี้ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับนายสถาพร

ได้รับการยืนยันว่า ไม่เคยรู้จัก หรือเห็นหน้านายสถาพรมาก่อน

"ตึกแถวห้องนี้ ไม่มีคนเช่ามานานหลายปี ตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดเหตุน้ำท่วมเมื่อปี 2554 และไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีคนชื่อสถาพร มาใช้ที่อยู่ตึกแถวห้องนี้ เป็นที่อยู่ในบัตรประชาชน" 

เมื่อผู้สื่อข่าวนำเอกสารของนายสถาพร ซึ่งแจ้งที่อยู่ในบัตรประจำตัวประชาชน คือ เลขที่ 16/105 หมู่ที่ 2 ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จ.นครปฐม ให้"แม่ของคุณจิตร" เพื่อยืนยันข้อมูลอีกครั้ง

แม่ของคุณจิตร ตอบว่า เป็นที่อยู่ตึกแถวของตนเองจริง แต่ไม่เคยเห็นหน้า หรืออนุญาตให้นายสถาพร เข้ามาใช้ที่อยู่นี่เลย  

ล่าสุดผู้สื่อข่าวตรวจสอบข้อมูลพบว่า ในช่วงหลังจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทฯ นายสถาพร ได้แจ้งย้ายที่อยู่ใหม่ เป็นเลขที่ 79/157  ถนนพระราม 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม.

โดยเป็นการแจ้งย้ายปลายทาง ที่สำนักงานทะเบียนท้องถิ่นเขตราชเทวี

ทั้งหมดนี่คือ ข้อเท็จจริงล่าสุดเกี่ยวกับ "นายสถาพร" จังคนจังหวัดนครสวรรค์ ที่เริ่มบวชเรียนกับวัดพระธรรมกาย ตั้งแต่ช่วงอายุ 17-18 ปี ก่อนจะสึกออกมาในช่วงปี 2554 และปรากฏชื่อเข้าไปเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทเอกชนหลายแห่ง โดยมีการนำเงินสดจำนวนหลายพันล้านบาทเข้าไปใช้ลงทุนเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท และในการปล่อยกู้ยืมเงินให้กรรมการในเวลาต่อมา (ปัจจุบันทั้ง 7 บริษัท มีทุนจดทะเบียนร่วมกันเป็นวงเงินกว่า 1.64 หมื่นล้าน แหล่งเงินส่วนใหญ่มาจากนายสถาพร)

ตามที่ปรากฏในเอกสารราชการ ซึ่งนายสถาพรเป็นผู้นำส่งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทฯ และลงลายมือชื่อกำกับ รับรองความถูกต้องด้วยตนเอง !

ล่าสุด นายสถาพร ให้ข้อมูลชี้แจงต่อ ปปง. ว่า เคยบวชเรียนที่วัดพระธรรมกายจริง ก่อนจะสึกออกมาทำธุรกิจในช่วงต้นปี 54 และได้เงินก้อนใหญ่มาลงทุนจากการค้าขายอัญมณี 

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา
4 มีนาคม 2558


 

โยนลูกเทียนฉาย !

บิ๊กตู่โบ้ยเรื่อง กก.ปฏิรูปพุทธไปที่ประธาน สปช.

ออกตัวนิ่ม ไม่ปัด-ไม่อุ้ม

 

ความจริงมันก็ถูกของบิ๊กตู่นะ เพราะว่าคุณเทียนฉายเป็นคนเซ็นตั้งกรรมการปฏิรูปพุทธ ดังนั้น ถ้าจะปลดก็ต้องให้คนตั้งเป็นคนปลด มันถึงจะถูกฝาถูกตัว แต่ทั้งนี้ คุณเทียนฉาย ก็ต้องพิจารณาข้อเรียกร้องของพระสงฆ์ดูให้ดีว่า พระสงฆ์มิได้ต่อต้านการปฏิรูป แต่ต่อต้านตัวบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้ง รวมทั้งวิธีการเข้ามาแก้ไขปัญหา ซึ่งถือว่าโฉ่งฉ่างเกินไป เหมือนเข้ามาท้าตีท้าต่อย แล้วต่อไปจะจับมือกันอยู่ในสังคมได้อย่างไร แค่การเมืองเรื่องตัณหา ถ้าใช้วิธีแบบนี้ก็แก้ไม่ได้อยู่แล้ว แต่นี่เรื่องศาสนาซึ่งละเอียดอ่อน มันก็ยิ่งร้าวลึกลงไปใหญ่ กรณี "คุณสุวิทย์-พุทธะอิสระ" ยกม็อบเอาสังฆทานไปข่มขู่ "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" ถึงในวัดปากน้ำนั้น ถือว่าเป็นการใช้ความรุนแรงระดับเดียวกับการปิดถนนต่อต้านรัฐบาลในครั้งก่อน เพียงแต่ปรับเปลี่ยนยุทธการมาใช้กับ "วัดปากน้ำ" ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่พระสังฆราชเท่านั้น เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่พระสงฆ์ไทยทั่วโลกทนเห็นความ "อหังการณ์-มมังการ"  ของพุทธะอิสระไม่ได้ เพราะถ้าปิดวัดปากน้ำได้ ต่อไปก็คงไม่มีวัดไหนที่นายคนนี้ไม่กล้า ซึ่งนั่นหมายถึงว่า เราใช้วิธีการรุนแรงในการแก้ปัญหาพระศาสนา ถ้ารัฐบาลปล่อยให้เล่นแบบนี้ ทั้งๆ ที่มีอำนาจและกฎอัยการศึกอยู่ในมือ มันก็จะก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจในตัวหัวหน้ารัฐบาลนั่นเอง เป็นปราการสุดท้าย นี่คือเรื่องสำคัญที่ "ปัญญาชน" คนที่ชื่อ เทียนฉาย กีระนันต์ อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ต้องนำไปคิดเป็นการบ้าน ว่าจะยอมปรับเปลี่ยนตัวกรรมการปฏิรูปพระพุทธศาสนาหรือไม่ เพราะบอกแล้วไงว่า พระเณรเขาไม่ได้ขัดขวางการปฏิรูป หนำซ้ำยังยินดีร่วมงาน แต่การปิดกั้นมันทำให้เกิดปัญหา ดังนั้น ใครเป็นคนผูก คนนั้นก็ต้องแก้ไข ดังท่านนายกรัฐมนตรีกล่าว นะฮะ เหลือเวลาอีกอาทิตย์เดียว หากไม่รีบตัดสินใจปรับเปลี่ยนกรรมการปฏิรูปพุทธฯ ก็เตรียมตัวรับกับการ "คว่ำบาตร" จากพระสงฆ์ไทยทั่วประเทศและทั่วโลกได้เลย ไม่ได้ขู่ แต่เอาจริง อิอิ !

 

 

‘บิ๊กตู่’ โยน ‘เทียนฉาย’ แจงปมยุบ สปช. ปฏิรูปพุทธ ค่อยๆ แก้ปัญหากันไปโอดยังไม่ได้ทำอะไรเลย

3มี.ค.58 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงข่าวภายหลังการประชุม ครม. ถึงกรณีที่พระธรรมทูตของไทยในประเทศจีน เรียกร้องให้มีการยุบคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ว่า ตอนนี้ให้ นายเทียนฉาย กีรนันท์ ประธาน สปช. ดูแลอยู่ ได้รับไปแล้วให้ไปดูถึงความเหมาะสม พูดไปก็ขัดแย้งกันเปล่าๆ ก็ต้องการให้ชัดเจนขึ้นว่าต่อจากนี้ไปจะทำอย่างไร ถ้าบอกว่าไม่มีกฎหมายก็ไปหากฎหมายมาว่ากัน ตอนนี้อยู่ที่ว่าควรจะทำแบบใดเท่านั้น

“ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ตัวผมก็อดทนทุกอย่างเลยนะ เอาผมเป็นหลักก็แล้วกัน ฉะนั้นผมก็คิดว่าตรงนั้นส่วนหนึ่ง แต่ถ้ามองว่าเขาทำไม่ถูก ส่วนที่ดีเขาก็มีอยู่ ก็ค่อยๆ ว่ากัน แก้กันไป ไม่ใช่ว่าผมปัดหรือไปอุ้มอะไรนะ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

 

ที่มา : คมชัดลึก
4 มีนาคม 2558


 

 

ลูกเข้าเท้า !

ตัวแทนวัดพุทธปัญญาร้องไพบูลย์

ขอให้ช่วยเรื่องเจ้าอาวาส

ไพบูลย์ได้โอกาสขย่มซ้ำ

"เป็นความบกพร่องของ พรบ.คณะสงฆ์"

 

อา..แบบนี้ภาษานักฟุตบอลท่านเรียกว่า "ลูกไหลเข้าตีน" นะขอรับ เพราะอยู่ดีๆ ก็มีคนเอาของดีมาประเคน โดยไม่ต้องออกเดินธุดงค์เหยียบพรมหรือดาวโรยให้ร้อนตีนแต่อย่างใดทั้งสิ้น มันเป็นสิ่งที่เรียกว่า "ถึงคราว" ของมหาเถรสมาคม จึงโดนขย่มทั้งขึ้นทั้งล่อง แค่กล่องสังฆทานของพุทธะอิสระ ก็เล่นเอาพระผู้ใหญ่ระดับสมเด็จไม่กล้าออกทีวีแล้ว

อย่างไรก็ดี กรณีวัดพุทธปัญญานี้ เป็นปัญหาในการปกครองของเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งก็คือ พระราชวิสุทธิเวที หรือมหาสายชล หลานสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ซึ่งได้ตำแหน่งมาโดยการผ่องถ่ายภายในกุฏิ แอบอ้างว่า "ผีลุงสั่งไว้ให้ตั้งหลานเป็นเจ้าคณะภาค 1" จึงตั้งแต่ได้ตำแหน่งมาร่วม 3 ปีแล้ว ยังไม่เคยเห็นมหาสายชลทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากการรีบเขียนประวัติขอ "ชั้นราช" ให้แก่ตัวเอง พูดง่ายๆ ว่า กระจอกกว่าพระวัดพระธรรมกายด้วยซ้ำ เพราะวัดนั้นเขายังออกเดินธุดงค์สร้างภาพบ้าง มหาสายชลมีผลงานโบว์ดำอยู่สองชิ้น ได้แก่

1. เป็นหัวหน้าจับกังแบกข้าวสารไปช่วยวัดในสังกัดคราวถูกน้ำท่วม

2. ออกมาสัมภาษณ์ว่า "ทิดมิดซูโอะไม่ได้สึกที่วัดชนะสงคราม" แต่ครั้นภายหลัง คุณแอนไปเผยกลางรายการวู๊ดดี้เกิดมาคุยว่า "สึกกลางดึกที่วัดชนะสงคราม โดยมีพระครูและพระมหา 3 รูป ทำการสึกให้" แถมถ่ายรูปใบสุทธิเป็นหลักฐานประจานกลางจอทีวี เล่นเอามหาสายชลหน้าม้าน ไม่กล้าเข้าใกล้ไมค์อีกเลย แต่สมเด็จสมศักดิ์ ก็รีบเซ็นต่ออายุให้ คงกลัวว่ามหาสายจะรีบตาย เพราะไม่ทันไรก็หัวหงอกเกินวัยแล้ว

 

สาม อย. ผู้กุมอำนาจคณะสงฆ์ส่วนกลาง

 

ซ้ายสุด : พระพรหมดิลก หรือเจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา เจ้าคณะ กทม. ก็ทำตัวเป็นเบ๊ให้ธัมมโย ลั่นวาทะ "ประเทศไทยจะขาดพระเดชพระคุณไม่ได้"

กลาง : สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ หรือสมเด็จสมศักดิ์ ทายาทผู้สืบทอดอำนาจของสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร) ที่ร่ำลือกันว่าเป็นสุดยอดแห่งผู้ตรงฉิน แต่สุดท้ายไม้ไผ่กลายเป็นบ้องกัญชา เพราะว่าสมเด็จสมศักดิ์คือ "มือปล่อย" ให้ธัมมชโยพ้นผิด วันนี้ มีเรื่องราวธัมมชโยทางสื่อไม่เว้นวัน แต่สมเด็จสมศักดิ์กลับหลบฉากเงียบ ทั้งๆ ที่มีตำแหน่งต้องรับผิดชอบโดยตรง วันนี้ เห็นชัดเจนว่า มหาสายชลไม่ได้ทำการทำงานอะไร เอาแต่กินตำแหน่งเฉยๆ เป็นตัวถ่วงมากกว่าเป็นตัวช่วย แต่สมเด็จสมศักดิ์ก็ยังเฉย ไม่ปลดไม่เปลี่ยน คงจะเก็บเอาไว้ช่วยเผาตัวเองในวันพระราชทานเพลิงศพ

ขวาสุด : พระราชวิสุทธิเวที หรือมหาสายชล หลานของสมเด็จนิยม ลักไก่ได้ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 มาท่ามกลางคำครหาของพระเณรทั้งประเทศ แต่ได้มาแล้วก็ไม่มีปัญญาจะทำงานให้สมกับตำแหน่ง แค่เจ้าอาวาสวัดพุทธปัญญาก็ต้องให้คนร้องเรียนไปถึง สปช. ก็ยังหน้าด้านอยู่เพราะไม่รู้จะไปไหน ดังนั้น อย่าฝันว่าจะมีปัญญาไปดำเนินการอะไรกับธัมมชโยได้ ทุกวันนี้ แค่เอาตัวรอดในตำแหน่งไปวันๆ ก็เก่งสุดยอดแล้ว กิจการพระศาสนาจะฉิบหายล่มจมอย่างไร กูไม่รู้ รู้แต่ว่า ตำแหน่งปกครองสงฆ์หนกลาง เป็นของพระอยุธยา (อย.) ดังนั้น เมื่อกูอยู่อยุธยา กูจึงเป็นเจ้าของตำแหน่งมาแต่กำเนิด

นี่ไงคือ "เรื่องจริง" ที่คุณไพบูลย์ นิติตะวัน อยากจะรู้ รู้แล้วจะทำอย่างไรก็ตามใจนะ

 

ธัมมชโยมอบรางวัลเจ้าคณะภาคดีเด่นให้มหาสายชล

 

 

อันดับ 1

 

คณะสงฆ์ส่วนกลาง นำโดย..สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดพิชยญาติการาม วางตัว "ผู้เล่นในทีม" ห่วยแตกแบบนี้ มิน่า จึงแพ้ไม่เป็นท่า เพราะว่ามีแต่อำนาจ แต่ไม่มีกึ๋น พอเกิดคดีธรรมกายขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เป็นผลงานของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ในอดีต ถึงปัจจุบันก็ยังคงปัดความรับผิดชอบไปไม่พ้น แต่สงฆ์ส่วนกลางกลับเข้าฌานในกุฏิเงียบกริบ คงกลัวคนรู้ว่าไปทำเสียหายอะไรไว้บ้าง

ดังนั้น คุณไพบูลย์ก็อย่าไปเหวียงแหพระสงฆ์ทั้งแผ่นดินเลย ใครทำผิดก็ควรลงโทษคนนั้น งานนี้ ทั้งคดีธรรมกาย คดีวัดพุทธปัญญา เป็นปัญหาของคณะสงฆ์ส่วนกลาง อันมีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์และมหาสายชล เป็นผู้กินอำนาจ จึงต้องสอบสวนสององค์นี้ และหากพบว่าผิด ก็ต้องปลดสองรูปนี้ออกจากตำแหน่ง จึงจะถูกต้อง ใช่ไม่ใช่ ?

 

 

ตัวแทนวัดพุทธปัญญาร้อง "ไพบูลย์ นิติตะวัน" ขอคืนตำแหน่งเจ้าอาวาสคนเดิม

ตัวแทนวัดพุทธปัญญายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ นายไพบูลย์ นิติตะวัน เพื่อขอให้คืนตำแหน่งเจ้าอาวาสคนเดิม หลังพบการแต่งตั้งเข่าอาวาสคนใหม่ขัดหลักพุทธประเพณี ทั้งมีอายุพรรษาเพียง 5 พรรษา

ตัวแทนจากวัดพุทธปัญญา จังหวัดนนทบุรี ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพุทธศาสนา เพื่อขอให้ยกเชิกตำแหน่งเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์ และคืนตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพุทธปัญญา ให้แก่ พระครูมงคลภาวนานุศาสก์ เนื่องจากการแต่งตั้งเจ้าอาวาสคนใหม่ขัดต่อหลัก พุทธประเพณี ผู้ที่ขึ้นมาเป็นเจ้าอาวาสมีพรรษาเพียง 5 พรรษา และมาจากวัดอื่น ทั้งเจ้าอาวาสคนเดิมที่ถูกปลดก็ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยหลักพุทธธรรมเนียม ดังนั้น ผู้เป็นเจ้าอาวาสต้องดำรงตำแหน่งเป็นจนกว่าจะมรณภาพ หรือมีความผิด หรือลาสิกขา จึงสามารถพ้นจากตำแหน่งได้ ซึ่งการยกเลิกตำแหน่งนั้นทำให้เกิดการขาดศรัทธาจากประชาชน ซึ่งเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อต้นปี และได้มีการส่งหนังสือร้องเรียนไปยังเจ้าคณะจังหวัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ปัญหา

ด้านนายไพบูลย์ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นโครงสร้างของสงฆ์ ในชั้นเจ้าคณะจังหวัดลงไปและผลจาก พ.ร.บ. สงฆ์ ปี 2505 ควรมีการเปลี่ยนแปลงได้แล้วเพราะมีการให้อำนาจ เป็นแนวตรง ซึ่งขัดกับหลักธรรมวินัย จึงขอเรียกร้องไปยังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อบรรเทากรณีดังกล่าว สำหรับระยะยาวจะขอให้พุทธศาสนิกชน และพุทธศาสนบริษัท เข้ามาให้ข้อมูลเกี่ยวปัญหาหรือแนวทางปฏิรูปโครงสร้างสงฆ์ในสัปดาห์หน้า พร้อมกันนี้ตนก็จะติดตามหาทางแก้ไขกรณีดังกล่าวต่อไป

 

ที่มา : มติชน
3 มีนาคม 2558


 

 

รวยทันใจ !

ทิดธรรมกายสึกผมยังไม่ทันไว้ทรง

เปิด 7 บริษัท เงินทุน 1.7 หมื่นล้าน

สะท้านยุทธจักรดงขมิ้น

 

 

 

1.64 หมื่นล้าน !

ขุมธุรกิจ "อดีตพระธรรมกาย" ขนเงินลงทุน 7 บริษัท

 






 

 

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา
3 มีนาคม 2558


 

ทำไม ?

ใครก็ทำอะไรธัมมชโยไม่ได้

เผยคำถามรัฐบาลชวนกรณีธรรมกาย

 

 

ย้อน 4 คำถามยุค "รบ.ชวน" ผ่านไป 16 ปี ทำไมล้ม "ธมมชโย-ธรรมกาย" ไม่ได้

 

 

"..วัดพระธรรมกายอาศัยวิธีการสร้างศรัทธา ดังนี้ 

1. มีการจัดการโฆษณาประชาสัมพันธ์ อย่างเป็นระบบ 

2. ชักนำให้คนปฏิบัติสมาธิจนเห็นผลของการปฏิบัติสมาธิตามวิธีธรรมกายได้ด้วยตนเอง ทำให้คนปฏิบัติเกิดศรัทธา ถึงขนาดบริจาคทรัพย์ให้มากมายและอุทิศตนทำงานให้แก่ทางวัดมาก 

3. บอกวัตถุประสงค์ของการทำงานเพื่อศาสนาอย่างชัดเจน โดยมีการทำงานอย่างจริงจัง และมีระบบการจัดการที่ดี.."

"การที่วัดพระธรรมกาย สร้างศรัทธาจนมีเงินมหาศาล มีการใช้การบริหารและการจูงใจอย่างไร และกรณีที่ทำให้คนเกิดความศรัทธาเชื่อถือร่วมบริจาคทรัพย์อย่างมหาศาลนั้นเป็นความจริงหรือไม่"

 

เชื่อหรือไม่ว่า "คำถาม" ประโยคนี่ เคยมีการตั้งกระทู้ถามต่อสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว และก็มีผู้ให้ "คำตอบ" ที่ชัดเจนไว้แล้วด้วยเช่นกัน

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org สืบค้นข้อมูลราชกิจจานุเบกษาย้อนหลังจนถึงปี 2543 พบว่า มีการเผยแพร่ข้อมูลการตั้งกระทู้ถาม ของ "นายนิยม วรปัญญา" ขณะดำรงตำแหน่งเป็น ส.ส. จ.ลพบุรี พรรคชาติไทย  ต่อ "นายชวน หลีกภัย" นายกรัฐมนตรี เรื่อง กรณีวัดพระธรรมกาย ใน 4 ประเด็น คือ

1. รัฐบาลมีแผนและนโยบายจะให้การสนับสนุนหรือจะแก้ไขกรณีวัดพระธรรมกายอย่างไร

2. กรณีที่มีข่าวปรากฎทางสื่อมวลชนว่ามีพระผู้ใหญ่หรือกรรมการวัดพระธรรมการฉ้อฉลนั้น มีการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างไร ขอทราบรายละเอียด

3. การที่วัดพระธรรมกาย สร้างศรัทธาจนมีเงินมหาศาล มีการใช้การบริหารและการจูงใจอย่างไร และกรณีที่ทำให้คนเกิดความศรัทธาเชื่อถือร่วมบริจาคทรัพย์อย่างมหาศาลนั้นเป็นความจริงหรือไม่

4. วัดพระธรรมกายได้รับบริจาคเงินมาแล้วใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการด้านช่วยเหลือสังคมร้อยละเท่าใด เป็นค่าก่อสร้างร้อยละเท่าใด ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ กรมการศาสนา มหาเถรสมาคม กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และปลัดกระทรวงทุกกระทรวงร่วมกัน พิจารณาตรวจสอบยอดเงินรายรับและรายจ่ายของวัดพระธรรมกาย และเปิดเผยต่อสาธารณชนจะได้หรือไม่ ขอทราบรายละเอียด

ทั้งนี้ นายนิยม ระบุว่า เหตุผลในการตั้งกระทู้ถามเรื่องนี้ ว่า "วัดพระธรรมกายสร้างเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกใกล้สำเร็จ ถ้าสร้างสำเร็จจะเป็นศูนย์กลางในการชุมนุมคณะสงฆ์ได้ทั่วโลก แต่ต่อมามีปัญหาเนื่องมาจากความคลางแคลงใจของประชาชน ทำให้การก่อสร้างเกิดชะงัก โดยเข้าใจว่าไม่โปร่งใส ซึ่งเป็นเรื่องของตัวบุคคลควรจะได้พิจารณาแยกแยะ เพราะวัดเป็นสาธารณสถาน ประชาชนทุกคนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้

พร้อมระบุ "โดยขอให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา"

หลังได้รับการตั้งกระทู้ถามดังกล่าว "นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น ซึ่ง ได้รับมอบหมายจาก "นายกรัฐมนตรี" ให้เป็นผู้ชี้แจงตอบคำถาม

โดยในส่วนของคำถามข้อที่ 1 และ 2 นายสมศักดิ์ ตอบตามเนื้อหาในเอกสารดังต่อไปนี้

 




 

ส่วนคำตอบข้อที่ 3 นั้น นายสมศักดิ์ ตอบว่า ขอเรียนว่า วัดพระธรรมกายอาศัยวิธีการสร้างศรัทธา ดังนี้

1. มีการจัดการโฆษณาประชาสัมพันธ์ อย่างเป็นระบบ 

2. ชักนำให้คนปฏิบัติสมาธิจนเห็นผลของการปฏิบัติสมาธิตามวิธีธรรมกายได้ด้วยตนเอง ทำให้คนปฏิบัติเกิดศรัทธา ถึงขนาดบริจาคทรัพย์ให้มากมายและอุทิศตนทำงานให้แก่ทางวัดมาก 

3. บอกวัตถุประสงค์ของการทำงานเพื่อศาสนาอย่างชัดเจน โดยมีการทำงานอย่างจริงจัง และมีระบบการจัดการที่ดี

คำตอบข้อที่ 4 นายสมศักดิ์ ระบุว่า ขอเรียนว่าเนื่องจากวัดเป็นนิติบุคคล เจ้าอาวาสมีอำนาจในการบริหารและจัดการวัดตามมาตรา 31,37และ 38 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ตามกฎกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2511 ว่าด้วยการดูแล จัดการศาสนสมบัติของวัด และกำหนดวิธีการปฏิบัติให้เป็นไปโดยเรียบร้อย และตามกฎกระทรวงศึกษาธิการฉบับนี้ ไม่ได้ให้อำนาจแก่หน่วยงานในการตรวจสอบศาสนสมบัติของวัด ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของวัดแต่ละวัดจะจัดการเองได้ 

ฉะนั้น ทรัพย์สินที่ได้จากความศรัทธา ที่นำมาบริจาคให้วัดจึงไม่มีหน่วยงานใดสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ 

อย่างไรก็ตาม  กรมการศาสนา กำลังดำเนินการแก้ไข พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 และดำเนินการออกพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา รวมทั้งดำเนินการออกกฎมหาเถรสมาคม ให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินของวัดได้ต่อไป

ทั้งหมดนี้ คือ ข้อเท็จจริงต่อกรณีวัดพระธรรมกาย ที่มีการเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 เม.ย.43 ที่ผ่านมา 

ปัจจุบัน เวลาผ่านไป 16 ปี  ล่าสุด ณ ปี 2558 สังคมไทยกลับมาให้ความสนใจและตั้งคำถามกรณีวัดพระธรรมกายกันอีกครั้ง

ขณะที่คำถามส่วนใหญ่ ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในประเด็นเดิม เหมือนที่ นายนิยม เคยตั้งคำถามไว้ต่อสภาฯ 

แต่เรื่องที่ชัดเจนและมีผลในทางปฏิบัติไปแล้ว ก็คือ  พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ชื่อเดิมหลวงพ่อธมมชโย ปัจจุบันคือพระเทพญาณมหามุนี)  ไม่ปาราชิกขาดจากความเป็นภิกษุ ตามมติที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นประธานการประชุม  เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 58 ที่ผ่านมา

แม้จะมีพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ลงวันที่ 26 เมษายน 2542 เนื่องจากได้มีการคืนทรัพย์สินทั้งหมดให้กับวัดไปแล้ว  

ชี้ให้เห็นถึงพลังอำนาจ และความแข็งแกร่ง ของ "วัดพระธรรมกาย-พระราชภาวนาวิสุทธิ์" ที่เปรียบเสมือน "ต้นไม้" ที่นับวันจะ "เติบโต" "ยิ่งใหญ่"

และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี กี่ยุค กี่สมัย ก็ไม่มีวันที่จะถูก "โค่นล้ม" ลงได้ ?

 

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา
3 มีนาคม 2558


 

ติดหนวด !

ทิดมโนระบุ

"ธัมมชโยบูชาฮิตเลอร์มาตั้งแต่เรียน ม.เกษตร"

 

นพ.มโน เผยปมด้อย "ธัมมชโย" บ้านแตกสาแหรกขาด พ่อแม่แยกทางตั้งแต่เด็ก จึงเป็นคนมีความคิดก้าวร้าว นิยมความเด็ดขาดรุนแรง เหมือนชีวิตของ "ฮิตเลอร์" จอมเผด็จการนาซี ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ได้ยินมากับหู "สังฆราชน้อยไป หลวงพ่ออยากจะเป็นจ้าวโลก" ฯลฯ เชิญอ่านได้ ณ บัดนาว !

 

ฮิตเลอร์ ไอดอลของ..ธัมมชโย

 

 

อดีตศิษย์เอกชำแหละธัมมชโย "เขาบูชา ฮิตเลอร์"

“หลวงพ่อไม่ต้องการเป็นสังฆราชหรอก แต่หลวงพ่อต้องการครองโลก โลกทั้งใบ”

ประโยคคำพูดที่ตราตรึงอยู่ในใจของ นพ.มโน เลาหวณิช อดีตพระสงฆ์องค์สำคัญแห่งวัดพระธรรมกาย นับตั้งแต่ได้รับฟังยังคงอยู่ในห้วงความคิดของเขาจนถึงปัจจุบัน และคนที่พูดคำนี้หาใช่ใครอื่น

“พระธัมมชโย” เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย คือเจ้าของคำพูดนั้น บ่งบอกได้ชัดเจนถึงแรงปราถนาอันแรงกล้าอย่างน่ากลัว ของผู้นำความคิดแห่งวิชาธรรมกาย

ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิอกภูมิใจตามความคิดของคู่สนทนาสำหรับ “โพสต์ทูเดย์” ที่เข้ามาจับเข่าคุยกับ นพ.มโน อดีตศิษย์รัก ศิษย์คนสำคัญของพระธัมมชโย อดีตที่เคยไว้วางใจบอกทุกเรื่องราว  “หมอมโน” แยกทางจากพระธัมมชโย เมื่อปี 2541  เพราะรับไม่ได้กับพฤติกรรมสงฆ์ของพระธัมมชโย พร้อมชำแหละถึงด้านมืดและความเสื่อมของพระธัมมชโย ที่แปรเปลี่ยนวัดพระธรรมกาย รวมถึงพุทธศาสนาให้ผิดเพี้ยนจนเกิดความเสื่อมไปทุกระแหง

ขาดความรัก พ่อแม่แยกทาง

นพ.มโน เปิดฉากเล่าว่า ในช่วงวัยรุ่น พระธัมมชโยในคราบของนักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เพื่อนร่วมรุ่นก็มีอยู่ในพรรคเพื่อไทย เช่น ปลอดประสพ สุรัสวดี  และเขาเป็นคนที่ใฝ่ความรู้ ชอบอ่านหนังสือ และแผงหนังสือย่านสนามหลวงคือที่สิงสถิตย์ ส่วนใหญ่แล้วพระธัมมชโยจะมักไปยืนอ่านหนังสือฟรี เพราะไม่มีสตางค์จะไปซื้อมาเป็นของตัวเอง และหนังสือที่ชอบมากที่สุดคือประวัติศาสตร์บุคคล

“มาวันหนึ่งตอนแกอยู่ชั้น มศ.4 มาอ่านหนังสือที่สนามหลวง ไปเจอเรื่องปาฏิหารย์ แม่ชีคุณยายจันทร์ปัดลูกระเบิด แกเลยดิ่งมาหาคุณยายจันทร์ที่วัดปากน้ำทันที มานั่งสมาธิกับคุณยายจันทร์เรื่อยมา ซึ่งตอนนั้นคุณยายจันทร์เอ็นดู ดูแลมาตลอดเพราะสงสาร และเริ่มสอนการบอกบุญ ให้ทุนการศึกษากับธัมมชโย และได้เข้าเรียนที่ ม.เกษตร คณะเศรษฐศาสตร์”

“เขาชอบศึกษาบุคคลที่สำคัญๆ ว่าเขาสำคัญมาได้อย่างไร คนที่ชอบมากที่สุดเรียกว่าบูชาเลยก็ว่าได้คือ อดอฟต์ ฮิตเลอร์ ผู้นำเผด็จการพรรคนาซี ถือเป็นบุคคลในฝันของธัมมชโย และใช้เป็นต้นแบบในการบริหารวัดพระธรรมกายอีกด้วย ส่วนหนึ่งที่ชื่นชอบอาจจะมีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง ทั้งวันเกิดที่ฮิตเลอร์เกิดวันที่ 21 เม.ย. แต่พระธัมมชโยเกิดวันที่ 22 เม.ย. เวลาตกฟากเดียวกัน และที่สำคัญคือเริ่มจากศูนย์เหมือนกัน นั่นจึงสะท้อนแนวคิดของพระธัมมชโยว่าทำไมเขาจึงอยากครองโลก”

อดีตในวัยเยาว์ของพระธัมมชโย เป็นเด็กที่มีปมด้อย เนื่องว่าพ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่ได้ขวบปี และต้องระเห็จไปอยู่บ้านญาติชนิดที่เรียกว่าย้ายบ้านทุกเดือน และโหยหาความรักมาตลอด แต่จุดเด่นคือ ให้เกิดความละเอียดอ่อนในตัวเองจะเป็นคนที่จ้องความรู้สึกของคนอื่นอยู่ตลอด และมีคำถามว่าคนนี้รักเราหรือเปล่า ทำอย่างไรเขาจะรักเราให้มากที่สุด

“และข้อเสียจากความผิดพลาดในครอบครัว ก็เป็นแรงผลักดันให้พระธัมมชโยเกิดความทะเยอทะยาน ด้วยว่าทำไมเราต้องเป็นอย่างนี้ เราต้องเป็นใหญ่ จึงเกิดการอยากได้ทุกอย่าง อยากได้อำนาจ ถ้าได้โลกทั้งโลกก็เอา นี่คือตัวตนของเขา” หมอมโน ย้อนภาพให้เห็น

แววออก เป็นเชียร์ลีดเดอร์เกษตร คุมคนนับพัน

นพ.มโน เล่าว่า แต่แววผู้นำของพระธัมมชโยมามาเห็นชัดที่สุด คือได้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เก่งถึงขนาดคุมคนนับพันให้เชื่อฟังได้ ยังไม่พอพระธัมมชโยหรือในขณะนั้นคือนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ ยังเป็นหัวหอกยืนจังก้าใส่กางในตัวเดียวขับไล่อธิการบดีของมหาวิทยาลัยฯ อีกด้วย

“เขามีแววการเป็นผู้นำตั้งแต่ต้น โดยได้เป็นผู้นำเชียร์ลีดเดอร์ของม.เกษตร ถือว่าไม่ง่ายนะ เพราะต้องมีทริคในการคุมคนเป็นพันให้เชื่อฟังเรา ให้เงียบ และทริคนี่เองทำให้รู้จักวิธีคอนโทรลว่าทำอย่างไรให้เงียบ ทำไงให้เดินเป็นแถว และวิธีนี้เองที่นำมาใช้กับคนหมู่มากในวัดพระธรรมกาย แกเป็นผู้นำในกิจกรรมของนักศึกษา ตอนนั้นที่สำคัญคือการประท้วงเดินขบวนไล่อธิการบดี มจ.จักรพันธ์ฯ  สมัยก่อนโดนธัมมชโยไล่ ยืนใส่กางเกงในตัวเดียวตะโกนเรียกอธิการบดีมาคุยด้วย มีความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง

“เขาเอาระบบของ ม.เกษตรมาใช้ และระบบการบริหารของฮิตเลอร์ตอนมานุ่งผ้าเหลือง วิธีการคล้ายกัน เพราะ ฮิตเลอร์สร้างลัทธินาซีขึ้นมาโดยเริ่มจากเยาวชน นักศึกษามหาวิทยาลัย พอได้มาแล้วก็เข้าสู่พวกนักธุรกิจ และปลุกผีให้เกลียดพวกยิว ระดมเงินจากนักธุรกิจมาตั้งพรรคนาซี ไม่ต่างจากวัดพระธรรมกายที่เริ่มจากเยาวชน

นพ.มโน เล่าว่า ตอนนั้น พระธัมมชโยเองไม่เคยสนใจว่าควรทำธุรกิจหรือไม่ควรทำธุรกิจ เพียงแต่ต้องการหาช่องทางเพื่อดันตัวเองให้สู่ความยิ่งใหญ่ แกเคยพูดกับผมประโยคหนึ่งว่า “หลวงพ่อไม่ต้องการเป็นสังฆราช แต่หลวงพ่อต้องการครองโลก” แนวคิดเดียวกับฮิตเลอร์เป๊ะ ไปดูการจัดแถวของธรรมกายได้กับภาพการจัดงานของฮิตเลอร์ปานถอดแบบมา แกเดินตรวจในฐานะผู้นำ ฮิตเลอร์เป็นอย่างไรในที่ประชุม แกก็ทำตาม

ลัทธิลับ สอนเฉพาะคนสนิท

“พระธัมมชโยก็บอกว่าการบริหารวัดในรูปแบบนี้คือลัทธิธรรมกาย เป็นลัทธิลับ สอนให้เฉพาะคนสนิทใกล้ชิดเท่านั้น หรือที่รักจริงๆ แต่ธรรมกายแตกต่างจากวัดปากน้ำ คือ หลวงพ่อสดคนเดียว ตอนเทศ 93 กัณฑ์ มีประโยคทองอยู่วรรคหนึ่งว่า เมื่อผู้เทศน์ได้เข้ามาบวช จึงได้รู้ว่าพระต้นธาตุใช้ให้มาปราบมาร หากปราบไม่สำเร็จจะยอมตายที่วัดปากน้ำแห่งนี้ ซึ่งท่านก็ตาย ปราบไม่สำเร็จ แต่การปราบมารของท่าน คือการเข้าไปพบโลกอีกโลกหนึ่ง หรืออีกขั้วหนึ่งของธรรมกายที่ดำมืด เป็นมาร เป็นอีกมิติหนึ่ง ดังนั้น จึงเป็นการต่อสู้ระหว่างด้านสว่างกับด้านมืด ท่านต้องการขจัดตรงนี้ออกไปให้หมด เข้าไปบู๊ไปล้างผลาญมุมมืด”

แก่นแห่งการชักนำจูงผู้คนให้หันเข้าหาตามวิชาพระธรรมกายสำหรับพระธัมมชโย คืออ้างอิงเรื่องบุญ ทำให้คนกลัว และให้อยากได้บุญ วิธีคือจะเป็นการคุมบุญทั้งหมดที่อ้างว่าได้รับมาจากพระพุทธเจ้าจากชั้นนิพพาน เพื่อให้พระธัมมชโยแจกจ่ายบุญนั้นให้กับประชาชน แลกกับการซื้อบุญ

“ใครที่เลวมาจากไหน โกงใครมา ทำผู้คนย่อยยับ มาล้างบาปซื้อบุญกันที่นี้ได้หมด เสียเท่าไหร่เท่ากันแต่ได้บุญ สั่งให้บุญใครก็ได้ ให้มั่งคั่งให้รวย ขณะเดียวกันจะลงโทษใครที่ไม่ทำตามคำสั่ง ก็อ้างบุญเช่นกัน ขู่ญาติโยมต่างๆ จะเอาบุญสำหรับที่จะใช้ไปใส่เซฟ ในคุกลับ ตายไปไม่ได้ผุดได้เกิดเป็นพันๆ หมื่นๆ ชาติ คนก็กลัว กลัวก็ต้องทำตาม”

กลเม็ดในการคุมคนจึงเกิดขึ้นตามมา ขณะที่พระธัมมชโยตัดสินใจมานุ่งผ้าเหลืองและพกพาความคิดตามบุคคลที่เขาบูชาติดตัวมาด้วย และสิ่งนี้เองที่แปรเปลี่ยนเขาไปตลอดกาล จากวัดกลายเป็นธุรกิจ มีผลประโยชน์มหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวัดล้วนแต่ขัดหลักธรรมคำสอนตามพุทธศาสนา กระทั่งฟางเส้นสุดท้ายระหว่างศิษย์รักกับพระอาจารย์ที่เคารพรักนับถือกัน ได้สะบั้นลง

แฉธุรกิจ จุดแตกหัก

“ผมมารู้เพราะใกล้ชิดกันมากเหมือนกับญาติ เหมือนกับพ่อแม่เราเอง ผมเป็นศิษย์รัก เรารู้นิสัยทุกอย่างของเขา ผมทำงานให้ทุกอย่างด้วยผลลัพธ์ที่สำเร็จ งานทุกอย่างที่เขาหวัง ที่อยากได้ ผมเนรมิตรให้ได้หมด กระทั่งเรียนจบจากอ็อกซ์ฟอร์ด  ตอนนั้นเป็นตอนที่เศร้าที่สุด ญาติโยมเอาเอกสารมาให้ดูว่าเขาเปิดบริษัทอะไรไว้บ้างเมื่อปี 2526 เอาเงินส่วนตัวมาตั้งบริษัท ไว้หลายแห่ง บางแห่งใช้ชื่อลูกศิษย์เพื่อทำธุรกิจต่างๆ แต่ที่หนักที่สุดคือมีบริษัทค้าอาวุธที่เชื่อมโยงไปถึงพระธัมมชโยด้วย เพราะมีการชักจูงจากสีกาคนหนึ่งที่มีพี่ชายเป็นนายพลทหารในสวนรื่นฯ เข้ามาซื้อขายอาวุธให้กับทางกองทัพ ผมเข้าไปเตือนเขาว่าให้หยุดเถอะ ไม่ดี แต่เขากลับตอบมาว่าอย่ามายุ่ง นี่คือเรื่องส่วนตัว เท่านั้นผมก็พอ เพราะไม่ใช่พุทธแล้ว นี่คือธุรกิจของธัมมชโย เพื่อต่อยอดให้เขาได้ความยิ่งใหญ่”

“ตอนนั้นผมชนกับท่านอย่างรุนแรงเมื่อปี 2532 ผมกะว่าท่านแย่แน่นอน เพราะทำอะไรผิดพลาดไว้เยอะ แต่ผมต้องการจะช่วยวัดเอาไว้ก่อน ด้วยการปฏิรูปโครงสร้างบริหาร ประชุมอยู่นาน เพื่อกระจายอำนาจการบริหารวัดพระธรรมกาย แต่ผมเอาไม่อยู่ เขาจึงเขียนโครงสร้างออกมามีธรรมนูญการปกครอง และตอนนั้นเองมีโครงสร้างที่แน่นหนามาก มีแผนงานชัดเจนแบบสมัยใหม่ วิธีหล่อหลวมผู้คน เรียกว่ามั่นคง เป็นอาณาจักร มีแผนขยายตัวไปต่างประเทศ แบบที่ทุกอย่างยังเป็นธรรมกายอยู่ มีการระดมทุนตลอด และการเคลื่อนไหวทุกอย่างจะคู่ขนานไปกับกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่เข้ามาสนับสนุน มันน่ากลัวมาก

อดีตศิษย์พระธัมมโชย เล่าว่า ต่อมาเมื่อปี 2542 ธรรมกายถูกโจมตีอย่างหนัก แต่เพราะโครงสร้างอันนี้ ทำให้ พระธัมมชโยรอดพ้นเงื้อมมือของกฎหมาย นั่นเพราะความแน่นหนาของโครงสร้าง มีฐานมวลชนมหาศาลเป็นกำแพงให้พิง มีความรัดกุมมีประสิทธิภาพ  ขณะเดียวกัน เจตนาของโครงสร้างธรรมกายครั้งนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ช่วยเหลือผู้คน แต่ผู้มีอำนาจสูงสุดนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง และรวบอำนาจนั้นมาอยู่ในมือทั้งหมด ทำให้พระธัมมชโยใช้อำนาจได้มากขึ้น ก็รวบอำนาจไว้อย่างเดิม แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“มีการแบ่งหน่วยงานชัดเจน ถ้าคุณได้ฟังในที่ประชุมของธรรมกายนะ คุณจะเหมือนไปอยู่เมืองนอกเลย หรืออีกโลกหนึ่งเลย เขาจะมีศัพท์เฉพาะที่เข้าใจระหว่างกัน มีโคทภาษา ธรรมนูญการปกครองของวัดมีเป็นปึก คุณจะไม่เข้าใจได้เลย นักธุรกิจที่เข้ามาก็มาใช้ประโยชน์ เพราะมีฐานมวลชนอย่างแน่นหนาและมหาศาล เป็นการระดมธรรมคู่ระดมทุน”

ขยายฐาน การเมือง มวลชนนับล้าน

เมื่อชื่อเสียงมากมาย และมีระบบการปกครองภายในวัดที่แน่นหนา ยากที่คนนอกจะเข้ามายุ่งเกี่ยววุ่นวายได้ หนำซ้ำยังมีมวลชนอีกจำนวนนับล้านที่หลงเชื่อคอยหนุนหลังพระธัมมชโย นพ.มโนมองว่าจึงไม่แปลกที่ทั้งนักธุรกิจและนักการเมือง รวมถึงบุคคลสำคัญระดับประเทศ จะวิ่งเข้ามาพระธัมมชโย เพื่อสร้างผลประโยชน์ระหว่างกัน

นพ.มโน ยกตัวอย่างให้เห็นถึงวิธีการเอื้อผลประโยชน์ระหว่างกัน เช่นคดี ศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องหาฉ้อโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่เข้าหาพระธัมมชโยเพราะเห็นมวลชน มาตกลงทำสหกรณ์เครดิตมงคลเศรษฐีขึ้นมา คือให้กู้สำหรับคนที่อยากทำบุญกับวัด ผ่อนได้ คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 คนให้ทุนจะได้ผลตอบแทนร้อยละ 8 ผู้คนจึงแห่เอาเงินมาลงทุน เพราะอย่างไรเสียก็อยู่กับวัด และมีพระธัมมชโยการันตีอีกด้วย

แต่เงินตรงนี้มีการแบ่งระหว่างศุภชัยและพระธัมมชโย มีการถ่ายเงินออกเป็นระลอกโดยการเอาไปฝากกับลูกศิษย์คนต่างๆ นับร้อยล้านบาท และโอนย้อนกลับมาตรงมายังพระธัมมชโย และเจ้าอาวาสคนดังก็ใช้เงินตรงนี้ในนามของวัด และมูลนิธิเข้าไปซื้อที่ดินต่างๆ แต่ถือครองเอง เป็นกรรมสิทธิ์เอง เมื่อหน่วยงานรัฐเข้าไปตรวจสอบก็ไปยึดไม่ได้ จะยึดได้อย่างไรในเมื่อซื้อในที่วัดที่เป็นของหลวงอยู่แล้ว แต่จริงๆ คือการสร้างอำนาจให้ตัวเองยิ่งใหญ่มากขึ้น

“เมื่อเงินคนหายก็มีการร้อง แต่จะเอาผิดได้อย่างไรเมื่อคนการเมืองก็ยังเป็นคนของเขา รัฐบาลชุดก่อนจะทำอะไรได้ เมื่อมีอำนาจการเมืองหนุนอย่างนี้ขณะนั้นจะเอาผิดเขาได้อย่างไร กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้าไปดูก็บอกว่าไม่มีมูล ทำคดีไม่ได้ คนก็โวยกันใหญ่ว่าเงินกูหาย เงินสะสมทั้งชีวิตกลายเป็นแค่เศษกระดาษ นี่มันทำร้ายประชาชนใจร้ายมาก คนๆ นี้ไม่เคยปราณีกับใคร คิดว่าตัวเองเป็นคนที่ยังมีคนหนุน ดังนั้น เขาไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น ใครจะด่าจะว่าช่างมัน กูไม่สน ทุกวันนี้ธรรมกายเป็นองค์กรข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ กระจายไปแล้วถึง 200 ประเทศทั่วโลก”  

ประเมินทรัพย์ธรรมกาย 25 ปี 5 หมื่นล้านบาท

เมื่อถามว่า ประเมินทรัพย์สินของวัดธรรมกายเท่าไร   นพ.มโน บอกว่า  “เมื่อปี 2533 ธัมมชโยบอกกับผมว่า แกมีทรัพย์สมบัติมากกว่าที่วัดและมูลนิธิมีถึง 5 เท่า ขณะนั้นวัดและมูลนิธิมีทรัพย์สินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แสดงว่า 25 ปีก่อนแกมีมากถึง 5 หมื่นล้านบาท และทุกวันนี้จะงอกเงยไปถึงขนาดไหน”

กระหน่ำต่อจากคำพูดของอดีตศิษย์เอกว่า เป้าหมายของเขาคือการครองโลก ทำให้มีศิษย์เยอะที่สุด และให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของโลกตามรูปแบบธรรมกาย กลไกการยุติธรรมทั้งหมดเคยมีไหมที่สั่งให้ถอนคดีของพระธัมมชโยทั้งหมดรวม 52 คดี แม้แต่คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของ พระธัมมชโยยังถูกถอดออกเช่นกัน เขาใหญ่แค่ไหนคิดกันเอาเอง

“เหตุผลคือมวลชนมีมาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็วิ่งเข้าหา การเมืองมาหมด เพราะเขามีมวลชนในมือเป็นล้านๆ สั่งให้กระบวนการยุติธรรมล้มลงต่อหน้าทันที เมื่อรัฐบาลก่อนเลือกตั้งชนะ เขาก็ตีปีกทันทีเพราะนี่คือผลงานของเขาทั้งนั้น เขาไม่แยแสต่อกระแสสังคมที่ตั้งคำถาม การยาตราการเดินธุดงค์ที่เป็นข่าวไม่ใช่เผยแพร่ศาสนาอันใดหรอก เขาต้องการโชว์อำนาจเท่านั้น แค่อำนาจเท่านั้นเอง และเรียกเงินเรียกร้องผลประโยชน์ให้ตัวเอง ให้รู้ว่าฉันมีคนนะ มหาเถรสมาคมเขาก็คุมไว้หมดแล้ว”

แต่เมื่อความเสื่อมมาเยือนธรรมกาย ทำไมการโค่นเขาลงอย่างที่หลายคนปราถนาจะให้เกิด จึงกระทำไม่ได้ นพ.มโน พร้อมจะให้คำตอบในฐานะคนเคยอยู่ก้นกุฏิของพระธัมมชโย

“ต้องฝากความหวังไว้ที่บ้านเมืองในยุคทหารเข้ามาควบคุม ถ้าเอาเขาไม่ลงในครั้งนี้ จะเกิดการกินรวบบ้านเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไปแน่นอน คุณคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้หรือ เพื่อไทยจะกลับมาแบบสบายๆ ทันที จากนั้นทุกอย่างในประเทศจะเป็นธรรมกายหมด และเกิดจักพรรดิสงฆ์ขึ้นมา เราจะก้าวไปสู่ยุคมืดของศาสนา เป็นประเทศไทยแบบธรรมกาย เขาเปลี่ยนชื่อประเทศยังได้เลย

หมอมโน ย้ำว่า หากเอาไม่ลงเขาจะเป็นมาเฟียที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ถ้าไม่ทำ ไม่จัดการเขา ทุกอย่างจะพังหมด อันที่จริงมันผิดมาตั้งนานแล้ว พระไม่ควรจับเงิน ควรแก้ตรงนี้ แต่พระคุณเจ้าทั้งหลายจะยอมปล่อยมั้ย อย่าลืมว่าธัมมชโยดึงไว้ทั้งหมด ให้ชีวิตหรูหรา ตรงนี้น่าดูฝีมือของผู้มีอำนาจแห่งยุคเหมือนกัน”

“มันน่ากลัวมาก ศาสนาทุกอย่างกลายเป็นระบอบทักษิณหมด และอนาคตพระสงฆ์เราจะได้แบบเณรคำ ยันตระ หรือแม้แต่ว่าที่สังฆราช ดูสิรถหรูมีกี่คัน มีเงินเท่าไหร่ แล้วจะให้คนมากราบไหว้ให้เป็นประมุขสงฆ์หรือ อย่างนี้มันปาราชิกมั้ยล่ะ มันสืบทอดอำนาจกัน” นพ.มโน ทิ้งท้าย

รื่องลับๆ  เขาใช้ครีมทาหน้าระดับฮอลลีวู้ด

นอกจากนั้น นพ.มโน ยังเล่าเรื่องลับในวัดธรรมกายด้วยว่า

1. ภายในวัดพระธรรมกายจะมีโรงครัวอยู่ 2 โรง หนึ่งโรงทำให้ญาติโยม พระในวัด ลูกศิษย์ อีกโรงจะทำให้พระธัมมชโยคนเดียว คนอื่นกินไม่ได้ ซึ่งจะเป็นของดีของแพงที่มาปรุงอาหาร ส่วนใหญ่ของอาหารจะเน้นบำรุงร่างกาย เพิ่มความแข็งแรง

2. พระธัมมชโย ชอบความสำอางค์ การประทินผิว และใช้วิทยาศาสตร์ให้ตัวเองมีหน้าเด็กลง ชอบการนวดหน้าด้วยครีมราคาแพงซึ่งใช้กันในหมู่คนมีเงิน หรือดาราฮอลลีวูด มีการนวดหน้าวันละสามครั้งต่อวัน

3. พระธัมมชโยไม่สนใจว่าใครจะมองอย่างไร เพราะอ้างบุญ หากสงสัยหรือไม่เกิดศรัทธาบุญจะหก

4. ห้องนอนพระธัมมชโยจะปูผ้าปูเตียงใหม่ทุกวัน ในห้องนั้นจะมีสาวคนหนึ่งทำหน้าที่ปูเตียง คนอื่นห้ามเข้าเด็ดขาด เรื่องบิณฑบาตไม่ต้องพูดถึงเพราะไม่เคยทำ ตื่นตอนไหนตามใจฉัน

5. พระธัมมชโยมีอารมณ์สุนทรีย์ และมีความเป็นศิลปินสูง โดยมีพรสวรรค์ในงานปั้น ชอบปั้นรูปผู้หญิง

อันตรายต่อพุทธศาสนา

คำพูดของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อ 27 ปีก่อนที่ว่า “เป็นห่วงเรื่องวัดพระธรรมกายมากที่สุด” เหมือนมองทะลุปัญหาจนปรากฏเป็นจริงในปัจจุบัน

พระธรรมปิฎก (ประยุทธ ปยุตฺโต) ปราชญ์ด้านศาสนา เขียนหนังสือ “กรณีธรรมกาย” บทเรียนเพื่อการศึกษาพระพุทธศาสนา เมื่อปี 2542 สรุปประเด็นของพระธรรมปิฎกต่อมุมมองปัญหาธรรมกาย ดังนี้  

1. กรณีธรรมกายหมายถึงชื่อเรียกโดยรวมเกี่ยวกับพฤติการณ์ต่างๆ สรุปแล้วมี 2 ลักษณะ คือ การทำพระธรรมวินัยให้วิปริต และการประพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัย

2. การทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ที่พบว่า มีสาเหตุมาจากสำนักวัดพระธรรมกายทำลายความน่าเชื่อถือของพระไตรปิฎก การปลอมปนคำสอนในลัทธิของตนลงในพระไตรปิฎก การพยายามยกย่องครูบาอาจารย์ของตน ถึงขนาดที่ใช้ทัศนะอ้างเป็นมาตรฐานเพื่อตัดสินหลักการสำคัญของพระพุทธศาสนา รวมถึงอรรถาธิบายชักจูงให้คนทั่วไปเข้าใจว่า บุญมีฐานะเป็นดุจสินค้าชนิดหนึ่ง และเมื่อทำบุญจะให้ผลสัมฤทธิ์อย่างปาฏิหาริย์

3. การประพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัยเฉพาะประเด็นหลัก ได้แก่ การพยายามนำเอาลัทธิทุนนิยมที่อยู่ในระบบการตลาด เข้ามาผสมผสานกับการบริหารวัด  รวมทั้งสร้างความสัมพันธ์กับบุคคล องค์กรทางธุรกิจ การเมือง ส่งผลให้สำนักวัดพระธรรมกายกลายเป็นสำนักที่มีความเจริญอย่างรวดเร็ว ทั้งในทางวัตถุ ทุนทรัพย์ และในทางชื่อเสียง แต่วิธีเหล่านี้เป็นพฤติการณ์ที่สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับพระพุทธศาสนา ที่เน้นความเรียบง่ายและไม่เกี่ยวข้องกับระบบทุนนิยม

4. พฤติการณ์อันสืบเนื่องมาจากสำนักวัดพระธรรมกายทั้งหมดนั้น เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนาและต่อสังคมไทยอย่างลึกซึ้งถึงรากฐานชนิดที่ว่า ถ้าสำนักวัดพระธรรมกายทำสำเร็จตามจุดมุ่งหมาย จะส่งผลให้พระพุทธศาสนาในประเทศไทยซึ่งเป็นพระพุทธศาสนาอย่างเถรวาทต้องสูญสิ้น และสังคมไทยก็อาจกลายเป็นสังคมที่มีค่านิยมหวังผลดลบันดาล มัวเมาอยู่ในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ และถูกหลอกให้เพลินจมอยู่ในสุขอันดื่มด่ำจากสมาธิวิธีที่ถือว่าเป็นมิจฉาสมาธิและเต็มไปด้วยผู้คนที่ตกเป็นทาสของลัทธิทุนนิยม บริโภคนิยม และวัตถุนิยมอย่างงมงาย ไม่อาจหลุดพ้นเป็นอิสระไปจากการครอบงำของลัทธิเหล่านี้ได้ 

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์
3 มีนาคม 2558


 

ขาว และ ดำ !

อนุดิษฐ์เขียนเปรียบเทียบระหว่าง

พุทธะอิสระ กับ ธัมมชโย

ใครดี ใครเลว ในสายตาของอดีตรัฐมนตรี

 

เทียบบทบาทระหว่าง 2 คนนี้นะฮะ มิได้เทียบกับพระธรรมวินัยข้อใด ที่น่าสนใจก็เพราะว่า น.อ.อนุดิษฐ์ เคยเป็นรัฐมนตรีบริหารประเทศไทยมาสมัยหนึ่ง ถึงวันนี้ ก็ยังอยู่ในแวดวงการเมือง เรื่องนี้จึงถือว่าสำคัญ เพราะเป็นความคิดของผู้บริหารประเทศไทย มิใช่ตาสีตาสา แน่นอนว่า ทางฝ่ายธรรมกาย ย่อมจะถือว่าเป็น "ถ้อยคำอันทรงคุณค่า" และต้องนำไปเผยแผ่แก่สาวกสาวิกาให้ได้รับทราบ และสาธุอนุโมทนา อย่างล้นหลาม การเปรียบเทียบของ น.อ.อนุดิษฐ์นั้น ก็เหมือนการเปรียบเทียบว่า ใครดีกว่าใคร ใครเลวกว่าใคร โดยใช้ "บุคคลสองคน" มาเปรียบเทียบกัน แต่มิได้ใช้ "ไม้บรรทัด" คือมาตรฐานทางกฎหมาย หรือถ้าเป็นในทางพระพุทธศาสนาก็ต้องใช้ "พระธรรมวินัย" เป็นหลักวินิจฉัยว่าใครผิดหรือถูกกฎหมายหรือพระธรรมวินัย จะบอกว่า น.อ.อนุดิษฐ์ ใช้บรรทัดฐานผิดก็คงว่าได้ ทั้งนี้เพราะกฎหมายหรือพระธรรมวินัยนั้น มีหลายมาตรา ใครผิดมาตราไหน กรณีอะไร ก็ต้องว่ากันไปตามตัวบทกฎหมายนั้นๆ มิใช่การเอาแพะมาชนแกะแบบพุทธะอิสระกับธัมมชโย เพราะถ้าปกครองประเทศด้วยวิธีการเช่นนี้ รับรองป่นปี้แน่นอน ยกตัวอย่าง คนหนึ่งเป็นนักเลง ปิดถนน ตั้งด่านรีดไถ แต่อีกคนใส่สูทรโกงเงินในตลาดหลักทรัพย์ สิ่งที่เห็นกับสิ่งที่ไม่เห็นมันย่อมต่างกันแน่นอน แต่มิใช่ว่าสิ่งที่ตาไม่เห็นจะไม่มีการกระทำผิดกฎหมาย หรืออันตรายน้อยกว่าสิ่งที่ตาเห็น มิเช่นนั้น ก็คงไม่ต้องมีหมอรักษาโรคหัวใจโดยเฉพาะ เรียนแค่ผ่าตัดตาตุ่มก็คงรักษาโรคหัวใจได้เหมือนกัน

 

 

"ผมไม่เคยเห็นเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายที่ชื่อ “ธัมมชโย” ออกมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก ให้สัมภาษณ์สื่อทางการเมือง หรือประพฤติปฏิบัติตนไปในทางที่ไม่ชอบของสงฆ์ ในขณะที่ "พุทธะอิสระ" ขึ้นเวทีการเมือง เรียกคนโน้นคนนี้มาพบ ตั้งแต่ข้าราชการชั้นผู้น้อย กกต. ไปจนถึงนายทหารระดับนายพล เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพลังงาน นั่งเป็นประธานหัวโต๊ะในการปฏิรูป แถมยังมีข่าวลือว่าช่วยจัดโผทหารและตำรวจอีกด้วย" น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

 

 

ผมเคยเห็น VS ผมไม่เคยเห็น

วิสัยทัศน์ทางศาสนาของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเคยเป็นประธานงานตักบาตรพระล้านรูปของธรรมกาย ณ บริเวณตลาดยิ่งเจริญ-สะพานใหม่ ในวันที่ 10 มีนาคม 2555 เบื้องหน้าเบื้องหลังก็มีแต่นี้แหละ

 



 

 

พระการเมือง!? / โดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน บ้านเราอุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เช้าเย็นรถก็ยังติดเป็นปรกติ แต่หลังสองทุ่มเป็นต้นไป คนที่ไม่ค่อยได้เดินทางในกรุงเทพฯช่วงนี้คงจะต้องแปลกใจ เพราะไปไหนมาไหนได้สะดวกรวดเร็ว ถนนหนทางโล่ง รถราบางตา บรรยากาศในเมืองหลวงดูเงียบเหงาอย่างประหลาด ร้านอาหารมีแต่โต๊ะกับเก้าอี้เปล่าๆ หาลูกค้าแทบไม่เจอ ตลาดนัดมีแต่พ่อค้าแม่ค้า ส่วนลูกค้าไม่รู้ไปอยู่กันที่ไหน ผมไม่ทราบว่าจังหวัดอื่นๆเป็นแบบนี้เหมือนกันหรือเปล่า แต่เชื่อว่าน่าจะไม่ต่างกันสักเท่าไร

สภาพความวังเวงที่เกิดขึ้นไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดกับประเทศไทยที่เมื่อก่อนใครๆก็เชื่อว่าเราต้องเป็นเสือตัวที่ห้าแห่งเอเชียและเป็นพี่เบิ้มของอาเซียนอย่างแน่นอน แต่เพียงแค่พริบตาเดียวเท่านั้น ก่อนที่เรากำลังจะเปิดประเทศต้อนรับ AEC ใครจะเชื่อว่าประเทศไทยกลับตกอยู่ในสภาวะถดถอยอย่างรุนแรง

สภาวะเศรษฐกิจอยู่ในสภาพหดตัว นักลงทุนอยู่ในสภาพหยุดดู ทุนจำนวนมหาศาลไหลออกไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน คนรวยเริ่มกินบุญเก่า คนจนเริ่มไม่มีกิน อาชญากรรมผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ข่าวร้ายปรากฏทุกนาที ในขณะที่ข่าวดีแทบจะไม่มีให้เห็น คนไทยส่วนใหญ่รู้คำตอบดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย แต่ที่ยังไม่รู้ก็คือมันจะจบลงเมื่อไร และที่สำคัญเราจะมีโอกาสอยู่รอดไปถึงวันนั้นกันหรือเปล่า

ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำแบบนี้ ผมแทบไม่ได้ยินว่าผู้มีอำนาจจะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่างไร แต่สิ่งที่ได้ยินบ่อยๆซ้ำๆเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง ท่องจำกันเหมือนอาขยานเด็กประถมฯจากคนกลุ่มนี้ก็คือ สาเหตุความตกต่ำของประเทศไทยเกิดจากการบริหารงานที่ล้มเหลวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยมีอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังและเป็นสาเหตุของความวุ่นวายทั้งหมดในประเทศนี้

กรอกหูกันแบบนี้ทุกๆ วัน จนคนส่วนหนึ่งลืมแยกแยะและวิเคราะห์ปัญหา เลือกแต่จะเชื่อตามที่คนกลุ่มนี้ชี้นำ ผมไม่ทราบว่าคนเราควรมีวิธีคิดในเรื่องต่างๆอย่างไร แต่อย่างน้อยก็น่าจะต้องยึดโยงกับข้อเท็จจริง ผมยังจำความรุ่งเรืองของประเทศในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์-ทักษิณที่มาพร้อมกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันก็จดจำความตกต่ำของประเทศในสมัยรัฐบาลเผด็จการได้ทุกครั้งเช่นกัน

เมืองไทยมีเรื่องแปลกๆแบบนี้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยที่อีกามันกลายเป็นสีขาว จริงกลายเป็นเท็จ เท็จกลายเป็นจริง กลับหัวกลับหางกันไปหมด แม้แต่หนึ่งบวกหนึ่งยังไม่ใช่สอง ถ้าหากผู้มีอำนาจอยากให้มันเป็นสาม

ล่าสุดก็คือเรื่องร้อนๆ ในวงการศาสนา ระหว่างวัดพระธรรมกายกับพวกที่ไม่เอาวัดพระธรรมกาย เมื่อมหาเถรสมาคมออกมายืนยันมติว่า พระธัมมชโย หรือพระเทพญาณมหามุนี เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ไม่อาบัติปาราชิก

หลังมีมติปรากฏว่ามีกลุ่มบุคคลที่เคยเคลื่อนไหวล้มรัฐบาลเลือกตั้งและแกนนำกลุ่ม กปปส. ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง บางคนถึงกับแสดงความหยาบคายออกมาอย่างน่าเกลียด ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นักการเมืองฝ่ายสนับสนุนการรัฐประหาร ฯลฯ รวมถึงหลวงปู่พุทธะอิสระ พระสงฆ์ซึ่งเป็นที่เคารพอย่างสูงของ คสช. ก็ออกมาต่อต้านมติของมหาเถรสมาคมอย่างรุนแรงเช่นกัน

ผมเองก็เหมือนกับพุทธศาสนิกชนทั่วไปที่เลื่อมใสในศาสนาพุทธ ย่อมชื่นชมบุคคลที่ทำหน้าที่สืบทอดพุทธศาสนานั่นก็คือพระสงฆ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติควร ปฏิบัติชอบ ผมกราบท่านได้ด้วยความสนิทใจทุกรูป

แต่ในกรณีพุทธะอิสระกับวัดพระธรรมกาย เรื่องนี้ใครถูก ใครผิด ผมมีคำตอบของผมอยู่แล้ว แต่ท่านผู้อ่านต้องพิจารณากันเองนะครับ เพราะผมย่อมเชื่อตามข้อเท็จจริงที่ผมได้ประสบมา

ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมเคยเห็นแต่วัดพระธรรมกายเดินธุดงค์เผยแผ่พุทธศาสนา ในขณะที่พุทธะอิสระเดินนำม็อบ ปิดถนน สร้างความเดือดร้อนให้คนทั้งกรุงเทพฯ

ผมเคยเห็นวัดพระธรรมกายแจกจ่ายของช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ขนกระสอบทรายเป็นแสนๆกระสอบบริจาคให้โรงเรียน สถานที่ราชการ และระดมญาติธรรมออกช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ในขณะที่พุทธะอิสระและพวกออกเดินสายเรี่ยไรเงิน ขนกระสอบทราย ยางรถยนต์ ปิดสถานที่ราชการ

ผมเคยเห็นวัดพระธรรมกายเปิดวัดเป็นศูนย์อพยพให้ประชาชนที่เดือดร้อนมาพักอาศัย ในขณะที่พุทธะอิสระเปิดวัดเป็นที่พักอาศัยของการ์ด กปปส. และมือปืนป๊อปคอร์น

ผมเคยเห็นกัลยาณมิตรวัดพระธรรมกายโปรยกลีบดอกดาวเรือง ดอกกุหลาบ ให้กับพระสงฆ์ขณะเดินธุดงค์ ในขณะที่การ์ดพุทธะอิสระโปรยตะปูเรือใบไว้เต็มถนนหน้าศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ

ผมเคยเห็นการทำบุญร่วมกันที่วัดพระธรรมกายที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือมาฟังธรรมะ ซึ่งแน่นอนธรรมะสอนให้เป็นคนดีและไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน ในขณะที่พุทธะอิสระนำม็อบออกมาต่อต้านรัฐบาลเลือกตั้ง ปราศรัยแต่เรื่องการเมือง โน้มน้าวจนบางคนหลงเชื่อ ยอมทำผิดทั้งศีลธรรมและกฎหมายบ้านเมือง

ผมเคยเห็นกองทัพธรรมของวัดพระธรรมกายที่เรียกตัวเองว่ากัลยาณมิตรคอยเผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้า ชักชวนคนให้ปฏิบัติธรรม ในขณะที่กองทัพของพุทธะอิสระกลับเห็นดีเห็นงามในการรุมทำร้ายคนคิดต่างและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน

ผมเคยเห็นใบปลิวของกัลยาณมิตรวัดพระธรรมกายเชิญชวนให้คนไทยออกมาเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในปี 2554 โดยไม่ได้ระบุว่าต้องเลือกพรรคการเมืองใด ในขณะที่สาวกของพุทธะอิสระออกมาปิดเขตเลือกตั้งล่วงหน้า มีการใช้อาวุธสงครามยิงประชาชนที่จะออกไปทวงหีบเลือกตั้งในเขตหลักสี่จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

ผมเคยเห็นอาวุธของวัดพระธรรมกายเพียงสิ่งเดียวคือ “คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ในขณะที่ม็อบพุทธะอิสระมีอาวุธสงคราม ระเบิดปิงปอง ตะปูเรือใบ ปืนชนิดต่างๆ แม้กระทั่งนายทหารที่ไปยกกรวยกั้นถนนเพื่อนำรถเข้าบ้านตัวเองยังโดนกระทืบ

ผมไม่เคยเห็นเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายที่ชื่อ “ธัมมชโย” ออกมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก ให้สัมภาษณ์สื่อทางการเมือง หรือประพฤติปฏิบัติตนไปในทางที่ไม่ชอบของสงฆ์ ในขณะที่ "พุทธะอิสระ" ขึ้นเวทีการเมือง เรียกคนโน้นคนนี้มาพบ ตั้งแต่ข้าราชการชั้นผู้น้อย กกต. ไปจนถึงนายทหารระดับนายพล เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพลังงาน นั่งเป็นประธานหัวโต๊ะในการปฏิรูป แถมยังมีข่าวลือว่าช่วยจัดโผทหารและตำรวจอีกด้วย

ผมเรียนท่านผู้อ่านอีกครั้งว่า ผมเป็นพุทธศาสนิกชนที่เหมือนกับคนอื่นๆ ไม่ได้เลือกข้าง ชื่นชมเคารพพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีทุกรูป แต่ความจริงที่ผมเห็น ในขณะที่ผมไม่ได้ตาบอดและหูหนวก ทำให้ผมตัดสินใจเป็นอื่นไม่ได้จริงๆ พบกันฉบับหน้าครับ

 

 

ที่มา : โลกวันนี้
2 มีนาคม 2558


 

สึกแล้วรวย !

พบทิดธรรมกายสึกได้ไม่ถึงปี มีเงินเพิ่มหลายพันล้าน

หลักฐานที่บ่ง "ธรรมกาย" โยงคดีคลองจั่น

รวยก่อนบวช หรือ บวชก่อนรวย ?

 

อา..อย่าเพิ่งคิดโง่ๆ แบบนั้นสิลูก รู้ไหมว่า "โง่ไม่เป็น เป็นใหญ่ยาก" เชื่อพ่อใหญ่สิ บางทีอาจจะมีอะไรพิเศษในตัวคนเราก็เป็นได้ ในโลกนี้มีทั้งอัจฉริยะและเอ๋อ ดูพ่อใหญ่เป็นตัวอย่าง รู้จักหมดทั้งโลกนี้โลกหน้า แบบว่า สตีฟ จ็อปส์ ตายแล้วไปเกิดเป็นอะไร ทำบุญกรรมนำแต่งอะไรไว้ พ่อใหญ่สรรหามาเล่าให้เด็กอนุบาลในฝันยิงฟันกันได้หมด แต่สำหรับ "ศุภชัย ศรีศุภอักษร" ผู้ก่อตั้งสหกรณ์ให้วัดพระธรรมกาย ประธานกฐิน ผู้ปลูกดอกดาวโรยไว้โรยตีนธุดงค์ธรรมชัย ไวยาวัจกร และผู้เซ็นเช็คคลองจั่นถวายพ่อใหญ่เป็นพันล้านนั้น พ่อใหญ่บอกศาลว่า "ไม่รู้จักมักจี่" แบบนี้แหละที่ครูไม่ใหญ่อยากจะชี้แจ้งให้ศาลฟัง ชิตัง เม !

 

 



 

 

แกะรอย "อดีตพระธรรมกาย" เพิ่งสึกใหม่ ! ไฉนมีเงินสด 3.8 พันล้าน ตั้งบริษัทอสังหาฯ

แกะรอยที่มาทุนจดทะเบียนตั้ง "บริษัทอดีตพระวัดธรรมกาย" 5,550 ล้าน พบเฉพาะ "สถาพร" ยอดรวม 3,873 ล้าน ฮือฮาเพิ่งสึกใหม่ๆ มีเงินสด 10 ล้าน ผ่านไปเดือนเศษ หามาเติมได้พันล้าน ล่าสุดช่วง ก.ย.55 จัดหนักให้อีก 2,774 ล้าน รวมเงินคนสกุลเดียว 550 ล้าน เบ็ดเสร็จ 4,423 ล้าน

 

ชื่อของ "นายสถาพร วัฒนาศิรินุกุล" กำลังถูกสังคมจับตามองอย่างมาก

หลังปรากฎชื่อเป็นผู้ถือครองหุ้น บริษัท เอส.ดับบลิว.โฮลดิ้งกรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 11,100,000 หุ้น มูลค่า 1,110 ล้านบาท ที่ถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ออกคำสั่งอายัดไว้ ภายตรวจสอบพบว่า หุ้นจำนวนนี้ เคยปรากฎชื่อ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น หนึ่งในผู้ต้องหาคดียักยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำนวนเงินกว่า 1.04 หมื่นล้านบาท เป็นผู้ถือครอง ก่อนจะโอนต่อไปให้นายสถาพร ถือครองแทนในปัจจุบัน

ขณะที่จากการตรวจสอบข้อมูลของสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org พบว่า นายสถาพร ปรากฎชื่อเป็นผู้จดทะเบียนก่อตั้ง กรรมการ และผู้ถือหุ้นใหญ่ ในบริษัท เอส. ดับบลิง. โฮลดิ้ง กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีทุนจดในปัจจุบันจำนวน 5,550 ล้านบาท

หากจะขมวดปมข้อมูลเกี่ยวกับ "นายสถาพร วัฒนาศิรินุกุล" และบริษัท เอส.ดับบลิว.โฮลดิ้งกรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด จะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจดังนี้

ประการแรก ในช่วงการจัดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท เอส.ดับบลิว.โฮลดิ้งกรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2554 ด้วยทุนจดทะเบียนจำนวน 10 ล้านบาท

นายสถาพร แจ้งข้อมูลส่วนตัวว่า มีอาชีพเป็นนักธุรกิจ อายุเพียงแค่ 28 ปี ที่อยู่ 16/105 หมู่ที่ 2 ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จ.นครปฐม

ขณะที่ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ในอีก 2 คน คือ นางสาวพรพิมล คัทธมารถ แจ้งว่ามีอายุ 24 ปี อยู่ในจ.ปทุมธานี และ นางสาววนิดา แซ่จั่ว อายุ 27 ปี อยู่ในจ.ตรัง

ส่วนแหล่งเงินที่นำมาใช้เป็นทุนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทฯ ระบุในเอกสาร ว่า นายสถาพร วัฒนาศิรินุกุล ชำระค่าหุ้น จำนวน 99,998 หุ้น (บริษัทมีหุ้นจำนวน 100,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท) เป็นเงินสดจำนวน 9,999,800 บาท

ส่วน นางสาวพรพิมล และนางสาววนิดา ชำระค่าหุ้นคนละ 100 บาท จากการเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท คนละ 1 หุ้น

ต่อมาวันที่ 22 เม.ย. 54 บริษัทฯ แจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขอเพิ่มทุนจดทะเบียน เป็นวงเงิน 1,111 ล้านบาท โดยระบุแหล่งเงินที่นำมาใช้ในการเพิ่มทุนครั้งนี้ จาก 3 แหล่ง คือ นายสถาพร จำนวน 1,0990 ล้านบาท นางสาววนิดา 1 ล้านบาท นางสาวพรพิมล 10 ล้านบาท

จากนั้น ในวันที่ 25 ก.ย.2555 บริษัทฯ ได้แจ้งเพิ่มกรรมการใหม่ 1 คน คือ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร พร้อมเพิ่มทุนจดทะเบียนอีกครั้ง เป็นวงเงิน 5,550 ล้านบาท

ระบุแหล่งเงินที่นำมาใช้ในการเพิ่มทุนครั้งนี้ จาก 3 แหล่ง คือ นายสถาพร จำนวน 2,774 ล้านบาท นายศุภชัย จำนวน 1,110 ล้านบาท (สำหรับการถือหุ้นจำนวน 11,100,000 หุ้น จากนั้นมีการโอนต่อให้นายสถาพร ถือแทน และถูกปปง.ออกคำสั่งอายัดไว้) และนางรินนา วัฒนาศิรินุกุล (นามสกุลเดียวกับนายสถาพร) 550 ล้านบาท

สรุปที่มาของเงินที่นำมาใช้ในการจดทะเบียน และเพิ่มทุน ของ บริษัท เอส.ดับบลิว.โฮลดิ้งกรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ให้เห็นภาพชัดๆ อีกครั้งดังนี้

1. นายสถาพร จำนวนเงิน 3,873,999,800 บาท

2. นายศุภชัย จำนวนเงิน 1,110,000,000 บาท

3. นางสาววนิดา จำนวนเงิน 1,000,100 บาท

4. นางสาวพรพิมล จำนวนเงิน 10,000,100 บาท

5. นางรินนา วัฒนาศิรินุกุล (นามสกุลเดียวกับนายสถาพร) จำนวนเงิน 550,000,000 บาท 

รวมวงเงินทั้งสิ้น 5,550,000,000 บาท

แต่หากนับรวมวงเงินของ นายสถาพร และ นางรินนา ยอดเงินจะอยู่ที่ 4,423 ล้าน 

ประการที่สอง โฟกัสเฉพาะ "นายสถาพร" ข้อมูลจากสำนักงาน ปปง. ระบุว่า นายสถาพร เคยบวชเป็นพระอยู่ในวัดธรรมกาย มานานกว่า 20 ปี ก่อนจะสึกออกมาเมื่อปี 54 ซึ่งเป็นช่วงปีเดียวกับที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เอส.ดับบลิว.โฮลดิ้งกรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด

ขณะที่บริษัท อยู่ห่างจากวัดพระธรรมกายประมาณ 1 กิโลเมตร ส่วนการตรวจสอบตู้เซฟของบริษัทฯ สำนักงาน ปปง. พบว่า ทรัพย์สินมีค่าจำนวนมาก บางชิ้นเป็นของศักดิ์สิทธิ์มีความเชื่อมโยงไปถึงวัดพระธรรมกาย 

คำถามที่น่าสนใจ คือ "นายสถาพร" เป็นใครกันแน่? และนำเงินสดจำนวนหลายพันล้านบาทจากไหน มาใช้ในการจดทะเบียน และเพิ่มทุน บริษัทฯ และที่สำคัญ คนในวัดพระธรรมกาย "รับรู้" และ "มีส่วนเกี่ยวข้อง"กับเงินจำนวนนี้ ด้วยหรือไม่?

 

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา
2 มีนาคม 2558


 

NO ENTRY !

พระไทยห้ามเข้าไชน่า

ปัญหาศาสนาหรือการเมือง ?

 

เป็นประเด็น "ร้อนสุดๆ" สำหรับพระไทยไปต่างประเทศในเวลานี้ เมื่อพบว่า พระไทยจำนวนมาก ทั้งที่มีวีซ่าหรือไม่มีวีซ่า เดินทางไปยัง "ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน"  แต่ถูกทางการจีนสั่ง "ห้ามเข้าประเทศ" ไม่ว่ากรณีใดๆ

ในการทำเรื่องขอวีซ่าเข้าประเทศจีนนั้น ทางการจีนสั่ง "ห้ามรับเรื่อง" คือปฏิเสธตั้งแต่ด่านแรก จึงไม่มีการพิจารณาไม่ว่ากรณีใดๆ

สำหรับพระภิกษุสามเณรที่มีวีซ่าก่อนหน้านี้ เมื่อเดินทางไปถึงด่านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด่านอินเตอร์หรือด่านชายแดน ก็ถูกสั่งห้ามเข้าประเทศ ต้องเดินทางกลับมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ปัญหานั้น ทราบมาว่า มีพระไทยจำนวนมาก เดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศจีน พร้อมด้วยวัตถุมงคลสารพัดชนิด ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่อง เครื่องรางของขลัง ลูกประคำ หรือแม้แต่วัตถุอวมงคล เช่น ไอ้ขิก อีเป๋อ ฯลฯ นำไปจำหน่ายจ่ายแจกแก่ประชาชนชาวจีน ซึ่งเพิ่งเปิดประเทศ ไม่เคยได้รับ จึงเกิดความนิยมอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้พระไทยเห็นเป็นช่องทางทำรายได้ จึงขนกันไปยกใหญ่ ไปทีเป็นกระเป๋าหรือรถบรรทุก จนพ่อค้าแม่ค้าวัดราชนัดดายกระดับเป็นอาเสี่ย ทางการจีนเห็นว่าเป็นสิ่งมอมเมา มากกว่าการมาท่องเที่ยว หรือการมาเผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงออกคำสั่ง "ห้ามพระไทยเข้าประเทศ" ดังกล่าว

ซึ่งเรื่องนี้ต้องรอฟังการสอบสวนของมหาเถรสมาคมต่อไป ว่าสาเหตุที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นใด และจะหาทางแก้ไขอย่างไร เพราะนี่ถือว่าเป็นกรณีร้ายแรงระดับประเทศเลยทีเดียว ส่งผลให้พระพุทธศาสนาของไทยเสียหายในระดับอินเตอร์ แบบว่ารู้ถึงไหนก็อายไปถึงนั่น

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
24 กุมภาพันธ์ 2558


 

 
 

ประมวลข่าวเจ้าคุณเสนาะ


 

ประมวลข่าวพระคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง

 

 

 

 


ประมวลข่าวการมรณภาพ


สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)
วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

 

พิธีพระราชทานเพลิงศพ

พระเทพมหาเจติยาจารย์ (ไพบูลย์ ภูริวิปุโล)
อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัย

อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำพูน
23 มีนาคม 2557

 

ชุดที่ 1 : ชุดที่ 2 :  ชุดที่ 3 :  ชุดที่ 4 : ชุดที่ 5

ชุดที่ 6 : ชุดที่ 7 : ชุดที่ 8 : ชุดที่ 9 : ชุดที่ 10


กดแต่ละชุดเพื่อชม

 

ภาพหมู่การประชุมพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ ขนาด 4000 PC


 

ภาพประวัติศาสตร์
พระธรรมทูตไทยใน 4 ทวีป
 

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ ขนาด 2000 PC

การประชุมพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป
วันที่
23-25 สิงหาคม 2557

ชุดที่ 01 : ชุดที่ 02 : ชุดที่ 03 : ชุดที่ 04 : ชุดที่ 05 : ชุดที่ 06 : ชุดที่ 07


 

ชมภาพชุดในงานวัดนวมินทรราชูทิศ USA.

ชุดที่ 01 : เปิดวัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน ยูเอสเอ

ชุดที่ 02 : ไผเป็นไผ ในบอสตัน 2014

ชุดที่ 03 : โรงพยาบาลเมาท์ ออเบิร์น 9 มิถุนายน 2557
ชุดที่ 04 : พิธีเปิดการประชุมพระพุทธศาสนานานาชาติ
ชุดที่ 05 : เปิดประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 06 : ทัพสื่อมวลชนไทยบุกนครบอสตัน รายงานข่าวการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 07 : ประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา วันที่ 02
ชุดที่ 08 : ผลการเลือกตั้งกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา พ.ศ.2557
ชุดที่ 09 : บรรยากาศการเลือกตั้งกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 10 : พระสงฆ์ 400 รูป สวดพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ณ โรงพระอุโบสถวัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน

 

ภาพชุดรรมยาตราเดินป่าบอสตัน

 

ธรรมยาตรา ชุดที่ 01 ธรรมยาตรา ชุดที่ 02 ธรรมยาตรา ชุดที่ 03
ธรรมยาตรา ชุดที่ 04 ธรรมยาตรา ชุดที่ 05 ธรรมยาตรา ชุดที่ 06
ธรรมยาตรา ชุดที่ 07 ธรรมยาตรา ชุดที่ 08 ธรรมยาตรา ชุดที่ 09

 

 

การประชุมสมัยวิสามัญสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาและงานวันมหารำลึก

ณ วัดวชิรธรรมปทีป นิวยอร์ค 8-9 กันยายน 2555

 

 


 

 

ภาพงานพระราชทานเพลิงศพ

พระเดชพระคุณพระเทพกิตติโสภณ (สมบูรณ์ สมฺปุณฺโณ ป.ธ.7)
อดีตเจ้าอาวาสวัดวชิรธรรมปทีป
อดีตประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
10-14 พฤศจิกายน พ.ศ.2554

 

วันมหารำลึก ปีที่ 23

วัดพรหมคุณาราม รัฐอริโซน่า สหรัฐอเมริกา

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพงานวันมหารำลึก ปีที่ 23

ประมวลข่าวเณรคำ

(กดที่ภาพเพื่อชม)


 

แฟ้มข่าวอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

อ่านข่าวเก่าที่เคยนำเสนอในอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557

 

YANTRA TODAY
(กดที่ภาพเพื่อชม)


 


เยี่ยมวัดบ้านไร่-ไหว้หลวงพ่อคูณ
กับอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอม

กดที่ภาพด้านล่างเพื่อชม

01 02 03 04 05 06 07 08 09
10 11 12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31 32 33 34    

 

ตอนที่ 01
ลอนดอน 2012

ตอนที่ 02
มหาโบสถ์แห่งลิชฟิลด์

ตอนที่ 03
มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด

ตอนที่ 04
วัดพุทธปทีป

ตอนที่ 05
ลอนดอนอาย

ตอนที่ 06
British Museum

ตอนที่ 07
ห้างแฮรอดส์

ตอนที่ 08
Tower Bridge

ตอนที่ 09
London Sightseeing

ตอนที่ 10
London To Paris

ตอนที่ 11
หอไอเฟล (1
)

ตอนที่ 12
หอไอเฟล (2)

ตอนที่ 13
หอไอเฟล (3)

ตอนที่ 14
ปารีส 360 องศา

ตอนที่ 15
เยี่ยมหน้าต่างหอไอเฟล

ตอนที่ 16
TROCADERO

ตอนที่ 17
Water Tour

ตอนที่ 18
Musée du Louvre

ตอนที่ 19
MONA LISA

ตอนที่ 20
เทพีวีนัส

ตอนที่ 21
ทอดน่องในลูฟวร์

ตอนที่ 22
หอสมุดแห่งชาติมิตแตรองต์

ตอนที่ 23
ลา เดฟ็องซ์ (La De'fense)

ตอนที่ 24
Arc de Triomphe

ตอนที่ 25
เหนือประตูชัย

ตอนที่ 26
แวร์ซาย (1)

ตอนที่ 27
แวร์ซาย (2)

ตอนที่ 28
แวร์ซาย
(3
)

ตอนที่ 29
แวร์ซาย (4)

ตอนที่ 30
แวร์ซาย (5)

ตอนที่ 31
GENEVA
(1)

ตอนที่ 32
GENEVA (2
)

ตอนที่ 33
GENEVA (3
)

ตอนที่ 34
Lausanne-Zurich

ตอนที่ 35
วัดศรีนครินทรวราราม

ตอนที่ 36
ป้อมยามเมืองลูเซิร์น

ตอนที่ 37
ตลาดน้ำเมืองลูเซิร์น

ตอนที่ 38
กลับปารีส

ตอนที่ 39
ROME (1
)

ตอนที่ 40
ROME
(2)

ตอนที่ 41
ROME (3)

ตอนที่ 42
ROME (4)

ตอนที่ 43
ROME (5)

ตอนที่ 44
Inside Vatican (1)

ตอนที่ 45
View of Rome

ตอนที่ 46
Inside Vatican (2)

ตอนที่ 47
หลังคาวาติกัน

ตอนที่ 48
OUTSIDE VATICAN

ตอนที่ 49
THE COLOSSEUM

ตอนที่ 50
หินอ่อนโคลอสเซียม

ตอนที่ 51
ROME TO PARIS

ตอนที่ 52
NOTRE-DAME DE PARIS

ตอนที่ 53
หมู่บ้านศิลปะ

ตอนที่ 54
พระราชวังฟงแตนโบล

 

 

 


 

สงฆ์ไทย Vol.01

หนังสือเล่มแรกของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

(กดที่ภาพหรือที่ข้อความเพื่อชม)

 

คณะกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

พ.ศ.2557-2559

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ข่าวสารสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา


 

 

หนังสือเล่มแรกของ มจร. ที่ชาว มจร. หลายท่านไม่เคยเห็น

(กดที่ภาพเพื่อเข้าชม)

 

 

 

หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

ข้อแลกเปลี่ยนของชาวพุทธไทย

บวชพระล้านรูป แลกกับ พระนิพพานเป็นอัตตา
ท่องพุทธวจนะล้านคน แลกกับ ตัดปาติโมกข์เหลือเพียง 150 ข้อ

(กดที่ภาพเพื่ออ่าน)

 

>> กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความเพิ่มเติม <<

 

พระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 1-17 พ.ศ.2538-2554
(กดที่ภาพเพื่อชมประวัติ)

อนุสรณ์มหาจุฬาฯ ครบรอบ 9 ปี
 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

ธรรมวาไรตี้
หนังสือเล่มแรก ของพระมหานรินทร์  นรินฺโท

พิมพ์ครั้งแรก กันยายน 2548

วางจำหน่ายแล้วที่ร้านนายอินทร์ จุฬาฯบุ๊ค ซีเอ็ด และอื่นๆ ทั่วไทยและทั่วโลก

ธรรมฮิสตอรี่
หนังสือเล่มที่สอง ของพระมหานรินทร์ นรินฺโท

พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 2549

วางจำหน่ายแล้วที่ร้านนายอินทร์ จุฬาฯบุ๊ค ซีเอ็ด และอื่นๆ ทั่วไทยและทั่วโลก

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

เรายินดีน้อมรับความคิดเห็นและคำชี้แนะจากทุกท่าน

Editor : peesang2555@hotmail.com

 


WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE  LAS VEGAS NEVADA 89121 U.S.A. PHONE 702-384-2264