พระบวรพุทธศาสนาเป็นศาสนาของชาวไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย พระเจ้าแผ่นดินองค์แรกๆ ของสุโขทัย เวลาจะขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็จะต้องกล่าวคำปฏิญาณว่า จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาไว้ด้วยชีวิต ซึ่งเดี๋ยวนี้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์นี้ก็เช่นกัน ก็ยังถือธรรมเนียมเหมือนอย่างคนไทยทั้งหลายถือ ว่าพระบวรพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ล้ำค่าของชีวิตคนไทยที่จะพึ่งพาเวลามีปัญหาเกิดขึ้นอะไรกับชีวิต พระบวรพระพุทธศาสนาเป็นแสงสว่าง เพราะฉะนั้นไม่มีวันให้สลายหรือล่มลงไปเป็นอันขาด
 

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
12 สิงหาคม 2550


LAST UPDATE  MAY 11  2008  3:00 P.M. PACIFIC TIME


 

 

 



 

ส.สุนทรเวช เปิดหน้าไพ่ใหม่

ปูดประเด็น "ไอ้หัวเถิก" บงการทหาร-ตำรวจ

แถมข่มขู่พระระดับ "รองสมเด็จฯ"

 

ลึกและลับพอประมาณ ?

 

 

 

 

 

พระพรหมวชิรญาณ (ประสิทธิ์ เขมังกโร)

รองสมเด็จพระราชาคณะ เจ้าอาวาสวัดยานนาวา เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

อดีตประธานสมัชชาสงฆ์ไทยใน USA. และผู้ก่อตั้งวัดธัมมาราม ชิคาโก้ รัฐอิลลินอยส์

พระเถระที่ นายสมัคร สุนทรเวช ระบุว่า ถูกผู้มีบารมีคุกคาม !

 

ใครกันหนอ คือผู้มีอำนาจมหาศาลขนาดนั้น

สามารถเรียกผู้บัญชาการทหารและตำรวจรวม 4 เหล่าทัพ
ให้ไปหา และกล้ากล่าวกับท่านเจ้าคุณประสิทธิ์แบบนั้น ???

 

 

Who is he ?

 

 

 

คนนี้หรือเปล่าฮะ ?

หวังว่าคงไม่ใช่ "ไอ้ปื๊ด" นะ เฮียเหลิมนะ

 

 

 

 

     วันนี้ (11 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ว่า ระหว่างนี้มีข่าวชนิดที่ว่าไม่เป็นมงคล ตนได้ไปกินข้าวกันระหว่าง 6 พรรค ที่ภัตตาคารไพซาโน (Paesano ItalianRestaurant) สงสารเจ้าของร้านมาก คือ แห่กันไปแน่นหนาแบบชนิดไม่น่าเชื่อ ไปกันแน่นหมด ขนาดข้างล่างกินไม่ได้ต้องไปกินข้างบน และไปกินข้าวก็ตกลงกันเรียบร้อยว่าจะแบ่งปันกัน บอกว่า มาผูกมัดกันไว้เดี๋ยวยุ่ง รัฐบาลจะบริหารบ้านเมือง เพราะด่ากัน บ้านเมืองนู่นก็แพง ไอ้นี่ก็แพง ยังจะแก้รัฐธรรมนูญ ตนบอกถ้าอย่างนั้นตกลงกันเสียว่าแก้รัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องของสภา เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ เราอยู่ฝ่ายบริหารก็จะบริหารบ้านเมืองต่อไป เห็นพ้องต้องกันก็ตกลง แล้วให้สมาชิกเขาไปตกลงกันเอง ถ้าเขาพร้อมใจกันแก้ เขาก็แก้ ถ้าเขาไม่พร้อมใจ ก็แก้ไม่ได้ ก็เท่านั้น
       
       นายสมัคร กล่าวต่อว่า คืนวันนั้นมีการปล่อยข่าว แม่ทัพนายกองเข้าไปอยู่บ้านสี่เสา ตี 1 ยังไม่ออกมา ทำข่าวจะเป็นจะตาย คือ ปลุกระดมกันไว้หมด นี่มันอะไรกันนักหนา คนนี้ก็ได้ฟังข่าว คนนี้ฟังข่าว รุ่งขึ้นตนก็กราบบังคมทูลฯ ขอเฝ้ารายงาน ทุก 3 เดือน ก็รับโปรดเกล้าฯ ให้เฝ้าฯ ออกข่าวไปแล้ว ตั้งแต่ตอนบ่าย จะโปรดเกล้าฯ ให้เฝ้าฯ ให้นายสมัคร ลาออก จะจัดการเรื่องจักรภพ เรื่องนี้ทั้งหลายทั้งปวง
       
       “ผมเรียนไว้ตรงนี้ ต้องใช้โอกาสนี้รายงานไว้ครับ มีคนปลุกปั่นเรื่องนี้ครับ ถามว่าใคร บอกได้ไหม บอกได้ครับ ไอ้หัวเถิกที่ผมบอกไว้นั่นละครับ ไอ้คนนี้ละครับ เอาข่าวออกมาแล้วปลุกปั่น เรียกคนโน้นไปพบเรียกคนนี้ไปพบ ตำรวจยังโดนเรียกไปพบเลยครับ ตำรวจ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งให้พบ ให้คนโน้นคนนี้ไปพบ ไอ้หัวเถิกเป็นคนจัดการ” นายสมัคร กล่าว
       
       นายสมัคร กล่าวต่อว่า และความเชยนี่ละ ต้องเล่าให้ฟังไว้เลย ไม่รู้เลยว่า
ท่านเจ้าคณะรอง วัดยานนาวา ท่านกับตนเองรู้จักกันมา และตนรู้จักท่านมาตั้งแต่ปี 2519 ตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ตนแวะไปที่ชิคาโก เมืองที่ตนเองเคยเรียนหนังสือ ท่านขอร้องให้ช่วยทำนั่น ทำเรื่อง 32 ปี ตนกับท่านเจ้าคุณ ท่านก็เป็นเจ้าคุณสามัญ เดี๋ยวนี้ท่านเป็นเจ้าคณะรอง แปลว่าอีกขั้นหนึ่งก็ขึ้นเป็นสมเด็จ คุ้นเคยกับท่านมา 32 ปี
       
       
“ไอ้หัวเถิกไปพูดกับท่านทำนองว่า ท่านเจ้าคุณ นายสมัครมาติดต่อจะปฏิสัมพันธ์ด้วย จะทำให้ท่านเจ้าคุณ ท่านเจ้าคุณจะขึ้นไปทางโน้นทางนี้ ให้ท่านเจ้าคุณระวังตัว ถ้าไม่เกิดอย่างนี้ ผมไม่กล้าเอามาพูดหรอกครับ เจ้าคนนี้ละครับแส่หมดเลยครับ นี่ละครับผมออกชื่อไว้ถ้าใครจะเดือดร้อนว่าใครจะหัวเถิกก็เอากันเถอะ คนนี้ละครับ ที่เสียหายทุกวันนี้เป็นข่าว ที่ใครบอกว่าอย่าดึงฟ้าต่ำ ไอ้นี่ละครับดึงละครับ ปั่นป่วนไปหมด บ้านเมืองเรียบร้อยดี ไม่ว่าดี ล่อเข้าไปหมด ผมต้องพูดเอาไว้เลยให้มันรู้ว่าเป็นอะไรอย่างไร มันอะไรกันนักหนา คนรู้จักกันมายังกล่าวหาว่าจะเป็นตะพาน จะเข้าไปโน่น ไปเอาตรงนี้เพื่อจะไปตรงโน้น ไปกล่าวหาคนโน้นคนนี้ ผลประโยชน์ไปขัดกัน เรื่องรายการทางโน้นทางนี้ ฟัดทันทีเลยครับ จักรภพ เพ็ญแข โดนเลย
       
       ผมจะให้ตำรวจเขาสอบให้จบเสียรู้แล้วรู้รอด กล่าวหาเลยครับหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผมจะได้บอกตำรวจเขาเลย บอกคุณไปจัดการดำเนินการให้จบ ส่งอัยการว่าเขาว่าอย่างไร เป็นอย่างไร โดนเผากันหมดเลยครับ สุดท้ายที่ผมบอกคราวที่แล้วครับ ผมยังไม่นั่นหรอกครับ ต้องให้รู้เลยว่าคนอย่างนี้ที่คนทำลายสถาบัน คนทำสถาบันเสียหาย เอาคนโน้นไปขู่คนนั้น เอาคนนี้ไปขู่คนนั้นพูด โดนไป” นายสมัคร กล่าว
 

 

 

ข่าว : ผู้จัดการ
12 พฤษภาคม 2551

 

 


 

 

พระธรรมสุธีเฮี๊ยบ !

เรียกเจ้าอาวาสกรุงเทพฯคุมเข้มพระนวกะ

ก่อนเข้าพรรษานี้ อย่าให้มีปัญหา

 

 

 

 

พระธรรมสุธี (พีร์ สุชาโต)
อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุฯ และเจ้าคณะ กทม.

 

 

    ว่าแต่เกาถูกที่หรือเปล่าท่านเจ้าคุณ ? เพราะถ้าวันกันตามหลักการแล้ว ผู้ที่จะบวชให้ต้องเป็นพระอุปัชฌาย์เท่านั้น นอกนั้นไม่มีสิทธิ์ ดังนั้น ถ้าแก้ไขปัญหาให้ถูกจุดก็แค่ ถ้าพระอุปัชฌาย์รูปไหนบวชให้ แล้วผู้ที่บวชมีปัญหา ก็ต้องลงโทษพระอุปัชฌาย์โดยการถอนใบตราตั้งพระอุปัชฌาย์ เรื่องก็จะเรียบร้อย ลองดูซักตัวอย่างสิฮะ ก้าๆ หน่อย... ส่วนเรื่องพระปลอมบวชนั้น ยังไงพระก็จัดการไม่ได้หรอก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจเขาไปเถิด

 

 

 

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ได้มีการประชุมพระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะเขต เจ้าคณะแขวง และเลขานุการ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้งหมด ซึ่งต่อมาพระธรรมสุธี อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ในฐานะเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ฝ่ายมหานิกาย เปิดเผยหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้หารือเพื่อเตรียมการรับมือคนที่จะเข้าบรรพชา หรือบวชในพระพุทธศาสนา เนื่องจากใกล้เทศกาลสำคัญคือวันเข้าพรรษา ซึ่งในปีนี้ได้กำชับให้เข้มงวดกวดขันกับคนที่จะเข้ามาบวชให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะเกรงว่าจะมีคนเข้ามาหากินกับพระพุทธศาสนาจนทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย ประกอบกับปัจจุบันปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรง อาจจะทำให้คนหนีปัญหาแล้วเข้ามาบวช ซึ่งไม่ได้เป็นการบวชจากศรัทธา แต่เพราะความจำเป็น ดังนั้นอาจจะมีการใช้ผ้าเหลืองไปในทางไม่ถูกต้อง

 

เจ้าคณะกรุงเทพฯกล่าวอีกว่า ที่สำคัญช่วงนี้ยิ่งต้องระวัง เพราะยังเป็นช่วงฤดูร้อน ยังไม่ทำนา ต้องรอให้ เข้าสู่ฤดูฝนก่อน ทำให้คนต่างจังหวัดเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ จำนวนมาก และมีไม่น้อยที่จะเข้ามายึดอาชีพ เป็นนักบวชเพื่อทำมาหากิน เพราะถือว่าเป็นวิธีการที่หาเงินได้ง่ายที่สุด และอีกส่วนหนึ่งที่ต้องระวังคือ นักโทษที่เพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำ ยังไม่มีอาชีพ ไม่มีรายได้แล้วหันมาบวชเป็นพระออกเรี่ยไรเงิน ซึ่งการกระทำเช่นนี้มีมากขึ้น เพราะบทลงโทษตามกฎหมายไม่รุนแรง โทษปลอม บวชจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท ทางที่ดีต้องเพิ่มโทษให้หนักฐานทำลายความมั่นคงประเทศด้วย

 

“ขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจรุนแรง คนไม่มีจะกิน ไม่มีอาชีพ ทำให้หนีตายหนีเข้ามาบวชเพื่อหากินกับผ้าเหลืองมากขึ้นเพราะได้เงินง่าย มีคนเคารพบูชา จับได้ทุกวัน พอบวชแล้วก็เรี่ยไรด้วยการออกบิณฑบาต ไม่ เอาข้าว เอาแต่เงิน บางคนปลอมเข้ามาบวชเป็นพระเพื่อ ทำมาหากิน ตั้งตัวเป็นพระหมอดู พระรดน้ำมนต์ ทำเสน่ห์ เป็นต้น บางคนไม่มีวัดไหนบวชให้ก็ซื้อผ้าเหลืองมาแล้วเข้าห้องน้ำใช้โถส้วมเป็นพระอุปัชฌาย์ก็มี” เจ้า คณะกรุงเทพฯกล่าว

 

พระธรรมสุธีกล่าวอีกว่า อีกเรื่องที่ได้กำชับให้ เจ้าคณะเขตเจ้าคณะแขวงเฝ้าระวัง คือขณะนี้กำลังมีกลุ่มบุคคลไปจ้างคนให้ปลอมเข้ามาบวช เพื่อทำลายพระพุทธศาสนา เข้ามาทำให้วงการเสื่อมเสีย อาศัยผ้าเหลืองหากิน ทำให้ประชาชนที่มองเข้ามาและไม่ทราบความจริง ไม่รู้ต้น สายปลายเหตุ เหมารวมว่าพระสงฆ์ไม่ดีเสียไปทั้งหมด ดังนั้น ต้องเข้มงวดอย่างหนัก เพื่อขจัดมารศาสนาให้หมดไป

 

“พระสงฆ์ที่กระทำผิด เท่าที่ได้รับรายงานมีอยู่เรื่อยๆ เดือนหนึ่งๆหลายสิบรูป เฉพาะใน กทม.อย่างเดียว พอทำผิดแล้วถูกจับสึกถูกยึดใบสุทธิพระ ก็หนีไปบวชใหม่ตามต่างจังหวัด แล้วก็เข้ามาหากินใน กทม.อีก ส่วนหนึ่งต้องโทษพระอุปัชฌาย์ โทษเจ้าอาวาสที่ไม่พิจารณาคัดกรองคนที่จะเข้ามาบวช ยิ่งเวลานี้ยิ่งต้องระวัง รัฐบาลปราบปรามยาเสพติดมากๆ คนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดแอบเข้าไปบวชเพื่อหลบภัยกันมาก วัดต้องกวดขัน คุมเข้ม ตรวจประวัติให้ดี” พระธรรมสุธีกล่าวและว่า แต่อย่างไรก็ตาม ภัยศาสนาและความมั่นคงของคณะสงฆ์ที่น่ากลัวที่สุดคือ เรื่องของนารีพิฆาต มีพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจำนวนมาก จะถูกแก๊งนารีพิฆาตพยายามเข้าไปตีสนิท มอมยาแล้วขอถ่ายรูปแบล็กเมล์ บางทีนำหนังโป๊ หนังสือโป๊มาเสนอขาย ใครหลวมตัวก็เสร็จ มีพระดีๆหลายรูปที่ต้องสึกไป
 

 

ข่าว : ไทยรัฐ
12 พฤษภาคม 2551

 


 

 

ตาย 1 แสน หาย 2 แสน

ไร้ที่อยู่อาศัย-เจ็บ-ป่วย อดข้าวอดน้ำอีก 2 ล้าน !

 

 

 

 

 

หลังจากที่ไทยและนานาชาติเร่งส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปช่วยเหลือผู้ประสบพายุนาร์กีสชาวพม่า มาอย่างต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ เมื่อเช้าวันที่ 11 พ.ค. พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ.ในฐานะกรรมการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางด้วยเครื่องซี 130 ไปยังสนามบินนานาชาติย่างกุ้ง เพื่อมอบถุงยังชีพ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเพื่อช่วยเหลือชาวพม่าที่ประสบภัยพายุไซโคลนนาร์กีส ว่าสิ่งของพระราชทานที่มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ จัดส่งไปมีจำนวน 2,000 ชุด หรือประมาณ 10 ตัน เป็นสิ่งของอุปโภคบริโภค โดยมีนายประสงค์ พิฑูรกิจจา เลขาธิการมูลนิธิฯ เดินทางไปมอบสิ่งของด้วย ส่วนการหารือกับทางการพม่า ในส่วนของกองทัพคงไม่มี แต่อาจจะมีผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดคุยกัน ซึ่งภาระนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดำเนินการมากกว่า นอกจากนี้ ได้ข่าวมาว่าพม่าอาจจะมีการเปิดรับความช่วยเหลือ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีในการเปิดรับความปรารถนาดีของต่างชาติ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับต่างชาติใดๆ จะแสวงประโยชน์อะไรในบางส่วนหรือไม่ แต่โดยทั่วไปทุกชาติคงพยายามจะช่วยเหลือ แต่ชาติที่เขามีอธิปไตยในชาติของเขาเอง ก็ต้องระวังในการดำเนินการใดๆ เช่นเดียวกัน ซึ่งทางกองทัพยังไม่ได้รับการประสานจากต่างชาติให้ช่วยในเรื่องนี้

 

 

 

(ภาพ - ผู้จัดการ 5-12-08)

 

 

ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ถึงการให้ความช่วยเหลือพม่าจากเหตุการณ์พายุไซโคลน ว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานเครื่องปั่นไฟ 3 เครื่อง เพื่อให้นำไปใช้ที่โรงพยาบาลในพม่าด้วย พร้อมกันนี้ นายสมัครยังกล่าวชมเชย พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.ทหารสูงสุด ที่สั่งการให้นำสิ่งของไปช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านทันทีหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ เป็นสิ่งที่ประเทศไทยในฐานะเพื่อนบ้านที่ดีต้องให้ความช่วยเหลือ ทำให้คนไทยหน้าบาน แม้ว่าใครจะคิดว่าใครคบพม่าจะเป็นคนเลวหรือจะถูกตำหนิจากมิตรประเทศ เช่น อังกฤษและอเมริกา แต่เมื่อพม่าเป็นเพื่อนบ้าน เราก็ต้องช่วย อีกทั้งพม่ายังไม่มีประสบการณ์เรื่องภัยพิบัติธรรมชาติหนักเช่นนี้ หลังจากนั้นคนทั่วโลกก็รอจะเข้าไปช่วย ในที่สุดพม่าก็ออกมาบอกว่าเขาจะรับแต่ของ ไม่รับคน ก็ไม่ต้องเข้าไป

 

นอกจากนั้น ในวันเดียวกัน พระครูสังฆสิทธิกร หัวหน้าฝ่ายศาสนวิเทศ สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เปิดเผยว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ประทานปัจจัยช่วยเหลือพระสงฆ์แห่งสหภาพพม่าจำนวน 100,000 บาท โดยพระ ดร.อชิน ญาณิสสระ อธิการบดีสภาการศึกษาพระพุทธศาสนานานาชาติสีตะคู ประธานสังฆสภาสงฆ์ แห่งสหภาพพม่า จะเป็นผู้แทนเข้ารับมอบปัจจัยดังกล่าวในวันที่ 22 พ.ค. นอกจากนี้ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ยังประทานอนุญาตให้สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ดำเนินการรับบริจาคปัจจัย สิ่งของที่จำเป็นแก่การยังชีพในการบรรเทาความเดือดร้อนแก่พระสงฆ์และประชาชนชาวพม่าอีกด้วย โดยพุทธศาสนิกชนสามารถบริจาได้ ตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค.-30 มิ.ย.นี้ ที่สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช โทร. 0-2281-2831-3 

 

ด้านนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงการให้ความช่วยเหลือประเทศพม่าว่าได้แจ้งนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ไปแล้วว่า ตนอาจเดินทางไปพม่าในวันที่ 13 พ.ค. เพื่อให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ประเทศพม่า หลังจากที่หลายประเทศขอร้องให้ประเทศไทยช่วยประสานรัฐบาลพม่าในการขอออกวีซ่า เพื่ออนุญาตให้บุคลากรและผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศให้สามารถเดินทางเข้าพม่าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ แต่ยอมรับว่าคงไม่ง่ายนักที่พม่าจะเปิดโอกาสให้คนต่างประเทศเข้าไปได้ เพราะอนุญาตให้เฉพาะนำสิ่งของและเงินบริจาคเข้าไปเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่ไทยเป็นมิตรประเทศ ไม่อยากเข้าไปกดดันพม่ามากนัก เบื้องต้นขอให้ทุกประเทศที่ต้องการให้ความช่วยเหลือพม่า นำสิ่งของที่ต้องการบริจาคมาไว้ที่ประเทศไทย และไทยจะนำสิ่งของเหล่านี้เข้าไปช่วยพม่า รวมถึงคนไทยที่ต้องการให้ความช่วยเหลือชาวพม่า ก็สามารถนำสิ่งของมาบริจาคที่กระทรวงการต่างประเทศได้

 

พร้อมกันนี้ นายนพดลยังกล่าวถึงกรณีสำนักข่าวเอพีเสนอข่าวว่าตนให้สัมภาษณ์ว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปเจรจากับรัฐบาลพม่า เพื่อขอให้เปิดทางให้ต่างประเทศเข้าไปช่วยเหลือพม่านั้น ยืนยันไม่เคยให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอพีที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวต่างประเทศอื่นๆ ซึ่งไม่ได้มีการระบุชื่อ พล.อ.สุรยุทธ์แต่อย่างใด จึงไม่ทราบว่าไปนำข่าวดังกล่าวจากไหน เพราะส่วนตัวไม่รู้จักกับ พล.อ. สุรยุทธ์ และมองว่ารัฐบาลจะดำเนินการประสานกับพม่าได้ด้วยตัวเอง เบื้องต้นได้ขอให้เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงย่างกุ้งเป็นผู้ประสานในการเจรจาก่อน หากมีปัญหาอะไร ตนสามารถยกหูโทรศัพท์โทร.หา รมว.ต่างประเทศพม่าได้โดยตรง แต่ทั้งนี้จะขอใช้วิธีเจรจาทางการทูตก่อน

 

 

 

(ภาพ - ผู้จัดการ 5-12-08)

 

 

ส่วนที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ที่กลายเป็นจุดศูนย์กลางส่งต่อของบรรเทาทุกข์เข้าไปในพม่านั้น   นายชุมพร พลรักษ์ ผวจ.ตาก นายก่อเกียรติ จุลพันธ์ นอภ.แม่สอด และนายเทอดเกียรติ ชินสรนันท์ นายกเทศมนตรีเมืองแม่สอด ได้ไปตรวจสถานที่ตั้งศูนย์ช่วยเหยื่อ “นาร์กีส” ที่ศูนย์กีฬาและนันทนาการของเทศบาลเมืองแม่สอด โดยนายชุมพรกล่าวว่า ศูนย์แห่งนี้ใช้ชื่อว่า “ศูนย์ประสานงานส่งความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพายุไซโคลนนาร์กีส ประเทศพม่า จ.ตาก” มีเจ้าหน้าที่ประจำตลอด 24 ชม. เพื่อรับบริจาคสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคจากทั่วประเทศ พร้อมประสานกับ พ.ต.อ่อง ฉ่วย ยุ้น ผวจ.เมืองเมียวดี จัดรถบรรทุกมารับทันทีที่ของบริจาคมาถึง ส่วนความกังวลเรื่องโรคติดต่อที่อาจระบาดเข้ามาตามแนวชายแดนนั้น ได้สั่งการให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ 5 อำเภอตามแนวชายแดนไทย-พม่า คอยตรวจสอบอย่างใกล้ชิดแล้ว

 

เช่นเดียวกับที่ศาลากลางจังหวัดระนอง   นางกาญจนาภา กี่หมัน ผวจ.ระนอง รับมอบเงิน 467,000 บาท และสิ่งของเครื่องใช้ ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม เสื้อผ้า และยารักษาโรค น้ำหนักรวม 10 ตัน จากตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนชาวจังหวัดระนอง เพื่อนำไปช่วยเหลือชาวพม่าที่ประสบภัยพิบัติ จากนั้น ผวจ.ระนอง พร้อมคณะ ได้นำเงินสดและเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งหมดลงเรือบรรทุกสินค้า ที่ท่าเรือด่านศุลกากรระนองไปยังจังหวัดเกาะสอง ประเทศพม่า โดยมีนายอู เอ มิ้น ลวิน ผวจ.เกาะสอง พ.อ.เมี้ยน โทน ผบ.ยุทธศาสตร์ทหารบก จ.เกาะสอง และคณะ ให้การต้อนรับ และรับมอบเงินสดและสิ่งของทั้งหมด นำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพม่าต่อไป

 

ส่วนความคืบหน้าชะตากรรมเหยื่อพายุไซโคลน “นาร์กีส” สำนักข่าวต่างประเทศรายงานตลอดวันที่ 11 พ.ค. ว่า ยังคงมีผู้ประสบภัยพิบัติจำนวนมหาศาลได้รับความทุกข์ยากแสนสาหัส เพราะข้าวของช่วยเหลือที่รัฐบาลพม่าประกาศจะนำมาแจกจ่ายด้วยตัวเองยังไม่ตกถึงมือ ทำให้ผู้หญิง เด็ก และคนชรา ต้องอพยพหนีความอดอยากเข้ามาพักพิงชั่วคราวตามวัดและโรงเรียนในย่างกุ้ง และกำลังเผชิญปัญหาอาหารไม่พอเพียง ขณะที่วัด อาคารสาธารณะและโรงเรียนกว่า 15 แห่งในเมือง “เมืองเมียะ” ห่างจากย่างกุ้งไปทางตะวันตกราว 100 กม. ต้องถูกแปรสภาพเป็นที่พักพิงชั่วคราวอย่างช่วยไม่ได้ โดยคนงานหญิงในโรงเรียนแห่งหนึ่งกล่าวว่า ขณะนี้มีผู้อพยพเข้ามาอยู่ที่โรงเรียนแล้วถึง 900 คน แต่ที่โรงเรียนกลับได้รับแจกอาหารกล่องให้แค่วันละ 300 กล่อง ซึ่งก็ต้องให้เด็กและผู้หญิงกินก่อน ส่วนพวกผู้ชายต้องอดไป

 

ทั้งนี้ จากการที่รัฐบาลทหารพม่าเข้าช่วยเหลือประชาชนล่าช้า ทำให้ขณะนี้เริ่มมีคนที่อยู่ในกรุงย่างกุ้ง ไปจนถึงพื้นที่ลุ่มปากแม่น้ำอิระวดี ต่างจับกลุ่มแสดงความไม่พอใจและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตัวเองให้ชาวต่างชาติทุกคนที่เจอ โดยชาวนาคนหนึ่ง ในเมืองพะยาพน ที่สูญเสียยุ้งเก็บข้าวไปทั้งหมด บอกว่านับตั้งแต่เกิดภัยพิบัติ ได้ของแจกแค่ถั่วชามเดียว และไม่เห็นหัวเจ้าหน้าที่ ขณะที่พระในวัดแห่งหนึ่งใกล้เมืองโบกาเลย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ถูกพายุเล่นงานหนักสุดก็กล่าวว่า ชาวบ้าน ยังไม่ได้รับของช่วยเหลืออะไรเลย แม้ได้ยินรัฐบาลบอกตลอดว่าจะนำมาแจก กระนั้นในรายงานข่าวยังระบุว่า ชาวบ้านเองก็ยังกล้าๆ กลัวๆ ในการออกมาพูดโจมตีรัฐบาล ทหารอยู่ไม่น้อย เช่น ชาวบ้านในเมืองเล็กๆ ชื่อดากุ้งเหนือในย่างกุ้ง ที่รวมตัวกันให้ข้อมูลกับชาวต่างชาติผู้หนึ่ง ถึงกับต้องแตกฮือหนีกระเจิดกระเจิง เมื่อจู่ๆก็มีหญิงสูงวัยเดินเข้าสะกิดเตือนบอกว่าให้ระวังมีคนแอบฟังอยู่

 

 

 

(ภาพ - USA Today 5-12-08)

 

 

 

สำหรับยอดผู้เสียชีวิต สถานีโทรทัศน์ของทางการพม่ารายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากไซโคลนนาร์กีสพุ่งขึ้นเป็น 28,458 คน สูญหาย 33,416 คน มีผู้บาดเจ็บ 1,403 คน ซึ่งต่างจากหน่วยงานบรรเทาทุกข์นานาชาติ อาทิ นางซาราห์ ไอร์แลนด์ ผู้อำนวยการระดับภูมิภาคของ “อ็อกซ์แฟม” กลุ่มบรรเทาทุกข์ของอังกฤษ ออกมากล่าวว่า ผู้เสียชีวิตจากไซโคลนในพม่าอาจสูงถึงเรือนแสนคน และยอดอาจเพิ่มสูงไปอีกถึง 15 เท่า เพราะสถานการณ์ในพื้นที่ประสบภัยขณะนี้เริ่มเลวร้ายลงเรื่อยๆ ซึ่งตรงกับนายโอซามุ คุนิอิ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขขององค์การกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือยูนิเซฟ ที่กล่าวว่า ขณะนี้พบผู้รอดชีวิตจากพายุล้มป่วยจำนวนมาก โดยเฉพาะที่เมืองโบกาเลย์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพราะต้องรักษาผู้ป่วยถึงวันละกว่า 5,000 คน ขณะที่นายริชาร์ด ฮอร์เซย์ โฆษกหน่วยงานช่วยเหลือฉุกเฉินของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เผยว่า จนถึงขณะนี้สามารถช่วยผู้เดือดร้อนได้แค่ 1 ใน 4 ของทั้งหมดราว 1.5-2 ล้านคนเท่านั้น ส่วนเครื่องบรรเทาทุกข์ของยูเอ็นในเครื่องบิน 2 ลำ ยังถูกกักที่สนามบินนครย่างกุ้งตั้งแต่วันศุกร์ ขณะที่ในอีก 2 ลำ ซึ่งลงจอดเมื่อวันเสาร์ได้รับการลำเลียงของแจกจ่ายให้หน่วยงานต่างๆรับไปดำเนินการแล้ว

 

อย่างไรก็ดี ขณะที่นานาชาติต่างทุ่มเทกำลังเต็มที่เพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวพม่า แต่ดูเหมือนเคราะห์ ซ้ำกรรมซัด เมื่อมีรายงานข่าวเมื่อช่วงค่ำวันเดียวกันว่า สหพันธ์กาชาดสากล (IFRC) ได้ออกมาแถลงว่า เรือลำเลียงเครื่องบรรเทาทุกข์ชุดแรกขององค์การกาชาดสากล (ICRC) จากกรุงย่างกุ้งเพื่อไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยกว่า 1,000 คน ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองโบกาเลย์ ประสบอุบัติเหตุล่มในแม่น้ำแถบหมู่บ้านมยิงคา กอน ใกล้เมืองโบกาเลย์ บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดี เพราะชนกับตอไม้ ใต้น้ำ ทำให้เรือและเครื่องบรรเทาทุกข์จำนวนมาก รวมทั้งข้าว น้ำดื่ม ยาเม็ดทำน้ำสะอาด เปลสนาม เสื้อผ้า สบู่ เครื่องครัว ถุงมือยาง และหน้ากากสำหรับแพทย์ใส่เวลาผ่าตัดจมหายไปกับสายน้ำ ส่วนลูกเรือทั้งหมด และบุคลากรของสภากาชาดพม่า 4 คนรอดชีวิต เพราะว่ายน้ำเข้าฝั่งได้ อุบัติเหตุครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในปฏิบัติการบรรเทาทุกข์ในพม่า

 

ต่อมา สำนักงานประสานงานกิจการด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้ออกมาเปิดเผยตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบจากพายุไซโคลนนาร์กีส ล่าสุดว่า จากการประเมินในพื้นที่ 55 เมือง แถบที่ลุ่มปากแม่น้ำอิระวดีและพื้นที่อื่นๆ ซึ่งโดนไซโคลนถล่มแล้ว พบว่า ยอดผู้เสียชีวิตอาจมีระหว่าง 63,290-101,682 คน ผู้สูญหายอาจมีถึง 220,000 คน ขณะที่ยอดผู้ได้รับผลกระทบจากพายุมีอยู่ราว 1,215,885-1,919,485 คน
 

 

ข่าว : ไทยรัฐ
12 พฤษภาคม 2551

 

 


 

 

 

 

ศพ "เกลื่อนเมือง" รัฐบาลหม่องไม่สนใจเก็บ

แต่..เร่งรัดทำประชามติรัฐธรรมนูญ

 

 

 

 

 

ภาพศพของชาวพม่าที่ขึ้นอืดส่งกลิ่นเหม็นจนล้นเมือง
แต่รัฐบาลเผด็จการก็เดินหน้าทำประชามติรับรัฐธรรมนูญต่อไป

 

 

 

ทั้งบ้านทั้งเมืองเหลือแค่เนียะ
แต่ไม่รู้มันจะร่างรัฐธรรมนูญไปปกครองอะไร

 

 

 

คนและสัตว์ก็ไม่ต่างกัน
จะว่าพม่ากำลังสร้างความสมดุลย์ระหว่างคนกับสัตว์ก็ว่าได้

 

 

 

ภาพที่แม้แต่ช่างภาพก็ไม่กล้านำเสนอชัดเจน

 

 

 

กินอาบเข้าไปได้ยังไง ประเดี๋ยวเชื้อโรคก็เต็มร่างหรอก

 

 

 

 

นอกจากไซโคลนจะทำลายไม่เหลือซากแล้ว
ฟ้าฝนก็ยังตกติดกันอีกหลายวัน หนาวสั่นยิ่งกว่าลูกนกตกน้ำ

 

ต้องนั่งรอความตายไปตามยถากรรม !

 

 

 

โฉมหน้าตานฉ่วย

 

น่าจะรีบตั้งกองบัญชาการช่วยเหลือประชาชน

แต่กลับทำหน้าบานไปเข้าคูหากาคะแนนรับร่างรัฐธรรมนูญ

 

 

 

 

ชาวบ้านตายไปเกือบเกลี้ยง

แต่..รัฐบาลพม่ายังคง "ตรวจเข้ม" ชาวต่างชาติที่ต้องการช่วย

สงสัยกลัวไปแย่งศพเหมือนบางมูลนิธิในเมืองไทยกระมัง ?

 

 

 

นางจ๋ายจาย (Kyaing Kyaing) สตรีหมายเลข 1 ก็ไปออกเสียงสีหน้าระรื่น (ภาพ: AFP)

 

 

 

     ขณะที่รัฐบาลพม่าแถลงอย่างภาคภูมิใจ ชาวพม่าไปลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญอย่างล้นหลบามในวันเสาร์ (10 พ.ค.) ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวของเอเอฟพีที่เดินทางไปยังเขตที่ราบปากแม่น้ำอิรวดี และได้เห็นสภาพที่น่าอเนจอนาถใจ เพราะความช่วยเหลือต่างๆ ยังเข้าไปไม่ถึง ขณะที่ศพคนตายและซากสัตว์ยังเกลื่อนทุ่งนาและลำน้ำ
       
       นอกจากนั้นยังได้พบเห็นศพสมาชิกทั้งครอบครัวจำนวน 4 คน ที่ลำตัวผูกติดกันด้วยเชือก
       
       หลังพายุสงบลง 8 วันศพของคนทั้ง 4 ยังคงลอยขึ้นอืดที่ริมแม่น้ำสายเล็กๆ แห่งหนึ่ง คนกลุ่มนี้อาจจะพยายามช่วยเหลือตัวให้รอดจากพายุ แต่สิ่งที่พรากชีวิตของพวกเขาอาจจะเป็นคลื่นสูงที่ถาโถมจากทะเลเบงกอล
       
       ใกล้กับเมืองเดะเด (Dedaye) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งไปทางตะวันตกเฉียงใต้ มีผู้คนนับหมื่นๆ รอคอยการช่วยเหลืออย่างไร้ความหวัง ขณะที่ทางการแถลงด้วยความภาคภูมิใจว่าการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์มีประชาชนไปสิทธิ์อย่างท่วมท้น
       
       คนอีกนับพันๆ กำลังยังทยอยตามกันไปรวมตัวยืนอยู่ริมทางหรือหรืออยู่ตามซากหักพังของบ้านเรือน รอการช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่ก็ไม่มีอะไรไปที่นั่น
 

ผู้คนทั้งหิว ทั้งกระหายน้ำ หน้าตาเต็มไปด้วยริ้วรอยและรอยแผล เห็นได้ชัดว่าหลายคนคงจะไม่ได้กลืนอะไรลงท้องไปในช่วงหลายวันมานี้
       
       รัฐบาลทหารบอกกับชาวโลกว่าทางการใช้เฮลิคอปเตอร์นำอาหารและสิ่งของช่วยเหลือไปแจกจ่ายถึงมือประชาชนในเขตภัยพิบัติ แต่ผู้สื่อข่าวรายงานว่าอยู่ที่นั่นมา 3 วันเห็นเฮลิคอปเตอร์เพียง 1 ลำ จอดอยู่พื้นดินและกำลังซ่อม
       
       ชาวบ้านที่รอคอยความช่วยเหลือตามริมถนนยืนยันว่า พวกเขายังไม่เคยเห็นเฮลิคอปเตอร์ของรัฐบาลไปแจกจ่ายอะไรที่นั่น สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่ทุกฝ่ายคาดคิดและอย่างไม่น่าเชื่อ
       
       วันอาทิตย์ (11 พ.ค.) นี้เกิดฝนตกหนัก ชาวบ้านส่วนมากไม่มีที่พักพิงหลบฝน หลายคนนั่งรวมกันอยู่ใต้ร่ม คอยความช่วยเหลืออย่างเลื่อนลอย

 

ผู้คนทั้งหิว ทั้งกระหายน้ำ หน้าตาเต็มไปด้วยริ้วรอยและรอยแผล เห็นได้ชัดว่าหลายคนคงจะไม่ได้กลืนอะไรลงท้องไปในช่วงหลายวันมานี้
       
       รัฐบาลทหารบอกกับชาวโลกว่าทางการใช้เฮลิคอปเตอร์นำอาหารและสิ่งของช่วยเหลือไปแจกจ่ายถึงมือประชาชนในเขตภัยพิบัติ แต่ผู้สื่อข่าวรายงานว่าอยู่ที่นั่นมา 3 วันเห็นเฮลิคอปเตอร์เพียง 1 ลำ จอดอยู่พื้นดินและกำลังซ่อม
       
       ชาวบ้านที่รอคอยความช่วยเหลือตามริมถนนยืนยันว่า พวกเขายังไม่เคยเห็นเฮลิคอปเตอร์ของรัฐบาลไปแจกจ่ายอะไรที่นั่น สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่ทุกฝ่ายคาดคิดและอย่างไม่น่าเชื่อ
       
       วันอาทิตย์ (11 พ.ค.) นี้เกิดฝนตกหนัก ชาวบ้านส่วนมากไม่มีที่พักพิงหลบฝน หลายคนนั่งรวมกันอยู่ใต้ร่ม คอยความช่วยเหลืออย่างเลื่อนลอย

 

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นวันแรกที่องค์กรสหประชาชาติเริ่มมีความหวัง ขณะที่หน่วยงานสาธารณกุศลแห่งหนึ่งในฝรั่งเศสกล่าวว่าได้รับอนุญาตจากทางการพม่าให้ขนส่งของไปแจกจ่ายในเขตภัยพิบัติได้แล้ว
       
       นางอลิซาเบ็ธ บีร์ส โฆษกสำนักงานประสานงานกิจการมนุษยธรรมหรือ OCHA องค์การสหประชาชาติกล่าวในนครเจนีวาเมื่อวันอาทิตย์ว่า เที่ยวบินจากอิตาลีพร้อมอุปกรณ์กรองน้ำ ถังใส่น้ำ รวมทั้งเต็นท์ กับสิ่งของอื่นๆ น้ำหนัก 30 ตันมีกำหนดถึงสนามบินย่างกุ้งตอนค่ำวันเดียวกัน
       
       สิ่งของทั้งหมดจัดซื้อด้วยเงินบริจาคของรัฐบาลนอร์เว กับรัฐบาลไอร์แลนด์เพื่อส่งถึงมือผู้ประสพสบเคราะห์กรรมในพม่า
       
       อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านกู้ภัยช่วยเหลือของยูเอ็นจำนวนหนึ่งยังคงรอวีซ่าอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อเดินทางเข้าพม่า

 

นอกจากนั้นด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินย่างกุ้ง ยังไม่ยอมเจ้าหน้าที่ยูเอ็น 2 หรือ 3 คนที่เดินทางไปถึงเมื่อวันพุธ (7 พ.ค.) ผ่านเข้าประเทศ แม้ว่าทั้งหมดจะถือหนังสือเดินทางของสหประชาชาติก็ตาม มีเพียง 2 คนได้รับอนุญาตให้ผ่านได้
       
       องค์การเพื่อการกุศลที่ชื่อ "แพทย์เพื่อโลก" (Medecins du Monde) แถลงในกรุงปารีสเมื่อวันอาทิตย์ว่า ทางการพม่าได้อนุญาตให้นำสิ่งของช่วยเหลือน้ำหนัก 22 ตันแจกจ่ายผู้ประสบภัยได้แล้ว ทั้งหมดจะไปถึงย่างกุ้งกับเที่ยวบินเช่าเหมาลำในเช้าวันจันทร์ (12 พ.ค.)
       
       ทางการพม่ารับความช่วยเหลือจากต่างประเทศอย่างจำกัดและไม่มีคำอธิบาย สิ่งของช่วยเหลือของโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติหรือ WFP (World Food Programme) 2 เที่ยวบินไปถึงย่างกุ้งตั้งแต่วันศุกร์และยังคงถูกกักไว้ที่นั่น.

 

 

 

 

ตามคาด !

จีนเตะลูกกัน-กางปีก "ปกป้อง" พม่า

อ้างว่า ..เคารพอธิปไตยของเจ้าของบ้าน

 

มันก็เหมือนข้ออ้างเรื่อง "ผัวๆ เมียๆ" ในเมืองไทยนั่นแหละ

แม้ว่าจะฆ่ากันตาย ใครก็อย่าไปยุ่ง !

 

 

 

 

ชอบของจีนมากกว่าอเมริกา เพราะว่าธาตุเดียวกัน

 

ทหารพม่ากำลังลำเลียงความช่วยเหลือ
ที่จีนส่งมาให้ผู้ประสบภัยนาร์กิสในแดนหม่อง
ที่สนามบินกรุงร่างกุ้ง วันที่ 10 พ.ค.

 

 

       เอเจนซี-นานาชาติและองค์กรความช่วยเหลือระหว่างประเทศรุมจี้จีน ให้บีบพม่าเปิดประตูกว้างรับความช่วยเหลือนานาชาติ แต่จีนยืนยันว่าประชาคมโลกต้องเคารพอธิปไตยของรัฐบาลหม่อง
       

       เมื่อวันเสาร์(10 พ.ค.) องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน หรือฮิวแมน ไรซ์ วอทช์ได้ออกโรงเรียกร้องจีนในฐานะพันธมิตรที่ใกล้ชิดและคอยช่วยเหลือรัฐบาลทหารพม่ามาตลอด ช่วยหว่านล้อมหรือกดดันผู้นำทหาร ให้เลิกจำกัดการรับความช่วยเหลือจากต่างชาติ เพื่อบรรเทาทุกข์ของประชาชนผู้ประสบภัยจากพายุไซโคลนครั้งประวัติการณ์ ผู้นำพม่ารายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตและสูญหายอยู่ที่ราว 60,000 คน ขณะที่สหประชาชาติหรือยูเอ็น เตือนว่ายอดผู้เสียชีวิตและสูญหายจากไซโคลนนาร์กิสที่แท้จริง อาจสูงกว่าที่ทางการพม่ารายงานลิบลิ่ว โดยทางสหรัฐฯ บอกว่าตัวเลขอาจถึง 100,000 คน

 

 

 

ผู้ช่วยเสนาธิการทหารร่วมแห่งกองทัพปลดแอกจีนนายหม่า เสี่ยวเทียน
กำลังต้อนรับผู้ช่วยรัฐมนตรีแห่งกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯนายจอห์น เนโกรปอนเต (ซ้าย)
วันที่ 11 พ.ค.

 


       
       ขณะนี้ จีนสัญญาให้ความช่วยเหลือเหยื่อนาร์กิสในพม่า 5.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ในวันเสาร์ จัมโบ เจ็ทของจีน ก็ได้ขนเสบียงข้าวของ 58 ตัน มาถึงกรุงย่างกุ้ง นับเป็นการขนส่งความช่วยเหลือแก่พม่าระลอกที่สาม
       
       แต่จีนก็ยังปกป้องผู้นำทหารพม่า จากแรงกดดันนานาชาติ ที่กำลังบีบให้พม่าเปิดประตูรับเจ้าหน้าที่จากหน่วยความช่วยเหลือนานาชาติเข้าไปในประเทศ โดยจีนยังยืนยันจุดยืนไม่แทรกแซงกิจการภายในประเทศอื่น ซึ่งดูจะสะท้อนความวิตกการตรวจสอบการจัดการปัญหาทิเบตและในพื้นที่อื่นๆของจีน
       
       ในสัปดาห์นี้ จีนได้สกัดข้อเสนอให้หัวหน้าหน่วยสิทธิมนุษยชนของยูเอ็นแถลงสถานการณ์พม่าในคณะมนตรีความมั่นคง โดยชี้ว่าชาติต่างๆไม่ควรนำประเด็นนี้ สู่เกมการเมือง
       
       “เราจะต้องเคารพอธิปไตยและการตัดสินใจของพม่า” โฆษกต่างประเทศจีนนายฉิน กังแถลง
       
       ขณะนี้ จีนกำลังถูกรุมวิพากษ์วิจารณ์ว่าผูกมิตรกับเหล่าชาติที่มีปัญหาอย่างซูดาน อิหร่าน และพม่า เพื่อสร้างพันธมิตรทางการทูต แสวงหาทรัพยากร และตลาด สำหรับรองรับเศรษฐกิจที่กำลังบูมของตน
       
       และในวันอาทิตย์(11 พ.ค.) ผู้ช่วยรัฐมนตรีแห่งกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯนายจอห์น เนโกรปอนเต ได้พบปะกับผู้ช่วยเสนาธิการทหารร่วมแห่งกองทัพปลดแอกจีนคือนายหม่า เสี่ยวเทียนในกรุงปักกิ่ง ระหว่างการเดินสายไปยังโตเกียว โซล และปักกิ่ง เพื่อพูดคุยปัญหาเกาหลีเหนือและพม่า

 


 

ข่าว : ผู้จัดการ
12 พฤษภาคม 2551

 

 

 

 

 

alittlebuddha.com Homepage of Wat Thai Las Vegas U.S.A.

 

 


 

 

 

 

แฟ้มข่าวอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ
 


 

อ่านข่าวเก่าที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม


 

 

 

 

 

นานาสาระ

ข่าวสาร-บันเทิง

เกี่ยวกับพระสงฆ์

ไทยรัฐ

ผู้จัดการ

เดลินิวส์

มติชน

คมชัดลึก ข่าวสด
ไทยโพสต์ แนวหน้า
สยามรัฐ บ้านเมือง
กรุงเทพธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ
สยามสปอร์ต สยามดารา
นสพ. ดอทคอม ทีวีไทยใสๆ ทุกช่อง
ไทยทาวน์ ยูเอสเอ เอเชีย-แปซิฟิก
Bangkok Post CNN
USA Today BBC
Washington Post TIMES
Los Angeles Times Newyork Times
San Francisco Chronicle
Review Journal หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นลาสเวกัส

 

 

 

 

 

 

ALITTLEBUDDHA VARIETY

 

 

ฟ้องโลก !

 

 

 

 

   

     ผู้ประท้วงคนหนึ่ง นำภาพนี้ไปแสดงในการชุมที่หน้าสำนักงานว่าการนครซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย เมื่อวันศุกร์ ชาวพม่าพะลัดถิ่นที่นั่นจัดชุมนุมต่อต้านการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญของรัฐบาลทหาร ขณะที่คนเรือนล้านกำลังหิวโหยและยังไม่มีการเก็บกูศพผู้ที่เสียชีวิตอีกจำนวนมาก (ภาพ: AFP)

 

ข่าว : ผู้จัดการ
10 พฤษภาคม 2551

 

 

 

 



 

การ์ตูนการเมือง โดย..ชัย ราชวัตร หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

 

 

 

 

 

 

   ธรรมวาไรตี้ หนังสือเล่มแรกของพระมหานรินทร์ นรินฺโท พิมพ์ครั้งแรก เดือนกันยายน 2548 วางจำหน่ายแล้วที่ร้านนายอินทร์ ซีเอ็ด จุฬาบุ๊ค และอื่นๆ ทั่วโลก

   ธรรมฮิสตอรี่ หนังสือเล่มที่สองของพระมหานรินทร์ นรินฺโท พิมพ์ครั้งแรก เดือนตุลาคม 2549 วางจำหน่ายแล้วที่ร้านนายอินทร์ ซีเอ็ด จุฬาบุ๊ค ดอกหญ้ายูเอสเอ และอื่นๆ ทั่วโลก

 

 

 

 

 

 

 

 

Editor : peesang2003@hotmail.com

 เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำวิจารณ์จากทุกท่าน

 

ALITTLEBUDDHA.COM OWNED BY WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121 U.S.A. PHONE (702) 384-2264