LAST UPDATE : MARCH 27 2015  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 





 

ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในคณะสงฆ์ภาค 7 และคณะจังหวัดเชียงใหม่

กดที่ภาพเพื่ออ่านบทความวิเคราะห์ โดย..พระมหานรินทร์ นรินฺโท


 

จ่อบุกวัดธรรมกาย !

ดีเอสไอจะไปหา

ถ้าครั้งต่อไป "ธัมมชโย" ไม่ยอมมาให้ปากคำ

รับรองว่า "รัง" แตกแน่

 

อา.. อาทิตย์หน้า เด็กๆ นักเรียนอนุบาลในฝันวิทยา รับรองว่าต้องได้ฟังเพลงของ "พี่เบิร์ด-ธงชัย แมคอินไตย์" ในชื่อว่า "ด้วยรักและผูกพัน" จากดีเจคนใหม่ ที่มีไฮไลต์ว่า "โปรดจงรู้ว่ามี อยู่ตรงนี้อีกคน กับชีวิตที่วกวน จะมีผู้คนกี่คนที่เป็นมิตรแท้ ขอเพียงแต่เขียนมา ขอเพียงส่งเสียงมา จะไปหา..จะไปในทันใด จะไปยืนเคียงข้างเธอ ไปอยู่ดูแลเป็นเพื่อนเธอ ให้เธอหมดความกังวลใจ ฯลฯ" ชอบไหมจ๊ะ ครูไม่ใหญ่จะ..จัดให้ ไม่ต้องขอ

ก็เลือกเอาเองนะฮะคุณครูไม่ใหญ่ ว่าจะไปดีเอสไอเอง หรือจะให้ดีเอสไอมาหา เพราะว่า ถ้าไปหา-ก็แค่แต่งเนื้อแต่งตัวให้หล่อๆ ปิดประตูบ้านไป ใครก็ไม่เห็นว่าในบ้านมีอะไร แต่ถ้าให้ดีเอสไอมาหา ก็จะต้องเปิดทั้งบ้าน เผลอๆ เปิดทั้งห้องนอนให้คนเห็น สิ่งที่ไม่อยากให้เห็นก็อาจจะเห็นได้ เพราะดีเอสไอคงไม่ได้มาคนเดียว แต่กองทัพนักข่าวนั่นแหละที่ "อันตราย" จะยกโขยงหกโมงเช้าเข้าวัดพระธรรมกาย ถ่ายรูปกันนัวเนีย และเมื่อนั้น "ศูนย์กลางพุทธโลก-ต้นธาตุ ต้นธรรม" ก็จะกลายเป็นสนามให้นักข่าวเหยียบย่ำเอาตามความชอบใจ มองทางไหนก็จะมีแต่..รอยเท้า จากความศรัทธาก็จะกลายเป็นอุจาดตาไปในบัดดล เฮ้อ ! ปัดปรมาณูได้ แต่ไหงปัดเคราะห์ปัดนามไม่พ้นซักกะทีก็ไม่รู้ ยิ่งปัดก็ยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ กูละเบื่อเหลือเกิน

 

 

 

สัมมา อรหัง "เข้ารัง-ออกรัง" เอาไงดีวุ้ย !

 

กรมสอบสวนคดีพิเศษลงพื้นที่ตรวจสอบที่ดินกว่า 40 ไร่ ใน อ.แม่ริม เครือข่ายของนายศุภชัย พร้อมระบุ พระธัมมชโย จำเป็นต้องเข้าให้ปากคำเพื่อหาข้อยุติ เจตนาการยักยอกทรัพย์อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น...

เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2558 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ พันตำรวจเอกสมบูรณ์ สาระสิทธิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 3 พันตำรวจโทปกรณ์ สุชีวกุล ผู้อำนวยการส่วนตรวจ 2 พันตำรวจตรีวรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ ร่วมกันแถลงข่าว หลังประชุม หรือติดตามความคืบหน้าคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ร่วมกับที่ปรึกษา 5 ฝ่าย

พันตำรวจโทปกรณ์ เปิดเผยว่า พระธัมมชโยจำเป็นต้องเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน เนื่องจากเป็นผู้ที่มีชื่อรับเช็ค ซึ่งจะสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการพิสูจน์เจตนาและหาข้อยุติการยักยอกทรัพย์และการฉ้อโกงของ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นได้ แม้พระมหาบุญชัย ที่ดูแลจัดการทรัพย์บริจาควัดพระธรรมกาย ได้เข้าให้ข้อมูลเงิน 684 ล้านบาท แล้วก็ตาม

หากพระธัมชมโยไม่ยินยอมเข้าให้ปากคำด้วยเหตุผลอาการอาพาธอีก จะประสานเข้าไปพบตามอำนาจพนักงานสอบสวนภายในวัดพระธรรมกาย เพื่ออำนวยความสะดวกในการสอบปากคำ แต่ยังไม่ได้กำหนดวันที่แน่นอน นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการประสานและกำหนดวันจะเชิญพระวิรัตน์ โตมา พระวัดพระธรรมกาย เข้าให้ปากคำ เพราะมีชื่อปรากฏรับเช็ค 60 ล้านบาท

ขณะที่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนอีกชุดลงพื้นที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ตรวจสอบที่ดิน 4 จุด รวม 40 ไร่ ของเครือข่ายนายศุภชัย คือนางประทุมพร บุตรศรี นางผกามาศ ไชยสงคราม เบื้องต้นยังไม่สามารถประเมินมูลค่าทรัพย์สินได้ แต่พบมีสินค้าแบรนด์เนม รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ เครื่องประดับเพชรพลอย ทองคำ พระเครื่อง พระพุทธรูป โบราณวัตถุ ตู้คอนเทนเนอร์ 4 ตู้ภายในพบถุงปุ๋ยจำนวนมาก ซึ่งทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินที่ลงพื้นที่ร่วมตรวจสอบ จะอายัด และรวบรวมข้อมูลอย่างชัดเจนอีกครั้ง

ส่วนประเด็นการสอบสวนนิติบุคคลที่มีรายชื่อในการรับเช็คเงินสด ล่าสุด ได้สอบปากคำไปแล้วกว่า 30 ปาก เหลือเพียงสิบกว่ารายเท่านั้น คาดว่าจะเสร็จสิ้นก่อนวันที่ 13 เม.ย.นี้ และจะยื่นให้ฝ่ายเลขานุการพิจารณาความว่า ครบถ้วนพอที่จะยื่นส่งอัยการพิจารณาการส่งฟ้องศาลได้หรือไม่ โดยนิติบุคคลทั้งหมด 46 ราย ที่เรียกสอบปากคำในสำนวนนี้ เป็นผู้รับเช็คกว่า 200 ฉบับ.

 

ที่มา : ไทยรัฐ
28
มีนาคม 2558


 

อึ้ง ทึ่ง เศร้า !

ศิษย์หลวงตาบัวฆ่ากันเอง

จับศิษย์ฆราวาสหลวงตาบัวข้อหาฆ่าศิษย์พระ

 

อา ! เมื่อศิษย์คิดฆ่าพระ โดยเฉพาะ "พระป่า" ถามว่าเกิดอะไรขึ้น "ฆ่าพระ" นั้น แค่คิดก็บาปมหันต์แล้ว แต่นี่เป็นถึง "พระป่า" แถมยังเป็นพระศิษย์อาจารย์เดียวกันอีกด้วย มันก็เลยดับเบิ้ลงงว่า ศิษย์วัดป่าเขาก็คิดและฆ่าพระได้เหมือนกันเหรอ เขาทำได้อย่างไร อีกไม่นาน คำตอบก็น่าจะออกมาจากปาก "คนฆ่า" โดยตรง สงสารก็แต่หลวงตาบัว สู้อุตส่าห์รับมาเป็นศิษย์ทั้งคู่ แต่สุดท้ายกลับมาเข่นฆ่ากันเอง เป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดที่สุดเกี่ยวกับวัดป่าเวลานี้

 

 

หลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี
พระอาจารย์ใหญ่สายวัดป่ายุคหลังสุด
รับพระบัณฑิตและเสี่ยบั๊กเป็นศิษย์ก้นกุฏิ

แต่สุดท้าย สองศิษย์กลับมาเข่นฆ่ากันเอง เป็นเรื่องเหลือเชื่อ

หลวงตามหาบัวนั้น ได้รับการยกย่องและเรียกขานว่า "พ่อแม่ครูอาจารย์" คือเป็นทั้ง พ่อ แม่  ครู และอาจารย์ 4 ฐานะในบุคคลเดียวกัน ใครเคารพนับถือหลวงตาบัว ก็ย่อมถือว่า "มีพ่อแม่ครูอาจารย์คนเดียวกัน" ดังนั้น การที่สองศิษย์สายวัดและสายบ้าน "ลูก-ลูกศิษย์" ของหลวงตาบัว หันมาเข่นฆ่ากันเองนั้น ก็เป็นต้องที่ "สังคมวัดป่า" ต้องตอบปัญหาให้กระจ่างด้วย ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดกรณีนี้อีก เพราะมันทำลายเกียรติคุณสายวัดป่าอย่างแรงที่สุดในประวัติศาสตร์พระกรรมฐาน

 

 

เสี่ยบั๊ก - บรรเจิด ฉัตรไพฑูรย์
ผู้ต้องหา
"บงการฆ่า" พระบัณฑิต

 

เปิดปูมประวัติ “เสี่ยบั๊ก-บรรเจิด ฉัตรไพฑูรย์”
       
หลังตำรวจใช้ความพยายามมาเกือบ 1เดือนในการคลี่คลายคดีสังหารโหด "พระหมอ" พระนักปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ...วันนี้ คดีดังกล่าวใกล้ยุติลงแล้ว ตำรวจสามารถจับกุมได้ทั้งมือปืน ผู้ชี้เป้า คนขับรถ ตลอดจนรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ...และล่าสุด คือการจับกุมผู้บงการ คือ เสี่ยบั๊ก" หรือ“นายบรรเจิด ฉัตรไพฑูรย์”
       
นายบรรเจิด ฉัตรไพฑูรย์ หรือ “เสี่ยบั๊ก” ไม่ใช่ชาวอีสานโดยกำเนิด ย้ายครอบครัวมาจากจังหวัดปราจีนบุรี เข้ามาอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อราวปี พ.ศ.2515 พร้อมกับน้องชาย คือนายบรรจง ฉัตรไพฑูรย์ เริ่มต้นเปิดร้าน “ขายก๋วยจั๊บ”บริเวณ ถ.อุดรดุษฎี กิจการขายก๋วยจั๊บของสองพี่น้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หลายปีต่อมา ชื่อเสียงของเสี่ยบั๊กเป็นที่รู้จักของชาวเมืองอุดรธานีอย่างกว้างขวาง
       
และด้วยนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนขยัน ใจนักเลง ชอบเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ ทำให้เสี่ยบั๊กได้มีโอกาสรู้จักกับ “นายพิศาล มูลศาสตร์สาทร” ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีขณะนั้น
       
เสี่ยบั๊ก เป็นอีกคนหนึ่งที่ฉลาดใช้ในการ Connection ให้เป็นประโยชน์กับธุรกิจการค้า หลังจากนายพิศาล ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ประจวบเหมาะกับขณะนั้น ช่วงปี 2518 สปป.ลาว มีปัญหาด้านการเมืองภายในประเทศอย่างรุนแรง ประชาชนบางส่วนอพยพออกมาอาศัยประเทศไทย จนทำให้องค์การสหประชาชาติตั้งศูนย์อพยพชาวเขาเผ่าแม้วขึ้นที่อำเภอเชียงคาน จ.เลย
       
 เสี่ยบั๊กมองเห็นช่องทางการทำธุรกิจ จึงวิ่งเต้นเข้าหาปลัดฯพิศาล จนในที่สุดได้รับเลือกให้เป็นผู้จัดส่งวัตถุดิบอาหารให้กับศูนย์อพยพดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว ตั้งแต่นั้นมา
       
ในห้วงนี้เองที่ทำให้เสี่ยบั๊กได้มีโอกาสรู้จักกับนายวิเวทย์ วิไชโย อดีตนายก ทต.นาอาน อ.เมือง จ.เลย ที่ถูกจับกุมในข้อกล่าวหา ““มีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกให้ไม่ได้(อาวุธสงคราม)ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย เพราะขณะนั้นนายวิเวทย์รับราชการเป็นนายเวรหน้าห้องผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ซึ่งเสี่ยบั๊กต้องแวะเวียนเยี่ยมเยื่อนติดต่อประสานงานกับผู้ว่าฯบ่อยครั้ง
       
การผูกขาดส่งวัตถุดิบอาหารให้กับศูนย์อพยพฯนับเป็นช่องทางสร้างรายได้และผลกำไรให้กับเสี่ยบั๊กอย่างเป็นกอบเป็นกำ เขาได้รับสิทธิผูกขาดจัดส่งวัตถุดิบอาหารให้กับศูนย์อพยพดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง กระทั่งถึงในปี พ.ศ.2527 ศูนย์อพยพชาวเขาเผ่าแม้วดังกล่าว ก็ปิดตัวลง ทำให้เสี่ยบั๊กมีเงินทุนก้อนใหญ่มาทำธุรกิจของตัวเองมากขึ้น
       
กระทั่งต่อมามีแนวคิดอยากทำธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน เพราะมองว่าคนมีฐานะดีในเมืองอุดรฯหรือพื้นที่อีสานแถบนี้หรือแม้แต่เศรษฐีชาวลาวเอง มักจะเข้าไปใช้บริการรักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชนดังๆในกรุงเทพ เขาได้เริ่มขายไอเดีย ชักชวนเพื่อนนักธุรกิจในเมืองอุดรฯหลายรายเข้าหุ้นลงทุนสร้างโรงพยาบาล จนในที่สุดความฝันของเขาก็สำเร็จ โดยโรงพยาบาลเอกอุดรเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2540
       
โรงพยาบาลเอกอุดร ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 12 ไร่ ถ.โพศรี อ.เมือง จ.อุดรธานี อยู่ใจกลางเมือง เป็นอาคารสูง 12 ชั้น 2 อาคาร โดยแบ่งเป็นอาคาร A เป็นอาคารอำนวยการ การรักษาพยาบาล และชั้นดาดฟ้า เป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสานและได้รับอนุญาต จากกรมการขนส่งทางอากาศ อาคาร B เป็นอาคารจอดรถในร่มสูง 6 ชั้น สามารถจอดรถได้กว่า 800 คัน รวมทั้งหอพักแพทย์, พยาบาล และอพาร์ทเม้นท์เจ้าหน้าที่พนักงาน
       
ภายในอาคารมีพื้นที่ใช้สอย 62,000 ตารางเมตร สามารถรับคนไข้นอกได้ถึงวันละ 1,200 คน และรับคนไข้ในได้ถึง 350 เตียง
       
อย่างไรก็ตาม กิจการโรงพยาบาลเอกอุดรในช่วงแรกๆไม่ประสบผลสำเร็จนัก กระทั่งหุ้นส่วนหลักๆหลายคนขอถอนหุ้นออกไป เสี่ยบั๊ก จึงได้ดึง “อรุณี จิวาศักดิ์อภิมาศ” นักธุรกิจใหญ่ ฐานะเข้าขั้นเศรษฐีอันดับต้นๆในเมืองหนองคาย เข้ามาถือหุ้นส่วน โดยเขานั่งในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร และช่วยกันบริหารงานโรงพยาบาลเอกอุดร จนกิจการเริ่มเติบโตผลรายได้เริ่มงอกเงย
       
ต่อมาเสี่ยบั๊ก ได้แต่งงานกับ “อรุณี” อย่างเปิดเผย ถือเป็นภรรยาคนที่ 2 ของเสี่ยบั๊ก
       
ข่าวการแต่งงานกับภรรยาคนที่ 2 ครั้งนี้ทำเอาสังคมชาวอุดรฮือฮาซุบซิบอย่างกว้างขวาง เพราะก่อนหน้านี้ เสี่ยบั๊กเคยแต่งงานอย่างออกหน้ามาแล้วกับภรรยาคนแรก คือ ทันตแพทย์หญิงวารุณี ฉัตรไพฑูรย์ ปัจจุบันมีบุตรสาวฝาแฝดด้วยกัน กำลังเรียนในคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
       
ทั้งนี้ นปี พ.ศ. 2554 สภามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้มอบปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการตลาด ให้กับนายบรรเจิด หรือเสี่ยบั๊ก ด้วยเหตุผลที่บรรยายไว้สวยหรูว่า เป็นนักบริหารจัดการองค์กรที่มีแนวคิดในการประกอบธุรกิจที่มีส่วนช่วยเหลือสังคม ก่อตั้งโรงพยาบาลเอกอุดรขึ้น ตั้งแต่ พ.ศ.2540 โดยมุ่งมั่นให้เป็นโรงพยาบาลที่มีความเป็นหนึ่งในภูมิภาคในทุกๆ ด้าน บริหารและพัฒนาโรงพยาบาลโดยใช้ความรู้ ความสามารถ และแนวคิดทางการตลาดที่โดดเด่น
       
คือ “หลักการตลาดเพื่อสังคม” ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์โรงพยาบาลให้เป็นที่รู้จัก ควบคู่กับการสร้างคุณประโยชน์แก่สังคม โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมสาธารณะประโยชน์และโครงการการกุศล หลังรับมอบปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ครั้งนั้น ทำให้“เสี่ยบั๊ก”กลายเป็น “ดร.บรรเจิด” ไปโดยปริยาย


สำหรับ “หมอแก้ว” จักษุแพทย์สาว ที่เป็นชนวนเหตุจนนำไปสู่การสั่งเก็บ “พระหมอ” นั้น เป็นภรรยาอีกคนหนึ่งของเสี่ยบั๊ก
       
ว่ากันว่า เสี่ยบั๊กกับหมอแก้วนั้นมีอุปนิสัยชอบเข้าวัดทำบุญเหมือนกัน โดยเฉพาะเสี่ยบั๊กนั้นมักจะทำบุญด้วยการบริจาคเงินช่วยเหลือโครงการต่างๆ ของวัดป่าแต่ละวัดใน จ.อุดรธานี แต่ละครั้งจำนวนไม่น้อย และทำมาอย่างต่อเนื่อง แม้แต่วัดป่าบ้านตาด ขณะที่
"หลวงตามหาบัว" เป็นเจ้าอาวาส เสี่ยบั๊กถือเป็นโยมอุปฐากรายใหญ่ที่ใกล้ชิดหลวงตาคนหนึ่ง
       
.....ในทางกลับกันในกลุ่มสังคมคนที่รู้จักกับ “เสี่ยบั๊ก”ก็รับรู้เช่นกันว่า เสี่ยบั๊กคนนี้เป็นคนโมโหร้าย ใจร้อน อยากได้อะไรมักจะต้องหามาให้ได้ และคนอุดรจำนวนไม่น้อยก็ยังกังขาเช่นกันว่า คนที่ชอบทำบุญทำทานอย่างเขา เหตุใดถึงถูกโยง ถูกตั้งข้อสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังการ สั่งฆ่าคนที่อยู่ในสมณเพศ โดยเฉพาะพระภิกษุสายวัดป่าที่เขาเองนับถือศรัทธามาตลอด

 

 

 

รวบเสี่ยบรรเจิดข้อหาฆ่าพระหมอ

 

รวบ ‘เสี่ยบรรเจิด’ เจ้าของ รพ.เอกอุดร หลัง ด.ต.ชาญชัย สารภาพจ้าง 3 แสน ฆ่าพระหมอ เตรียมนำตัวไปสอบสวนที่สตช.ก่อนจะนำไปทำแผน

27 มี.ค. 2558 คดีลอบสังหาร พระบัณฑิต สุปัณฑิโต หรือพระหมอบัณฑิต สงวนแก้ว เจ้าอาวาสวัดป่าตอสีเสียด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ขมวดปมมาถึงขั้นจับกุมตัวผู้บงการฆ่าได้แล้ว หลังจากชุดสืบสวนจับกุมนายปัญจ๋า หรือ โบ้ ชารีแสน มือปืนวัย 49 ปี ได้เมื่อต้นสัปดาห์ และให้การซัดทอดว่า ด.ต.ชาญชัย สร้อยสังวาลย์ ผบ.หมู่งานปราบปราม ปฏิบัติหน้าที่ศูนย์ปราบปรามยาเสพติด ภ.จว.อุดรธานี เป็นคนขับรถพาไปสังหารเหยื่อ และจ่ายเงินค่าจ้างให้ 5 หมื่นบาท ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายไทยได้ประสานกับทางการลาวจนสามารถจับกุม ด.ต.ชาญชัย ได้ที่แขวงบอลิคำไซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ฝั่งตรงข้าม อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม และควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

พล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น ผช.ผบ.ตร. ผู้รับผิดชอบคดี เปิดเผยเพิ่มเติมหลังใช้เวลาสอบปากคำ ด.ต.ชาญชัย นานกว่า 1 ชั่วโมงว่า ด.ต.ชาญชัย ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีมาก โดยรับสารภาพว่า รับเงินค่าจ้างจากนายบรรเจิด ฉัตรไพฑูรย์ เป็นจำนวน 3 แสนบาท และยังมีผู้ร่วมขบวนการอีก 1-2 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องสอบสวนขยายผลต่อไป

 

คุมตัวเสี่ยบรรเจิดประธานบริหาร รพ.เอกอุดร

เมื่อเวลา 17.30 น.  ที่ห้องประชุมฉัตรไพฑูรย์ ภ.จว.อุดรธานี พล ต.ท.ปัญญา  พล ต.ท.บุญเลิศ ใจประดิษฐ์ ผบช.ภ.4  นายนพวัชร สิงห์ศักดา ผวจ.อุดรธานี พล ต.ต.จตุพล ปานรักษา รอง ผบช.ภ.4  พล ต.ต.เจริญวิทย์ ศรีวินิชย์ รอง ผบช.ภ.4 รักษาการ ผบก.ภ.จว.อุดรธานี  พล ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน ผบก.สส.ภาค 4   พล ต.ต.คัชชา ธาตุศาสตร์ ผบก.กองกิจการพิเศษ สตช.  พ.อ.ปกาสิต อรดี รอง ผบ.มทบ.24 ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาร่วมฆ่าพระบัณฑิโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพิ่มอีก 2 ราย โดยนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 มาแถลง ประกอบด้วย ด.ต.ชาญชัย  และนายบุญนาค

เมื่อเวลา 17.30 น.  ที่ห้องประชุมฉัตรไพฑูรย์ ภ.จว.อุดรธานี พล ต.ท.ปัญญา  พล ต.ท.บุญเลิศ ใจประดิษฐ์ ผบช.ภ.4  นายนพวัชร สิงห์ศักดา ผวจ.อุดรธานี พล ต.ต.จตุพล ปานรักษา รอง ผบช.ภ.4  พล ต.ต.เจริญวิทย์ ศรีวินิชย์ รอง ผบช.ภ.4 รักษาการ ผบก.ภ.จว.อุดรธานี  พล ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน ผบก.สส.ภาค 4   พล ต.ต.คัชชา ธาตุศาสตร์ ผบก.กองกิจการพิเศษ สตช.  พ.อ.ปกาสิต อรดี รอง ผบ.มทบ.24 ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาร่วมฆ่าพระบัณฑิโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพิ่มอีก 2 ราย โดยนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 มาแถลง ประกอบด้วย ด.ต.ชาญชัย  และนายบุญนาค

ต่อมาเวลา 19.00 น. พล.ต.ต.เจริญวิทย์ ศรีวินิชย์ รอง ผบช.ภ.4 รักษาการ ผบก.ภ.จว.อุดรธานี พล ต.ต.คัชชา ธาตุศาสตร์ ผบก.กองกิจการพิเศษ สตช. พร้อมกำลังตำรวจ ภ.จว.อุดรธานี , สืบสวนภูธร ภาค 4 และกองปราบปราม เดินทางไปยัง รพ.เอกอุดร ถนนโพศรี เทศบาลนครอุดรธานี และขึ้นไปตรวจค้นบนชั้น 4 ในส่วนฝ่ายบริหาร พบกับนายบรรเจิด ฉัตรไพฑูรย์ อายุ 63 ปี ประธานบริหารโรงพยาบาลดังกล่าว ตามหมายจับศาล มทบ.24 ที่ จ 18 ก./2558 ในข้อกล่าวหา “ใช้ให้คนอื่นฆ่าคนตายโดยเจตนา โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และร่วมมือกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย”

เจ้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวตัว นายบรรเจิดไปที่ที่ ภ.จว.อุดรธานี พร้อมกับนายตฤณ ดวงเงิน ทนายความโดยไม่สวมกุญแจมือ ซึ่งนายบรรเจิดมีสีหน้าเรียบเฉย ขณะที่ พล ต.ท.ปัญญาได้ลงมารับผู้ต้องหาด้วยตนเอง มีการทักทายกันด้วยการยกมือไหว้ และนำตัวขึ้นไปพูดคุยกันที่ห้องรับรอง มีการพูดคุยเบื้องต้นประมาณ 10 นาที

จากนั้น พล.ต.ท.ปัญญา ได้ออกมาชี้แจงว่า หลังจากที่ตำรวจจับกุมกลุ่มคนร้าย 3 คน ที่ร่วมสังหารพระหมอซึ่งล่าสุดได้อนุมัติหมายจับตัวนายบรรเจิดเพิ่มอีก ซึ่งตำรวจได้ไปควบคุมตัวมาจากโรงพยาบาลเอกอุดร ขณะนี้ทางตำรวจอยู่ในชั้นการสอบสวนตัวนายบรรเจิดยังเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้ โดยวันที่ 28 มี.ค.เวลา 08.30 น.ทาง ผบ.ตร.ให้จะนำผู้ต้องหาทั้ง 3 เข้าไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อซักถามเหตุที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะนำตัวกลับ เพื่อมาทำแผนประกอบสำนวน

“ขอขอบคุณคุณตำรวจทุกส่วนที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งทหารจาก มทบ.24 ตชด.ตำรวจหน่วยบิน ตำรวจกองปราบปราบ ตำรวจ ภ.4 ที่ทืให้ปฎิบัติภาระกิจสำเร็จลุล่วง ทำให้พี่น้องประชาชนเห็นว่าเราสามารถคดี่คลายคดีได้ และจับกุมทุกคนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นใครมีอิทธิพลแค่ไหนก็ตาม ส่วนการประกันตัวมีหลักเกณฑ์อยู่แล้วว่า ทางพนักงานสอบสวนเกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยาน ก็สามารถคัดค้านการประกันตัวได้ รวมถึงหลักเกณฑ์อื่น ๆ อีก คงต้องดูในหลาย ๆ ส่วนประกอบกัน

 

ที่มา : ผู้จัดการ-คมชัดลึก
28
มีนาคม 2558


 

 

 

 

 

 

 

ดีเอสไอมึน !

ยังไม่รู้จะทำอย่างไรกับ..ธัมมชโย

ส่งพระลูกวัดไปให้การแทน อ้าง..I don't know

เกิดมาก็ไม่เคยพบเคยเจอ

 

อา ! ก็บอกแล้วไงว่า "ไม่ได้หนี ไม่ได้หาย ไม่ได้ย้าย แต่มันไม่มี" อิอิ แหมก็สมราคาคุยของเขาอยู่หรอก ที่บอกว่า "วัดพระธรรมกายมีบุคลากรมากมาย และมีสมาชิกเป็นล้าน" คดีความของธัมมโยก็ต้องระดมหัวทั้งพระลูกวัดและกัลยาณมิตร "ทั้งกองทัพ" มาหาช่องทางแก้ไขให้หลวงพ่อใหญ่กันอย่างที่เรียกว่า "ไม่ได้หลับไม่ได้นอน" โดยเฉพาะ "ทัตตชีโว" นั้น งานนี้เครียดจัดกว่าใคร เพราะ "อะไรๆ ก็..มาลงที่กู" งานนี้ ธัมมชโย-ธรรมกาย สู้ยิบตาแน่นอน ไม่ยอมให้ "ศาสดาพยากรณ์" ต้องขึ้นศาลเป็นรอบสอง เพราะไม่มีอะไรจะเจ็บปวดไปกว่านี้อีกแล้ว หากมีเด็กนักเรียนอนุบาลในฝันถามว่า "หลวงพ่อเคยเป็นจำเลยคดีโกงเงินหรือคะ"

 

 

พรุ่งนี้ดีเอสไอจะประชุมพิจารณากรณีธัมมชโยไม่มาให้การ

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ในการประชุมคณะพนักงานสอบสวนประจำสัปดาห์ในวันที่ 27 มี.ค.นี้. จะมีอัยการเข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งดีเอสไอจะนำเสนอประเด็นที่พระธัมมชโยไม่เดินทางเข้าให้ปากคำตามหมายเรียกแต่ส่งพระที่ทำหน้าที่ฝ่ายการเงินเข้าให้ปากคำก่อน โดยอ้างว่าพระธัมมชโยยังมีอาการป่วยและไม่รู้เห็นเรื่องการรับเช็คแต่ยอมรับว่าเงินบริจาคที่ระบุชื่อพระธัมมชโยถูกนำเข้าบัญชีพระโดยตรงทั้งหมด ทั้งนี้คณะพนักงานสอบสวนจะพิจารณาข้อมูลการให้ปากคำว่าเพียงพอหรือไม่ ยังจำเป็นต้องเรียกพระธัมมชโยเข้าชี้แจงด้วยตัวเองอีกหรือไม่ ส่วนจะมีการออกหมายจับกรณีที่พระธัมมชโยขัดหมายเรียกถึง 2 ครั้งหรือไม่นั้น พนักงานสอบสวนพิจารณาว่ายังได้รับความร่วมมือในการส่งเจ้าหน้าที่การเงินเข้าชี้แจงและยังสามารถติดต่อได้ หากยังต้องการข้อมูลจากพระโดยตรงก็คงต้องออกหมายเรียกอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนจะขอหารือในที่ประชุมก่อนแถลงความชัดเจนอีกครั้ง

 

ที่มา : คมชัดลึก
26
มีนาคม 2558


 

 

หักดิบดีเอสไอ !

ธัมมชโยไม่ยอมให้ถ่ายรูปศาสดาเปื้อนมลทิน

ส่งพระลูกวัดไปให้การแทน

 

อา ! และแล้ว เกียรติยศ-ศักดิ์ศรี ของ "ธัมมชโย" ผู้เป็น "ต้นธาตุ-ต้นธรรม" ในสายธรรมกาย ก็อยู่เหนือกฎหมายไทย ในเมื่อมีอิทธิพลสูงสุดกว่าบรรดาพระไทย 300,000 รูป และเป็นถึงระดับ "ผู้นำพุทธโลก" สามารถใช้งาน "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์-ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" ให้ไปมอบรางวัลที่พุทธมณฑล โดยที่ตนเองนั้น "สั่งให้เอารางวัลมามอบให้ก่อน 1 วัน ที่สภาธรรมกายสากล" และขนาดเรื่องสำคัญเรื่องดีๆ เป็นสิริมงคลสูงสุดของพระไทยเช่น "รับพัดชั้นเทพในวัง" ธัมมชโยก็ยังไม่ยอมไป แล้วเรื่องอะไรจะไปนั่งเก้าอี้ระดับผู้ต้องหา ให้พวกดีเอสไอ ซึ่งเป็นตำรวจดีๆ นี่เอง ให้พวกมันซักไซ้ไล่เลียงยังกะเป็นฆาตกร พ่อใหญ่ยอมไม่ได้ ไม่ยอมให้มีภาพอัปยศสำหรับศาสดาพยากรณ์เป็นครั้งที่สอง ธัมมชโยเป็นคนที่เจ็บแล้วจำ เสียอะไรน่ะเสียได้ แต่เสียศักดิ์ศรีนี่สิ..ยอมไม่ได้ เท่าไหร่ก็เท่ากัน ซึ่งก็ต้องรอฟังทางดีเอสไอ ว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะนี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่มีการ "อ้างเอง" ของผู้ถูกกล่าวหาแล้วไม่ยอมไปให้การต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งตามปกติแล้ว ก็จะต้องออก..หมายจับ !

 

 

“ธัมมชโย” เบี้ยวนัด DSI ส่งพระลูกวัด-ทนายแทน คดีรับเช็คสหกรณ์คลองจั่น อ้างมาก็ตอบอะไรไม่ได้

วันนี้ (26 มี.ค.) เมื่อเวลา 13.00 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เดินมาพร้อมพระมหาบุญชัย จารุทัตโต ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและบัญชี วัดพระธรรมกาย เพื่อเข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนดีเอสไอ กรณีพระธัมมชโยมีชื่อรับเช็คจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด จำนวน 15 ฉบับ โดยวันนี้เป็นกำหนดการเข้าให้ปากคำของพระธัมมชโย แต่ทางพระธัมมชโยไม่ได้เดินทางมาตามนัด ส่งทนายความและพระมหาบุญชัย จารุทัตโต เข้าชี้แจงแทน
       
นายสัมพันธ์กล่าวว่า วันนี้ได้นำพระมหาบุญชัย จารุทัตโต ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและบัญชีของวัดพระธรรมกาย เข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอเพื่อให้ปากคำกรณีรับเช็คจำนวน 15 ฉบับ โดยมีการนำเช็คเข้าไปเข้าบัญชีวัดและบัญชีส่วนตัว นอกจากนี้ได้นำเงินไปใช้ก่อสร้างศาสนสถาน หากวันนี้ทางพนักงานสอบสวนมีความชัดเจนแล้วตนจะปรึกษากับทางพนักงานสอบสวนว่าคงไม่จำเป็นต้องให้พระธัมมชโยมาให้ปากคำ เพราะท่านยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่เคยเห็นเช็คและไม่เคยจับเช็คเลย เนื่องจากเช็คเหล่านี้เมื่อมีคนนำมาบริจาคจะใส่ซองมาถวาย จากนั้นฝ่ายพระมหาบุญชัยก็จะดำเนินการนำเช็คเข้าบัญชีต่างๆ เอง โดยเช็คที่มีการสั่งจ่ายเป็นชื่อพระธัมมชโย หรือผู้ถือ เวลานำเข้าบัญชีไม่ต้องให้พระธัมมชโยเส้นสลักหลัง ตรงนี้จึงทำให้ท่านไม่เคยเห็นเช็ค เพราะท่านไม่เคยเซ็นสลักชื่อที่เช็คแม้แต่ฉบับเดียว
       
“วันนี้นำหลักฐานการนำเช็คเข้าบัญชีทั้งในส่วนของวัดและบัญชีของพระธัมมชโยมาให้พนักงานสอบสวนทั้งหมด เช็คที่ได้รับไม่มีการขีดค่าผู้ถือ ทุกอันมีผู้ถือหมด” ทนายส่วนตัวพระธัมมชโยกล่าว
       
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมวันนี้พระธัมมชโยไม่เดินทางมาเอง นายสัมพันธ์กล่าวว่า ที่พระธัมมชโยไม่มาเพราะท่านไม่รู้เรื่องอะไรเลย และท่านไม่เคยเห็นเช็ค จึงให้พระมหาบุญชัยที่รู้เรื่องดังกล่าวมาให้ปากคำเนื่องจากเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด ทั้งนี้ ถึงพระธัมมชโยมาให้ปากคำดีเอสไอก็ตอบอะไรไม่ได้เพราะไม่ทราบเรื่อง
       
ในส่วนเมื่อมีเงินเข้าบัญชีของพระธัมมชโยแล้วไม่ทราบยอดเงินนั้น นายสัมพันธ์กล่าวว่า พระธัมมชโยจะไม่ดูยอดเงิน เพียงแต่สอบถามว่ามีเงินทำบุญเท่าไหร่เท่านั้น

 





 

พระมหาบุญชัยแอ่นอกรับหน้าแทนธัมมชโย

เมื่อเวลา 15.50 น. ภายหลังที่พระมหาบุญชัย จารุทัตโต ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและบัญชีของวัดพระธรรมกาย เข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนดีเอสไอ เป็นเวลานานกว่า 2 ชั่วโมง ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวพร้อมนำวิดีโอมาชี้แจงถึงขั้นตอนการรับบริจาคเงินจากลูกศิษย์ ยืนยันว่าเงินที่ลูกศิษย์นำมาถวายทั้งหมด ตนมีหน้าที่ดูแลทั้งหมด เงินที่รับบริจาคมาก็จะนำไปใช้เป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร รวมทั้งการก่อสร้างศาสนสถานของวัด
       
พระมหาบุญชัยกล่าวว่า เป็นผู้ดูแลการเงินของวัดพระธรรมกาย โดยทุกครั้งที่วัดพระธรรมกายได้รับเงินบริจาคจากลูกศิษย์ พระธัมมชโยจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินบริจาค พระลูกวัดที่มีหน้าที่รับผิดชอบงานด้านไหนก็จะรับผิดชอบส่วนนั้น และในส่วนของอาตมาจะดูแลด้านการเงินและรายละเอียดค่าใช้จ่ายของวัด เช่น ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ค่าอาหาร ค่ารถ ค่าน้ำ และค่าไฟ
       
“เช็คทั้ง 15 ฉบับ ที่ดีเอสไอมีข้อมูลว่ารับบริจาคจากนายศุภชัยนั้น มีเช็คที่บริจาคให้กับพระธัมมชโยจำนวน 7 ฉบับ และบริจาคให้แก่วัดพระธรรมกายอีกจำนวน 6 ฉบับ ส่วนเช็ค 2 ฉบับที่ดีเอสไอมีข้อมูลนั้นทางเจ้าอาวาสวัดธรรมกายไม่ได้รับแต่อย่างใด และไม่เคยเห็นเช็ค ทั้งนี้ ในส่วนของเช็ค 7 ฉบับที่บริจาคให้พระธัมมชโยได้นำเข้าบัญชีส่วนตัวของพระธัมมชโยจำนวน 4 ฉบับ รวมเป็นเงินกว่า 120 ล้านบาท และอีก 3 ฉบับ มูลค่าประมาณ 200 ล้านได้นำเข้าบัญชีมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง”
       
อย่างไรก็ตาม หากพระธัมมชโยต้องการถอนเงินก็าจะนำใบเปย์อิน หรือใบถอนเงินไปให้พระธัมมชโยเซ็นกำกับ โดยที่พระธัมมชโยจะไม่สนใจในรายละเอียด
       
พระมหาบุญชัยกล่าวอีกว่า กรณีที่วัดพระธรรมกายไม่สามารถคืนเงินให้กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นนั้น เนื่องจากได้นำเงินที่ได้รับบริจาคทั้งหมดไปใช้ในการก่อสร้างศาสนสถานหมดแล้ว เพราะเจตนาของคนที่บริจาคเงินให้กับวัดก็เพื่อต้องการทำบุญ ส่วนการคืนเงินจำนวน 648 ล้านนั้น เป็นการรวบรวมเงินของลูกศิษย์วัดเพื่อเยียวยาสมาชิกสหกรณ์ฯ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับทางวัด
       
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เช็ค 2 ฉบับที่หายไป หรือที่ไม่ได้รับ พระมหาบุญชัยได้มีการตรวจสอบหรือไม่ว่าหายไปไหน พระมหาบุญชัยกล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่าเช็คดังกล่าวไม่มีการสั่งจ่ายมาที่วัด ก็ไม่ทราบว่าเช็คดังกล่าวหายไปไหน และขอยืนยันว่าทางวัดไม่รับเช็คทั้งสองฉบับจริง
       
สำหรับกรณีที่มีข้อมูลปรากฏว่ามีการโอนเงินจำนวน 100 กว่าล้านบาท โดยมีการสลักชื่อศศิธร โชคประสิทธิ์ ไว้ที่ด้านหลังเช็ค พระมหาบุญชัยกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวอาตมาไม่ทราบและไม่รู้จัก ทั้งนี้ การทำบุญโดยการบริจาคเงินนั้นทางวัดมีการจัดทำบัญชีตัวเลขซึ่งเป็นไปตามระบบปกติ

 

ที่มา : ผู้จัดการ
26
มีนาคม 2558


 

ลุ้นขาดใจ !

ธัมมชโย ไป-ไม่ไป ดีเอสไอ

ลุ้นกว่ายิ่งลักษณ์ไปศาลอาญาอีกฮ่ะ

 

ก็ต้องถือว่าเป็น "วิบากกรรม" ซ้ำสองของ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) เจ้าอาวาสผู้ก่อตั้งวัดพระธรรมกายมากับมือ จนกลายเป็นวัดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในเวลานี้ นับตั้งแต่ถูกคดี "ฉ้อโกง" ทรัพย์สิน-ที่ดินของวัด มูลค่านับพันล้าน ในปี พ.ศ.2542 ก็ต้องตะลอนขึ้นศาล กว่าศาลจะอนุญาตให้อัยการถอนฟ้องได้ในปี 2549 ก็เล่นเอาธัมมชโยป่วยเรื้อรัง อ้างจนคนเชื่อ มาครั้งนี้ ธัมมชโยมีชนักหนักกว่าเดิม เพราะมีชื่อเป็นผู้รับ "เช็ค" บริจาค จาก "นายศุภชัย ศรีศุภอักษร" อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ซึ่งสั่ง "จ่ายตรง" เข้าบัญชีท่านธัมมชโย จึงไม่สามารถจะปฏิเสธได้ว่าไม่เกี่ยวข้อง ถึงจะอ้างว่า "ไม่รู้เรื่อง ไม่เคยเห็นเช็ค ไม่รู้จักคุณศุภชัย" เลยก็ตาม แต่พยานหลักฐานเท่านั้นที่จะ "ยืนยัน" ว่าจริงหรือเท็จ เพราะใช่แค่ "ธัมมชโย" เท่านั้น ที่พัวพันคุณศุภชัย แต่ยังมีทั้งพระและลูกศิษย์สายวัดพระธรรมกายอีกหลายท่านหลายคน มีชื่อพัวพันทั้งด้านรับเงินทอง กู้ยืมเงินจากสหกรณ์คลองจั่น ร่วมหุ้นร่วมทุนทำธุรกิจ ฯลฯ รวมวงเงินว่ากันว่าร่วมๆ สองหมื่นล้าน ! ซึ่งถ้าหากดีเอสไอพบว่า "เป็นขบวนการฟอกเงินผ่านมูลนิธิธรรมกาย" แล้วละก็ มูลนิธิธรรมกายอาจจะถึงกาลอวสาน ต้องถูกยุบและยึดทรัพย์สินให้ตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อนั้นก็ "สิ้น" ธัมมชโย

วันนี้ "26 มีนาคม 2558" ถือว่าเป็น "วันประวัติศาสตร์" สำหรับท่านธัมมชโยและชาววัดพระธรรมกายอีกครั้งหนึ่ง เป็นวันที่หลวงพ่อ-ต้นธาตุ ต้นธรรม ต้องไปเริ่มต้น "คดีความ" อีกครั้ง ณ ดีเอสไอ เป็นเรื่องระทึกใจยิ่งกว่าจัดงานใหญ่ "วันธรรมชัย" เสียอีก เพราะกล้องทีวี กล้องถ่ายรูป นับร้อยนับพัน จ้องจับภาพประวัติศาสตร์ครั้งนี้ไม่มีใครพลาด เขาอยากเห็น อยากเห็นพอๆ กับ "ทักษิณ" กลับไทย ไปโน่นเชียว

 

 

ที่มา : DMC.TV
25
มีนาคม 2558


 

 

เจ๊หน่อย "กลับ" วัดสระเกศ !

รันงานสาธยายพระไตรปิฎกเทิดพระเกียรติพระเทพฯ

หลังจาก "ถอยห่าง" ไปหลายก้าว

 

ก็ถือเป็น "ข่าวดี" สำหรับวัดสระเกศ ที่มหาอุบาสิกา "สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์" เจ้าแม่ทั้งด้านการเมืองและการศาสนาของ กทม. ในเวลานี้ ได้กลับไปรับใช้พระศาสนา ณ วัดสระเกศ อีกครั้งหนึ่ง หลังจากวนเวียนอยู่ข้างนอก ในช่วงที่ "เจ้าคุณธงชัย" ประสบมรสุม ถูกเจ้าคุณเสนาะซึ่งมีอำนาจมากว่ารังแกอยู่เกือบปี ถึงขนาดว่า เมื่อคุณพ่อสมพล เกยุราพันธุ์ ถึงแก่กรรมลงในเดือนพฤศจิกายนปีกลายนั้น "วัดสระเกศ" น่าจะเป็นวัดที่คุณหญิงหน่อยเชิญศพบิดาไปบำเพ็ญบุญ เพราะสนิทวัดนี้มาก แต่เพราะช่วงนั้นเกิดปัญหาดังว่า ก็เลยไปลงเอยกันที่..วัดพระศรีมหาธาตุ-บางเขน แทน แต่วันนี้ พระพรหมสิทธิหรือท่านธงชัย ได้เป็นรักษาการเจ้าอาวาสแล้ว ปัญหาเจ้าคุณเสนาะก็เหมือนผ่านไป เพราะไม่เกี่ยวกับพระสงฆ์แล้ว เป็นเรื่องของ สตง. จะดำเนินการ งานวัดสระเกศจึงเริ่มคึกคัก เพราะเจ๊มาช่วยไม่ขาด ก็ต้องกล่าวว่า Welcome back นะเจ๊

 



 

 

วัดสระเกศจัดสาธยายพระไตรปิฎกเทิดพระเกียรติ

วันนี้ (25 มี.ค.2558) ที่ศาลาการเปรียญ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) กล่าวว่า เนื่องในโอกาสที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ 60 พรรษา 2 เมษายน 2558 มส.ได้มีมติเห็นชอบให้วัดทั่วประเทศและทั่วโลก จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และเจริญจิตภาวนา ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระองค์ท่าน ในวันที่ 2 เมษายน เวลา 17.00 น. โดยพร้อมเพรียงกัน ขณะเดียวกันวัดสระเกศ ได้จัดพิธีสาธยายพระไตรปิฎก เฉลิมพระเกียรติตลอดปี 2558 โดยทางวัดจะอัญเชิญ ธรรมเจดีย์ พระคัมภีร์พระพุทธศาสนาโบราณ ที่ค้นพบบริเวณหุบเขาบามิยัน ประเทศอัฟกานิสถาน อายุกว่า 2,000 ปี ที่ได้รับมาจากประเทศนอร์เวย์ จากศาลาหน้าทางขึ้นภูเขาทอง มาประดิษฐานในพิธีดังกล่าวในวันที่ 1 เม.ย.2558 ณ บริเวณศาลาการเปรียญด้วย

พระพรหมสิทธิ กล่าวต่อไปว่า ธรรมเจดีย์ พระคัมภีร์พุทธศาสนาโบราณ กับอักษรที่เขียนสลักบนผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุบนภูเขาทองวัดสระเกศ นั้นเป็นอักษร “พราหมี” ซึ่งเป็นตัวอักษรก่อนพุทธกาล แสดงให้เห็นว่า พระคัมภีร์ฯกับพระบรมสารีริกธาตุนั้นอยู่ในยุคสมัยเดียวกัน คือกว่า 2,000 ปี โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศเดียวในโลกที่ประเทศนอร์เวย์ มอบพระคัมภีร์พุทธศาสนาโบราณส่วนหนึ่งมาประดิษฐานเป็นการถาวรที่วัดสระเกศ เพื่อให้ประชาชนสักการะอย่างใกล้ชิด ดังนั้น เนื่องในโอกาสมหามงคลดังกล่าว จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนมาร่วมสาธยายพระไตรปิฎก ในการน้อมถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสืบต่อพระพุทธศาสนา รวมทั้งร่วมกันแสดงออกถึงความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน

ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานมูลนิธิไทยพึ่งไทย กล่าวว่า วัดสระเกศ และองค์กรนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) ได้ร่วมกันจัดพิธีดังกล่าวขึ้น เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี และเป็นการส่งเสริมหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาสู่พุทธศาสนิกชน ได้เป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ จึงอยากให้พุทธศาสนิกชนร่วมเจริญพระพุทธมนต์ และมาร่วมสาธยายพระไตรปิฎก ในการทำความดี ถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาสมหามงคลนี้

 

ที่มา : เดลินิวส์
26
มีนาคม 2558


 

จี้ มส. เปิดรายงานธรรมกาย !

ให้สังคมไทยได้รับทราบว่าความจริงคืออะไร ?

อืม ! ก็ดีนะฮะ จะได้รู้ปัญหาธรรมกายในอีกรูปแบบหนึ่ง คือแบบเป็นทางการที่รายงานผ่านมหาเถรสมาคม แต่ความจริงแล้ว รายงานประชุมมหาเถรสมาคมนั้นก็ไม่มีอะไร มันก็เหมือนๆ กับที่เอาโพสต์ตามเว็บไซต์ของสำนักพุทธฯนั่นแหละ แต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ "สำนวนสอบสวน" ของศาลสงฆ์ ที่มี "สมเด็จพระพุทธชินวงศ์-อดีตเจ้าคณะภาค 1" เป็นประธานต่างหาก เร้าใจกว่าเยอะ เพราะยังไม่เคยเปิดเผยให้ใครทราบคำวินิจฉัยในครั้งนั้น หากเปิดสำนวนสอบสวนฉบับนี้ได้ ก็รับรองว่ากระจ่างทุกกระทงความ แต่เอ..ทำไมไม่มีใครเห็นเลย ว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร ส่วนมติ มส. ที่นายสงกรานต์อยากเห็นน่ะ มันแค่ "เปลือก" หรือ "ปก" ของเรื่องธรรมกายเท่านั้น

 

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์
(สมศักดิ์ อุปสโม)
เจ้าคณะใหญ่หนกลาง
อดีตประธานศาลสงฆ์คดีธัมมชโย ปี
42-49
ผู้กุมความลับเรื่องธรรมกายไว้ในมือ

 

จี้เปิดมติ มส. ปี 43 กรณีธรรมกาย

ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้มีพุทธศาสนิกชนเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประมาณ 30 คน นำโดยนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายฯ ได้เข้ายื่นหนังสือ ที่ พิเศษ/2558 พร้อมแนบเอกสารที่ระบุลายมือชื่อพุทธศาสนิกชน จำนวน 129 คน ถึงนายอภินันท์ โปษยานนท์ ปลัด วธ. เพื่อร้องทุกข์ไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยมีนายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา (ศน.) เป็นผู้แทนมารับหนังสือ ซึ่งตอนหนึ่งของหนังสือดังกล่าว ได้ร้องขอให้นายกรัฐมนตรี มีการสั่งการหรือประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับกรณีวัดพระธรรมกาย ตามมติมหาเถรสมาคม (มส.) ที่ 101/2542 ว่าในการประชุมของมส.ในครั้งนั้นมีมติเช่นไร นอกจากนี้ในการประชุมมส.ครั้งที่ 10/2542 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2542 และตามมติที่ประชุม มส. ที่ 101/1/2542 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2542 ก็มีมติเรื่องวัดพระธรรมกาย ซึ่งทั้งหมดโดยพยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้น อยู่ในความครอบครองของสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม กรมการศาสนา (ขณะนั้น) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)

นายสงกานต์ กล่าวภายหลังการยื่นหนังสือว่า ตนได้นำหนังสือดังกล่าวเข้ายื่นต่อสำนักงานเลขานุการสำนักนายกรัฐมนตรีด้วยแล้ว และผู้ที่มีรายชื่อทั้งหมดนี้ก็ต้องการให้นายกรัฐมนตรี และประธาน คมช. มีบัญชาหรือสั่งการให้บุคคลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้แถลงหรือเปิดเผยมติ มส. ดังกล่าวต่อสาธารณชน เพื่อมิให้เกิดความสับสนและเคลือบแคลงสงสัยต่อการกล่าวหาของบรรพชิตกับบรรพชิต หรือบรรพชิตกับคฤหัสถ์ ดังเช่นกรณีที่นำมวลชนออกมาเคลื่อนไหวดังที่ตกเป็นข่าวทางสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง สร้างความเสียหายต่อพระเถระผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นเจ้าคณะปกครองตามลำดับชั้น ตลอดจนเป็นที่เสียหายต่อสถาบันพระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรง

“ผมอยากให้เกิดความปรองดองในหมู่พุทธศาสนิกชนตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ไม่อยากให้เกิดความแตกแยกมากกว่านี้ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องทำความจริงให้ปรากฎต่อสาธารณชนและสื่อมวลชนโดยเร็ว และอีก 15 วันจากนี้ ผมจะมาติดตามความคืบหน้ากับท่านปลัดกระทรวงวัฒนธรรม” นายสงกานต์ กล่าว

 

ที่มา : คมชัดลึก
26
มีนาคม 2558


 

 

สู้ สู้ !

ธัมมชโยโผล่ออกอากาศพร้อมเพลงดัง

"ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย" และ ฯลฯ

ระดมศิลปินรุ่นเดอะเพียบ ตั้งแต่ พี่เบิร์ด ป๋าแอ๊ด ฯลฯ

 

อา..เมื่อ "ธัมมชโย" นักเล่านิทานข้ามภพชาตินัมเบอร์วันของโลก ผันตัวเองมาเป็น "ดีเจ" ปล่อยเพลงเด็ดๆ "ไม่มี-ไม่หนี-ไม่จ่าย" และอีกเพียบ ให้เด็กๆ อนุบาลในฝัน คึกคักรับความรวยกันทั่วหน้า แสดงว่าครูไม่ใหญ่ "สู้ๆ" และสู้ยิบตา จับตาวันพรุ่งนี้ (26 มี.ค.) ก็แล้วกันว่า ซูเปอร์เสี่ย "ธัมมชโย" จะสู้ๆ ดังคำโวหรือไม่ นะครับคุณครู 26 มีนาคม ศกนี้ พบกันที่..ดีเอสไอ

 

 

 

บอกวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2558 ชัดเจน !

 




 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

 

ที่มา : DMC.TV
25
มีนาคม 2558


 

ใช้ผ้าเหลืองหากิน !

สปช. สุมหัวนินทาพระทั่วประเทศ

รวบรัดตัดตอน "ส่งเรื่อง" ให้รัฐบาลจัดการ

มันก็เข้าอีหรอบเดิม คือผ้าลายแก้ปัญหาผ้าเหลือง

ได้เรื่องหรือไม่ได้เรื่อง อีกไม่นานก็รู้

แหมบ้องตื้นเหลือเกินนายเจิมสากนี่ เป็นพระเป็นเณรไม่ใช้ "ผ้าเหลืองหากิน" จะให้ใช้ผ้าอะไรไม่ทราบ แต่กินผิดกินถูกมันอีกเรื่องหนึ่ง อย่ามาใช้สำนวน "ตีกิน" ก็แล้วกันว่า "ใช้ผ้าเหลืองหากิน" ก็บอกแล้วไงว่า การพระศาสนาเป็นเรื่องของศรัทธา ซึ่งละเอียดอ่อนอย่างมาก จะทำอะไรให้ระมัดระวัง จริงอยู่ คนอยู่ข้างนอกอาจจะมองเห็นปัญหาในมุมมองหนึ่ง แต่คนข้างในเขาก็มีมุมมองอีกมุมหนึ่งเช่นกัน ถ้าใช้เพียงมุมใดมุมหนึ่งมาตัดสินภาพทั้งภาพ มันจะได้ภาพที่สมบูรณ์ได้อย่างไร ณ วันนี้ ยังไม่เห็นมีใครไปนิมนต์พระซึ่งเป็น "คนใน" ไปร่วมแสดงความคิดเห็นในสภาปฏิรูปเลย ให้เจิมศักดิ์พูดพล่ามอยู่คนเดียว แล้วเจิมศักดิ์มันเป็นใคร จบประโยค 11 มาจากไหน เคยบวชพระกี่วัน อวดตรัสรู้เรื่องพระศาสนาได้อย่างไร ว่าให้ธัมมชโยก็อย่าลืมดูตัวเอง ถ้าถือศีลเกิน 228 ข้อก็ค่อยว่ากัน อย่าคิดว่าได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปจากเผด็จการทหารแล้ว จะมีความชอบธรรมยิ่งกว่าสังฆราช ขอบอกเช่นกันว่า ถึงมาตรว่า สภาปฏิรูปของนายเทียนฉายจะออกกฎหมายมาตราใดมาก็ตาม ถ้าหากว่าพระสงฆ์สามเณรทั่วประเทศไม่เห็นด้วย ก็ต้องมีการแสดงสังฆมติผ่านสังฆพิจารณ์ แล้วยื่นต่อมหาเถรสมาคม เพื่อแสดงออกซึ่งจุดยืนของพระสงฆ์ทั่วประเทศต่อไป ไม่เช่นนั้นก็ต้องไปว่ากันที่ "ศาลปกครองสูงสุด" โดยยึดหลักพระธรรมวินัยเป็นตัวตั้ง มิใช่เอากฎหมายบ้านเมืองเป็นตัวตั้งอย่างที่เห็น เพราะยิ่งใช้ก็ยิ่งมีปัญหา ขนาดรัฐธรรมนูญยังถูกฉีกทั้งมาหลายสิบฉบับ แล้วนี่จะเอามาใช้กับพระศาสนากันอย่างนั้นหรือ ไปนับหัวดูซีว่ามือที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 58 น่ะ ต่างกับกลุ่มร่างปี 50 ตรงไหน มันก็พวกเดียวกันทั้งนั้น เขาเรียกว่า "เอามือเขียน แต่เอาเท้าลบ" น่ะ เขียนๆ ลบๆ จนเลอะไปหมดแล้ว

 

ศ.ดร.เทียนฉาย กีระนันท์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศไทย ได้รับการยอมรับและยกย่องว่าเป็นผู้นำของปัญญาชนคนดีมีการศึกษา ถึงกับยกตำแหน่งประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติให้ แต่กลับทำสภาปฏิรูปให้กลายเป็นสภากุ๊ยสภากร่าง นั่งสุมหัวกันด่าพระสงฆ์สามเณรอยู่ฝ่ายเดียว โดยไม่มีแนวทางแก้ไขให้เหมาะสมกับเพศพรรณวรรณะ ว่าพุทธศาสนิกชนควรจะช่วยแก้ไขปัญหาพระศาสนาอย่างไรให้ละมุนละม่อม ถามทีเถิดคุณเทียนฉาย มารยาทผู้ดีไทยนั้น พวกคุณไม่เคยเรียนกันมาก่อนเลยหรือ แล้วลูกหลานของพวกคุณล่ะจะแนะนำพร่ำสอนกันไปทางไหน ไปวัดไปวาจะไปไหว้พระหรือไปด่าพระ ? เฒ่าแก่รุ่นพ่อรุ่นแม่หัวหงอกหัวขาวกันแล้วทั้งนั้น ยังใช้วิธีแบบนี้แก้ปัญหาประเทศชาติพระศาสนากันอีกหรือ ?

 

 

สปช.รุมถล่มซัดพระใช้ผ้าเหลืองหากิน

สปช.รับทราบรายงานปฏิรูปศาสนา ด้านสมาชิกรุมถล่มซัดพระ "ใช้ผ้าเหลืองหากิน-สอนผิดหลักพระธรรมวินัย" เสนอตั้งกรรมการร่าง ก.ม.จัดการทรัพย์สินวัด ด้าน 'เทียนฉาย' เบรก

24มี.ค.58 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณารายงานการศึกษาของคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สปช. โดยนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ที่ปรึกคณะกรรมาธการฯ ได้รายงานว่า ขณะนี้มีการใช้ผ้าเหลืองบังหน้าหากิน ละเมิดคำสอนพระธรรมวินัย ทางกรรมาธิการจึงมีข้อเสนอ คือ

1. ให้มีการร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของวัดและพระภิกษุ ซึ่งจะต้องมีการจัดทำงบบัญชีทรัพย์สินของวัด ทรัพย์สินที่ได้ภายใต้ร่มกาวพัสตร์จะต้องเป็นของพระพุทธศาสนาโดยไม่มีข้อยกเว้น รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างภิกษุและฆราวาสในการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดร่วมกัน

2. ให้ปรับปรุงกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ หรือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 โดยเฉพาะการปกครองสงฆ์ ควรจะมีการกระจายอำนาจ แทนการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ ซึ่งจะต้องให้คณะสงฆ์ที่อยู่ในวัดและประชาชนร่วมกันดูแลวัดและกิจการพุทธศาสนา นอกจากนั้นควรกำหนดให้วัดเป็นศูนย์กลางในการบริหารวัด การแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าอาวาส การปฏิบัติให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย

3. ควรมีกลไกนำหลักการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยมาบัญญัติให้เกิดความชัดเจน ว่าการปฏิบัติใดเป็นไปตามพระธรรมวินัยหรือไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย เพื่อให้มีการตรวจสอบป้องกันการบิดเบือนหรือแอบอ้างพระธรรมวินัย และ

4. ปฏิรูปการศึกษาของคณะสงฆ์ ให้ทันกับเหตุการณ์ เพื่อให้พระภิกษุสามเณรมีความเชื่อมั่นในระบบการศึกษา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น เปิดให้สมาชิกแสดงความคิดเห็น ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยให้มีการปฏิรูปศาสนา แต่เห็นว่าควรที่จะปฏิรูปในภาพรวม ไม่ใช่ปฏิรูปเฉพาะกรณี โดย นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สมาชิก สปช. อภิปรายว่า องค์ประกอบของพุทธบริษัทสี่ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา มีแนวโน้มที่จะเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลักการของพระพุทธศาสนา เพราะภิกษุบางรูปคิดว่าตนเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังมีผู้นุ่งห่มจีวรที่ไม่ถือว่าเป็นสงฆ์ เพราะมีความประพฤติไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย ปะปนอยู่กับคณะสงฆ์ จนนำมาซึ่งความเสื่อมเสียในคณะสงฆ์ เช่น พระบางรูปนุ่งผ้าจีวรจากอิตาลี พระสั่งอาหารจากภัตตาคารแทนการบิณฑบาต พระบางรูปที่จะถือสันโดษ แต่กลับชักชวนให้ศาสนิกชนมาร่วมทำ “บุญนิยม” บริจาคมากได้มาก ใช้โฉนดวัดในการเรี่ยไรทรัพย์สินจากประชาชน หรือแม้กระทั่งออกโฉนดสวรรค์เพื่อกระตุ้นให้มีการบริจาคเงินแก่วัด พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ขัดกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงสมควรที่จะมีการปฏิรูปกิจการของศาสนจักรที่เป็นอยู่ขณะนี้

ด้านนายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิก สปช. อภิปรายว่า มีประชาชนถามตนว่าคณะกรรมการฯชุดนี้ จัดตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร เพราะออกมาตอบโต้กับมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นการไม่เหมาะสม โดยเฉพาะคณะกรรมการฯ ที่โต้เถียงกับพระสงฆ์ผ่านรายการโทรทัศน์เป็นการสร้างความขัดแย้งให้เกิด ขึ้นในพระพุทธศาสนา กระทั่งมีประชาชนกลุ่มหนึ่งอยากให้ยุติบทบาทของคณะกรรมการฯชุดนี้ แต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บอกว่าไม่มีอำนาจในการยุบ สุดท้ายคณะกรรมการฯ กลับยุติบทบาทของตนเอง ทั้งที่ผลักดันเรื่องนี้มาอย่างหนัก ถ้าเปรียบเหมือนมวยก็เป็นมวยบุกหนัก สังเวียนมี 6 ยก จะมายุติการชดในยกที่ 5 ได้อย่างไร อย่างน้อยคณะกรรมการฯ ควรที่จะยกร่าง พ.ร.บ. เพื่อการปฏิรูปกิจการศาสนาและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาให้ แล้วเสร็จก่อน

นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ สมาชิก สปช. อภิปรายว่า ตนมีข้อเสนอให้วัดจะต้องทำบัญชีทั้งหมด โดยไม่ต้องให้ไวยาวัจกรเป็นคนทำ อาจให้สถาบันการศึกษาช่วยทำบัญชีก็ได้ การที่เสนอให้วัดทำบัญชีเพราะทางวัดมีเงินบริจาคจำนวนมาก จึงต้องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มาตรวจสอบ ส่วนวัดที่ทำเป็นพุทธพาณิชย์ ควรให้สำนักงานพุทธศาสนาเข้าไปตรวจสอบว่าการให้เช่าทรัพย์สินหรือวัตถุมงคลนั้นเป็นอย่างไร เพราะทุกวันนี้พระไม่ต้องเสียภาษี แต่ต่อไปวัดที่ให้เช่าวัตถุมงคลอาจต้องเสียภาษี เพราะถือว่าเป็นพุทธพาณิชย์ ส่วนพระที่ไม่ต้องเสียภาษีก็อาจจะยกเว้นพระที่มีรายได้ไม่ถึง 20,000 บาท แต่ถ้าเกิน 24,000 บาท ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภงด.91) นอกจากนั้น ยังขอเสนอให้พระที่ไปเสพเมถุน ดื่มสุรา และขับรถซึ่งถือว่าปาราชิกต้องมีโทษทางอาญาด้วยหรือไม่ และไม่ควรให้พระที่ปาราชิกแล้วกลับมาบวชใหม่ได้อีก

นายวันชัย สอนศิริ อภิปรายว่า ตนขอพูดในฐานะเป็นเด็กวัด เป็นทนายว่าความให้เจ้าอาวาสมาหลายรูป เห็นว่าศาสนาอยู่เป็นสถาบันหลักของชาติ ถ้าผุกร่อน บ้านเมืองจะไปไม่ได้ ทั้งนี้ ข้อสรุปของคณะกรรมการฯ ชุดนี้ ไม่ได้เป็นการเหยียบย้ำซ้ำเติมศาสนา เพียงแต่บางเรื่องที่ประธานทำเป็นสายล่อฟ้าเกินไป แต่ก็ทำให้สังคมตื่นตัว แม้แต่วัดบางวัดยังตื่นตัวออกมาแก้ต่าง รวมถึงกรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น เป็นเรื่องที่ค้างคามา 2-3 ปีแล้ว พอประธานฯหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาจึงมีการคืนเงินให้กับสหกรณ์ นอกจากนี้ เรื่องสมบัติของวัดและของพระ ไม่น่าห่วงมากเท่าฆราวาสที่เข้ามาจัดการ ตนชี้นิ้วไปจุดใดของกทม. ก็มีหมด วัดบางวัดให้เช่าที่ตารางวาไม่กี่ 10 บาท แต่ฆราวาสนำไปประมูลขาย ให้เช่าตารางวาละเป็นแสน เรียกว่าเกาะหลังวัดทำมาหากินบนทรัพย์สินของศาสนา จากที่ดูการศึกษาของคณะกรรมการฯชุดนี้ ถ้าไม่มีการบริหารอย่างเป็นระบบจะพัง ยิ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแย่งกันเป็นผู้อำนวยการฯ เพื่อจะเอาเงินของเราไปหาผลประโยชน์บนทำเลทอง จึงเห็นว่าน่าจะมีการบริหารเป็นระบบเสียใหม่ ไม่ใช่ปล่อยให้วัดและฆราวาสจัดการกันเอง ส่วนเรื่องการประพฤติผิดพระธรรมวินัยเอาสีกามาเสพเมถุน หลังจากจับศึกแล้วต้องดำเนินคดีและจับติดคุก ดังนั้น จึงเห็นว่าควรตั้งศาลรัฐธรรมนูญพระ เพื่อมาดูแลพระสงฆ์และเป็นไปตามที่นายเทียนฉายบอกว่าต้องให้อาณาจักรมาปกป้องคุ้มครองศาสนา ไม่เช่นนั้นศาสนาจะไปต่อไม่ได้

จากนั้น ที่ประชุมลงมติเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมการฯ และข้อเสนอแนะของสมาชิก สปช. เพื่อส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ดำเนินการต่อไป ด้วยคะแนน 186 ต่อ 7 งดออกเสียง 11 ต่อมานายวรวิทย์ ลุกขึ้นขอให้ที่ประชุมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อยกร่าง พ.ร.บ.จัดการทรัพย์สินของวัด แต่ถูกนายเทียนฉายแย้งว่า มติที่ออกมารวมทั้งรายงานและข้อเสนอแนะของสมาชิกถือว่าเพียงพอแล้ว ซึ่งจะได้มีการประสาน ครม. ในเรื่องนี้ และทราบว่ารัฐบาลกำลังร่างกฎหมาย 2-3 ฉบับที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ซึ่งที่ประชุมไม่มีข้อท้วงติงใดๆ จากนั้นปิดประชุมในเวลา 18.15 น.

 

ที่มา : คมชัดลึก
25
มีนาคม 2558


 

จ่อปลดพระเทพมงคลวิเทศ !

บอร์ดวัดไทยแอลเอฮึ่มฮั่มคำรามใส่เจ้าอาวาส

หลวงพ่อเศรษฐกิจผสมโรงไม่เอาวัดโพธิ์

ศรีวงษ์ อาญาสิทธิ์ สายมหาเริ่ม ก็เอากับเขาด้วย

 

ปัญหาวัดไทยแอลเอน้ำเริ่มลด ตอไม้โผล่ระเกะระกะ จากปัญหา "สาขาวัดโพธิ์" ก็กลับกลายเป็นปัญหา "สุรพล เมฆพงษ์สาทร" ถูกบีบให้ลาออก หลวงพ่อใหญ่ไม่ทัดทานแถมถีบส่ง สุรพลจึงวิ่งซบ "เกริกชัย ซอโสตถิกุล" ทายาทเจ้าของที่ดินสร้างวัดไทยแอลเอผืนแรก และเป็น "เกริกชัย" ที่กุมเสียงกรรมการบอร์ดไว้ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถึงขนาดเอาชนะหลวงพ่อวิเชียรไปได้ถึง 7 ต่อ 0 ถ้าเป็นนักมวยก็ต้องหามลง แถมด้วย "หลวงพ่อเศรษฐกิจ-วัดนาคปรก" ผสมโรงเรียกร้องให้คืนเก้าอี้แก่สุรพล ขณะที่ฝ่าย "หลวงพ่อใหญ่" ก็กำลังขุดคุ้ยหาผลงานของสุรพลมาประจาน เพื่อต้านการกลับมาของสุรพล ทั้งเรื่องซื้อที่ดินเจ็ดแสนบาทขาดทุน ทั้งซื้อที่ปั๊ม 2 ล้าน 5 อย่างมีเงื่อนงำ วัดเสียเปรียบ อื่นๆ อีกเพียบ ฝ่ายสุรพลนั้นมีหลักฐานเด็ด คือหนังสือมอบวัดไทยแอลเอให้วัดโพธิ์ ยื่นศาลไหนก็ดิ้นไม่หลุด แต่เอาศาลเตี้ยน่าจะไวกว่า เพราะเสียงชนะเด็ดขาดอยู่แล้ว เปิดประชุมบอร์ดวันไหน รับรองหลวงพ่อใหญ่โดนทุบกลับสุพรรณแบบหมดลายแน่ แต่อย่าเพิ่งดูแคลน..งานนี้ใครจะหลุดจากวัดไทยแอลเอก็ต้องรอดู ที่รู้แน่ๆ "เจ๊ใหญ่-ศรีวงษ์ อาญาสิทธิ์" ศิษย์พระมหาบุญเริ่ม ก็ไปยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับหลวงพ่อใหญ่ด้วย ถึงกับร่ำๆ จะนิมนต์ให้หลวงพ่อใหญ่พักผ่อนยาว อะไรกันนักกันหนาจ๊ะเจ๊ ?

 

 

หลวงพ่อเศรษฐกิจกับกรรมการบอร์ดวัดไทยแอลเอที่กรุงเทพฯ

 

บอร์ดวัดไทยแอลเอและผู้ทรงอิทธิพล
กินข้าวคุยกันเรื่องปลดเจ้าอาวาสวัดไทยแอลเอ

 

คุยนอกรอบเรื่องวัดไทย แนะบอร์ด ’ปลด’ หลวงพ่อใหญ่

แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : “เจ้าคุณเศรษฐกิจ” รองประธานบอร์ดวัดไทยแอลเอ หนุนเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยยกวัดให้เป็นสาขาของวัดโพธิ์ สนับสนุน “สุรพล เมฆพงษ์สาทร” กลับมาเป็นกรรมการ เพราะร่วมสร้างวัดกันมาแต่ต้น ขณะผู้นำชุมชนไทยในแอลเอ ร่วมประชุมด่วนหาทางออกให้กับปัญหาวัดไทย รับมีการ “เกริ่น” ถึงทางออกถึงขั้นให้บอร์ดลงมติ “ปลด” หลวงพ่อใหญ่จากตำแหน่งประธานบอร์ด


นายไพสันติ์ พรหมน้อย รายงานข่าวจากวัดนาคปรก เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 มีนาคมว่า  เจ้าคุณพระกิตติโสภณวิเทศ (เศรษฐกิจ สมาหิโต) เจ้าอาวาสวัดนาคปรก ในฐานะรองประธานคณะกรรมการอำนวยการ (บอร์ด) วัดไทยแอลเอ ฝ่ายสงฆ์ ได้แจ้งว่าได้ส่งหนังสือลงวันที่ 13 มีนาคม เรื่อง ”ขอมติและหรือเห็นชอบ การประชุมคณะกรรมการ” ส่งไปยังนายชวพจน์ ถุงสุวรรณ กรรมการเลขานุการวัดไทยฯโดยมีสำเนาถึงกรรมการบอร์ดทั้ง 7 คนที่จัดประชุมประจำปีเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2558  ณ วัดพระเชตุพนฯ ซึ่งเป็นการประชุมที่ท่านไม่ได้เข้าร่วมเนื่องจากมีเหตุการณ์น้ำท่วมที่ประเทศเนปาล ทำให้ท่านซึ่งเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่นั่น ไม่สามารถเดินทางกลับมาทันกำหนดประชุมได้



ทั้งนี้ จดหมายถึงบอร์ดวัดไทยของพระกิตติโสภณวิเศษนั้น มีสาระสำคัญสองข้อคือ

1. เห็นด้วยกับกรรมการที่ลงมติ 7-0  ที่ลงมติไม่เห็นด้วยกับการยกวัดไทย แอล.เอ.ให้เป็นสาขาของวัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์ ท่าเตียน)

2 . เห็นด้วยกับเรื่องที่ นายเกริกชัย ซอโสตถิกุล กรรมการบอร์ดเสนอให้ นายสุรพล เมฆพงษ์สาทร กลับเข้ามาเป็นกรรมการบอร์ดวัดไทยแอลเอ  หลังจากในที่ประชุมวันนั้นลงมติ 5-0 สนับสนุนให้นายสุรพลกลับเข้ามา โดยมีการงดออกเสียง 2 คน

ในส่วนของการสนับสนุนให้นายสุรพล เมฆพงษ์สาธร กลับมาเป็นกรรมการบอร์ดวัดไทยนั้น พระกิตติโสภณวิเทศ ให้ความเห็นว่า แม้นายสุรพลจะลาออกไปและพระเทพมงคลวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยแอลเอ อนุมัติให้ลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วก็ตาม แต่ยังไม่มีการประชุมเพื่อจัดตั้งผู้ใดมาปฏิบัติหน้าที่แทน

“อีกทั้งคุณชวพจน์ ในฐานะเลขานุการก็ยังไม่ได้แจ้งเรื่องเปลี่ยนแปลงไปยังซาคราเมนโต้ ดังนั้นเรื่องก็น่าจะระงับได้” พระกิตติโสภณวิเทศกล่าว และว่าท่านไม่อยากให้ใครไปไหน เพราะทุกคนได้ร่วมสร้างวัดไทยฯ กันมา

“คุณสุรพลมาช่วยงานแทบทุกเรื่อง  รุ่นเราถือเป็นรุ่นบุกเบิกนะโยม เรารู้มาแต่ต้นว่ารั้ววัดอยู่ตรงไหน ท่อน้ำนี้ไปทางไหน จึงอยากจะให้ร่วมงานกันไปตลอดเพราะเป็นงานเพื่อส่วนรวม” พระกิตติโสภณวิเทศกล่าวและว่าเมื่อมติออกมา 6-0 งดออกเสียง 2 คน ถือเป็นเสียงส่วนใหญ่ของกรรมการจึงเห็นว่าเรื่องนี้ก็จบเช่นกัน

พระกิตติโสภณวิเทศยังเปิดเผยว่าวัดไทยแอล.เอ.จะเป็นเจ้าภาพประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐระหว่างวันที่ 10-14 มิถุนายนศกนี้ มีพระสงฆ์จากทุกทวีปมารวมกันประมาณ 400 รูป ถือเป็นงานใหญ่ที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับวัดอย่างมาก พร้อมกันนั้น จะมีการจัดงานมุทิตาสักการะแด่หลวงพ่อพระเทพมงคลวิเทศที่ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณชั้นเทพด้วย

รองประธานบอร์ดวัดไทยฯ เผยด้วยว่าการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐฯ ครั้งนี้ ได้มีการนิมนต์พระเถระผู้ใหญ่สองรูป ประกอบด้วย พระพรหมบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มมจร.) และพระพรหมสิทธิ รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ, เจ้าคณะภาค 10, กรรมการมส. และประธานสำนักงานกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ไปร่วมด้วย โดยทั้งสองรูปทำหน้าที่โดยตรงทั้งด้านการศึกษาและการดูแลพระธรรมทูตซึ่งจะพบกับพระธรรมทูตจากทั่วโลกที่ไปร่วมประชุม หากพระธรรมทูตที่มาจากประเทศต่างๆ มีปัญหาอะไรก็สอบถามกันในที่ประชุมได้ทันที

พระกิตติโสภณวิเทศกล่าวว่าในงานทางด้านพระศาสนาวัดไทยแอล.เอ.ก็ยังเปิดสอนและสอบพระปริยัติธรรมแผนกธรรม (นักธรรมตรี,โท.เอก) ต่อไปจะเปิดสอนและสอบปริยัติธรรมแผนกบาลี (มหาเปรียญ)ขึ้นมา ซึ่งในทางพระศาสนาก็มีความก้าวหน้ามาก จึงเห็นควรให้วัดไทยแอล.เอ.ยืนอยู่เป็นตัวของตัวเองต่อไป

ส่วนปฏิกริยาของชุมชนไทยในนครลอส แอนเจลิสนั้น สยามทาวน์ยูเอส ได้พูดคุยกับนางศรีวงศ์ อาญาสิทธิ์ ประธานบอร์ดขององค์กรไทยนิวเยียร์เดย์ สงกรานต์เฟสติวัล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้นำชุมชนที่มีบทบาทในการสนับสนุนวัดไทย ลอส แอนเจลิส มาตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้ทราบว่าได้มีการพูดคุยปรึกษากันถึงเรื่องนี้ ระหว่างผู้นำชุมชน และกรรมการบริหารวัดไทยฯ บางส่วนไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อค่ำวันที่
14 มีนาคม ที่ผ่านมา

“เป็นการคุยกันนอกรอบมากกว่า เพราะว่าเราร้อนใจ แต่บอร์ดส่วนใหญ่ยังอยู่เมืองไทย วันนั้นบอร์ดวัดไทยก็มีแค่คุณสุรพล เมฆพงศ์สาธร กับคุณมะ (สุรพงษ์ ชิโนทัยกุล) เท่านั้น แต่คุยกันก็ได้ความว่า ต้องให้ทนายความทำหนังสือแจ้งไปทางวัดโพธิ์ว่ามันทำไม่ได้ มันเป็นโมฆะ ซึ่งก็ต้องให้บอร์ดนั่นแหละ ทำเรื่องยื่นเข้าไป ไม่ใช่บอร์ดแล้วใครจะทำ”

ถามว่ากระแสข่าวว่าบอร์ดจะลงมติปลดหลวงพ่อใหญ่ “พระเทพมงคลวิเทศ” จากตำแหน่งประธานบอร์ดวัดไทยฯ เป็นความจริงหรือไม่ นางศรีวงศ์ กล่าวว่าก็มีการพูดกันแบบทีเล่นทีจริงว่าทำไมไม่ให้ท่านพักผ่อนซักที เพราะอายุท่านก็มากแล้ว แต่คุณสุรพลบอกว่าหนักไปมั้ง คือตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้หรอกค่ะ ต้องรอให้บอร์ดกลับมาเสียก่อนถึงจะลงมติได้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป”

อย่างไรก็ดี นางศรีวงศ์ อาญาสิทธิ์ เล่าด้วยว่า ในวันที่มีการพูดคุยกัน นายบุญเลิศ บุญศุขะ อดีตบอร์ดของวัดไทย ได้เล่าว่าได้ถูกหลวงพ่อเจ้าอาวาสเรียกเข้าพบหลังจากที่ท่านเดินทางกลับจากประเทศไทยได้ไม่นาน เพื่ออธิบายให้ฟังว่าท่านทราบแล้วว่าหนังสือตกลงระหว่างวัดไทย กับวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามนั้น ไม่มีผลทางกฎหมาย และได้แจ้งให้ทางวัดพระเชตุพนฯ ทราบแล้ว

“แต่พวกเราก็บอกว่ายังไม่เห็นหนังสือก็ไม่อยากจะเชื่อ” นางศรีวงศ์ อาญาสิทธิ์ กล่าวในที่สุด

 

ที่มา : สยามทาวน์ยูเอส
22
มีนาคม 2558


 

สละตำแหน่ง !

สมเด็จวัดปากน้ำลาออก 3 ตำแหน่ง

เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ-ประธานพระธรรมจาริก และแม่กองงานพระธรรมทูต

เหลือผู้ปฏิบัติหน้าที่พระสังฆราชเพียงตำแหน่งเดียว

แต่แค่เจ้าอาวาสวัดปากน้ำก็ใหญ่คับฟ้าแล้ว

 

เปิดตำนาน "เรือล่มในหนอง เงินทองจะไปไหน" ..เพราะว่า ถึงจะลาออก แต่ตำแหน่งต่างๆ ก็ยังคงอยู่ในวัดปากน้ำนั่นเอง มิได้เปลี่ยน และอำนาจก็ยังคงอยู่ในมือ "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" เต็มๆ แต่ปัญหามันกลับตกไปอยู่ที่คุณสมบัติของ "เจ้าคุณวิเชียร" และ "เจ้าคุณสุชาติ" เพราะทั้งสองรูปนี้ มีตำแหน่งภายในวัดเป็นเพียง "รองและผู้ช่วยเจ้าอาวาส" แต่มีตำแหน่งสูงส่ง เป็นถึง "เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ" และ "แม่กองบาลีสนามหลวง" อันนี้เรียกได้ว่า ผิดประเพณีของการแต่งตั้ง เพราะทั้งสองรูปยังไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งโบราณถือว่าเป็นฐานสำคัญสูงสุดของพระสังฆาธิการ มันเหมือนการออกบ้านออกเรือนของลูกชาย ก่อนที่พ่อแม่จะยกสมบัติพัสถานให้ โดยต้องดูหน่วยก้านก่อนว่ารับผิดชอบครอบครัวไหวไหม งานหลวงงานราษฎร์งานลูกงานเมียเป็นไง ถ้าไปได้ก็ให้สมบัติเพิ่ม แต่ถ้าสำมะเลเทเมา ปล่อยให้ลูกเมียร่อนเร่ระเหหน แบบนี้ก็ไม่ไหว การแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้เห็นว่า ตำแหน่งเจ้าอาวาสมิได้สลักสำคัญอันใด ตำแหน่งใหญ่ๆ ระดับ แม่กองบาลีสนามหลวงและเจ้าคณะใหญ่หนเหนือนั้น "ใครๆ ก็เป็นได้" ทั้งๆ ที่ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่นี้ "ใหญ่กว่า" เจ้าอาวาสทุกวัดในประเทศไทย แต่กลับให้ "รองเจ้าอาวาส" มาเป็น มันก็เป็นเรื่องประหลาดในโลก

จริงอยู่ ในอดีต เคยมีพระผู้ช่วยเจ้าอาวาสมีตำแหน่ง "ใหญ่กว่า" เจ้าอาวาส เช่น พระธรรมวิมลโมลี (บุญมา คุณสมฺปนฺโน ป.ธ.9) วัดเบญจมบพิตร ซึ่งมีตำแหน่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม สูงกว่าพระพรหมจริยาจารย์ (สมุทร รชตวณฺโณ) เจ้าอาวาส แต่นั่นเป็นคุณสมบัติอันเอกอุของหลวงพ่อบุญมาที่สะสมบารมีมานาน อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ สมเด็จพระวันรัต (จุณฑ์ พฺรหฺมคุตฺโต ป.ธ.9) วัดบวรนิเวศวิหาร ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ขณะยังมีตำแหน่งทางการปกครองเป็นเพียง "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร" แต่นั้นก็ปรารภเหตุว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงพระประชวร เสด็จไปประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช มานานปี

 

เจ้าคุณสุชาติ-พระพรหมโมลี
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เจ้าคณะภาค 5
แม่กองบาลีสนามหลวง และกรรมการมหาเถรสมาคม

 

มาดูกันที่ "เจ้าคุณสุชาติ-พระพรหมโมลี" ว่านับตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแม่กองบาลีสนามหลวงนั้น "บารมี" ของท่านเบ่งบานปานใด จะไปคุมสอบก็ต้องแบกกระเป๋าข้อสอบไปเอง ถามว่า มีใครเห็นเจ้าคุณสุชาติเป็นแม่กองบาลีสนามหลวงบ้าง เขาเห็นเป็นแค่ "เลขาแม่กองบาลี" คนเดิมกันทั้งบาง เจ้าคุณสุชาติได้เป็นแม่กองบาลี ก็ต้องรีบยกบรรดากองงานเลขาชุดก่อน "ขึ้นหิ้ง" แต่งตั้งเป็น "ที่ปรึกษาแม่กองบาลี" เป็นแถวๆ แล้วเกณฑ์เอาบรรดาเด็กๆ เข้ามาเป็นทีมงานเลขา อาจจะมองว่าเป็นการให้โอกาสแก่คนรุ่นใหม่ แต่มองอีกมุมหนึ่ง มันทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของตำแหน่งแม่กองบาลีลดลง เรียกว่าเทียบสมัยสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เป็นแม่กองบาลีไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่ดีกรีของเจ้าคุณสุชาติก็มิใช่ธรรมดา ติดอยู่เพียงปัญหา "ไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส" เท่านั้น

มาวันนี้ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ โอนอำนาจในหนเหนือให้แก่เจ้าคุณวิเชียรอีก ถามว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไหมในหนเหนือ ก็ตอบได้ว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย เปลี่ยนแค่ตำแหน่งเท่านั้นเองแหละ เพราะทั้งเจ้าคุณสุชาติและเจ้าคุณวิเชียร ก็ยังคงเป็นพระลูกวัดปากน้ำ ยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสมเด็จวัดปากน้ำ ไม่มีนโยบายอะไรเป็นของตัวเอง แถมเงินที่จะบริหารกิจการคณะสงฆ์ก็ยังต้อง "แบมือขอ" จากสมเด็จวัดปากน้ำอีกด้วย แล้วอีแบบนี้มันจะไปกันยังไง ?

สมเด็จวัดปากน้ำ พยายามจะยกย่องลูกน้องหรือลูกศิษย์ ให้ได้ดิบได้ดี นี่มิใช่เรื่องเสียหาย แต่การยกย่องลูกน้องหรือลูกศิษย์ให้ได้ดี โดยการทำให้ตำแหน่งต่างๆ ทั้งแม่กองบาลีและเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ "ด้อยค่าลง" นั้น มันเป็นเรื่องประหลาด ทำเช่นนี้ก็เหมือน "นางงาม" ยกมงกุฎให้ "รองนางงาม" สวม ซึ่งมองยังไงมันก็ไม่ใช่

เรื่องอำนาจในวัดปากน้ำ ที่เราวิจารณ์ว่า "กระจุกอยู่ที่หลวงพ่อเจ้าอาวาสรูปเดียว" นั้น อย่านับแต่นโยบายอะไรต่างๆ เลย แค่การตั้งพระครูฐานานุกรม พระราชาคณะทุกรูปในวัดปากน้ำก็ยังต้อง "ยอมให้หลวงพ่อใหญ่เป็นผู้แต่งตั้ง" ไม่มีใครกล้าตั้งเองโดยพลการ ถามว่าจริงหรือไม่ ?

แน่นอนว่า การวิพากษ์วิจารณ์ของเรา -อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ในครั้งนี้ ย่อมจะไม่เป็นที่พอใจของพระวัดปากน้ำ เพราะเหมือนกับกระทบพระผู้ใหญ่ แต่การผ่องถ่ายอำนาจของวัดปากน้ำในครั้งนี้ มีผลกระทบถึงพระสงฆ์ไทยทั่วประเทศ จึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง..ขอวิจารณ์ หากจะทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจ ก็ต้องขอกราบขอขมาอภัย

 

พระวิสุทธิวงศาจารย์
(วิเชียร อโนมคุโณ ป.ธ.
9)
รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ
-เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ กรรมการมหาเถรสมาคม

 

 

“สมเด็จวัดปากน้ำ” แจ้ง มส. ขอลาออก 3 ตำแหน่งสำคัญ

เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2558 ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พุทธมณฑล จ.นครปฐม มีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.)วาระปกติ มีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานการประชุม ระหว่างการประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ได้แจ้งด้วยวาจาต่อที่ประชุมว่า ขอลาออกจากตำแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์ประกอบด้วย เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ประธานคณะพระธรรมจากริก และตำแหน่งแม่กองงานพระธรรมทูต ซึ่งที่ประชุมมหาเถรฯ มีมติเห็นชอบ ตามที่เสนอ พร้อมทั้งมีมติแต่งตั้ง พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) วัดปากน้ำภาษีเจริญ, กรรมการมหาเถรฯ และเจ้าคณะภาค 7 ขึ้นดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ, พระเทพกิตติเวที (ฉ่ำ ปุญฺญชโย) เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร เจ้าคณะภาค 17 ดำรงตำแหน่งประธานคณะพระธรรมจาริก และตั้ง สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อัมพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธ กรรมการมหาเถรฯ ดำรงตำแหน่งแม่กองงานพระธรรมทูต โดยให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ภายหลังการประชุมมหาเถรฯ นายสมชาย สุรชาตรี โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า การขอลาออกจากทั้ง 3 ตำแหน่งดังกล่าวเป็นความต้องการของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ โดยท่านแจ้งด้วยวาจาต่อที่ประชุมด้วยตัวของท่านเอง ซึ่งทางมหาเถรฯ ก็มีมติเห็นชอบ เหตุที่ท่านตัดสินใจลาออกนั้น น่าจะมาจากด้วยท่านอายุมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ จะยังคงดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ อยู่เช่นเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับตำแหน่งทั้ง 3 ตำแหน่งดังกล่าวที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ขอลาออกนั้น ถือว่ามีความสำคัญในทางการปกครองคณะสงฆ์มาก โดยเฉพาะตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ซึ่งมีหน้าที่ปกครองพระสงฆ์ในเขตปกครองภาคเหนือทั้งหมด ขณะที่ตำแหน่งประธานคณะพระธรรมจาริก จะมีหน้าที่ในการควบคุม ดูแล พระสงฆ์ที่ทำหน้าที่เป็นพระธรรมจากริก คือ พระสงฆ์ที่ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาบนพื้นที่ดอยสูงในแถบภาคเหนือ ส่วนตำแหน่งแม่กองงานพระธรรมทูตนั้น จะมีหน้าที่คอยควบคุมดูแลพระธรรมทูตที่ทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศทั้งหมด

 

ที่มา : มติชน
21
มีนาคม 2558


 

 

เจ้าที่แรง !

ปัญหาวัดไทยแอลเอดังกระหึ่มเมือง

เบื้องหลังมีหลายฉาก

คนในวัดระบุ

"กรรมการบอร์ดปอดแหกไปเอง"

 

 

จากปัญหาว่าด้วยเจ้าอาวาสวัดไทยแอลเอ คือ พระเทพมงคลวิเทศ (อมรวุฒิ อมโร) ได้นำเสนอให้วัดไทยแอลเอ เป็นสาขาของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ ท่าเตียน ประเทศไทย และถูกกรรมการบอร์ดจำนวน 7 ท่าน คือทั้งชุด แบน- ไม่เห็นด้วย ส่งผลให้การนำวัดไทยแอลเอไปเป็นสาขาของวัดโพธิ์นั้น ต้องเป็นหมันไป

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม สืบข่าวทราบมาว่า เรื่องของเรื่องก็เนื่องมาจาก ปัญหารายได้ของวัดไทยแอลเอ ซึ่งเดิมนั้นมีตลาดขายอาหารเป็นรายได้หลัก เดือนละหลายหมื่นเหรียญ แบบว่าแค่ขายอาหารอย่างเดียวก็อยู่ได้สบายๆ แต่หลายปีมานี้ ตลาดวัดไทยแอลเอไม่สามารถขายอาหารได้ตามปรกติ เพราะถูกร้องเรียน ทำให้วัดขาดรายได้มหาศาล นั่นจึงเป็นเหตุให้ต้องตัดสินใจซื้อที่ดินข้างวัด อันเป็นปั๊มน้ำมันเก่า เพื่อสร้างเป็นอาคารอย่างสมบูรณ์ ซึ่งถ้าหากโครงการนี้สำเร็จ วัดไทยแอลเอก็จะสามารถยืนอยู่ด้วยลำแข้งอย่างมั่นคงและยาวนาน สถานที่ปั๊มน้ำมันนั้น วัดได้จัดซื้อแล้วเมื่อปีก่อน ในราคา 2.5 ล้านเหรียญ ส่วนโครงการสร้างศูนย์วัฒนธรรมไทย เป็นอาคาร 3 ชั้น รวมทั้งชั้นใต้ดินด้วยนั้น ประมาณว่าจะใช้เงินจำนวนทั้งสิ้น 6 ล้านเหรียญ คิดเป็นเงินไทยตกราวๆ 180 ล้านบาท (30 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์ )

ปัญหามาค้างอยู่ที่ "ค่าก่อสร้าง" จำนวน 6 ล้านเหรียญนั่นเอง ที่เป็นสาเหตุให้ต้องมีการเจรจาหาเงินกู้จากประเทศไทย ซึ่งวัดไทยแอลเอก็มีทางเลือกหลายทาง แต่ทางที่คิดว่าน่าจะง่ายที่สุดก็คือ "ขอกู้วัดโพธิ์จำนวน 180 ล้าน" ทั้งนี้เพราะพระเทพมงคลวิเทศกับพระเทพวีราภรณ์ (สีนวล ปญฺญาวชิโร) เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ องค์ปัจจุบันนั้น มีความสนิทสนมกันมาก เพราะทำงานรับใช้พระธรรมราชานุวัตร (หลวงเตี่ย) มาด้วยกัน นั่นคือสายสัมพันธ์อันนำมาซึ่งการเจรจา "ขอกู้เงิน" ซึ่งทางวัดโพธิ์ก็ตอบสนองด้วยดี โดยมีลำดับการช่วยเหลือจากทางวัดโพธิ์ดังนี้

จ่ายค่าเริ่มต้นในการก่อสร้างวางพื้นฐาน 50 ล้านบาท (ก้อนแรก)

หลังจากนั้น เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ (พระเทพวีราภรณ์) จะเดินทางมาเป็นประธานงานวางศิลาฤกษ์ และจากนั้น วัดโพธิ์ก็จะจ่ายเงินค่าก่อสร้างเป็นงวดๆ จนสิ้นสุดโครงการภายใน 2 ปี นี่คือแผนงานที่ทางพระเทพมงคลวิเทศและคณะสงฆ์วัดไทยแอลเอได้วางเอาไว้ เพื่อให้ปัญหาเรื้อรังต่างๆ สิ้นสุดภายใน 2 ปี

แต่เมื่อพระเทพมงคลวิเทศ นำเอามติคณะกรรมการวัดโพธิ์มาแจ้งให้แก่คณะกรรมการบอร์ดวัดไทยแอลเอ กลับปรากฏว่า "ทางนี้ไม่เอาด้วย" เงินมาแล้ว แต่กรรมการวัดไทยแอลเอกลับไม่ยอมรับเงิน นับเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง

สายข่าวรายงานด้วยว่า เรื่องการนำวัดไทยแอลเอไปเป็นสาขาของวัดโพธิ์นั้น ดำเนินมาร่วมปีแล้ว กรรมการทุกท่านก็รู้ ถ้าไม่รู้คงไม่ปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อมาจนป่านนี้ แต่เมื่อมีปัญหาว่าด้วยการลาออกของกรรมการบางท่าน ก็กลับมีการเอาเรื่องเก่ามาผสมโรง จนขมวดปมเป็นปัญหาว่าด้วยสถานะของวัด อย่างไรก็ตาม อาจจะมีข้อที่กรรมการบอร์ดติดใจอยู่บ้าง โดยเฉพาะการใช้คำว่า "สาขา" ซึ่งดูเหมือนว่าวัดไทยแอลเอจะเสียความเป็นอิสระในการบริหารกิจการของวัด ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว วัดโพธิ์ก็แค่รับไว้ในความอุปถัมภ์และช่วยเหลือตามที่วัดไทยแอลเอขอร้องไปเท่านั้น ส่วนการร้องขอให้ตั้งพระวัดโพธิ์เป็นกรรมการบอร์ดนั้น ก็เพื่อเป็นการยืนยันความสัมพันธ์ในด้านบุคคลากร มิใช่การรับเรื่องไว้แต่ในกระดาษเฉยๆ เรื่องนี้ถ้าหากมีการชี้แจงแสดงเหตุผลพร้อมหน้ากันทุกฝ่ายแล้ว ก็เชื่อว่าจะสามารถเคลียร์ปัญหาได้ แต่ปัญหาสำคัญมันอยู่ที่ว่า มีกรรมการบอร์ดบางท่านในประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลต่อกรรมการท่านอื่นๆ ไม่ยินยอม ทำให้โครงการล้มเหลวไม่เป็นท่า ซึ่งทางพระเทพมงคลวิเทศก็ถือว่าได้ทำหน้าที่เจ้าอาวาสอย่างดีที่สุดแล้ว ใครจะกล่าวหาว่าท่านทำอะไรไม่ปรึกษาก็คงว่าไม่ได้ เพียงแต่ในการปรึกษาหารือกันนั้น ไม่เป็นไปตามที่หลวงพ่อใหญ่ประสานงานไว้เท่านั้นเอง เป็นปัญหาทางด้านเทคนิค

ก็สรุปได้ว่า ปัญหานี้ วัดโพธิ์มิได้สูญเสียอะไร เพราะมิใช่ฝ่ายเรียกร้องหรือเดินเรื่องก่อน แต่เป็น "อุปสงค์" ทางฝ่ายวัดไทยแอลเอที่ต้องการพัฒนาวัดให้ยั่งยืน จึงติดต่อขอยืมเงิน และยื่นเงื่อนไข ซึ่งทางฝ่ายวัดโพธิ์ก็ตอบสนองด้วยมิตรไมตรี แต่มาสะดุดตรงที่กรรมการบอร์ดมองด้วยความหวาดระแวงเกินไป ยิ่งที่อ้างว่าวัดโพธิ์ไม่เคยช่วยเหลืออะไรนั้น วงเงินที่คุยกันตั้ง 180 ล้าน คือสิ่งที่มองเห็นเป็นตัวตน ว่าวัดโพธิ์ยินดีช่วยทั้งหมดโดยไม่มีดอกเบี้ย การอ้างว่าวัดโพธิ์จะฮุบวัดไทยแอลเอ และไม่เคยช่วยเหลือเลยนั้น จึงเป็นการตีรวนแบบไร้เหตุผลเสียมากกว่า แต่ถึงอย่างไร วัดโพธิ์ก็ไม่ได้เสียอะไรอยู่แล้ว วัดไทยแอลเอเสียอีก ที่ต้องมาแตกแยกทางความคิดและต้องเดินหน้าหาเงินต่อไป ในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ มิใช่เรื่องง่ายที่จะหาเงินก้อนใหญ่ได้ตามต้องการ

มีบางท่านเสนอว่า "ถ้าหากวัดโพธิ์ไม่สำเร็จ ก็ควรขอทางวัดไร่ขิงช่วย" แต่เมื่อข่าวออกมาเช่นนี้ ทางวัดไร่ขิงก็คงต้องพิจารณาเช่นกันว่า ขนาดวัดโพธิ์ซึ่งเป็นวัดแม่ของวัดไทยแอลเอวัดหนึ่ง ยังช่วยไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกรรมการวัดไทยแอลเอจะยอมรับวัดไร่ขิง ยิ่งการให้ยืมเงินเป็นร้อยๆ ล้านโดยไม่มีดอกเบี้ยและไม่มีเงื่อนไขอะไรเลยนั้น คงไม่มีใครในโลกเขาทำกัน

"สังเกตนะ ว่าข่าวทางหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ จะเน้นเฉพาะการยกวัดไทยให้วัดโพธิ์ แต่ไม่มีการพูดถึงเรื่องเงินค่าก่อสร้างที่วัดโพธิ์จะช่วยเหลือเลย ถามว่ามันมีการชี้นำอะไรหรือเปล่า กับข่าวที่นำเสนอไม่หมด" สายข่าวกล่าวและว่า "อย่างการที่หลวงพ่อ (วิเชียร) พูดว่าท่านเป็นเจ้าอาวาสมีสิทธิ์นำเสนอในสิ่งที่เห็นว่าเหมาะสมนั้น ความจริงหลวงพ่อท่านเป็นพระโบราณ คิดอย่างไรก็พูดออกไปอย่างนั้น ไม่ค่อยระมัดระวัง อย่างเช่นตอนนั้น (ที่มีการชุมนุมไล่ทักษิณ) มีคนถามท่านว่า หนูเป็นสีเหลือง ถ้าจะเอาลูกมาบวช หลวงพ่อจะให้บวชหรือเปล่า ? หลวงพ่อท่านก็พูดหยอกว่า "ถ้ามึงเป็นสีเหลือง กูไม่ให้บวช" เท่านั้นเองเป็นเรื่องเลย ท่านพูดเล่น ในใจท่านไม่มีอะไร ต่อไปต้องห้ามไม่ให้หลวงพ่อพูดแล้ว พูดทีไรเป็นเรื่องทุกที"

นั่นคือปัญหาของวัดไทยแอลเอ ที่กำลังคุกรุ่นอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับในแอลเอ ในเวลานี้

ยังมีคำถามว่า แล้วงานฉลองสมณศักดิ์พระเทพมงคลวิเทศและงานประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาล่ะ จะเดินหน้าหรือว่ายกเลิก

ก็ได้รับคำตอบว่า ก็ต้องเดินหน้าต่อไป เพราะได้รับฉันทานุมัติมาแล้ว และได้ประกาศต่อสาธารณชนไปแล้ว ทำได้เพียงไหนก็ต้องทำต่อไป  The show must go on..

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
17
มีนาคม 2558


 

 
 

ประมวลข่าวเจ้าคุณเสนาะ


 

ประมวลข่าวพระคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง

 

 

 

 


ประมวลข่าวการมรณภาพ


สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)
วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

 

พิธีพระราชทานเพลิงศพ

พระเทพมหาเจติยาจารย์ (ไพบูลย์ ภูริวิปุโล)
อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัย

อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำพูน
23 มีนาคม 2557

 

ชุดที่ 1 : ชุดที่ 2 :  ชุดที่ 3 :  ชุดที่ 4 : ชุดที่ 5

ชุดที่ 6 : ชุดที่ 7 : ชุดที่ 8 : ชุดที่ 9 : ชุดที่ 10


กดแต่ละชุดเพื่อชม

 

ภาพหมู่การประชุมพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ ขนาด 4000 PC


 

ภาพประวัติศาสตร์
พระธรรมทูตไทยใน 4 ทวีป
 

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ ขนาด 2000 PC

การประชุมพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป
วันที่
23-25 สิงหาคม 2557

ชุดที่ 01 : ชุดที่ 02 : ชุดที่ 03 : ชุดที่ 04 : ชุดที่ 05 : ชุดที่ 06 : ชุดที่ 07


 

ชมภาพชุดในงานวัดนวมินทรราชูทิศ USA.

ชุดที่ 01 : เปิดวัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน ยูเอสเอ

ชุดที่ 02 : ไผเป็นไผ ในบอสตัน 2014

ชุดที่ 03 : โรงพยาบาลเมาท์ ออเบิร์น 9 มิถุนายน 2557
ชุดที่ 04 : พิธีเปิดการประชุมพระพุทธศาสนานานาชาติ
ชุดที่ 05 : เปิดประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 06 : ทัพสื่อมวลชนไทยบุกนครบอสตัน รายงานข่าวการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 07 : ประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา วันที่ 02
ชุดที่ 08 : ผลการเลือกตั้งกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา พ.ศ.2557
ชุดที่ 09 : บรรยากาศการเลือกตั้งกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 10 : พระสงฆ์ 400 รูป สวดพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ณ โรงพระอุโบสถวัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน

 

ภาพชุดรรมยาตราเดินป่าบอสตัน

 

ธรรมยาตรา ชุดที่ 01 ธรรมยาตรา ชุดที่ 02 ธรรมยาตรา ชุดที่ 03
ธรรมยาตรา ชุดที่ 04 ธรรมยาตรา ชุดที่ 05 ธรรมยาตรา ชุดที่ 06
ธรรมยาตรา ชุดที่ 07 ธรรมยาตรา ชุดที่ 08 ธรรมยาตรา ชุดที่ 09

 

 

การประชุมสมัยวิสามัญสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาและงานวันมหารำลึก

ณ วัดวชิรธรรมปทีป นิวยอร์ค 8-9 กันยายน 2555

 

 


 

 

ภาพงานพระราชทานเพลิงศพ

พระเดชพระคุณพระเทพกิตติโสภณ (สมบูรณ์ สมฺปุณฺโณ ป.ธ.7)
อดีตเจ้าอาวาสวัดวชิรธรรมปทีป
อดีตประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
10-14 พฤศจิกายน พ.ศ.2554

 

วันมหารำลึก ปีที่ 23

วัดพรหมคุณาราม รัฐอริโซน่า สหรัฐอเมริกา

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพงานวันมหารำลึก ปีที่ 23

ประมวลข่าวเณรคำ

(กดที่ภาพเพื่อชม)


 

แฟ้มข่าวอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

อ่านข่าวเก่าที่เคยนำเสนอในอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557 : 2558

 

YANTRA TODAY
(กดที่ภาพเพื่อชม)


 


เยี่ยมวัดบ้านไร่-ไหว้หลวงพ่อคูณ
กับอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอม

กดที่ภาพด้านล่างเพื่อชม

01 02 03 04 05 06 07 08 09
10 11 12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31 32 33 34    

 

ตอนที่ 01
ลอนดอน 2012

ตอนที่ 02
มหาโบสถ์แห่งลิชฟิลด์

ตอนที่ 03
มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด

ตอนที่ 04
วัดพุทธปทีป

ตอนที่ 05
ลอนดอนอาย

ตอนที่ 06
British Museum

ตอนที่ 07
ห้างแฮรอดส์

ตอนที่ 08
Tower Bridge

ตอนที่ 09
London Sightseeing

ตอนที่ 10
London To Paris

ตอนที่ 11
หอไอเฟล (1
)

ตอนที่ 12
หอไอเฟล (2)

ตอนที่ 13
หอไอเฟล (3)

ตอนที่ 14
ปารีส 360 องศา

ตอนที่ 15
เยี่ยมหน้าต่างหอไอเฟล

ตอนที่ 16
TROCADERO

ตอนที่ 17
Water Tour

ตอนที่ 18
Musée du Louvre

ตอนที่ 19
MONA LISA

ตอนที่ 20
เทพีวีนัส

ตอนที่ 21
ทอดน่องในลูฟวร์

ตอนที่ 22
หอสมุดแห่งชาติมิตแตรองต์

ตอนที่ 23
ลา เดฟ็องซ์ (La De'fense)

ตอนที่ 24
Arc de Triomphe

ตอนที่ 25
เหนือประตูชัย

ตอนที่ 26
แวร์ซาย (1)

ตอนที่ 27
แวร์ซาย (2)

ตอนที่ 28
แวร์ซาย
(3
)

ตอนที่ 29
แวร์ซาย (4)

ตอนที่ 30
แวร์ซาย (5)

ตอนที่ 31
GENEVA
(1)

ตอนที่ 32
GENEVA (2
)

ตอนที่ 33
GENEVA (3
)

ตอนที่ 34
Lausanne-Zurich

ตอนที่ 35
วัดศรีนครินทรวราราม

ตอนที่ 36
ป้อมยามเมืองลูเซิร์น

ตอนที่ 37
ตลาดน้ำเมืองลูเซิร์น

ตอนที่ 38
กลับปารีส

ตอนที่ 39
ROME (1
)

ตอนที่ 40
ROME
(2)

ตอนที่ 41
ROME (3)

ตอนที่ 42
ROME (4)

ตอนที่ 43
ROME (5)

ตอนที่ 44
Inside Vatican (1)

ตอนที่ 45
View of Rome

ตอนที่ 46
Inside Vatican (2)

ตอนที่ 47
หลังคาวาติกัน

ตอนที่ 48
OUTSIDE VATICAN

ตอนที่ 49
THE COLOSSEUM

ตอนที่ 50
หินอ่อนโคลอสเซียม

ตอนที่ 51
ROME TO PARIS

ตอนที่ 52
NOTRE-DAME DE PARIS

ตอนที่ 53
หมู่บ้านศิลปะ

ตอนที่ 54
พระราชวังฟงแตนโบล

 

 

 


 

สงฆ์ไทย Vol.01

หนังสือเล่มแรกของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

(กดที่ภาพหรือที่ข้อความเพื่อชม)

 

คณะกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

พ.ศ.2557-2559

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ข่าวสารสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา


 

 

หนังสือเล่มแรกของ มจร. ที่ชาว มจร. หลายท่านไม่เคยเห็น

(กดที่ภาพเพื่อเข้าชม)

 

 

 

หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

ข้อแลกเปลี่ยนของชาวพุทธไทย

บวชพระล้านรูป แลกกับ พระนิพพานเป็นอัตตา
ท่องพุทธวจนะล้านคน แลกกับ ตัดปาติโมกข์เหลือเพียง 150 ข้อ

(กดที่ภาพเพื่ออ่าน)

 

>> กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความเพิ่มเติม <<

 

พระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 1-17 พ.ศ.2538-2554
(กดที่ภาพเพื่อชมประวัติ)

อนุสรณ์มหาจุฬาฯ ครบรอบ 9 ปี
 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

ธรรมวาไรตี้
หนังสือเล่มแรก ของพระมหานรินทร์  นรินฺโท

พิมพ์ครั้งแรก กันยายน 2548

วางจำหน่ายแล้วที่ร้านนายอินทร์ จุฬาฯบุ๊ค ซีเอ็ด และอื่นๆ ทั่วไทยและทั่วโลก

ธรรมฮิสตอรี่
หนังสือเล่มที่สอง ของพระมหานรินทร์ นรินฺโท

พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 2549

วางจำหน่ายแล้วที่ร้านนายอินทร์ จุฬาฯบุ๊ค ซีเอ็ด และอื่นๆ ทั่วไทยและทั่วโลก

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

เรายินดีน้อมรับความคิดเห็นและคำชี้แนะจากทุกท่าน

Editor : peesang2555@hotmail.com

 


WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE  LAS VEGAS NEVADA 89121 U.S.A. PHONE 702-384-2264