LAST UPDATE :   FEBRUARY 08  2016  06:00 A.M. PACIFIC TIME

 

 

พระมหานรินทร์ "เลือก" พระสังฆราช

มุมมองของพระมหานรินทร์ ครั้งที่ 153

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 


 

40 ปี สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

เหลียวหน้า-แลหลัง กับวันเวลาที่ผันผ่านของชาวไทยในต่างแดน

คลิกที่ภาพเพื่ออ่านกำหนดการ


 

ฉลองสมณศักดิ์

"พระเทพพุทธิวิเทศ"

ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

20 มีนาคม 2559

คลิกที่ภาพเพื่ออ่านกำหนดการ

 


 

ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

ลัทธิธรรมกาย กับบทบาท ของสังคมไทย

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์ ครั้งที่ 152

เปิดโผว่าที่ "สมเด็จใหม่" ในมหานิกาย

กดที่ภาพเพื่ออ่านบทความ

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 

 


 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

 

 

ถก มส. !

 

ดีเอสไอไปพุทธมณฑล

คุยระดับมันสมองของมหาเถรสมาคม

พระพรหมบัณฑิตและพระพรหมโมลี

 

ด้ความหรือไม่ได้ความว่ายังไง ดีเอสไอก็กลับไปแล้ว ต้องรอดู "ท่าที" จากดีเอสไออีกครั้ง ถ้ายังฮึ่มฮั่มบึ้มบั้ม แสดงว่าการคุยครั้งนี้ยัง..ไม่เคลียร์ ความจริงแล้วก็น่าจะ "ไม่เคลียร์" จริงๆ เพราะพระพรหมบัณฑิตที่ยังกั๊ก ไม่ตอบว่า "ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏนั้น พระธัมมชโยปาราชิกหรือยัง ?" ซึ่งก็ถูกของท่าน เพราะจะตอบแทนศาลสงฆ์ได้อย่างไร เขาให้มาคุยเรื่องตัวบทกฎหมายก็ว่ากันไป "ตามเนื้อผ้า" ส่วนดีเอสไอเมื่อได้คุยแล้ว จะทำอย่างไรต่อไป ก็สุดแท้แต่จะดำเนินการ เพราะดีเอสไอย่อมจะมี "กฎหมาย" อีกหลายฉบับ ที่จะนำมาพิจารณาร่วม รวมทั้ง "ม.157" เสร็จทั้งมหาเถร โดนฟ้องเมื่อไหร่ก็ "ตายยกเล้า"

 

 

 

สองสหาย เณรนาคหลวง ป.ธ.9 ปี 19

ซ้าย : พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.9) วัดประยุรวงศาวาส เจ้าคณะภาค 2 กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดี มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)

ขวา : พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน ป.ธ.9) วัดปากน้ำ เจ้าคณะภาค 5 กรรมการมหาเถรสมาคม แม่กองบาลีสนามหลวง

 

ดีเอสไอถก มส. คดีพระลิขิต-ธัมมชโย


เมื่อวันที่ 8 ก.พ.59 ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้แทนสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้มาหารือร่วมกับ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) ผู้แทนกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) นายพนม ศรศิลป์ ผอ.พศ. นายชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.พศ. เข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับ กรณีพระลิขิต สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และกรณีที่เกี่ยวเนื่องกับ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในข้อกล่าวหายักยอกทรัพย์ ว่า ผิดพระวินัยอาบัติปาราชิกหรือไม่ โดยใช้เวลาประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง

นายชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.พศ. กล่าวภายหลังประชุมว่า การหารือครั้งนี้ ทางดีเอสไอ ได้มาถามว่า พศ. และ มส. ว่า เข้าใจตรงกันเกี่ยวกับข้อคำถามหรือไม่ ใน 2 เรื่อง คือ

1.การตอบสนองพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช ทาง พศ.และ มส. ได้สนองตอบอย่างไรบ้าง โดยพระพรหมบัณฑิต และ พศ. ได้ชี้แจงไปว่า การตอบสนองพระลิขิตต้องให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม และกฎหมาย

2. เกี่ยวกับหลักการพิจารณาคณะผู้วินิจฉัย นิคหกรรม เกี่ยวกับกรณีพระธัมมชโยว่า ทาง พศ. และ มส. มีหลักการพิจารณาอย่างไร ซึ่งพระพรหมบัณฑิต ได้ตอบต่อดีเอสไอไปว่า การวินิจฉัยของคณะสงฆ์ ได้ยึดหลักการวินิจฉัยตามพระธรรมวินัย และหลักของกฎหมาย โดยเฉพาะกฎนิคหกรรม โดยในเรื่องการยักยอกเงินตามหลักพระธรรมวินัย จะมีหลักองค์ประกอบพิจารณาอยู่แล้วว่า ภิกษุที่จะเข้าข่ายอาบัติปาราชิกจากกรณีนี้ จะต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง โดยในพระธรรมวินัยกำหนดชัดเจนอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในการหารือยังไม่ได้มีการชี้ชัดเกี่ยวกับโทษว่าปาราชิกหรือไม่ เพียงแต่ตอบโดยหลักการพิจารณาให้ทางดีเอสไอเข้าใจเท่านั้น

"ที่สำคัญ การหารือครั้งนี้ ทางดีเอสไอ ก็ได้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องพระธรรมวินัยมากขึ้น ว่าแตกต่างจากกฎหมายบ้านเมืองอย่างไร อย่างไรก็ตาม หลังจากการหารือกับดีเอสไอแล้ว เนื่องจากเป็นเรื่องที่ดีเอสไอ ถามมายังมหาเถรสมาคม ดังนั้น พศ. จะต้องนำข้อหารือนี้ เสนอต่อมหาเถรสมาคมได้พิจารณา โดยจะพยายามทำรายงานให้ทันเพื่อนำเสนอในวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ " รองผอ.พศ.กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อมูลจากหนังสืออธิบายวินัย น.ธ.ตรี ฉบับสมบูรณ์ และหนังสือนวโกวาท ได้อธิบายสิกขาบท ว่าด้วยการลักทรัพย์ที่เขาไม่ได้ให้ที่มีราคาตั้งแต่ 5 มาสก ขึ้นไป ถือว่าต้องอาบัติปาราชิก ไว้ว่า ลักษณะของทรัพย์และการต้องอาบัติ โดยลักษณะของทรัพย์แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ สังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ โดยมีการยกตัวอย่างอธิบายประกอบ เช่น ที่นา ที่บ้าน หรือพื้นที่วัด ซึ่งหากภิกษุตู่เอาพื้นที่นา ที่บ้าน ที่สวน หรือแม้แต่พื้นที่วัด อันเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น มาเป็นของตนเอง ต้องอาบัติปาราชิกเมื่อได้พื้นที่นั้นมา แต่หากภิกษุมีการฟ้องร้องเพื่อเอาที่ดินผืนดังกล่าว ถ้าศาลตัดสินให้เจ้าของที่ดินแพ้ และให้ภิกษุชนะ ภิกษุนั้นจะถือว่าต้องอาบัติปาราชิก แต่หากภิกษุนั้นแพ้คดีความจะต้องอาบัติถุลลัจจัย (อาบัติที่เกิดจากการกระทำที่หยาบคาย) ถือเป็นอาบัติอย่างเบา เพราะที่ดินยังตกเป็นของเจ้าของที่ดินตามเดิม หนังสือดังกล่าวยังอธิบายการตัดสินว่าภิกษุถือเอาทรัพย์เช่นไรถึงจะต้องอาบัติ เช่นไรไม่ต้องอาบัติ โดยหากพร้อมด้วยอาการ 5 อย่าง คือ

1. ทรัพย์ผู้อื่นหวงแหน

2. มีความสำคัญว่าทรัพย์อันผู้อื่นหวงแหน

3. ทรัพย์มีค่าได้ราคา 5มาสก (1 บาท) หรือเกินกว่า

4. มีไถยจิตปรากฎขึ้น (จิตคิดจะลัก) และ

5. ภิกษุทำทรัพย์นั้นให้เคลื่อนฐาน

ถ้าพร้อมด้วยอาการทั้ง 5 ดังกล่าว จะถือว่าต้องอาบัติปาราชิก

 

 

ที่มา  : เดลินิวส์  :  9 กุมภาพันธ์ 2559


 

 

ไพบูลย์มาเหนือเมฆ !

 

จี้ มส. ใช้ ม.21 สั่งสึกธัมมชโย

หาไม่ก็จะใช้ ม.157 ฟ้อง มส.

ข้อหา : ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

 

อา ! มหกรรมเปิดตำรากฎหมายอาญาได้เกิดขึ้น ณ ประเทศไทย อย่างยิ่งใหญ่แล้ว ในวันนี้ ทั้งพระทั้งโยม ทั้งในและนอกเครื่องแบบ รวมทั้งพระต่างประเทศ ก็ระดมพลกัน "เปิดตำรากฎหมาย" ตีความแข่งกันคึกคัก ยิ่งกว่าสอบชิงทุนไปต่างประเทศ

นับว่าเป็นเหตุการณ์ประหลาดมหัศจรรย์ ก่อนหน้านั้น "ใครทำผิด-ใครทำถูก" ก็ถูกปล่อยปละละเลย ทั้งรัฐบาลเอย รัฐสภาเอย สำนักพุทธฯเอย มหาเถรสมาคมเอย นักวิชาการศาสนาเอย ไม่เห็นมีใครออกมาว่ากล่าวเลย ปล่อยเลยตามเลยให้ปัญหามันพอกจนใหญ่กว่าตัวหมู สุดท้ายหมูที่ชื่อ "มหาเถรสมาคม" ก็ร้องอู๊ดๆ บอกว่า "ถ้าไม่มีดินพอกมหาเถรสมาคมๆ ก็คงต้องตาย" เพราะทุกวันนี้อยู่ได้ด้วยดินพอกที่ชื่อว่า..ธัมมชโย แต่กลับไม่เห็นว่าจะมี "กรรมการมหาเถรสมาคมหน้าไหน" เอาพัดยศไปถวายคืนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สารภาพว่า "อาตมภาพ พระพรหมดิลก หมดสิ้นสติปัญญาจะปกครองดูแลพระภิกษุสงฆ์ ตามที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดยกย่องแล้ว ดังนี้เลย ที่เห็นๆ ก็มีแต่ "กูจะขอเลื่อน กูอยากเป็นสมเด็จ กูอยากเป็นกรรมการมหาเถร" บางรูปไม่ได้ก็ถึงกับป่วยไข้ บางรูปถูกปลดก็น้อยใจ ถึงกับ..ผูกคอตาย ไม่อายให้หมาขี้เรื้อนที่นอนเอาสีข้างถูภูเขาทองมั่งเลย

กรณีที่คุณไพบูลย์ออกมาชี้ช่องให้ มส. ใช้กฎมหาเถรสมาคม มาตราที่ 21 ดำเนินการ "สั่งสึก-ธัมมชโย" เหมือนกรณีพระยันตระนั้น ดูเหมือนมันง่าย แต่อย่าลืมว่า ถ้าวัดบารมีระหว่าง "ยันตระ" กับ "ธัมมชโย" แล้ว ต่างกันลิบลับ ยันตระนั้นก็แค่พระดาราหน้ากล้อง ได้เงินทองเป็นกอบเป็นกำก็ไม่ได้เอามาสงเคราะห์สาธารณชน ถึงมีบ้างก็น้อย แต่วัดพระธรรมกายนั้น เป็นองค์กรจัดตั้งระดับ "กองทัพ" มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ กล้าพูดได้ว่า มหาเถรสมาคมก็สู้ไม่ได้ เพราะมหาเถรสมาคมเป็นรัฐบาลผสมจากหลายสาขา จึงไร้เสถียรภาพ ทุกวันนี้มีแต่รายการ "ใช้มหาเถรสมาคมเป็นตราประทับ" เอาคนของตนเอง "ยัดเข้าไป" ดำรงตำแหน่งต่างๆ พอผ่านมหาเถรสมาคมแล้ว ก็ถือว่าชอบธรรม !

แต่สำหรับธรรมกายแล้ว เขามีกฎระเบียบในการ "คัดสรรบุคลากร" ขนาดระดับ "ด๊อกเตอร์-เมตตานันโท" หรือ "ประโยคเก้า-วิชฺเชสโก" หากห่างเหินเดินออกไกล เขาก็ไม่รีรอที่จะทำการ "ตัดหางปล่อยวัด" ทันที เพื่อมิให้คนข้างใน "ติดเชื้อ" จนลุกลามกลายเป็นโรคระบาด แล้วถามว่า มหาเถรสมาคม จะเอาอำนาจอะไรไปบังคับให้ "ธัมมชโย" ต้องสละสมณเพศ เพราะทุกวันนี้ มหาเถรสมาคมก็ยังต้อง "พึ่งพา" ธรรมกาย ในโครงการต่างๆ นี่อย่าพูดไกลไปถึงจับธัมมชโยสึกเลย ทุกวันนี้ พระในมหาเถรสมาคมยิ่งเป็นหนักถึงขนาดว่า "แย่งไปกิจนิมนต์วัดพระธรรมกาย" ไม่รู้เป็นอะไร สงสัยถวายหนัก !

 

 

 

ไพบูลย์ขู่ใช้ ม.157 บีบ มส.-สำนักพระพุทธฯ ไล่ ธัมมชโย แนะใช้มติกฎ มส. ฉบับที่ 21 แทน 

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ นพ.มโน เลาหวณิช อดีตกรรมการปฏิรูปแนวทางฯ แถลงว่า ขอฝากไปถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรุปุญฺโญ) ในฐานะประธานกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ นี้ เพื่อพิจารณาหนังสือของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ให้ดำเนินการให้พระธัมมชโย ต้องอาบัติปาราชิก ตามลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชที่มีมติของ มส. รับรองแล้ว

นายไพบูลย์ กล่าวว่า พระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ทรงใช้อำนาจในฐานะสกลมหาสังฆปริณายก ทรงมีอำนาจบัญชาพระสงฆ์ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 โดยพระลิขิตลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2542 โดยมีเนื้อหาเป็นที่เข้าใจว่า พระธัมมชโยเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไปแล้ว และ มส. ก็ได้มีมติสนองพระดำริมาโดยตลอด ให้ชอบด้วยกฎหมายพระธรรมวินัยและกฎของ มส. และยังส่งเรื่องให้ฝ่ายสังฆการดำเนินการตามมติ มส. ซึ่งสมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระบัญชาและพระประสงฆ์ให้ดำเนินตามกฎของ มส. ฉบับที่ 21 (พ.ศ.2538) ว่าด้วยให้พระภิกษุสละสมณเพศข้อ 4 ซึ่งบัญญัติว่า มส. มีอำนาจวินิจฉัยให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศได้ ทั้งนี้ ไม่กระทบต่อการพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมที่กำลังดำเนินการอยู่ไม่ว่าในชั้นใดๆ และข้อ 5 ยังระบุว่า คำวินิจฉัยให้พระภิกษุสละสมณเพศตามข้อ 3 หรือข้อ 4 ให้เป็นอันถึงที่สุด

ดังนั้น เมื่อมีพระลิขิตที่สมเด็จพระสังฆราช ที่ทรงใช้อำนาจในฐานะสกลมหาปริณายกและประธานกรรมการ มส. และได้นำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม มส. และได้มีมติเห็นชอบแล้ว จึงมีผลตามกฎของ มส. ฉบับที่ 21 (พ.ศ.2538) มาตรา 4 วรรคท้าย ให้อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายต้องสละสมณเพศ และตามข้อ 5 คำวินิจฉัยตามข้อ 3 หรือข้อ 4 ให้เป็นอันถึงที่สุด ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามกฎ มส. สมเด็จช่วงในฐานะประธาน มส. และกรรมการ มส. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่จะต้องติดตามดำเนินการ ให้พระธัมมชโยต้องสละสมณเพศ ตามกฎ มส.ฉบับที่ 21 (พ.ศ.2538) เช่นเดียวกับกรณีของพระยันตระ อมโร ซึ่ง มส. เคยใช้อำนาจวินิจฉัยให้ต้องอาบัติปาราชิกไปแล้ว หาก มส. และสำนักพระพุทธศาสนา ไม่ดำเนินการ หรือมีการบ่ายเบี่ยง ในฐานะหน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ อาจจะถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และอาจถูกข้อครหาว่าเป็นการช่วยเหลือให้การสนับสนุนคุ้มครองพระธัมมชโย ไม่ให้ต้องปาราชิกพ้นจากความเป็นภิกษุตามพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า การดำเนินการตามพระลิขิตแก่พระธัมมชโยที่ต้องอาบัติปาราชิก ไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎของ มส. ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม เนื่องจากตามพระวินัยปิฎก เพราะการกระทำนิคหกรรมเป็นการลงโทษแก่ภิกษุผู้ประพฤติผิดตามธรรมวินัย แต่ไม่รวมอาบัติปาราชิก ดังนั้น จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎของ มส. ฉบับที่ 21 (พ.ศ.2538) ซึ่งที่ผ่านมาเราพูดเพียงแค่กฎของ มส. ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2521) ซึ่งไม่ใช่แล้ว ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้ทำตามกฎหมายที่บัญญัติ โดยจากนี้ไปตนจะติดตามว่ามีการปฏิบัติตามหรือไม่ ไม่เช่นนั้นตนจะเป็นผู้กล่าวหาเอง

 

ที่มา  : มติชน :  9 กุมภาพันธ์ 2559


 

 

ยังไม่ยุติ คดีมีหลายชั้น !

เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต ชี้

เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีเป็นเพียงศาลชั้นต้น

ยังมีศาลอุทธรณ์และศาลฏีกาอีกตั้ง 2 ขั้น

จะประกาศอิสรภาพยังไม่ได้ !

 

 

 

 

นิคหกรรม 'ธัมมชโย' ยังวุ่น ราชบัณฑิต ชี้ เรื่องยังไม่ยุติ

"เสฐียรพงษ์ วรรณปก" ราชบัณฑิต ชี้ กรณีนิคหกรรม "พระธัมมชโย" เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ยังไม่ยุติจนกว่ามหาเถรสมาคม จะทำตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ขณะที่รอง ผอ.พศ.ยืนยัน เรื่องนี้ได้ยุติไปนานแล้ว...

จากกรณีนาย ชยพล พงษ์สีดา รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้า ในเรื่องนิคหกรรม "พระธัมมชโย" เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่ถูกกล่าวหาเรื่องยักยอกเงินและที่ดินวัดพระธรรมกาย ว่า นิคหกรรมนี้ได้จบไปนานแล้ว เรื่องต่างๆ ได้ยุติลงตั้งแต่กระบวนการชั้นต้น ระดับจังหวัด นั่นคือเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีในตอนนั้น ได้พิจารณาคำร้องโดยการ "ไม่รับคำร้อง" และเสนอคณะกรรมการพิจารณานิคหกรรมระดับจังหวัด ก็มีคำสั่งและเหตุผล "ไม่รับคำร้อง" เช่นกัน จึงทำให้เรื่องยุติลง

ล่าสุด วันที่ 7 ก.พ. "ทีมข่าวไทยรัฐ" สอบถามไปยัง ศาสตราจารย์ (พิเศษ) เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต สาขาศาสนศาสตร์ ออกมาแสดงความเห็น ว่า กรณีนี้จะยุติลงในชั้นต้นไม่ได้ เพราะสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ทรงมีพระลิขิตออกมาแล้ว ว่า พระธัมมชโย ต้องอาบัติปาราชิก จากคดียักยอกเงิน และที่ดินวัดพระธรรมกาย

"หากเรื่องไม่ผ่านชั้นต้นระดับเจ้าคณะจังหวัด แล้วสมเด็จพระสังฆราช จะทรงมีพระลิขิตได้อย่างไร เรื่องพระลิขิตเป็นเรื่องที่ชัดเจน แต่ที่ผ่านมา มหาเถรสมาคม ไม่ทำตาม จึงทำให้เกิดปัญหามาถึงปัจจุบัน" ศาสตราจารย์ (พิเศษ) เสฐียรพงษ์ กล่าว

 

ที่มา  : ไทยรัฐ :  8 กุมภาพันธ์ 2559


 

 

ยื่นนายกฯ !

ให้รับพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

ถ้าไม่รับก็จะ..คว่ำรัฐธรรมนูญ

เจ้าคุณเกษมเสกคาถาสุดท้าย

มะ อะ อุ !

 

อุ๊ย ! ตกใจ นึกว่ายื่นให้นายกฯ เสนอสมเด็จช่วงเป็นสังฆราช เพราะเห็นเจ้าคุณประสารประกาศว่าจะใช้เวที "ศูนย์พิทักษ์" ระดมพระเณรทั้งประเทศมาประท้วงรัฐบาล หากสมเด็จช่วงไม่ได้เป็นสังฆราช จนช่วงหลังมานี้ ผู้คนก็คิดว่าศูนย์พิทักษ์ วัดราชาฯ โดนวัดมหาธาตุฯ "เซ้ง" ไปแล้ว เพราะไม่เห็นประธาน คือเจ้าคุณเกษมมีบทบาทอะไร แต่วันนี้ก็พอเชื่อใจได้ว่า ศูนย์พิทักษ์ยังมีประธาน ชื่อว่า เจ้าคุณเกษมอยู่ ส่วนเรื่องรณรงค์ให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินั้น ถึงจะมีใจให้กัน แบบว่าชาวพุทธทุกรูปทุกนาม ก็อยากให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ขาดก็แต่..ผู้นำ คือมหาเถรสมาคม ไม่เคยมีท่าทีสนับสนุนอย่างเปิดเผย ต่างกับกรณี "ตั้งสมเด็จช่วงเป็นสังฆราช" ท่านก็รีบ "ประชุมลับ" ออกมติกันอย่างรีบเร่ง ทำเหมือนว่า ถ้าสมเด็จช่วงได้เป็นสังฆราช พระพุทธศาสนาจะได้เป็นศาสนาประจำชาติไทยอย่างนั้นแหละ แต่ความเป็นจริงแล้ว ถ้าสมเด็จช่วงได้เป็นสังฆราช ก็เกรงว่า "ธรรมกาย" จะได้เป็นศาสนาประจำชาติไทย นะสิ อิอิ !

 

 

 

พระเทพวิสุทธิกวี (เกษม สญฺญโต) วัดราชาธิวาส
ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ)

 

 

"ศพศ" เตรียมยื่นล้านชื่อให้ "บิ๊กตู่" บัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติใน รธน.

 

พระเทพวิสุทธิกวี (เกษม สญฺญโต) ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ) เปิดเผยว่า กรณีที่ ศพศ ร่วมกับเครือข่ายองค์กรชาวพุทธเรียกร้องให้บัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ โดยยื่นหนังสือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมล่ารายชื่อสนับสนุนนั้น ล่าสุด อาตมาได้เห็นร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ฉบับที่ร่างแรกที่ยกร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน โดยในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา 31 ระบุว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติ หรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน  แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน" และหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 63 ระบุ "รัฐพึงอุปถัมภ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนา และศาสนาอื่น" วรรคแรก "ในการคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐต้องมีมาตรการ และกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา ไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการ หรือกลไกดังกล่าว" นั้น ไม่พบว่ามีมาตราใดบัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

"อย่างไรก็ตาม ศพศ จะประสานกับเครือข่ายองค์กรพุทธให้ทำหนังสือเรียกร้องให้บัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ โดยครั้งนี้จะยื่นโดยตรงต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพราะมีหลายมาตราที่นายกฯ ไม่เห็นด้วย ดังนั้น การยื่นหนังสือตรงต่อนายกฯ ทำให้ ศพศ ยังมีความหวังว่าท่านจะเห็นความสำคัญ และนำไปสู่การปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญ และบัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ และหากนายกฯ ถามว่ามีผู้สนับสนุนกี่รายชื่อ ศพศ จะนำรายชื่อที่รวบรวมมากกว่า 1 ล้านรายชื่อ มายื่นอีกครั้ง" พระเทพวิสุทธิกวี กล่าว


พระเทพวิสุทธิกวี กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ศพศ จะรณรงค์เรื่องความสำคัญของสถาบันหลักของไทย คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้ประชาชนได้รับทราบ และทำความเข้าใจมากขึ้นว่าเหตุใดศาสนาจึงอยู่ใน 3 สถาบันหลัก ทั้งนี้ เมื่อเรียกร้องถึงที่สุดแล้วฝ่ายรัฐบาลยังเพิกเฉย ศพศ จะรณรงค์ให้ประชาชนโหวตโน ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว

นายบรรจบ บรรณรุจิ ประธานคณะกรรมการรณรงค์ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ กล่าวว่า คิดว่าการรณรงค์ให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติได้ผลระดับหนึ่ง แม้จะยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ก็ตาม เพราะในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ทำให้เห็นว่ารัฐอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการผลักดันให้เกิดกฎหมายลูกตามมา โดยต้องอาศัยนักการเมือที่เป็นชาวพุทธโดยแท้ช่วยผลักดัน


"อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่ทิ้งเป้าหมายเดิม คือการเรียกร้องให้บัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ถึงแม้ครั้งนี้จะยังไม่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่จะเรียกร้องเรื่อยไปจนกว่าจะมีการบัญญัติ" นายบรรจบกล่าว

 

ที่มา  : มติชน :  8 กุมภาพันธ์ 2559


 

 

ตี-ดีเอสไอ !

เจ้าคุณเบอร์ลินย่างสามขุมเข้าหาดีเอสไอ

ตั้งข้อหาหนัก - อนันตริยกรรม

 

อา ! และแล้ว "ดีเอสไอ" ก็ถูกลากเข้าไปเป็น "คู่กรณี" ในเรื่องนี้จนได้ จากสาเหตุ "ไปรับฟ้องจากพุทธะอิสระ" แล้วก็ออกคำสั่งให้ พศ. และ มส. ต้องรายงานผลการดำเนินคดีกับธัมมชโยให้แก่ดีเอสไอ หาไม่ก็จะดำเนินคดี ข้อหาเป็นเจ้าหน้าที่-ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า ดีเอสไอ กำลังทำคดีใหญ่ในประวัติศาสตร์ คือ รถหรู ของสมเด็จช่วง วัดปากน้ำ ว่าที่สมเด็จพระสังฆราช หากระบุว่า "ผิดกฎหมาย" สมเด็จช่วงก็จะหมดสิทธิ์เป็นสังฆราชทันทีเลย งานนี้ ตีดีเอสไอจุดเดียว ได้ถึง 2 ต่อ ต่อแรกก็กีดกันอำนาจการปกครองสงฆ์ไว้เฉพาะมหาเถรสมาคม (รวมทั้งกรณีธรรมกาย) ต่อที่สองก็กินรวบการปกครองคณะสงฆ์ ส่งสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสังฆราช ส่วนธัมมชโยนั้นได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง เพราะใช้คนเป็น และอะแฮ่ม..ใช้เงินเป็น !

 

 

พระโสภณพุทธิวิเทศ (จิตติก์ ญาณชโย)

เจ้าอาวาสวัดพุทธาราม เบอร์ลิน ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

 

 

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระโสภณพุทธิวิเทศ (จิตติก์ ญาณชโย) เจ้าอาวาสวัดพุทธาราม เบอร์ลิน ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจชื่อ เจ้าคุณเบอร์ลิน ถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งหนังสือแจ้งมายังมหาเถรสมาคม (มส.) ให้รื้อฟื้นอธิกรณ์ที่คณะสงฆ์วินิจฉัยไปแล้ว เพื่อใช้กฎนิคหกรรมปรับอาบัติปาราชิกพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกว่า

กรณีนี้ถือว่าดีเอสไอใช้อำนาจอาณาจักรแทรกแซงศาสนจักร และเข้าข่ายชักพระสงฆ์เข้าหาอาบัติ ซึ่งเป็นอาบัติสังฆาทิเสส (อาบัติหนักที่ต้องอาศัยความอนุเคราะห์จากคณะสงฆ์จึงออกจากอาบัติได้) เนื่องจากการลงนิคหกรรมเป็นกระบวนการทางพระธรรมวินัย โดยพระพุทธองค์ให้ภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกัน (ทำสังฆกรรมร่วมกัน) ลงนิคหกรรมกัน ที่สอดคล้องกับกฎ มส.ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม เพื่อป้องกันการใส่ความกลั่นแกล้งซึ่งกันและกันโดยไม่เป็นธรรม จากภิกษุผู้เป็นนานาสังวาส ทั้งนี้ เป็นการป้องกันไม่ให้ภิกษุผู้ไร้ยางอายใช้อธิกรณ์เป็นเหตุตะเกียกตะกายทำลายคณะสงฆ์ และการกระทำดังกล่าวของดีเอสไอเป็นความผิดอย่างมหันต์ในหลักพระพุทธศาสนา เพราะเป็นการชักสงฆ์ให้เข้าหาอาบัติหนัก ผิดทั้งพระธรรมวินัยและผิดทั้งกฎนิคหกรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า พระโสภณพุทธิวิเทศได้โพสต์ทิ้งท้ายว่า อย่างไรก็ตามการที่ดีเอสไอ นำพระลิขิตอดีตสมเด็จพระสังฆราชมากล่าวอ้างในการรื้อฟื้นลงโทษพระสงฆ์ทางพระธรรมวินัยขึ้นอีก เป็นการชักอดีตสมเด็จพระสังฆราชให้เข้าหาอาบัติ ทั้งหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดกฎนิคหกรรม เป็นการทำผิดอย่างใหญ่หลวงต่อพระองค์ท่าน นอกจากนั้นในกรณีของพระสงฆ์ที่ขวนขวายกระทำเช่นเดียวกัน ก็เข้าข่ายเป็นผู้ตะเกียกตะกายทำลายสงฆ์ผิดอาบัติสังฆาทิเสส แม้ดีเอสไอเป็นผู้ส่งเสริมพระสงฆ์ให้ทำเช่นนั้น ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ตะเกียกตะกายทำลายสงฆ์ ไม่พ้นอนันตริยกรรมเช่นเดียวกับพระสงฆ์ ดังนั้นดีเอสไอและพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพระพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม จึงมิบังควรนำพระลิขิตพระสังฆราชมาใช้เป็นข้ออ้าง จนทำให้เกิดการสั่นสะเทือนแก่คณะสงฆ์ และพระพุทธศาสนา

 

ที่มา  : มติชน :  8 กุมภาพันธ์ 2559


 

 

เราจะดำเนินการ บนพื้นฐาน ของความถูกต้อง !

ชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.พศ. ลั่นสัจวาจา

 

ดีฮ่ะ ! เพราะความถูกต้อง ย่อมจะดีกว่า ความถูกใจ อะไรที่ถูกใจแต่ไม่ถูกต้อง ก็ต้องทำให้ถูกต้อง ส่วนใครที่ทำอะไรไม่ถูกต้องนั้น ก็ต้อง..ทำใจ

 

 

พศ. ยัน ชี้แจงสัปดาห์หน้า ปมปาราชิกธัมมชโย

จากกรณีที่ ดีเอสไอ ส่งหนังสือถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้เสนอเรื่องเข้าสู่การประชุม มส. เพื่อใช้กฎนิคหกรรมปรับอาบัติปาราชิกพระธัมมชโยนั้น ต่อมาได้มีการอ้างแหล่งข่าวจาก มหาเถรสมาคม(มส.) เขียนในเฟสบุ๊กทำนองว่า ดีเอสไอใช้อำนาจอาณาจักรแทรกแซงศาสนจักรหรือไม่ เนื่องจากการลงนิคหกรรมเป็น กระบวนการทางพระธรรมวินัย เป็นอำนาจของคณะสงฆ์ กรณีการนำพระลิขิตมาอ้างในการลงโทษพระสงฆ์ทางพระธรรมวินัยนั้น มิอาจดำเนินการได้ตามกฎนิคหกรรม เนื่องจากกฎนิคหกรรม ข้อ 11 (4) ระบุว่า พระภิกษุที่จะตั้งโจทก์ต้องเป็นผู้มีสังวาสเสมอกัน จึงจะมีอำนาจในการโจทก์ได้ ส่วนกรณีพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ทรงเป็นพระธรรมยุตนิกาย ไม่ลงปาติโมกข์ ไม่บวชนาค และ ไม่รับกฐินร่วมกับมหานิกาย มีพระลิขิตออกมา โจทก์มหานิกายว่า เป็นอาบัติปาราชิก เป็นการขัดต่อพระธรรมวินัยว่าด้วยนานาสังวาส และ นิคหกรรม กฎข้อ 11 ใช่หรือไม่

เมื่อวันที่ 7 ก.พ. นายชยพล พงษ์สีดา รองผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า เนื้อหาที่ออกมาไม่ใช่มาจาก พศ. แต่อาจจะเป็นข้าราชการใน พศ. ที่ต้องการชี้แจงให้เข้าใจว่า แต่ละคำมีความหมายอย่างไร

เมื่อถามว่า แสดงว่า คนละนิกายจะไม่สามารถปาราชิกได้ใช่หรือไม่

นายชยพล กล่าวว่า ทำได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูเหตุผลข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร ขณะนี้ ทาง พศ. ก็กำลังรวบรวมหลักฐานข้อมูลทั้งหมด ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เราจะดำเนินการบนพื้นฐานของความถูกต้อง ซึ่งในสัปดาห์หน้า ตนจะชี้แจงดีเอสไอ และสื่อมวลชนได้รับทราบว่าทาง พศ. มีความเห็นกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไร โดยจะชี้ให้เห็นว่าทำได้เพราะอะไร ไม่ได้เพราะอะไร จะไม่พูดลอยๆ

 

ที่มา  : เดลินิวส์  :  8 กุมภาพันธ์ 2559


 

 

เปิดแหล่งซ่อมรถโบราณ

ประกอบเบนซ์ 99 สมเด็จช่วง

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ที่มา  : ทีนิวส์  :  7 กุมภาพันธ์ 2559


 

 

นานาสังวาส !

 

ธรรมกายพลิกกฎหมายสู้

อ้าง..นานาสังวาส สังฆราชโจทย์ธัมมชโย ไม่ได้ !

 

อา..แล้วที่ประกาศมาหลายปีว่า "มส. มีมติให้สนองพระดำริสมเด็จพระสังฆราช จึงดำเนินการนิคหกรรมแก่พระธัมมชโย" จะกระทั่งปิดคดีความไปนั้น มันมิผิดยิ่งกว่านานาสังวาสอีกหรือ ตลกนะ ตะที มส. มีมติให้รับสนองพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ตอนนั้นไม่เห็นมีใครอ้าง "นานาสังวาส" แต่วันนี้กลับอ้างเป็นปี่เป็นขลุ่ย งานนี้ แสดงว่า มส. ติดกับดักของตัวเอง วิ่งไปรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชมาปฏิบัติ ตอนหลังกลับปฏิเสธว่า "พระบัญชาผิด" เพราะเป็นนานาสังวาส อย่าบอกนะว่า มส. ก็..เสียค่าโง่ !

 

  


 
รายงานข่าวจาก มส.แจ้งว่า กรณีดีเอสไอส่งหนังสือถึง ผอ.พศ. ให้เสนอเรื่องเข้าสู่การ ประชุม มส. เพื่อใช้กฎนิคหกรรมปรับอาบัติปาราชิกพระธัมมชโย ถือว่าดีเอสไอใช้อำนาจอาณาจักรแทรกแซงศาสนจักรหรือไม่ เนื่องจากการลงนิคหกรรมเป็นกระบวนการทางพระธรรมวินัย เป็นอำนาจของคณะสงฆ์ กรณีการนำพระลิขิตมาอ้างในการลงโทษพระสงฆ์ทางพระธรรมวินัยนั้น มิอาจดำเนินการได้ตามกฎนิคหกรรม เนื่องจากกฎนิคหกรรม ข้อ 11 (4) ระบุว่า

พระภิกษุที่จะตั้งโจทก์ต้องเป็นผู้มีสังวาสเสมอกัน จึงจะมีอำนาจในการโจทก์ได้

โดยคำว่า สังวาสเสมอกัน ตามกฎ 11 แห่งนิคหกรรม หมายความว่า พระภิกษุนั้นต้องเป็นนิกายเดียวกัน ทำสังฆกรรมอุโบสถร่วมกัน เช่น ลงปาติโมกข์ บวชนาค และรับกฐินร่วมกันได้ เป็นต้น

ในกรณีพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ทรงเป็นธรรมยุติกนิกาย ไม่ลงปาติโมกข์ ไม่บวชนาค และไม่รับกฐิน ร่วมกับมหานิกาย มีพระลิขิตออกมาโจทก์มหานิกายว่า เป็นอาบัติปาราชิก เป็นการขัดต่อพระธรรมวินัย ว่าด้วย นานาสังวาส และนิคหกรรม กฎ 11 ใช่หรือไม่ ทั้งนี้ การที่มีผู้นำพระลิขิตมาใช้เป็นข้ออ้างในการปรับอาบัติปาราชิกพระสงฆ์ จึงควรระวังให้มาก จะทำให้เกิดความขัดแย้ง นำมาซึ่งความเสื่อมสลายแห่งคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา

 

ที่มา  : ข่าวสด  :  7 กุมภาพันธ์ 2559


 

 

เจ้าคุณประสารโผล่แล้ว !

หลังหายหน้าหายตาไปหลายวัน

แควนคลับแถวอ้อน้อย..คิดถึงมาก

 

อา..นึกว่าหายหน้าไปไหน สงสัยกันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าท่านประสารถูก "ท-ทหาร" นิมนต์ไปปรับความเข้าใจที่ไหนก็ไม่รู้ เพราะจู่ๆ ก็หายไป บ้างก็บอกว่า "สบม.ยห" ท่านประสารยังคงเดินทางไปไหนต่อไหนได้ เพราะไม่ต้องต่อวีซ่า แต่ว่ากำลัง "เดินสาย" หารถสองแถว จาก 16 จังหวัดภาคอีสาน ไปทำเนียบรัฐบาล เพราะงานนี้ต้องมีผ้าเหลืองจำนวน 40,000 ผืน จึงจะสามารถปิดกรุงเทพให้มิดได้ ศูนย์ใหญ่-ขอนแก่น กำลังคึกคัก !

 

 

 

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวในวงกว้าง และเกิดความเข้าใจกันคลาดเคลื่อนว่า หน่วยงานราชการอย่างดีเอสไอ สามารถมาชี้ความผิดสงฆ์และมีอำนาจสั่งการมหาเถรสมาคมได้หรือไม่นั้น

ตนอยากบอกว่า เรื่องของพระธรรมวินัย โดยเฉพาะเรื่องการลงโทษวินัยสงฆ์ หรือการลงนิคหกรรม เป็นเรื่องของคณะสงฆ์โดยตรง ส่วนกรณีของดีเอสไอ ที่ดำเนินการโดยปรับอาบัติของพระรูปนั้นรูปนี้ และว่า มส.ต้องดำเนินการตามพระลิขิต มีความผิดขั้นนั้นขั้นนี้ เป็นปาราชิกเช่นนี้ ไม่เคยมีปรากฏมาก่อน อำนาจเช่นนี้ไม่ใช่ของดีเอสไอ หากดีเอสไอทำเช่นนี้ จะกลายเป็นพระวินัยธร (ฝ่ายพิจารณาวินัยสงฆ์) ขึ้นมาแทนคณะสงฆ์ทันที ชี้ผิดพระถึงขั้นประหารชีวิตพระ คือ การปาราชิก ซึ่งดีเอสไอ ก็จะขยายขอบเขตของตนเองสั่งหน่วยงานราชการ และคณะสงฆ์ตามที่ตนเองวินิจฉัย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่จะอันตรายมากทั้งในปัจจุบันและอนาคต

 

ที่มา  : เดลินิวส์  :  7 กุมภาพันธ์ 2559


 

 

 

ปิดคดีตั้งแต่ปี 42 !

 

สำนักพุทธ "ทำสำเนา" แจงดีเอสไอ

รื้อฟื้นอีกก็ไม่ได้ เพราะ..ผิดพระวินัย

 

อา..เป็นเรื่องประหลาดฮ่ะ แบบว่า "คนทำผิดพระธรรมวินัยเอาผิดไม่ได้" หนำซ้ำ กระบวนการ "ปล่อยคนผิดลอยนวล" กลับได้รับการปกป้อง โดยอ้าง..พระธรรมวินัย ถามว่า อ้างได้เหรอ ? ถ้าไม่สังคายนากระบวนการยุติธรรมทางสงฆ์ รับรองว่าหายนะ !

 

 

 

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์

(สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9)

อดีตเจ้าคณะภาค 1 ประธานศาลสงฆ์ กรณีธัมมชโย ปัจจุบันเป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ควบคุมดูแลพระในภาคกลาง รวมทั้งวัดพระธรรมกายด้วย กำลังตกเป็นเป้า ว่าจะถูก "ฟ้อง" ในข้อหาเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ เพราะไม่มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับธัมมชโยว่าผิดหรือถูกอย่างไร ทั้งๆ ที่ตำแหน่งหน้าที่และสมณศักดิ์นั้น "เอาก่อนเพื่อน" เป็นงั้นไป คณะสงฆ์ไทยน่ารักจัง ถ้านะ ถ้าสมเด็จสมศักดิ์ถูกฟ้อง และต้องหลุดจากตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง คณะสงฆ์ไทยก็จะได้ "มหาสายชล" มาดำรงตำแหน่งแทน เพราะเห็นว่าเป็นหลาน "สมเด็จนิยม" ซึ่งเป็นเชื้อสายเจ้าที่เจ้าทาง ต้องครอบครองตำแหน่งหนกลางให้แก่สายอยุธยาเท่านั้น คณะสงฆ์ไทยถึง..เจริญ

 

 

HAPPY BIRTHDAY TO YOU

 

 

เผยเอกสารอ้างนิคหกรรมธัมมชโย สิ้นสุดปี 42

จากกรณีที่ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้ออกมาระบุว่า ดีเอสไอได้ตรวจสอบพระลิขิต สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เกี่ยวกับกรณีพระธัมมชโย ตามที่มีการร้องเรียนแล้ว ยืนยันว่า พระลิขิตมีผลตามกฎหมาย พร้อมทั้งได้ทำหนังสือถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) และมหาเถรสมาคม(มส.) สอบถามถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามที่มีการร้องเรียนให้พระธัมมชโย ต้องอาบัติปาราชิก จากคดียักยอกเงินและที่ดิน ตามพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชนั้น

นายชยพล พงษ์สีดา รองผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า สำหรับในส่วนของเรื่องนิคหกรรม เกี่ยวกับกรณีกล่าวหาพระธัมมชโยละเมิดพระธรรมวินัย ได้จบไปนานแล้ว เรื่องต่างๆ ได้ยุติลงตั้งแต่กระบวนการชั้นต้นในระดับจังหวัด คือ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ได้พิจารณาคำร้องโดยไม่รับคำร้อง และเสนอคณะกรรมการพิจารณานิคหกรรมระดับจังหวัด ก็มีคำสั่งและเหตุผลว่า ไม่รับคำร้องเรื่องนี้ก็ยุติลง รวมทั้งผู้ร้องไม่อุทธรณ์ตามที่กฎหมายกำหนด กฎหมายก็ถือว่า ถึงที่สุด ซึ่งหมายถึง ไม่สามารถนำคดีมาฟ้องร้องและดำเนินการได้อีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับหนังสือรายงานการพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กรณีนิคหกรรม กรณีกล่าวหาพระธัมมชโยละเมิดพระธรรมวินัย ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2542 ลงนามโดย พระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ผู้พิจารณานิคหกรรมในขณะนั้น รับรองหนังสือพิจารณานิคหกรรม โดย พระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1 หัวหน้าคณะผู้พิจารณาชั้นต้น พระเทพสุธี รองเจ้าคณะภาค 1 คณะผู้พิจารณาชั้นต้น หรือพระพรหมดิลก เจ้าคณะกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน

ซึ่งในหนังสือดังกล่าวได้ลำดับขั้นตอนตั้งแต่กระบวนการร้อง คือ นายมาณพ พลไพรินทร์ และนายสมพร เทพสิทธา ต่อ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายว่า ละเมิดพระธรรมวินัย ต่อเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2542

ต่อมา 26 ก.ค. เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี มีคำสั่งรับคำกล่าวหา วันที่ 29 ก.ค. ผู้พิจารณามีหนังสือเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ในวันที่ 6 ส.ค. จากนั้นวันที่ 31 ก.ค. ผู้ถูกกล่าวหาทำหนังสือทัดทานคำสั่งรับคำกล่าวหา ผู้พิจารณาไม่มีอำนาจสั่งรับคำกล่าวหา เพราะกฎ มส. ไม่ได้ให้อำนาจไว้ จึงปฏิเสธการไปพบในวันที่ 6 ส.ค. 2542

วันที่ 1 ส.ค. ผู้พิจารณาส่งเรื่องทัดทานคำสั่งรับการกล่าวหา ให้คณะผู้พิจารณาชั้นต้น  จากนั้น วันที่ 11 ส.ค. คณะผู้พิจารณาชั้นต้น พิจารณาแล้วมีมติว่า คำทัดทานนั้นฟังได้ จึงแนะนำให้ผู้พิจารณา ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎ มส. โดยเคร่งครัด

ต่อมาวันที่ 13 ส.ค. เจ้าคณะจังหวัด ทบทวนกฎ มส. โดยละเอียดแล้ว เห็นว่าไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจผู้พิจารณาสั่งรับคำกล่าวหาของผู้กล่าวหา ที่มีลักษณะบกพร่อง ไม่ต้องตามที่ระบุไว้ในกฎนิคหกรรม เห็นควรสั่งไม่รับคำกล่าวหา

แต่ปรากฏว่า คำกล่าวหานั้น เป็นความผิดกรณีครุกาบัติ จำต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะผู้พิจารณาชั้นต้นก่อน เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้ว จึงยกเลิกคำสั่งเดิมและสั่งไม่รับคำกล่าวหา

คำสั่งไม่รับคำกล่าวหาของผู้พิจารณานี้ มีผลให้กรณีนิคหกรรมจำต้องยุติลงอย่างสิ้นเชิง

จึงเป็นอันว่า กรณีนิคหกรรมที่ดำเนินมาอย่างถูกต้องตามขั้นตอน โดยลำดับกรณีนิคหกรรม วัดพระธรรมกาย ได้ถึงความสิ้นสุดลงแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค. 2542 และเป็นการถึงที่สุดโดยเด็ดขาด ไม่สามารถที่จะอุทธรณ์ ฎีกา ต่อไปได้ กับทั้งไม่สามารถที่จะรื้อฟื้นขึ้นมาดำเนินการใหม่ด้วย

หากว่า เจ้าคณะจังหวัด ในฐานะผู้พิจารณา จะเกิดสัมโมหะเข้ามากำบังปัญญา รื้อฟื้นกรณีนิคหกรรมขึ้นมาดำเนินการใหม่ ด้วยสาเหตุจูงใจอย่างใดอย่างหนึ่ง โทษคือความผิดจะพึงบังเกิดเป็นหลายสถาน ทั้งในด้านผิดกฎนิคหกรรม ผิดพระธรรมวินัย และผิดกฎหมายบ้านเมือง

จึงประทานเสนอรายงาน เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เพื่อโปรดทราบ (ขณะนั้น สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง) และกรุณานำเสนอมหาเถรสมาคม เพื่อโปรดทราบด้วย ก็จะเป็นพระคุณยิ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม ในข้อ 4(1) หมวด ข

(4) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หมายถึง พระภิกษุปกตัตตะ ซึ่งมีสังกัดในวัดเดียวกัน และมีสังวาสเสมอกันกับพระภิกษุผู้เป็นจำเลย (สังวาสเสมอกัน หมายถึง พระภิกษุนั้นต้องเป็นนิกายเดียวกัน ทำสังฆกรรมอุโบสถเดียวกัน เช่น ลงปาติโมกข์ บวชนาค และรับกฐินร่วมกันได้ เป็นต้น

(5) ผู้เสียหาย หมายถึงผู้ได้รับความเสียหายเฉพาะตัว เนื่องจากการกระทำความผิดของพระภิกษุผู้เป็นจำเลย และหมายความรวมถึงผู้จัดการแทนผู้เสียหายในกรณีดังต่อไปนี้ ก.ผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้อนุบาล หรือตามที่พระภิกษุมีอำนาจลงนิคหกรรมพิจารณาเห็นสมควรให้เป็นผู้จัดการแทนผู้เสียหาย เฉพาะแต่ในความผิดซึ่งได้กระทำต่อผู้เยาว์หรือผู้ไร้ความสามารถ ซึ่งอยู่ในการดูแล

(6) โจทก์ หมายถึง ก. ผู้มีส่วนได้เสีย หรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องพระภิกษุต่อพระภิกษุผู้พิจารณาในข้อหาว่าได้กระทำผิด หรือ ข.พระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่โจทก์แทนสงฆ์ ในชั้นพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรม เกี่ยวกับความผิดของพระภิกษุผู้ถูกกล่าว

หาอย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้มหาเถรสมาคมจะได้มีมติยืนยันว่า ฆราวาสสามารถฟ้องพระภิกษุได้ ทางสมเด็จพระมหาธีราจารย์ จึงสั่งการให้คณะผู้พิจารณาชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้อง แต่คณะผู้พิจารณาชั้นต้นก็ยังไม่ดำเนินการใดๆ ในที่สุด วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2543 สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง จึงมีคำสั่งปลดพระพรหมโมลี วัดยานนาวา จากเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งจะทำให้พ้นจากตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้พิจารณาชั้นต้น และตั้งพระเทพสุธี รองเจ้าคณะภาค 1 เป็นเจ้าคณะภาค 1 แต่พระเทพสุธีขอลาออก จึงมีการตั้งพระธรรมโมลี วัดพิชยญาติการาม เป็นเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งจะต้องทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้พิจารณาชั้นต้น

แต่จนถึงปัจจุบัน คณะผู้พิจารณาชั้นต้น ก็ยังไม่เคยวินิจฉัยกรณีนิคหกรรมพระธัมมชโยแต่อย่างใด ทั้งนี้ ปัจจุบันพระธรรมโมลี คือ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดพิชยญาติการาม

 

 

ที่มา  : เดลินิวส์  :  7 กุมภาพันธ์ 2559


 

 

ได้เวลาสังคายนา พศ.-มส. !

ลบภาพเสื่อมร่างทรงธัมมชโย

 

 

ถึงเวลาสังคายนา มส-พศ

ลบภาพเสื่อมร่างทรงธัมมชโย

โดย ทีมข่าวการเมือง แนวหน้า


 

จากนี้ไป คงต้องดูท่าทีของมหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งมี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ อาจารย์ของธัมมชโย เจ้าลัทธิจานบินเป็นประธาน และนายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ยังจะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนต่อไปอีกหรือไม่ หลังจากที่ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง หัวหน้าพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้มีหนังสือถึงทั้งสองหน่วยงาน เพื่อให้จับสึกธัมมชโย ตามพระบัญชาของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ที่ชี้ชัดตั้งแต่เมื่อปี 2542 ว่าธัมมชโยทำผิดร้ายแรงขั้นปาราชิก พ้นความเป็นพระ ฐานยักยอกเงินวัดมาเป็นสมบัติส่วนตัวเกือบ 1,000 ล้านบาท และทำผิดพระธรรมวินัย เผยแพร่ลัทธิส่อขัดต่อคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่ง มส. และ พศ. ถูกตั้งข้อสังเกตมานานแล้วว่า พยายามอุ้มธัมมชโยมาตลอด แต่ครั้งนี้ ดีเอสไอ ยื่นโนติสให้ พศ. ดำเนินการกับธัมมชโยโดยเร็ว เพราะหากยังแกล้งดื้อตาใส มีสิทธิเข้าคุกด้วยมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

หลายปีที่ผ่านมา หลังยุคระบอบทักษิณเรืองอำนาจสุดขีด ทั้งระบอบทักษิณและสำนักจานบิน ซึ่งเป็นพันธมิตรที่แนบแน่น พยายามผูกขาดอำนาจ ทั้งฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักร หวังยึดครองประเทศแบบเบ็ดเสร็จ โดยระบอบทักษิณตั้งคนของตัวเองเข้าไปควบคุมอำนาจในทุกหน่วยราชการทุกระดับ รวมทั้ง พศ. ขณะที่สำนักจานบิน ถูกตั้งข้อสังเกตว่าใช้ผลประโยชน์ครอบงำ มส. ดังนั้น อิทธิพลของระบอบทักษิณและสำนักจานบิน จึงยังฝังรากลึกในทุกองคาพยพ ของประเทศ มาจนบัดนี้

อาจจะด้วยเหตุนี้ ที่ผ่านมา มส. และ พศ. จึงส่อพฤติการณ์ปกป้องธัมมชโยมาตลอด ถึงขั้นกล้าขัดพระบัญชาของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ด้วยการลงมติฟอกธัมมชโย จนบริสุทธิ์ผุดผ่อง และไม่ต้องถูกจับสึก

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา มส. และ พศ. ถูกมองว่าเป็นแดนสนธยา ที่มีพฤติการณ์ส่อเป็นร่างทรงของขบวนการพันธมิตรระบอบทักษิณ กับสำนักจานบิน ถึงขนาดอดีตผู้บริหาร พศ. บางคนไปร่วมชุมนุมกับม็อบเสื้อแดง

ความเสื่อมและเป็นอันตรายต่อพุทธศาสนาและความมั่นคงของชาติ ของ มส. และ พศ. ทำให้มีผู้เสนอให้สังคายนา  มส. และ พศ. อย่างจริงจังเสียที ในยุคปฏิรูปประเทศ ภายใต้อำนาจพิเศษของ คสช. เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จนมีรัฐบาลลากตั้ง โดยเฉพาะเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดระบอบทักษิณ แน่นอนว่าหมดโอกาสชำระล้างความเน่าเฟะใน มส. และ พศ. อีกต่อไป ซ้ำความชั่วร้ายต่างๆ ในวงการผ้าเหลืองอาจจะเฟื่องฟูมากกว่าที่เป็นอยู่

เพราะฉะนั้น อาจถึงเวลาแล้วและนับเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง สำหรับการชำระล้างวงการพระพุทธศาสนาให้ขาวสะอาด ด้วยการสังคายนาทั้งตัวบุคคลและแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้ มส. และ พศ. กลับมาเป็นหน่วยงานที่สะอาด โปร่งใส ตรวจสอบได้ อย่างแท้จริง และเพื่อไม่ให้เหล่าอลัชชีในคราบผ้าเหลือง มีช่องทางแสวงหาอำนาจ ผลประโยชน์ เสพสุข อย่างลอยนวล

 

ที่มา  : แนวหน้า  :  6 กุมภาพันธ์ 2559


 

 

เสฐียรพงษ์ วรรณปก ชี้

ตำแหน่งสังฆราชมีปัญหา ต้องแก้ที่..ธรรมกาย

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชมรายการ

 

 

ที่มา  :  รายการตอบโจทย์ - THAI PBS  :  4 กุมภาพันธ์ 2559

 

 

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

 

รถเก่าแล้ว วิ่งไม่ได้ แต่คนวิ่งกันขวักไขว่

ปล. อย่าแย่งพวงมาลัย !

 

 

รวมข่าวตั้งสังฆราช

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557 : 2558 : 2559

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITER : PEESANG2555@HOTMAIL.COM

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264