LAST UPDATE :   JUNE : 22 : 2017 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

ภาพหมู่การประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

วันที่ 2 มิถุนายน 2560

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX

 

 

ภาพพระสงฆ์ร่วมงานทำบุญอายุวัฒนมงคล 85 ปี

พระเทพมงคลวิเทศ (อมรวุฒิ อมโร) วัดไทยแอลเอ

11 มิถุนายน 2560

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 1500 PX

 

 




 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

 

กรณีแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505

บังคับให้วัดทั่วราชอาณาจักรต้องแสดงบัญชีรายรับรายจ่าย

หาไม่จะมีโทษ

 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน "มุมมองของพระมหานรินทร์" ครั้งที่ 165

 

 

พาคนกลับบ้าน หรือพาโจรกลับบ้าน ?

ชาวพุทธตั้งคำถาม

รัฐมีงบให้มุสลิมกลับบ้าน

แต่กับชาวพุทธบอก..เงินไม่มี !?

 

อา..แผ่นดินนี้เป็นของใคร อยากทราบประวัติศาสตร์การสร้างชาติไทยต้องไปอ่าน "นิราศท่าดินแดง" เผื่อบรรดา "ลูกๆ หลานๆ" ชาวไทยในสมัยนี้ ที่มีความรู้ผ่าน "เฟสบุ๊ค" แบบว่ารู้เรื่องลำไยมากกว่าเรื่องบรรพบุรุษของตัวเอง จะได้สำนึกสำเหนียกอะไรได้บ้าง

แต่ก็ยังอยากจะ "มองโลกในแง่ดี" ไว้ซักครึ่งหนึ่ง คือแต่แรกนั้น รัฐกันงบไว้สำหรับปัญหาชายแดนใต้ ซึ่งโฟกัสไปที่ "ชาวมุสลิม" ซึ่งเชื่อว่าบริสุทธิ์ แต่เป็นผู้หลงผิด ให้กลับใจและกลับมาร่วมพัฒนาชาติไทย ซึ่งก็คงคล้ายๆ กับนโยบาย 66/23 สมัยรัฐบาลเปรม ซึ่งว่ากันว่าประสบความสำเร็จมาก ยากเลียนแบบ

และทีนี้ เมื่อมี "ชาวพุทธที่เดือดร้อน" ขอแจมในโครงการนี้บ้าง ก็พบว่า "ไม่ได้เตรียมเงินไว้" เลยกลายเป็นประเด็นครหาว่า "รัฐเลี้ยงมุสลิม ไม่เลี้ยงพุทธ" ไป ดังนั้น เพื่อให้คำครหานั้นไม่เป็นจริง รัฐก็ควร "จัดงบ" อีกก้อนหนึ่ง ให้แก่ชาวพุทธซึ่งหนีภัยไปต่างถิ่น ให้เหมาะสม ก็จะแก้ปัญหาได้อย่างลงตัว ให้ทุกฝ่ายสบายใจ อย่าให้เป็น..น้ำกรดหยดเดียว !

 

 

"โครงการพาคนกลับบ้าน" ยังคงเป็นอีกหนึ่งโครงการของฝ่ายความมั่นคงที่สร้างปัญหาทางความรู้สึกให้กับคนบางกลุ่มในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะคนไทยพุทธในพื้นที่ 

สาระสำคัญของโครงการนี้ คือการเปิดช่องทางให้ผู้เห็นต่างจากรัฐ ผู้ต้องหาและผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคง รวมถึงแนวร่วมกลุ่มก่อความไม่สงบทั้งที่มีหมายจับและไม่มีหมายจับ ซึ่งคนเหล่านี้ต้องหลบหนีไปอยู่ในป่า หรือในประเทศเพื่อนบ้าน ได้กลับใจเข้ามอบตัวหรือแสดงตัวกับทางราชการ เพื่อกลับไปอาศัยอยู่ในภูมิลำเนาเดิมของตนกับครอบครัว โดยภาครัฐจะให้ความช่วยเหลือเรื่องอาชีพและอำนวยความสะดวกในการต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม

"โครงการพาคนกลับบ้าน" ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 ในยุคที่ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ เป็นแม่ทัพภาคที่ 4 มีผู้เห็นต่างจากรัฐเข้าแสดงตัวอย่างต่อเนื่อง กระทั่งปัจจุบันผ่านมา 5 ปีเศษ มียอด "คนกลับบ้าน" สูงถึง 4,500 คน

แต่โครงการนี้ถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่ายในพื้นที่ว่า ผู้เข้าร่วมโครงการอาจไม่ใช่ "ผู้ก่อความไม่สงบตัวจริง" หรืออาจมีกลุ่มที่แฝงตัวเข้ามา แล้วกลับมาก่อเหตุรุนแรงซ้ำอีกเมื่อได้กลับมาอยู่ในภูมิลำเนาเดิม และได้รับการช่วยเหลือจากรัฐเรื่องคดี รวมทั้งการฝึกอาชีพเรียบร้อยแล้ว

เหตุการณ์สังหารคนไทยพุทธและเจ้าหน้าที่รัฐอย่างต่อเนื่องช่วงต้นเดือน มี.ค.60 โดยมีนักเรียนหญิงต้องสังเวยชีวิตด้วย ทำให้กลุ่มคนไทยพุทธ ภายใต้ชื่อ "ศูนย์ประสานงานเครือข่ายชาวพุทธเพื่อคุ้มครองส่งเสริมพระพุทธศาสนา" รวมตัวกันเข้าพบผู้บริหารศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่างๆ รวม 13 ข้อ โดยหนึ่งในนั้นคือให้ยกเลิก "โครงการพาคนกลับบ้าน" ซึ่งชาวบ้านไทยพุทธกลุ่มนี้เรียกขานกันว่า "โครงการพาโจรกลับบ้าน"

ต่อมาในเหตุระเบิด "คาร์บอมบ์" ที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาปัตตานี เมื่อวันที่ 9 พ.ค.60 ปรากฏว่าผู้ต้องหาคนหนึ่งที่ถูกจับกุมได้ เคยเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน ทำให้โครงการนี้ถูกตั้งคำถามมากขึ้นไปอีก

ที่ผ่านมา "ทีมข่าวอิศรา" เคยเปิดตัวเลขงบประมาณที่ใช้ในโครงการนี้ พบว่าปี 59 ปีเดียว ใช้งบประมาณสูงถึง 106 ล้านบาท เกือบทั้งหมดคือราว 96 ล้านบาท เป็นโครงการก่อสร้าง "หมู่บ้านสันติสุข" เพื่อรองรับ "คนกลับบ้าน" ที่ยังไม่สบายใจหากต้องกลับไปอาศัยอยู่ในภูมิลำเนาเดิม โดยหมู่บ้านสันติสุขใช้พื้นที่บางส่วนของนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ตามแผนจะมีการสร้างบ้านและสาธารณูปโภคต่างๆ ครบครัน

ประเด็นนี้ได้กลายเป็นประเด็นทางความรู้สึก เมื่อมีการเปิดเผยเอกสารความต้องการของคนไทยพุทธในพื้นที่ให้หน่วยงานความมั่นคงทำโครงการ "ชวนคนไทยพุทธกลับบ้าน" ด้วยการสร้างบ้านรองรับคนไทยพุทธที่หนีภัยความรุนแรงไปอยู่ในพื้นที่อื่นๆ จำนวน 30 ครอบครัว

 

 

 

เอกสารนี้เป็นของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ลงวันที่ 13 พ.ค.60 อ้างถึงโครงการของหน่วยเฉพาะกิจปัตตานีที่ต้องการสร้างบ้านให้กับพี่น้องชาวไทยพุทธ ที่บ้านท่าด่าน และบ้านท่ากุน ต.ตะโละกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี จำนวน 30 ครอบครัว เพื่อรองรับคนไทยพุทธที่ต้องละทิ้งบ้านเรือน ถิ่นฐาน และที่ทำกิน เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบ จะได้มีที่อยู่และที่ทำกินเป็นของตนเอง

โครงการนี้ใช้งบประมาณ 6,454,650 บาท แต่ กอ.รมน.ภาค 4 สน.อ้างว่าไม่มีงบประมาณสนับสนุนโครงการนี้ได้ จึงทำหนังสือขอความอนุเคราะห์ไปยัง ศอ.บต.

 

 

 

 

เอกสารอีกฉบับหนึ่งเป็นหนังสือของ ศอ.บต.ลงวันที่ 29 พ.ค.60 ทำถึงผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ครม.ส่วนหน้า อ้างว่าเห็นประโยชน์ของโครงการนี้ แต่เนื้อหาในเอกสารก็ไม่ได้ระบุว่าจะเจียดงบประมาณของตนมาสนับสนุน แต่กลับขอความอนุเคราะห์จาก ครม.ส่วนหน้าให้ช่วยผลักดันโครงการแทน

ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่า ครม.ส่วนหน้า จะสนับสนุนโครงการนี้หรือไม่ หรือจะใช้งบประมาณจากส่วนใดมาดำเนินการ

เอกสาร 2 ฉบับนี้ถูกเผยแพร่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสร้างความรู้สึกไม่ดีกับประชาชนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มชาวบ้านไทยพุทธ โดยนำไปเปรียบเทียบกับโครงการก่อสร้าง "หมู่บ้านสันติสุข" เพื่อรองรับ "คนกลับบ้าน" ของ ศอ.บต. ซึ่งใช้งบประมาณเกือบ 100 ล้านบาท

เมื่อเร็วๆ นี้  น.ส.นำรุ่ง รุ่งกิจประการ ผู้อำนวยการโรงเรียนแสงวิจิตร ยะลา ได้เขียนข้อความในโซเชียลมีเดีย ขอให้แม่ทัพภาคที่ 4 ทบทวนโครงการพาคนกลับบ้าน ซึ่ง น.ส.นำรุ่ง เรียกว่า "โครงการพาโจรกลับบ้าน" ทั้งยังเรียกร้องให้มีโครงการพาคนไทยพุทธที่หนีโจรไปอยู่ที่อื่น ได้มีโอกาสกลับบ้านด้วย โดยเมื่อคนเหล่านั้นกลับมาแล้ว ต้องให้ความมั่นใจว่าต้องปลอดภัย มิฉะนั้นแล้วจะถือว่าไม่ยุติธรรม

"เห็นด้วยกับโครงการพาคนกลับบ้าน แต่ขอทักท้วงว่าท่านต้องมีโครงการที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ ด้วยการพาคนไทยพุทธที่หนีโจรไปอยู่ที่อื่น กลับบ้านด้วย กลับมาแล้วท่านต้องให้ความมั่นใจว่าต้องปลอดภัย ท่านเอาหลักรัฐศาสตร์มาใช้กับพี่น้องมุสลิม แต่ท่านเอาหลักนิติศาสตร์มาใช้กับพี่น้องคนไทย ไม่ยุติธรรม ท่านให้ความสำคัญกับโจรที่เขาตั้งใจทำผิด แต่ท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับพี่น้องคนไทยพุทธที่ทำมาหากินในพื้นที่ ท่านหาที่ทำกิน หางานให้โจรกลับใจ ให้ทุกอย่าง แม้ว่าจะเป็นผลในทางลับอะไรก็แล้วแต่ แต่ภาพออกมา แม้แต่พี่น้องมุสลิมเองก็ยังรับไม่ได้ ภาพที่ออกมาเท่ากับท่านสนับสนุนให้คนเป็นโจร เพราะทำแล้วไม่มีความผิด มอบตัวแล้วอยู่สบาย ถ้าคนไทยออกมาทำบ้าง ท่านก็คงใช้หลักนิติศาสตร์จัดการ"

นี่คือข้อความส่วนหนึ่งในข้อเขียนของ น.ส.นำรุ่ง

ต่อมา พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. แถลงตอบโต้ในประเด็นนี้ว่า ข้อเขียนของ น.ส.นำรุ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนแสงวิจิตร ยะลา ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนตัดเสื้อผ้า ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยขาดพื้นฐานความรู้และความเข้าใจในนโยบายแห่งรัฐ พร้อมยืนยันว่าผู้เข้าร่วมโครงการนี้จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้งานทำ ให้ที่ดินทำกิน ให้ค่าตอบแทน หรือไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย ฉะนั้นจึงไม่ได้เป็นไปตามที่ น.ส.นำรุ่ง กล่าวอ้าง แต่ในทางกลับกัน ผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินโครงการพาคนกลับบ้าน ได้รับกระแสตอบรับจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรระหว่างประเทศ เพราะเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาตามแนวทางสันติวิธีที่ไม่ละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล  

ปัจจุบันมีผู้เข้ารายงานตัวแสดงตนแล้วกว่า 4,500 คน ซึ่งบุคคลเหล่านี้ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการช่วยแจ้งข่าวสารที่เป็นประโยชน์ สามารถนำไปสู่การป้องกันและระงับเหตุร้าย รวมทั้งสามารถขยายผลไปสู่การติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดได้มากยิ่งขึ้น

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา : 22 มิถุนายน 2560

 

ปู..ร้องไห้ !

 

ยิ่งลักษณ์ ทำบุญอายุ 50 ปี ที่วัดสระเกศ สุดกลั้นใจ "หลั่งน้ำตา" ต่อหน้าภูเขาทอง เหมือน "เจ้าจันทร์ผมหอม" ร่ำไห้ต่อหน้าองค์พระธาตุอินทร์แขวน เมื่อพบว่า ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง !

 

 



 

อัดอั้นตันใจ

 

 

มองไปไม่เห็นฝั่ง

ไร้หวัง หมดกำลังใจ

 

เหลือที่พึ่งสุดท้าย คือ คุณพระคุณเจ้า เท่านั้น

 


 

ภาวนา..สาธุ !

 



 

ที่มา : เฟสบุ๊ค CHARAN AMPORNKLINKAEW

21 มิถุนายน 2560

 

อาจารย์สมานถูกหวย !

อดีตเจ้าอาวาสวัดพระยามังรายฟ้องนายก

ถูกอาจารย์สมานรังแก และขอความเป็นธรรม

งานนี้มีได้มีเสีย !

 

 

อา..โบราณว่า "ปลาใหญ่ตายน้ำตื้น" ไม่รู้ปลาบึกจะเกยตื้นที่หัวสะพานแม่กกหรือเปล่า ยุทธการ "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" ดอกฝิ่นยอดดอยท่าตอนจึงกระทบไปถึงยอด "มหาธรรมกายเจดีย์" ที่คลองสาม ร้อนรนเสียจน "สำนักสื่อสารธรรมกาย" ต้องออกโรงปัดพัลวัน "ไม่เกี่ยวกันๆ" อะไรจะปานนั้น

เรื่องราววัดวาอารามในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งก็ร้อนแรงไม่แพ้ใน กทม. นั้น เท่าที่ทราบมาก็เริ่มมาจาก "วัดสวนดอก" ของด๊อกเตอร์พระมหาบุญช่วย สิรินฺธโร ซึ่งขึ้นครองวัดหลังจากพระอมรเวที (วรรณ เขมจารี) ได้ถึงแก่มรณภาพลงในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2551 คณะสงฆ์จึงตั้งให้ "พระเทพวรสิทธาจารย์" วัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นรักษาการเจ้าอาวาสชั่วคราว จนกว่าจะได้เจ้าอาวาสองค์ใหม่ ต่อมาพระเทพวรสิทธาจารย์ได้ขอลาออก ทางคณะสงฆ์จึงตั้งให้ "พระครูพิพิธสุตาทร (บุญช่วย สิรินฺธโร ป.ธ.5 Ph.D.)" สังกัดวัดสวนดอก ขึ้นรักษาการ แต่ก็เกิดปัญหาสารพัด ทั้งเรื่องประชุมชนรอบวัด ทั้งปัญหาการเงินและสตรี สุดท้ายทางคณะสงฆ์จึงตัดสินใจตั้งให้ "พระเทพมังคลาจารย์-สมาน กิตฺติโสภโณ" วัดท่าตอน ตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ให้เข้ามาจัดการกับเผือกร้อนก้อนนี้ เพราะอาจารย์สมานท่านถึงลูกถึงคน และเดินชนปัญหา ไม่ยอมให้วิ่งผ่านหน้าไปเฉยๆ

บังเอิญอีกว่า เมื่อจัดการปัญหาวัดสวนดอกได้ลงตัวนั้น ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสวนดอกกลับตกเป็นของ "พระศรีสิทธิมุนี-นิมิต สิขรสุวณฺโณ ป.ธ.9)" ศิษย์ก้นกุฏิของอาจารย์สมานจากวัดท่าตอน ก่อนที่เจ้าคุณนิมิตจะขยับขึ้นครองชั้นราชและกินตำแหน่ง "เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่" เมื่อปีที่ผ่านมา

ปัญหาของเจ้าคุณนิมิต มี 2 ระดับ คือ ระดับวัดกับระดับอำเภอ

1. ระดับวัด คือวัดสวนดอก ก่อนเข้ามานั้นต้องเจอการต่อต้านจาก ดร.พระมหาบุญช่วย ซึ่งอยู่วัดสวนดอกมานาน แถมมี มจร. เชียงใหม่ เป็นฐานเสียงแน่นปึ๊ก กว่าจะเจาะกำแพงวัดสวนดอกได้ก็เล่นเอาเหนื่อยหนัก ถึงกับต้องให้ผู้ใหญ่ ระดับ "สมเด็จวัดปากน้ำ" ลงยันต์กันผีที่หน้าห้องนอน กันเลยทีเดียว

2. ระดับอำเภอ เมื่อตอนได้วัดสวนดอกมานั้น ว่ากันว่า อาจารย์สมานเป็นผู้เคลียร์ทางให้ทุกอย่าง วางระบบระเบียบไว้เรียบร้อย จึงค่อยให้เจ้าคุณนิมิตแต่งเนื้อแต่งตัวเข้าฉากพระฉากนาง จะว่าเจ้าคุณนิมิตมีบุญมากก็คงว่าได้ เพราะอะไรๆ ผู้ใหญ่ก็ทำให้ แต่ทีนี้ว่า เมื่อจะขึ้นเป็น "เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่" นั้น เจ้าคุณนิมิตก็ต้องเจอกับปัญหาใหม่ ใหญ่กว่าวัดสวนดอก เพราะพระสงฆ์ทั่วเมืองเชียงใหม่ มีทั้งยอมรับและไม่ยอมรับเจ้าคุณนิมิต เพราะของแบบนี้ก็รู้ๆ กันอยู่ว่า มีแคนดิเดทอยู่หลายรูปหลายองค์ และบางองค์ก็หวังจะได้เป็นเช่นกัน แต่เมื่อเจ้าคุณนิมิตซึ่งข้ามห้วยจากท่าตอนเข้ามากินวัดสวนดอกยังไม่พอ ยังเอาเจ้าคณะอำเภอเมืองอีกด้วย จึงถือว่า..มากเกินไปมั๊ง ดังคำบ่นหลังไมค์ว่า "วัดท่าตอนเอาไปหมด ทั้งรองจังหวัด ทั้งวัดสวนดอก นี่ก็จะเอาอำเภอเมืองอีก แล้วพระเณรเมืองเชียงใหม่จะกินอะไร ฯลฯ" อะไรประมาณนี้

นี่ก็คือ "ปัญหาเจ้าที่เจ้าทาง" ของเจ้าคุณนิมิต ที่ทาง..อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ เคยวิเคราะห์เอาไว้ในครั้งก่อนแล้ว ถึงเจ้าคุณนิมิตจะขึ้นเป็นเจ้าคณะอำเภอเมือง เรื่องก็ใช่ว่าจะสงบ ต้องพบกับ "คนลองดี" โดยมีพระมหารวีวัฒน์เป็นกองหน้าในวันนี้

และก็น่าจะเป็นจริงอีกว่า บารมีของเจ้าคุณนิมิตยังไม่แข็งพอที่จะต่อกรกับ "เจ้าถิ่น" ในจังหวัดเชียงใหม่ พอเกิดปัญหาวัดพระยามังราย เจ้าคุณนิมิตในฐานะเจ้าคณะอำเภอเมือง จึงไปกราบเรียนขอให้ "อาจารย์สมาน" เข้ามาดูแลแทน เพราะเชื่อฝีมือในการเคลียร์ปัญหาวัดสวนดอกเมื่อครั้งก่อนแล้ว

ปัญหาวัดพระยามังรายมันมาในรูปแบบนี้จริงๆ เป็นปัญหาบารมีที่ยังไม่เต็มของเจ้าคุณนิมิต บวกกับบารมีที่ล้นบ้านล้นเมืองของอาจารย์สมาน เลยท่วมมาจนถึงวัดพระยามังราย แต่ไหงกลายเป็น "ปัญหาธรรมกาย" ไปจนได้

คำตอบก็สั้นๆ ง่ายๆ เพราะในประเทศไทยนั้น หาพระที่ถึงลูกถึงคนแบบอาจารย์สมานยากมาก เมื่ออาจารย์สมานเป็นสายตรงของ "วัดปากน้ำ" และวัดปากน้ำเป็น "วัดพี่วัดน้อง" กับวัดใหญ่คลองสาม (ตามการประกาศอย่างเป็นทางการของสมเด็จวัดปากน้ำในยูทู๊ปที่บอกว่า มีอะไรๆ ก็ต้องช่วยเหลือกัน) วิกฤตการณ์ธรรมกายที่โดน ม.44 ปิดล้อมวัด ที่ผ่านมา ถามว่า วัดปากน้ำช่วยเหลือไหม ? คำตอบก็คือ เยอะเลย ยอมใช้ตำแหน่งในมหาเถรสมาคม "ขวางลำ" รัฐบาล และถึงพระวัดปากน้ำจะไม่ออกโรงโดยตรง แต่ก็ใช้นิ้วเพชรของนนทกะ "กดปุ่ม" ไปที่ยอดดอยท่าตอน จึงปรากฏภาพ "อาจารย์สมานนำพระเณรเชียงใหม่ ไปยังจวนผู้ว่า เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก ม.44 ที่วัดพระธรรมกายโดยด่วน"

นับตั้งแต่นั้นมา อาจารย์สมานและวัดท่าตอน จึงถูกขึ้น "บัญชีดำ" ของฝ่ายตรงข้ามกับธรรมกาย ถึงกับยกให้เป็น "สาขาสอง" ของธรรมกาย รองจากวัดปากน้ำ จะภูมิใจหรือเศร้าใจก็ไม่ทราบ

ปัญหาวัดพระยามังรายในวันนี้ ถ้าเจ้าคุณนิมิตเอาอยู่ ก็คงไม่ต้องถึงมือครูบาอาจารย์ แต่ครั้นมาถึงอาจารย์สมานแล้ว ก็มันเลยบานปลาย กลายเป็น..ปัญหาธรรมกาย ไปทันที

ทีนี้ ที่สำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกายแถลงปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวกันนั้น ก็เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เพราะคนมีแสนล้านระดับ "ธัมมชโย" คงไม่ตกอับถึงกับมาเล่นเกมกระจอกแค่ตำแหน่งเจ้าวาสวัดโนเนมในเมืองเชียงใหม่หรอก เป็นแต่เพียงยุทธการ "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" หาเรื่องเล่นงานอาจารย์สมาน โดยใช้วัดพระยามังรายเป็นฐานยิงบ้องไฟใส่วัดท่าตอน ถ้ายิงได้สำเร็จก็ยิ่งกว่าถูกหวย เพราะล้มฐานธรรมกายในภาคเหนือลงอย่างราบคาบ แต่ก็ว่ากันอีกว่า กรณีวัดพระยามังรายยังเป็นแค่น้ำจิ้ม  อาหารจานใหญ่ยังไม่เสร็จ เสร็จเมื่อไหร่รับรองว่า พงศ์พรประเคนหนัก !

 

 

อาจารย์สมาน - พระเทพมังคลาจารย์

เจ้าอาวาสวัดท่าตอน รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่

ถูกจัดเป็น "นัมเบอร์วัน เครือข่ายธรรมกาย" ในภาคเหนือ

 

พระมหารวีวัฒน์ อดีตเจ้าอาวาสวัดพระยามังราย อำเภอเมืองเชียงใหม่ ถูกดันออกหน้าเป็นเบี้ยกินขุน ลงทุนฟ้องพระเทพมังคลาจารย์ (สมาน โสภโณ) วัดท่าตอน ซึ่งมีบารมีคับเมืองเชียงใหม่ ถ้าทำได้ ก็เท่ากับ "มดล้มช้าง"

 

ปูด! ธรรมกายกรุยทางยึดวัดเชียงใหม่ พระชั้นผู้น้อยขอความเป็นธรรมถูกรังแก

สะพัดพระชั้นผู้ใหญ่สายธรรมกาย กรุยทางยึดเชียงใหม่ในอนาคต พร้อมลดชั้นตัวเอง ลงมายึด 2 วัดราษฎร์ในอำเภอเมือง เจ้าอาวาสวัดพระเจ้าเม็งราย วอนขอความเป็นธรรม "นายกฯ - ไพบูลย์ - พุทธะอิสระ - กมธ.ศาสนาสภาฯ" หลังเป็นเหยื่อถูกรังแกสารพัด

       
วันนี้ (18 มิ.ย.) พระมหารวีวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระเจ้าเม็งราย ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ร้องขอความเป็นธรรมต่อสื่อมวลชน ผ่านไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ พระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย , กมธ.ศาสนาศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว สนช. และ กมธ. ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม (สปท.) เพื่อขอความเป็นธรรมภายหลังถูกพระราชรัชมุนี เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ ใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยการแต่งตั้งพระเทพมังคลาจารย์ อายุ 67 พรรษา รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะเจ้าอาวาสวัดท่าตอน (วัดอารามหลวง) อ.แม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาส 2 วัดพร้อมกันในตัวเมืองเชียงใหม่ คือ วัดพระเจ้าเม็งราย และรักษาการเจ้าอาวาสวัดเชตวัน ตำบลช้างม่อย โดยไม่ชอบด้วยกฎมหาเถรสมาคม
       
พระมหารวีวัฒน์ กล่าวต่อว่า ภายหลังที่อาตมาถูกคำสั่งให้พักการปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดพระเจ้าเม็งราย ในปี 2555 เป็นเวลา 3 เดือน และผ่านพ้นช่วงระยะเวลามานานแล้ว ก็ปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสมาโดยปกติ และยังไม่มีคำสั่งปลดออกจากตำแหน่งแต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อเดือนเมษายน 2560 พระชั้นผู้ใหญ่ในอำเภอเมืองเชียงใหม่ กลับแต่งตั้งให้ พระเทพมังคลาจารย์ มาดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดพระเจ้าเม็งราย และ วัดอาวาสวัดเชตวัน ที่เจ้าอาวาสอาพาธอยู่ โดยไม่ปฏิบัติตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 19 (พ.ศ.2536 ) ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ข้อ 5 ในกรณีไม่มีเจ้าอาวาสปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้เจ้าคณะตำบล ด้วยความเห็นชอบของเจ้าคณะอำเภอสั่งแต่งตั้งรองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส หรือ พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่สมควร ตามข้อเสนอของเจ้าอาวาส
       
นอกจากนี้ การแต่งตั้งดังกล่าวยังผิดประเพณีและถือเป็นการกระทำหนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่มีการแต่งตั้งพระชั้นผู้ใหญ่ระดับรองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ และดูแลวัดอารามหลวง แต่ลดชั้นมารักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสในวัดราษฎร์เล็กๆ ในตัวเมืองเชียงใหม่ จึงอยากถามว่ามีเจตนาพิเศษอะไรแอบแฝงหวังผลอะไรหรือไม่ ในการย้ายครั้งนี้จากอำเภอแม่อาย มารักษาการเจ้าอาวาสวัดในตัวเมือง
       
"อาตมากำลังตกเป็นเหยื่อ และตอนนี้มีความเป็นอยู่ที่ลำบากมาก เพราะถูกขับไล่ และถูกตั้งกรรมการสอบ และอาตมาก็ชี้แจงความบริสุทธิ์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะข้ออ้างเรื่องพระเก่าแก่หาย หรือไม่แสดงบัญชีทรัพย์ของทางวัด สุดท้ายทุกอย่างก็นำมาแสดงความบริสุทธิ์ให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบทั้งหมด แต่ขณะนี้พระชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ ก็ยังไม่คืนตำแหน่งให้ จึงอยากฝากไปนายกฯ พระพุทธะอิสระ ท่านไพบูลย์ และผู้เกี่ยวข้องช่วยทวงถามความเป็นธรรมให้พระชั้นผู้น้อยอย่างอาตมาด้วย" เจ้าอาวาสวัดพระเจ้าเม็งราย กล่าว

       
สำหรับ พระเทพมังคลาจารย์ วัดท่าตอน (วัดอารามหลวง) ถือเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีความอาวุโสอันดับที่ 1 และเป็นแคนดิเดตสำคัญ ที่จะขึ้นมาเป็นเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ แทนพระเทพปริยัติ อายุ 76 พรรษา เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่องค์ปัจจุบัน ที่จะพ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุครบ 80 พรรษาในอีก 4 ปีข้างหน้า แต่ต้องขับเคี่ยวกับ พระเทพสิงหวราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร (วัดอารามหลวง) อ.เมือง รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีความอาวุโสลำดับที่ 2
และมีจุดแข่งสำคัญ คือ มีวัดใหญ่ระดับ วรมหาวิหาร อยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่
       
อย่างไรก็ตาม แม้เจ้าอาวาสวัดท่าตอน จะมีคุณสมบัติครบถ้วน แต่ติดปัญหาสำคัญ คือ วัดท่าตอน อยู่ในอำเภอแม่อาย ซึ่งระยะทางห่างจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ประมาณ 180
กิโลเมตร และตามประเพณีปฏิบัติของการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ จะไม่แต่งตั้งพระชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ที่เปรียบนำเมืองหลวงไปอยู่ชายแดน เพราะจะส่งผลให้พระชั้นผู้ใหญ่จากในเมืองเชียงใหม่ เดินทางไปหาเจ้าคณะจังหวัดในพื้นที่ห่างไกล และถือเป็นเรื่องลำบากมาก
       
นอกจากนี้ ยังพบ พระเทพมังคลาจารย์ ยังถือว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวัดพระธรรมกาย โดยวันที่
6 มี.ค. ที่ผ่านมา ได้เคยนำพระสงฆ์จำนวนมาก รวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ให้รัฐบาลยกเลิกมาตรา 44 หลังออกคำสั่งให้ตรวจค้นวัดเพื่อนำตัวพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีร่วมกันฟอกเงินและรับของโจรจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น 1,400 ล้านบาท มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รวมทั้งในวันที่ 7 ก.ค. 2559 ยังได้ร่วมกับพระสงฆ์ประมาณ 300 รูป ในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดน่าน เดินทางให้กำลัง พระธัมมชโย ที่วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี อีกด้วย

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 20 มิถุนายน 2560

 

วิปริต !

ผู้จัดการ "ยกย่อง" ธาริต-นพรัตน์

เป็นเปาบุ้นจิ้นทางธรรม

ตัดสินให้ "พระปาโมทย์" ชนะครูอ้อย !

 

สองผู้ซื่อสัตย์และตงฉินของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

 



 

ธาริต ผู้ทรงคุณธรรม นัมเบอร์ 1 ของผู้จัดการ

 


 

นพรัตน์ ผู้ทรงคุณธรรม นัมเบอร์ 2 ของผู้จัดการ


 

 

ผู้จัดกวนเล่นหนัก เอาภาพอ้อยคู่ธัมมชโย

 

จริงๆ แล้ว ควรจะเป็นภาพนี้มากกว่า

 

อา ! กรณี "ฟื้นคดีเก่า" และ "คืนความชอบธรรม" ให้แก่พระปาโมทย์ แห่งสวนสันติธรรม และ "ยำครูอ้อย" ในครั้งนี้ ถือว่าเป็น "บรรทัดฐานทางภูมิปัญญาชั้นดี" ของสื่อชื่อ "ผู้จัดการ" ที่อาจหาญตั้งตัวเองเป็น "ผู้พิพากษาทางพระศาสนา" โดยมีคดีดังระหว่าง "ครูอ้อย" กับ "พระปราโมทย์" เป็นผลงานชิ้นเอก

"ผู้จัดการ" ยกเอาผลงานการวินิจฉัยของ "สองมหาประลัย" แห่งยุคสมัย อันได้แก่ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดี ดีเอสไอ และ นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ

ธาริตนั้น ถูกทั้ง "ไล่ออกจากตำแหน่ง-โดนยึดทรัพย์หลายร้อยล้านข้อหาร่ำรวยผิดปรกติ-ถูกศาลสั่งจำคุกนาน 2 ปี ข้อหาใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ" ซึ่งถือว่าเป็นบทสรุปทั้ง "ผลงาน" และ "ชีวิต" ของธาริตกันเลยทีเดียว

ส่วน "นพรัตน์" นั้น ก็กำลังโด่งดังในฐานะ "หัวหน้าแก๊งทอนเงินวัด-โกงเงินหลวง" หนีภัยไปอยู่ในสหรัฐอเมริกา และอาจจะไม่ได้กลับมาอีกเลย ชั่วชีวิตนี้

ทั้งสองคนนี้ คือคนที่ "ผู้จัดการ" นำมาอ้างเป็นเปาบุ้นจิ้น เพื่อล้างมลทินให้แก่ "พระปราโมทย์" ว่าชนะความหมออ้อยและเพื่อนๆ ที่รวมกันฟ้องร้องพระปราโมทย์เมื่อหลายปีก่อน

ฟังดูก็ตลกว่า นี่คือผู้จัดการหรือผู้จัดกวนกันแน่ !

ใช่แต่เท่านั้น ทำงานทั้งที มืออาชีพระดับ "ผู้จัดการ" ไม่ทำแบบสุกเอาเผากินหรือ ผู้จัดการเลยจัดการ "รื้อคดี" เมื่อ 7 ปีก่อน มาว่าความกันใหม่เสียละเอียดยิบ โดยมีประเด็นหลักๆ ดังนี้

1. เรื่องทรัพย์สินที่ยักย้ายถ่ายเทให้กับ "แม่ชีอรนุช สันตยากร" อดีตภรรยา

       
2. เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพระปราโมทย์ กับแม่ชีอรนุช
       
3
. เรื่องการอวดอุตริมนุสธรรม

เรื่องแรกนั้น ผู้จัดการ "แก้ต่าง" ให้แก่พระปราโมทย์ว่า ที่ให้แม่ชีอรนุชเป็นผู้ถือบัญชีทรัพย์สินของสวนสันติธรรมทั้งหมด ก็เพราะพระปราโมทย์ "ไว้วางใจ" ในอดีตภรรยามากกว่าคนอื่นๆ รวมทั้ง "อ้อย-ฐิตินาถ" จึงเป็นสาเหตุให้อ้อยไม่พอใจกล่าวหาอดีตพระอาจารย์ แล้วก็จบกัน นั่นหมายถึงว่า ทางผู้จัดการไม่ได้นำเอาหลักพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์ ว่าด้วยการถือครองทรัพย์สิน มาเป็นหลักในการพิจารณา แต่กลับพิจารณาแค่ "ผู้หญิงสองคนชิงอำนาจเงินกัน พระไว้วางใจใครมากกว่า คนนั้นก็ถูก" ผู้ที่กล่าวหาพระต่างหากเป็นฝ่ายผิด ก็ไม่รู้ว่าผู้จัดการใช้พระธรรมวินัยของโลกไหน และกฎหมายคณะสงฆ์ประเทศใดมาวินิจฉัยในกรณีนี้ ยิ่งที่อ้างเอาคำวินิจฉัยของ "นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์" ที่บอกว่า "พระปราโมทย์ให้นางอรนุชถือครองทรัพย์สินของสวนสันติธรรมไม่ถือว่าผิดพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์" ตรงนี้จึงถือว่า "หมกเม็ด" เพราะสวนสันติธรรมในตอนที่เกิดเรื่องนั้น "ยังไม่ได้เป็นวัด" เมื่อสวนสันติธรรมยังไม่มีฐานะเป็นวัด จึงไม่เอาสามารถเอากฎหมายคณะสงฆ์มาบังคับใช้กับสวนแห่งนี้ได้ แต่ตรงนี้กลับเป็นปัญหาให้พิจารณาว่า เหตุอันใดพระปราโมทย์จึงไม่ยอมตั้งเป็นวัด

เรื่องที่สอง ผู้จัดการ "แก้ต่าง" ให้แก่ "คุณปราโมทย์" อีกว่า แม้ว่าในทางกฎหมาย นายปราโมทย์ยังไม่ได้หย่าขาดจากนางอรนุช แต่ในทางธรรม เมื่อนายปราโมทย์ออกบวช ก็ถือว่าเป็นพระแล้ว ถือว่าขาดจากความสมพันธ์เก่าไปโดยอัตโนมัติเลย ผู้จัดการอ้างศัพท์แสงว่า "ขนบ" และ "ประเพณี" ของชาวพุทธ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นขนบประเพณีชาวพุทธประเทศไหน ที่ไม่ยอมหย่าขาดจากภรรยาในทางกฎหมาย แต่กลับอ้างเอาความชอบธรรมทาง "ขนบประเพณี"

ความจริงเรื่องนี้ต้องว่ากันยาว เพราะ "การหย่า" นั้น ปัจจุบันถือว่ามีผลผูกพันทางกฎหมายและทรัพย์สิน การหย่าก่อนบวชจึงเป็นการประกาศ "ความบริสุทธิ์ใจ" ต่อพระสงฆ์และสาธารชน แต่นายปราโมทย์ไม่กล้าทำในจุดนี้ แถมเมื่อตัวเองบวชแล้วก็เอานางอรนุชมาบวชเป็นชี ให้อยู่ในสำนักเดียวกัน แถมยังถือครองที่ดินและทรัพย์สินของสำนักไว้ทั้งหมดอีกด้วย

ตรงนี้น่าจะเป็น "ข้อสงสัย" ในพฤติกรรมของนายปราโมทย์ ว่าบวชเพื่ออะไร สละโลกย์จริงหรือไม่ หรือว่ามุ่งใช้ผ้าเหลืองหาลาภสักการะเท่านั้น แต่ผู้จัดการซึ่งเป็นสื่อใหญ่ นอกจากจะไม่ตั้งข้อสงสัยแล้ว ยัง "อ้างมั่ว" อุ้มสมนายปราโมทย์อย่างไม่สมเหตุผลเอาเสียเลย

ยกตัวอย่าง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตอนทรงออกผนวช ก็ทรงบวชพระองค์เดียว ไม่เอาใครไปด้วย ไม่ว่าลูกหรือเมีย หรือแม้แต่นายฉันนะอำมาตย์ที่ไปส่ง ก็ยังทรงโปรดให้กลับ พร้อมทั้งทรัพย์สินที่ติดตัวไม่ ไม่ว่าจะเป็นชฎาหรืออาภรณ์ ทรงมีแต่ผ้าสามผืนเท่านั้นติดกายไปจนสิ้นพระชนม์

อีกรูปที่มีประวัติสวยงามก็คือ พระมหากัสสปะ ซึ่งเป็นประธานในการทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ 1 ภายหลังพุทธกาล ตอนออกบวชนั้นท่านมีภรรยาชื่อว่า ภัททกาปิลานี ทั้งคู่เห็นว่าการอยู่ครองเรือนเป็นเรื่องลำบาก จึงตกลงใจกันสละสมบัติพัสถานออกบวช มีแต่เพียงผ้า 3 ผืนปกปิดร่างกาย มุ่งหน้าแสวงหาพระอรหันต์มาเป็นครู เดินตามกันมาถึงทางแยกแห่งหนึ่ง จึงได้ปรึกษากันว่า "ถ้าเราจะเดินตามกันไปอย่างนี้ คงไม่เป็นการดี เพราะผู้คนเขาจะนินทาเอาได้ว่า ผัวเมียคู่นี้ ออกบวชแล้วก็ยังตัดกันไม่ขาด ยังเดินตามกันต้อยๆ เหมือนยังไม่ได้บวช" จึงตกลงกัน "หญิงไปซ้าย ชายไปขวา" จนทั้งคู่ไปพบครูบาอาจารย์ในทางธรรมสมตามความตั้งใจ

นี่ไง คือขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของชาวพุทธ ที่ชาวพุทธไทยก็รับทราบกันมานาน "แค่คำครหาก็ถือว่าไม่เหมาะสม" แต่ไม่ทราบว่าผู้จัดการไปเอาขนบธรรมเนียมไทยๆ แบบไหน ที่บอกว่า "นายปราโมทย์ออกบวชและเอาแม่ชีไปบวชอยู่ด้วย แถมให้ถือครองทรัพย์สินแทนทั้งหมด เพราะไว้วางใจมากกว่านั้น ไม่ผิดขนบธรรมเนียมประเพณีไทย" มันวิปริตไปไกลแล้วผู้จัดการนี่ ถ้าการบวชโดยไม่หย่า เอาภรรยามาบวชอยู่ด้วย และให้ถือครองทรัพย์สิน ถือว่าชอบธรรม ตามที่ผู้จัดการชี้นำประชาชน ถ้างั้นต่อไป ก็คงมีพระไทยที่ไม่ต้องอย่า บวชแล้วก็เอาภรรยามาอยู่ด้วย และให้ถือครองทรัพย์สินร่วมกัน ด้วยข้ออ้าง "ไว้วางใจกว่าคนอื่น" กันเกลื่อนเมือง และเมื่อนั้น วัดต่างๆ ก็จะกลายเป็น Family Temple ไปโดยปริยาย

ยิ่งเรื่องเงินเรื่องทอง ที่ตอนแรก "นายปราโมทย์" โกหกว่า "ไม่มีเงินติดตัวซักบาท มีแต่เงินวัด" แต่คุ้ยไปคุ้ยมาเจออีก 40 ล้าน นานเข้ากลายเป็น 100 ล้าน แต่ปราโมทย์ก็ยังแถต่อไปว่า "ที่เก็บเงินเอาไว้นั้น เพราะตั้งใจจะเอาไว้สร้างพระเจดีย์ก่อนตาย" นี่ไม่ใช่โกหกแล้ว แต่เป็นตอแหลเลยล่ะ

 

เรื่องสุดท้าย "อวดอุตริมนุสสธรรม" ซึ่งมันน่ากังขาในวิธีการสอนธรรมของคุณปราโมทย์ ซึ่งมีวิธีพิเศษก็คือ "ดูใจ" โดยให้ลูกศิษย์มาฟังคำ "ทำนาย" จากตนเอง จากนั้นจึงให้ไปทำการบ้านและ "ส่งการบ้าน" คือกลับมารายงานผล และฟังคำทำนายทายใจอีกเรื่อยๆ ซึ่งบ่อยครั้งก็พบว่า "คุณปราโมทย์รู้ไม่จริง แต่ใช้วิธีการคาดเดา ตีขลุม เหมือนหมอดู" หมอดูยังมีหลัก อ้างดวงอ้างดาวได้บ้าง แต่ถามว่าปราโมทย์อ้างอะไร ?  ซึ่งการที่ลูกศิษย์กลุ่มบ้านอารีย์เห็นท่าไม่ดี จึงได้ตัดกิจนิมนต์และฟ้องร้องต่อทางสงฆ์นั้น ถือว่าเป็นการตรวจสอบที่ดี และน่าสรรเสริญด้วยซ้ำไป เพราะผลประโยชน์จะตกแก่ชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของมหาโจรในผ้าเหลือง แต่ก็แปลกใจว่า หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ กลับมองข้ามบรรทัดฐานของการตรวจสอบนี้ไปเสียสิ้น อ้างแค่ว่า ลูกศิษย์คิดล้างครู ยิ่งที่ว่า พระปราโมทย์ใช้ความเมตตาไม่ตอบโต้ แต่ให้อ้อยแพ้ภัยตัวเองไปเองนั้นก็มั่วอีก เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่า ปราโมทย์นอกจากจะตอบโต้ด้วยตัวเองแล้ว (มีคลิป) ก็ยังให้บริวารและทนายความออกมาประกาศฟ้องกลับผู้ที่กล่าวหาอีก

กรณีที่ "คุณนายปราโมทย์" หลุดข้อหาต่างๆ ได้แทบทั้งหมดนั้น ก็มีข้อจริงอยู่ว่า

เรื่องเงิน เมื่อคุณปราโมทย์ตั้งสำนักปฏิบัติธรรม แต่ไม่ยอมตั้งวัด ด้วยพฤติกรรม "กลัวการตรวจสอบ" เหมือนธัมมชโยอ้างว่าที่ดินและทรัพย์สิน มีผู้ประสงค์จะถวายให้แก่ธัมมชโดยเป็นการส่วนตัว จึงไม่ยอมโอนให้แก่วัด จนสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระวินิจฉัยว่า "เป็นปาราชิก"  มันก็ไม่ต่างกัน ครั้นเกิดปัญหาขึ้นมา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ใช้วิธี "ให้โอกาส" ให้โอนให้แก่วัดเสีย ก็ปิดคดีธัมมชโยไป ส่วนพระปราโมทย์นั้นเป็นธรรมยุต ทางสำนักพุทธฯ ก็ให้โอกาส "ให้ยกสวนสันติธรรมขึ้นเป็นวัด และโอนทรัพย์สินให้แก่วัดเสีย" สรุปว่า สำนักพุทธฯ ใช้วิธี "ให้โอกาส" ทั้งแก่ธัมมชโยและปาโมชโช ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นธรรมยุตหรือมหานิกาย ถ้าพระปราโมทย์ถือครองทรัพย์สินโดยมีภรรยาที่ไม่อย่าขาดเป็นนอมินีนั้นถูก ธัมมชโยน่าจะบริสุทธิ์กว่าเสียอีก เพราะธัมมชโยไม่มีเมียจดทะเบียนก่อนบวช และบวชแล้วก็ไม่เอาเมียมาอยู่ด้วย เหมือนพฤติกรรมลวงโลกของนายปราโมทย์

เรื่องคำสอน เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียด แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า พระปราโมทย์เคยไปแสดงธรรมที่วัดเทพศิรินทราวาส ของสมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรสโภ) ซึ่งเคยมีประวัติมอบตำแหน่งพระครูปลัดสมเด็จฯ ให้แก่พระพายัพ ชินวัตร ซึ่งเป็นพระนวกะ บวชได้ไม่กี่วัน นั่นเอง จะบอกว่า นายปราโมทย์เส้นใหญ่ ได้สมเด็จวัดเทพศิรินทร์เป็นแบ๊กให้ ก็คงว่าได้ ไม่งั้นคงไม่รอด ยิ่งรอดคดีในสมัยที่มี "ธาริต-นพรัตน์" คุมดีเอสไอและสำนักพุทธอยู่ ก็ยิ่งดูไม่จืดเลย ควรตั้งข้อสงสัยด้วยซ้ำไปว่า กระบวนการตรวจสอบที่ผ่านมานั้นยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมสำหรับอ้อย

กระบวนการ เบื้องหลังเบื้องลึก แห่งคดีพระปราโมทย์และแม่ชีอรนุชนั้น เงื่อนงำมันมีอยู่อย่างนี้ น่าที่ผู้จัดการจะนำเสนออย่างตรงไปตรงมา แต่กลับบิดเบี้ยวไปหมด อย่างน่าประหลาดใจ ผู้จัดการอ้างแค่ว่า "มองด้วยใจเป็นธรรม" แต่เนื้อหาสาระที่นำเสนอ..มันไม่เป็นธรรม

ประเด็นที่น่าสงสัยก็คือว่า ผู้จัดการ "คงจะ" มองว่า "ฐิตินาถเป็นญาติคนเสื้อแดง ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับคนเสื้อเหลือง จึงถือเป็นศัตรูในทางการเมือง เหมือนทักษิณ ชินวัตร" ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น กรณีพระปราโมทย์กับอ้อย-ฐิตินาถ จึงกลายเป็นประเด็นทางการเมือง มิใช่เรื่องศาสนาอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ตามหลักพระพุทธศาสนาซึ่งเป็น "กรรมวาที" นั้น พระพุทธองค์ทรงจำแนกว่า "คนจะดีหรือเลวเพราะการกระทำ มิใช่พราะใส่เสื้อสีไหน หรืออยู่วรรณะอะไร" ดังนั้น การนำเอาเรื่องสีมาพิพากษาทางศาสนา จึงถือว่าผิดฝาผิดตัว ซึ่งแม้แต่ระบบยุติธรรมของประเทศไทย ก็คงไม่มีศาลใดใช้หลัก "สีเสื้อ" เป็นเครื่องตัดสินความดีเลวของคนอย่างแน่นอน

เรื่องราวของ "อ้อย-ฐิตินาถ" ในวันนี้ ยังคงมีแค่เรื่อง "ใช้ภาพของอดีตลูกศิษย์ไปเผยแพร่โดยที่เจ้าตัวไม่อนุญาตอีกต่อไป" ซึ่งก็คงจะรอมชอมกันได้ แต่กลับถูกสื่อใหญ่เล่นหนัก ยกเอาเรื่องเก่ามาทับอ้อย ถ้าทับถูกก็คงไม่ว่ากระไร แต่นี่ทับผิดทิศผิดทาง มันจึงน่าสงสัย ว่าผู้จัดการมีอะไรหรือเปล่า ?

จริงๆ แล้ว ผู้จัดการก็ทราบประวัติของ "ธาริต-นพรัตน์" ดี ถ้าไม่มีอะไรมาบังตา ก็น่าจะไม่ออกทะเลปานนี้ ยิ่งถ้าเห็นว่า "ธาริต-นพรัตน์" ที่เคยวินิจฉัยให้ "นายปราโมทย์ชนะฐิตินาถ" ไปในครั้งก่อนนั้น ทั้งสองคนมีประวัติเสียหายร้ายแรงในภายหลัง จึงเป็นเหตุให้สงสัยด้วยว่า "การวินิจฉัยในคดีนายปราโมทย์กับฐิตินาถครั้งแรกนั้นจะไม่ยุติธรรม" จึงควรที่จะ "รื้อคดี" และ "ให้ความเป็นธรรมกับฐิตินาถ" มากกว่า ว่าคดีที่ผ่านมือ "ธาริต-นพรัตน์" มานั้น มันบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ เหมือนเมื่อพบว่า มีการจับ "ผิดคน" ไปติดคุก ก็ควรจะมีการคืนความยุติธรรมพร้อมทั้งการเยียวยาอีกต่างหาก มิใช่อุ้มเอาคนที่มีประวัติทุจริตในวงราชการมาเป็นบรรทัดฐานและทำลายคนอื่นดังที่เห็น แบบนี้ก็เสียชื่อสื่อผู้จัดการหมด

เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ไม่ได้เข้าข้างนางฐิตินาถ ณ พัทลุง ไม่รู้จักมักจี่ ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับใคร ไม่ว่าพระปราโมทย์หรือฐิตินาถ แต่เพราะทำงานด้านนี้ เห็นเรื่องราวตั้งแต่ต้น จึงมีข้อมูลและข้อเท็จจริงอยู่ในมือพอประมาณ ทั้งเป็นเรื่องวัดวาอารามและพระศาสนา จึงเห็นว่าสำคัญ ไม่อาจปล่อยให้ผ่านไปได้ และมิได้มีอคติอะไรกับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเช่นกัน เมื่อเห็นว่าผู้จัดการเป็นสื่อ นำเสนอเรื่องนี้ "ต่างจากที่เราเห็น" ก็ต้องแสดงทัศนะให้ปรากฏ เพื่อให้สาธารณชนได้ช่วยกันวินิจฉัยต่อไป

 

อ้อย : ฐิตินาถ ณ พัทลุง เจอสื่อใหญ่ไล่เบี้ย

 

ย้อนรอย พระปราโมทย์ เปิดศึกสอนอดีตลูกศิษย์ ครูอ้อย เข็มทิศชีวิต

 

กลายเป็นประเด็นร้อนมาตลอดสัปดาห์ สำหรับเรื่องราวของ ครูอ้อย ฐิตินาถ ณ พัทลุง หรือ "ครูอ้อย เข็มทิศชีวิต" ที่มีการเปิดคอร์สให้กำลังใจคลายปมชีวิต โดยมีดารา นักธุรกิจ ผู้มีชื่อเสียงต่างๆ ที่เคยร่วมคอร์สจำนวนมาก และมีภาพปรากฏในคลิปโปรโมตผลงาน ซึ่งต่อ "เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน" ได้ออกมาโพสต์ชี้แจง ภาพดังกล่าวที่ร่วมคอร์สห้องเรียนเข็มทิศชีวิตนั้น เป็นภาพเก่าเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และก็ไม่ได้ไปคอร์สอีกแล้ว เพราะแนวทางไม่ตรงกัน และหลายคนที่มีภาพปรากฏในคอร์สให้กำลังใจคลายปมชีวิต ได้ออกมาเรียกร้องให้นำรูปของตนเองออก เนื่องจากไม่ได้ยินยอมให้นำภาพไปใช้ จนล่าสุด "ครูอ้อย เข็มทิศชีวิต" ต้องออกมาแถลงข่าว ว่า กำลังถูกขู่เรียกเงิน 11 ล้านบาทนั้น
       
ย้อนไป เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ฐิตินาถ ณ พัทลุง หรือ "ครูอ้อย เข็มทิศชีวิต" ได้มีโอกาสเข้าเป็นลูกศิษย์ของพระนักปฏิบัติรูปหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี คือ พระอาจารย์ปราโมทย์ ปราโมชโช เจ้าสำนักสวนสันติธรรม จังหวัดชลบุรี แต่ปรากฏว่า หลังจากนั้นไม่นาน ก็กลายเป็นมีข่าวฉาวโฉ่ด้วยการที่เธอไปกล่าวหาพระปราโมทย์ถึงกับไปร้องเรียนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

       
กรณี พระปราโมทย์ ปราโมชโช เจ้าสำนักสวนสันติธรรม ถูก นางสาวฐิตินาถ ณ พัทลุง ผู้เขียนหนังสือเข็มทิศชีวิต อันโด่งดัง และคณะที่มี นายเทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายวีรณัฐ โรจนประภา เจ้าของนิตยสารบางกอก และประธานมูลนิธิ บ้านอารีย์ กล่าวหาว่า มีพฤติกรรมยักยอกเงินบริจาค และที่ดิน อวดอุตริมนุสธรรม และความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับแม่ชีอรนุช อดีตภรรยา เป็นข่าวต่อเนื่องมานานสามสัปดาห์แล้ว
       
ฝ่ายผู้กล่าวหา คงจะชำนาญเรื่องการประชาสัมพันธ์สร้างข่าวไม่น้อย จึงเลือกใช้วิธี อ่อยเหยื่อ ค่อยๆ เปิดประเด็นข้อกล่าวหาทีละประเด็น เพื่อหลอกล่อให้ติดตาม โดยมีเครื่องเคียงเรียกร้องความสนใจประเภท "ทีเด็ด" เทปลับ "คลิปเสียง" และ จดหมายน้อยถึงลูกรัก 2 ฉบับ
       
ดูๆ ไปก็คล้ายกับวิธีการของแกนนำเสื้อแดงคนหนึ่ง ที่ชอบใช้วิธีตีปี๊บ สร้างกระแส ด้วยการอ้างเทปลับ คลิปวิดีโอ ที่เหมือนกันอย่างกับแกะ ก็คือ เมื่อเปิดหลักฐานที่อ้างว่าเป็นข้อมูลเด็ดเหล่านี้แล้ว กลับปรากฏว่า ไม่ได้มีสาระ หรือนัยสำคัญที่จะสร้างน้ำหนักให้ข้อกล่าวหาเหล่านั้นได้
       
ตลอดระยะเวลาเกือบเดือน ที่ฝ่าย นางสาวฐิตินาถ กับพวก เป็นฝ่ายเปิดเกมรุกอยู่ข้างเดียว โดยพระปราโมทย์ ถือคติ "พระไม่ตีกับโยม" ไม่ตอบโต้ แต่ชี้แจงเท่าที่จำเป็น ปรากฏว่า ฝ่ายพระปราโมทย์ ชี้แจงได้ทุกข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เงินบริจาค ที่ทำไมต้องโอนให้นางอรนุช อดีตภรรยา ซึ่งมาบวชชีอยู่ในสำนักสวนสันติธรรม เป็นผู้ดูแล ทำไมต้องโอนที่ดินให้ภรรยา รายละเอียดเกี่ยวกับบัญชีรายรับรายจ่าย สถานะของสวนสันติธรรม ฯลฯ

       
รวมทั้งความสัมพันธ์กับอดีตภรรยา ที่ฝ่ายที่กล่าวหาให้ข้อมูลว่า มีกุฏิอยู่ใกล้กัน หน้าต่างตรงกัน มองเห็นกันได้โดยไม่มีสิ่งใดๆ ขวางกั้น ซึ่งจากการเข้าไปตรวจสอบของสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา ชี้ชัดว่า ข้อกล่าวหาเรื่องนี้เป็นเท็จ เพราะกุฏิของพระปราโมทย์ กับอุบาสิกาอรนุช อยู่ห่างกันประมาณ 120 เมตร มีถนนคอนกรีต มีต้นไม้กั้น ไม่สามารถมองเห็นกันได้ ทั้งยังมีกุฏิของพระอุปัฏฐาก อยู่ใกล้กุฏิพระปราโมทย์ เพื่อคอยดูแล ซึ่งการวางผังที่ตั้งกุฏินี้ น.ส.ฐิตินาถ เป็นผู้กำหนดแบบไว้ตั้งแต่ก่อสร้าง และยังขอให้มีการสลับกุฏิกับพระอุปัฏฐาก เพื่อความปลอดภัยของพระปราโมทย์ นอกจากนี้กุฏิของพระปราโมทย์ และอุบาสิกาอรนุช ยังอยู่ในระยะไม่ไกลจากบ้านอนาลโย ของ น.ส.ฐิตินาถ ก่อนที่จะมีการสร้างรั้วคอนกรีตกั้นในภายหลัง
       
ไม่เพียงแต่คำชี้แจงของลูกศิษย์พระปราโมทย์เท่านั้น แต่บรรดาข้อกล่าวหาต่างๆ ของ น.ส.ฐิตินาถ และ นายวีรณัฐ ที่ยื่นเป็นหนังสือให้ สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทำการสอบสวนนั้น ล้วนได้รับการรับรองยืนยันจากสองหน่วยงานว่า ไม่พบความผิดปกติ โดย
นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชลบุรีว่า ผลการตรวจสอบเรื่องของที่ดิน และเงินของสำนักสวนสันติธรรม ไม่มีปัญหา เนื่องจากทางสำนักสวนสันติธรรม ได้มีการชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจนว่านำเงินไปทำอะไรบ้าง ส่วนเรื่องของที่ดินที่ขอตั้งวัดก็ได้ดำเนินการอย่างถูกต้อง
       
สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่บอกว่า การตรวจสอบข้อร้องเรียนทั้งกรณีเรื่องเงินบริจาคและที่ดิน ที่ผู้ร้องอ้างว่ามีการถ่ายโอนทรัพย์สินให้เป็นชื่อของอุบาสิกาอรนุช อดีตภรรยา นั้น ยังไม่พบว่าพระปราโมทย์กระทำความผิดจริง โดยพระปราโมทย์ดำเนินการอย่างถูกต้อง ทั้งเรื่องของเงินบริจาค เรื่องที่ดินที่ขอจัดตั้งเป็นวัด เรื่องความใกล้ชิดกับอุบาสิกาอรนุชที่ถูกร้องเรียนว่ากุฏิอยู่ใกล้กัน รวมไปถึงการสอนที่ถูกร้องว่าอวดอุตริมนุสธรรม ก็ไม่พบว่าพระปราโมทย์มีการกระทำใดๆ ที่ผิดต่อพระธรรมวินัย และระหว่างการให้สัมภาษณ์ยังมีการเปิดเผยบัญชีเงินฝากของทางสวนสันติธรรม ทั้งหมด 7
บัญชี ให้ผู้สื่อข่าวดู

       
ส่วนข้อหาอวดอุตริมนุสธรรมนั้น หลักฐานที่ น.ส.ฐิตินาถ อ้าง มีเพียงคลิปเสียงพระปราโมทย์ ข้อความว่า

       
".....โยนิโสมนสิกาสำคัญที่สุด ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์คอยบอก โยนิโสมนสิกาสำคัญที่สุด ต้องสังเกต อย่าเชื่อง่าย เราจะรู้ว่าไม่ใช่ จิตไม่ได้ค้นคว้าของมันอยู่ พูดอีกก็หลุดอีก พอหลายๆ ทีเข้า ก็โอ้ชาตินี้ทำไม่ได้แล้ว ไม่รู้จะไปทางไหน มันจบมุมเหมือนหลังชนกำแพง ถ้ารู้ที่วิเศษเป็นตัวทุกข์ล้วนๆ เลย บางคนเห็นว่าไม่ใช่ตัวเรา เห็นแล้วมันวาง
       
แต่ว่าต้องมีโยนิโสมนสิกากำกับการดูนะ ถ้าดูไปเฉยๆ บางทีใจไปค้างไว้ข้างใน
หลวงพ่อเคยเจอ ตอนนั้นผ่านชั้นที่ 2
แล้ว เข้าไปดูอย่างโสรัจ พอดีไปเจอ ... เจอหน้าแล้วท่านยิ้มหวานเลย ผู้รู้ๆ ออกมาอยู่นอกๆ นี้ ตอนนั้นงงเลย ทำไมต้องมาอยู่ข้างนอก ท่านก็ให้บอกต่อ กิเลสอยู่ข้างนอกเนี่ย ตอนที่บรรลุลงไปข้างในก็เผลอไปหมดแล้ว มีภายในมีภายนอก...."

       
เอาความรู้ในเรื่องธรรมะชั้นไหนไปสรุปว่า คำพูดทำนองนี้คือ การอวดอุตริมนุสธรรม
       
ทั้ง น.ส.ฐิตินาถ นายวีรณัฐ เคยเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดพระปราโมทย์ มานานเกือบสิบปี เหตุใดจึงไม่สามารถหาหลักฐานที่หนาแน่นกว่านี้ มาพิสูจน์ข้อกล่าวหาที่มีต่อพระปราโมทย์ ในทุกๆ เรื่องได้

       
เมื่อฝ่ายที่ถูกกล่าวหา สามารถอธิบายข้อกล่าวหาได้ทุกเรื่อง ก็แสดงว่า ข้อกล่าวหาเหล่านี้ เป็นเรื่องเท็จ ที่ถูกกุขึ้นมา เพื่อใส่ร้ายพระปราโมทย์ ถึงเวลาที่ น.ส.ฐิตินาถ กับพวก จะต้องตอบคำถามแล้วว่า เหตุใดจึงกุเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา
       
พระที่ได้ชื่อว่า เป็นพระดี มีลูกศิษย์ ลูกหาศรัทธาเลื่อมใสมากมาย หากจะต้องมีเรื่องมัวหมอง ก็หนีไม่พ้นสองเรื่องคือ สีกา กับเงินๆ ทองๆ
       
เช่นเดียวกัน บรรดาอุบาสิกา แม่ยกทางธรรมก็มีจุดตายอยู่สองเรื่อง คือ เรื่องเงินๆ ทองๆ กับ อยากเป็นเจ้าของพระ

       
ในอดีต พระรูปงาม ห้อมล้อมด้วยสีกามากหน้า เกิดความหึงหวง ชิงพระหักสวาท จนนำไปสู่การเปิดโปงพฤติกรรมของพระ จนต้องสึกก็มีมาแล้ว
       
สำหรับ
สีกาฐิตินาถ เรื่องเงินๆ ทองๆ นั้น เธอแสดงความต้องการชัดเจนอยู่แล้วว่า ขอทวงเงิน 4 ล้าน 3
แสนบาท ที่เคยบริจาคให้พระปราโมทย์คืน เพราะพระปราโมทย์ โอน เงิน ที่ดินที่ซื้อมาด้วยเงินบริจาคไปให้อดีตภรรยาดูแล ซึ่งเธอเห็นว่า เป็นการยักยอกเงินที่มีผู้บริจาค ไปเป็นสมบัติส่วนตัว

 
เหตุที่สีกาเกิดเสียดายเงิน ออกปากทวงทั้งที่บริจาคไปแล้ว พระอนุโมทนา ให้พร รับบุญ กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลกันไปแล้ว ลูกศิษย์พระปราโมทย์ ให้ข่าวผ่านทนายความมาว่า เพราะเธอผิดหวัง ที่อุตส่าห์ลงทุนไปมากแล้ว แต่กลับไม่ได้เป็น
somebody ในสำนักสวนสันติธรรม เพราะพระปราโมทย์ไม่ไว้ใจในพฤติกรรมบางอย่าง

       
เป็นอาจารย์ ลูกศิษย์กันมาสิบปี ศิษย์ยังเห็นความไม่ดีของอาจารย์ ในหลายเรื่อง ทำไมอาจารย์จะไม่ล่วงรู้เลยหรือว่าศิษย์คิดอะไรอยู่

       
เรื่องนี้ เป็นอุทาหรณ์ว่า เข็มทิศ ช่วยได้แค่ชี้ทาง แต่จะเดินไปถึงจุดหมายปลายทางหรือไม่ ใจเป็นเครื่องกำหนด

       
ต่อมา
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ยังได้เขียนสรุปถึง กรณี "พระปราโมทย์ ปาโมชโช" เจ้าสำนักสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ที่ตกเป็นข่าวครึกโครมอยู่ในขณะนี้นั้น ถ้าหากจะมองด้วยใจที่เป็น "ธรรม" คงต้องแยกแยะปฐมเหตุอันเป็นที่มาของเรื่องทั้งหมดออกเป็น 2 ส่วนด้วยกันคือ ส่วนของผู้กล่าวหา และผู้ถูกกล่าวหา
       
จากนั้นก็มาแยกแยะทีละประเด็นถึงเหตุผลของแต่ละฝ่ายว่า ใครน่าเชื่อถือมากกว่ากัน
       
กล่าวคือ ในส่วนของผู้ถูกกล่าวหาคือตัวของพระปราโมทย์เองนั้น มีข้อกล่าวหาที่จะต้องตอบคำถามอยู่ 3
ประการ ประกอบด้วย

       
หนึ่ง : ข้อกล่าวหาในเรื่องทรัพย์สินที่ยักย้ายถ่ายเทให้กับ "แม่ชีอรนุช สันตยากร" อดีตภรรยา

       
สอง :  ข้อกล่าวหาในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพระปราโมทย์ กับแม่ชีอรนุช
       
และสาม :
ข้อกล่าวหาในเรื่องการอวดอุตริมนุสธรรม

       
ขณะที่ในส่วนของ "ผู้กล่าวหา" ที่นำโดย น.ส.ฐิตินาถ ณ พัทลุง ผู้เขียนหนังสือเข็มทิศชีวิต นายเทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายวีรณัฐ โรจนประภา เจ้าของนิตยสารบางกอก และประธานมูลนิธิบ้านเอื้ออารีย์ รวมทั้ง นายดนัย จันทร์เจ้าฉาย ก็มีประเด็นที่จะต้องชี้แจงให้กับสังคมเช่นกันว่า มีเบื้องหน้าและเบื้องหลังอะไรหรือไม่ เพราะการที่กลุ่มบุคคลเหล่านี้ออกมาโจมตีพระปราโมทย์ด้วยข้อกล่าวหาที่หนักหนาสาหัส 3
ข้อ พร้อมกับยื่นเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบพฤติกรรมเยี่ยงนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดา

       
เนื่องเพราะคนเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เคยเป็นลูกศิษย์ และได้รับผลประโยชน์จากการเป็นลูกศิษย์ของพระปราโมทย์ไปไม่น้อย


       
**หักเข็มทิศครั้งที่ 1 ที่ดิน-เงินไร้ปัญหา

       
เริ่มต้นจากตัวพระปราโมทย์เองนั้น ถ้าหากพิจารณาด้วยใจที่เป็นธรรม ก็ต้องบอกว่า เรื่องที่นำมาแฉโพย พระปราโมทย์ ยังไม่มีหลักฐานเด็ดหรือหมัดน็อกที่ทำให้จนมุมเลยแม้แต่ข้อเดียว
       
สำหรับประเด็นแรก คือ กรณีเรื่องที่พระปราโมทย์มอบให้แม่ชีอรนุชเป็นคนดูแลบัญชีนั้น สิ่งที่น่าจะตอบคำถามทั้งหมด ก็น่าจะเป็นการที่
นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ระบุชัดว่า การที่พระปราโมทย์มอบให้แม่ชีอรนุชเป็นผู้ถือบัญชีถือว่าไม่ผิดวินัยสงฆ์ ส่วนเรื่องที่ดินอันเป็นที่ตั้งของวัดก็ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องเช่นกัน
       
หรือดังเช่นที่ "นายเกรียงกมล เลาหไพโรจน์" เพื่อนร่วมรุ่นรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ของพระปราโมทย์ที่ให้ความเห็นว่า "การตั้งสำนักสงฆ์ขึ้นมาอุทิศตนสามีบวชพระ ภรรยาบวชชี และอยู่กินกันมากับภรรยาก็คงไม่รู้จะใส่ชื่อใครเพราะเป็นพระจะถือครองที่ดินไม่ได้ จะไปใส่ชื่อคนอื่นก็ไม่รู้ว่าจะนำไปขายเมื่อไหร่ แล้วคนอีกเป็นร้อยเป็นพันที่ต้องอาศัยที่ตรงนั้นจะทำอย่างไร แล้วเงินที่บริจาคมาจะไว้ใจใครได้ นอกจากคนที่เชื่อถือกันมากที่สุด"

       
ขณะเดียวกันเมื่อรับฟังคำชี้แจงของ นายธนเดช พ่วงพูล ทนายความของพระปราโมทย์ ก็ต้องบอกว่าเป็นเหตุเป็นผลไม่น้อย

       
นายธนเดชอธิบายว่า ในช่วงของการซื้อที่ดิน น.ส.ฐิตินาถ ได้ร้องขอเป็นผู้ซื้อที่ดิน แต่ทางพระปราโมทย์ขอให้ใช้ชื่อของแม่ชีอรนุช เนื่องจากว่า
ไว้วางใจมากกว่า จึงทำให้มีชื่อของแม่ชีอรนุช เป็นเจ้าของที่ดินมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2548 มิใช่การโอนถ่ายให้แก่แม่ชีอรนุชในภายหลังแต่อย่างใด ส่วนการดำเนินการต่างๆ เกี่ยวกับการก่อสร้าง และตลอดจนการดำเนินงานของสวนสันติธรรมได้กระทำอย่างโปร่งใส มีบุคคลต่างๆ ที่มีชื่อเสียง ได้เข้ามารับรู้และทราบเรื่องเป็นจำนวนมาก
       
ด้านการบริหารเงินที่ได้รับบริจาคมาของสวนสันติธรรม แม่ชีอรนุช ไม่ใช่ผู้ดูแลบัญชีเงินรับบริจาคแต่เพียงผู้เดียว โดยในระยะก่อสร้างสวนสันติธรรม เบื้องต้นมีการเปิดบัญชีเพื่อสร้างสวนสันติธรรมในนามของแม่ชีอรนุชร่วมกับ น.ส.ฐิตินาถ ซึ่งการลงนามเบิกเงินจะต้องลงนามร่วมกัน โดย น.ส.ฐิตินาถ จะเป็นผู้ขอเบิกจ่าย เนื่องจากเป็นผู้ดูแลการก่อสร้าง และนายธนา รุจิพัฒนกุล เป็นผู้ถือสมุดบัญชีเงินฝากและตรวจสอบรายรับรายจ่าย และในช่วงที่สวนสันติธรรมเปิดการแสดงธรรมแล้ว มีการเปิดบัญชีอีกบัญชีหนึ่งในนามของแม่ชีอรนุชและ น.ส.ฐิตินาถ ร่วมกัน เพื่อดูแลเงินที่สาธุชนถวายสงฆ์เพื่อบำรุงสวนสันติธรรม
       
ส่วนระยะหลังการก่อสร้าง ในช่วงท้ายของการก่อสร้าง น.ส.ฐิตินาถ วางมือเนื่องจากมีภาระส่วนตัว แม่ชีอรนุช จึงต้องรับภาระดูแลบัญชีตามลำพัง ในช่วงธันวาคม 2549 เป็นต้นมา โดยปิดบัญชีสร้างสวนสันติธรรมเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ และปิดบัญชีบำรุงสวนสันติธรรมเดิม โดยถ่ายโอนเงินไปเปิดบัญชีใหม่ ในนามของแม่ชีอรนุชตามลำพัง เนื่องจาก น.ส.ฐิตินาถ ไม่ได้อยู่ในสวนสันติธรรมแล้ว แต่การใช้จ่ายทุกอย่างมีหลักฐานการเบิกจ่ายทั้งสิ้น และต่อมาเมื่อมีเงินในบัญชีมากขึ้น สวนสันติธรรมจึงได้เปิดบัญชีธนาคารใหม่เมื่อ 22 ส.ค. 51 ในนามของ แม่ชีอรนุช นายอภิชาติ อัศวเรืองชัย และ น.ส.ชยาทร เตชะไพบูลย์ และทุกสิ้นเดือน แม่ชีอรนุช จะทำบัญชีส่งให้ นายอภิชาติ เป็นหลักฐานด้วย อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่นายอภิชาติลาออกจากการเป็นประธานกรรมการสวนสันติธรรมเมื่อ 15 ม.ค.53 ก็ไม่มีการเบิกเงินจากบัญชีนี้แต่อย่างใด
       
นายธนเดช ชี้แจงด้วยว่า สำหรับระยะปัจจุบัน เมื่อ 18 ก.พ.53
มีการเปิดบัญชีใหม่ ในนามของ นายสุรพล สายพานิช นายธนา รุจิพัฒนกุล และ น.ส.กนิษฐวิริยา ต.สุวรรณ ทั้งนี้แม่ชีอรนุชทำหน้าที่เพียงการควบคุมการเบิกจ่ายเงินสดย่อย และสรุปยอดบัญชีรายเดือนส่งให้นายสุรพล ซึ่งได้จ้างนักบัญชีตรวจสอบบัญชีอีกชั้นหนึ่งด้วย

       
นี่คือความกระจ่างชัดจากคำตอบที่มาจากพระปราโมทย์
       
และตอกย้ำกันที่ผลการตรวจสอบของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่สรุปข้อเท็จจริงเรื่องที่ดินและเงินของสวนสันติธรรมว่า จากรายงานของผู้อำนวยการ พศ. จังหวัด คณะกรรมการชุดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ตั้งขึ้นมา สรุปผลออกมาเรียบร้อยแล้วใน 2 ประเด็น คือ เรื่องเงินเรื่องและที่ดิน
       
กล่าวสำหรับเรื่องเงิน คณะกรรมการสรุปว่า มีการนำบัญชีรายรับรายจ่ายมาแสดงให้ดูอย่างถูกต้อง ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2553
ส่วนเรื่องที่ดินที่ต้องให้มีบุคคลถือครองที่ดิน
เพราะความมุ่งหมายเดิมต้องการเป็นสำนักปฏิบัติธรรม ไม่ได้เป็นวัด ต่อมามีความพร้อมจึงยื่นขอจดทะเบียนเป็นวัด เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งหากได้รับอนุญาต ภายใน 5 ปี จะต้องดำเนินการก่อสร้างวัด และขออนุญาตตั้งชื่อวัด และในเวลานั้น จึงต้องแจ้งโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้เป็นชื่อวัด


สรุปก็คือ สวนสันติธรรม ที่มีเงินเหลืออยู่ในขณะนี้ทั้งหมด 21,154,992.10 บาท ไม่ได้มีปัญหาตามที่กล่าวหาแต่อย่างใด

      
ทว่า ปัญหาดูเหมือนจะไม่จบลงเท่านั้น เพราะกลุ่มผู้กล่าวหาซึ่งเป็นอดีตลูกศิษย์ ก็ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าว เมื่อวันที่ 28 ก.ย. โดยในเอกสารประกอบการแถลงข่าว นายเทิดศักดิ์ ได้ตั้งคำถามอีกว่า บัญชีเงินฝากของสวนสันติธรรมมีเพียง 21 ล้านบาทใน 7 บัญชีเท่านั้น ใช่หรือไม่ ถ้ามีเพิ่มจากบัญชีในชื่อ นางอรนุช สันตยากร อดีตภรรยา หรือ การตกแต่งบัญชีเงินบริจาค ถือเป็นการยักยอกหรือไม่ พร้อมทั้งยังระบุอีกว่า มีบัญชีเงินฝากในนามนางอรนุช 1
บัญชี ที่ไม่ได้ถูกยื่นให้กับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบ ในเบื้องต้นมีการตรวจสอบบัญชีรายรับ/จ่าย ของนายอภิชาต อัศวเรืองชัย พบว่า น่าจะมีบางรายการ ที่ไม่ได้ถูกรวมเข้ามาอยู่ในบัญชีรายรับ/จ่ายของสวนสันติธรรมด้วย ซึ่งจะนำให้ดีเอสไอพิจารณาต่อไป


       
สิ่งที่ผิดสังเกตก็คือ กลุ่มอดีตลูกศิษย์เหล่านี้ ทำได้แค่เพียงตั้งข้อสงสัย และไม่ได้มีการนำหลักฐานเอกสารเพิ่มเติมมาแสดง เพื่อให้เกิดความเชื่อถือแต่อย่างใด


       
**หักเข็มทิศครั้งที่ 2 ไร้หลักฐานโยงความสัมพันธ์แม่ชีอรนุช
       
ประเด็นที่สองคือ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพระปราโมทย์กับแม่ชีอรนุชนั้น สิ่งที่พุทธศาสนิกชนต้องพึงทราบก็คือ แม้พระปราโมทย์กับแม่ชีอรนุชจะไม่ได้หย่าขาดกันทางกฎหมาย แต่ในทางธรรมแล้ว "ขนบ" และ
"ประเพณี" ซึ่งเป็นที่รับรู้และปฏิบัติกันมาโดยตลอดก็คือ เมื่อมีการบรรพชาอุปสมบทเข้ามาในพระพุทธศาสนา และเป็นสมณเพศแล้ว ก็ถือเป็นการขาดจากกันในความสัมพันธ์ที่เคยมีมาในทางโลกไปด้วย
       
ขณะเดียวกัน เมื่อมีการพาสื่อมวลชนไปตรวจสอบกุฏิที่อาศัยระหว่างพระปราโมทย์กับแม่ชีอรนุช ก็จะเห็นว่า ตั้งอยู่ห่างกัน 120-130 เมตร ซึ่งก็เป็นระยะที่ห่างกันพอสมควร นอจากนี้ยังมีถนนคอนกรีต มีต้นไม้กั้น ทำให้ไม่สามารถมองเห็นกันได้ ทั้งยังมีกุฏิของพระอุปัฏฐากอยู่ใกล้กุฏิพระปราโมทย์เพื่อคอยดูแล ซึ่งการวางผังที่ตั้งกุฏินี้ น.ส.ฐิตินาถ เป็นผู้กำหนดแบบไว้ตั้งแต่ก่อสร้าง และยังขอให้มีการสลับกุฏิกับพระอุปัฏฐาก เพื่อความปลอดภัยของพระปราโมทย์ นอกจากนี้ กุฏิของพระปราโมทย์และแม่ชีอรนุช ยังอยู่ในระยะไม่ไกลจากบ้านอนาลโยของ น.ส.ฐิตินาถ ก่อนที่จะมีการสร้างรั้วคอนกรีตกั้นในภายหลัง
       
เช่นเดียวกับปัญหาเรื่อง "เขตห้ามเข้า" ที่มีความพยายามที่จะตีประเด็นว่า มีอะไรซุกซ่อนอยู่หรือไม่จึงห้ามเข้า ก็ต้องเข้าใจเช่นกันว่า เป็นเรื่องปกติของเขตพื้นที่ปฏิบัติธรรม เขตสังฆาวาส ที่จะห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป ซึ่งไม่ใช่เฉพาะที่สวนสันติธรรมเท่านั้น หากแต่วัดสายปฏิบัติเกือบทุกวันก็มีข้อห้ามเยี่ยงนี้เช่นกัน
       


**หักเข็มทิศครั้งที่ 3 ใครกันแน่อวดอุตริมนุสธรรม

       
ส่วนเรื่องการอวดอุตริมนุสสธรรม ที่ฝ่ายผู้กล่าวหากำลังเร่งเครื่องอย่างหนักในเวลานี้นั้น ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องที่จะวินิจฉัยกันได้โดยง่าย หากแต่ต้องอาศัยผู้ทรงภูมิธรรมว่าวิเคราะห์กันทีละประเด็นว่าเข้าข่ายหรือไม่
       
ที่สำคัญคือ หลักฐานที่ฝ่ายผู้กล่าวหานำมาแสดงเป็นคลิปเสียงต่างๆ ก็ไม่ได้นำมาแสดงทั้งหมด แต่ตัดเอามาจากบางส่วนบางตอนของคำเทศนา ซึ่งก็ไม่เป็นธรรมที่จะกล่าวหาว่าอวดอุตริมนุสธรรมในทันที เพราะถ้าฟังคำเทศนาโดยรวม อาจจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ ซึ่งในประเด็นนี้ ก็คงต้องรอการพิสูจน์จากผลสอบของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกันต่อไป


เช่นเดียวกับข้อกล่าวหาเรื่องการอวดอุตริมนุสธรรม ที่อ้างจากหนังสือ "วิมุตติปฏิปทา" ฉบับพิมพ์ครั้งที่
2 โดยระบุว่า "ผู้เขียน (ซึ่งหมายถึงพระปราโมทย์) ก็สามารถรู้สภาวะจิตของผู้อื่นได้เหมือนสภาวะจิตของตนเอง" ก็เป็นข้อกล่าวหาซึ่งผู้ที่รู้ข้อเท็จจริงอดเศร้าใจไม่ได้ เพราะหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่พระปราโมทย์เขียนขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งที่เป็นฆราวาส เขียนในนามปากกาที่ชื่อว่า "สันตินันท์"
       
ที่สำคัญคือ การจัดพิมพ์หนังสือดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการจัดพิมพ์ครั้งแรกหรือครั้งที่ 2
ก็เป็นการดำเนินการโดยลูกศิษย์ พระปราโมทย์ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวแต่ประการใด
       
นอกจากนั้น ถ้าหันกลับไปพิจารณาจากคำให้การของลูกศิษย์ที่ยังคงศรัทธาในธรรมะและตัวหลวงพ่อปราโมทย์ ก็จะพบว่า เป็นไปในทางที่ตรงกันข้าม ดังเช่นในรายของ "สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา" ที่สรุปเอาไว้ว่า.... "ในประเด็นอวดอุตริมนุสธรรมนั้น ผมไม่ขอพูดถึงนะครับ เพราะเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ที่จะต้องดำเนินการ... ผมเชื่อมั่นว่า แนวทางที่หลวงพ่อสอนนั้น สามารถนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ครับ เพราะหลวงพ่อสอนให้มีสติ มีจิตตั้งมั่น และหัดรู้รูปนาม เพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ของรูปนาม ซึ่งจากการได้ปฏิบัติตาม
ก็เห็นไตรลักษณ์ได้จริงๆ"
       
ขณะที่เมื่อไปตรวจสอบผู้กล่าวหาคนสำคัญจากมูลนิธิบ้านอารีย์อย่าง "วีรณัฐ โรจนประภา" ที่ให้สัมภาษณ์ "เนชั่นสุดสัปดาห์" ก็มีข้อให้ชวนให้ขบคิดเช่นกันเช่นกัน

       
"เท่าที่ผมสังเกตดู ก่อนหน้านี้จะไม่มีการดูจิตทายใจเป็นถี่ๆ หรือมากๆ แบบหลวงพ่อปราโมทย์ ซึ่งเพิ่งจะมีมาตอนที่หลวงพ่อปราโมทย์มาสอนนี่แหละ ตอนแรกที่เรียนก็จะได้ผลดีจริงๆ อย่างที่ทุกคนประสบ อย่างผม เห็นญาติธรรมที่เข้ามาตั้งแต่วันแรกที่มีทุกข์ เข้ามาก็มาพึ่งธรรมะ พึ่งคำสอนในระบบนี้ไป สามเดือนห้าเดือนทุกข์จากคลาย มีความสุขมากขึ้น ผ่านไปปีนึ่ง ก็มีความอยากให้พ้นทุกข์ยิ่งๆ ขึ้น ตอนแรกๆ ผมก็รู้สึกภูมิใจ ดีใจที่ได้เผยแผ่การสอนในระบบนี้ แต่พอมาถึงช่วงหนึ่ง จุดหนึ่ง นานวันเข้า ความสุขอะไรก็ยังมีอยู่จริง แต่ว่าความอ่อนแอตามมาด้วย คือทุกคนรอที่จะถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์จากหลวงพ่อปราโมทย์ท่าน"


       
และเมื่อถามว่าพิสูจน์จากอะไร
       
นายวีรณัฐตอบว่า "จากที่เวลารับกิจนิมนต์ คนจองคิวกันยาวเหยียด การสอบทานเรื่องการปฏิบัติก็ต้อมีการจับฉลากบัตร จัดคิว ระบบการเรียนการสอนเองที่พอเรียนเข้าจริงๆ แล้วสุดท้ายก็ต้องบอกแต่ว่า วันเสาร์ไปส่งการบ้าน วันไหนไปให้หลวงพ่อตรวจ อันนี้ต้องให้หลวงพ่อดู ทั้งหลายทั้งปวงในระบบนี้ สุดท้ายเรากลับไปพึ่งความสามารถพิเศษของพระรูปหนึ่ง จุดนี้เองที่ผมทักท้วงไปว่า
อย่างนี้ถูกต้องแล้วหรือ ที่ตอนหลังคนเรียนมีการพึ่งพิงตนเองได้น้อยลงขนาดนี้"

 


       
**เข็มทิศชีวิตที่หลงทางของ "อ้อย-ฐิตินาถ"
      
ดังนั้น เมื่อประจักษ์พยานและหลักฐานปรากฏออกมาในลักษณะนี้ สังคมก็มีสิทธิที่จะย้อนกลับไปตั้งคำถามกับกลุ่มผู้กล่าวหาเช่นกัน เพราะถ้าย้อนกลับไปดูเส้นทางของคนเหล่านี้ ก็ต้องบอกว่า เป็นกลุ่มที่เคยมีผลประโยชน์จากธรรมะของพระปราโมทย์แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น น.ส.ฐิตินาถ หรือมูลนิธิบ้านอารีย์
       
โดยเฉพาะ น.ส.ฐิตินาถ นั้น การที่เธอออกมาเรียกร้องขอคืนเงินบริจาค 4.3 ล้านบาท ที่ได้ร่วมก่อสร้างสวนสันติธรรม ด้วยเหตุผลที่ว่า เพราะที่ดินที่ซื้อมาด้วยเงินบริจาคนั้น พระปราโมทย์โอนไปให้แม่ชีอรนุชดูแล ก็เป็นคำตอบอยู่ในตัวเองว่าน่าจะเป็นเรื่องของความผิดหวังที่ไม่สามารถเป็น
"เข็มทิศชีวิต" ให้กับสวนสันติธรรมและพระปราโมทย์ได้เหมือนเช่นที่ผ่านมา
       
เพราะถ้า น.ส.ฐิตินาถ สามารถดำรงตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของของพระปราโมทย์เหมือนเช่นที่ผ่านมา ดังที่เคยวางผังปลูก "บ้านอนาลโย" เอาไว้ใกล้ๆ กับกุฏิของพระปราโมทย์แล้ว คงไม่เกิดปัญหาเหล่านี้ออกมาเป็นแน่แท้
       
ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่า ที่ดินอันเป็นที่ตั้งของสวนสันติธรรมนั้น ก็มีประวัติที่ไม่ธรรมดา เพราะก่อนที่จะตัดสินใจซื้อที่ดินผืนนี้ ก็มีที่ดินอีกหลายแปลงที่เป็นทางเลือก และไม่ได้ยุ่งยากเหมือนกับที่ดินผืนนี้ เช่น ที่ดินที่จังหวัดนครนายกเป็นต้น
       
แต่เหตุที่มาลงเอยที่อำเภอศรีราชาก็เพราะมี "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" เป็นผู้อ้อนวอน ร้องขอ เป็นตัวตั้งตัวตีและเจ้ากี้เจ้าการอย่างผิดปกติ
       
ว่ากันว่า ข้ออ้างสำคัญที่ทำให้พระปราโมทย์ตัดสินใจซื้อ ก็เพราะมีข้ออ้างว่า "ได้มีการวางเงินไปแล้ว" ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น
       
ขณะเดียวกัน คนที่ผ่านไปผ่านมาบริเวณสวนสันติธรรม ถ้าสังเกตให้ดีก็จะเห็น "ที่ดินผืนงาม" และ "ขนาดใหญ่" อีกผืนหนึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับสวนสันติธรรมแห่งนี้ และผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้ก็มิใช่ใครอื่น แต่เป็น "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" อีกเช่นเคย

ไม่มีใครรู้ว่า ที่ดินผืนนี้ บังเอิญหรือเจตนา มาอยู่ใกล้กับสวนสันติธรรมของพระปราโมทย์กันแน่ แต่วิญญูชนผู้มีใจเป็นธรรมคงสามารถคาดเดาได้ไม่ยากนักว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
       
ที่น่าสนใจคือ ก่อนที่จะซื้อไม่มีปัญหา แต่หลังจากที่ซื้อแล้วกลับเกิดปัญหาขึ้น เมื่อพระปราโมทย์โอนไปให้แม่ชีอรนุชดูแล เนื่องจาก "มีความไว้วางใจมากกว่า" ซึ่งหลายคนคาดเดาว่า นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นและกลายเป็นมูลเหตุของปัญหาที่เกิดกับสวนสันติธรรมในเวลาต่อมาก็เป็นได้

       
อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้จะยังไม่มีบทสรุป แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนหนังสือชื่อดังจะต้องกลับไปทบทวนตัวเองและตกผลึกความคิดของตัวเองอีกครั้งก็คือ เข็มทิศชีวิตที่ตัวเองเขียนขึ้นมาสำหรับใช้ช่วยเหลือผู้อื่นจนขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่านั้น ทำไมถึงไม่สามารถเป็นเข็มทิศชีวิตให้เธอดำเนินไปในทางที่ถูกที่ควรได้

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 19 มิถุนายน 2560

 

ข่าวพระปราโมทย์และอ้อย ฐิตินาถ ณ พัทลุง

 

ถึงยอดปราสาท !

ปัญหาคลองจั่นลามถึงมูลนิธิชีจันทร์

หากร่วมทำผิดมีสิทธิ์ถูกยุบ

แปลว่า อวสาน !

 

อา ! ถามว่า อะไรทำไม เรื่องคลองจั่นจึงมาเกี่ยวพันกับมูลนิธิชีจันทร์ ก็ตอบว่า มันพันกันหมด ตั้งแต่การเงินที่ยักย้ายถ่ายเทกันเข้ามูลนิธิแห่งนี้ ซึ่งมี "ธัมมชโย" เป็นหัวหน้าใหญ่ และในปัจจุบัน "ท่านธัมมชโย" ก็ตกเป็นผู้ต้องหา "หนีคดี" ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนในโลกใบนี้ เพราะลูกศิษย์บอกว่า "หลงพ่ออยู่ในยูทู๊ป"

วันที่ 9 กรกฎาคม ศกนี้ เป็นดิถี แรม 1 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันเข้าพรรษาตามพระวินัยบัญญัติ ซึ่งพระสงฆ์ทุกรูปต้องทำพิธีอธิษฐานเข้าพรรษา ถือว่าเป็นการ "แจ้งที่อยู่เป็นหลักแหล่ง" อย่างเป็นทางการ จึงมีคำถามว่า "ธัมมชโยจะอธิษฐานเข้าพรรษาที่ไหน" ถ้าไม่มีสังกัดแจ้งมาว่าเข้าพรรษาที่วัดพระธรรมกาย ก็แสดงว่าไม่ได้อยู่ในวัดพระธรรมกาย และถ้าไม่มีการแจ้งต่อคณะสงฆ์ว่าเข้าพรรษา ณ ที่แห่งใดในโลกใบนี้ ก็จะชี้ได้ว่า "ธัมมชโยไม่มีที่อยู่และสังกัดเป็นหลักแหล่ง" เข้าในมาตรา 3.2 แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 ที่เรียกว่า "ม.21" ซึ่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายต้องรายงานต่อเจ้าคณะผู้ปกครอง ซึ่งหากเจ้าคณะผู้ปกครองเห็นควรให้พระธัมมชโยสละสมณเพศ รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายก็ต้องปฏิบัติตาม หาไม่ก็จะถูกปลด และเมื่อธัมมชโยถูกวินิจฉัยให้พ้นจากสมณเพศ มูลนิธิชีจันทร์อันมีธัมมชโยเป็นประธาน ก็อวสานต์ทันที

เวลาจากนี้ไปก็ไม่ถึงเดือน ชะตากรรมในทางพระธรรมวินัยก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก็บอกแล้วไง "พ่อใหญ่ไม่เล่นการเมือง"

 

 

 

ธัมมชโย และแม่ชีจันทร์ ขนนกยูง

 

DSI เตรียมสรุปคดี-แจ้งข้อหา มูลนิธิคุณยายจันทร์ฯ เกี่ยวข้องคดียักยอกเงินสหกรณ์คลองจั่นฯ

ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้สืบสวนกรณีที่นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานคณะกรรมการดำเนินการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ทุจริตนำเงินออกจากสหกรณ์ฯ ประมาณ 13,000 ล้านบาท (คดีพิเศษที่ 146/2556) และจากการตรวจสอบพบว่า ในช่วงเวลาเดียวกันก็มีขบวนการสร้างเรื่องอันเป็นเท็จ เพื่อหลอกลวงสมาชิกสหกรณ์และประชาชนทั่วไปให้หลงเชื่อว่าสหกรณ์ฯ มีระบบธรรมาภิบาล รวมทั้งการบริหารที่มีประสิทธิภาพ จนมีผลกำไรดี ทำให้ประชาชนหลงเชื่อนำเงินมาฝากกับสหกรณ์ และมีการยักยอกเงินออกไป ทำให้สหกรณ์และสมาชิกได้รับความเสียหาย (คดีพิเศษที่ 63/2557)

ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสอบสวนทั้ง 2 คดีเสร็จสิ้นและส่งสำนวนให้อัยการไปแล้ว ต่อมาพนักงานอัยการมีหนังสือแนะนำ ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดีกับนายศุภชัย และกลุ่มบุคคลที่รับเงินที่ถูกยักยอกมาจากสหกรณ์ฯ ในความผิดฐานฟอกเงิน รับของโจร และความผิดอื่นด้วย ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้จำแนกกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการรับเงินดังกล่าวเป็นหลายกลุ่ม ในจำนวนนี้มีกลุ่มพระธัมมชโยและวัดพระธรรมกาย รวมถึงผู้เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายรวมอยู่ด้วย จึงทยอยสอบสวนและสรุปสำนวนการสอบสวน เห็นควรสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องส่งพนักงานอัยการไปหลายคดีแล้ว ตามที่ปรากฏเป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่อง

จากการสอบสวนคดีพิเศษที่ 27/2559 ที่มีการดำเนินคดีกับพระธัมมชโยและผู้เกี่ยวข้องในความผิดร่วมกันรับของโจร ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงินนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบหลักฐานที่มีความเชื่อมโยงไปถึง มูลนิธิคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงแยกคดีนี้ออกมาทำเป็นคดีพิเศษ ที่ 24/2560 จากนั้นได้ดำเนินการสอบสวนมาอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ได้พยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว ในวันนี้จึงได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ คณะพนักงานอัยการร่วมสอบสวน และที่ปรึกษาคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาพยานหลักฐานในคดี หากมีพยานหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์พอแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหา จะดำเนินการออกหมายเรียกผู้ต้องหาเพื่อมารับทราบข้อกล่าวหา

นอกจากนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษยังพบพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงมูลนิธิธรรมกายอีกส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษจะได้ดำเนินการแยกคดีนี้ออกมาทำเป็นคดีพิเศษอีกคดีหนึ่ง เพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไป

นายขจรศักดิ์กล่าวว่า ผู้ที่รับเงินที่ถูกยักยอกมาจากสหกรณ์ฯ ถือเป็นความผิดมูลฐาน เงินที่ถูกยักยอกมาจากสหกรณ์ฯ หากยักย้ายถ่ายเทไปที่บุคคลใดก็ต้องสอบสวนบุคคลนั้น ส่วนจะผิดหรือถูกขึ้นอยู่กับการสอบสวน ส่วนการแจ้งข้อหานั้น ก็ต้องดูว่ามีหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์หรือยัง เข้าองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ถ้าครบ กรมสอบสวนคดีพิเศษก็จะเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา การแก้ต่างข้อกล่าวหาก็เป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับการรับเงินที่ถูกยักยอกมาจากสหกรณ์ฯ​อีกหลายคน หากหลักฐานไปถึงใครกรมสอบสวนคดีพิเศษก็ต้องเรียกมาสอบปากคำ

 

 

วรรณา จิรกิติ ประธานกรรมการมูลนิธิชีจันทร์

 

อนึ่ง มูลนิธิคุณยายอาจารย์-มหารัตนอุบาสิกาจันทร์-ขนนกยูง มีนางวรรณา จิรกิติ น้องสาวเจ้าสัวบุญชัย เบญจรงคกุล อดีตเจ้าของธุรกิจมือถือดีแทค เป็นประธานมูลนิธิฯ กรรมการอีก 6 คน ประกอบด้วย นางพิศมัย แสงหิรัญ, นางคำนวณ คงศุภลักษณ์, น.ส.เมตตา สุวชิตวงศ์, น.ส.อุบลทิพย์ สุพรรณนานนท์, น.ส.อารีพันธุ์ ตรีอนุสรณ์ และ น.ส.เสาวนีย์ สิริพงศ์บุญสิทธิ

 

ที่มา : ไทยพับลิก้า : 18 มิถุนายน 2560


 

เข้าล็อก !

สปท.ชงแก้ พรบ.คณะสงฆ์ 05

จัดระเบียบทรัพย์สินวัด

จนได้ !

 

อาฮ่า ! เผยไต๋เผยตัวออกมาจนได้ สุดท้ายงานศาสนาก็ตกอยู่ในมือ "ไพบูลย์-บวรเวท" สองเกรียนทางศาสนา รู้กฎหมายแต่ไม่รู้พระธรรมวินัย แต่ก็น่าประหลาดใจว่า ทั้งประเทศไทยไม่มีผู้รู้ในทางวัดวาอารามแล้วหรือไร รัฐบาลและ สปท. ถึงได้ใช้แค่ "สองพระหน่อ" เข้ามาทำงานพระศาสนา พระเณรเหม็นขี้หน้ากันเต็มเมือง ไปวัดไหนแทบไม่มีใครต้อนรับ

ไพบูลย์ยกไว้ก่อน เพราะพูดมามากแล้ว แต่ "บวรเวท" นั้น ผลงานชัดแจ๋ว นำทีมทุบวัดกัลยาณ์ ปลายเดือนกรกฎา ปี 58 ก่อนจะเกษียนอายุราชการ ทิ้งปัญหาวัดให้อธิบดีคนต่อมาไปเคลียร์ ส่วนตัวเองก็ผันมาเป็น สปท. จ่อออกกฎหมายรื้อบัญชีวัดอยู่ในบัดนี้

ถามว่า การออกกฎหมาย "ให้สำนักพุทธฯ มีอำนาจตรวจสอบบัญชีวัดและแจ้งความเอาผิดได้" นั้น มันคืออะไร ? คำตอบก็คือ อ๋อ ! ก็คือการให้ "นายกรัฐมนตรี" มีอำนาจควบคุมพระสงฆ์ทั่วประเทศ ผ่านสำนักพุทธฯ ไง เพราะสำนักพุทธฯ สังกัดสำนักนายก ก่อนหน้านั้นก็มีอำนาจแค่ "สนองงานคณะสงฆ์" แต่วันนี้ สปท. จะแก้กฎหมายคณะสงฆ์ ให้นายกรัฐมนตรี สามารถตรวจสอบวัดได้ด้วย นี่แหละของจริง ถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกมา ก็แสดงว่า "คณะสงฆ์ไทยมีสังฆราช 2 องค์" องค์หนึ่งอยู่ที่วัดราชบพิธ อีกองค์อยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ต่างก็สั่งการผ่าน "สำนักพุทธฯ" เหมือนกัน มันส์พ่ะย่ะค่ะ

 

 

น่าเศร้าก็คือว่า คณะสงฆ์ไทยจำนวน 4 หมื่นวัด สมาชิกกว่า 3-4 แสนรูป มีมหาวิทยาลัยสงฆ์กระจายอยู่ทั่วประเทศ มีเปรียญบัณฑิตจบทั้งในและนอกนับพันนับหมื่น รวมทั้งอดีตเปรียญบัณฑิตอีกนับไม่ถ้วน แต่กลับไม่มีความสามารถในการตั้งองค์กรเพื่อ "ตรวจสอบกันเอง" ปล่อยปละละเลย จนเปิดช่องให้รัฐบาลเข้ามาดำเนินการควบคุมดูแล ข่าวหลายสำนักอ้างว่า "ปัญหามาจากเณรปลื้ม วัดวังตะวันตก" รัฐบาลโหนกระแสแก้กฎหมายคณะสงฆ์ แต่ความจริงแล้ว ต้นตอปัญหามันมาจาก "วัดพระธรรมกาย" ต่างหาก วัดอื่นๆ ทั้งสามหมื่นวัด อย่างมากก็มีปัญหาแต่ "นักเลง-กุ๊ย-ขี้เหล้า-สัปเหร่อ และกระเทย" ครองวัด ส่งทหารเข้าไปเตะก้นก็กระเจิงแล้ว แต่ธรรมกายใหญ่กว่านั้นเยอะ ขนาด ม.44 ยังกินไม่ลง จนบัดนี้ก็ยังจับตัวธัมมชโยไม่ได้ รู้หรือยังว่า..ไผเป็นไผ ?

อีกข้อก็คือว่า มหาเถรสมาคมทำอะไรอยู่ ? ไปดูใน พรบ.คณะสงฆ์ 2505 ว่ามหาเถรสมาคม "มีอำนาจหน้าที่อะไร" ก็ไล่ตั้งแต่ ปกครอง นิติบัญญัติ และตุลาการ แต่สุดท้ายกลับ "ไม่ทำอะไรซักอย่าง" เอาแต่ยศศักดิ์กับเงินเดือน ปล่อยให้วัดวาอารามถูกเจ้าหน้าที่รัฐใช้กฎหมายเข้าดำเนินการ พระเณรถูกกระชากจีวรโดยพลการ พระเณรไทยจึงเหมือนไม่มีพ่อไม่มีแม่ ต่างคนก็ต่างอยู่ ไม่รู้ชะตากรรม ถามว่า เรามีมหาเถรสมาคมไว้ทำไม ?

 

 

บวรเวท รุ่งรุจี อดีตอธิบดีกรมศิลปากร

 

 

คราวก่อน "ชี้เป้า" ทุบวัดกัลยาฯ จนเรียบเป็นหน้ากลอง

วันนี้ รับบท "รื้อบัญชี" วัดทั่วประเทศ

 

 

ชื่นใจในผลงานการทุบวัด

 

สปท.ชงแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินวัด 3,700 แห่ง ทั่วประเทศ

สปท. ชง ครม. แก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์-กฎกระทรวง ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินวัดทั่วประเทศ 37,000 แห่ง ออกกฎให้วัดส่งรายการบัญชีทรัพย์สินให้สำนักงานพระพุทธศาสนาตรวจสอบความโปร่งใส เผย 92 วัด อู้ฟู่มีรายได้ 30 ล้านต่อเดือน

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.60 ที่รัฐสภา นายบวรเวท รุ่งรุจี ผู้ช่วยโฆษกคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬาศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่าที่ประชุม กมธ. เห็นชอบรายงานการพัฒนาระบบการบริหารทรัพย์สินของวัดให้เป็นไปตามมาตรฐานตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดให้ถูกต้องตามกฎหมาย และตรวจสอบได้

โดยมีข้อเสนอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) นำเสนอมหาเถรสมาคม (มส.) ให้พิจารณาปรับปรุง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 กฎกระทรวง กฎมหาเถรสมาคม ให้ทันสมัยสอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบันและบังคับใช้ได้จริง อาทิ การกำหนดให้พศ. มีอำนาจตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของวัดและต้องรายงานผลการตรวจสอบให้ มส. นายกรัฐมนตรี และสาธารณชนรับทราบ โดยวัด 37,000 แห่งทั่วประเทศ ต้องจัดทำบัญชีทรัพย์สินของวัดตามเกณฑ์มาตรฐานที่ พศ.กำหนด ครอบคลุมทรัพย์สินของวัดทั้งหมดตลอดจนโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เพื่อส่งให้ พศ. ตรวจสอบความโปร่งใสว่า มีความถูกต้องหรือไม่จากเดิมที่เพียงให้วัดส่งบัญชีทรัพย์สินมาให้ พศ. เก็บไว้เท่านั้น แต่ไม่มีการตรวจสอบทั้งนี้หาก พศ. ตรวจสอบแล้วพบความไม่โปร่งใสสามารถดำเนินคดีเอาผิดตามกฎหมายได้

นายบวรเวท กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะนำข้อเสนอของ กมธ. ส่งให้ ครม. และ พศ. เพื่อไปดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม กมธ. ยังกังวลว่าจะได้รับความร่วมมือจากวัดในการตรวจสอบทรัพย์สินหรือไม่ เพราะที่ผ่านมายังไม่ได้หารือกับวัดถึงหลักเกณฑ์ดังกล่าว เพียงแค่เชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลความเห็นเท่านั้น ทั้งนี้จากการแบ่งกลุ่มประเภทของวัดพบว่ามีวัด 92 แห่ง มีรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 20-30 ล้านบาทต่อเดือน

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 15 มิถุนายน 2560

 

มหาวอ ยก "วัด-วัง" บังสัจจะ !

ทำให้ต้องรับตำแหน่ง ผช.จล.

ทำนอง..เสียสัตย์เพื่อชาติ !

 

ว.วชิรเมธี อ้าง "บื้องบน" บังคับ ต้องยอมรับ "ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ทั้งๆ ไม่อยากรับ และเคยประกาศต่อสาธารณะว่า "ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" แถมยกตัวอย่าง "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ปยุตฺตมหาเถร" รับพระราชทานสมณศักดิ์ ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม มีแต่คนสรรเสริญ

 

แล้วทำไม ว.วชิรเมธี จะรับไม่ได้ ผิดตรงไหน ?

 

อา..ว่าไงครับ หลวงพ่อช่วงโปรดทราบ มหาวอบอกว่า "ตัวเองถูกขืนใจให้รับตำแหน่ง" ทั้งๆ ที่ไม่อยากรับ ถึงได้มาก็มิได้ภูมิอกภูมใจอะไรอีกด้วย แบบว่า เสียสัตย์เพราะผู้ใหญ่ นี่ถ้าได้เป็นเจ้าคุณ สงสัยมหาวอคงจะฆ่าตัวตาย เพราะรับไม่ได้

เชิญปัญญาชน "ทัศนา" ทัศนะ ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี คนดีศรีแผ่นดิน !

 

Take a look !

 

 

ว.วชิรเมธี ทาสศักดินา !

ถูกบังคับให้เป็นคนเลว โดยการรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ"

 

 

"ยศช้าง ขุนนางพระ ไม่เคยมองหา แต่เบื้องบนท่านมองเห็น"

ว.วชิรเมธี

 


หลายเดือนก่อน หลังจากมีภาพไปรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
เพื่อดำรงตำแหน่งเป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ก็มีใครบางคน จรดปากกาเขียนถึงอาตมภาพในทางเสียหายว่า การรับตำแหน่งนั้น เป็นการแสดงถึงความกลับกลอกเหมือนศรีธนญชัย (เพราะแต่ไหนแต่ไรมา อาตมาไม่เคยสนใจเรื่องตำแหน่งแห่งที่ในทางคณะสงฆ์เลย ซึ่งเรื่องนี้ แม้จนบัดนี้ ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่)

ถามว่า ถ้าเช่นนั้น ไปรับตำแหน่งทำไม ?

ขออธิบายสั้นๆ ง่ายๆ สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลถึงสหรัฐอเมริกา (ต้นเรื่องที่กล่าวหา) ซึ่งอาจจะไม่ค่อยรู้ความจริงว่า

"อาตมาอยู่วัดพระสิงห์มาแต่อายุเพียง ๑๖ ปี เรียนธรรมะบาลีที่วัดนี้ จนได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค, บวชพระก็บวชที่วัดนี้

หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็เป็นพระอุปัชฌาย์ อาตมาก็เคยเป็นพระเลขานุการของท่านมาตั้งแต่ต้นแต่อายุ ๑๘ ปี ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรจนถึงบวชเป็นพระภิกษุ


เมื่อจบเปรียญ ๙ ที่กรุงเทพฯ อาตมาย้ายกลับมาเชียงราย ก็มาอยู่ในสังกัดเดิม ซ้ำยังเป็นเปรียญธรรม ๙ รูปแรกของวัด คือวัดพระสิงห์ (พระอารามหลวง)
ไม่ได้เหาะข้ามห้วยมาจากที่อื่น

เมื่อกลับมาแล้ว หลวงพ่อเคยขอให้มาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสแต่เมื่อปี ๒๕๕๕ อาตมายังไม่อยากรับ ประวิงเวลาไว้ เพราะใจอยากทำงานเผยแผ่พระพุทธ-ศาสนามากกว่างานปกครองของคณะสงฆ์ ครูบาอาจารย์ท่านก็เข้าใจลูกศิษย์ซึ่งท่านรักเหมือนลูก


มาถึงปีนี้ ผู้ใหญ่ใน
"เบื้องบน" ถามมาอีก เพราะอายุ ๔๓ พรรษา ๒๓ อยู่พระอารามหลวงมา ๒๖ ปีแล้ว เป็นมหาเถระแล้ว ไม่ใช่พระเด็กๆ อีกต่อไป ควรมอบหมายให้รับภาระธุระพระศาสนาอย่างเป็นทางการ ทั้งผลงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ไม่ใช่น้อยๆ (ว่าตามคำของท่าน)


ทั้งครู ทั้งศิษย์ จึงยอมอนุวัตร ตามทางการ


อาตมาจึงรับตำแหน่งของทางการ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ
"ฝ่ายเผยแผ่" เหมือนเดิม


และเมื่อเป็นแล้ว ก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ไม่ได้ย้ายไปไหน ยังพอใจกับนามปากกา ว.วชิรเมธี ธรรมดาๆ ยังคงอยู่ทำงานเผยแผ่ต่อไปที่ไร่เชิญตะวันตามปกติ

ตำแหน่งแห่งที่ ที่ท่านประทานมา ก็เพราะฟ้าบันดาล ทั้ง "วัง" และ "วัด" ท่านประสานเสียง แกมกำชับขอให้รับไว้ ไม่ใช่ไปกราบกรานอยากได้ อย่างที่มี "พระอลัชชี" บางรูปพยายามกล่าวหาด้วยข้อความรุนแรง


เรื่องนี้ เข้าใจได้ง่ายมาก


ดูอย่างท่าน
ป.อ.ปยุตฺโต หรือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ องค์ใหม่ก็ได้ ท่านก็ทำงานของท่านไป ไม่เคยอยากจะได้ใคร่จะมีอะไร ปิดทองหลังพระไป เมื่อทองล้นออกมาหน้าพระ วันดีคืนดี
"หลวง" หรือราชการก็โปรดให้ท่านเป็นสมเด็จฯ เมื่อเป็นแล้ว ท่านก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ดังท่านกล่าวความในใจว่า

"พระนั้น จะแต่งตั้งไปชั้นไหน ชั้นไหน ก็ยังเป็นพระอยู่เหมือนเดิม ทางพระพุทธศาสนา ท่านไม่นิยมถามว่า "จะเป็นอะไร" แต่สำคัญที่ว่า "จะทำอะไร" ให้เรื่อง "เป็น" มาเกื้อหนุนเรื่อง "ทำ" ให้ได้ ท่านจึงว่า "ให้เป็นนั่นเป็นนี่" เพื่อจะได้ "ทำนั่นทำนี่" ได้สะดวก"

เพราะฉะนั้น คนที่ "รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" มองการรับตำแหน่งของอาตมา เป็นเรื่องการเมืองในคณะสงฆ์ หรือมองไปว่าได้มาเพราะเข้าหาผู้ใหญ่ ทั้งยังพยายามกล่าวหาอาตมาเลื่อนลอยด้วยคำใหญ่คำโตนั้น ก็ขอโปรดเข้าใจเสียให้ถูกต้องตามนี้ อย่าเอาไปตีความเลอะเทอะ


หยุดการปรุงแต่งแบบเด็กๆ เสียทีเถิดพ่อคุณเอ๋ย


ดีร้าย หากวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ระวังปาก จะกลายเป็นการ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เสียเปล่าๆ


ส่วนที่มีภาพไปกราบหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ แล้วเอามาเขียนว่าไปประจบท่านนั้น ก็ขอเตือนว่า เวลาจะเขียนอะไร ดูคำอธิบายใต้ภาพด้วย

เพราะภาพพวกนั้น มีปรากฏอยู่ในเฟซบุ๊คของอาตมาเอง มีคำอธิบายกำกับด้วยว่าไปทำอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน

ภาพคู่สมเด็จฯที่เห็น คืองานไปรับรางวัล "วัดที่จัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จัดที่ มจร.วังน้อยเมื่อราวเดือนกุมภาพันธ์ และครั้งที่สอง หลวงพ่อสมเด็จฯ นิมนต์ไปพบเมื่อเดือนเมษายน เพื่อแจ้ง "พระราชดำริ" ด้านการศึกษาภาษาบาลีที่ทรงฝากมา โดยขอให้ช่วยรับเป็นภาระธุระ เพราะอาตมาสื่อสารกับสังคมได้ง่าย มีคนฟังเยอะ

ทั้ง "เบื้องบน" ท่านก็ทรงกำชับมาหลายครั้ง เรื่องการศึกษาภาษาบาลีในโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่ เพราะเห็นว่า ท่าน ว.วชิรเมธี นี้ เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค และได้เขียนหนังสือเรื่อง "เปรียญ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" เพื่อเป็นแนวทางฟื้นฟูการศึกษาภาษาบาลีตามพระราชประสงค์

และที่สำคัญจะต้องขอพระราชทานคำนำเป็นกรณีพิเศษ หลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ ในฐานะประมุขสงฆ์ และแม่กองบาลีสนามหลวง ก็อยู่ในฐานะที่จะต้องเขียนสัมโมทนียพจน์ด้วย

คนเขาไปปรึกษาหารือเรื่องงานพระศาสนาล้วนๆ มีพยานเป็นร้อย เป็นพัน ต่อหน้าธารกำนัล อย่างโปร่งใส แต่คนเขลาบางคน เอาไปเขียนข่าวเชิงเสียหาย ว่าผู้เขียนไปประจบพระผู้ใหญ่ขอยศศักดิ์ ช่างน่าละอายเหลือเกิน ที่คิด ที่เขียน อะไรออกมา โดยไม่สนใจหาข้อเท็จจริง ซึ่งมีอยู่ดาดดื่น มีอยู่ในคำอธิบายใต้ภาพที่ตัวยกมาด่านั่นเองเสียด้วยซ้ำ

จึงขอแจ้งญาติโยมทั้งหลายได้ทราบ ว่าอย่าได้หลงเชื่ออย่างผิดๆ ตามที่มีคนเขียนข่าวเลอะเทอะเผยแพร่ออกไป


(ว.วชิรเมธี)

 

 

(หมายเหตุ.


๑.ตามปกติ ตั้งใจจะไม่เขียนตอบอะไรในประเด็นระดับ
"โลกธรรม" เหล่านี้เลย เพราะถือว่าเป็นธรรมดาโลกที่ย่อมมีคนเข้าใจผิดบ้าง เข้าใจถูกบ้าง แต่เรื่องนี้ มีคน "เดือดร้อน" แทนหลายคน แต่ละคนก็ไม่ใช่ตาสีตาสา ทั้งอาจส่งผลกระทบหลายฝ่าย จึงจำใจต้องเขียนออกมา เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อเข้าใจข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะได้เพลาๆ การแชร์ การส่งข้อความโกหกทั้งหลายลงบ้าง ไม่เช่นนั้น พระดีๆ ทั้งหลาย ทั้งพระบ้านพระป่าสายกรรมฐาน สายวิชาการบริสุทธิ์ สายพัฒนาสังคม ที่ "หลวง" ท่านเมตตาถวายสมณศักดิ์เพื่อส่งเสริมการทำงาน ก็จะพานถูกกล่าวหาไปเสียทั้งหมด


๒.มีภาพอาตมาคู่กับหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ บางคนเอาไปตีความในทางเสียหาย ขออธิบาย
"ข้างหลังภาพ" สั้นๆ ตามข้อเท็จจริง


๒.๑ ภาพที่เห็นอยู่บนเวที คือ วันที่ไปรับรางวัล
"วัดที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จากหลวงพ่อสมเด็จฯ จัดโดยกรมควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับรางวัลเสร็จ หลวงพ่อสมเด็จฯ ก็ขอให้เล่าให้ที่ประชุมฟังทั้งห้อง ว่าบริหารจัดการไร่เชิญตะวันอย่างไร จึงกลายเป็น
Eco Temple ที่ร่มรื่น เรื่องก็มีเท่านี้ มีคนอยู่ในงานหลายร้อยคน ภาพนิ่ง ภาพวีดิโอ บันทึกไว้พร้อมสรรพ แต่มีบางคนไม่เข้าใจ ไม่อยู่ในเหตุการณ์ ที่อยู่สหรัฐอเมริกา เอาไปเขียนว่า อาตมาไปประจบพระผู้ใหญ่ นี่คือ ความน่าอนาถของคนที่เรียกตัวเองว่า สื่อมวลชน


๒.๒ อีกครั้งหนึ่ง ได้รับนิมนต์ไปหารือข้อราชการของคณะสงฆ์ เนื่องจากได้รับการขอร้องให้เข้ามาช่วยเรื่องการศึกษาภาษาบาลีของคณะสงฆ์
ซึ่งขอร้องมาจากทั้งฝ่ายวัง และฝ่ายวัด เพราะผู้เขียนเป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค วังและวัดเห็นว่า พอจะมีพื้นฐานภาษาบาลีอยู่บ้าง จึงขอให้มาช่วยเรื่องนี้ จึงได้ปฏิรูปการศึกษานำร่องที่วัดบ้านเกิด/เชียงของ/เชียงราย จนปี ๒๕๕๘ สามเณรเก่งทั้งทางโลกและทางธรรม สามารถบรรยายธรรมเป็นภาษาอังกฤษจนชนะเลิศระดับประเทศ ได้เข้ารับพระราชทานทุนและผ้าไตร และได้ลองเทศน์ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่จังหวัดน่าน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นี่เป็นข่าวดี ที่หลวงพ่อสมเด็จฯ เห็นว่าก้าวหน้า และพอเป็นความหวังของคณะสงฆ์ไทยในฝ่ายการปฏิรูปการศึกษาสงฆ์ จึงขอให้ไปเล่าถวาย พร้อมกันนั้น ก็ได้นำเสนอต้นฉบับหนังสือ "๙ เปรียญ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" ซึ่งได้นักเขียนฝีมือดีคือระดับประเทศ คือ คุณอรสม สุทธิสาคร คุณวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง มาช่วยเรียบเรียง หมายใจว่า เล่มนี้จะเป็นหนังสือ "สร้างแรงบันดาลใจ" ให้พระหนุ่มสามเณรน้อยรุ่นใหม่ ใฝ่เรียนธรรมะบาลีมากขึ้น เพราะเป็นชีวประวัติของพระและโยมที่จบเปรียญ ๙ แล้วประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม เช่น ศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก
, ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ, ป.อ.ปยุตฺโต เป็นต้น


ความจริงที่ได้ไปกราบสมเด็จฯ ก็มีแค่นี้
แต่แล้วคนที่มือดีมากกว่าสมอง ก็เอาไปเขียนในทางลบว่า ผู้เขียนไปพบผู้ใหญ่เพื่อหวังยศศักดิ์อัครฐาน ถ้าหวังจริงอย่างว่า จะอยู่ในพระอารามหลวงมา ๒๖ ปี โดยเป็นพระธรรมดามาจนป่านนี้ได้อย่างไร คุณสมบัติก็ใช่จะไม่ครบ
ครบจนล้นเสียด้วยซ้ำ


การ
"รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" แบบนี้แล้วก็นำมาเขียนข่าวนั้นสร้างความเสียหายใหญ่หลวงมาก เพราะข้อเท็จจริงมีอยู่ก็ไม่สนใจ นึกจะเขียนอะไรก็เขียน พลอยทำให้คณะสงฆ์เสียหาย เสียทั้งหลวงพ่อสมเด็จฯ เสียทั้งเบื้องบน เสียทั้งผู้เขียน งานที่ทำกันมาด้วยเจตนาแสนดีถูกมองในทางเสียหายหมด ดังนั้น ใครรู้ผิด เข้าใจผิด ขอความกรุณา เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องตามนี้เทอญ. (ว.วชิรเมธี)

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี : 15 ธันวาคม 2559

 

อ่านบทความ โดย พระมหานรินทร์ นรินฺโท

 

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด


 

การประชุมองค์กรพระสงฆ์เถรวาทในสหราชอาณาจักร

 

Theravada Buddhist Sangha in UK (TBSUK)

ณ วัดพุทธวิหาร เมืองอ๊อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

10 สิงหาคม 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ขนาด 4000 PX

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

ดอกไม้บาน วัดพระศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ทำบุญฉลองสมณศักดิ์พระครูเมธีชยาภิวัฒน์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

อาหารไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

THE ENTERTAINMENT OF WAT PHRA SRI

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

หนุ่มสาวไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ชาวไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

ภาพงานฉลองครบรอบ 40 ปี สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

ณ วัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน วันที่ 25-26 มิถุนายน 2559

กดที่ภาพเพื่อดาวโหลดภาพขนาด 4000 PC

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพการประชุม)


 

พิธีผูกพัทธสีมา-ฝังลูกนิมิต

วัดเจริญธรรม เมืองลึกเด ประเทศเยอรมันนี

10-12 มิถุนายน 2559

 

พระธรรมวิสุทธาจารย์ (คูณ ขนฺติโก) เจ้าอาวาสวัดหนองแวง (พระอารามหลวง) อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ประธานสงฆ์

ฯพณฯ นางนงนุช เพชรรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ประธานฝ่ายฆราวาส



กดที่ภาพเพื่อชมภาพในพิธี

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก

ฉลองสมณศักดิ์ "พระวิสุทธิวงศ์วิเทศ"

เจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร

11 มิถุนายน 2559


 

กดที่ภาพเพื่อชม งานสมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

พระราชมงคลรังษี : สุรศักดิ์ ชีวานนฺโท

เจ้าอาวาสวัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

5 มิถุนายน 2559

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธี


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธี

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

ลัทธิธรรมกาย กับบทบาท ของสังคมไทย

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย


 

 

จริงหรือไม่ มส. ไม่มีสิทธิ์สึกธัมมชโย

 


 


ห้ามพระสงฆ์รับมรดกและครอบครองทรัพย์สิน


 


 

เปิดหน้า "มือปล่อย" ธัมมชโย
มือใครในประวัติศาสตร์ศาสนา
2549 ?

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITER : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264